Thursday, 16 July 2026
WORLD

‘ยูนิลีเวอร์’ เตรียมปลดพนักงานครั้งใหญ่กว่า 3,200 คน  หั่นคนทิ้ง!! 1 ใน 3 ภายในสิ้นปี 68 นี้ คาดทำเพื่อฟื้นฟูองค์กร

(13 ก.ค.67) สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า ยูนิลีเวอร์ มีแผนที่จะลดพนักงาน 1 ใน 3 ของตำแหน่ง ในสำนักงานทั้งหมดในยุโรป ภายในสิ้นปี 2568 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันของประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ไฮน์ ชูมัคเกอร์ ในการฟื้นการเติบโตของบริษัท

ซีอีโอ ไฮน์ ชูมัคเกอร์ ที่เข้ามารับช่วงต่อเมื่อปีที่แล้ว ได้วางแผนในเดือนตุลาคม เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับคืนมา หลังจากที่ทำได้ไม่ดีนักในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ยูนิลีเวอร์ กล่าวกับผู้บริหารระดับสูงเมื่อวันพุธ ว่าจะมีการปลดพนักงานมากถึง 3,200 ตำแหน่งในยุโรป ภายในสิ้นปี 2568

‘อีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เราจะเริ่มกระบวนการปรึกษาหารือกับพนักงาน ที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงที่เสนอ’ โฆษกของยูนิลีเวอร์ กล่าวในอีเมล

ไฟแนนเชียล ไทมส์ รายงานรายละเอียดเป็นครั้งแรก เกี่ยวกับการปรับลดนี้ ว่าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเพิ่มผลผลิต ที่ประกาศเมื่อเดือนมีนาคม ซึ่งรวมถึงการลดพนักงานมากถึง 7,500 คน

คอนสแตนตินา ทริบู ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล กล่าวระหว่างสนทนาทางวิดีโอว่า ผลที่คาดหวังในยุโรประหว่างปัจจุบันถึงสิ้นปี 2568 อยู่ในช่วง 3,000 – 3,200 ตำแหน่ง

‘มาตรการเหล่านี้ หมายถึงการปรับลดตำแหน่งงานที่ใหญ่ที่สุดในยูนิลีเวอร์ มานานหลายทศวรรษ’ เฮอร์มันน์ ซ็อกเกเบิร์ก หัวหน้าสภาโรงงานแห่งยุโรปของยูนิลีเวอร์กล่าว

‘ตุรกี’ ปล่อย ‘ดาวเทียมสื่อสาร’ สร้างเองดวงแรกสำเร็จ พร้อมปฏิบัติภารกิจขยายพื้นที่บริการสื่อสารของประเทศ

เมื่อวันที่ (10 ก.ค. 67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ‘เติร์กแซต 6เอ’ (Turksat 6A) ดาวเทียมสื่อสารที่สร้างขึ้นในตุรกี (ทูร์เคีย) ดวงแรก ถูกส่งขึ้นสู่ห้วงอวกาศโดยจรวดฟอลคอน 9 ของสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) จากศูนย์อวกาศเคนเนดีในรัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ เมื่อช่วงเช้าวันอังคาร (9 ก.ค.) ที่ผ่านมา

ด้าน เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ประธานาธิบดีตุรกี กล่าวระหว่างร่วมพิธีปล่อยดาวเทียมผ่านทางระบบวิดีโอว่า การปล่อยดาวเทียมในครั้งนี้ทำให้ตุรกีเข้าสู่ระยะใหม่ในการผลิตดาวเทียม โดยดาวเทียม 6A ระดับชาติของเราจะสนับสนุนการสำรองข้อมูลของดาวเทียมที่มีอยู่เดิม พร้อมทั้งเพิ่มขีดความสามารถ

ด้าน อับดุลกาดีร์ อูราโลกลู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานของตุรกี เผยว่า ได้รับสัญญาณแรกจากดาวเทียมเติร์กแซต 6A ภายหลังการปล่อยสู่ห้วงอวกาศแล้ว 67 นาที ซึ่งเป็นไปตามแผนการที่วางไว้ โดยดาวเทียมดวงนี้มีกำหนดเข้าสู่วงโคจรปฏิบัติการที่ระดับความสูง 35,786 กิโลเมตรเหนือพื้นผิวโลก และดำเนินการทดสอบในวงโคจรเป็นเวลาหนึ่งเดือน

ทั้งนี้ เมื่อวันจันทร์ (8 ก.ค.) แถลงการณ์จากอูราโลกลูระบุว่า ดาวเทียมดวงนี้จะปฏิบัติหน้าที่ที่ลองจิจูด 42 องศาตะวันออก ซึ่งจะขยายพื้นที่บริการสื่อสารของตุรกีครอบคลุมผู้คน 5 พันล้านคน

อนึ่ง เมื่อเดือนเมษายน 2023 ตุรกีได้ปล่อยไอมีซ (IMECE) ดาวเทียมที่ออกแบบและผลิตภายในประเทศดวงแรกสู่วงโคจรด้วยจรวดฟอลคอน 9 จากรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ

'ลาว' สร้างกระแส “บ่เอาเงินบาท” ชู!! 1 บาทแลกได้ 250 กีบ อาจทำให้ขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ-ส่งผลการท่องเที่ยวพัง

(12 ก.ค.67) จากเพจ 'World Forum ข่าวสารต่างประเทศ' ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีที่ร้านค้าลาวหลายแห่ง เริ่มปฏิเสธการรับเงินบาทและกำหนดอัตราแลกเปลี่ยน 1 บาท เท่ากับ 250 กีบ (ซึ่งไม่มีการแลกเปลี่ยนจริง) อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในลาวอย่างมาก เพราะการกระทำเช่นนี้อาจทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกไม่มั่นใจในการใช้จ่ายและทำให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังลาว ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมที่กำลังประสบปัญหาอยู่แล้ว ว่า...

แคมเปญ เซฟเงินกีบ ลาว 🇱🇦

น่าจะทำให้ลาวเอง ขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ และเสียโอกาส ดึงนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะ ผู้ที่ถือเงินบาท / ดอลลาร์

>> เหตุผล...

1. ร้านค้าจำนวนมาก ประกาศให้เรท 1 บาท / 250 กีบ เพราะอัตราแลกจริง 1 บาท / 700 กีบ โดยประมาณ 

2. ภาครัฐลาว ต้องการเงินตราต่างประเทศ ใช้นำเข้าน้ำมัน อาหาร ฯลฯ และใช้หนี้ต่างประเทศ ซึ่งล้วนแต่ต้องการเงินตราต่างประเทศ เพราะรายได้หลักคือส่งออกและท่องเที่ยว รวมทั้งแรงงานที่ส่งเงินกลับบ้าน 

**จากข้อ 1 นักท่องเที่ยวถือ 'เงินบาท-ดอลลาร์' ไม่กล้าซื้อของ (ซื้อเท่าที่แลกเงินไป) เสียโอกาสการขาย 

**จากแคมเปญระยะยาวถือเป็นเรื่องปลูกจิตสำนึก กระตุ้นการใช้เงินกีบ แต่ไม่ใช่ระยะสั้น และตั้งค่าเงินเอง...?

แน่นอนว่าเหตุผลของแคมเปญ คือ ลดอัตราเงินเฟ้อ และหยุดการอ่อนค่าเงินกีบ (ประเด็น : หากมองญี่ปุ่นเงินเยนอ่อน ยิ่งดึงนักท่องเที่ยวได้มากจนล้น ยิ่งส่งออกได้มาก) 

จากไวรัลหลายร้านค้า ออกมาประกาศ 1 บาทแลกได้ 250 กีบ ซึ่งไม่สอดคล้องอัตราแลกเปลี่ยนจริง น่าจะมีผลต่อการซื้อขาย และความสะดวกในการซื้อ เสียการขาย และเสียนักท่องเที่ยว

'ไบเดน' ออกอาการเบลอ สับสนระหว่าง ‘มิตร-ศัตรู’ เรียก ‘เซเลนสกีแห่งยูเครน’ สลับเป็น ‘ปธน.ปูตินแห่งรัสเซีย’

เมื่อวานนี้ (11 ก.ค. 67) ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ ออกอาการเบลออีกครั้ง คราวนี้พูดผิดระหว่างแนะนำตัวประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ต่อเวทีประชุมซัมมิตนาโต โดยเรียกเป็นประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย คู่อริของเซเลนสกีแทน ความผิดพลาดซึ่งเกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้าการแถลงข่าวครั้งสำคัญ ที่อาจเป็นตัวตัดสินชะตากรรมการเสนอตัวชิงเก้าอี้ผู้นำสหรัฐฯ อีกสมัยของเขาเลยทีเดียว

