Thursday, 4 June 2026
ทรัมป์

ทรัมป์ลุยหนุนสันติภาพ สนับสนุน 1 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อฟื้นฟูฉนวนกาซา ชี้ต้นทุนสงครามสูงเกินคุ้ม เปิดเกมสันติภาพครั้งแรกในวอชิงตัน

(21 ก.พ. 69) ประธานาธิบดี 'โดนัลด์ ทรัมป์' ของสหรัฐฯ ประกาศสนับสนุนเงินจำนวน 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐแก่ 'คณะกรรมการสันติภาพ' เพื่อใช้ในการฟื้นฟูและบูรณะฉนวนกาซาในการประชุมเปิดตัวคณะกรรมการสันติภาพเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
.
'คณะกรรมการสันติภาพกำลังแสดงให้เห็นว่าเราสามารถสร้างอนาคตที่ดีกว่าได้อย่างไร โดยเริ่มต้นจากตรงนี้เลย ในห้องนี้ และผมอยากให้คุณทราบว่า สหรัฐอเมริกาจะมอบเงินสนับสนุนจำนวน 10,000 ล้านดอลลาร์ให้กับคณะกรรมการสันติภาพ' ทรัมป์กล่าวในที่ประชุม
.
ประธานาธิบดีกล่าวเพิ่มเติมว่า จำนวนเงิน 1 หมื่นล้านดอลลาร์อาจดูมหาศาล แต่เมื่อเทียบกับต้นทุนของสงคราม ซึ่งมีมูลค่าประมาณเทียบเท่าการสู้รบเพียงสองสัปดาห์แล้ว ถือว่าน้อยมาก
.
การสนับสนุนครั้งนี้สะท้อนความพยายามของสหรัฐฯ ในการผลักดันสันติภาพและการฟื้นฟูพื้นที่ที่ประสบปัญหาความขัดแย้งยืดเยื้ออย่างฉนวนกาซา ซึ่งเป็นประเด็นความขัดแย้งที่ซับซ้อนและมีผลต่อเสถียรภาพในภูมิภาคตะวันออกกลางโดยรวม
.
ที่มา :Sputnik

ศึกอิหร่านยังไม่จบ!! สภาสูงไม่ผ่านมติคุม “อำนาจสงคราม” ของทรัมป์ เสียงข้างน้อยสนับสนุน ร่างโดยเดโมแครต ข้อเสนอต้องให้รัฐสภาอนุมัติใช้กำลังทหาร เหตุโจมตีอิหร่าน-อิสราเอลเพิ่มความตึงเครียด

(5 มี.ค. 69) วุฒิสภาสหรัฐอเมริกาลงมติไม่รับรองร่างมติที่จำกัดอำนาจทางทหารของประธานาธิบดี 'โดนัลด์ ทรัมป์' ต่ออิหร่านตามผลการลงคะแนนเชิงกระบวนการล่าสุด โดยมีวุฒิสมาชิก 53 คนคัดค้าน ในขณะที่สนับสนุนเพียง 47 คน

ร่างมติดังกล่าวเสนอให้สหรัฐฯ ต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาก่อนดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน และกำหนดให้ประธานาธิบดีต้องยุติการเกี่ยวข้องของกองกำลังสหรัฐฯ ที่ไม่ได้รับอนุญาตภายใน 30 วัน เว้นแต่เป็นเหตุผลกรณีภัยคุกคามที่ใกล้จะเกิดขึ้นหรือการโจมตีโดยตรงต่อสหรัฐฯ

'แรนด์ พอล' วุฒิสมาชิกรีพับลิกันจากเคนทักกี เป็นผู้สนับสนุนร่างมติในพรรครีพับลิกันเพียงคนเดียว ขณะที่ 'จอห์น เฟตเทอร์แมน' สมาชิกเดโมแครตเห็นต่างจากพรรค

การลงมติดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีเป้าหมายในอิหร่านรวมถึงกรุงเตหะรานส่งผลให้เกิดความเสียหายและผู้เสียชีวิตในหมู่พลเรือน รวมทั้งตอบโต้กันด้วยการโจมตีพื้นที่ของอิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ทั่วตะวันออกกลาง

