Thursday, 16 July 2026
WORLD

‘โตโยต้า-GAC’ เตรียมเปิดตัวรถยนต์ EV รุ่นแรก เจาะตลาดจีนในปีหน้า มาพร้อมจุดเด่น ‘ระบบช่วยขับอัตโนมัติ’ ล้ำกว่าทุกแบรนด์ต่างชาติในจีน

(3 ก.ค.67) กิจการร่วมค้าระหว่างโตโยต้า กับกว่างโจว ออโตโมบิล กรุ๊ป(GAC) ที่มีรัฐเป็นเจ้าของ มีเป้าหมายเพื่อกอบกู้ส่วนแบ่งตลาดจีนของผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่น ในความพยายามไล่ตามให้ทันบรรดาคู่แข่งสัญชาติจีนทั้งหลายในด้านเทคโนโลยีต่างๆ ในรถยนต์ไฮบริด รถไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ และยานยนต์อัจฉริยะ

ทั้งนี้ กิจการร่วมค้าดังกล่าวได้แถลงเป้าหมายด้านนวัตกรรมต่างๆ ภายในงานกิจกรรมหนึ่งที่เมืองกว่างโจว เมื่อวันศุกร์ (28 มิ.ย.67) ที่ผ่านมา

ทางกิจการร่วมค้า GAC Toyota ระบุว่าพวกเขาจะเปิดตัวรถยนต์อเนกประสงค์ Bozhi 3X SUV ในปีนี้ ซึ่งจะเป็นรุ่นแรกที่ติดตั้งระบบที่จะสามารถใช้ระบบช่วยขับขี่ล้ำสมัยสำหรับเข้าจอดและเดินทางไปตามถนนหลวง รวมถึงการสัญจรในเมือง ความเคลื่อนไหวนี้จะเป็นการรับประกันความเป็นผู้นำของพวกเขา ในด้านเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติเหนือกว่าแบรนด์ต่างชาติทั้งหมดในจีน

ถ้อยแถลงระบุว่า GAC Toyota กำลังพัฒนาระบบนี้ร่วมกับโมเมนตา โกลบอล บริษัทสตาร์ทอัปผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ขับขี่อัตโนมัติ สำหรับผู้ผลิตรถยนต์ต่างๆ ในนั้นรวมถึงเมอร์เซเดส-เบนซ์

นอกจากนี้ ทาง GAC Toyota ยังทำงานร่วมกับหัวเว่ย สำหรับเริ่มใช้ซอฟต์แวร์ปฏิบัติการในรถยนต์ของฝ่ายหลัง กับรถยนต์ซีดานรุ่นหนึ่ง ที่มีกำหนดจะเปิดตัวในจีนในปี 2025

ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตรถยนต์แห่งนี้ ระบุด้วยว่าพวกเขามีแผนจะเปิดตัวแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟต ระหว่างปี2026 และ 2027 ที่จะลดต้นทุนการผลิตลงราว 40%

ในบรรดาแบรนด์ทั้งหมดในจีน โตโยต้ามียอดขายรั้งอันดับ 5 ในตลาดรถยนต์ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้ในช่วง 4 เดือนแรกของปี โดยพวกเขามียอดขายตกลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2023 ถึง 22% อ้างอิงข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตยานยนต์ของจีน

ที่มา: MGROnline 

‘เกาหลีใต้’ จุดประเด็นถกเถียง ‘ผู้สูงอายุ’ ควรขับรถเองหรือไม่ หลัง ‘ชายวัย 68 ปี’ ขับรถชนคนเดินเท้า ดับ 9 ราย กลางกรุงโซล

