Friday, 5 June 2026
ทรัมป์

‘สหรัฐฯ’ เล็งต่อยอดแผนสันติภาพกาซา 20 ข้อ ใช้ในการเจรจาวิกฤติสงคราม ‘ยูเครน-รัสเซีย’

(1 ต.ค. 68) สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนทรัมป์ประจำตะวันออกกลาง เปิดเผยว่า แผนสันติภาพของโดนัลด์ ทรัมป์ ร่วมกับนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู เพื่อยุติการปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซาแบบทันที ถูกมองว่าเป็นแผนที่ก้าวหน้า และอาจสร้างแรงกระเพื่อมไปสู่การเจรจาสันติภาพในยูเครนด้วย

ทรัมป์เผยแพร่แผน 20 ข้อเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยเรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันที ซึ่งมีเงื่อนไขว่าต้องปล่อยตัวตัวประกันภายใน 72 ชั่วโมง และกำหนดว่า ฮามาสและกลุ่มอื่น ๆ ต้องไม่เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารฉนวนกาซา ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม

นอกจากนี้ แผนดังกล่าวระบุให้การควบคุมฉนวนกาซาถูกมอบให้แก่เจ้าหน้าที่เทคนิค ภายใต้การกำกับขององค์กรระหว่างประเทศที่ทรัมป์เป็นหัวหน้าเอง ซึ่งวิตคอฟฟ์หวังว่าแนวทางนี้อาจสร้างโมเดลสันติภาพที่สามารถขยายผลไปยังภูมิภาคอื่น รวมถึงสถานการณ์ระหว่างรัสเซียและยูเครน

‘จีน–รัสเซีย’ ปิดดีลสร้างท่อก๊าซยักษ์ Power of Siberia 2 ทำยุทธศาสตร์ยูเรเชียของ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ พังทลาย

(1 ต.ค. 68) จีนและรัสเซียบรรลุข้อตกลงสร้างท่อก๊าซ Power of Siberia 2 หลังเจรจายืดเยื้อมานาน ซึ่งถือเป็นการเพิ่มปริมาณส่งออกก๊าซรัสเซียไปยังจีนเกือบสองเท่า หรือราว 100,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ด้วยราคาที่ถูกกว่ายุโรป ข้อตกลงนี้สะท้อนถึงความล้มเหลวของยุทธศาสตร์ใหญ่ด้านยูเรเชียของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่หวังใช้รัสเซียถ่วงดุลจีน แต่ไม่สามารถบรรลุได้

สาเหตุสำคัญเกิดจากการที่ทรัมป์ไม่สามารถบีบให้ยูเครนยอมอ่อนข้อให้รัสเซียได้ ขณะเดียวกันการที่นาโต้ (NATO) มีแนวโน้มขยายบทบาทในยูเครนยิ่งทำให้ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เลือกหันไปพึ่งพาจีนมากขึ้น ความเคลื่อนไหวนี้ยังเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอินเดีย หลังนโยบายกีดกันทางการค้าของทรัมป์ผลักดันให้อินเดียหันกลับไปปรับความสัมพันธ์กับจีน

การปรับท่าทีของอินเดียช่วยลดความกังวลต่อความร่วมมือด้านพลังงานจีน–รัสเซีย ที่เดิมอาจทำให้รัสเซียเสียสมดุลต่อปักกิ่ง โดยความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเปิดทางให้มอสโกปิดดีลท่อก๊าซกับจีนได้อย่างมั่นใจโดยไม่ต้องกังวลว่าอินเดียจะใกล้ชิดกับสหรัฐฯ มากเกินไป อีกทั้งยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนขั้วความร่วมมือในภูมิภาค