เหตุการณ์นี้สะท้อนความขัดแย้งที่รุนแรงและซับซ้อนในภูมิภาค โดยการปะทะที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อเสถียรภาพและความมั่นคงระดับนานาชาติอย่างชัดเจน

ที่มา : Sputnik

ทรัมป์เปิดเกมใหม่!! งัดแผนผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน หวังสกัดราคาพลังงานพุ่งจากไฟสงคราม พร้อมส่งสัญญาณสันติภาพ หลังความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล

(10 มี.ค. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนให้กับบางประเทศ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "เรากำลังจะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เพื่อให้ราคาลดลง ดังนั้น ในบางประเทศที่เรามีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ เราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" พร้อมเสริมว่าอาจไม่กลับมาใช้มาตรการเหล่านั้นอีก หากสันติภาพฟื้นคืน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต พลเรือน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน 'อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ถูกลอบสังหารในวันเดียวกับเหตุการณ์ ขณะที่รัสเซียประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" และเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดโดยทันที

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังมีเดิมพันสูงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อราคาพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : Sputnik

“ทรัมป์” เตือนอิหร่าน!! หากกาตาร์ถูกโจมตีซ้ำ สหรัฐฯ พร้อมถล่ม South Pars ทั้งหมด หยุดโจมตีกาตาร์ ก่อนสหรัฐฯ เปิดฉากถล่มหนัก ย้ำการตอบโต้จะรุนแรงในระดับที่อิหร่านไม่เคยเผชิญมาก่อน

อิสราเอลได้ดำเนินการโจมตีอย่างรุนแรงต่อแหล่งก๊าซ South Pars ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญในอิหร่าน โดยทำความเสียหายเพียงบางส่วนของพื้นที่ทั้งหมด สหรัฐอเมริกาไม่ได้รับรู้ล่วงหน้าหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีดังกล่าว และประเทศกาตาร์ก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือความรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้มาก่อน

ประธานาธิบดี 'โดนัลด์ เจ. ทรัมป์' ระบุว่า อิหร่านไม่ทราบหรือมีข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการโจมตีนี้ และได้โจมตีสถานีก๊าซ LNG ของกาตาร์อย่างไม่เป็นธรรม "จะไม่มีการโจมตีใดจากอิสราเอลต่อแหล่ง South Pars อีก เว้นแต่อิหร่านจะโจมตีประเทศที่บริสุทธิ์อย่างกาตาร์ ซึ่งหากเกิดขึ้น สหรัฐฯ จะตอบโต้ด้วยการทำลายแหล่งก๊าซ South Pars อย่างรุนแรง" เขากล่าว

'ทรัมป์' ยังเน้นว่าเขาไม่ต้องการเห็นความรุนแรงที่มีผลกระทบระยะยาวกับอิหร่าน แต่จะไม่ลังเลหากกาตาร์ถูกโจมตีอีกครั้ง เหตุการณ์นี้บ่งบอกถึงความตึงเครียดในการเมืองตะวันออกกลาง และสะท้อนบทบาทของสหรัฐฯ ที่เตรียมรับมือสถานการณ์อย่างเข้มข้นในภูมิภาคนี้

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2304149276759498&set=gm.1250081733946851&idorvanity=849053944049634

สหรัฐฯ เปิดเกมแรง!! ‘ทรัมป์’ จ่อยึดน้ำมันอิหร่าน เล็งคุมเกาะคาร์ก ขณะราคาพลังงานโลกพุ่งไม่หยุด เสี่ยงไฟสงครามตะวันออกกลางลาม หวังเจรจาทางอ้อมกับอิหร่านยุติสงครามเร็วขึ้น

เมื่อวันอาทิตย์ (29 มี.ค.) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยในการให้สัมภาษณ์กับไฟแนนเชียล ไทม์ส (Financial Times) ว่าตนต้องการ "ยึดน้ำมันในอิหร่าน" และอาจเข้าควบคุมเกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน พร้อมเปรียบเทียบกับกรณีเวเนซุเอลาที่สหรัฐฯ หมายมั่นควบคุมอุตสาหกรรมน้ำมัน "อย่างไม่มีกำหนด" หลังจากยึดอำนาจนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

