Wednesday, 15 July 2026
WORLD

‘ทรัมป์’ จี้ ‘ลิป บู ตัน’ ซีอีโอ Intel ต้องลาออก อ้างมีความเกี่ยวพันกับจีน!! หวั่นกระทบความมั่นคงอเมริกา

(8 ส.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ นายลิป บู ตัน (Lip Bu Tan) ซีอีโอของบริษัท Intel ลาออกจากตำแหน่งทันที โดยอ้างว่าเขามี “ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ร้ายแรง” และมีความเกี่ยวพันกับจีน ซึ่งอาจกระทบต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่มีความสำคัญระดับยุทธศาสตร์ชาติ

ทรัมป์โพสต์บน Truth Social ว่า “ไม่มีทางเลือกอื่น ซีอีโอของ Intel ต้องลาออกเดี๋ยวนี้” พร้อมโยงถึงการที่นายตันเคยบริหาร Cadence Design Systems ซึ่งถูกปรับ 140 ล้านดอลลาร์ จากการฝ่าฝืนคำสั่งห้ามทำธุรกิจกับสถาบันวิจัยทหารของจีน แม้ตัวนายตันจะไม่ได้ถูกฟ้องร้องโดยตรงก็ตาม

Intel ออกแถลงการณ์ตอบโต้ว่า บริษัทและคณะกรรมการ รวมถึงซีอีโอ “ยึดมั่นในผลประโยชน์ของชาติและเศรษฐกิจอเมริกัน” และกำลังลงทุนครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ ตามนโยบาย America First ของรัฐบาลทรัมป์ โดยยืนยันว่าการดำเนินงานสอดคล้องกับกฎระเบียบด้านความมั่นคง

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางรายมองว่า ทรัมป์อาจใช้กรณีนี้เพื่อกดดัน Intel ในเรื่องอื่น เช่น การร่วมมือกับ TSMC ของไต้หวัน หรือความล่าช้าในการขยายกำลังการผลิตในสหรัฐฯ ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐหลายพันล้านดอลลาร์

กรณีนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ พยายามตัดสัมพันธ์ด้านเทคโนโลยีกับจีนมากขึ้น ทั้งจากฝั่งเดโมแครตและรีพับลิกัน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมชิปที่ถือเป็นหัวใจของการแข่งขันระดับโลก ท่ามกลางความกังวลว่า “ผู้นำทางธุรกิจ” ต้องโปร่งใสและเชื่อถือได้ในยุคสงครามเทคโนโลยีนี้

ทรัมป์ ลั่น!! เที่ยงคืน เก็บภาษีศุลกากร หลายพันล้านดอลลาร์ เข้าสหรัฐฯ

(9 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

ทรัมป์โพสต์ผ่านโซเชียลว่า

“เที่ยงคืนแล้ว!!! ภาษีศุลกากรมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์กำลังไหลเข้าสหรัฐอเมริกา!”

แต่ข้อเท็จจริงคือ 

“บริษัทนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯต่างหาก ที่เป็นผู้จ่ายภาษีศุลกากร ดังนั้นจึงไม่มีเงินไหลเข้ามายังสหรัฐฯ 
มีแต่เงินไหลจากบริษัทอเมริกัน (ซึ่งในที่สุดก็คือผู้บริโภคชาวอเมริกันนั่นเองที่เป็นผู้จ่าย) ไปยังรัฐบาล”

The Star สื่อชั้นนำมาเลเซีย เสนอข่าว เหตุการณ์ คนร้ายราดน้ำมัน จุดไฟเผา นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย 2 ราย ในกรุงเทพฯ

เมื่อวานนี้ (8 ส.ค. 68) The Star สื่อชั้นนำมาเลเซีย เสนอข่าว เหตุการณ์ คนร้ายราดน้ำมัน จุดไฟเผา นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย 2 ราย ในกรุงเทพฯ ว่า ... 

เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 22:00 น. บนถนนราชดำริ กรุงเทพมหานคร ผู้ต้องสงสัยชายชาวไทยอายุ 30 ปี ซึ่งว่างงาน และเคยเป็นนักมวย ได้แอบเข้ามาจากด้านหลัง จากนั้นราดสารบางอย่าง (เชื่อว่าเป็นทินเนอร์) ลงบน นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย 2 ราย — คือ Ong อายุ 26 ปี (ชาย) และ Gan อายุ 27 ปี (หญิง)  ขณะนั่งพักบริเวณบันไดใกล้ศูนย์การค้า ผู้เสียหายทั้งสองพยายามวิ่งหนี แต่ผู้ต้องสงสัยไล่ตามและจุดไฟเผาพวกเขาทั้งคู่อีก

Ong ได้รับบาดเจ็บไฟไหม้ระดับที่สอง (2nd-degree burns) บริเวณลำตัวด้านหน้าและหลัง อาการรุนแรงแต่ไม่น่าจะถึงขั้นเสียชีวิต ขณะนี้เข้ารักษาตัวในห้อง ICU ที่โรงพยาบาลตำรวจ (Police General Hospital)