ทั้งนี้ ผลลัพธ์คือยุทธศาสตร์ยูเรเชียของทรัมป์ล้มเหลวแบบไม่เป็นท่า ทั้งในมิติรัสเซียและอินเดีย ทำให้จีน–รัสเซียใกล้ชิดขึ้น และอินเดียเองก็เริ่มหันมาประสานกับจีนมากขึ้น สถานการณ์นี้เร่งให้เกิดความเป็นพหุขั้ว (multipolarity) ที่ลดอิทธิพลของสหรัฐฯ ลงในภูมิภาค

‘สหรัฐฯ–G7’ กดดัน ‘ตุรกี’ หยุดซื้อพลังงานรัสเซีย ‘แอร์โดอัน’ ไม่สน!! ยืนกรานซื้อน้ำมันและก๊าซเครมลินต่อไป

(6 ต.ค. 68) สหรัฐฯ และกลุ่มประเทศ G7 กำลังเพิ่มแรงกดดันให้ตุรกีหยุดนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากรัสเซีย โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถึงขั้นกล่าวชื่นชมประธานาธิบดีเรเจป ทายยิป แอร์โดอัน (Recep Tayyip Erdoğan) ระหว่างพบกันที่ทำเนียบขาว แต่ก็ตามมาด้วยเงื่อนไขสำคัญ คือขอให้ตุรกีเลิกพึ่งพาพลังงานจากรัสเซีย อย่างไรก็ตาม ตุรกีก็ยังคงไม่แสดงท่าทีตอบสนองต่อข้อเรียกร้องนี้

ความจริงแล้ว ตุรกีเป็นประเทศที่พึ่งพาพลังงานจากรัสเซียในระดับสูงมาก โดยปีที่ผ่านมา 66% ของน้ำมันนำเข้าและ 41% ของก๊าซธรรมชาติมาจากรัสเซีย ตัวเลขนี้สะท้อนถึงการที่ตุรกีได้ประโยชน์จากราคาที่ถูกลง หลังรัสเซียถูกสหภาพยุโรปคว่ำบาตรจากสงครามยูเครน การหยุดซื้อพลังงานจากรัสเซียจึงเสี่ยงต่อทั้งความมั่นคงด้านพลังงานและต้นทุนทางเศรษฐกิจของตุรกี

ถึงอย่างนั้น แอร์โดอันก็กำลังใช้กลยุทธ์ “กระจายความเสี่ยง” โดยรัฐวิสาหกิจ BOTAS เพิ่งลงนามสัญญาระยะยาวกับบริษัท Mercuria ของสหรัฐฯ และ Woodside Energy ของออสเตรเลีย รวมทั้งมีข้อตกลงกับอียิปต์ แอลจีเรีย กาตาร์ และไนจีเรีย เพื่อเพิ่มสัดส่วนก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเดินหน้าส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนและพลังงานในประเทศ แม้ปัจจุบันเชื้อเพลิงฟอสซิลยังครองสัดส่วนกว่า 80%

นอกจากน้ำมันและก๊าซ ตุรกียังพึ่งพารัสเซียในด้านพลังงานอื่น เช่น เหมาถ่านหินลิกไนต์ (Lignite) กว่า 40% และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Akkuyu ที่รัสเซียเป็นผู้สร้าง แม้โครงการล่าช้าเพราะถูกคว่ำบาตร แต่คาดว่าจะเปิดเดินเครื่องบางส่วนได้ในปีหน้า ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าตุรกีกำลังเดินเกม “สมดุล” ระหว่างการรักษาความมั่นคงทางพลังงานในราคาที่คุ้มค่า และแรงกดดันจากชาติตะวันตกที่ต้องการบีบให้แยกห่างจากรัสเซีย

นายกฯ เยอรมนี ยกหูหา ‘ทรัมป์’ ชงแผนยึดทรัพย์รัสเซีย จำนวน 1.4 แสนล้านยูโร ปล่อยกู้ ‘ยูเครน’ เสริมกำลังรบ

