Wednesday, 15 July 2026
WORLD

เบื้องหลังที่มาภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯเก็บเมียนมา 40% อาจส่งสัญญาณเลิกคว่ำบาตรรัฐบาลทหารเมียนมา

(5 ส.ค. 68) หลายคนคงเห็นข่าวที่ทางรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศเรื่องเก็บภาษีนำเข้าประเทศนั้น ประเทศนี้ แต่เอย่ามาสะดุดคำว่า เมียนมา 40%

รู้หรือไม่ว่า รัฐบาลทหารเมียนมา ดีใจและขอบคุณทางรัฐบาลสหรัฐฯมากเพราะนี่คือหลักฐานที่ออกมาอย่างเป็นทางการว่า สหรัฐ อเมริกาเลิกคว่ำบาตรเมียนมาแล้วอย่างเป็นทางการ อันหมายรวมถึงการยอมรับรัฐบาลทหารเมียนมาเป็นรัฐบาลโดยชอบธรรมของเมียนมาด้วย

กระดาษใบนี้นั่นเองจะเป็นตัวที่เปิดให้ประเทศที่กีดกันทางการค้ากับเมียนมาหันกลับมาทำธุรกิจและลงทุนในเมียนมาอีกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่างานนี้ต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังแน่นอน

ดูเหมือนที่ผ่านมาสหรัฐอเมริกาน่าจะได้ไตร่ตรองแล้วว่าการอัดฉีดรัฐบาลเงาและกองทัพของชนกลุ่มน้อยในเมียนมาให้ทำสงครามเพื่อแบ่งแยกดินแดนนั้นไม่เป็นผล  แต่ยิ่งกลับเป็นการผลักเมียนมาให้ไปซบอกประเทศที่เป็นคู่กรณีอย่างจีนและรัสเซียมากขึ้น 

ดังนั้นภายใต้การเปิดไมตรีโดยการประกาศภาษีนี้ถามว่ากระทบอะไรกับเมียนมาไหม เอย่าบอกเลยว่าน้อยมากจนถึงกับไม่กระทบเลย เพราะตลอดมาที่เมียนมาถูกโดดเดี่ยวจากการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไร

ถามว่าการเปิดไมตรีครั้งนี้ เมียนมามองออกหรือไม่เอย่าคาดว่าทางผู้นำอย่างมิน อ่อง หล่าย ไม่ได้เป็นคนโง่ที่จะมองอะไรไม่ออก แต่ก็อย่างว่าเมื่อศัตรูยื่นไมตรีให้เขาก็รับ แต่อย่างไรก็ดี  ตลอดเวลาที่สหรัฐฯสร้างบาดแผลให้เมียนมาก็ทำให้ทางรัฐบาลทหารเมียนมาจำเหมือนกันว่าใครได้ทำอะไรกับตนไว้

จากนี้คงต้องมาดูความจริงใจของฝั่งสหรัฐฯว่าจะยังสนับสนุนฝั่งรัฐบาลเงาของเมียนมาอยู่ไหมหรือจะกวาดทิ้งมาให้เมียนมาเพื่อสร้างแต้มต่อความพึงพอใจ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการขยายอำนาจของจีนและรัสเซียในอ่าวเบงกอลหรือไม่อย่างไร

‘รัสเซีย’ ยืนยันสังหารทหาร ‘ยูเครน’ จำนวนกว่า 385 นาย หลังใช้ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง ‘คินซาล’ ถล่มหลายจุด

(5 ส.ค. 68) เมื่อช่วงค่ำวันที่ 3 สิงหาคม กองทัพรัสเซียเปิดฉากโจมตียูเครนด้วยปฏิบัติการทางอากาศขนาดใหญ่ โดยใช้ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง “คินซาล” (Kinzhal) และโดรนโจมตีระยะไกลพุ่งเป้าทำลายโครงสร้างพื้นฐานของสนามบินทหารยูเครนหลายแห่ง พร้อมระบุว่า “ภารกิจประสบผลสำเร็จตามเป้า”

ด้านยูเครนยืนยันผ่านกองทัพอากาศว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดเป้าหมายได้เกือบทั้งหมด จากโดรนรัสเซียทั้งหมด 162 ลำ ยูเครนยิงตกหรือขัดขวางได้ถึง 161 ลำ แต่ก็ยังมีบางลูกหลุดรอดไปสร้างความเสียหายในหลายพื้นที่ เช่น เขตโบรีสปิลของกรุงเคียฟ และเมืองโอเดซา ซึ่งมีบ้านเรือนเสียหายอย่างน้อย 6 หลัง