Gan มีบาดแผลไฟไหม้ระดับที่สอง ครอบคลุมประมาณ 36% ของร่างกาย โดยอาการอยู่ในเกณฑ์ “เสถียรและรู้สึกตัว” อยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

ผู้ต้องสงสัยเป็นชายจากจังหวัดสระแก้ว ขณะนี้ถูกควบคุมตัวไว้ที่สถานีตำรวจลุมพินี ตำรวจอยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติม ว่าจะสอบปากคำผู้เสียหาย เมื่อพวกเขาอยู่ในสภาพพร้อม

ตัวแทนสถานเอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำประเทศไทย ได้เดินทางมาเยี่ยมผู้บาดเจ็บ พร้อมทั้งได้ติดต่อ แจ้งข่าวให้ครอบครัวของ Ong และ Gan ทราบแล้ว

‘อ.เจษฎา’ เผย!! ‘ปูติน’ จะเสนอขอแลกเปลี่ยนดินแดน เพื่อการหยุดยิง!! ระหว่าง ‘รัสเซีย – ยูเครน’

(9 ส.ค. 68) รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ และนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า …

มีข่าวล่าสุด ว่า ปูตินจะเสนอ "ขอแลกเปลี่ยนดินแดน (land swap) เพื่อการหยุดยิงระหว่างรัสเซียและยูเครน"

โดยข้อเสนอดังกล่าว อาจมีตั้งแต่รวมถึงการให้สหรัฐฯ ยอมรับ "ไครเมีย (Crimea เลข 1 ในภาพประกอบ)" ที่รัสเซียผนวกไปอย่างผิดกฎหมาย ในปี 2014 ว่าเป็นของรัสเซีย 

และ ให้ยูเครน ยอมยกการควบคุมดินแดนบางส่วน ในภูมิภาคอื่น ๆ ที่มอสโกยึดครอง 

ซึ่งตอนนี้ รัสเซียได้ยึดครองบางส่วนของภูมิภาคเคอร์ซอน (Kherson เลข 4), โดเนตสค์ (Donetsk เลข 2), ลูฮานสค์ (Luhansk เลข 3) และซาโปริซเซีย (Zaporizhzhia เลข 5 )

โดยมีความเป็นไปได้ ที่จะคืนการควบคุมพื้นที่บางส่วน ในซาโปริซเซีย และเคอร์ซอน กลับคืนสู่ยูเครน

ข้อเสนอดังกล่าวนี้ น่าจะอยู่ในแผนการสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครน ที่จะมีในการประชุมสุดยอดระหว่าง ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน 

ทรัมป์ เชื่อว่า ปูตินเปิดรับการเจรจาสันติภาพ ซึ่งอาจรวมถึงการที่รัสเซียแลกเปลี่ยนดินแดนที่ยึดครองอยู่บางส่วน เพื่อแลกกับการหยุดยิง

ขณะที่จุดยืนของยูเครนนั้น ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ได้ปฏิเสธข้อเสนอใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการยกดินแดนอธิปไตยของยูเครน ให้แก่รัสเซีย ก่อนที่จะมีการหยุดยิง อย่างสมบูรณ์และไม่มีเงื่อนไข 

อย่างไรก็ตาม มีความเห็นจากบางส่วน เช่น นายกเทศมนตรีเมืองเคียฟ วิตาลี คลิทช์โก ที่เคยกล่าวเป็นนัยว่า ยูเครนอาจต้องยอมยกดินแดนชั่วคราว เพื่อสันติภาพ

มีความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญมองว่า ยูเครนไม่น่าจะสนใจข้อตกลงแลกเปลี่ยนดินแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นการเจรจาที่ไม่มีการมีส่วนร่วมของยูเครนเอง (คือมีแค่สหรัฐคุยกับรัสเซีย)

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ เคยเสนอต่อปูตินเรื่องการหยุดยิงและการยอมรับดินแดนที่รัสเซียยึดครองโดยพฤตินัย ด้วยการเลื่อนสถานะของดินแดนเหล่านั้นออกไป 49 หรือ 99 ปี และการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรบางส่วน

ป.ล. บางคนก็บอกว่า ถ้าเป็นไปตามแผนการแลกเปลี่ยนดินแดนนี้ ถือเป็นชัยชนะของปูติน ที่เอากำลังมายึดดินแดนของยูเครนได้สำเร็จ (แม้จะแค่บางส่วน ไม่ใช่ทั้งประเทศ อย่างที่หวัง) 

... แต่บางคนก็บอกว่า ถือเป็นชัยชนะของยูเครน ที่สามารถปกป้องประเทศและอธิปไตยของตัวเองได้ หลังจากสู้รบกับมหาอำนาจทางทหารอันดับ 2 ของโลก มายาวนานกว่า 3 ปี และเสียดินแดนไปเพียงแค่ประมาณ 20 % ของประเทศ

‘รัฐบาลเลบานอน’ ยอมทำตามข้อตกลงของ ‘สหรัฐฯ’ เดินหน้าจำกัดอาวุธทั้งหมดให้อยู่ภายใต้การควบคุมรัฐ