(3 ก.ค. 67) นสพ.The Straits Times ของสิงคโปร์ เสนอรายงานพิเศษ Too old to drive? Deadly Seoul car crash reignites debate on elderly driving ระบุว่า เหตุการณ์ชายวัย 68 ปี ขับรถชนคนเดินเท้าเสียชีวิต 9 ราย และบาดเจ็บ 4 คน ที่กรุงโซลของเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2567 ที่ผ่านมา จุดประเด็นการถกเถียงในสังคมเกาหลีใต้ขึ้นมาว่า ผู้สูงอายุควรขับรถเองหรือไม่

ย้อนกลับไปในเดือน พ.ค. 2567 ทางการเกาหลีใต้ ได้เสนอแนวคิดเรื่องใบอนุญาตขับขี่แบบมีเงื่อนไขซึ่งจะจำกัดการเข้าถึงทางหลวงและการขับรถในเวลากลางคืนสำหรับผู้ที่อายุ 65 ปีขึ้นไป โดยขึ้นอยู่กับความสามารถในการขับขี่ ซึ่งสืบเนื่องมาจากอุบัติเหตุทางถนนที่เกี่ยวข้องกับผู้ขับขี่อายุ 65 ปีขึ้นไป ได้เพิ่มขึ้นทุกปีตั้งแต่ปี 2563 ทำลายสถิติสูงสุดที่ 39,614 กรณีในปี 2566 เพิ่มขึ้นจาก 31,072 ในปี 2563 เพิ่มขึ้นร้อยละ 27.5

ในเวลานั้น กระแสต่อต้านอย่างรุนแรงเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติด้านอายุทำให้ทางการต้องชี้แจงว่านโยบายดังกล่าวไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ ‘ผู้ขับขี่อาวุโส’ ในกลุ่มอายุใดโดยเฉพาะ แต่มุ่งเป้าไปที่ ‘ผู้ขับขี่ที่มีความเสี่ยงสูง’ ซึ่งถือว่าก่อให้เกิดอันตรายจากการจราจรที่มากขึ้นเนื่องจาก ไปสู่สภาวะทางสติปัญญาและทางกายภาพที่ลดลง ซึ่งทางการให้คำมั่นที่จะทำการสำรวจสาธารณะอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจว่าจะดำเนินการตามแผนในปี 2568 หรือไม่

เนื่องจากเกาหลีใต้เข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว จึงคาดการณ์ว่าจำนวนผู้ขับขี่อาวุโสจะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 4.74 ล้านคนเป็น 7.25 ล้านคนภายในปี 2573 และอุบัติเหตุสะเทือนขวัญในวันที่ 1 ก.ค. 2567 เรื่องผู้สูงอายุกับการขับรถก็ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันอีกครั้ง บางคนเรียกร้องให้มีการตรวจสุขภาพอย่างละเอียดสำหรับผู้ขับขี่ที่มีอายุเกินกำหนด เพื่อพิจารณาความสามารถในการขับขี่ของพวกเขา ในขณะที่คนอื่น ๆ กล่าวว่ามีความจำเป็นต้องเข้มงวดแนวทางการตรวจสอบใบอนุญาตสำหรับผู้ขับขี่อาวุโส

ซุง ฮเย-จิน (Sung Hye-jin) หญิงวัย 36 ปี ซึ่งทำงานอยู่ใกล้ศาลาว่าการกรุงโซล กล่าวว่า อุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้ตนเห็นด้วยอย่างหนักแน่นขึ้นว่าควรมีแนวทางปฏิบัติที่เข้มงวดมากขึ้นสำหรับผู้ขับขี่อาวุโส โดยยกความเป็นห่วงพ่อของตนเอง ซึ่งมีอายุ 73 ปีแล้ว แต่ยังเดินทางด้วยการขับรถเองบนทางหลวงเป็นเวลา 40 นาที ซึ่งเกาหลีใต้เป็นประเทศที่เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว จึงต้องระมัดระวังกับผู้ที่ความสามารถในการขับขี่ลดลงตามอายุ นอกจากความปลอดภัยของผู้สูงอายุที่ขับรถเองแล้ว ตนก็ไม่อยากให้ใครได้รับบาดเจ็บอีกด้วย