ผู้นำวัย 81 ปีของสหรัฐฯ รีบแก้คำผิดด้วยตนเอง ส่วน เซเลนสกี พูดติดตลกว่าเขาดีกว่าปูติน 

อย่างไรก็ตาม ความผิดพลาดของไบเดนในครั้งนี้ได้โหมกระพือความกังวลหนักหน่วงยิ่งขึ้นเกี่ยวกับอายุอานามของเขาและความเฉียบแหลมทางปัญญา ตามหลังผลงานหายนะในศึกประชันวิสัยทัศน์กับโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน

"ตอนนี้ผมขอส่งมอบเวทีนี้ให้แก่ประธานาธิบดียูเครน ผู้ซึ่งมีความกล้าหาญและความมุ่งมั่น คุณสุภาพสตรีและคุณสุภาพบุรุษ ขอต้อนรับ ประธานาธิบดีปูติน" เขากล่าวระหว่างแถลงต่อที่ประชุมซัมมิตนาโตในวอชิงตัน

ไบเดน หันหลังออกจากโพเดียม ก่อนย้อนกลับไปและเปล่งเสียงออกมาว่า "ประธานาธิบดีปูติน! เขากำลังเอาชนะประธานาธิบดีปูติน นั่นคือประธานาธิบดีเซเลนสกี" กระตุ้นให้ เซเลนสกี ดาวตลกทางทีวี ที่กลายมาเป็นผู้นำยามศึกสงครามของยูเครน รับมือกับการรุกรานของรัสเซีย ตอบกลับว่า "ผมดีกว่าเขา"

พวกรีพับลิกันคู่แข่งของไบเดน รุดแพร่กระจายคลิปดังกล่าวภายในเวลาไม่กี่นาที

การพูดผิดในครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไม่ดีเท่าไหร่สำหรับไบเดน เนื่องจากหลังจากนี้เขามีกำหนดแถลงข่าวในวันพฤหัสบดี (11 ก.ค.) ในรูปแบบที่โฆษกทำเนียบขาว คารีน ฌอง ปิแอร์ เรียกว่าเป็นการแถลงแบบ ‘บิ๊กบอย’ หรือที่แปลว่า คนที่โตแล้ว ซึ่งถือเป็นการแถลงข่าวครั้งสำคัญของเขาครั้งแรกนับตั้งแต่ศึกดีเบต

การแถลงข่าวนี้จะเป็นการดวลไมค์แบบไม่เตรียมบทระหว่างไบเดนกับสื่อมวลชน ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งยวดสำหรับผู้นำสูงสุดวัย 81 ปี ที่กำลังเผชิญกับข้อเคลือบแคลงด้านความพร้อมในทางร่างกายและความเฉียบแหลมของไหวพริบ ในการลงสนามการเมืองในศึกเลือกตั้งผู้นำสูงสุดในเดือนพฤศจิกายนนี้ ท่ามกลางเสียงเรียกร้องดังระงมมากขึ้นเรื่อย ๆ จากพรรคเดโมแครตของเขาเองให้เขาถอนตัว

ทั้งนี้ การแถลงข่าวดังกล่าวมีกำหนดเริ่มขึ้นตอนเวลา 18.30 น.(ตรงกับเมืองไทย 05.30 น.) แต่คาดหมายว่าอาจล่าช้าราว 1 ชั่วโมง

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้มีขึ้นในขณะที่มีสมาชิกพรรคเดโมแครตเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่เรียกร้องให้ ไบเดน ถอนตัวจากการเป็นตัวแทนพรรคลงสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดี 2024

มีสมาชิกเดโมแครตในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ 14 คน ที่เรียกร้องอย่างเปิดเผยให้ชายที่เอาชนะ ทรัมป์ เมื่อ 4 ปีก่อน ถอนตัวออกมา เช่นเดียวกับวุฒิสมาชิกจากเดโมแครต 1 ราย

ผลโพลหนึ่งที่เผยแพร่ในวันพฤหัสบดี (11 ก.ค.) พบว่ามีชาวเดโมแครตมากกว่าครึ่ง บอกว่า ไบเดน ควรยุติการเสนอตัวชิงเก้าประธานาธิบดีสมัย 2 และ 2 ใน 3 ของชาวสหรัฐฯ เชื่อว่าเขาควรถอนตัวจากการชิงชัย

ขณะเดียวกัน หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ส รายงานอ้างแหล่งข่าวซึ่งไม่ประสงค์เอ่ยนาม ระบุว่าบรรดาผู้ช่วยเก่าแก่ของประธานาธิบดีบางส่วนกำลังหารือกันในการหาทางโน้มน้าวให้ไบเดนถอนตัวออกมา อย่างไรก็ตามทำเนียบขาวรุดออกมาตอบโต้ในเวลาต่อมา ระบุรายงานข่าวนี้เป็นเท็จโดยสิ้นเชิง

ไบเดน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นคนช่างพูด กลับกลายเป็นผู้นำสหรัฐฯ ที่แถลงข่าวน้อยกว่าประธานาธิบดีคนก่อน ๆ และครั้งหลัง ๆ มักเป็นการแถลงข่าวร่วมกับพวกผู้นำต่างชาติเท่านั้น แถมแต่ละครั้งยังจำกัดให้ถามได้เพียงแค่ 2 คำถาม

เมื่อประกอบกับการที่ไม่ค่อยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน มันจึงนำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าทำเนียบขาวกำลังปกป้องผลกระทบทางอายุที่กำลังเกิดขึ้นกับประธานาธิบดีอายุมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ รายนี้

ไบเดน ยืนยันว่าเขายังคงมุ่งมั่นในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีเดือนพฤศจิกายน และด้วยที่เขาคว้าชัยในศึกหยั่งเสียงของพรรคเดโมแครต ดังนั้นจึงไม่มีทางที่จะบีบให้เขาถอนตัว

‘7 มหาวิทยาลัยจีน’ ติดโผ TOP 10 โลกด้านงานวิจัย แซงหน้า ‘สหรัฐฯ’ ไกล เหลือแค่ 'ฮาร์วาร์ด' ยังยืนท็อป

(11 ก.ค. 67) ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ‘Ethan Hunts’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า…

“วงการวิจัยและพัฒนาสหรัฐ เพิ่งตื่นตัวว่าการศึกษาจีน ด้านวิจัยและพัฒนาได้แซงหน้าสหรัฐไปแล้ว

การศึกษาแนว STEM หรือการศึกษาแนวบูรณาการ วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี, วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (ที่มาของชื่อย่อ Science Technology Engineering & Mathematics) ขณะนี้สหรัฐเหลือเพียง ‘มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด’ ที่ยังคงติดอันดับ 1 ใน 10 มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกด้านงานวิจัย เพียงแห่งเดียวเท่านั้น ที่เหลือเป็นมหาวิทยาลัยของจีนถึง 7 แห่ง

ที่สำคัญงานวิจัยอเมริกัน ราว 40% ก็เป็นผลงานนักศึกษาจีนสัญชาติสหรัฐ (คล้าย ๆ ทีมแชมป์โอลิมปิกคณิตศาสตร์สหรัฐ ล้วนเป็นคนจีนที่ถือสัญชาติสหรัฐทั้งนั้น)

ทางการจีนจ้างนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยด้าน STEM เมื่อเดือนที่แล้วเกือบ 4.7 ล้านคน (เรียกได้ว่าจบมามีงานรออยู่) และด้านการศึกษา จีนลงทุนงานวิจัยพัฒนาในระดับอุดมศึกษา เป็นอัตราส่วนเมื่อเทียบกับสหรัฐ เกือบ 4:1 (1 ล้านล้านเหรียญ : 3 แสนล้านเหรียญ)”

3 รัฐในสหรัฐฯ ติดตั้งตู้ ‘ขายกระสุน’ ในร้านสะดวกซื้อ เงื่อนไขคนซื้อต้องโชว์บัตร ปชช.-สแกนใบหน้าด้วยระบบ AI

(11 ก.ค. 67) เรียกว่าเป็นกระแสฮือฮาในโลกออนไลน์ เมื่อเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘Fossbytes’ ผู้ผลิตคอนเทนต์ด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม ที่มีคนติดตามกว่า 7.7 ล้านคน ได้โพสต์เครื่องกดอัตโนมัติใหม่ในสหรัฐ ที่ทำให้หลายคนอึ้ง

พร้อมระบุข้อความว่า 3 รัฐในสหรัฐ เปิดตัวตู้จำหน่ายกระสุนอัตโนมัติในร้านขายของสะดวกซื้อ เพื่อให้คนเข้าถึงกระสุนได้มากขึ้น