(8 ส.ค. 68) รัฐบาลเลบานอนมีมติเห็นชอบ เป้าหมายของแผนสหรัฐฯ ที่ต้องการให้การถือครองอาวุธอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐเท่านั้น แม้ยังไม่มีการกำหนดกรอบเวลาชัดเจน แต่แผนนี้จะมุ่งปลดอาวุธกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ภายในสิ้นปี ซึ่งกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ออกมาประณามว่าเป็น 'ความอัปยศ' และ “การยอมจำนนต่อศัตรู”

กลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ยืนกรานไม่ยอมให้ปลดอาวุธ พร้อมอ้างสิทธิตามกฎบัตรสหประชาชาติในการต่อต้านอิสราเอล โดยเฉพาะในขณะที่อิสราเอลยังละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และโจมตีทางใต้ของเลบานอนแทบทุกวัน ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลถึง 8 รายในสัปดาห์นี้

รัฐมนตรีฮิซบอลเลาะห์และพันธมิตรมุสลิมชีอะห์ ได้วอล์กเอาต์ออกจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อประท้วงข้อเสนอดังกล่าว ขณะเดียวกันสหรัฐฯ ยืนยันสนับสนุนให้เลบานอนมอบหมายให้กองทัพเป็นผู้ควบคุมอาวุธทั้งหมด

ทั้งนี้ แผนของสหรัฐฯ ยังรวมถึงการถอนกำลังอิสราเอลจากจุดยุทธศาสตร์ทางใต้ และให้ยูเอ็น (UN) กับกองทัพเลบานอนควบคุมแทน แต่สถานการณ์ยังตึงเครียด โดยสื่อฝ่ายฮิซบอลเลาะห์เตือนว่า หากรัฐบาลเดินหน้าตามแผนนี้ อาจถึงขั้นทำให้รัฐมนตรีชีอะห์ทั้ง 4 ลาออก หรือล้มรัฐบาลทั้งชุดผ่านกลไกรัฐสภา

‘เนทันยาฮู’ ไฟเขียวกองทัพอิสราเอล เข้ายึดกาซา UN เตือน!! อาจเกิดหายนะต่อพลเรือน และตัวประกัน

(8 ส.ค. 68) รัฐบาลอิสราเอลนำโดยนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู อนุมัติแผนปฏิบัติการทางทหารเพื่อยึดเมืองกาซาซิตี้ โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผน 5 ข้อที่ประกาศว่า “เพื่อกำจัดฮามาสและยุติสงคราม” แม้ก่อนหน้านี้เนทันยาฮูเคยประกาศว่าจะเข้าควบคุมทั้งฉนวนกาซา แต่แผนที่ได้รับความเห็นชอบในครั้งนี้เน้นเฉพาะเมืองหลวงกาซาเท่านั้น

สาระสำคัญของแผนนี้ได้แก่ การปลดอาวุธฮามาส ช่วยเหลือตัวประกัน ยึดการควบคุมความมั่นคง และจัดตั้งฝ่ายบริหารพลเรือนใหม่ที่ไม่ใช่ฮามาสหรือองค์การปาเลสไตน์ พร้อมให้กองทัพอิสราเอลเตรียมเข้าควบคุมพื้นที่อย่างสมบูรณ์ ควบคู่กับการกระจายความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

สหประชาชาติและเจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับสูงของอังกฤษเตือนว่าการเข้ายึดเมืองกาซาอย่างเต็มรูปแบบจะส่งผลให้ประชาชนเสียชีวิตจำนวนมาก และอาจเข้าข่ายละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการอพยพประชาชนมากถึง 1 ล้านคนจากทางเหนือไปยังตอนใต้ของกาซา

ในอิสราเอลเอง แผนนี้ก็เผชิญเสียงคัดค้านจากครอบครัวตัวประกันและฝ่ายค้านที่มองว่าเป็น “หายนะ” ทางการเมือง และยิ่งทำตามแผนของฮามาส โดยเฉพาะในขณะที่จำนวนพลเรือนในกาซาที่เสียชีวิตทะลุ 61,000 คน และประชาชนกว่า 87% ต้องพลัดถิ่นซ้ำซาก

องค์การแพทย์ไร้พรมแดน (MSF) และ UN เรียกร้องให้หยุดปฏิบัติการของกองทุน GHF ที่สหรัฐฯ สนับสนุน เนื่องจากเป็นอันตรายต่อผู้หิวโหย และกลายเป็นจุดที่มีผู้ถูกยิงเสียชีวิตจำนวนมาก การควบคุมฉนวนกาซาโดยกองทัพอิสราเอลถูกมองว่าอาจลุกลามเป็นวิกฤตมนุษยธรรมร้ายแรงยิ่งขึ้น หากไม่มีทางออกทางการเมืองหรือข้อตกลงหยุดยิงเกิดขึ้นในเร็ววัน