บง ฮวา-จา (Bong Hwa-ja) หญิงชราวัย 80 ปี ซึ่งทำงานเป็นพนักงานล้างจานในร้านอาหารแห่งหนึ่งในบริเวณศาลาว่าการกรุงโซล กล่าวว่า บริเวณนี้เป็นที่นิยมมากในหมู่พนักงานออฟฟิศในช่วงเวลาอาหารกลางวันและอาหารเย็น แทนที่จะชี้นิ้ว ลองคิดดูว่าโชคดีแค่ไหนที่รถไม่ชนร้านอาหาร หากเป็นเช่นนั้น อาจมีผู้เสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น

แต่ในทางกลับกัน ฝ่ายที่คัดค้านก็ให้เหตุผลว่า ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ ผู้สูงวัยมีสุขภาพที่ดีขึ้น และอายุเป็นเพียงตัวเลข พวกเขาตั้งคำถามว่าผู้ที่มีอายุ 68 ปีถือเป็นผู้สูงอายุและทำอะไรไม่ถูกหรือไม่ อีกทั้งยังอ้างถึง ฮัน ด็อก-ซู (Han Duck-soo) นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ ในปี 2565 ที่เข้ารับตำแหน่งก็มีอายุ 72 ปีแล้ว และกำลังจะมีอายุครบ 75 ปี ในปี 2567 นี้ ทำให้กลายเป็นบุคคลที่อายุมากที่สุดในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้ ที่ได้รับตำแหน่งดังกล่าว

ในพื้นที่ออนไลน์ของเกาหลีใต้ ผู้ใช้ชื่อว่า แบ็ก ยอง-ดัม (Baek Yong-dam) แสดงความคิดเห็นว่า แม้จะเป็นเรื่องจริงที่ปฏิกิริยาตอบสนองอาจลดลงตามอายุ แต่ก็ไม่ยุติธรรมที่จะกล่าวหาผู้ขับขี่สูงอายุว่าขับรถไม่ดี และเสนอแนะให้บังคับใช้การตรวจสุขภาพโดยละเอียดสำหรับผู้ขับขี่ที่มีอายุมากกว่าที่กำหนด ขณะที่ ศ.ลี แจ-มิน (Prof.Lee Jae-min) นักวิชาการด้านกฎหมาย มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล กล่าวว่า 65 ปีถือเป็นสัญลักษณ์ตามธรรมเนียมในบริบทของสังคมเกาหลี

“เป็นเวลานานที่สุดแล้วที่คนเราจะถูกพิจารณาว่าเป็นผู้อาวุโส โดยสามารถนั่งรถไฟใต้ดินได้ฟรีและมีสิทธิได้รับเงินบำนาญ แต่ทุกวันนี้ เมื่อพิจารณาจากสภาวะสุขภาพที่ดีขึ้นของผู้สูงอายุแล้ว จึงมีการอภิปรายอย่างต่อเนื่องว่าควรจะเก็บ 65 ไว้เป็นเส้นแบ่ง หรือจะขยับขึ้นเป็น 70 หรือแม้แต่ 75 ทั้งนี้ การสอบสวนอุบัติเหตุดังกล่าวยังอยู่ระหว่างดำเนินการ หากอายุของผู้ขับขี่ได้รับการพิจารณาว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุที่แท้จริง ก็มีแนวโน้มว่าจะเร่งความคืบหน้าในการจัดเตรียมใบอนุญาตขับขี่แบบมีเงื่อนไขสำหรับผู้ขับขี่ในช่วงอายุที่กำหนด” ศ.ลี กล่าว