อย่างไรก็ตาม แม้ระบบป้องกันภัยจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แต่รัสเซียยังอ้างว่าสามารถสังหารทหารยูเครนได้กว่า 385 นาย และทำลายยุทโธปกรณ์หลายรายการ พร้อมทั้งยังคงยิงโจมตีซ้ำในช่วงเช้าวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา ด้วยขีปนาวุธ Kinzhal พุ่งเป้าไปที่แคว้นคเมลนิตสกี สร้างแรงระเบิดรุนแรงท่ามกลางการแจ้งเตือนภัยทางอากาศทั่วยูเครน

ขณะที่ยูเครนยังคงต้องรับมือกับการโจมตีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความเสียหายที่เกิดจากเศษซากโดรนในหลายเมือง ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศยังคงไม่มีท่าทีผ่อนคลายลงในระยะใกล้นี้ 

‘กองทัพแคนาดา’ ส่งของทางอากาศช่วย ‘กาซา’ ประกาศเตรียมรับรอง ‘รัฐปาเลสไตน์’ อย่างเป็นทางการ

(5 ส.ค. 68) กองทัพแคนาดาทำภารกิจช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในกาซาครั้งแรก ด้วยการส่งอาหาร ยารักษาโรค และอื่นๆ ผ่านทางอากาศกว่า 9,800 กิโลกรัม เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยใช้เครื่องบินทหารจากฐานทัพในจอร์แดน ร่วมกับอีก 5 ประเทศ คือ จอร์แดน, อียิปต์, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, เยอรมนี และเบลเยียม เพื่อบรรเทาวิกฤตความอดอยากที่กำลังลุกลามในเขตกาซา

แม้จะเป็นความช่วยเหลือจากนานาชาติ แต่ชาวปาเลสไตน์ในพื้นที่เผยว่ารู้สึกแย่กับการแย่งอาหารที่หล่นจากฟ้า โดยระบุว่าบางคนได้รับอาหารกระป๋องที่ถูกเบียดจนบุบเสียหาย เด็กๆ ต้องปีนข้ามผู้คนเพื่อเข้าไปหยิบของ ส่วนบางพาเลท (กล่องไม้บรรจุอาหาร) ตกในทะเล และมีอย่างน้อยหนึ่งกรณีที่พาเลทพลาดตกใส่คนจนเสียชีวิต

แคนาดาระบุว่าเข้าใจดีว่าการทิ้งของทางอากาศยังไม่ใช่หนทางที่ดีพอ แต่เป็นมาตรการสุดท้ายที่จำเป็นต้องทำ เพราะอิสราเอลยังคงจำกัดการขนส่งสิ่งของช่วยเหลือผ่านทางบกอย่างเข้มงวด ขณะที่เสียงเรียกร้องจากภาคประชาชนและองค์กรช่วยเหลือต่างต้องการให้เปิดด่านให้รถขนของเข้าได้ตามปกติ

ในเวลาเดียวกัน นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ (Mark Carney) ของแคนาดาประกาศว่า เตรียม “รับรองรัฐปาเลสไตน์” อย่างเป็นทางการ โดยมีเงื่อนไขว่าทางการปาเลสไตน์ต้องจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ในปีหน้า หลังจากเว้นว่างมากว่า 20 ปี ซึ่งถือเป็นการเร่งเดินหน้าสู่ “ทางออกสองรัฐ” ท่ามกลางสงครามที่ยังคร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์ไปแล้วกว่า 60,000 คน นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023 

ตำรวจกัมพูชาสรุปแล้ว ‘ลิซ่า’ สาวฝรั่งเศส เสียชีวิตเพราะวิ่งมากเกิน ยันไม่เกี่ยวอาชญากรรม!! หลังพบศพใกล้วัดตาโสม นอกเมืองเสียมราฐ

(5 ส.ค. 68) หลังจากที่ ลิซ่า ชิราร์ด (Lisa Girard) อาสาสมัครหญิงชาวฝรั่งเศส ที่หายตัวไปนาน 2 วัน ถูกพบเสียชีวิตในพื้นที่ป่าใกล้วัดตาโสม นอกเมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา เมื่อวานนี้ โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าเธอหายตัวไปตั้งแต่เช้าวันเสาร์ ขณะวิ่งบริเวณระหว่างทะเลสาบสระสรงและถนนด้านใต้ของนครวัด