‘สโลวีเนีย’ สั่งแบนสินค้าทุกชนิดจาก ‘อิสราเอล’ พร้อมส่งอาหาร-ผ้าห่มช่วยชาวกาซา มูลค่ากว่า 34 ล้าน

(8 ส.ค. 68) สโลวีเนียประกาศห้ามนำเข้าและซื้อขายสินค้าทุกชนิดที่ผลิตจากพื้นที่ยึดครองของอิสราเอล พร้อมเตรียมพิจารณาระงับการส่งออกสินค้าจากสโลวีเนียไปยังนิคมในดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกอิสราเอลยึดครอง 

นายกรัฐมนตรีโรเบิร์ต โกล็อบ (Robert Golob) ของสโลวีเนีย ระบุว่า การกระทำของรัฐบาลอิสราเอล เช่น การตั้งนิคมผิดกฎหมาย การยึดที่ดิน และการขับไล่ชาวปาเลสไตน์ เป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และเป็นภัยต่อระเบียบโลก โดยล่าสุด รัฐบาลยังเตรียมจัดส่งความช่วยเหลือด้านอาหารและผ้าห่มมูลค่ากว่า 879,000 ยูโร (ราว 34.28 ล้านบาท) ให้แก่ประชาชนในฉนวนกาซา

แม้สินค้าที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้จะมีมูลค่าต่ำ (ไม่ถึง 2,000 ยูโรในปี 2023) แต่สโลวีเนียยังเดินหน้าประกาศจุดยืนอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ก็เพิ่งสั่งแบนการนำเข้า ส่งออก และขนส่งอาวุธทุกชนิดไปยังอิสราเอล และขึ้นบัญชีรัฐมนตรีอิสราเอลบางรายว่าเป็น “บุคคลไม่พึงปรารถนา”

ด้าน ดร.เลอพงษ์ ซาร์ยีด นายกสมาคมนักเรียนเก่าไทย–อิหร่าน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า สโลวีเนียประกาศ​ห้ามซื้อขายสินค้าทุกชนิดกับอิสราเอล​/ชาติยุโรป​นะครับไม่ใช่อาหรับมุสลิม

‘ฮุน มาแนต’ ส่งหนังสือถึงคณะกรรมการโนเบล เสนอชื่อ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ชิงรางวัลสันติภาพ

(8 ส.ค. 68) กัมพูชาเสนอชื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ หลังช่วยไกล่เกลี่ยความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาให้ยุติลงเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่า ทรัมป์มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการหยุดยิงที่ “ไม่มีเงื่อนไข” หลังความรุนแรงตลอด 5 วันทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 43 ราย และประชาชนกว่า 300,000 คนต้องอพยพ

ในจดหมายที่นายกรัฐมนตรีฮุน มาแนต ส่งถึงคณะกรรมการโนเบลของนอร์เวย์ ระบุว่า การเจรจาผ่านโทรศัพท์ของทรัมป์เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคมกับผู้นำทั้งสองประเทศ มีส่วนทำให้การเจรจาในมาเลเซียวันที่ 28 กรกฎาคมเกิดผลเป็นรูปธรรม และป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งลุกลามกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ พร้อมยกย่อง “ความเป็นผู้นำทางการทูตเชิงนวัตกรรม” ของทรัมป์

การเสนอชื่อนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์เพิ่งลดภาษีนำเข้าสินค้าจากกัมพูชาจาก 49% เหลือเพียง 19% ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอของกัมพูชาอย่างมาก 

ทั้งนี้ รายชื่อผู้ได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลจะถูกปิดรับในวันที่ 31 มกราคมของทุกปี และจะประกาศผลในเดือนตุลาคม โดยมีบุคคลทั่วโลกที่มีสิทธิ์เสนอชื่อได้หลายหมื่นคน เช่น สส., รัฐมนตรี, ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัย และอดีตผู้ได้รับรางวัลโนเบลเอง

‘ทรัมป์’ ขู่ยึดอำนาจการปกครองกรุงวอชิงตัน หลังมีคดีโจ๋ทำร้ายพนักงานรัฐบาลจากหน่วย DOGE

(7 ส.ค. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ว่าจะยึดอำนาจการปกครองท้องถิ่นของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และนำเมืองหลวงมาอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลกลาง โดยอ้างเหตุอาชญากรรมที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มเยาวชน หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่อดีตทีม Doge ถูกรุมทำร้ายขณะพยายามช่วยผู้หญิงคนหนึ่งจากการถูกคุกคาม

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อ 'เอ็ดเวิร์ด โคริสทีน' นักศึกษาชาวอเมริกันวัย 19 ปี หรือที่รู้จักในชื่อ 'Big Balls' และเป็นอดีตเจ้าหน้าที่หน่วยงานกรมประสิทธิภาพรัฐบาล (DOGE) ถูกรุมทำร้ายโดยกลุ่มวัยรุ่นราว 10 คน ใกล้วงเวียนดูปองต์ (Dupont Circle) ช่วงเวลาประมาณตี 3 โดยตำรวจจับกุมเยาวชนอายุ 15 ปี จากรัฐแมริแลนด์ได้ 2 คน พร้อมแจ้งข้อหาพยายามปล้นรถ ขณะที่ไอโฟนรุ่นใหม่ของผู้เสียหายก็หายไปด้วย

