Thursday, 16 July 2026
WORLD

ซ้ายตกขอบ!! เสียงสะท้อนผลเลือกตั้ง 'ฝรั่งเศส-อังกฤษ'  คนยุโรปเริ่มล้มทุกรัฐบาลที่หนุนสงครามยูเครน-แซงชั่นรัสเซีย

(7 ก.ค.67) เพจ ‘สานต่อเจตนารมณ์ อาจารย์สมเกียรติ โอสถสภา’ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ การเมืองในเวทีโลก โดยได้ระบุว่า ...

เลือกตั้งอังกฤษเมื่อสองวันที่แล้วยืนยันว่าคนยุโรปล้มทุกรัฐบาลที่สนับสนุนสงครามยูเครน แซงค์ชันรัสเซีย รับผู้อพยพแอฟริกาเหนือและยูเครนเข้ามาแบบไร้สติ

ทั้งหมดล้วนเป็นแนวทางที่ส่งผลให้คนยุโรปอยู่ยาก จนลง เพราะของแพง รัฐสวัสดิการเอาไม่อยู่ ถูกรัฐจับทำงานจนแก่ 

ถ้าชิงตายก่อนถึงเกณฑ์รับเงินก้อนจากรัฐ อดได้เอ็นจอยการหอบเงินที่สะสมทั้งชีวิตมาอยู่เป็นป๋าที่พัทยา

รัฐบาลริชชี สุนัก แพ้ราบคาบ อดีตนายกอย่างลิซ ทรัสส์ สอบตกในเขตตัวเอง จบ 14 ปี ของรัฐบาล Conservatives ภายใต้นายก 5 คน 

วันนี้ฝรั่งเศสเลือกตั้งรอบสอง ฝ่ายซ้าย ฝ่ายกลางรวมพลังบล็อก ฝ่ายขวา ไม่ต่างจากช่วงที่ฝ่ายขวาไทยบล็อกก้าวไกลเมื่อปีที่แล้ว 

สองลุงของฝรั่งเศส (เมลลองฌอง-มาครอง) ฉลาดกว่าสองลุงของไทย มีการถอนตัวผู้ลงสมัครทั้งจากฝ่ายซ้ายและฝ่ายกลาง จะได้ไม่ตัดคะแนนกันเองในแต่ละเขต

ไล่ประท้วงไล่ตีกันทั้งประเทศ เพราะไม่มีเพจของคนหน้าตาดีบอกให้ไปนอนก่อนแล้วค่อยว่ากันใหม่

มองกันว่าฝ่ายขวาจะชนะแต่ไม่ขาด แต่ก็ยังจะเป็นครั้งแรกที่ฝ่ายขวาฝรั่งเศสได้เข้ามาเป็นรัฐบาลในห้วง 80 ปีหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

แนวทางนโยบายจะเป็นผลประโยชน์ฝรั่งเศสต้องมาก่อน ไม่เอาผู้อพยพ ไม่ส่งทหารไปยูเครน

นายกวิคเตอร์ ออร์บัน จากฝ่ายขวาของฮังการีเป็นประธานหมุนเวียนอียูระยะ 6 เดือนไปตลอดถึงสิ้นปี 

สิ่งแรกที่ทำคือหาทางจบสงครามยูเครน-รัสเซีย แบกตำแหน่งประธานอียูไปคุยกับปูตินถึงที่

ไปแบบไม่สนหน้าใครในอียู

เดือน พ.ย. สหรัฐเลือก ปธน ถ้าทรัมป์ที่คะแนนนำอยู่ชนะ แนวร่วมรัสเซียในเวทีระหว่างประเทศจะกว้างและครอบคลุมมาก

เป็นการเปลี่ยนแปลงขั้วการเมืองครั้งใหญ่ของโลก ที่เกิดจากความงี่เง่าของฝ่ายซ้ายตะวันตกล้วนๆ 

โอกาสได้จบสงครามดีที่สุดในรอบ 3 ปี กำลังมา 

แต่ถ้าจบที่รัสเซีย จะย้าย theater มาทะเลจีนใต้หรือไม่

นักการทูต ทหาร ฝ่ายความมั่นคงไทย ทบทวนตำราศรีธนญไชยเตรียมไว้ได้เลย

เราเน้นแนวทางรบด้วยปาก

นอกนั้นมาช่วยกันสาธุ 99 ได้ครับ

คนนับพันใน ‘เกาหลีใต้’ ล้มป่วย ‘อาหารเป็นพิษ’ เหตุ!! กิน ‘กิมจิ’ ที่ปนเปื้อน ‘โนโรไวรัส’

(7 ก.ค.67) พวกเจ้าหน้าที่ในเมืองนัมวอน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศเกาหลีใต้ แถลงในตอนเช้าวันศุกร์ (5 ก.ค.) ยืนยันเคสผู้ป่วยอาหารเป็นพิษ 996 เคส แต่สื่อมวลชนท้องถิ่นรายงานว่าจำนวนดังกล่าวได้พุ่งเป็น 1,024 คน จนถึงช่วงบ่ายวันเสาร์ (6 ก.ค.)

เจ้าหน้าที่ระบุว่า กิมจิกะหล่ำปลียอดนิยม เกี่ยวข้องกับอาการป่วยของผู้คนเหล่านี้ ผ่านโครงการอาหารกลางวันตามโรงเรียนต่างๆ ภายในเมือง พร้อมบอกต่อว่านักเรียนและเจ้าหน้าที่จากโรงเรียน 24 แห่ง เป็นหนึ่งในบรรดาผู้ป่วย ที่มีอาการอาเจียน ท้องเสียและปวดท้อง

โนโรไวรัสแพร่กระจายได้ง่ายมาก และสามารถติดต่อผ่านการสัมผัสพื้นผิวที่ปนเปื้อน และจากคนที่ติดเชื้ออยู่ก่อนแล้ว คนส่วนใหญ่สามารถหายป่วยได้เองภายในไม่กี่วัน โดยไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล แต่มีบางส่วนที่อาการหนัก

บรรดาเจ้าหน้าที่ในเมืองนัมวอน เปิดเผยว่าพวกเขาได้เริ่มการสืบสวนทางด้านโรคระบาดวิทยาแล้วตั้งแต่วันพุธ (3 ก.ค.) เพื่อตรวจสอบหาแหล่งที่มาของโรค หลังได้รับรายงานเคสผู้ป่วยรายแรกหนึ่งวันก่อนหน้านี้ นับตั้งแต่นั้นจำนวนผู้ป่วยก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 153 คนในวันพุธ (3 ก.ค.) เป็น 745 คน ในวันพฤหัสบดี (4 ก.ค.)

ชอย คยุง ซิค นายกเทศมนตรีของเมือง โพสต์ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ในวันพฤหัสบดี (4 ก.ค.) ระบุว่าพวกเจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้ใช้มาตรการตอบสนองเกินขอบเขตล่วงหน้าไว้ก่อน ในความพยายามป้องกันไม่ให้จำนวนผู้ป่วยลุกลามไปมากกว่านี้ ‘เราจะรับประกันความปลอดภัยของพลเรือน’ เขากล่าว

ทั้งนี้ พวกเจ้าหน้าที่ของเมืองบอกว่าตรวจพบโนโรไวรัสในบรรดาคนไข้ ในตัวอย่างที่เก็บจากสิ่งแวดล้อมและในกิมจิบางส่วนที่ส่งมอบไปยังโรงเรียนต่างๆ

ผลจากการตรวจสอบ กระตุ้นให้หน่วยด้านความปลอดภัยด้านอาหาร สั่งระงับการผลิตและการขายผลิตภัณฑ์ใดๆ จากบริษัทที่ผลิตกิมจิดังกล่าว ในขณะที่บริษัทแห่งนี้ก็อยู่ในกระบวนการสมัครใจเรียกคืนผลิตภัณฑ์ที่แจกจ่ายไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ไม่มีการเปิดเผยชื่อบริษัทผู้ผลิตอย่างเป็นทางการ

‘สื่อมะกัน’ เผย ‘ไบเดน’ เบลอหนัก ต้องให้เมีย ‘กระซิบบอกบท’ ขอบคุณผู้บริจาค สมาชิกเดโมแครต ไม่เอาด้วย!! เรียกร้องให้ถอนตัว หาคนใหม่ ไม่งั้นแพ้แน่

(6 ก.ค.67) จิลล์ ไบเดน สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ถึงขั้นต้อง ‘กระซิบ’ ข้างหูประธานาธิบดี โจ ไบเดน เพื่อบอกชื่อผู้บริจาครายสำคัญ และเตือนให้ผู้นำสหรัฐฯ กล่าว ‘ขอบคุณ’ ตามการเปิดเผยของสื่อสหรัฐฯ