รายงานระบุว่าการยึดน้ำมันของอิหร่านจะต้องเกี่ยวข้องกับการเข้าควบคุมเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นเส้นทางส่งออกน้ำมันมากกว่าร้อยละ 90 ของอิหร่าน พร้อมเตือนว่าการ "โจมตี" ดังกล่าวเสี่ยงทำให้เกิดความสูญเสียเพิ่มขึ้นและทำให้สงครามยืดเยื้อ

ทรัมป์ระบุว่าสหรัฐฯ มีหลายทางเลือกกรณีเกาะคาร์ก โดยอาจเข้ายึดเกาะแห่งนี้หรือไม่ยึดก็ได้ แต่นั่นหมายความว่าสหรัฐฯ อาจต้องประจำกำลังอยู่ในภูมิภาคดังกล่าวเป็นระยะเวลาหนึ่ง โดยทรัมป์เชื่อว่าอิหร่านมีการป้องกันบนเกาะเพียงเล็กน้อยหรือแทบไม่มีเลย ทำให้สามารถยึดได้อย่างง่ายดาย

คำกล่าวของทรัมป์มีขึ้นท่ามกลางการเพิ่มกำลังทหารสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง และทรัมป์กำลังพิจารณาปฏิบัติการทางทหารเพื่อขนย้ายยูเรเนียมเกือบ 1,000 ปอนด์ (ราว 453 กิโลกรัม) ออกจากอิหร่าน

เดอะ วอลล์ สตรีต เจอร์นัล (The Wall Street Journal) อ้างแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อระบุว่าทรัมป์ยังสนับสนุนให้ที่ปรึกษากดดันให้อิหร่านยอมมอบวัสดุดังกล่าว เพื่อเป็นเงื่อนไขในการยุติสงคราม

รายงานระบุว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เตรียมส่งกำลังทหารภาคพื้นดินเพิ่มเติมสูงสุด 10,000 นายไปยังภูมิภาค ขณะที่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ระบุว่ามีทหารมากกว่า 3,500 นาย ซึ่งในจำนวนนี้เป็นนาวิกโยธิน 2,500 นาย เดินทางถึงตะวันออกกลางแล้ว

แม้มีความตึงเครียดดังกล่าว แต่ทรัมป์ระบุว่าการเจรจาทางอ้อมระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านผ่านตัวกลางจากปากีสถานกำลังมีความคืบหน้า พร้อมระบุว่าข้อตกลงอาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วพอสมควร

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นนับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude) พุ่งแตะระดับ 119.5 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,920 บาท) ต่อบาร์เรล ในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2022

ที่มา : Xinhua

‘ทรัมป์’ เล็งปิดฉากสงคราม แม้เส้นเลือดน้ำมันโลกยังปิดบางส่วน เดินเกมลดขีดความสามารถกองทัพ ส่งทหารเสริมกำลังทะเลชายฝั่ง เปิดช่องเดินเรือฮอร์มุซฟื้นฟูเร็ว

เมื่อช่วงค่ำวันจันทร์ (30 มี.ค.) เดอะ วอลล์ สตรีต เจอร์นัล (The Wall Street Journal) อ้างอิงเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯรายงานว่าทรัมป์เปิดเผยกับผู้ช่วยว่าตนพร้อมยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน แม้ว่าช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงถูกปิดเป็นส่วนใหญ่

รายงานระบุว่าทรัมป์และผู้ช่วยของเขาเพิ่งประเมินว่าภารกิจเปิดช่องแคบดังกล่าวอาจทำให้สงครามกับอิหร่านยืดเยื้อเกินกรอบเวลา 4-6 สัปดาห์ที่ตั้งไว้ ทำให้ทรัมป์ตัดสินใจที่จะให้สหรัฐฯ มุ่งเน้นบรรลุเป้าหมายหลัก ได้แก่ การทำลายขีดความสามารถของกองทัพเรือและคลังขีปนาวุธอิหร่าน พร้อมทั้งกดดันทางการทูตต่ออิหร่านให้ฟื้นฟูการเดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าว และหากความพยายามเหล่านี้ล้มเหลว ทำเนียบขาวจะผลักดันให้พันธมิตรยุโรปและอ่าวอาหรับเข้ามามีบทบาทนำในการเปิดเส้นทางดังกล่าวแทน