ทรัมป์โพสต์บน Truth Social เรียกร้องให้ดำเนินคดีแบบผู้ใหญ่กับเยาวชนอายุ 14 ปี และขู่ว่าหากกรุงวอชิงตันไม่ควบคุมอาชญากรรม เขาจะใช้ 'อำนาจของประธานาธิบดี' ยึดอำนาจปกครองโดยตรง ทั้งยังได้รับการสนับสนุนจาก อีลอน มัสก์ ซีอีโอแห่งเทสลา ที่กล่าวว่าเหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างความล้มเหลวของระบบความปลอดภัยในเมือง

แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะให้อำนาจรัฐสภาควบคุมกรุงวอชิงตัน แต่การยึดอำนาจทั้งหมดจะต้องผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ ซึ่งน่าจะถูกฝ่ายค้านเดโมแครตต่อต้านอย่างหนัก ปัจจุบันวอชิงตันมีระบบ 'home rule' ให้สิทธิเลือกตั้งนายกเทศมนตรีและสภาท้องถิ่น ซึ่งยังคงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐสภา แต่ไม่เคยมีประธานาธิบดีคนใดพยายามยกเลิกสิทธิ์นี้มาก่อนนับตั้งแต่ปี 1973 

อย่างไรก็ตามโดยสถิติจากกระทรวงยุติธรรมยังระบุว่า อาชญากรรมในเมืองหลวงมีแนวโน้มลดลงในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ขณะที่ สำนักงานของนายกเทศมนตรีกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มูเรียล เบาเซอร์ (Muriel Bowser) ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้

ทีมสหรัฐฯ เหมาเหรียญทองยกทีม เฉือน ‘จีน-เกาหลีใต้’ คว้าแชมป์ฟิสิกส์โอลิมปิกโลก 2025 ส่วนไทยจบอันดับ 14

(7 ส.ค. 68) การแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระดับนานาชาติ (International Physics Olympiad: IPhO) ประจำปี 2025 ซึ่งจัดขึ้นที่สถาบัน École Polytechnique กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ปรากฏว่า 'ทีมชาติสหรัฐอเมริกา' สร้างผลงานสุดร้อนแรง คว้าอันดับ 1 เหนือคู่แข่งสำคัญอย่างจีน เกาหลีใต้ และอินเดีย โดยนักเรียนทั้ง 5 คนของทีมสามารถคว้าเหรียญทองได้ครบทุกคน นับเป็นหนึ่งในผลงานที่โดดเด่นที่สุดในประวัติศาสตร์การแข่งขัน

ตัวแทนนักเรียนจากสหรัฐฯ ได้แก่ อคัสทยา โกเอล (Agastya Goel), อัลเลน ลี่ (Allen Li), โจชัว หวัง (Joshua Wang), เฟโอดอร์ เยฟตูเชนโก (Feodor Yevtushenko) และ ไบรอัน จาง (Brian Zhang) ซึ่งต้องเผชิญโจทย์ฟิสิกส์ทั้งเชิงทฤษฎีและทดลองที่ซับซ้อนจากผู้เข้าแข่งขันกว่า 85 ประเทศทั่วโลก ความสำเร็จของพวกเขาช่วยผลักดันให้สหรัฐฯ ขึ้นครองอันดับสูงสุดของตารางเหรียญรางวัลในปีนี้

ขณะที่ จีนตามมาเป็นอันดับ 2 ด้วยผลงาน 4 เหรียญทอง และ 1 เหรียญเงิน ขณะที่ฮ่องกงและเกาหลีใต้มีผลงานเท่ากันคือ 4 ทอง 1 เงิน ส่วนอินเดียคว้าไป 3 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน ติดอันดับท็อป 5 เช่นกัน ทำให้การแข่งขันในปีนี้ถือว่าเข้มข้นสูสี และเน้นย้ำถึงคุณภาพของการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ในเอเชียและสหรัฐฯ

ส่วนไทยคว้าอันดับ 14 ในศึกชิงแชมป์โลกครั้งนี้ หลังทำผลงาน 1 เหรียญทอง จาก นายสิรวิชญ์ มุสิกะโสภณ โรงเรียนกำเนิดวิทย์ จ.ระยอง , 2 เหรียญเงิน จากนายภัทรภณ ธนพิทักษ์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ กับ นายปราชญ์ อำพนธ์ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จ.นครปฐม และ 2 เหรียญทองแดง จากนายศุภมงคล เปรมอนันต์ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย กับ นางสาวณัชวดี เอี่ยมสิริบูลย์ โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) กรุงเทพฯ 