นิตยสาร Intelligencer ในนครนิวยอร์กอ้างข้อมูลจากผู้เห็นเหตุการณ์คนหนึ่งซึ่งระบุว่า ไบเดน เอาแต่ทอดสายตานิ่งและพยักหน้าระหว่างให้การต้อนรับบุคคลคนหนึ่ง ซึ่งเป็นทั้งเพื่อนของครอบครัวไบเดน และยังเป็นผู้บริจาครายใหญ่ให้พรรคเดโมแครตที่ทำเนียบขาวเมื่อไม่นานมานี้ จนทำให้ จิลล์ ผู้เป็นภรรยาต้องเข้ามาเตือน

สื่อฉบับนี้ไม่ได้เปิดเผยชื่อผู้บริจาคคนดังกล่าว และไม่ได้ระบุชัดว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อไหร่

แหล่งข่าวผู้นี้ยืนยันว่า ไบเดน เอ่ยตามที่ภรรยาของเขากระซิบบอกแบบคำต่อคำ

‘เขาดูไม่ค่อยจะดีมาพักหนึ่งแล้ว และตอนนี้ก็ยิ่งแย่ลงไปอีก’ แหล่งข่าวบอกกับ Intelligencer

นับตั้งแต่ทำผลงานประชันวิสัยทัศน์กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ย่ำแย่เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. ไบเดนเผชิญแรงกดดันจากหลายฝ่าย ให้พิจารณาถอนตัวจากศึกเลือกตั้ง แต่เจ้าตัวก็ยังคงพยายามสร้างความเชื่อมั่นกับบรรดาผู้ว่าการรัฐ สส. เจ้าหน้าที่ ผู้บริจาค รวมถึงประชาชนที่เป็นฐานเสียงเดโมแครตว่าตนเองยัง ‘ฟิต’ พอที่จะลงสู้ศึกเลือกตั้งเพื่อเป็นผู้นำสหรัฐฯ อีกสมัย

ไบเดน และทีมหาเสียงพยายามหาเหตุผลต่างๆ นานามาอธิบายถึงสาเหตุที่ทำให้ดีเบตแพ้ ทรัมป์ ในคืนนั้น ทั้งอ้างว่า ไบเดน ป่วย เตรียมตัวมาไม่ดีพอ รวมถึงมีอาการ ‘เจ็ทแล็ก’

ระหว่างประชุมร่วมกับผู้ว่าการรัฐสายเดโมแครตคนสำคัญ ๆ เมื่อวันพุธ (3 ก.ค.) ไบเดน วัย 81 ปี กล่าวว่าเขาจำเป็นต้อง ‘นอน’ พักผ่อนให้มากขึ้น และจะไม่ทำกิจกรรมหลัง 20.00 น.อีกต่อไป ตามรายงานของ CNN และหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ส

อย่างไรก็ตาม สัญญาณความชราที่ปรากฏเด่นชัดขึ้นก็ทำให้ผู้บริจาคสนับสนุน พรรคเดโมแครตหลายคนเริ่มไม่เอาด้วย และเรียกร้องให้ ไบเดน ถอนตัวเสีย หนึ่งในนั้นคือ แอบิเกล ดิสนีย์ ผู้กำกับภาพยนตร์และเศรษฐินีใจบุญทายาทตระกูลดิสนีย์ ที่ประกาศผ่าน CNBC เมื่อวันพฤหัสบดี (4) ว่า เธอจะเลิกบริจาคเงินสนับสนุนพรรคเดโมแครต ‘จนกว่าพวกเขาจะหาผู้สมัครประธานาธิบดีคนอื่นมาแทนที่ ไบเดน’

‘ถ้า ไบเดน ไม่ถอนตัว พรรคเดโมแครตจะแพ้แน่นอน ดิฉันมั่นใจ’ เธอกล่าว

รีด เฮสติงส์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Netflix และหนึ่งในผู้บริจาคสนับสนุนพรรคเดโมแครตรายใหญ่ ก็เรียกร้องให้ ไบเดน เสียสละตัวเองออกจากการแข่งขัน เพื่อเปิดทางให้ผู้สมัครรายอื่นที่อาจจะสามารถเอาชนะ ทรัมป์ ได้

‘ไบเดน จำเป็นต้องก้าวออกมา เพื่อเปิดโอกาสให้แกนนำพรรคเดโมแครตสักคนหนึ่งในการเอาชนะทรัมป์ และช่วยให้พวกเรายังคงปลอดภัยและเจริญรุ่งเรืองต่อไปได้’ เฮสติงส์ กล่าวผ่านอีเมลที่ส่งถึงนิวยอร์กไทม์ส

ล่าสุด ผู้นำสหรัฐฯ ยังคงประกาศอย่างแข็งขันเมื่อวานนี้ ว่าจะไม่ถอนตัวจากศึกเลือกตั้ง และอ้างว่าตนเองคือผู้สมัครเดโมแครตที่มีภาษีดีที่สุดในการสกัดกั้น ทรัมป์ ไม่ให้กลับมาครองทำเนียบขาวอีกครั้งหลังวันที่ 5 พ.ย.

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เขาได้ไปตรวจคัดกรองภาวะสมองเสื่อม (cognitive test) บ้างหรือไม่? ไบเดน ตอบว่าไม่ได้ทำ ‘และไม่มีใครบอกว่าผมจำเป็นต้องทำ’ 

‘ทอร์นาโด’ ลูกใหญ่พัดถล่ม ‘ชานตง’ บ้านเรือนพังยับ สลด!! พบ ‘ผู้เสียชีวิต-ผู้บาดเจ็บ’ เกือบ 80 ราย

(6 ก.ค.67) เอเอฟพี รายงานความคืบหน้าหลัง พายุทอร์นาโด พัดถล่มเขตตงหมิง มณฑลชานตง ทางตะวันออกของ ประเทศจีน เมื่อช่วงบ่ายวันศุกร์ที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย และบาดเจ็บเกือบ 80 ราย

ขณะที่โลกออนไลน์มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอเหตุการณ์ ขณะทอร์นาโดเคลื่อนตัวผ่านอาคารบ้านเรือนและสร้างความเสียหายเป็นบริเวณกว้าง ต้นไม้ล้มระเนระนาด และป้ายโฆษณาถูกพัดพังยับเยิน

ทั้งนี้ หลายพื้นที่ในจีนเผชิญหน้ากับสภาพอากาศสุดขั้ว ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่ฝนตกหนักไปจนถึงคลื่นความร้อนรุนแรง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่มีนัยสำคัญและทำให้สภาพอากาศยิ่งแปรปรวน

‘ทีมนักบินอวกาศจีน’ เสินโจว-18 ทำภารกิจนอกตัวยาน ครั้งที่ 2 สำเร็จ หลังติดตั้งอุปกรณ์-เช็กตรวจสอบ ก่อนกลับสู่ห้องปฏิบัติการอย่างปลอดภัย

เมื่อวานนี้ (4 ก.ค.67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า องค์การอวกาศที่มีมนุษย์ควบคุมแห่งประเทศจีน (CMSA) รายงานว่า ทีมนักบินอวกาศประจำภารกิจเสินโจว-18 ที่ประจำการอยู่บนสถานีอวกาศในวงโคจรของจีน ได้ทำกิจกรรมนอกยานอวกาศครั้งที่ 2 เสร็จสิ้นตอน 22.51 น. ของวันพุธ (3 ก.ค.67) ตามเวลาปักกิ่ง

โดยรายงานระบุว่า เย่กวงฟู่, หลี่ชง และหลี่กว่างซู ทำงานร่วมกันเป็นระยะเวลาราว 6 ชั่วโมง 30 นาที เพื่อทำงานหลายรายการ โดยหลี่กว่างซูอยู่ภายในสถานีอวกาศ

ทีมนักบินอวกาศได้ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันขยะอวกาศให้ท่อ สายเคเบิล และอุปกรณ์สำคัญนอกสถานีอวกาศเทียนกง รวมถึงทำการตรวจสอบนอกยานอวกาศ ด้วยความช่วยเหลือจากแขนกลหุ่นยนต์และคณะนักวิจัยบนพื้นโลก โดยเย่กวงฟู่และหลี่ชง ผู้รับผิดชอบการทำกิจกรรมนอกยานอวกาศ ได้กลับเข้าสู่โมดูลห้องปฏิบัติการเวิ่นเทียนอย่างปลอดภัย

อนึ่ง ทีมนักบินอวกาศทั้ง 3 ท่องอวกาศราว 1 ใน 3 ของระยะเวลาที่วางไว้แล้ว และมีกำหนดดำเนินการทดลองทางวิทยาศาสตร์และการทดสอบทางเทคโนโลยีในวงโคจรจำนวนมาก

‘หนุ่มฟิลิปปินส์’ ลาโลก หลังไลฟ์กินข้าวกับไก่ทอดจำนวนมาก แพทย์เผย!! ‘เส้นเลือดในสมองแตก’ ผลพวงจากพฤติกรรมการกิน

เมื่อวานนี้ (4 ก.ค. 67) เพจเฟซบุ๊ก ‘World Forum ข่าวสารต่างประเทศ’ ได้แชร์เรื่องราวของคอนเทนต์ครีเอเตอร์หนุ่มนักกิน ชาวฟิลิปปินส์ ที่ได้เสียชีวิต ภายหลังจากกินไก่ทอดพร้อมข้าวจำนวนมาก โดยระบุว่า…