โดยตู้ดังกล่าว เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงในทุกวัน เหมือนกับตู้เอทีเอ็ม ผู้ซื้อเพียงสัมผัสบนหน้าจอ สแกนบัตรประจำตัว และ นำกระสุนออกจากเครื่อง ทั้งนี้เครื่องดังกล่าว ได้ติดตั้ง AI เพื่อสแกนบัตร จดจำใบหน้า และ ตรวจสอบอายุ ตัวตน ของผู้ซื้อ

American Rounds ผู้ผลิต วางแผนที่จะขยายไปยังรัฐอื่น ๆ ที่เป็นที่นิยมในการล่าสัตว์ด้วย

โพสต์ดังกล่าว มีคนเข้าไปคอมเมนต์จำนวนมาก อาทิ

“สิ่งนี้จะเปลี่ยนภูมิทัศน์ของภาพยนตร์ซอมบี้ไปเลย”
“ฉันที่เคยตกใจกับร้านเหล้าแบบไดรฟ์ทรู ฉันไร้เดียงสามาก”
“พวกเขาอาจจะใส่ปืนพกเข้าไปด้วย นี่ดูเหมือนจะโง่เขลามาก”
“ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย ประเทศนี้ถูกทำลายแล้ว”
“มนุษยชาติบ้าไปแล้ว”

บริษัทในสหรัฐฯ ล้มละลายพุ่งในรอบ 4 ปี ภาคสินค้าฟุ่มเฟือยหนักนำหน้าส่วนอื่นๆ

เมื่อวานนี้ (10 ก.ค. 67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า รายงานจากเอสแอนด์พี โกลบอล อินเทลลิเจนซ์ (S&P Global Intelligence) เปิดเผยว่าจำนวนบริษัทในสหรัฐฯ ที่ยื่นล้มละลายในเดือนมิถุนายน พุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2020

มีบริษัทอย่างน้อย 75 แห่งยื่นขอคุ้มครองการล้มละลายในเดือนมิถุนายน ทำให้ยอดรวมของปีนี้อยู่ที่ 346 แห่ง ซึ่งสูงกว่าตัวเลขครึ่งปีแรกในช่วง 13 ปีที่ผ่านมาด้วย

โดยรายงานระบุว่าอัตราการล้มละลายของบริษัทในสหรัฐฯ เร่งตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปีนี้ และพุ่งสูงอย่างชัดเจนในเดือนเมษายน ใกล้เคียงกับระดับในปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัทหลายแห่งต้องล้มเลิกกิจการเนื่องจากโรคระบาดใหญ่

เอสแอนด์พีกล่าวว่าปัจจัยจากอัตราดอกเบี้ยสูง ปัญหาด้านห่วงโซ่อุปทาน และการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ชะลอตัวส่งผลให้บริษัทหลายแห่งต้องปิดกิจการเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ รายงานเผยว่า ในหมู่บริษัทที่ยื่นล้มละลาย พบว่าภาคสินค้าฟุ่มเฟือยยังคงนำหน้าภาคส่วนอื่น ๆ โดยมีบริษัทยื่นล้มละลาย 55 แห่งในปีนี้ ตามด้วยภาคสาธารณสุขและอุตสาหกรรม ซึ่งต่างมีบริษัทยื่นล้มละลายภาคส่วนละ 40 แห่ง

อีกมุม!! 'นูนเญซ' เข้าปะทะแฟนบอล 'โคลอมเบีย' เหตุแฟนบอลคู่แข่งเมา เข้าคุกคามครอบครัวของตน

(11 ก.ค.67) ควันหลง โกปา อเมริกา 2024 ในเกมที่ 'จอมโหด' อุรุกวัย พ่ายแพ้ 'โคลอมเบีย' ที่เหลือผู้เล่น 10 คน ไปด้วยสกอร์ 0-1 ตกรอบ 4 ทีมสุดท้าย โดยเกมดังกล่าว โคลอมเบีย ขึ้นนำ 1-0 จาก เจฟเฟอร์สัน เลอร์มา น.39 ก่อนที่ ดาเนียล มูญอซ แข้งของทีม 'โคเคน' จะมาโดนเหลืองที่ 2 กลายเป็นใบแดงไล่ออกจากสนามก่อนจบครึ่งแรก

แม้ครึ่งหลัง อุรุกวัย จะลงผู้เล่นเกมรุกลงมาหลายคน และขึงเกมบุกใส่คู่แข่ง แต่เจาะแนวรับอันแข็งแกร่งของ โคลอมเบีย ไม่ได้ และตลอดทั้งเกมพวกเขายิงตรงกรอบแค่ 3 ครั้งเท่านั้น

ทั้งนี้ หลังจบเกม ดาร์วิน นูนเญซ หัวหอกทีมชาติอุรุกวัย จากทีม 'หงส์แดง' ลิเวอร์พูล ได้เข้าปะทะคารมกับกองเชียร์โคลอมเบียอย่างดุเดือดถึงขั้นลงไม้ลงมือชนิดที่เพื่อนร่วมทีมเข้ามาห้ามก็หยุดไม่อยู่

หลังสิ้นเสียงนกหวีดจบเกม ดาร์วิน นูนเญซ ซึ่งเกมนี้พลาดโอกาสทองหลายครั้ง นำเหล่าผู้เล่น อุรุกวัย จำนวนหนึ่งเข้าไปในกลุ่มแฟนบอลโคลอมเบีย ก่อนจะเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรง ซึ่งทางหัวหอกของ ลิเวอร์พูล โดนแฟนบอลต่อยเข้าที่หน้า

จากรายงานของ 'เอล ปาอีส' สื่ออุรุกวัย ระบุว่า ผู้เล่นทีม 'จอมโหด' เข้าไปในกลุ่มแฟนบอลเพื่อช่วยครอบครัว และเพื่อนที่นั่งอยู่หลังม้านั่งสำรองของทีม ส่วน ฮอร์เก จอร์ดาโน ผู้อำนวยการทีมชาติอุรุกวัย และสื่อมวลชนของอุรุกวัย อย่าง เฟลิเป โกเตโล ก็มีการวิวาทกับกลุ่มแฟนบอลคู่แข่งด้วยเช่นกัน

มีรายงานเพิ่มเติมอีกว่า มานูเอล อูการ์เต เดินเข้าไปดูแลญาติของตัวเองในสนามที่สุ่มเสี่ยงต่อการโดนลูกหลงการทะเลาะวิวาทในครั้งนี้ ในขณะที่มีแฟนบอล อุรุกวัย บางคนได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุการณ์ดังกล่าวเนื่องจากแฟนบอลของ โคลอมเบีย มีมากกว่า

ด้าน โฆเซ ฆิเมเนซ เซ็นเตอร์แบ็กทีมชาติอุรุกวัย ออกมาเปิดเผยว่า แฟนโคลอมเบียเมาจนควบคุมตัวเองไม่ได้ คุกคามครอบครัวของนักเตะอุรุกวัย ตรงนั้นไม่มีตำรวจแม้แต่คนเดียว ครอบครัวของเรา พวกเขาตกอยู่ในอันตราย จึงต้องรีบขึ้นไปบนอัฒจันทร์เพื่อช่วยพวกเขาออกมา

ล่าสุดปรากฏภาพ ดาร์วิน นูนเญซ กำลังกอดปลอบขวัญลูกชายของตนอยู่ในสนาม หลังจากเพิ่งบุกขึ้นบนอัฒจันทร์ชกต่อยกับแฟนโคลอมเบีย เพราะสนามไม่มีระบบการรักษาความปลอดภัยที่แน่นหนา

‘กองทัพยิว’ ถล่มโรงเรียนในกาซาแห่งที่ 4 คร่าชีวิตเฉียด!! 30 ราย ด้านกลุ่มผู้เชี่ยวชาญแห่ประณาม จงใจก่อความรุนแรงฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

(11 ก.ค.67) กองทัพอิสราเอลระดมโจมตีทั้งตอนเหนือและตอนกลางของกาซาในวันพุธ (10 ก.ค.) ไม่กี่ชั่วโมง หลังจากโจมตีทางอากาศต่อโรงเรียนแห่งหนึ่งใกล้เมืองข่านยูนิสทางใต้ของกาซา ที่มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 29 คน นับเป็นครั้งที่ 4 ในรอบ 4 วัน ที่อาคารโรงเรียนที่ใช้เป็นที่หลบภัยถูกโจมตี ขณะที่กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนอิสระของยูเอ็นกล่าวหายิว ‘ดำเนินการเพื่อให้เกิดความอดอยากแบบกำหนดเป้าหมาย’ และ ‘ก่อความรุนแรงที่เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์’