รายงานข่าวกล่าวต่อไปว่า ภายใต้หลักเกณฑ์ปัจจุบันของเกาหลีใต้ ผู้ขับขี่ที่มีอายุเกิน 75 ปีจะต้องผ่านรอบการต่ออายุใบอนุญาตขับขี่เป็นเวลา 3 ปี และจะต้องผ่านการทดสอบความสามารถทางปัญญาและการศึกษาด้านความปลอดภัยในการจราจร ณ เวลาที่ต่ออายุ นอกจากนี้ ผู้ขับขี่ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปยังได้รับการสนับสนุนให้ได้รับการศึกษาด้านความปลอดภัยในการจราจรอีกด้วย สิ่งจูงใจที่เป็นเงินสดมูลค่า 100,000-300,000 วอน (2,670-8,010 บาท) จะถูกห้อยไว้เหมือนแครอท เพื่อส่งเสริมให้ผู้ขับขี่สูงอายุคืนใบอนุญาตโดยสมัครใจ อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ไม่ได้รับความนิยม โดยมีผู้ขับขี่เพียงประมาณร้อยละ 2 เท่านั้นที่ทำเช่นนั้นในแต่ละปี

ในขณะที่ประเทศสิงคโปร์ ผู้ขับขี่รถยนต์ทุกคนที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปจะต้องผ่านการตรวจสุขภาพและได้รับการรับรองความพร้อมในการขับขี่โดยผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ที่จดทะเบียนในสิงคโปร์ ก่อนจึงจะสามารถตรวจสอบใบขับขี่ของสิงคโปร์อีกครั้งได้ รอบการตรวจสอบซ้ำคือทุก ๆ 3 ปี โดยไม่จำกัดอายุสูงสุด

เปิดใจ!! แอดมินเพจมองพม่า (LOOK Myanmar) ในวันที่ถูกมองว่าเป็นไอโอของกองทัพเมียนมา

วันนี้มีบทสัมภาษณ์ที่เอ็กคลูซีฟส่งตรงจากย่างกุ้งมาถึง เอย่า เมื่อทางทีมงานของเราได้บทสัมภาษณ์สุดเอ็กคลูซีฟของทีมแอดมินเพจมองพม่า (LOOK Myanmar) มาให้อ่านกัน...

Q : เพจนี้มีจุดเริ่มต้นยังไง?
A : เพจนี้เริ่มจากพี่คนหนึ่งที่แกมาทำงานในพม่ายุคแรก ๆ สมัยที่เทคโนโลยียังไม่เอื้ออำนวยมากนัก แกบอกว่าในสมัยที่แกมาอยู่ 3G ในพม่าช้ากว่า Edge ในไทยเสียอีก จากนั้นพี่เขาจึงเปิดเพจมาเพื่อบันทึกเรื่องราวสิ่งที่พี่เขาไปพบเจอตลอดการที่ทำงานที่พม่า

Q : แล้วทีมงานที่ทำอยู่ปัจจุบันมาจากไหน?
A : หลังจากพี่เขาปิดเพจไปหลังจากรัฐประหาร ทางทีมงานเราที่เป็นคนทำงานอยู่ที่นี่หลายคนและกระจายอยู่ในหลายเมืองก็ได้คุยกันเรื่องนี้ จากที่เคยเป็นแฟนเพจของพี่เขา เราเลยขอมาทำเพจแทนพี่เขาเสียเลย

Q : ทำไมอยู่ดี ๆ เพจนี้กลายเป็นเพจการเมือง?
A : ความจริงเราไม่ได้ต้องการให้มันเป็นเพจการเมืองนะ เพียงแต่ทีมงานเราอยู่กันมาก่อนเกิดรัฐประหารมาหลายปี พอมาเกิดรัฐประหาร เราก็อยู่ในเหตุการณ์ หลังรัฐประหารมันก็มีข่าวเรื่องการเมืองพม่าส่วนมาก แต่ในความจริง เรายังคงเหมือนเดิมคือ นำเรื่องราวในพม่ามาสู่สายตาคนไทย