“คอนเทนต์ครีเอเตอร์ชื่อดังฟิลิปปินส์ เสียชีวิต หลังจากกินไก่ทอดจำนวนมาก”

“นายดงซ์ อปาตัน มีชื่อจริงว่า มาโนย อปาตัน มักโพสต์คลิปของตัวเองขณะกินอาหารท้องถิ่นจานใหญ่ ๆ จำนวนมาก เพื่อหารายได้ออนไลน์ เพื่อเพิ่มกระแส เพิ่มผู้ติดตาม”

“คลิปสุดท้ายวันที่ 13 มิถุนายน 2024 ขณะกินไก่ทอดจำนวนมาก กับ ข้าว หลังจากนั้นในวันต่อมา น้องสาวโพสต์แจ้งว่าเขาเสียชีวิตแล้ว”

“มาโนย อปาตัน วัย 38 ปี มีผู้ติดตาม 457,000 รายในเฟซบุ๊ก และเขาชอบรับประทานอาหารจานใหญ่ ๆ โชว์ ไก่จำนวนมาก ปลา หมู อื่น ๆ เกินคนทั่วไปจะรับประทานได้”

“ลีอาห์ อปาตัน น้องสาว โพสต์เฟซบุ๊กของเขาแจ้งว่า พี่ชายเกิดอาการหัวใจหยุดเต้นเมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. 14/06 และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน”

“ชาวเน็ตแสดงความเห็นว่า สาเหตุอาจมาจากการกินที่มากเกินไป เกินพอดี น้องสาว อปาตัน แย้งว่า บางคลิปที่โชว์ก็กินไม่หมดทุกจาน และอย่ามองพี่ชายเป็นตัวตลก รายได้จากคลิปยังนำไปช่วยคนอื่น ๆ”

“แพทย์แจ้งว่า การเสียชีวิตของนายอปาตัน เกิดจากโรคหลอดเลือดในสมองแตก ตามคำบอกเล่าของแพทย์ที่รักษาเขาในห้องฉุกเฉิน กล่าวว่าเขามีลิ่มเลือดในสมอง โรคหลอดเลือดในสมองแตกหรือตีบตัน นั่นหมายความว่าความดันโลหิตของเขาสูงขึ้น และเส้นเลือดในสมองแตก ตามคำอธิบาย”

“อาจมาจากอาหารรสเค็มและเนื้อสัตว์ หากรับประทานเป็นประจำ จำนวนมาก หลอดเลือดในสมองอาจอุดตันได้”

สินค้าจีน Overcapacity ล้นทะลักไปตีตลาดโลก เรื่องจริงหรือวาทกรรม?

(5 ก.ค.67) รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจจีน จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เนื้อหาในหัวข้อ 'สินค้าจีน 🇨🇳 Overcapacity ล้นทะลักไปตีตลาดโลก : เรื่องจริงหรือวาทกรรม'

โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยว่า...

ปัญหากำลังการผลิตที่ล้นเกินของจีน (Overcapacity) กลายเป็นประเด็นถกเถียงระดับโลก ด้วยความกังวลว่า จะส่งผลกระทบต่อประเทศต่าง ๆ มากน้อยเพียงใด และในกรณีประเทศไทยจะถูกกระทบจากสินค้าราคาถูกจากจีนที่ล้นทะลักเข้ามาอย่างไรบ้าง บทความนี้ จะมาวิเคราะห์ไล่เรียงทีละประเด็น ดังนี้...

ประเด็นแรก จีนมีการผลิตสินค้ามากจนล้นเกิน (Overcapacity) หรือไม่ หากพิจารณาจากบริบทประเทศจีนที่มีขนาดใหญ่ และมีข้อได้เปรียบเชิงขนาด (Scale Advantage) ผู้ผลิตจีนจึงมักจะเน้นการผลิตเชิงปริมาณจำนวนมาก (Mass Production) เพื่อให้ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยลดลง เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) หวังจะป้อนตลาดภายในของจีนที่มีผู้บริโภคจำนวนมหาศาล  

อย่างไรก็ดี บางอุตสาหกรรมของจีนมีอุปทานการผลิตมากเกินกว่าอุปสงค์ความต้องการของตลาดภายในจีนเอง จนเกิดปัญหาอุปทานล้นตลาดจีน ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจจีนในยุคหลังโควิด-19 ที่ค่อนข้างอึมครึมซึมเซา ไม่คึกคักเหมือนเดิม คนจีนใช้จ่ายน้อยลง หันมาเน้นเก็บเงินอดออมมากขึ้น (จนเกิดกระแส ‘เก็บเงินเพื่อล้างแค้น’ ในจีน) ยิ่งทำให้ สินค้าจีนที่ล้นเกินเหล่านั้น ถูกระบายผ่านการส่งออกไปต่างประเทศมากขึ้น เพราะลดกำลังการผลิตได้ยาก 

ในมุมเศรษฐศาสตร์ หากอุตสาหกรรมใดมีอุปทานการผลิตล้นเกินกว่าอุปสงค์ความต้องการ ส่งผลให้สินค้านั้นราคาถูกลง เพื่อระบายสินค้าคงเหลือ แม้ว่าจะเป็นผลดีในมุมของผู้บริโภค แต่ก็เป็นแรงกดดันต่อคู่แข่งของผู้ผลิตสินค้าล้นเกินเหล่านั้น และในระยะยาว หากไม่สามารถแข่งขันได้ ก็ต้องปิดโรงงานและย่อมจะกระทบการจ้างงานที่ลดลง  

ดังนั้น ประเด็นสินค้าจีนที่มีกำลังการผลิตล้นเกิน Overcapacity จนต้องระบายส่งออกไปตีตลาดทั่วโลกเริ่มถูกพูดถึงด้วยความกังวลมากขึ้น เพราะจะทำให้อุตสาหกรรมท้องถิ่นอยู่ไม่ได้ ทำให้คู่แข่งจีนในต่างประเทศต้องถูกกระทบเสียหาย เช่น ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐได้เคยกล่าวถึงประเด็นนี้ว่า “รัฐบาลจีนให้เงินสนับสนุนอุตสาหกรรมหลักในประเทศ ทำให้มีกำลังการผลิตล้นเกิน Overcapacity มากเกินกว่าความต้องการ จนต้องเร่งส่งออก และนำไปสู่การทะลักล้นของสินค้าในตลาดโลกได้” 

ในขณะที่ นายกรัฐมนตรีหลี่เฉียงของจีน ได้เคยกล่าวแย้งว่า “รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ควรนำเศรษฐกิจการค้ามาทำให้เป็นเรื่องการเมือง แต่ควรพิจารณาประเด็นกำลังการผลิตตามข้อเท็จจริง และโต้แย้งด้วยหลักเหตุผล ด้วยมุมมองของระบบเศรษฐกิจกลไกตลาด มุมมองในระดับโลก และบนพื้นฐานของหลักการทางเศรษฐกิจ”

นอกจากนี้ หลายฝ่ายของจีนก็ได้โต้แย้งว่า “การโจมตีจีนด้วยคำว่า Overcapacity สะท้อนความวิตกกังวลของชาติตะวันตกที่จะไม่สามารถแข่งขันกับจีนในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น รถยนต์ EV จึงพยายามสร้างวาทกรรมนี้ขึ้นมา เพื่อขัดขวางความก้าวหน้าด้านอุตสาหกรรมของจีน”

ประเด็นที่สอง อุตสาหกรรมใดของจีนที่ถูกจับตาว่า มีกำลังการผลิตล้นเกิน ส่วนใหญ่จะเป็นอุตสาหกรรมหนักที่มีการผลิตแบบดั้งเดิมเน้นเชิงปริมาณ เช่น เหล็ก ซีเมนต์ และแก้ว จนเกิดการผลิตล้นเกินมานานหลายปี ส่วนหนึ่งเกิดจากนโยบายของรัฐบาลจีนในอดีตที่ทุ่มงบอัดฉีดส่งเสริมให้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมหนักเหล่านั้น ตลอดจนกลุ่มพลังงานทางเลือก เช่น แผงโซลาร์เซลล์ มีการขยายการผลิตกระจายอยู่ในมณฑลต่าง ๆ จนทำให้ปริมาณการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ของจีนทั้งประเทศมีมากกว่าความต้องการของทั้งโลกถึงสองเท่า ส่งผลให้แผงโซลาร์เซลล์ของจีนมีราคาถูกลงเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ กลุ่มพลังงานใหม่ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า EV และแบตเตอรี่ลิเธียม ซึ่งเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมแห่งอนาคตภายใต้แผนยุทธศาสตร์ Made in China 2025 และอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรม ‘สามใหม่’ (New Three industries) ที่เพิ่งประกาศของรัฐบาลจีนด้วย ได้แก่ (1) รถยนต์ไฟฟ้า EV (2) แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน และ (3) เซลล์แสงอาทิตย์ (solar photovoltaic) 