ล่าสุด พล.ต.ต. ตัช โสกุน รองผู้บัญชาการตำรวจจังหวัดเสียมราฐ เปิดเผยว่า จากรายงานชันสูตร ระบุชัดว่า ผู้เสียชีวิตหมดแรงจากการวิ่งระยะทางไกล โดยไม่มีร่องรอยของการถูกทำร้ายหรืออาชญากรรม พร้อมย้ำว่า “นี่ไม่ใช่คดีฆาตกรรม” แต่อย่างใด

หลังการตรวจสอบเสร็จสิ้น ศพของเธอถูกส่งมอบให้สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสเพื่อดำเนินพิธีศพ โดยองค์กรต้นสังกัดกล่าวแสดงความเสียใจ พร้อมระบุว่าเธอเป็นอาสาสมัครที่ทุ่มเทและรักเด็กกัมพูชาอย่างแท้จริง 

สำหรับ ลิซ่า เป็นอาสาสมัครขององค์กร "Pour un Sourire d’Enfant" ซึ่งทำงานด้านการศึกษาและช่วยเหลือเด็กยากจนในกัมพูชา เธอกำลังฝึกซ้อมเพื่อเข้าร่วมวิ่งมาราธอนระยะทาง 21 กิโลเมตร ที่เมืองเสียมราฐ

กัมพูชาเปลี่ยนชื่อปั๊ม ปตท. เป็น PEACE Petroleum หวังสะท้อนสันติภาพ-ชูอัตลักษณ์ชาติเขมร

(5 ส.ค. 68) สื่อกัมพูชารายงานว่า นายเตีย เสียม (ลูกชายของ เตีย บัญ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา) ผู้ถือสิทธิ์เปิดสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ในกัมพูชา ประกาศเปลี่ยนชื่อแบรนด์ใหม่เป็น “PEACE Petroleum Cambodia - PPC” ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดด้านชายแดนระหว่างกัมพูชาและไทย โดยหวังใช้ภาพลักษณ์ใหม่นี้เป็นเครื่องมือส่งเสริมความสันติ

การเปลี่ยนชื่อเกิดขึ้นหลังการหารือกับผู้ร่วมลงทุนหลายวัน ก่อนจะมีการเปิดเผยชื่อ สี และสัญลักษณ์ใหม่ของปั๊มเมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา โดย PEACE จะมาแทนที่แบรนด์ ปตท. เดิมในทุกสถานีที่ นายเตีย เสียม ถือสิทธิ์ดำเนินการ

โดยชื่อและดีไซน์ของแบรนด์ใหม่เน้นสื่อถึง “ความเป็นเขมร” ผ่านการใช้สีในธงชาติ เช่น สีแดงแทนผืนแผ่นดิน สีน้ำเงินแทนความมั่นคง สีขาวแทนความบริสุทธิ์ พร้อมใช้ นกพิราบ เป็นสัญลักษณ์ของอิสรภาพ และสีทองเพื่อสะท้อนความรุ่งโรจน์ของชาวกัมพูชา

นายเตีย เสียม ยืนยันว่าการเปลี่ยนชื่อครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ธุรกิจ แต่เป็นการสร้างแบรนด์ที่สะท้อนอุดมการณ์ของชาติ โดยหวังว่าจะสร้างความภูมิใจแก่ชาวเขมร และลดแรงกดดันทางการเมืองที่อาจเชื่อมโยงกับแบรนด์ต่างชาติในสถานการณ์ปัจจุบัน 

อินเดียโต้ ‘ทรัมป์’ ขู่ขึ้นภาษีน้ำมันรัสเซีย ชี้ไร้เหตุผล!! สหรัฐเองก็ยังค้าขายกับมอสโก

(5 ส.ค. 68) รัฐบาลอินเดียออกแถลงการณ์ตอบโต้คำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ข่มขู่ว่าจะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดีย หากยังซื้อ “น้ำมันรัสเซีย” ต่อไป โดยอินเดียระบุว่า คำขู่นี้ “ไร้เหตุผลและไม่ยุติธรรม" พร้อมเผยว่าสหรัฐเองก็ยังค้าขายกับรัสเซียอยู่