รายงานเผยว่าตัวเลือกทางทหารยังคงมีอยู่ แต่ไม่ใช่สิ่งที่ทรัมป์ให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก และแม้จะมีการประเมินดังกล่าว แต่การสื่อสารต่อสาธารณะของทรัมป์เกี่ยวกับสงครามกับอิหร่านยังคงไม่ชัดเจน โดยช่วงเช้าวันจันทร์ (30 มี.ค.) ทรัมป์ขู่ว่าจะทำลายล้างโรงไฟฟ้า บ่อน้ำมัน และเกาะคาร์กของอิหร่านอย่างสิ้นเชิง หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้โดยเร็ว

ขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ได้เสริมกำลังทหารในภูมิภาค โดยในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เรือโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบกยูเอสเอส ตริโปลี (USS Tripoli) และหน่วยนาวิกโยธินที่ 31 ได้เข้าสู่พื้นที่แล้ว ขณะที่กองพลทหารร่มที่ 82 ของกองทัพสหรัฐฯ เริ่มทยอยเดินทางมาถึง และยังมีการพิจารณาส่งกำลังทหารภาคพื้นดินเพิ่มเติมสูงสุดถึง 10,000 นายเข้าสู่พื้นที่อีกด้วย

นอกจากนี้ มีรายงานว่าทรัมป์กำลังพิจารณาปฏิบัติการที่ซับซ้อน เพื่อยึดครองคลังยูเรเนียมของอิหร่าน

ด้านแคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวของสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ (30 มี.ค.) ว่าสหรัฐฯ กำลังดำเนินการเพื่อฟื้นฟูการขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซให้กลับสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ตาม การเปิดเส้นทางเดินเรือสายนี้มิได้ถูกกำหนดให้เป็นเป้าหมายหลักทางทหารของรัฐบาล ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การลดขีดความสามารถกองทัพเรือ โครงการขีปนาวุธ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน

ที่มา : Xinhua

จับตาวอชิงตัน!! ผู้เชี่ยวชาญชี้ สหรัฐฯ หวังสกัดน้ำมันพุ่ง มากกว่าปิดเกมอิหร่าน ชี้คำพูดทรัมป์เป็นเพียงเกมยื้อเวลา เป้าหมายแท้จริงคือคุมตลาด

เป้าหมายหลักของวอชิงตันคือการรักษาเสถียรภาพของตลาด และหยุดยั้งการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน ฟาอิก บูลุต ผู้เชี่ยวชาญชาวตุรกี ให้สัมภาษณ์กับสปุตนิก

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กล่าวอ้างในการปราศรัยเมื่อคืนวันพุธว่า สหรัฐฯ “ใกล้จะบรรลุ” เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์หลักของตนในสงครามกับอิหร่านแล้ว

บูลุตระบุว่า คำกล่าวดังกล่าวเป็น “เกมเชิงยุทธวิธีเพื่อซื้อเวลาให้กับผลประโยชน์ของตนเอง” ท่ามกลางกระแสการประท้วงต่อต้านสงครามกับอิหร่านที่เกิดขึ้นในยุโรป สหรัฐฯ และอีกหลายประเทศ
ผู้เชี่ยวชาญรายนี้กล่าวว่า สหรัฐฯ พยายามดึงยุโรปเข้ามาอยู่ฝ่ายตนแต่ไม่สำเร็จ ก่อนจะหันไปพยายามดึงประเทศอาหรับเข้าร่วมสงครามแทน ทว่าก็ไม่เป็นผลเช่นกัน

“ตอนที่ทรัมป์เข้าสู่สงครามครั้งนี้ เขายังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่ากำลังเข้าไปพัวพันกับอะไร และตอนนี้เขาก็กำลังพบว่ามันยากที่จะทำให้สงครามยุติลง” บูลุตกล่าว

ที่มา : Sputnik

ขู่ถล่มไฟฟ้าอิหร่าน!! ‘ทรัมป์’ ขู่โจมตีหนักกว่าครั้งก่อน อิหร่านไม่ใช่เป้าหมายที่ล้มได้ง่าย อดีตทหารชี้ ระบบไฟฟ้าแข็งแกร่ง-ซ่อมเร็ว แผนถล่มอิหร่านของทรัมป์เสี่ยงล้มเหลว