ดังนั้น ด้วยการสนับสนุนและผลักดันอย่างหนักจากภาครัฐในยุคสีจิ้นผิง กลายเป็นใบเบิกทางเอื้อให้อุตสาหกรรมเหล่านี้มีการขยายการผลิตอย่างรวดเร็ว และเน้นออกไปทำตลาดต่างประเทศในเชิงรุก จนเกิดประเด็น ‘สงครามราคา’ ที่กระทบคู่แข่งในหลายประเทศ และเกิดข้อกังวลในประเด็นคุณภาพของสินค้าจีนที่หั่นราคาถูกลงอย่างมาก

ประเด็นสุดท้าย สินค้าราคาถูกที่ไหลทะลักมาจากจีนส่งผลกระทบต่อประเทศไทย และประเทศอื่น ๆ อย่างไรบ้าง ในแต่ละอุตสาหกรรมของไทยที่เกี่ยวข้องย่อมถูกกระทบมากน้อยไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ตัวอย่างเช่น ภาคอุตสาหกรรมที่ผู้ผลิตไทยมีจุดแข็งและมีความสามารถในการแข่งขัน เช่น กลุ่มอาหารแปรรูป ก็จะได้รับผลกระทบจากปัญหานี้น้อยกว่าอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น สิ่งทอ หรือ เฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น

ที่น่าเป็นห่วง คือ ผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย SME รายเล็ก เช่น การแข่งขันด้านราคา กระแสสินค้าจีนราคาถูกทะลักเข้ามาตีตลาดในประเทศไทยเป็นแรงกดดันบีบให้ราคาสินค้าที่ผลิตในไทยต้องลดต่ำลง ทำให้ผลกำไรของผู้ผลิตต้องลดลงตามไปด้วย รวมทั้งส่วนแบ่งการตลาดที่ลดลง จากการที่ผู้บริโภคของไทยหันไปซื้อสินค้าราคาถูกจากจีนมากขึ้นผ่านช่องทางและแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น สินค้าออนไลน์ และในระยะยาว หากผู้ประกอบการไทยแข่งขันไม่ได้ ต้องปิดกิจการหรือปิดโรงงาน แรงงานไทยก็จะตกงานมากขึ้น 

ล่าสุด จากข้อเรียกร้องของผู้ประกอบการที่ถูกกระทบจากสินค้าราคาถูกนำเข้าจากจีน ทำให้รัฐบาลไทยต้องออกมาตรการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในอัตรา 7% จากการนำเข้าสินค้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท เพื่อหวังจะแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมระหว่างผู้ขายในประเทศกับผู้ขายจากต่างประเทศ ซึ่งเดิมไม่มีการเก็บภาษี VAT ดังกล่าว

นอกจากประเทศไทย ยังมีประเทศใดในอาเซียนอีกบ้างที่ถูกกระทบจากสินค้าราคาถูกจากจีน แน่นอนว่า หลายประเทศในอาเซียน เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ได้แสดงความกังวลต่อสินค้าราคาถูกที่ล้นทะลักมาจากจีน ผู้ผลิตในประเทศเหล่านั้นต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อความอยู่รอด เช่น เหล็ก สิ่งทอ รัฐบาลบางประเทศในอาเซียนจึงได้ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการในท้องถิ่นของตน เช่น อินโดนีเซียเพิ่งประกาศแผนที่จะใช้มาตรการปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ โดยการประกาศเก็บภาษีกับสินค้านำเข้า (Safeguard Duties) เพื่อปกป้องผู้ประกอบการธุรกิจ SME รายเล็ก เช่น รองเท้า สินค้าเซรามิก โดยเบื้องต้น อินโดนีเซียประกาศว่า จะเก็บภาษีศุลกากรกับสินค้าที่ผลิตจากจีนอยู่ที่อัตรา 100-200%  

ที่สำคัญ หลายประเทศในอาเซียนประสบปัญหาขาดดุลการค้ากับจีน เช่น เวียดนามมีการขาดดุลการค้ากับจีนอย่างมหาศาล จนเกิดประเด็นกังวลว่า หากปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อในระยะยาว อาจจะส่งผลกระทบต่อทุนสำรองเงินตราและค่าเงิน เป็นต้น 

นอกจากนี้ หลายประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ เช่น สหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ต่างก็กังวลว่า จีนกำลังนำผลผลิตที่ล้นเกินเร่งส่งออกไปตีตลาดโลกด้วยการลดราคาขายถูกลง และจะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตภายในประเทศของตนที่ไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าจีนอย่างไม่เป็นธรรม รวมทั้งมองว่า สินค้าจีนเหล่านั้นได้รับการอุดหนุนการส่งออกจากรัฐบาลจีน ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ประเทศเหล่านี้จึงออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อกีดกันการนำเข้าจากจีน เช่น สหรัฐฯ ประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ EV จีน จาก 27.5% เพิ่มเป็น 102.5% และสหภาพยุโรปประกาศเก็บภาษีรถยนต์ EV ที่ผลิตในจีนในอัตรา 37.6%

ในขณะเดียวกัน ผู้บริโภครายได้ต่ำในหลายประเทศ เช่น แถบแอฟริกา และละตินอเมริกา ก็อาจจะได้รับประโยชน์จากสินค้าราคาต่ำที่นำเข้าจากจีนและจะเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคที่สามารถเข้าถึงสินค้าจีนที่ราคาถูกลง ตัวอย่างเช่น รถยนต์ EV จีนราคาไม่แพงในบราซิล เอื้อให้ผู้บริโภคชาวบราซิลได้รับประโยชน์จากการหันมาใช้รถยนต์ EV พลังงานสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ในขณะนี้ บราซิลได้กลายเป็นผู้นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า EV จากจีนรายใหญ่ที่สุดของโลก

ดังนั้น สินค้าจีนราคาถูกจากการผลิตล้นเกินจะส่งผลกระทบต่อประเทศต่าง ๆ อย่างไร มากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละภาคการผลิต แต่ละกลุ่มผู้บริโภค รวมทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศนั้นๆ 

ในขณะนี้ ฝ่ายรัฐบาลจีนพยายามชี้แจงต่อความกังวลเรื่องกำลังการผลิตล้นเกินของจีน โดยให้เหตุผลว่า “เกิดจากกลไกตลาดในเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ และจากมุมมองด้านอุปสงค์ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Product) ในราคาที่เอื้อมถึงได้ที่ผลิตจากจีน จะช่วยส่งเสริมมาตรฐานการครองชีพและความเป็นอยู่ของผู้บริโภครายได้ต่ำในหลายประเทศ” โดยเฉพาะประเทศโลกขั้วใต้ (Global South)  

ในอีกมุมหนึ่ง การแข่งขันกับจีนจะสร้างแรงผลักดันให้ผู้ผลิตในประเทศต่าง ๆ ต้องสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพดีขึ้น แรงกดดันจากจีนจะบีบให้ผู้ผลิตในท้องถิ่นจะต้องคิดค้นสร้างสรรค์และปรับปรุงผลิตภัณฑ์ รวมทั้งอัปเกรดกระบวนการผลิต เพื่อจะได้รักษาความสามารถในการแข่งขันต่อไป หากทำได้สำเร็จ จะทำให้สามารถผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งการต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่สูงขึ้นต่อไป   

อย่างไรก็ดี ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวของภาคส่วนต่าง ๆ ในแต่ละประเทศ และอีกหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะบทบาทและนโยบายของรัฐบาลในการรับมือกับความท้าทายเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยสรุป ปัญหากำลังการผลิตที่ล้นเกินของจีนกลายเป็นประเด็นถกเถียงระดับโลก สามารถส่งผลกระทบทั้งเชิงลบและเชิงบวก บางคนอาจจะกังวลถึงผลกระทบต่อผู้ผลิตในท้องถิ่นที่แข่งขันไม่ได้ แต่ในอีกมุมมอง ก็จะเป็นโอกาสของผู้บริโภคที่จะมีทางเลือกในการซื้อสินค้าราคาถูกลง อย่างไรก็ดี หากเกิด ‘สงครามราคา’ แข่งขันกันลดราคาที่มากจนเกินไป หรือเน้นลดต้นทุนด้วยการลดคุณภาพสินค้าต่ำกว่ามาตรฐาน ก็จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อผู้บริโภคได้เช่นกัน สำหรับผลกระทบในระยะยาวจะเป็นอย่างไร และภาครัฐจะรับมือกับปัญหาเหล่านี้อย่างไร ยังคงต้องจับตากันต่อไป

'เอ็กซิทโพลเลือกตั้งผู้ดี' ชี้!! พรรคแรงงานกวาดชัย 410 เก้าอี้ ส่วนอนุรักษ์นิยมเหลือ 131 เก้าอี้ หลังทำวิกฤตค่าครองชีพพุ่ง