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์โพสต์บน Truth Social กล่าวหาว่าอินเดียไม่สนใจผู้คนในยูเครนที่เสียชีวิตจาก “เครื่องจักรสงครามรัสเซีย” พร้อมประกาศว่าจะขึ้นภาษี “มากที่สุด” ต่อสินค้านำเข้าจากอินเดีย โดยก่อนหน้านี้เขาเพิ่งประกาศเก็บภาษี 25% จากสินค้าอินเดียไปหมาด ๆ

กระนั้น กระทรวงการต่างประเทศอินเดียโต้ว่า สหรัฐเคยสนับสนุนให้อินเดียนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียในช่วงเริ่มต้นสงคราม เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานโลก และที่อินเดียต้องหันไปซื้อจากรัสเซีย ก็เพราะยุโรปแย่งซื้อจากแหล่งเดิมหลังสงครามเริ่ม อินเดียย้ำว่าการตัดสินใจซื้อน้ำมันเป็นเรื่องของโรงกลั่นเอกชน ไม่ได้เกี่ยวกับรัฐบาล

นักวิเคราะห์อินเดียมองว่า ทรัมป์ให้ข้อมูลบิดเบือน เพราะการค้าน้ำมันระหว่างอินเดียกับรัสเซียมีความโปร่งใส และช่วยไม่ให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุเพดาน ส่วนที่ว่าขายน้ำมันต่อทำกำไรนั้นเป็นเรื่องปกติในกลไกตลาด

แม้ทรัมป์จะอ้างว่า “อินเดียเป็นมิตร” แต่ก็วิจารณ์เรื่องภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐว่า “สูงเกินไป” พร้อมขู่จะลงโทษเพิ่มเติม ล่าสุดยังได้ขู่จะเล่นงานรัสเซียด้วยภาษี หากไม่ยอมตกลงหยุดยิงในยูเครนภายใน 8 สิงหาคมนี้ ขณะเดียวกันผู้แทนสหรัฐเตรียมเยือนมอสโกเพื่อหารือกับปูตินในสัปดาห์นี้

‘ออง เบ็ง เส็ง’ เศรษฐี F1 รับสารภาพคดีคอร์รัปชัน หลังติดสินบน ‘อดีตรัฐมนตรีสิงคโปร์’ ด้วยของขวัญหรู-เจ็ตส่วนตัว

(4 ส.ค. 68) นักธุรกิจพันล้านชาวสิงคโปร์ ออง เบ็ง เส็ง (Ong Beng Seng) วัย 79 ปี สารภาพผิดในคดีขัดขวางกระบวนการยุติธรรม หลังมีส่วนช่วยให้อดีตรัฐมนตรีคมนาคม สุบรามาเนียม อิสวาราน (Subramaniam Iswaran) ปกปิดหลักฐานการทุจริตและติดสินบน ขณะที่อิสวารานอยู่ระหว่างถูกสอบสวน

มีการเปิดเผยว่า อองเบ็งเส็งมอบของขวัญหรูให้ สุบรามาเนียม อิสวาราน รวมถึงทริปที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทุกอย่าง พร้อมเดินทางด้วยเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว โดยทั้งสองมีความเกี่ยวข้องในงานด้านธุรกิจการแข่งขันรถฟอร์มูล่าวัน (F1) ที่นำมาสู่ประเทศสิงคโปร์ โดยสิงคโปร์มีกฎชัดเจนว่าห้ามรับของขวัญโดยไม่แจ้ง และต้องจ่ายคืนในราคาตลาดหากจะเก็บไว้ 

แม้โทษสูงสุดของอองเบ็งเส็ง อาจถูกจำคุก 7 ปี แต่เนื่องจากปัญหาสุขภาพร้ายแรง ศาลและอัยการเห็นพ้องให้ลงโทษเป็นค่าปรับแทนการจำคุก โดยเจ้าพ่อ F1 ป่วยด้วยโรคมะเร็งไขกระดูกหายาก และเคยได้รับอนุญาตให้เดินทางไปรักษาตัวต่างประเทศ

สำหรับคดีนี้ ศาลชี้ว่าอิสวารานเป็นผู้วางแผนหลัก โดยขอให้อองออกใบเสร็จย้อนหลังสำหรับเที่ยวบินมูลค่า 5,700 ดอลลาร์สิงคโปร์ จากโดฮาประเทศกาตาร์ กลับประเทศสิงคโปร์ เพื่อหลีกเลี่ยงความผิด หลังพบว่ามีการตรวจสอบเส้นทางบินของเขา