ทรัมป์ขู่ถล่มอิหร่าน “หนักกว่าที่เคย” แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้มีโอกาสไม่สำเร็จ เหตุโครงข่ายไฟฟ้าอิหร่าน “อึด-กระจายตัว-ซ่อมไว” ยากจะทำให้ล่มทั้งประเทศ

พันเอกสุลต่าน เอ็ม. ฮาลี อดีตนายทหารอากาศปากีสถาน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Sputnik ว่า การโจมตีโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศหนึ่ง ไม่ใช่ภารกิจที่สามารถจบได้ด้วยการโจมตีเพียงระลอกเดียว เพราะระบบไฟฟ้าของอิหร่านมีลักษณะกระจายตัว ได้รับการเสริมความแข็งแกร่ง และหลายจุดยังมีระบบเชื่อมต่อสำรองรองรับความเสียหาย

เขาระบุว่า ต่อให้ประเมินในแง่ดีที่สุด ฝ่ายสหรัฐฯ ก็ยังต้องใช้ภารกิจบินโจมตีหลายร้อยเที่ยวตลอดหลายวัน จึงจะมีโอกาสทำให้ระบบไฟฟ้าของอิหร่านหยุดชะงักในวงกว้าง ขณะเดียวกัน อิหร่านก็เคยแสดงให้เห็นมาแล้วว่าสามารถซ่อมแซมความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างรวดเร็ว

อดีตนายทหารรายนี้มองว่า หากเกิดไฟฟ้าดับทั่วประเทศจริง ผลกระทบก็น่าจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่สิ่งที่สหรัฐฯ ต้องแลกคือการใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาล และการเปิดความเสี่ยงให้เครื่องบินรบต้องเผชิญการยิงตอบโต้จากระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่านอย่างต่อเนื่อง
.
นอกจากนี้ เขายังชี้ว่า หลักนิยมทางทหารของอิหร่านให้ความสำคัญกับ “ความยืดหยุ่น” และ “การอยู่รอด” ภายใต้แรงกดดัน โดยอาศัยการทำสงครามอสมมาตร เช่น การใช้ขีปนาวุธ โดรน และยุทธวิธีแบบไม่พึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานแบบรวมศูนย์ ทำให้แม้โครงข่ายไฟฟ้าจะถูกโจมตี ก็ไม่ได้หมายความว่าศักยภาพการตอบโต้ทางทหารจะหมดไป

“ในทางทหาร อิหร่านจะยังคงต่อสู้ได้ต่อไป ส่วนในทางการเมือง การโจมตีลักษณะนี้อาจยิ่งให้ผลตรงข้าม เพราะอาจทำให้ประชาชนอิหร่านรวมตัวกันต่อต้านวอชิงตันมากขึ้น” เขากล่าว

ที่มา : Sputnik

ทรัมป์ขุด “เพิร์ลฮาร์เบอร์” เปิดแผลจักรวรรดิญี่ปุ่น ‘ทรัมป์’ พลั้งปากหรือจงใจ ใช้ประวัติศาสตร์กดหัวพันธมิตร จุดฉนวนถกเถียงในญี่ปุ่น หมดศักดิ์ศรีมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเอเชีย

“เพิร์ลฮาร์เบอร์” ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ “พลั้งปาก หรือตั้งใจ”

“เรื่องที่จริงจัง หรือเป็นเพียงตลกร้าย” ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เหตุการณ์ทางการทูตที่เกิดขึ้นใน วันที่ 19 มีนาคม 2026 ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เดินทางเยือนทำเนียบขาว ซึ่งขณะนั้น สหรัฐฯ ร่วมกับอิสราเอลทำการโจมตีอิหร่าน จนทำให้อิหร่านปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ และมำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น ในฐานะประเทศผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ การเดินทางของเธอจึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อสื่อสารและประสานงานกับสหรัฐฯ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

การแถลงข่าวที่ห้องทำงานรูปไข่ นักข่าวชาวญี่ปุ่นถามว่า “ทำไมพันธมิตร รวมถึงญี่ปุ่น จึงไม่ได้รับแจ้งก่อนการโจมตีอิหร่าน?” ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ตอบกลับไปว่า: “เราไม่อยากส่งสัญญาณมากจนเกินไป... เราต้องการเซอร์ไพรส์ ใครจะรู้เรื่อง 'การโจมตีแบบลอบกัด' ดีไปกว่าญี่ปุ่นล่ะ? ทำไมคุณไม่บอกเราเรื่องการโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ก่อนล่ะ?"