(5 ก.ค.67) เอ็กซิทโพลเผย ผลการเลือกตั้งทั่วไปของสหราชอาณาจักรที่ถูกจับตามองหลังปิดหีบว่า พรรคแรงงานของนายเคลียร์ สตาร์เมอร์ จะชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย โดยมีสมาชิกที่ได้รับเลือก 410 คน ซึ่งมากกว่าพรรคอนุรักษ์นิยมที่ครองอำนาจมายาวนานถึง 14 ปี ที่จะได้ที่นั่ง 131 ที่นั่ง ซึ่งต่ำที่สุดเท่าที่เคยมีมา

หากผลการเลือกตั้งเป็นไปตามเอ็กซิทโพลที่จะจัดทำขึ้นร่วมกันโดยสื่อเจ้าหลักของสหราชอาณาจักร 3 สำนัก ประกอบด้วยบีบีซี ไอทีวี และสกายจริง นั่นหมายความว่าพรรคแรงงานจะได้คะแนนเสียงมากกว่าพรรคอนุรักษ์นิยมถึง 279 เสียง

ขณะที่พรรคอนุรักษ์นิยมได้ 131 ที่นั่ง ลดลงจาก 346 ที่นั่งที่มีอยู่ก่อนน่าจะหน้าที่จะมีการยุบสภา ในการเลือกตั้งที่ถูกมองว่าเป็นการลงโทษของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงต่อพรรคอนุรักษ์นิยมเกี่ยวกับวิกฤตค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงความปั่นป่วนวุ่นวายในพรรคที่กินเวลายาวนานหลายปี จนทำให้อังกฤษต้องเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีอังกฤษถึง 5 คนนับตั้งแต่ปี 2016 จนถึงปัจจุบัน

ด้านพรรคเสรีประชาธิปไตยคาดว่าจะได้ 61 ที่นั่ง พรรคแห่งชาติสกอตแลนด์ 10 ที่นั่งพรรคปฏิรูปสหราชอาณาจักร 13 ที่นั่ง พรรค Plaid Cymru ที่สนับสนุนการเป็นเอกราชของเวลส์ 4 ที่นั่ง และพรรคกรีน 2 ที่นั่ง

ผลการเลือกตั้งดังกล่าวจะทำให้สตาร์เมอร์กลายเป็นผู้นำพรรคแรงงานคนที่ 4 ที่สามารถล้มพรรคอนุรักษ์นิยมได้ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 และจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคแรงงานคนแรกในรอบ 14 ปี

อย่างไรก็ดี ชัยชนะดังกล่าวยังถือว่าน้อยกว่านายโทนี่ แบลร์ อดีตผู้นำพรรคแรงงานในปี 1997 ที่นำพรรคแรงงานคว้าชัยได้ 418 ที่นั่ง

ผลการเลือกตั้งดูจะเป็นสิ่งยืนยันว่าชาวอังกฤษเห็นด้วยกับการรณรงค์หาเสียงของพรรคแรงงานที่เน้นย้ำว่า “ถึงเวลาสำหรับการเปลี่ยนแปลงแล้ว” โดยนายสตาร์เมอร์ได้ขอบคุณผู้ที่ลงคะแนนให้เขา และไว้วางใจในการเปลี่ยนแปลงที่พรรคแรงงานจะทำให้เกิดขึ้น

หากผลเอ็กซิทโพลถูกต้อง นายริชี ซูแน็ก ผู้นำพรรคอนุรักษ์นิยมมีแนวโน้มที่จะประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคมนี้ ก่อนที่สตาร์เมอร์จะเดินทางไปที่พระราชวังบัคกิ้งบักกิงแฮมเพื่อได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ให้เป็นผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษคนต่อไป

จากนั้นเขาจะเดินทางไปยังทำเนียบนายกรัฐมนตรี ที่บ้านเลขที่ 10 บนถนนดาวนิง เพื่อกล่าวถ้อยแถลงสั้น ๆ ก่อนเริ่มทำงานในฐานะผู้นำรัฐบาลอังกฤษชุดใหม่ โดยแหล่งข่าวจากพรรคแรงงานระบุว่า พวกเขาคาดว่าคณะรัฐมนตรีส่วนใหญ่หรือทั้งหมดจะได้รับการแต่งตั้งภายในเย็นวันศุกร์นี้ โดยจะมีรัฐมนตรีที่เป็นคนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้น

'ยูฟ่า' แบนแข้งเติร์ก 2 นัด เหตุท่าดีใจ 'นีโอฟาสซิสต์'

(5 ก.ค. 67) สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป(ยูฟ่า) สั่งแบน เมริห์ เดมิรัล กองหลังทีมชาติตุรกี เนื่องมาจากการกระทำท่าดีใจ ทางการเมือง ระหว่างการแข่งขันเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2024

เดมิรัล ทำสัญลักษณ์ของ ‘เกรย์ วูล์ฟส์’ แนวนีโอฟาสซิสต์ หลังจากทำประตูในเกมยูฟ่า ยูโร 2024 รอบ 16 ทีมสุดท้าย กับ ออสเตรีย 

เคสนี้ผิดมาตรา 16, 2 (e) ของโปรโตคอลการดำเนินการทางวินัยของยูฟ่า ได้ประกาศห้าม ‘การใช้ท่าทาง คำพูด วัตถุ หรือวิธีการอื่นใดในการส่งข้อความยั่วยุที่ไม่เหมาะกับการแข่งขันกีฬา โดยเฉพาะข้อความยั่วยุที่เป็นทางการเมือง อุดมการณ์ ศาสนา หรือลักษณะที่น่ารังเกียจ’

สำหรับ องค์กรเกรย์วูล์ฟส์ นี้ก่อตั้งมานานตั้งแต่ปี 1969 ในชื่อ 'ไอเดียลลิสต์ ฮาร์ตส์' (Idealist Hearts) เป็นกลุ่มชาตินิยมที่ตั้งขึ้นเพื่อเป็นการต่อต้านแนวคิดสังคมนิยมในหมู่ปัญญาชนชาวตุรกี โดยพรรคการเมืองกิจชาตินิยม (Nationalist Action Party) 

ต่อมาถูกเรียกว่า 'หมาป่าสีเทา' จากโลโก้ของพวกเขาที่มาจากตำนานของตุรกี โดย เกรย์ วูล์ฟส์ เป็นขบวนการทางการเมืองแนวขวาจัดของตุรกี และเป็นกลุ่มองค์กรเยาวชนของพรรค Nationalist Movement Party (MHP) มาโดยตลอด

‘SpaceX’ ลุยปล่อยดาวเทียม ‘Starlink’ สู่อวกาศเพิ่ม 20 ดวง แถม 13 ดวงในนี้ สามารถปล่อย ‘คลื่นมือถือ’ ตรงสู่เครื่องได้

(4 ก.ค.67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) บริษัทเอกชนด้านอวกาศสัญชาติสหรัฐฯ ส่งดาวเทียมอินเทอร์เน็ตสตาร์ลิงก์ (Starlink) ขึ้นสู่วงโคจรเพิ่ม 20 ดวง เมื่อวันพุธ (3 ก.ค.67) ซึ่งในจำนวนนี้มีดาวเทียม 13 ดวงที่สามารถปล่อยสัญญาณโทรศัพท์มือถือตรงสู่เครื่อง (direct-to-cell) โดยไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์อื่นเพิ่มเติม

จรวดฟอลคอน 9 (Falcon 9) ซึ่งบรรทุกกลุ่มดาวเทียมดังกล่าว ทะยานออกจากฐานทัพอวกาศเคปคานาเวอรัล ในรัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ ตอน 04.55 น. ตามเวลาตะวันออก หลังจากเกิดปัญหาทางเทคนิคที่ทำให้ล่าช้าไปสองชั่วโมง

ต่อมาไม่นาน จรวดบูสเตอร์ท่อนแรก (first stage) ของฟอลคอน 9 ได้ร่อนลงสู่เรือโดรนที่ประจำการอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งนับเป็นการปล่อยตัวและลงจอดครั้งที่ 16 สำหรับบูสเตอร์ตัวนี้

‘โจ ไบเดน’ ขอสู้ต่อ!! จะไม่ถอนตัวจากศึกชิงเก้าอี้ ‘ปธน.สหรัฐฯ’ หลังเผชิญแรงกดดัน ทันทีที่พ่ายแพ้การดีเบตครั้งแรกกับ ‘ทรัมป์’

(4 ก.ค.67) รายงานข่าวระบุว่า ประธานาธิบดี โจ ไบเดน พยายามที่จะทำให้สมาชิกอาวุโสของพรรคเดโมแครตรวมถึงเจ้าหน้าที่ในการรณรงค์หาเสียงของเขาคลี่คลายความตื่นตระหนกลง หลังมีรายงานเป็นจำนวนมากที่ระบุว่าเขาควรพิจารณาถึงอนาคตในการลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ หลังจากที่เขาประสบความพ่ายแพ้อย่างชัดเจนในการดีเบตครั้งแรกกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ท้าชิงจากพรรครีพับลิกันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา 