ทั้งสองถูกจับในปี 2023 โดยอิสวารานได้รับของขวัญมูลค่ากว่า 400,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 10.8 ล้านบาท) ขณะดำรงตำแหน่งผู้ดูแลการเจรจาเกี่ยวกับ F1 ของรัฐบาล และล่าสุดบริษัท Hotel Properties Limited ของอองเบ็งเส็ง ประกาศว่าเขาจะลงจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ เพื่อรักษาตัวจากอาการป่วยต่อไป

ภูเขาไฟ ‘คราเชนินนิคอฟ’ ของรัสเซีย ปะทุในรอบ 600 ปี เถ้าถ่านพวยพุ่งสูง 6 กม. หลังแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 8.8

(4 ส.ค. 68) ภูเขาไฟคราเชนินนิคอฟ (Krasheninnikov) บนคาบสมุทรคัมชัตกา ประเทศรัสเซีย ปะทุขึ้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1463 หรือกว่า 600 ปี ตามรายงานของหน่วยตอบสนองเหตุภูเขาไฟระเบิดคัมชัตกา (KVERT) เถ้าถ่านพวยพุ่งสูง 5-6 กิโลเมตร และลอยไปทางตะวันออกไกลกว่า 75 กิโลเมตร ขณะที่ลาวาไหลลงทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ยาวถึง 2.7 กิโลเมตร

ก่อนหน้าการปะทุ รัฐบาลรัสเซียได้ประกาศเตือนภัยสึนามิชั่วคราว หลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.8 นอกชายฝั่งคัมชัตกา โดยคาดว่าอาจเชื่อมโยงกับแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 8.8 ที่เกิดเมื่อไม่กี่วันก่อน ซึ่งเป็นเหตุให้ภูเขาไฟหลายลูกในภูมิภาคเริ่มมีการปะทุ รวมถึงภูเขาไฟที่สูงที่สุดในคัมชัตกาอย่างคลูเชฟสกายาโซปกา

หน่วยงานด้านภัยพิบัติของรัสเซียประกาศรหัสเตือนภัยทางการบินระดับ “สีส้ม” และขอความร่วมมือไม่ให้ประชาชนเข้าใกล้หรือปีนภูเขาไฟ โดยระบุว่าพื้นที่โดยรอบเป็นลานลาวาและเถ้าภูเขาไฟ อีกทั้งไม่มีพืชพรรณหนาแน่น อาจเป็นภัยต่อชุมชนหรือเจ้าหน้าที่อุทยานในพื้นที่

นักท่องเที่ยวจากบริษัททัวร์ Snezhnaya Dolina เป็นผู้ถ่ายวิดีโอภาพปะทุครั้งแรกของคราเชนินนิคอฟไว้ได้ระหว่างบินผ่านหุบเขาน้ำพุร้อน โดยผู้อำนวยการอุทยาน Kronotsky เผยว่า แม้การปะทุจะดูน่าตื่นเต้น แต่ถือเป็นเหตุการณ์ปกติสำหรับภูมิภาคที่มีภูเขาไฟกว่า 300 ลูก และยังมี 29 ลูกที่ยังคุกรุ่นอยู่จนถึงปัจจุบัน

‘จีน-รัสเซีย’ เปิดฉากซ้อมรบในทะเลญี่ปุ่น 3 วัน เพื่อเสริมความร่วมมือทางทหาร ไว้ต่อกรสหรัฐอเมริกา

(4 ส.ค. 68) จีนและรัสเซียเริ่มการฝึกซ้อมรบทางทะเล (Joint Sea-2025) บริเวณทะเลญี่ปุ่นใกล้เมืองวลาดิวอสต็อก ประเทศรัสเซีย โดยจะดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลา 3 วัน เพื่อเสริมความร่วมมือทางทหารและตอบโต้ระเบียบโลกที่นำโดยสหรัฐฯ ตามคำแถลงของกระทรวงกลาโหมจีนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

การฝึกครั้งนี้เน้นภารกิจช่วยเหลือเรือดำน้ำ ต่อต้านเรือดำน้ำ การป้องกันทางอากาศและขีปนาวุธ ตลอดจนการรบในทะเล โดยจีนส่งเรือรบ 4 ลำ รวมถึงเรือพิฆาตติดขีปนาวุธ “เซ่าซิง” และ “อุรุมชี” เข้าร่วมกับกองเรือแปซิฟิกของรัสเซีย