รายงานระบุว่า กองทัพอิสราเอลโปรยใบปลิวแจ้งให้พลเรือนทั้งหมดอพยพออกจากกาซาซิตี้ พร้อมแผนที่เส้นทางปลอดภัยบนถนน 2 สายมุ่งลงใต้สู่ตอนกลางของฉนวนกาซา

ด้านฮามาสระบุว่า ปฏิบัติการของอิสราเอลในวันอังคาร (9 ก.ค.) ทำให้ชาวปาเลสไตน์กว่า 60 คนเสียชีวิต และบ่อนทำลายความพยายามในการผลักดันข้อตกลงหยุดยิงที่มีการฟื้นการเจรจาอีกครั้งในวันพุธที่โดฮา

ทั้งนี้ รายงานระบุว่า ฮามาสส่งสัญญาณว่า พร้อมยกเลิกการเรียกร้องให้หยุดยิงโดยสมบูรณ์ในเงื่อนไขสำหรับการเริ่มต้นการเจรจาที่มีกาตาร์และอียิปต์เป็นตัวกลาง และสหรัฐฯ ให้การสนับสนุน

ทว่า ทางด้านสำนักนายกรัฐมนตรีอิสราเอลกลับกำหนดเงื่อนไขที่รวมถึงการเปิดทางให้อิสราเอลสู้รบต่อหลังการหยุดยิงจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายของสงคราม

เจ้าหน้าที่แพทย์ปาเลสไตน์ระบุว่า การโจมตีทางอากาศต่อค่ายผู้หลบภัยในโรงเรียนแห่งหนึ่งในย่านอาบาสซาน ทางตะวันออกของเมืองข่านยูนิส ในกาซาตอนใต้เมื่อวันอังคาร ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 29 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 4 ในรอบ 4 วันที่อาคารโรงเรียนที่ใช้เป็นที่หลบภัยถูกโจมตี

ทางด้านกองทัพอิสราเอลแถลงว่า กำลังตรวจสอบรายงานที่ว่า มีพลเรือนได้รับอันตราย พร้อมระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการใช้กระสุนที่แม่นยำ โจมตีนักรบฮามาสคนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการบุกอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ต.ค. ซึ่งเป็นชนวนเหตุของสงครามกาซาในขณะนี้

ขณะเดียวกัน สมาคมเสี้ยววงเดือนแดงปาเลสไตน์เผยว่า ได้รับการติดต่อขอความช่วยเหลือจากประชาชนที่ติดอยู่ในกาซาซิตี้ แต่ไม่สามารถเข้าไปช่วยได้เนื่องจากมีการระดมทิ้งระเบิดอย่างหนักหน่วง และกองทัพอิสราเอลยังคงโจมตีเขตที่อยู่อาศัย ทำให้พลเรือนต้องหนีจากบ้านและที่หลบภัย

ที่ค่ายนูเซรัต ตอนกลางกาซา หน่วยแพทย์เผยว่า ชาวปาเลสไตน์ 6 คนที่รวมถึงเด็กเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศต่อบ้านหลังหนึ่งเมื่อรุ่งเช้าวันพุธ และการโจมตีทางอากาศอีกระลอกมีผู้เสียชีวิต 2 คน และบาดเจ็บอีกหลายคนในข่านยูนิส

สหประชาชาติระบุว่า พลเรือนหลายแสนคนได้รับผลกระทบจากการระดมโจมตีนับจากอิสราเอลออกคำสั่งอพยพออกจากกาซาซิตี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 เดือนที่แล้ว

ฟิลิปเป ลาซซารินี ข้าหลวงใหญ่หน่วยงานผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์ของยูเอ็น หรือ UNRWA แถลงว่า ขณะนี้มีพลเรือนราว 35,000 คนต้องออกเดินทางอีกครั้ง โดยที่ไม่มีที่ใดในกาซาที่ปลอดภัยอีกต่อไป

สำนักงานสิทธิมนุษยชนของยูเอ็นสำทับว่า ‘ตกใจ’ กับการที่พลเรือนที่ต้องอพยพโยกย้ายกันมาหลายครั้ง ได้รับคำสั่งให้มุ่งหน้าไปยังบริเวณที่ยังมีปฏิบัติการทางทหารต่อเนื่องและมีพลเรือนล้มตายตลอดเวลา

ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนอิสระของยูเอ็นจำนวน 10 คน กล่าวหาอิสราเอล ‘ดำเนินการเพื่อให้เกิดความอดอยากแบบกำหนดเป้าหมาย’ ที่ส่งผลให้เด็กในกาซาเสียชีวิตและ ‘ก่อความรุนแรงที่เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์’

กลุ่มผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวแจงว่า นับจากวันที่ 7 ต.ค.มีชาวปาเลสไตน์ 34 คน ส่วนใหญ่เป็นเด็ก เสียชีวิตจากความอดอยาก

ทว่า คณะทูตของอิสราเอลในยูเอ็นที่เจนีวา กล่าวหาผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นเผยแพร่ข้อมูลเท็จและสนับสนุนการโฆษณาชวนเชื่อของฮามาส

นอกจากนั้น สงครามที่ดำเนินมากว่า 9 เดือนส่งผลให้โรงพยาบาลมากมายในกาซาต้องปิดตัวลง โดยในวันอังคาร สมาคมเสี้ยววงเดือนแดงปาเลสไตน์แถลงว่า โรงพยาบาลทั้งหมดในกาซาซิตี้ยุติการให้บริการโดยสิ้นเชิง

‘ดร.อักษรศรี’ มอง ‘เวียดนาม’ อยู่เป็น มีปัญหากับจีน แต่เลือกคบจีน แปลงจีนให้เป็นโอกาสอย่างชาญฉลาด แซงทุกชาติในอาเซียนขึ้นอันดับ 1 คู่ค้าจีน

(11 ก.ค.67) รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

เวียดนาม 'อยู่เป็น' ในความสัมพันธ์กับจีน เวียดนามเลือกที่จะคบจีน #ไม่ต่อต้านจีนตามกระแส ทำให้เวียดนามกลายเป็นคู่ค้าหลักของจีนที่ขยายตัวเร็วมาก ก้าวขึ้นเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของจีน แซงเพื่อนบ้านอาเซียนทุกประเทศ

เวียดนามเลือกที่จะก้าวข้ามประเด็นความขัดแย้งกับจีน (พักปัญหาเอาไว้ก่อน) หันมาเน้นทำมาหากิน สร้างบ้านสร้างเมือง ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจต้องมาก่อน เวียดนามเลือกที่จะ #ทำให้ตัวเองแข็งแกร่งให้ได้ก่อน เวียดนามฉลาดในการ #แปลงจีนให้เป็นโอกาส

เวียดนาม #ก้าวข้ามอดีตเพื่ออนาคต !! ทั้ง ๆ ที่เวียดนามมีประวัติศาสตร์ที่น่าขมขื่นกับจีน และยังคงมีปัญหาข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ แต่เวียดนามก็เลือกที่จะคบจีนอย่างชาญฉลาด ทั้งด้านการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงรถไฟจากฮานอยไปจีน จนสามารถใช้จีนเป็นทางผ่านรถไฟจากเวียดนามไปยุโรป 

เวียดนามมีทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจน Well Planned + Long Term Strategy ชัดเจนว่า #ประเทศจะไปทางไหน จนตอนนี้ เวียดนามกลายเป็นฐานผลิต Smart Phone อันดับต้นของโลก 

เวียดนามมียุทธศาสตร์ชาติที่มุ่งทำ Digitalization เพื่อให้เศรษฐกิจดิจิทัลมีสัดส่วน 20% ของจีดีพีเวียดนาม ภายในปี 2025

‘นักการเมืองเกาหลีใต้’ โดนทัวร์ลง!! หลังโทษ ‘ผู้หญิง’ มีบทบาทมากขึ้น เหตุเป็นต้นตอทำ ‘ผู้ชาย’ ฆ่าตัวตายสูง มอง!! เป็นความคิดอันตราย-ไม่ฉลาด

(11 ก.ค. 67) นักการเมืองรายหนึ่งในเกาหลีใต้กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักต่อความเห็นที่อันตรายและไร้ข้อพิสูจน์ หลังเขาเชื่อมโยงเหตุผู้ชายฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นกับกรณีที่ผู้หญิงมีบทบาทสำคัญเพิ่มมากขึ้นในสังคม

โดย คิม คิ-ดุค สมาชิกสภาเมืองโซล อ้างว่า การมีส่วนร่วมมากขึ้นเรื่อย ๆ ของพวกผู้หญิงในที่ทำงานในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้พวกผู้ชายหางานยากขึ้น และเจอความยากลำบากกว่าเดิมในการหาผู้หญิงที่ต้องการแต่งงานกับพวกเขา