รายงานข่าวระบุว่า ไบเดนได้รับประทานอาหารกลางวันร่วมกับรองประธานาธิบดีคามาลา แฮร์ริส เพียงสองคนที่ทำเนียบขาว ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าแฮร์ริสอาจกลายเป็นผู้ที่จะมาลงชิงชัยแทนไบเดน ในฐานะผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต ในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้

หลังจากนั้นไบเดนและแฮร์ริสได้หารือทางโทรศัพท์ร่วมกับทีมรณรงค์หาเสียงของพรรคเดโมแครต ซึ่งไบเดนได้ประกาศจุดยืนชัดเจนว่า เขาจะยังคงอยู่ในการแข่งขันต่อไป ขณะที่แฮร์ริสได้เน้นย้ำการสนับสนุนของเธอต่อไบเดนด้วยเช่นกัน

แหล่งข่าวเผยว่า ในระหว่างการหารือดังกล่าว ไบเดนยืนยันว่า “ผมคือผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต ไม่มีใครสามารถที่จะบอกให้ผมออกไป และผมจะไม่ไปไหน”

จากนั้นได้มีการเผยแพร่ประโยคดังกล่าวซ้ำอีกในอีเมลที่ถูกส่งไปให้กับทีมรณรงค์หาเสียงหลังจากนั้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง โดยไบเดนระบุในอีเมลว่า “ผมขอพูดให้ชัดเจนและเข้าใจง่ายว่าผมสามารถทำได้ ผมจะลงสมัครชิงตำแหน่งต่อไป และอยู่ในการแข่งขันนี้จนกว่ามันจะจบลง”

คำถามเกี่ยวกับความสามารถในการดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 ของไบเดนมีขึ้นทันทีที่จบการดีเบตกับทรัมป์ จากปฏิกิริยาตอบสนองของเขาที่ดูไม่มีประสิทธิภาพ แรงกดดันต่อไบเดนยิ่งเพิ่มมากขึ้นในอีกไม่กี่วันต่อมา หลังผลโพลจำนวนมากแสดงให้เห็นว่าทรัมป์มีคะแนนนำไบเดนเพิ่มขึ้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม โพลของนิวยอร์กไทม์สชี้ว่า ทรัมป์มีคะแนนมากกว่าไบเดนถึง 6 จุด ขณะที่โพลที่เผยแพร่โดยซีบีเอสนิวชี้ให้เห็นว่า ทรัมป์มีคะแนนนำไบเดน 3 จุดในรัฐที่เป็นตัวบ่งชี้สำคัญ ขณะเดียวกันทรัมป์ยังมีคะแนนนำไบเดนทั่วประเทศอีกด้วย

Nyobolt พัฒนาแบตฯ ชาร์จเต็ม 100% ได้ภายใน 6 นาที  เร็วกว่าสองเท่าของการเติมน้ำมันในรถยนต์ที่ใช้เบนซิน

(4 ก.ค.67) เพจ ‘Salika’ ได้เผยแพร่บทความที่น่าสนใจเกี่ยวการพัฒนาแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ที่สามารถชาร์จได้เต็ม 100% ภายในเวลา 6 นาที โดยระบุว่า… 

หนึ่งในข้อร้องเรียนที่พบบ่อยที่สุดเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าคือเวลาในการชาร์จที่นานเกินไป ในบางกรณี อาจใช้เวลานานถึง 40 ชั่วโมง หากชาร์จที่บ้าน และแม้แต่การใช้ Tesla Supercharger ก็จะใช้เวลาประมาณ 20 นาทีโดยเฉลี่ย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ EV ยังไม่สามารถกินรวบตลาดรถยนต์ได้

อย่างไรก็ตาม Nyobolt สตาร์ทอัปที่ตั้งอยู่ในเคมบริดจ์ สหราชอาณาจักร ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2562 กล่าวว่าได้พัฒนาแบตเตอรี่ที่สามารถชาร์จได้เต็ม 100% ภายในเวลา 6 นาที เร็วกว่าความเร็วของยานพาหนะที่ชาร์จเร็วที่สุดบนท้องถนนสองถนน หรือประมาณสองเท่าของระยะเวลาที่ใช้ในการเติมน้ำมันในรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซิน

Nyobolt ที่ชูจุดขาย “พลังมากขึ้นในเวลาที่น้อยลง แบตเตอรี่กำลังสูงพิเศษพร้อมเวลาในการชาร์จที่รวดเร็วเป็นพิเศษ” กล่าวว่าได้พัฒนาแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 35kWh ซึ่งสามารถชาร์จจาก 10% เป็น 80% ในเวลาเพียงสี่นาทีครึ่งเท่านั้น และชาร์จเต็ม 100% ภายใน 6 นาที นอกจากนี้ ระบุว่าแบตเตอรี่ไม่แสดงการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนแต่อย่างใด

บริษัทกล่าวว่าแบตเตอรี่ดังกล่าวอ้างถึงการทดสอบโดย OEM อิสระ (แม้ว่าบริษัทจะไม่ได้ระบุว่าใครเป็นผู้ทำการทดสอบ) สามารถชาร์จได้เร็วมากกว่า 4,000 รอบ ซึ่งครอบคลุมระยะทางประมาณ 600,000 ไมล์ (965,604 กิโลเมตร) โดยรักษาความจุของแบตเตอรี่ได้มากกว่า 80%

“การวิจัยอย่างกว้างขวางของเราในสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาได้ปลดล็อกเทคโนโลยีแบตเตอรี่ใหม่ที่มีความพร้อมและสามารถปรับขนาดได้ในขณะนี้” ดร. Sai Shivareddy ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Nyobolt กล่าวในแถลงการณ์ “เรากำลังทำให้ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ กลายเป็นพลังงานไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันถือว่าเป็นไปไม่ได้หรือเป็นไปไม่ได้”

บริษัทกล่าวว่าแบตเตอรี่ใหม่ได้รับการทดสอบในต้นแบบ Nyobolt EV ซึ่งเป็นรถสปอร์ต EV ที่มีน้ำหนักเพียง 2,755 ปอนด์ (ราว 1,250 กิโลกรัม)ทำให้ไม่เพียงแต่สามารถปรับปรุงการควบคุมได้เท่านั้น แต่ยานพาหนะที่เบากว่าและแบตเตอรี่ขนาดเล็กกว่าจะมีราคาถูกกว่าในการสร้างและมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยลง

“ชุดแบตเตอรี่ขนาด 35kWh ในรถต้นแบบ Nyobolt EV ไม่เพียงแต่เพิ่มระยะทางได้เร็วขึ้นเท่านั้น แต่ขนาดแบตเตอรี่ขนาดกะทัดรัดยังเป็นประโยชน์ต่อผู้ผลิตรถยนต์และผู้ขับขี่ ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าประหยัดพลังงานมีราคาถูกกว่าและใช้ทรัพยากรในการผลิตน้อยลงอย่างมาก” Nyobolt ระบุในแถลงการณ์

มีรายงานว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ใหม่นี้จะเดินทางได้ประมาณ 155 ไมล์ (ราว 250 กิโลเมตร) ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และสามารถเพิ่มระยะทางได้ 120 ไมล์ หรือราว 193 กิโลเมตรในเวลาเพียง 4 นาที

Nyobolt กล่าวว่ากำลังเจรจากับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 8 ราย เกี่ยวกับการขายนวัตกรรมแบตเตอรี่ของตน แต่ยังไม่น่าจะส่งออกไปที่สหรัฐอเมริกาได้ในระยะสั้น เนื่องจากแบตเตอรี่ขนาด 35 kWh นั้นเล็กกว่าแบตเตอรี่ขนาด 85 kWh ที่ใช้ในรถ EV ส่วนใหญ่ของอเมริกาอย่างเห็นได้ชัด กระนั้นความก้าวหน้าครั้งนี้อาจเป็นส่วนสำคัญสำหรับการพัฒนาแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ในอนาคต

“Nyobolt EV แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นด้วยเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ชาร์จเร็วและมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น ช่วยให้ความจุมีขนาดที่เหมาะสม ในขณะที่ยังคงให้ประสิทธิภาพตามที่ต้องการ เรากำลังขจัดอุปสรรคในการชาร์จที่ช้าและไม่สะดวก ทำให้การใช้พลังงานไฟฟ้าน่าดึงดูดและเข้าถึงได้สำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาในการชาร์จเป็นเวลานานหรือไม่มีพื้นที่สำหรับติดตั้งเครื่องชาร์จที่บ้าน” Shane Davies ผู้อำนวยการฝ่ายระบบแบตเตอรี่รถยนต์ของ Nyobolt กล่าว

บริษัทอ้างว่าได้เตรียมพร้อมสำหรับการผลิตแล้ว โดยกล่าวว่าอาจมีการผลิตในปริมาณน้อยภายใน 1 ปี นับจากนี้ โดยจะเพิ่มเป็น 1,000 แพ็กในปี 2568 และด้วยรูปแบบการผลิตที่ยืดหยุ่นของ Nyobolt ทำให้ผลิตเซลล์แบตเตอรี่ได้มากถึง 2 ล้านเซลล์ต่อปี และแบตเตอรี่ของ Nyobolt จะปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านกฎระเบียบแบตเตอรี่ของสหภาพยุโรปเมื่อมีการผลิตจริงจัง