ทันทีที่เขาพูดจบ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ เขา “ตาเบิดโต รอยยิ้มหายไป เธอเอนหลัง และลดมือลง” แสดงให้เห็นได้ชัดว่า เธอตกตะลึงกับการเปรียบเทียบทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ของประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐฯ โดยใช้บาดแผลทางประวัติศาสตร์จากเหตุการณ์เพิร์ลฮาร์เบอร์มาตอบคำถามจากนักข่าวชาวญี่ปุ่น จนทำให้ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นต้องอับอาย และเป็นการจุดประเด็นการถกเถียงในญี่ปุ่นเกี่ยวกับความเท่าเทียมกันของพันธมิตร

การต่อสู้เพื่อ "ศักดิ์ศรี" ของญี่ปุ่น: ความเงียบหรือความอัปยศ คำพูดของประธานาธิบดีทรัมป์จุดประกายความคิดเห็นที่ตรงกันข้ามภายในญี่ปุ่นสองฝ่ายอย่างสิ้นเชิง ประเด็นความขัดแย้งหลักจึงอยู่ที่ “เมื่อเผชิญกับ ‘ความอัปยศ’ จากพันธมิตร” ควรจะอดทนหรือคัดค้าน? โดยฝ่ายผู้สนับสนุนเชื่อว่า “การไม่ตอบโต้" ของทาคาอิจิเป็นการกระทำที่คำนึงถึงผลประโยชน์ ญี่ปุ่นต้องการการรับประกันความมั่นคง อยู่ภายใต้ร่มนิวเคลียร์ของสหรัฐอเมริกา และเพื่อรักษาพันธมิตรโดยรวม ญี่ปุ่นจึงไม่ควรทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องโกรธเคืองจากการโต้เถียงด้วยวาจาด้วยอารมย์เพียงชั่วครู่

แต่ในทางกลับกัน ฝ่ายตรงกันข้ามกับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเชื่อว่า นี่เป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีของญี่ปุ่นอย่างร้ายแรง ฮิโตชิ ทานากะ อดีตนักการทูต วิพากษ์วิจารณ์คำพูดของทรัมป์ โดยระบุว่า ในฐานะผู้นำประเทศ พันธมิตรทั้งสองฝ่ายควรมีความเท่าเทียมกัน เขากล่าวว่า การประจบประแจงประธานาธิบดีทรัมป์ และคิดว่า ความสำเร็จตรงนั้นเป็นเรื่องที่ “น่าสมเพช” ตราบใดที่ไม่มีใครได้รับความเสียหาย หนังสือพิมพ์อาซาฮีชิมบุนของญี่ปุ่นได้วิพากษ์วิจารณ์คำพูดของทรัมป์ว่าเป็น “เรื่องไร้สาระที่เพิกเฉยและไม่สนใจต่อบทเรียนทางประวัติศาสตร์” ความเห็นที่แตกแยกนี้เผยให้เห็นถึงภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางการทูตมาอย่างยาวนานของญี่ปุ่น นั่นคือ ความจำเป็นในการรักษาความเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกา ในขณะเดียวกันก็ปรารถนาที่จะได้รับการปฏิบัติในฐานะพันธมิตรที่แท้จริงอย่างเท่าเทียมกัน

ตรรกะใน “เชิงแลกเปลี่ยน” จากมุมมองของประธานาธิบดีทรัมป์ สิ่งนี้จึงไม่ใช่การพลั้งปาก แต่เป็นการ “ศิลปะแห่งการแลกเปลี่ยน” ที่คำนวณมาอย่างรอบคอบ ด้วยการอ้างถึงเพิร์ลฮาร์เบอร์ ซึ่งทำให้เขาสามารถบรรลุเป้าหมายสองประการได้อย่างชาญฉลาด:

1.  ปิดปากญี่ปุ่น โดยบอกเป็นนัยว่า ญี่ปุ่นไม่ได้เปรียบทางศีลธรรมเหมือนกันในประเด็น "การโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว" ซึ่งเป็นการบั่นทอนข้อสงสัยใด ๆ ในประเด็นไม่มีการแจ้งล่วงหน้า

2.  เป็นการเตือนญี่ปุ่นถึง “สถานะที่ด้อยกว่า”: ในการตัดสินใจสำคัญ ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา ชี้ให้เห็นว่า สิทธิของพันธมิตรในการรับรู้ข้อมูลสามารถถูกยกเลิกได้ ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาทางการทูต “อเมริกามาก่อน” (America First) และมุมมองของเขาต่อความสัมพันธ์กับพันธมิตรว่า เป็นเรื่องของ “การแลกเปลี่ยน”

พันธมิตรภายใต้เงาแห่งประวัติศาสตร์ เหตุการณ์นี้สร้างความเจ็บปวดให้กับญี่ปุ่นอย่างมากมาย เพราะไปแตะบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยหายสนิทของญี่ปุ่น การโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ในปี 1941 และการโจมตีด้วยระเบิดปรมาณูในเวลาต่อมา เป็นเรื่องต้องห้ามที่มีความละเอียดอ่อนในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นมาโดยตลอด แม้ว่าประธานาธิบดีโอบามาของสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะของญี่ปุ่น จะได้วางพวงมาลาที่เพิร์ลฮาร์เบอร์และฮิโรชิมาในปี 2016 เพื่อกระชับความสัมพันธ์ด้วยการสร้างเรื่องราวของความ “ปรองดอง” แต่คำพูดของประธานาธิบดีทรัมป์กลับทำลายเส้นบาง ๆ ที่แบ่งกั้นความรู้สึกนี้ออกไปอย่างง่ายดาย ทำประวัติศาสตร์ให้กลายเป็นเครื่องมือในการต่อสู้แย่งชิงอำนาจในปัจจุบัน

ประเด็นนี้จึงไม่เป็นเพียงแค่ “การพลั้งปาก” ของประธานาธิบดีทรัมป์ แต่เป็นเสมือนกระจกที่สะท้อนให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของความเป็นพันธมิตรระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น เพราะนั่นคือ พลวัตอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน และบาดแผลทางประวัติศาสตร์ของสองประเทศที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์ที่สวยงาม

ส่วนรอยยิ้มที่ดูอึดอัดและแข็งทื่อของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น บางคนมองว่า เป็นสัญญาณของการอดทนอดกลั้น ในขณะที่บางคนมองว่า เป็นการสูญเสียศักดิ์ศรี นี่อาจเป็นภาพสะท้อนของความขัดแย้งภายในที่ญี่ปุ่นและพันธมิตรของสหรัฐอเมริกาอีกหลายประเทศรู้สึกเมื่อเผชิญกับการทูตของประธานาธิบดีทรัมป์ อย่างเช่น คำพูดที่บอกให้เจ้าชาย MBS มาจูบก้นเป็นต้น

สำหรับสหรัฐฯ แล้ว ญี่ปุ่นยังคงเป็นอดีตศัตรูที่น่ากลัว เพราะเป็นเพียงชาติเดียวในโลกใบนี้ที่เคยส่งกำลังทหารโจมตีดินแดนสหรัฐฯ ทั้ง “เพิร์ลฮาร์เบอร์” และส่งกำลังทหารเข้ายึดครอง “เกาะ Attu” กับ “เกาะ Kiska” ใกล้กับมลรัฐ Alaska ได้สำเร็จ แม้จะเป็นระยะเวลาสั้น ๆ

อ.ประพฤติ วิเคราะห์!! ถอดรหัส “ทรัมป์” ถอยจริง หรือแค่สับขาหลอก? ภายใต้เกมอำนาจที่เริ่มคุมไม่ได้ เมื่อสันติภาพอาจไม่ใช่ความเมตตา แต่คือการยอมจำนนต่อความจริง


“ทรัมป์” ถอยจริง หรือแค่สับขาหลอก?