หลังเสร็จสิ้นภารกิจ ฝ่ายจีนและรัสเซียจะออกลาดตระเวนในน่านน้ำบางส่วนของมหาสมุทรแปซิฟิก โดยการฝึก “Joint Sea” เป็นประจำทุกปีตั้งแต่ปี 2012 และครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่จัดขึ้นในทะเลญี่ปุ่น ซึ่งปีที่แล้วจัดขึ้นใกล้ชายฝั่งตอนใต้ของจีน

แม้รัสเซียยืนยันว่าการฝึกครั้งนี้เป็นไปในเชิงป้องกัน ไม่มุ่งเป้าโจมตีประเทศใด แต่กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นระบุในรายงานว่า ความร่วมมือทางทหารระหว่างจีน-รัสเซียที่เพิ่มขึ้น ถือเป็นความเสี่ยงด้านความมั่นคงที่น่ากังวล ขณะที่จีนยังไม่เคยประณามสงครามยูเครน และยังไม่ส่งสัญญาณกดดันให้รัสเซียยุติความขัดแย้งตามที่ชาติยุโรปร้องขอ

‘ฮุน มาเนต’ โพสต์เฟซ!! ขอปกป้องสันติภาพ ไม่ว่า!! จะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม

(3 ส.ค. 68) เฟซบุ๊ก Hun Manet ของ นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ข้อความเป็นภาษาเขมรและภาษาอังกฤษ เมื่อวันที่ 2 ส.ค. แปลเป็นภาษาไทยระบุว่า …

“บางครั้งผู้คนมักมองข้ามสันติภาพ คุณค่าที่แท้จริงของสันติภาพจะชัดเจนขึ้นเมื่อไม่มีสันติภาพอยู่ ดังนั้น เราต้องปกป้องสันติภาพไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม”

รัฐจีนจะไม่ยอมให้มีการแทรกแซงจากต่างชาติ

(3 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

รมว.กลาโหมจีน ออกคำเตือนโดยตรงถึง พันธมิตรของสหรัฐฯ
หากอำนาจอธิปไตยของจีนเหนือไต้หวันถูกท้าทาย 
ฐานทัพทหารสหรัฐฯ ในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้จะถือเป็นเป้าหมายโดยชอบธรรม
รัฐจีนจะไม่ยอมให้มีการแทรกแซงจากต่างชาติ

เราขอเรียกร้องให้สหภาพยุโรป หยุดการวิจารณ์โดยไร้เหตุผล และหยุดแทรกแซงกิจการของมาเก๊า และกิจการภายในของจีนโดยทันที

(3 ส.ค. 68) กรณีที่สำนักงานปฏิบัติการภายนอกของสหภาพยุโรป (EU) แสดงความเห็นที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของเขตบริหารพิเศษมาเก๊า รวมถึงการโจมตีหลักนิติธรรมของมาเก๊าและการแทรกแซงกิจการภายในของมาเก๊าและจีนอย่างหยาบคาย โฆษกสำนักงานกระทรวงการต่างประเทศประจำเขตมาเก๊าได้แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงและคัดค้านอย่างหนักแน่น

นับตั้งแต่มาเก๊ากลับคืนสู่มาตุภูมิ ระบบ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง อธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์ด้านการพัฒนาของชาติล้วนได้รับการคุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ ระบบประชาธิปไตยได้รับการพัฒนา ประชาชนมาเก๊ามีสิทธิเสรีภาพมากกว่าทุกยุคทุกสมัยในประวัติศาสตร์

การรักษาความมั่นคงแห่งชาติถือเป็นเงื่อนไขพื้นฐานและสำคัญที่สุดของการดำรงอยู่และพัฒนาของประเทศ รัฐบาลเขตบริหารพิเศษมาเก๊าดำเนินการลงโทษผู้ที่สมคบคิดกับกองกำลังศัตรูจากต่างประเทศและกระทำการที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ตามกฎหมายความมั่นคง ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศและแนวปฏิบัติสากล เป็นสิ่งที่มีหลักฐานทางกฎหมาย มีเหตุผล และไม่อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือแทรกแซงได้

สำนักงานกระทรวงการต่างประเทศประจำเขตมาเก๊าขอยืนยันการสนับสนุนอย่างแน่วแน่ต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของรัฐบาลเขตบริหารพิเศษมาเก๊า และสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายของตำรวจมาเก๊าต่อผู้ที่ต่อต้านจีนและสร้างความวุ่นวายในมาเก๊า

เราขอเรียกร้องให้สหภาพยุโรปหยุดการวิจารณ์โดยไร้เหตุผลและหยุดแทรกแซงกิจการของมาเก๊าและกิจการภายในของจีนโดยทันที!!