เขากล่าวว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้ "ประเทศของเราเริ่มเปลี่ยนเข้าสู่สังคมที่ผู้หญิงมีบทบาทสำคัญและอาจอยู่เบื้องหลังบางส่วนของเหตุความพยายามฆ่าตัวตายที่เพิ่มมากขึ้นในผู้ชาย"

เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในชาติที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงที่สุดในบรรดาชาติร่ำรวยของโลก และอีกด้านหนึ่งพวกเขาก็เป็นหนึ่งในชาติที่มีประวัติเลวร้ายด้านความเท่าเทียมทางเพศเช่นกัน

ความเห็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักของคิม เป็นอีกคำพูดที่เกิดขึ้นจากการขาดความรู้ความเข้าใจโดยบรรดานักการเมืองผู้ชายเกาหลีใต้

คิม จากพรรคประชาธิปไตย มีคำประเมินเช่นนี้จากการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนความพยายามฆ่าตัวตายบนสะพานต่าง ๆ ตามแม่น้ำฮันของกรุงโซล

รายงานที่เผยแพร่บนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของสภาเมือง พบว่า จำนวนความพยายามฆ่าตัวตายตามแม่น้ำฮัน เพิ่มขึ้นจากระดับ 430 รายในปี 2018 เป็น 1,035 รายในปี 2023 ซึ่งในบรรดาผู้พยายามปลิดชีพตนเองนั้นมีสัดส่วนที่เป็นผู้ชายเพิ่มขึ้นจาก 67% เป็น 77%

บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันการฆ่าตัวตาย ต่างพากันแสดงความกังวลต่อความเห็นของคิม ในนั้นรวมถึงซอง อิน ฮาน ศาสตราจารย์ด้านสุขภาพจิตแห่งมหาวิทยาลัยยอนเซของกรุงโซล ที่ให้สัมภาษณ์กับบีบีซี ว่า "มันเป็นเรื่องอันตรายและไม่ฉลาดเลยที่กล่าวอ้างเช่นนี้โดยปราศจากหลักฐานที่พอเพียง"

เขาชี้ว่าทั่วโลกก็พบเห็นผู้ชายฆ่าตัวตายมากกว่าผู้หญิง และในหลายประเทศ ในนั้นรวมถึงสหราชอาณาจักร ผู้ที่ฆ่าตัวตายส่วนใหญ่คือกลุ่มผู้ชายอายุต่ำกว่า 50 ปี

กระนั้นก็ตาม ศาสตราจารย์ซอง ชี้ว่าสาเหตุที่อยู่เบื้องหลังการเพิ่มขึ้นอย่างมากของผู้ชายที่พยายามฆ่าตัวตายในกรุงโซล จำเป็นต้องได้รับการศึกษาทำความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ พร้อมระบุว่า มันน่าเสียใจอย่างยิ่งที่ทางสมาชิกสภาเมืองแสดงความคิดเห็นที่ก่อความขัดแย้งทางเพศ

ในเกาหลีใต้มีความแตกต่างกันอย่างมากระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง ในจำนวนลูกจ้างที่ได้รับการจ้างงานแบบเต็มเวลา ขณะที่จำนวนผู้หญิงที่ทำงานแบบชั่วคราวหรือพาร์ทไทม์ก็ไม่สมส่วนกับผู้ชาย ทั้งนี้ แม้ช่องว่างทางเพศเกี่ยวกับค่าจ้างกำลังลดน้อยลงเรื่อย ๆ แต่ปัจจุบันพวกผู้หญิงก็ยังคงได้รับค่าจ้างน้อยกว่าผู้ชายเฉลี่ยแล้วราว 29%

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ขบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านสตรีหนึ่งได้โผล่ขึ้นมาในเกาหลีใต้ นำโดยพวกชายหนุ่มที่หลงเชื่อผิด ๆ ที่อ้างว่าพวกเขาถูกเอาเปรียบจากความพยายามส่งเสริมวิถีชีวิตผู้หญิง

มุมมองดังกล่าวสะท้อนแนวคิดไปในทิศทางเดียวกับ คิม และในรายงานของคิม ได้สรุปว่าหนทางที่จะเอาชนะ ‘ปรากฏการณ์ผู้หญิงเป็นใหญ่’ คือส่งเสริมความตระหนักรู้ของประชาชนเกี่ยวกับความเท่าเทียมทางเพศ เพื่อที่ทั้งผู้หญิงและผู้ชายสามารถมีความพึงพอใจต่อโอกาสที่เท่าเทียม

อย่างไรก็ตาม ชาวเกาหลีใต้พากันไหลบ่าสู่สื่อสังคมออนไลน์แพลตฟอร์มเอ็กซ์ ประณามความเห็นของสมาชิกสภาเมืองโซลรายนี้ ว่าไม่อยู่บนหลักความเป็นจริงและเกลียดชังผู้หญิง หนึ่งในนั้นถึงขั้นตั้งคำถามว่านักการเมืองรายนี้กับพวกเขาใช้ชีวิตอยู่ในโลกคู่ขนานกันหรือเปล่า

ด้านพรรคยุติธรรม กล่าวหาสมาชิกสภาเมืองรายดังกล่าวว่า "หาทางออกง่าย ๆ ด้วยการกล่าวโทษพวกผู้หญิงในสังคมเกาหลี ที่ต้องดิ้นรนเพื่อหลุดพ้นจากการเลือกปฏิบัติทางเพศ" พร้อมเรียกร้องให้เขาถอนคำพูดและวิเคราะห์ต้นตอปัญหาอย่างเหมาะสมแทน

เมื่อได้รับการติดต่อขอคำชี้แจงจากบีบีซี ทาง คิม อ้างว่าเขาไม่ได้มีเจตนาวิพากษ์วิจารณ์สังคมที่ถูกครอบงำโดยผู้หญิง และเพียงแค่ให้มุมมองส่วนตัวเกี่ยวกับผลกระทบบางอย่างจากสิ่งนี้

อย่างไรก็ตาม ความเห็นของเขามีขึ้นตามหลังข้อเสนอทางการเมืองต่าง ๆ จำนวนหนึ่ง ที่ปราศจากหลักการทางวิทยาศาสตร์และบางครั้งออกแนวแปลกประหลาด อ้างว่ามีเป้าหมายเพื่อจัดการกับประเด็นที่ก่อแรงกดดันทางสังคมอย่างยิ่งในเกาหลีใต้ ในนั้นรวมถึงอาการป่วยทางจิต ความรุนแรงทางเพศและอัตราการเกิดที่ต่ำที่สุดในโลก

เมื่อเดือนที่แล้ว สมาชิกสภากรุงโซลอีกคนในวัย 60 ปีเศษ ๆ เผยแพร่บนความบนเว็บไซต์ของทางการ ยุให้สาวเล่นยิมนาสติกและออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน เพื่อเพิ่มอัตราการเกิด ขณะเดียวกันสถาบันวิจัยแห่งหนึ่งของรัฐบาลแนะนำอนุญาตให้เด็กผู้หญิงเริ่มเข้าโรงเรียนเร็วกว่าเด็กผู้ชาย โดยเชื่อว่าการสร้างช่องว่างของอายุระหว่างชายและหญิงในโรงเรียนจะสร้างความดึงดูดใจมากขึ้น เมื่อพวกเขาเข้าสู่วัยที่แต่งงานได้

โดนใจชาวจีน!! ‘ร้านชาถุงกระดาษสไตล์ไทย’ ร้อนแรงในแดนมังกร ความนิยมพุ่งในหลายเมือง ขายดีเป็นพิเศษยามเข้าสู่ฤดูร้อน

(10 ก.ค.67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ท่ามกลางการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างจีนกับไทย ‘วัฒนธรรมชา’ ถือเป็นหนึ่งส่วนสำคัญที่ช่วยส่งเสริมมิตรภาพระหว่างประชาชนสองประเทศ โดยปัจจุบันวัฒนธรรมชาของจีนและไทยมีชีวิตชีวาผ่านการบูรณาการและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่

จางกุ้ยเหวิน ได้เปิดร้านชาถุงกระดาษสไตล์ไทยในนครหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน โดยชาถุงกระดาษสไตล์ไทยนี้กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในหลายเมืองของจีน และขายดีเป็นพิเศษยามเข้าสู่ฤดูร้อนที่ผู้คนอยากได้เครื่องดื่มดับกระหาย

ชาไทย ชามะนาว รวมถึงกาแฟเย็นและเมนูอื่น ๆ ในบรรจุภัณฑ์ธรรมดาเรียบง่ายอย่างถุงพลาสติกใส่น้ำแข็งที่ถูกมัดยางจนพองกลมและสวมด้วยถุงกระดาษสี่เหลี่ยมที่มีลวดลายต่าง ๆ กลายเป็น ‘จุดขาย’ ดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภคชาวจีนได้อย่างดีทีเดียว