Q : แล้วที่ใคร ๆ บอกว่าเพจนี้เป็น 'ไอโอพม่า' ในฝั่งแอดมินมีความเห็นว่าไง?
A : ฮาๆๆๆๆๆ (ขำกันใหญ่) ถามว่าถ้าเป็นไอโอจริงป่านนี้พวกเรากลุ่มแอดมินคงมีชีวิตสบายกว่านี้แล้ว แต่เปล่าเลย เราก็ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับคนพม่านี่แหละ ใช้ชีวิตเหมือนเขา เจอความทุกข์เหมือนเขาเช่นกัน

Q : อ้าวแล้วทำไมทำตัวเป็นกระบอกเสียงให้รัฐบาลทหารละ? 
A : ความจริงเราไม่ได้เป็นกระบอกเสียงให้ฝ่ายไหนนะ อย่างเรื่องธรรมกายในพม่าก็เป็นกลุ่มพระวีระธูที่กองทัพสนับสนุน เราก็ด่า!! เพราะมันกัดกินบ่อนทำลายศาสนาเขา ในขณะเดียวกันความฉิบหายในบ้านเมืองนี้จะโทษฝั่งทหารฝ่ายเดียวก็ไม่ใช่ ต้องโทษทุกฝ่ายนั่นแหละ เพราะนี่คือตัวอย่างของบ้านเมืองที่คนในชาติแตกความสามัคคี ทำให้ต่างชาติที่อ้างว่าหวังดีจะเข้ามาชักใยได้ ดังที่เห็นจากสื่อของพม่าทั้งภาษาอังกฤษและพม่า รวมถึงแปลไปยังสื่อต่างประเทศที่เป็นกลุ่มเดียวกันด้วย 

ในขณะที่ฝ่ายต่อต้าน เวลาทำไม่ดีอะไร แทบไม่มีคนนอกรับรู้เลย มีแค่สื่อภาษาพม่าเท่านั้นที่ออกข่าว พอเราเห็นแบบนั้น เราเลยคิดว่า เราคนไทยหวังอย่างเดียวคือ ให้พม่าอยู่รอดได้ ถ้าพม่ามีชีวิตที่ดีขึ้นไม่รบกัน คนหันมาปรองดองทำมาหากินคนก็จะมีเงิน เราจึงให้คนนอกพม่าได้รู้ว่า คนที่ทำพม่าพังไม่ได้มีแค่ฝ่ายทหารฝ่ายเดียว มันทั้งสองฝ่ายนั่นแหละเราก็แค่นำเสนอข่าวอีกฝั่งให้เห็นก็เท่านั้น

Q : แต่มีหลายคนบอกเพจนี้อวยทหารพม่านะ?
A : เราเอาข่าวส่วนใหญ่มาจากเว็บข่าวต่าง ๆ และข้อมูลตามเพจที่ลงไว้ถามว่าคนที่เขากล่าวหาเรานั่น เพราะเขาเสียประโยชน์ใช่ไหมจะดีกว่า

Q : คำถามสุดท้ายแล้ว อะไรที่ทำให้ทีมงานยังยืนหยัดทำเพจทั้งที่คนส่วนใหญ่มองว่า โปรเผด็จการ เป็นไอโอ ไม่รักชาติไทยบ้างก็มี?
A : ถ้าใครตามเพจจริงจะทราบว่าเพจเรารักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์แค่ไหน เราแค่ต้องการให้พม่าดีขึ้น คนพม่ามีความเป็นอยู่ดีขึ้น เพจเราคงทำให้คนพม่ากลับมารักกันไม่ได้ แต่ทำให้คนไทยได้ทราบปัญหาที่แท้จริงของพม่าได้ว่ามันเกิดมาจากทั้งสองฝ่ายไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