ทั้งนี้ ความสำเร็จของทีมสหรัฐฯ ได้รับเสียงชื่นชมจากแวดวงการศึกษาและองค์กรวิทยาศาสตร์ในประเทศ โดยมองว่าเป็นผลจากการส่งเสริม STEM อย่างจริงจัง และเป็นสัญญาณบวกของการพัฒนานักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่บนเวทีโลก ทั้งยังสะท้อนพลังของเยาวชนในการสร้างสรรค์ความก้าวหน้าทางวิชาการอย่างแท้จริง

หน่วยความมั่นคง FBS ยืนยันสกัดแผนลอบสังหารจาก ‘ยูเครน’ สำเร็จ หลังรวบเยาวชนร้อนเงิน!! สารภาพถูกสั่งให้ป้ายสารพิษบนรถทหารรัสเซีย

(7 ส.ค. 68) หน่วยความมั่นคงรัสเซีย (FSB) เปิดเผยว่า ได้สกัดแผนลอบสังหารทหารรัสเซียในเมืองโนโวซีบีสค์ (Novosibirsk) โดยผู้ก่อเหตุเป็นเยาวชนรัสเซีย 2 คน ซึ่งถูกควบคุมตัวแล้ว ทั้งคู่รับสารภาพว่าได้รับคำสั่งจากหน่วยข่าวกรองยูเครนผ่านเว็บไซต์ที่โฆษณาว่า “หาเงินง่าย ได้เงินเร็ว”

สำหรับแผนการลอบสังหารคือการใช้สารพิษทาลงบนชิ้นส่วนของรถยนต์เป้าหมาย (ทหารรัสเซีย) หวังให้เหยื่อได้รับพิษเมื่อใช้งานรถ โดยผู้ต้องหาให้การว่าได้รับคำสั่งผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งไม่ได้รู้ว่าต้องทำอะไรจนกว่าจะได้รับภารกิจจริง

ทั้งนี้ ทางการรัสเซียตั้งข้อหนักแก่เยาวชนทั้ง 2 ราย ในข้อหาก่อการร้าย พร้อมเปิดการสอบสวนเพิ่มเติม โดยชี้ว่านี่เป็นตัวอย่างล่าสุดของสงครามข่าวกรองที่ขยายตัวลึก เข้าไปในสังคมรัสเซียผ่านเยาวชนและแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ดูเหมือนไม่มีพิษภัย

อินเดียเบรกซื้อเครื่องบิน Boeing P-8I Poseidon ของสหรัฐฯ กระทบดีล 3.6 พันล้านดอลลาร์ ตอบโต้ภาษีทรัมป์เก็บ 50%

(7 ส.ค. 68) อินเดียตัดสินใจชะลอแผนจัดซื้อเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล Boeing P-8I Poseidon จำนวน 6 ลำ มูลค่า 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 131,400 ล้านบาท) หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดีย 50% จากการซื้อน้ำมันรัสเซีย ซึ่งจะมีผลในวันที่ 27 สิงหาคมนี้

มีการเปิดเผยอีกว่า กองทัพอินเดียซึ่งมี P-8I อยู่แล้ว 12 ลำ ต้องการเพิ่มอีก 6 ลำ เพื่อรับมือการขยายอิทธิพลทางทะเลของจีนในมหาสมุทรอินเดีย โดยสหรัฐฯ เคยอนุมัติในปี 2021 ที่ราคา 2.42 พันล้านดอลลาร์ แต่ราคาพุ่งขึ้นเกือบ 50% จากปัญหาซัพพลายเชน ทำให้การเจรจาล่าช้า ก่อนจะมาสะดุดเพราะมาตรการภาษีล่าสุด

รัฐบาลนิวเดลีมองว่าภาษีดังกล่าวเป็นความพยายามกดดันให้อินเดียซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะเครื่องบินรบ F-35 ซึ่งเจ้าหน้าที่อินเดียระบุว่า “น่าตกใจ” และย้ำว่าการตัดสินใจทางทหารต้องอยู่บนพื้นฐานด้านความมั่นคง ไม่ใช่แรงกดดันทางการค้า

การชะลอดีลนี้สะท้อนการปรับสมดุลใหม่ในนโยบายกลาโหมของอินเดีย ทั้งการพึ่งพาเทคโนโลยีภายในประเทศ เช่น โครงการของ DRDO การจัดงบประมาณอย่างรอบคอบ และโดรนติดอาวุธ ซึ่งการส่งสัญญาณทางการเมืองต่อวอชิงตันครั้งนี้ หากสหรัฐฯ ไม่ลดแรงกดดัน อาจส่งผลให้ Boeing อาจได้รับผลกระทบหนักแม้มีฐานธุรกิจในอินเดีย 

‘คิมกอนฮี’ อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเกาหลีใต้ โผล่พบอัยการ หลังถูกกล่าวหาปั่นหุ้น-รับสินบน-ล็อบบี้การเมือง

(6 ส.ค. 68) คิม กอนฮี (Kim Keon Hee) ภรรยาของอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล (Yoon Suk Yeol) เดินทางไปยังสำนักงานอัยการพิเศษ ณ กรุงโซล เพื่อรับการสอบสวนคดีทุจริตหลายประเด็น โดยนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้ที่อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งต้องเข้ารับการไต่สวนอย่างเปิดเผยในฐานะผู้ต้องสงสัยทางอาญา

อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งกล่าวเพียงสั้น ๆ ต่อสื่อมวลชนว่า “ขออภัยประชาชนที่ทำให้เกิดความกังวล ดิฉันเป็นแค่คนธรรมดา และจะให้ความร่วมมือในการสอบสวนอย่างเต็มที่” โดยการสอบสวนภายใต้การนำของอัยการพิเศษ มิน จองกี จะครอบคลุมข้อกล่าวหากว่า 16 ประเด็น ตั้งแต่ปั่นหุ้น แทรกแซงการเมือง ไปจนถึงใช้อิทธิพลทางศาสนา

ข้อกล่าวหาสำคัญคือ คดีปั่นหุ้นบริษัทดีลเลอร์รถยนต์ 'Deutsch Motors' ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2010 ซึ่งคิมกอนฮีถูกกล่าวหาว่าเปิดบัญชีร่วมกับแม่ แล้วมอบให้เทรดเดอร์มืออาชีพดำเนินการซื้อขาย โดยมีผู้เกี่ยวข้องอีก 9 คนถูกตัดสินโทษไปแล้ว นอกจากนี้ยังมีข้อสงสัยเรื่องแทรกแซงการเสนอชื่อผู้สมัครในพรรคพลังประชาชน (PPP) ระหว่างการเลือกตั้งปี 2020 และ 2024

ทั้งนี้ อัยการยังสอบสวนข้อกล่าวหาที่ว่า คิมอาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มศาสนา Unification Church หรือชื่อเต็มว่า “สมาคมครอบครัวเพื่อสันติภาพและเอกภาพโลก” ในการวิ่งเต้นทางการเมือง รวมถึงกรณีเครื่องประดับหรูที่ไม่แจ้งในบัญชีทรัพย์สิน และคำให้การของอดีตประธานาธิบดียุนที่อาจเข้าข่ายให้ข้อมูลเท็จช่วงหาเสียง ปัจจุบันยุนเองก็กำลังถูกควบคุมตัวจากกรณีประกาศกฎอัยการศึกเมื่อปี 2024

รัฐ-ประชา..พิพากษา เมื่อหมอดูกลายเป็นหมอเดา ถึงเวลาจัดการพวกหากินกับความเชื่อไร้ความรับผิดชอบ

ไม่นานมานี้ผู้อ่านหลายท่านคงได้ทราบเรื่องที่มีหมอดูท่านหนึ่งได้ทำนายเรื่องว่าจะเกิดสงครามระหว่างไทยกับกัมพูชาขึ้นอีกและจะมีความรุนแรงกว่าเดิมในเร็ววันนี้ คำทำนายนี้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้คนที่อยู่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาจนเป็นสาเหตุที่ทำให้ทั้งอินฟลูฯ เอยหรือแม้กระทั่งทนายออกมาแจ้งความเพราะสร้างความตื่นตระหนกให้เกิดขึ้นในสังคม

กรณีนี้ไม่ใช่ไม่เคยเกิดขึ้นในโลกที่มีหมอดูมาทำนายแล้วพยายามโยงนั่นโยงนี่ แต่สุดท้ายแล้วกลายเป็นหมอเดาที่แค่จับเอาสถานการณ์ที่มีความเป็นไปว่าจะเกิดขึ้นมาทำนายเป็นตุเป็นตะจนสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้คนในสังคม  ซึ่งเคสแบบนี้น่าแปลกที่ในประเทศอื่นหากมีเรื่องที่เกี่ยวกับอินฟลูฯสร้างกระแสจนเป็นผลกระทบด้านลบต่อสังคมในวงกว้าง ทางการโดยเฉพาะในต่างประเทศมักจะไม่รอให้ผู้เสียหายมาเป็นคนแจ้งความกล่าวโทษแต่จะออกตัวเป็นเจ้าภาพแทนในงานเช่นนี้  

อย่างเคสที่เคยเกิดขึ้นกับหมอดูโซเชียลในเมียนมาที่ทำนายว่าจะเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในวันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา จนทำให้ในวันที่ 21 เมษายน ผู้คนที่อยู่ในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวต่างออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านนอกอาคาร หลับนอนกันนอกตัวบ้านไม่กล้าเข้าไปอยู่ภายใต้อาคารเพราะเชื่อในคำทำนายนั้น  จนเมื่อเวลาผ่านไปไม่มีแผ่นดินไหวรุนแรงตามที่กล่าวอ้าง รัฐบาลเมียนมาก็ไม่รอช้ารีบจับกุมหมอดูรายนี้ทันทีในข้อหาสร้างความตื่นตระหนกในสังคม