อนึ่ง ร้านชาสไตล์ไทยหลายแห่งในกว่างซีใช้วัตถุดิบหลักที่นำเข้าจากไทย ซึ่งมีรสชาติเข้มข้นถูกใจผู้บริโภคเฉกเช่นเฉินย่วนย่วน ชาวเมืองหนานหนิง ที่เผยว่ามักซื้อใบชาไทยเพื่อทำชามะนาว ชานม และเครื่องดื่มอื่นๆ ด้วยตัวเอง

เมื่อไม่นานนี้ ชาตรามือ แบรนด์ชาชื่อดังของไทย ได้เปิดร้านสาขาในนครหนานหนิง ซึ่งมีผู้คนต่อแถวยาวเพื่อซื้อเครื่องดื่มหลากหลายเมนูและถ่ายรูปเช็กอิน โดยเฉินย่วนย่วนเล่าว่าชาตรามือเป็นร้านที่มักแวะซื้อเครื่องดื่มเมื่อไปเที่ยวกรุงเทพฯ รวมถึงซื้อชาซองของที่นี่กลับมาฝากครอบครัวและเพื่อนฝูง

‘สิงคโปร์’ ไฟเขียว!! นำเข้าแมลง 16 ชนิด เพิ่มความมั่นคงทางอาหาร ด้าน 'ไทย' ตีปีก มีความได้เปรียบเหนือกว่าประเทศคู่แข่งเพียบ

(10 ก.ค. 67) สำนักงานอาหารของสิงคโปร์ออกประกาศเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (8 ก.ค.) เกี่ยวกับข้อกำหนดใหม่ในการนำเข้าแมลง 16 ชนิดที่ได้รับการอนุมัติเป็นอาหาร โดยประกาศดังกล่าวระบุว่า แมลงและผลิตภัณฑ์จากแมลงเหล่านี้เป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถนำมาบริโภคหรือเป็นอาหารปศุสัตว์ โดยแมลงและผลิตภัณฑ์จากแมลงที่นำเข้าเพื่อการบริโภคโดยตรงของมนุษย์จะต้องได้รับการฆ่าเชื้อโรคอย่างเพียงพอ

ทั้งนี้ การนำเข้าแมลงแต่ละชนิดจะได้รับการอนุมัติให้นำเข้าในช่วงอายุที่กำหนดเท่านั้น เช่น จิ้งหรีดและตั๊กแตนได้รับอนุญาตให้นำเข้าในระยะโตเต็มวัยเท่านั้น ในขณะที่หนอนนกและด้วงจะต้องนำเข้าขณะที่ยังเป็นตัวอ่อน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหาร 

ขณะที่ไทยเป็นประเทศที่มีความได้เปรียบกว่าประเทศคู่แข่ง ด้วยสภาพอากาศร้อนชื้นที่เหมาะสมสำหรับทำฟาร์มเพาะเลี้ยงแมลงเพื่อส่งออก และยังมีวัตถุดิบเพียงพอในการทำโรงงานผลิตแมลงแปรรูปได้อีก โดยแมลงยอดนิยม อาทิ จิ้งหรีด, ตั๊กแตน, แมงป่อง, ดักแด้, หนอนรถด่วน และด้วง จึงเป็นโอกาสสำคัญทางเศรษฐกิจไทยในการส่งออกแมลงที่เป็นสินค้าส่งออกที่มีอนาคตสดใส ในการสร้างรายได้ให้ประเทศ

ประมวลเหตุการณ์ ส่งผลปลายทางสงคราม ‘รัสเซีย-ยูเครน’ ปิดฉากด้วย ‘ยูเครน’ ยอมแพ้ ไม่ใช่การเจรจาข้อตกลงร่วมกัน

“Ukraine war will end in surrender”
By STEPHEN BRYEN
02/07/2024

นี่ความคิดเห็นจาก ‘สตีเฟน ไบรเอน’ ผู้สื่อข่าวอาวุโสแห่งเอเชียไทมส์ ผู้ซึ่งเคยเป็นผู้อำนวยการฝ่ายเจ้าหน้าที่ของคณะอนุกรรมการตะวันออกใกล้ แห่งคณะกรรมาธิการวิเทศสัมพันธ์ของวุฒิสภาสหรัฐฯ รวมทั้งเคยเป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหมด้านนโยบายของสหรัฐฯ

โดย ‘สตีเฟน ไบรเอน’ ยังระบุเพิ่มอีกว่า “แล้วมันก็จะไม่มีการเจรจาใด ๆ กับเซเลนสกี เมื่อกองทัพยูเครนพังครืนลงมา และมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เข้าแทนที่”

นอกจากนี้ ‘สตีเฟน ไบรเอน’ ยังได้วิเคราะห์จุดจบแห่งสงครามในครั้งนี้ด้วยว่า สงครามยูเครนจะยุติลงด้วยการยอมจำนน ไม่ใช่ด้วยการทำข้อตกลงภายหลังการเจรจาต่อรองกัน นี่เป็นความรู้สึกของผมในเรื่องที่ว่าสงครามคราวนี้กำลังมุ่งหน้าไปยังทิศทางไหน และเป็นเหตุผลที่อธิบายว่าทำไมฝ่ายต่าง ๆ จึงไม่สามารถที่จะเจรจาเพื่อทำความตกลงกัน

การตั้งแง่เล่นเล่ห์เหลี่ยมเพื่อมุ่งชิงความได้เปรียบกันในช่วงหลัง ๆ มานี้ ที่ทำให้การเจรจากันยังเกิดขึ้นไม่ได้จนแล้วจนรอด ปรากฏตัวอย่างให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม ในคำประกาศซึ่งอยู่ในคำสัมภาษณ์ที่ โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน บอกกับสื่อฟิลาเดลเฟีย อินไควเรอร์ (Philadelphia Inquirer) [1] ในสหรัฐฯ

ในคำสัมภาษณ์นี้ เซเลนสกีกล่าวว่า มันไม่สามารถที่จะมีการเจรจาโดยตรง [2] ระหว่างยูเครนกับรัสเซีย แต่อาจจะมีการเจรจากันทางอ้อมโดยผ่านฝ่ายที่สาม ในฉากทัศน์ซึ่งเสนอขึ้นมาโดยเซเลนสกีนี้ ฝ่ายที่สามจะทำหน้าที่เป็นคนกลาง และการทำความตกลงใด ๆ จะต้องเป็นการตกลงกับคนกลางนี้เท่านั้น ไม่ใช่การตกลงระหว่างรัสเซียกับยูเครน ทั้งนี้เซเลนสกีเสนอแนะด้วยว่ายูเอ็นสามารถแสดงบทบาทเช่นนี้ได้

อย่างไรก็ดี ข้อเสนอนี้ของเซเลนสกีไม่สามารถที่จะเป็นจุดเริ่มต้นอะไรขึ้นมาได้หรอกด้วยเหตุผลหลาย ๆ ประการ แต่ข้อใหญ่ที่สุดก็คือความเป็นจริงที่ว่าประดารัฐซึ่งกำลังทำสงครามกันอยู่ จำเป็นที่จะต้องตกลงกันโดยตรงในเรื่องการยุติการสู้รบขัดแย้ง

การอาศัยฝ่ายที่สามเป็นผู้นำเอาข้อตกลงใด ๆ มาปฏิบัติให้เป็นจริงขึ้นมานั้น เป็นเรื่องที่ไม่มีหวังจะประสบความสำเร็จเอาเลย อย่างที่ข้อตกลงมินสก์ (Minsk agreement) ซึ่งล้มเหลวไม่เป็นท่า (ไม่ว่าฉบับปี 2014 หรือปี 2015) ได้แสดงให้เห็นกันอยู่แล้ว ข้อตกลงมินสก์ทั้งสองฉบับ ถือเป็นกรณีลูกผสมซึ่งมีการลงนามรับรองโดยรัสเซีย, ยูเครน, และองค์การว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (Organization for Security and Cooperation in Europe หรือ OSCE)

แต่แล้วยูเครนปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงเหล่านี้ และ OSCE ก็ถูกพิสูจน์ให้เห็นว่าไร้ทั้งเขี้ยวเล็บและไร้ทั้งเจตนารมณ์ ที่จะพยายามและบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลง การตกลงกันในคราวนั้นยังได้รับการหนุนหลังจากเยอรมนีและฝรั่งเศส ถึงแม้ทั้งคู่ต่างก็ไม่ได้ร่วมลงนามหรือมีพันธะผูกพันทางกฎหมายไม่ว่าในลักษณะใดก็ตามทีที่จะต้องสนับสนุนข้อตกลงซึ่งออกมา