เราจะซื้อจากใครก็เรื่องของเรา ไม่ใช่เรื่องของคุณ เศรษฐกิจของอินเดีย จะไม่ถูกสั่งการจากทำเนียบขาว น้ำมันรัสเซีย จะยังไหลเข้าสู่อินเดียต่อไป

(3 ส.ค. 68) อินเดียส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังวอชิงตันด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนหมากรุกเชิงภูมิรัฐศาสตร์ว่า “เราจะซื้อจากใครก็เรื่องของเรา ไม่ใช่เรื่องของคุณ” เมื่อรัฐมนตรีต่างประเทศอินเดีย เอส. ไจศานการ์ (S. Jaishankar) ประกาศกร้าวกลางเวทีการประชุมว่าด้วยพลังงานโลกที่มุมไบว่า “เศรษฐกิจของอินเดียจะไม่ถูกสั่งการจากทำเนียบขาว” และ “น้ำมันรัสเซียจะยังไหลเข้าสู่อินเดียต่อไป”

ถ้อยแถลงนี้ไม่ใช่แค่การตอบโต้การคุกคามเชิงพาณิชย์จากสหรัฐฯ ซึ่งขู่จะตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียในอัตราที่ “โหดร้ายเกินความเป็นพันธมิตร” แต่ยังเป็นการตีแสกหน้าแนวคิดแบบอเมริกันเซ็นทริกที่มองโลกเป็นสนามหลังบ้านตัวเอง พลังงานคืออธิปไตย

ในปี 2025 อินเดียนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียมากถึง 35% ของความต้องการพลังงานในประเทศ ถือเป็นพลังชีวิตที่ป้อนกลไกการผลิต การขนส่ง และชีวิตประจำวันของประชากรกว่า 1.4 พันล้านคน ไจศานการ์จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากย้ำว่า “อินเดียซื้อในราคาที่เป็นธรรมจากพันธมิตรที่ไม่ตั้งเงื่อนไข และเราจะไม่ปล่อยให้เศรษฐกิจของเรากลายเป็นตัวประกันของเกมการเมือง”

แน่นอนว่านี่เป็นคำประกาศสงครามเชิงหลักการ – ไม่ใช่ด้วยอาวุธ แต่ด้วยนโยบายต่างประเทศที่ยึดหลัก “อินเดียต้องมาก่อน” (India First) ไม่ใช่ “อเมริกาบอกมาก่อน”

สหรัฐฯ เล่นบทเจ้าโลก อินเดียไม่ร่วมวง

สหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีที่มุ่งเน้นกดดันให้พันธมิตรยุติการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย อ้างเหตุผลด้านศีลธรรมจากสงครามยูเครน แต่กลับขายอาวุธให้ทั่วโลกไม่เลือกหน้า และยังเป็นผู้นำในการโฆษณาชวนเชื่อผ่านแพลตฟอร์มเทคโนโลยีของตน

สำหรับอินเดียที่มีประวัติศาสตร์อาณานิคมยาวนานและพยายามดิ้นรนสร้างตัวหลังจากการปลดปล่อยจากจักรวรรดิอังกฤษ ความพยายามของสหรัฐฯ ในการกำกับนโยบายภายในของประเทศผู้อื่นจึงเหมือน “ซ้ำแผลเดิม”

“เราไม่ได้ต่อสู้เพื่อเอกราชจากอังกฤษ เพื่อจะมายื่นมือขออนุญาตซื้อน้ำมันจากอเมริกา” นักวิจารณ์ด้านนโยบายต่างประเทศของอินเดียรายหนึ่งกล่าวประชด
ประชาธิปไตยแบบเลือกข้าง กับยุทธศาสตร์แบบพหุขั้ว

อินเดียเป็นหนึ่งในสมาชิกของ BRICS+ และผู้ผลักดันแนวคิดระเบียบโลกแบบพหุขั้ว (multipolar world order) ซึ่งส่งสัญญาณชัดว่า โลกไม่ได้มีแค่วอชิงตันเป็นศูนย์กลาง และมหาอำนาจแต่ละฝ่ายต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันโดยไม่ครอบงำกัน