(6 ต.ค. 68) นายกรัฐมนตรี ฟรีดริช แมร์ทซ์ (Friedrich Merz) ของเยอรมนี ได้โทรศัพท์หารือกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่ออธิบายแผนการใช้ทรัพย์สินรัสเซียที่ถูกอายัดในยุโรป มูลค่าประมาณ 140,000 ล้านยูโร มอบให้ยูเครนในรูปแบบเงินกู้ดอกเบี้ยศูนย์ เพื่อสนับสนุนกองทัพยูเครน โดยก่อนหน้านี้ แมร์ทซ์ได้เผยแพร่ข้อเสนอนี้ผ่านบทความใน Financial Times ของอังกฤษ

โฆษกรัฐบาลเยอรมนีระบุว่า ผู้นำทั้งสองยังได้หารือถึงสถานการณ์ในยูเครน และเห็นพ้องที่จะร่วมมือกันหาทางยุติความขัดแย้งต่อไป นอกจากนี้ยังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับวิกฤตในฉนวนกาซา โดยย้ำว่าจำเป็นต้องเร่งเจรจาเพื่อปล่อยตัวตัวประกัน ยุติการสู้รบ และปลดอาวุธฮามาสในการประชุมที่อียิปต์เร็ว ๆ นี้

ปัจจุบัน สหภาพยุโรปและชาติกลุ่ม G7 ได้อายัดทรัพย์สินรัสเซียไว้เกือบ 300,000 ล้านยูโร ซึ่งมากกว่า 200,000 ล้านยูโรถูกเก็บในระบบการเงิน Euroclear ของเบลเยียม ขณะเดียวกัน รัสเซียตอบโต้ด้วยการแช่แข็งสินทรัพย์ของนักลงทุนจากประเทศไม่เป็นมิตร และประกาศว่า หากตะวันตกยึดทรัพย์สินรัสเซียจริง มอสโกก็พร้อมใช้มาตรการตอบโต้เช่นกัน

สนามบินฮอลลีวูดเบอร์แบงก์ แคลิฟอร์เนีย กระทบหนัก ไร้เจ้าหน้าที่ควบคุมการบิน!! จากภาวะปิดทำการของรัฐบาลกลาง

(7 ต.ค. 68) สำนักงานการบินพลเรือนสหรัฐฯ (FAA) เตือนว่า สนามบินฮอลลีวูด เบอร์แบงก์ รัฐแคลิฟอร์เนีย จะไม่มีเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศประจำหอบังคับการบินในช่วงค่ำวันจันทร์ (ตามเวลาท้องถิ่น) ตั้งแต่เวลา 16.15 น. ถึงประมาณ 22.00 น. เนื่องจากผลกระทบจาก “ภาวะชัตดาวน์” หรือการปิดทำการของรัฐบาลกลาง ที่ทำให้เจ้าหน้าที่จำนวนมากต้องทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง

เจ้าหน้าที่ FAA ระบุว่าอยู่ระหว่างพยายามเรียกกำลังเสริมเพื่อมาปฏิบัติหน้าที่ให้เร็วที่สุด แต่ไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะมีเจ้าหน้าที่มาทันเวลา โดยระหว่างนี้หอบังคับการบินจะถูกควบคุมโดยศูนย์ควบคุมการบิน TRACON จากเมืองซานดิเอโก ซึ่งจะดูแลการขึ้น-ลงของเครื่องบินทั้งหมดแทน ทั้งนี้ ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย เกวิน นิวซัม (Gavin Newsom) กล่าวโทษประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาจากการปิดรัฐบาล

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนปัญหาการขาดแคลนเจ้าหน้าที่ FAA ที่ต่อเนื่องมานานกว่า 6 เดือน โดยขาดแคลนกว่า 3,000 ตำแหน่ง ขณะเดียวกัน สมาคมการบินต่าง ๆ เตือนว่า “ชัตดาวน์” ยังส่งผลกระทบต่อการตรวจสอบความปลอดภัยและบำรุงรักษาเครื่องบินทั่วประเทศอีกด้วย

พฤติกรรมทรัมป์ สะท้อน mindset ที่คับแคบ !!