นอกจากนี้ สถาปัตยกรรมของ Nyobolt EV ยังเน้นย้ำถึงวิธีการดัดแปลงเข้ากับแพลตฟอร์ม EV ที่มีอยู่ ส่งผลให้เวลาในการชาร์จและอายุการหมุนเวียนของแบตเตอรี่เพิ่มขึ้นอีกขั้นหนึ่ง โมดูลแบตเตอรี่ของ Nyobolt EV ถูกระบายความร้อนด้วยแผ่นเย็นที่มีส่วนผสมของน้ำ/ไกลคอล วงจรแบตเตอรี่ใช้คอมเพรสเซอร์และคอนเดนเซอร์ AC และเครื่องทำความเย็นแบตเตอรี่ ซึ่งเข้ากันได้กับยานพาหนะสมรรถนะสูงอื่นๆ และส่งผลให้ได้โมดูลและชุดแบตเตอรี่ที่มีคุณภาพใกล้เคียงมาตรฐาน

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือ แบตเตอรี่ของ Nyobolt ขึ้นอยู่กับไนโอเบียม (โลหะที่มีความเหนียวและมันวาวซึ่งสามารถต้านทานการกัดกร่อนและรักษาคุณสมบัติทางกายภาพทั้งหมดไว้เมื่อสัมผัสกับอุณหภูมิที่สูงมาก) ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการขุดค้นมากนัก เมื่อเทียบกับระดับการผลิตของวัสดุที่ใช้ในการผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน

ทั้งนี้ Nyobolt เป็นเพียงหนึ่งในหลายบริษัทที่ทำงานอย่างขะมักเขม้นเพื่อปรับปรุงแบตเตอรี่ EV เมื่อเดือนที่แล้ว บริษัทชื่อ 24M ได้จัดแสดงแบตเตอรี่ที่ออกแบบมาให้มีระยะทางไกลถึง 1,000 ไมล์(ราว 1,609 กิโลเมตร) ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง แบตเตอรี่นั้นใช้โลหะลิเทียมมากกว่าลิเทียมไอออน ซึ่ง 24M เป็นสปินเอาท์ของ MIT กล่าวว่าให้ความหนาแน่นของพลังงานมากกว่า อย่างไรก็ตาม อาจใช้เวลา 5 ปีก่อนที่เทคโนโลยีดังกล่าวจะออกสู่ท้องถนน

ขณะเดียวกัน เมื่อต้นปีที่ผ่านมา นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลกล่าวว่าพวกเขาได้สร้างแบตเตอรี่ลิเทียมที่มีความเสถียร ซึ่งสามารถชาร์จได้ในเวลาไม่ถึง 5 นาที และเมื่อปีที่แล้ว บริษัทชื่อ Gravity กล่าวว่าเครื่องชาร์จของบริษัทสามารถจ่ายไฟให้กับรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับการเดินทางระยะทาง 200 ไมล์ (ราว 322 กิโลเมตร) ได้ภายในเวลาเพียง 5 นาที แต่ปัญหาคือ EV บางตัวไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับพลังงานของเครื่องชาร์จที่ทรงประสิทธิภาพเหล่านี้

'ศาลเนปาล' สั่งจำคุก 10 ปี เจ้าของฉายา 'พระพุทธเจ้าน้อย' หลังพบหลักฐานมัดแน่น ข้อหาล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

(4 ก.ค.67) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ศาลเขตซาร์ลาฮี ในภาคใต้ของเนปาล มีคำตัดสินเมื่อวันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม 2567 ให้จำคุกนายราม พหาทุร พามชาน อายุ 33 ปี หรือที่รู้จักกันด้วยฉายา ‘พระพุทธเจ้าน้อย’ (Buddha Boy) เป็นเวลา 10 ปี จากความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศผู้เยาว์คนหนึ่ง และสั่งให้จ่ายเงินชดเชยจำนวน 3,750 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 138,000 บาท) แก่ผู้เสียหายด้วย แต่ทนายเปิดเผยว่า เขาจะยื่นอุทธรณ์ โดยมีเวลาภายใน 70 วัน

'นายราม พหาทุร พามชาน' ถูกตำรวจเนปาลจับกุมตัว ที่บ้านชานกรุงกาฐมาณฑุ เมื่อ 9 มกราคมที่ผ่านมา ในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศเด็กหญิงคนหนึ่ง ละทำร้ายร่างกายผู้ศรัทธา ตลอดจนเป็นผู้ต้องสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของผู้ศรัทธาของเขาอย่างน้อย 4 คน ตำรวจยึดธนบัตรเนปาลมูลค่า 227,000 ดอลลาร์ กับเงินสกุลต่างประเทศอื่น ๆ อีก 23,000 ดอลลาร์ ก่อนที่ศาลจะมีคำตัดสินในวันที่ 26 มิถุนายน ว่าเขามีความผิดจริงในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ

'นายราม พหาทุร พามชาน' หรือที่เรียกกันในภายหลังว่า 'ลามะปัลเดน ดอร์เจ' เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก หลังจากเขาซึ่งตอนนั้นมีอายุเพียง 14 ปี เขาไปนั่งสมาธิใต้ต้นโพธิ์ในป่า ก่อนจะมีข่าวลือว่า เขานั่งสมาธิติดต่อกันนานถึง 10 เดือนโดยที่ไม่ลุกไปไหน ไม่ดื่มน้ำ ไม่ทาน และไม่นอน แม้ปาฏิหาริย์ของเขายังไม่เคยได้รับการพิสูจน์ แต่ผู้คนต่างเชื่อว่า เขาคือ สิทธัตถะ โคตม ที่ประสูติที่เนปาลเมื่อ 2,500 ปีก่อน ก่อนจะรู้จักในพระนาม ‘พระพุทธเจ้า’ ความน่าเลื่อมใสดึงดูดให้ผู้คนจำนวนมากมารวมตัวกันเพื่อชมปาฏิหาริย์ของเขาขณะนั่งสมาธิในป่า โดยในช่วงพีคที่สุด มีผู้ศรัทธามารวมตัวกันหลายหมื่นคน หลายคนพยายามอย่างมากเพื่อจะพิสูจน์ว่าเขานั้นนั่งสมาธิโดยไม่ทานอะไรเลยจริงหรือไม่ และมีผู้ถ่ายคลิปวิดีโอขณะที่เขาทานอาหาร และนอนหลับระหว่างการทำสมาธิในป่าเอาไว้ได้

‘ญี่ปุ่น’ สวนกระแสสังคมไร้เงินสด เริ่มใช้ ‘ธนบัตรรุ่นใหม่’ ในรอบ 20 ปี พิมพ์ด้วยเทคโนโลยีโฮโลแกรมล้ำสมัย ป้องกันการปลอมแปลง

(3 ก.ค. 67) ญี่ปุ่นเริ่มใช้ธนบัตรหมุนเวียนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงในรอบ 20 ปี โดยใช้เทคโนโลยีโฮโลแกรมที่ทำให้เห็นหน้าบุคคลสำคัญบนธนบัตรแบบสามมิติ เพื่อป้องกันการปลอมแปลง นับเป็นครั้งแรกในโลกที่ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวบนธนบัตร

ธนบัตรแบบใหม่นี้มี 3 ราคา ได้แก่ ธนบัตร 10,000 เยน ที่มีภาพของ ‘เออิจิ ชิบูซาวะ’ ผู้ก่อตั้งธนาคารและตลาดหลักทรัพย์แห่งแรก เป็นที่รู้จักกันในนาม ‘บิดาแห่งทุนนิยมญี่ปุ่น’ มีชีวิตอยู่ระหว่างปี พ.ศ.2383-2474

ส่วนธนบัตร 5,000 เยน มีภาพของ ‘อุเมโกะ สึด’ ผู้ก่อตั้งหนึ่งในมหาวิทยาลัยสตรีแห่งแรกในญี่ปุ่น มีชีวิตระหว่างปี 2407-2472 และธนบัตร 1,000 เยน มีภาพของ ‘ชิบาซาบูโระ คิตะซาโตะ’ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์รุ่นบุกเบิกที่มีชีวิตอยู่ในระหว่างปี 2396-2474

โรงพิมพ์ธนบัตรของญี่ปุ่นวางแผนจะพิมพ์ธนบัตรรุ่นใหม่ประมาณ 7.5 พันล้านใบ ภายในสิ้นปีงบประมาณปัจจุบัน และจะพิมพ์ธนบัตรจำนวน 1.85 หมื่นล้านใบ มูลค่า 125 ล้านล้านเยนที่หมุนเวียนอยู่นับถึงเดือนธันวาคมปีที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ธนบัตรที่ยังใช้กันอยู่ในปัจจุบันยังคงใช้ต่อไปได้ ในขณะที่รัฐบาลผลักดันให้ผู้บริโภคและธุรกิจต่าง ๆ ใช้เงินสดน้อยลง เพื่อเปลี่ยนเศรษฐกิจให้เป็นดิจิทัล