สหรัฐฯ อาจใช้มาตรการภาษี 100% หรือแม้แต่ 500% กับประเทศที่ยังทำธุรกิจกับรัสเซีย แต่สำหรับอินเดีย มันไม่ใช่ตัวเลขที่ทำให้ต้องสั่นสะเทือน “เราไม่ซื้อพลังงานด้วยอุดมการณ์ เราซื้อด้วยราคาที่เหมาะสมและเสถียรภาพระยะยาว” เป็นคำตอบที่ฟังดูเศรษฐศาสตร์ แต่แทงลึกถึงรากของการเมืองโลก
อินเดียแบบนี้คือ “อินเดียใหม่”

“อินเดียใหม่” ที่ไจศานการ์หมายถึงในแถลงการณ์ กำลังสร้างสถาปัตยกรรมทางนโยบายของตนเอง ไม่ใช่แค่ผลิตวัคซีนส่งออก หรือส่งดาวเทียมราคาประหยัดขึ้นอวกาศเท่านั้น แต่ยังปักหมุดตนเองในฐานะประเทศมหาอำนาจที่มีความเป็นตัวของตัวเอง ทั้งในโลกเศรษฐกิจ พลังงาน และการทูต
นี่คืออินเดียที่เคยเดินเคียงข้างโซเวียตยุคสงครามเย็น ต่อมาเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ และยุโรปเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยี แต่ยังยืนยันว่าตนเองจะไม่ยอมกลายเป็น “ดาวบริวาร” ในระบบสุริยะของชาติมหาอำนาจใดชาติหนึ่ง

คำถามจากโลก: ใครจะเดินตาม??

ถ้าอินเดียทำได้ ชาติอื่นๆ ในโลกกำลังพิจารณาเช่นกันว่า “หากไม่ใช่รัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ แล้วเราจะกล้าเลือกข้างตนเองหรือไม่?” โลกกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่ “การไม่เลือกข้างอาจกลายเป็นการเลือกข้างใหม่”

อินเดียไม่ได้บอกให้ใครเลียนแบบ แต่กำลังสอนผ่านการกระทำว่า “ความเป็นเอกราชไม่ได้จบลงที่การมีรัฐธรรมนูญ แต่เริ่มต้นเมื่อเรากล้าพูดว่า ไม่”
และในวันที่โลกถูกลากเข้าสู่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ อินเดียคือเสียงที่ดังขึ้นกลางสนาม ที่ไม่ยอมให้ใครมากดรีโมทควบคุมจากอีกซีกโลกอีกต่อไป

‘ทรัมป์’ ทำดีลแบบ ‘แม่ค้าจีน’ มีราคาในใจอยู่แล้ว แต่ก็บอกราคา สูงเว่อร์ ไปก่อน

(2 ส.ค. 68) รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Aksornsri Phanishsarn ว่า …

จริงๆแล้ว ตัวเลข tariff ในใจทรัมป์ตั้งแต่ตอนหาเสียง (ตค 2024) ก็คือ จะขึ้นภาษีนำเข้าเฉลี่ย 10 -20% กับประเทศอื่นอยู่แล้ว พอมาเป็นรัฐบาล #ทรัมป์ ก็ใช้การดีลแบบ #แม่ค้าจีน คือ ประกาศ reciprocal tariff แบบสูงเว่อร์ เพื่อให้แต่ละประเทศมาก้มหมอบยอมทรัมป์แบบสุดๆ จนได้สิ่งที่ทรัมป์ต้องการแล้ว ค่อยเก็บภาษีจริงในอัตรา 15 -20% กับประเทศส่วนใหญ่ ตาม rate ที่อยู่ในใจตั้งแต่แรกนั่นแหละค่า (ส่วน 10% ก็เก็บกับบางประเทศที่สหรัฐฯ ไม่มีปัญหาขาดดุล เช่น สิงคโปร์)

สำหรับจีน ทรัมป์ตั้งใจเก็บภาษี 60% แต่เจอหมัดเด็ดของสีจิ้นผิงเรื่องแร่หายาก rare earth และจีนขึ้นภาษีตอบโต้กลับ ทรัมป์ก็เลยยังจัดการจีนไม่ได้ตามที่หาเสียงไว้ว่า จะเก็บภาษีจีน 60% 

‘Influencer เขมร’ แบน!! สินค้าไทย รณรงค์ให้คนกัมพูชา เลิกใช้ของไทย!!

(2 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘ធី សុវណ្ណថា Thy Sovantha’ ได้โพสต์ข้อความ รณรงค์ให้คนกัมพูชา หยุดใช้สินค้าไทย!!


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top