‘ข้อเสนอ’ เช่นนี้ของเซเลนสกี แท้ที่จริงแล้วจึงเป็นเพียงม่านควันอีกอันหนึ่งซึ่งเขาปล่อยออกมาเพื่อหลบเลี่ยงไม่ให้ยูเครนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ต้องการทำความตกลงกับรัสเซีย ทั้งนี้มีพลังที่เข้มแข็ง 3 พลังด้วยกันที่ยังคงคอยดึงรั้งเซเลนสกีเอาไว้ไม่ให้เข้าสู่โต๊ะเจรจา

พลังหรือเหตุผลข้อสำคัญที่สุดก็คือ การที่เพลเยอร์ชาวแองโกล-แซกซอนตัวหลักในนาโต้ ซึ่งก็คือ ‘สหรัฐฯ’ และ ‘สหราชอาณาจักร’ มีท่าทีคัดค้านอย่างแข็งขันไม่ต้องการให้มีการเจรจาใด ๆ กับรัสเซีย สหรัฐฯ นั้นกำลังกระทำทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาสามารถทำได้ โดยรวมไปถึงการใช้การแซงก์ชั่นและมาตรการทางการทูตต่าง ๆ เพื่อขัดขวางไม่ให้เกิดการสนทนาใด ๆ กับรัสเซียไม่ว่าในหัวข้อใด ๆ (นอกเหนือจากเรื่องการแลกเปลี่ยนเชลยศึก)

เหตุผลประการที่สองคือกฎหมายของยูเครน ที่อุปถัมภ์โดยเซเลนสกี ซึ่งมีเนื้อหาระบุห้ามไม่ให้มีการเจรจาใด ๆ กับรัสเซีย รัฐสภาของยูเครนที่มีชื่อว่า เวอร์คอฟนา ราดา (Verkhovna Rada) สามารถที่จะยกเลิกกฎหมายดังกล่าวได้ภายเวลา 1 นาโนวินาที ถ้าเซเลนสกีร้องขอให้พวกเขากระทำเช่นนั้น ทว่าเขาไม่น่าจะอยากให้ทำหรอก

เซเลนสกีคือผู้ที่ควบคุมรัฐสภายูเครนเอาไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ รวมทั้งได้จับกุมหรือเนรเทศพวกนักการเมืองฝ่ายค้านให้ออกไปอยู่นอกประเทศ ตลอดจนควบคุมหนังสือพิมพ์และสื่ออื่น ๆ การใช้กำปั้นเหล็กของเซเลนสกีเช่นนี้หมายความว่า ตัวเขาเองจะไม่ยอมเป็นผู้เปิดทางให้มีการเจรจาโดยตรงอย่างแน่นอน

นอกจากนั้นแล้ว เซเลนสกียังได้ลงนามประกาศใช้กฤษฎีกาประธานาธิบดีฉบับหนึ่ง ที่ห้ามไม่ให้มีการเจรจาใด ๆ [3] กับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย

สำหรับเหตุผลประการที่สาม เกี่ยวข้องกับแรงกดดันต่อเซเลนสกีจากพวกนักชาตินิยมฝ่ายขวาสายแข็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็รวมไปถึงกองกำลังอาวุธอาซอฟ (Azov brigade) ที่เป็นพวกนาซีใหม่ (neo-Nazi) ซึ่งเวลานี้ถูกนำมารวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพยูเครนแล้ว หลักฐานโดยตรงที่แสดงให้เห็นถึงแรงบีบคั้นนี้ก็คือการปลด พลโท ยูริ โซดอล (Lieutenant General Yuri Sodol) ผู้บังคับบัญชาระดับท็อปของกองกำลังฝ่ายเคียฟที่อยู่พื้นที่แคว้นคาร์คอฟ (Kharkov)

**(คาร์คอฟ Kharkov ในภาษารัสเซีย หรือ คาร์คิฟ Kharkiv ในภาษายูเครน เป็นชื่อแคว้นและเมืองเอกของแคว้นนี้ ซึ่งตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของยูเครน และประชิดติดกับชายแดนรัสเซีย โดยที่เมืองคาร์คอฟยังเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของยูเครนอีกด้วย ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/Kharkiv_Oblast และ https://en.wikipedia.org/wiki/Kharkiv)

โซดอล โดนข้อกล่าวหาจากพวกผู้นำกองกำลังอาซอฟ [4] ว่ากำลังสังหารชาวยูเครนมากยิ่งกว่าชาวรัสเซียอีกในการสู้รบทำศึกที่คาร์คอฟ อาซอฟส่งข้อความนี้ของตนไปยังรัฐสภา และเซเลนสกีก็กระทำตามด้วยการปลดโซดอล

ตั้งแต่ที่โซดอลถูกปลด สถานการณ์ของยูเครนตามแนวเส้นปะทะระหว่างยูเครนกับรัสเซียตลอดทั้งแนวรบทีเดียวก็อยู่ในสภาพเลวร้ายลงไปอีก ความสูญเสียจากการสู้รบของฝ่ายยูเครนอยู่ในระดับที่สูงมาก โดยในบางวันมีผู้ถูกสังหารและได้รับบาดเจ็บมากถึง 2,000 คนทีเดียว

ฝ่ายรัสเซียได้ยกระดับการโจมตีของพวกเขาด้วยการใช้ลูกระเบิดนำวิถี FAB (FAB glide bombs) ขนาดต่าง ๆ รวมทั้งเจ้าอสุรกาย FAB-3000 [5] ที่อัดวัตถุระเบิดแรงสูงเข้าไป 3,000 กิโลกรัม ซึ่งลูกหนึ่งเพิ่งถูกทิ้งลงใส่ศูนย์บัญชาการกองทัพบกยูเครนแห่งหนึ่งในเมืองเล็ก ๆ ของภูมิภาคดอนบาส (Donbas) ที่ถูกขนานนามว่า นิวยอร์ก (New York) [6] และมีรายงานว่าสังหารบุคลากรทางทหารของยูเครนไปไม่น้อยกว่า 60 คน

**(ดอนบาส Donbas เป็นภูมิภาคในยูเครนตะวันออกที่ประกอบด้วยแคว้นโดเนตสก์ Donetsk กับแคว้นลูฮันสก์ Luhansk หรือ ลูกันสก์ Lugansk ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/Donbas)**

ทางรัสเซียยังบอกด้วยว่า เซเลนสกีนั้นไม่สามารถที่จะเป็นคู่เจรจาของฝ่ายตนได้ เนื่องจากวาระการดำรงตำแหน่งของเขาหมดไปตั้งแต่เมื่อเดือนพฤษภาคม อันที่จริงก็มีความสับสนอยู่เหมือนกันเกี่ยวกับฐานะตามกฎหมายของเซเลนสกีในเรื่องนี้ แต่พวกผู้เชี่ยวชาญทั้งในและนอกยูเครนต่างคิดว่า ตำแหน่งผู้นำของประเทศนี้ควรที่จะถูกส่งต่อให้แก่ประธานรัฐสภายูเครน [7] นับแต่ที่วาระของเซเลนสกีหมดสิ้นลง

ประธานรัฐสภายูเครนคนปัจจุบันคือ ‘รัสลัน สเตฟานชุค’ (Ruslan Stefanchuk) เวลานี้เขามีการเคลื่อนไหวทางการเมืองคึกคักยิ่งขึ้นกว่าเมื่อก่อน ถึงแม้เขายังไม่เคยแสดงการคัดค้านที่เซเลนสกียังคงปกครองประเทศต่อไปก็ตามที

ขณะเดียวกันนั้น เมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์ในสมรภูมิแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าฝ่ายรัสเซียกำลังเล็งดูแล้วว่า เวลากำลังใกล้จะสุกงอมเต็มทีแล้วที่กองทัพยูเครนถ้าหากไม่พังครืนลงไปก็จะต้องขอยอมแพ้ หรือไม่ก็ทั้งสองอย่าง

แต่ไม่ว่าจะเป็นในกรณีไหน ก็จำเป็นที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลยูเครนในบางลักษณะ บางทีอาจจะกระทำโดยคณะผู้นำทางทหารชั่วคราวที่คัดเลือกขึ้นมาโดยรัสเซีย นี่จะเปิดทางให้ฝ่ายรัสเซียสามารถกำหนดข้อตกลงในการยอมจำนน เอากับรัฐบาลชุดที่จะขึ้นมาแทนที่

การยอมแพ้ของกองทัพยูเครน และข้อตกลงที่ทำกับรัฐบาลซึ่งรัสเซียแต่งตั้งขึ้นมา ย่อมจะทำให้นาโต้เข้าเกี่ยวข้องพัวพันอยู่ในยูเครนต่อไปไม่ได้แล้ว