(8 ต.ค. 68) รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Aksornsri Phanishsarn ระบุว่า พฤติกรรมทรัมป์ สะท้อน mindset ที่คับแคบ !! ถ้าจะให้ทรัมป์บินไปร่วมงาน ASEAN Summit ที่มาเลเซีย ต้องเป็นพระเอกคนเดียว ทรัมป์ตั้งเงื่อนไข ต้องไม่มีจีน ในซีนยุดยิง ไทย-กัมพูชา แกหวังเคลมผลงานคนเดียว ทรัมป์อยากได้รางวัลโนเบลจนเก็บอาการไม่อยู่

‘อาจารย์อุ๋ย’ เตือน! ‘ทรัมป์’ อย่าแทรกแซงไทย–กัมพูชา ชี้ ขัดกฎบัตรสหประชาชาติ จี้ ‘นายกฯหนู’ แสดงจุดยืนบนเวทีโลก

อาจารย์อุ๋ย เตือนแรง! 'ทรัมป์' อย่าแทรกแซงกิจการภายในของไทย ขัดกฎบัตรสหประชาชาติ ชี้! สัญญาสันติภาพเป็น 'โมฆะ' หากเกิดจากการบีบบังคับ แนะ ‘นายกฯหนู’ แสดงจุดยืนบนเวทีโลก

(9 ต.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศและอดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า “จากกรณีที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ แสดงท่าทีอย่างแข็งขัน ในการอยากมาเป็นประธานให้เกิดข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น ผมมีเรื่องอยากจะเตือนนายทรัมป์และฝากเรียนท่านนายกอนุทินและกระทรวงการต่างประเทศ ให้ทราบอยู่สามประการ 

1. มาตรา 2 (1) แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ กำหนดว่า รัฐสมาชิกทุกประเทศมีความเสมอภาคกันในอธิปไตย ซึ่งหมายความว่า รัฐใด ๆ ต้องมีสิทธิ “ตัดสินใจเอง” ในเรื่องนโยบายภายในและระหว่างประเทศ ดังนั้น หากนายทรัมป์หรือรัฐบาลสหรัฐ ฯ ใช้วิธีกดดันให้ไทยต้องลงนาม โดยไม่สมัครใจ ย่อมขัดต่อหลักอธิปไตยของรัฐไทย 

2. มาตรา 2 (7) แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ ได้บัญญัติรองรับหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน (Principle of Non- Intervention) โดยระบุว่าสหประชาชาติไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงกิจการซึ่งอยู่อำนาจภายในของรัฐใด ๆ ซึ่งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ได้วางหลักในคดี Nicaragua v. United States (1986) ว่าให้หลักการเดียวกันนี้ผูกพันรัฐต่อรัฐด้วย กล่าวคือ ห้ามรัฐหนึ่ง แทรกแซงกิจการภายในของอีกรัฐหนึ่ง โดยศาลอ้างว่าหลักนี้มีสถานะเป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศ (customary international law) คือแม้รัฐจะไม่ได้เป็นสมาชิก UN หรือไม่มีสนธิสัญญาใด ก็ยังต้องเคารพหลักนี้

3. อนุสัญญากรุงเวียนนา ว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 (Vienna Convention on the Law of Treaties) มาตรา 52 ระบุชัดเจนว่า สนธิสัญญาใดที่เกิดขึ้นจากการข่มขู่หรือใช้กำลัง เป็นโมฆะ ดังนั้น หากสหรัฐ ฯ ใช้การบีบบังคับไทย เช่น การขู่ว่าจะขึ้นภาษี ตัดความช่วยเหลือหรือคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ไทยลงนามในสัญญาสันติภาพ การลงนามนั้นอาจถือว่า ไม่สมัครใจและเป็น 'โมฆะ' ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ 