ผมมองว่าท่าทีของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ แสดงออกกลับไปกลับมาและมีการใช้คำหยาบคายในบางช่วงเวลา เป็นกรอบคิดทางยุทธศาสตร์ที่ซับซ้อนมากกว่าเพียงแค่ "ความแปรปรวน" ของตัวบุคคล ด้วยเหตุุผล ดังนี้:

1. ภาวะสุญญากาศของความเชื่อถือ (Credibility Gap) และทฤษฎีคนบ้า (Madman Theory):

การแสดงออกที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของทรัมป์ในหน้าสื่อ ไม่ได้เป็นเพียงบุคลิกภาพส่วนตัว แต่เป็น "ยุทธศาสตร์ความไม่แน่นอน" เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง อย่างไรก็ตาม ในบริบทปัจจุบัน ความน่าเชื่อถือ (Credibility) ของเขากำลังเผชิญกับวิกฤต เนื่องจากกฎหมายระหว่างประเทศและการปฏิบัติจริงในสนามรบไม่ได้เคลื่อนไปตาม "คำขู่" ของเขา 

การประกาศหยุดยิงชั่วคราวอาจมองได้ว่าเป็น "Strategic Retreat" (การถอยเชิงกลยุทธ์) เพื่อลดการเผชิญหน้าที่สหรัฐฯ ไม่สามารถควบคุมผลลัพธ์ได้อย่างเบ็ดเสร็จ

2. ข้อจำกัดทางยุทธวิธีและจุดตายของภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Chokepoint):

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทรัมป์ต้อง "ยอมลง" คือความล้มเหลวในการจัดตั้งพันธมิตรเพื่อควบคุม ช่องแคบฮอร์มุส (Strait of Hormuz)

• กฎหมายทะเลและการปิดช่องแคบตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) แม้อิหร่านจะไม่ได้เป็นภาคีในบางส่วน แต่การใช้สิทธิผ่านทาง (Innocent Passage) ถูกปิดกั้นด้วยอิทธิพลทางทหารจริง ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลกอย่างรุนแรง

• ความอ่อนแอของอำนาจทางอากาศ: ปฏิบัติการทางอากาศที่ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ (Air Superiority Failure) และความสูญเสียยุทโธปกรณ์ระดับสูง เป็นตัวบ่งชี้ทางสถิติว่าเทคโนโลยีทางทหารของฝ่ายตะวันตกสามารถถูกโต้กลับด้วยระบบป้องกันภัยทางอากาศยุคใหม่ที่มีประสิทธิภาพที่มีต้นทุนตํ่ากว่า ทำให้ "ต้นทุนของสงคราม" (Cost of War) พุ่งสูงจนเกินจุดคุ้มทุน

3. จะมีเซอร์ไพรส์? หรือ ทรัมป์ยอมจำนนต่อข้อเท็จจริง?

ความเป็นไปได้ที่ทรัมป์จะ "กลับลำ" (U-turn) กลับไปทำสงครามเต็มรูปแบบนั้น ผมว่ามีน้อยมากในเชิงตรรกะ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจภายในสหรัฐฯ และความล้มเหลวในการโน้มน้าวพันธมิตรอาหรับให้เข้าร่วมสังฆกรรม 

การแสดงอาการฟาดหัวฟาดเหวี่ยงที่ผ่านมา จึงเป็นเพียง "การแสดงออกเพื่อรักษาหน้า" (Face-saving diplomacy) หลังจากตระหนักดีว่า อิหร่านมีขีดความสามารถในการทำสงครามแบบอสมมาตร (Asymmetric Warfare) ที่สามารถสร้างความเสียหายถาวรต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคได้

บทสรุป: สันติภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องของความเมตตา แต่เป็นเรื่องของ "Realpolitik" หรือการเมืองแห่งความเป็นจริงที่ว่ามหาอำนาจไม่สามารถเอาชนะสงครามในพื้นที่ที่ตนเองเสียเปรียบทางยุทธศาสตร์ได้ตลอดไป การหยุดยิงครั้งนี้จึงมีความน่าเชื่อถือสูงในแง่ของ "ความจำเป็นบังคับ" (Compulsion) มากกว่าความสมัครใจ

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย) นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศและนักวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศ

https://www.facebook.com/share/p/1CTmzQFKDx/?mibextid=wwXIfr


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top