‘คาซูโอะ อุเอดะ’ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) กล่าวในพิธีฉลองการใช้ธนบัตรรุ่นใหม่ว่า เงินสดเป็นวิธีการชำระเงินที่ปลอดภัย ซึ่งทุกคนสามารถใช้ได้ทุกที่ ทุกเวลา และจะยังคงมีบทบาทสำคัญต่อไป แม้ว่าจะมีวิธีชำระเงินแบบอื่นก็ตาม

‘ออมเงินล้างแค้น’ เทรนด์ฮิตวัยรุ่นจีน งดฟุ่มเฟือย-ใช้จ่ายแค่จำเป็น แลกกับได้เห็นตัวเลขเงินเก็บที่เพิ่มขึ้น ในยามที่เศรษฐกิจไม่แน่นอน

ในขณะที่วัยรุ่นยุค Gen Z ทั่วโลก มีพฤติกรรมใช้จ่ายเงินสูงขึ้น และเริ่มเป็นหนี้กันตั้งแต่อายุน้อย ๆ แต่ที่จีนกลับมีเทรนด์ที่สวนกระแสไม่แคร์โลก เมื่อวัยรุ่นจีนแข่งขันกันเก็บออมเงินกันมากขึ้น และไม่ใช่การเก็บออมเงินแบบธรรมดาทั่วไป แต่เป็นการเก็บเงินแบบเอาเป็นเอาตาย เก็บโหด เหมือนโกรธใครมา

กระแสการเก็บเงินแบบโหด เกิดขึ้นในโลกออนไลน์จีนเมื่อไม่นานมานี้ ที่วัยรุ่นจีนเรียกว่า 报复性存钱 (เป้าฟู่ซิ่งฉุนเฉียน) หรือการเก็บเงินล้างแค้น ด้วยการตั้งเป้าหมายการออมเงินต่อเดือนในระดับสูงสุด และใช้จ่ายเงินเพื่อยังชีพเท่าที่จำเป็นให้น้อยที่สุด แล้วจึงเอารายละเอียดการใช้จ่ายของตนมาแชร์ในโลกออนไลน์ เพื่อแข่งกันว่าใครสามารถเหลือเงินเก็บได้มากกว่ากัน 

แต่นอกจากจะแข่งขันกันแล้ว บรรดานักเก็บเงินล้างแค้นยังมีการสร้างแรงจูงใจด้วยการแบ่งปันเทคนิคการประหยัดเงินในชีวิตประจำวันให้เพื่อน ๆ ในโซเชียลอีกด้วย อาทิ การเลือกรับประทานอาหารในโรงอาหารชุมชน ซึ่งเมื่อก่อนมักถูกมองว่าเป็นร้านสำหรับผู้สูงอายุ แต่ปัจจุบันมีวัยรุ่น หนุ่มสาวเข้าไปใช้บริการโรงอาหารชุมชนกันมากขึ้น เพราะค่าอาหารถูกโดยไม่ต้องไปคำนึงถึงความหรูหรา บางคนเน้นทำอาหารเองที่บ้าน บางคนเลือกซื้อเฉพาะผัก ผลไม้ตามฤดู หรือมีโปรโมชันลดราคาพิเศษเพื่อเน้นประหยัด

ชาวเน็ตรายหนึ่ง ที่ใช้นามแฝงว่า Little Zhai Zhai เล่าว่า เธอมีเป้าหมายที่จะลดค่ากินอยู่ให้เหลือเพียงแค่ 300 หยวนต่อเดือน (ประมาณ 1520 บาท/เดือน) ซึ่งล่าสุดเธอได้แชร์คลิปวิดีโอว่าสามารถใช้ชีวิตด้วยเงิน 10 หยวนต่อวันได้อย่างไร 

แถมหลายคนยังกลัวว่าตัวเองจะหลุดเป้า จึงเกิดไอเดียหาคู่หูร่วมประหยัด ให้มาช่วยกันดึงสติในการประหยัดเงินไปด้วยกันให้สามารถบรรลุเป้าหมายในแต่ละเดือนได้สำเร็จอีกด้วย 

กระแส ‘ออมเงินล้างแค้น’ สะท้อนหลายสิ่งที่น่าสนใจในสังคมจีนปัจจุบัน จากมุมมองของ ฉวน เหลียน ผู้อำนวยการของสำนักวิเคราะห์ตลาด China Market Research Group กล่าวว่า คนรุ่นใหม่จีนเลือกที่จะตอบโต้ต่อสภาพสังคมที่กดดัน บีบคั้น ด้วยการเก็บเงินอย่างเอาเป็นเอาตาย 

ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มวัยรุ่นในยุคก่อนหน้าช่วงปี 2010s ที่ใช้จ่ายเงินสุรุ่ยสุร่ายเพื่อคลายเครียด ซึ่งเป็นยุคที่ตลาดสินค้าแบรนด์เนมในจีนเฟื่องฟูมาก จนวัยรุ่นยุคนั้นถึงขนาดยอมกู้หนี้ยืมสินเพื่อซื้อกระเป๋ากุชชี่สักใบ หรือ iPhone สักเครื่องกันมากมาย 

แต่วัยรุ่นจีนในยุคนี้ กลับมีความระมัดระวังในการใช้เงินมากขึ้น ส่งสัญญาณค่านิยมแบบ ‘การบริโภคย้อนกลับ’ หรือ ‘เศรษฐกิจแบบตระหนี่’ ซึ่งก็มีทั้งความพยายามในการใช้สติก่อนใช้สตางค์ หรือการเสาะหาโปรโมชันลดราคาทุกครั้งเมื่อต้องจับจ่ายซื้อของแต่ละชิ้น

ซึ่งตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับกระแสค่านิยมของวัยรุ่นยุค Gen Z โดยรวมทั่วโลก ที่มักใช้เงินเพื่อการท่องเที่ยว ซื้อความสุขให้ตัวเองก่อนคิดที่จะออมเงิน เช่นเดียวกับรายงานดัชนีความมั่งคั่งโดย Intuit พบว่า 73% ของกลุ่มวัยรุ่น Gen Z ในสหรัฐอเมริกาให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตที่ดีของตน มากกว่ายอดเงินออมในธนาคาร 

แต่ค่านิยมการเก็บเงินล้างแค้นของวัยรุ่นจีนมาจากไหน? 

คริสโตเฟอร์ เบดดอร์ รองผู้อำนวยการสถาบันจีนศึกษาของ Gavekal Dragonomics กล่าวว่า คนรุ่นใหม่จีนเริ่มมีความรู้สึกตรงกันว่าเศรษฐกิจไม่ได้ดีอย่างที่คิด ทำให้คนจีนเลือกที่จะเก็บเงินสำรองไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย

เพราะหากดูจากตัวเลข GDP ของจีนในช่วงไตรมาสแรกของปี 2024 นี้ เติบโตขึ้น 5.3% ซึ่งดีกว่าที่รัฐบาลเคยคาดการณ์ไว้ แต่จากรายงานของธนาคารแห่งชาติจีนก็ยังชี้ว่าครัวเรือนจีนยังออมเงินเพิ่มขึ้นเป็น 11.8% เช่นกัน ซึ่งสะท้อนถึงความไม่มั่นใจต่ออนาคตของเศรษฐกิจจีน 

เจี๋ย เหมี่ยว ผู้ช่วยศาสตราจารย์สถาบัน NYU เซี่ยงไฮ้ กล่าวว่า ปัญหาตลาดแรงงานที่คับแคบและหดตัวลง เป็นสาเหตุสำคัญที่หนุ่ม-สาวจีน ใช้จ่ายเงินลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จากตัวเลขอัตราการว่างงานในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาของกลุ่มวัยรุ่นอายุ 16 - 24 ปีอยู่ที่ 14.2% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยอัตราการว่างงานของประเทศถึง 5% ส่วนเงินเดือนเฉลี่ยขอผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ที่สำรวจในปี 2023 อยู่ที่ 6,050 หยวน/เดือน (ประมาณ 3 หมื่นบาท) ซึ่งสูงกว่าปีที่ผ่านมาเพียง 1% 

จากสถานการณ์ที่ตลาดแรงงานแข่งขันสูง หนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยยังหางานทำไม่ได้ และการหารายได้เสริมทำได้ยากขึ้น เป็นสิ่งที่บั่นทอนจิตวิญญาณ และ ความมั่นใจของหนุ่มสาวจีนให้หมดไฟ จึงต้องหาทางระบายด้วยการเก็บเงินล้างแค้น แม้ชีวิตจะลำเค็ญ แต่เมื่อเห็นตัวเลขเงินออมที่เพิ่มขึ้น ก็ยังพออุ่นใจในอนาคตที่ไม่แน่นอนของพวกเขาได้นั่นเอง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top