นี่อาจเป็นการเปิดประตูไปสู่การสนทนาด้านความมั่นคงระหว่างนาโต้กับรัสเซียขึ้นมาในท้ายที่สุด ในทันทีที่นาโต้บดย่อยและกลืนกินสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเหตุผลที่ทำไมมันจึงเกิดขึ้นมา ทั้งนี้ ต้องถือเป็นเรื่องโชคร้าย การนำเอาพวกผู้นำทางการเมืองอย่าง มาร์ค รึตเตอ (Marc Rutte) เข้าสู่นาโต้ ย่อมไม่ใช่ลางดีสำหรับอนาคตของกลุ่มพันธมิตรด้านความมั่นคงกลุ่มนี้

**(รึตเตอร์ อำลาตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเนเธอร์แลนด์ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2024 เพื่อเข้าเป็นเลขาธิการองค์การนาโต้คนถัดไปต่อจาก เยนส์ สโตลเตนเบิร์ก Jens Stoltenberg โดยมีกำหนดเริ่มดำรงตำแหน่งใหม่นี้ในวันที่ 1 ตุลาคม ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/Mark_Rutte)**

ถ้าหากฝ่ายรัสเซียเป็นผู้ชนะในยูเครน ซึ่งดูน่าจะเป็นเช่นนั้นมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ สารสำคัญที่สุดจากเรื่องนี้สำหรับนาโต้ ก็คือว่า กลุ่มพันธมิตรด้านความมั่นคงกลุ่มนี้ต้องยุติการขยายตัวของตนเองเสียที และมองหาหนทางในการทำความตกลงเพื่อดำเนินการกับรัสเซียในยุโรป ซึ่งมีเสถียรภาพยิ่งกว่าที่เป็นมา

สตีเฟน ไบรเอน เป็นผู้สื่อข่าวอาวุโสอยู่ที่เอเชียไทมส์ เขาเคยเป็นผู้อำนวยการฝ่ายเจ้าหน้าที่ของคณะอนุกรรมการตะวันออกใกล้ แห่งคณะกรรมาธิการวิเทศสัมพันธ์ของวุฒิสภาสหรัฐฯ รวมทั้งเคยเป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหมด้านนโยบายของสหรัฐฯ

ข้อเขียนนี้หนแรกสุดเผยแพร่อยู่ใน Weapons and Strategy ที่เป็นบล็อกบนแพลตฟอร์ม Substack ของผู้เขียน

เชิงอรรถ
[1] https://www.inquirer.com/opinion/zelensky-ukraine-war-interview-trudy-rubin-20240630.html
[2] https://www.rt.com/russia/600232-zelensky-model-talks-russia/
[3] https://www.livemint.com/news/world/ukraine-zelensky-signs-decree-rule-out-negotiation-russia-vladimir-putin-impossible-11664876727245.html
[4] https://unn.ua/en/news/details-of-the-complaint-that-krotevych-wrote-against-general-sodol-became-known
[5] https://x.com/NewRulesGeo/status/1807719236216746085
[6] https://sputnikglobe.com/20240701/watch-russian-forces-pound-new-york-in-donbass-with-fab-3000-guided-bomb-1119203142.html
[7] https://carnegieendowment.org/russia-eurasia/politika/2024/03/is-zelenskys-legitimacy-really-at-risk?lang=en

‘เวียดนาม’ ครองแชมป์!! ‘ค่าครองชีพถูกที่สุด’ สำหรับต่างชาติ ขึ้นแท่นอันดับ 1 ติดต่อกัน 4 ปีซ้อน จาก 53 ประเทศ

(9 ก.ค. 67) สำนักข่าวซีเอ็นบีซี รายงานว่า ตามการศึกษาของ InterNations คอมมูนิตี้สำหรับคนที่ไปทำงานต่างประเทศ ในปี 2024 ‘เวียดนาม’ ครองแชมป์ประเทศที่มีค่าครองชีพสำหรับชาวต่างชาติที่ย้ายไปอยู่ ‘น้อยที่สุด’ ในโลก เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน โดยเวียดนามได้อันดับ 1 จาก 53 ประเทศ 

อย่างไรก็ตาม ในด้านอื่น ๆ เวียดนาม อยู่อันดับที่ 40 จาก 53 ประเทศในด้านคุณภาพชีวิต อันดับที่ 29 สำหรับสิ่งจำเป็นสำหรับชาวต่างชาติ เช่น อินเทอร์เน็ต ที่อยู่อาศัย และภาษา และอยู่อันดับที่ 14 สำหรับการทำงานในต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงโอกาสทางอาชีพ เงินเดือน และความมั่นคงของงาน

จากการสำรวจ ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเวียดนาม 86% เห็นพ้องกันว่าค่าครองชีพในประเทศนี้ดี ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 40% ถึงสองเท่า และ 65% ของผู้ตอบแบบสอบถามในประเทศเวียดนาม พอใจกับสถานการณ์ทางการเงินของตนเอง เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 54%

ความพึงพอใจในการทำงานโดยทั่วไปก็สูงมากในหมู่ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศนี้ เวียดนามได้ก้าวกระโดดจากอันดับที่ 24 ในปีที่แล้ว มาเป็นอันดับที่ 3 ในปี 2024

โดยทั่วไปแล้ว ความสมดุลระหว่างชีวิต และการทำงานมีความสำคัญมากกว่าความก้าวหน้าในอาชีพ ซึ่งในเวียดนาม มีเพียงไม่ถึงครึ่ง (46%) ของชาวต่างชาติในประเทศนี้ที่ทำงานเต็มเวลา เทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 57% โดยประมาณหนึ่งในห้าของชาวต่างชาติ (21%) ทำงานพาร์ทไทม์ และประมาณ 18% ของชาวต่างชาติได้เกษียณอายุแล้ว

“ชีวิตที่นี่ไม่มีความเครียดสำหรับฉัน เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยอดเยี่ยมจากชีวิตการทำงานที่เคยเหนื่อยล้า และวุ่นวายมาก” ชาวอังกฤษที่อาศัยอยู่ในเวียดนามกล่าว

สำหรับดัชนีการเงินส่วนบุคคล (Personal Finance Index) ทาง InterNations ได้สอบถามผู้เข้าร่วมสำรวจเกี่ยวกับระดับความพึงพอใจส่วนบุคคลใน 3 ด้าน ได้แก่ ค่าครองชีพโดยทั่วไป ความพึงพอใจในสถานการณ์ทางการเงิน และรายได้สุทธิของครัวเรือนว่า มีเพียงพอที่จะใช้ชีวิตอย่างสุขสบายหรือไม่

ผลการสำรวจพบว่า ‘10 อันดับแรก’ ของจุดหมายปลายทางที่ชาวต่างชาติบอกว่า ‘ดีที่สุดสำหรับการเงินส่วนบุคคล’ ของพวกเขา ได้แก่

- อันดับ 1 เวียดนาม 

- อันดับ 2 กัมพูชา 

- อันดับ 3 อินโดนีเซีย

- อันดับ 4 ปานามา 

- อันดับ 5 ฟิลิปปินส์ 

- อันดับ 6 อินเดีย 

- อันดับ 7 เม็กซิโก 

- อันดับ 8 ไทย 

- อันดับ 9 บราซิล

- อันดับ 10 จีน 

เห็นได้ว่า ประเทศใน ‘แถบเอเชีย’ ครองอันดับสูงสุดในปีนี้ โดยกวาดไปถึง 6 ใน 10 อันดับแรกของรายการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทยที่ติดอันดับท็อป 10 ทั้งหมด

“ที่อยู่อาศัยเป็นปัจจัยสำคัญอย่างมากสำหรับค่าครองชีพ โดยไทยอยู่อันดับ 1 ที่ชาวต่างชาติเข้าถึงที่อยู่ได้ง่ายที่สุด เวียดนามอันดับ 2 ฟิลิปปินส์ อันดับ 5 และอินโดนีเซียอันดับ 8 ซึ่งชาวต่างชาติจำนวนมากเห็นพ้องว่า 4 ประเทศนี้ หาที่อยู่อาศัยได้ง่าย และพวกเขาพอใจกับความสามารถในการจ่ายได้” แคทริน ชูโดบา หัวหน้าฝ่ายการตลาดของ InterNations กล่าว

ทั้งนี้ จาก 53 จุดหมายปลายทางทั่วโลก มีสี่ประเทศในเอเชียที่ติดอันดับท็อป 10 ในปีนี้ ได้แก่ อินโดนีเซีย (อันดับ 3 โดยรวม), ไทย (อันดับ 6 โดยรวม), เวียดนาม (อันดับ 8 โดยรวม) และฟิลิปปินส์ (อันดับ 9 โดยรวม)


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top