เอย่ามองว่าการที่รัฐบาลออกมาทำเองเพราะนี่คือประเด็นอ่อนไหวและเป็นประเด็นที่เปราะบางไม่ได้มีใครเดือดร้อนจากคำทำนายของหมอดูคนนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็แค่ผู้คนไม่กล้าใช้ชีวิตในอาคารในวันนั้นก็แค่เท่านั้น แต่ในทางกลับกันรัฐบาลเมียนมากลับมองว่านี่เป็นการชี้นำสังคมอย่างรุนแรงแม้จะไม่เกิดผลเสียแต่ควรได้รับผลว่าการโพสต์อะไรลงในโซเชียลมีเดียโดยไม่มีการรับผิดชอบต่อสังคมย่อมต้องได้รับการลงโทษ และนั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการจับกุมหมอดูรายนี้ขึ้น

กลับมามองในประเทศไทย หมอดูในประเทศไทยไม่ได้สร้างแค่การเกิดความตื่นตระหนกในสังคมเพียงแค่ครั้งนี้ แต่ที่ผ่านมามีการทำนายที่เขย่าความเชื่อมั่นของผู้คนในสังคมมาตลอดไม่ว่าจะเรื่องการยึดอำนาจ โรคระบาดยังไม่จบ พิบัติภัย ไปจนล่าสุดที่มีการมาโหนกระแสเรื่องสงคราม ซึ่งพอเอาคำทำนายของหมอดูแต่ละคนไปเทียบกับช่วงเวลาจริงที่เกิดขึ้นก็พบว่าในช่วงดังกล่าวหลายครั้งหลายหนไม่ได้เป็นไปตามคำทำนาย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือหมอดูคนนั้นได้เครดิตไปแล้วหลังจากพูด หลังจากเป็นกระแส ได้เงินได้ทองไปแล้วแต่ไม่เคยต้องมารับผิดชอบอะไรก็ตามที่ตนเองได้พูดออกมาแม้มันจะไม่ได้เกิดอะไรขึ้นก็ตาม

ระบบกฎหมายของประเทศไทยเป็นระบบที่ต้องมีผู้เสียหายร้องทุกข์กล่าวโทษต่อศาล ในกรณีล่าสุดนี้แม้จะมีทนายดังเป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ แต่เอย่าเชื่อได้ว่าเนื่องจากทนายดังกล่าวไม่ได้เป็นผู้เสียหายจากคำทำนายนั้น ดังนั้นสุดท้ายเรื่องราวนี้ก็จะจบลงไปอย่างเงียบ ๆ เช่นเคย แต่ถ้าหากรัฐบาลเป็นคนร้องทุกข์กล่าวโทษหมอดูดังกล่าวเองในข้อหาสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้คนในสังคม แม้จะไม่ได้ด้วยคดีอาญา แต่คดีแพ่งย่อมมีสิทธิ์ที่น่าจะฟ้องได้เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นจากที่รัฐบาลต้องมาแบกภาระดูแลผู้คนจากคำทำนายที่บิดเบือนและสร้างความตื่นตระหนกพวกนี้ก็มีราคามากพอที่จะทำให้หมอดูโหนกระแสเหล่านี้ หลาบจำว่าหากคุณอยากโหนกระแสเข้าหาแสงมันก็มีราคาที่ต้องจ่ายหากคำทำนายนั้นไม่รับผิดชอบต่อสังคม

สถานทูตจีนปฏิเสธ ไม่ได้ส่งโดรนให้กัมพูชา แจงเป็นภาพเก่าจากการสาธิต ไม่เกี่ยวปัญหาชายแดนไทย-เขมร

(6 ส.ค. 68) สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ออกแถลงการณ์ตอบคำถามสื่อกรณีมีรายงานข่าวว่า จีนบริจาคโดรนให้กัมพูชาเพื่อใช้ในปฏิบัติการตามแนวชายแดน โดยระบุว่าข้อมูลดังกล่าว “ไม่เป็นความจริง” พร้อมยืนยันว่าภาพที่ถูกนำมาใช้อ้างอิงนั้นเป็นภาพจากการสาธิตการบินของบริษัท CATIC ที่จัดขึ้นในกัมพูชาเมื่อเดือนมกราคม 2567 ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ทางสถานทูตจีนเน้นย้ำว่า ตั้งแต่เกิดความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จีนในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นมิตรของทั้งสองฝ่าย ได้พยายามมีบทบาทในการลดความรุนแรงตามแนวทางของตนอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีเจตนาแสวงหาผลประโยชน์ฝ่ายเดียวหรือแทรกแซงทางการทหาร

จีนยังแสดงการสนับสนุนต่อบทบาทของอาเซียนในการอำนวยความสะดวก เพื่อหาทางออกทางการเมืองระหว่างไทยกับกัมพูชา ภายใต้แนวทางของอาเซียน พร้อมให้คำมั่นว่าจะเคารพการตัดสินใจของประเทศในภูมิภาค และไม่ใช้วิธีการกดดันหรือบีบบังคับ

สุดท้าย จีนยืนยันว่าพร้อมจะรักษาการสื่อสารใกล้ชิดกับไทย กัมพูชา มาเลเซีย และประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค เพื่อมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการสนับสนุนการหยุดยิง และเร่งฟื้นฟูสันติภาพและเสถียรภาพในพื้นที่โดยเร็วที่สุด 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top