ดังนั้น ผมจึงอยากให้ท่านนายกอนุทินในฐานะผู้นำประเทศ แสดงจุดยืนให้ชัดเจนต่อทุกประเทศในเวทีโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและมาเลเซียว่าปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชา เป็นปัญหาระหว่างไทยและกัมพูชาเท่านั้น ซึ่งไทยสามารถจัดการได้โดยฝ่ายเดียวในเร็ววัน โดยไม่ต้องอาศัยประเทศอื่นใดเข้ามายุ่งเกี่ยว อันจะทำให้ขัดกฎหมายระหว่างประเทศข้างต้น ด้วยความปรารถนาดี”  

‘ทรัมป์’ อ้างสหรัฐฯ ถล่มโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน เพื่อหยุดสงคราม ช่วยปูทางทำให้ดีลระหว่าง ‘อิสราเอล–ฮามาส’ สงบศึกเกิดขึ้น

(9 ต.ค. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า การโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ต่อโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ช่วยให้เกิดข้อตกลงระหว่างอิสราเอลและฮามาส โดยระบุว่า “ขณะนั้น อิหร่านกำลังจะมีอาวุธนิวเคลียร์ภายใน 1-2 เดือน หากผมปล่อยให้เกิดขึ้น ข้อตกลงนี้คงไม่มีทางเกิดขึ้นได้”

นอกจากนี้ ทรัมป์กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า หลังจากการโจมตีดังกล่าว อิหร่านยอมรับและสนับสนุนข้อตกลงระหว่างอิสราเอลกับฮามาส พร้อมย้ำว่าการทำลายศักยภาพนิวเคลียร์ของเตหะรานช่วยลดปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้ภูมิภาคตะวันออกกลางไม่มั่นคง

ก่อนหน้านี้ อิสราเอลเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารเมื่อ 13 มิถุนายน โดยกล่าวหาอิหร่านว่ามีโครงการนิวเคลียร์ลับ ทั้งสองฝ่ายตอบโต้กันด้วยการยิงข้ามแดนต่อเนื่อง 12 วัน ก่อนที่สหรัฐฯ จะเข้าร่วมโจมตีเป้าหมายในอิหร่านเมื่อ 22 มิถุนายน และในวันถัดมา ทรัมป์ประกาศว่าอิสราเอลและอิหร่านได้ตกลงหยุดยิงเพื่อยุติสงคราม

‘เซเลนสกี’ ประกาศพร้อมเสนอชื่อ ‘ทรัมป์’ ชิงโนเบล สาขาสันติภาพ หากส่งขีปนาวุธ ‘โทมาฮอว์ก’ ให้ยูเครน และช่วยสงบศึกกับรัสเซีย

(10 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครนกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า หากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ตัดสินใจส่งขีปนาวุธพิสัยไกล 'โทมาฮอว์ก' ให้ยูเครน และช่วยเจรจาหยุดยิงกับรัสเซีย ยูเครนพร้อมจะเสนอชื่อทรัมป์เข้าชิงรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ 

เซเลนสกีเผยว่า ระหว่างการพบทรัมป์ที่นครนิวยอร์กเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา เขาไม่ได้ยินคำว่า “ไม่” จากผู้นำสหรัฐฯ แต่ได้รับสัญญาณว่าจะมีการพิจารณา โดยเขามองว่าการหยุดสงครามแม้ไม่ง่าย แต่เป็นหนทางที่เกิดขึ้นได้ และหากทรัมป์ช่วยให้เกิดสันติภาพได้จริง “เขาควรได้รับรางวัลโนเบล”

ขณะที่ทรัมป์ระบุว่า “เกือบตัดสินใจแล้ว” แต่ต้องการทราบก่อนว่าจรวดจะถูกนำไปใช้อย่างไร ด้านรัสเซียเตือนว่า หากสหรัฐฯ ส่งโทมาฮอว์กให้ยูเครน จะยิ่งทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้นและสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อความสัมพันธ์รัสเซีย–อเมริกา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top