"สุดท้ายปัญหาของพม่าก็ต้องให้คนพม่าเป็นคนแก้ เราแค่เป็นคนนอกที่มีหน้าที่บอกคนนอกด้วยกันให้ทราบว่าปัญหาเขา เขาต้องแก้เองและเรียนรู้ถึงปัญหาในบ้านเขาเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแบบเดียวกันในบ้านของเรา" นี่คือคำกล่าวทิ้งท้ายของแอดมินเพจมองพม่า เพจที่ใคร ๆ เขาก็ว่า คือ ไอโอทหารพม่า

เกิดขึ้นแน่!! Internet of Bodies อนาคตมนุษยชาติที่มิอาจแยกร่างจากอินเทอร์เน็ต โลกสุดล้ำที่กำลังส่งสัญญาณแห่งความเหลื่อมล้ำระหว่าง 'คนรวย-คนจน' ชัดขึ้น

ต้องยอมรับว่าในปัจจุบัน อินเทอร์เน็ตมีความสำคัญอย่างมากในการเชื่อมต่อสังคมมนุษย์ทั่วโลกเข้าด้วยกัน เป็นสื่อกลางในการรับส่งคลังข้อมูล ข่าวสารที่ทรงพลัง และส่งเสริมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของมนุษย์ แต่นั่นยังไม่สุดขีดความพัฒนาของโลกอินเทอร์เน็ต เพราะอีกไม่นาน นอกจากเราจะขาดอินเทอร์เน็ตในชีวิตไม่ได้แล้ว เราอาจแยกตัวออกจากมันไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

ก่อนหน้านี้ เราคงเคยได้ยินคำว่า 'Internet of Things' หรือ อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่งรอบตัวเรา แต่ทว่าในปี 2016 ได้เกิดนิยามศัพท์ใหม่ของโลกยุคอินเทอร์เน็ตขึ้น

โดย ด็อกเตอร์ แอนเดรีย แมทไวชิน นักวิชาการด้านกฎหมาย นโยบายเทคโนโลยี และ คอมพิวเตอร์ จาก The Pennsylvania State University ได้ให้คำนิยามของโลกอินเทอร์เน็ตในอนาคต ว่ากำลังพัฒนาสู่ระดับ 'Internet of Bodies' หรือ IoB โดยได้อธิบายว่า มันคือเครือข่ายของร่างกายมนุษย์ที่บูรณาการ หรือมีฟังก์ชันการทำงานอย่างน้อย 1 ส่วนที่เชื่อมโยงกับอินเทอร์เน็ต และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง อาทิ ปัญญาประดิษฐ์

ซึ่งนั่นหมายความว่า อีกไม่นาน อินเทอร์เน็ต จะไม่ใช่เพียงแค่อุปกรณ์เสริมสำหรับใช้งานภายนอกเท่านั้น แต่ในไม่ช้า จะมีอุปกรณ์ที่สามารถผสานเข้ากับการทำงานของร่างกายคนเราได้อย่างสมบูรณ์ และเชื่อมต่ออุปกรณ์ภายนอกได้แบบเรียลไทม์ โดยไม่จำเป็นต้องใช้นิ้วสัมผัสอีกต่อไป

คลื่นลูกใหม่ของ Internet of Bodies ในปัจจุบันถูกแบ่งออกเป็น 3 ยุค ได้แก่...

ยุคที่ 1 - อุปกรณ์ที่ยังใช้ได้เพียงภายนอกร่างกาย อาทิ Apple Watch ที่สามารถตรวจสอบการเต้นของหัวใจ จำนวนก้าว หรือการเผาผลาญแคลอรีของผู้สวมใส่ได้

ยุคที่ 2 - อุปกรณ์ที่ใช้ภายในร่างกาย อาทิ ประสาทหูเทียม เครื่องกระตุ้นหัวใจไฟฟ้า หรือ ยาดิจิทัล ที่ทำหน้าติดตาม หรือควบคุมการทำงานของร่างกายเราจากภายในและส่งข้อมูลออกมายังภายนอกได้

ยุคที่ 3 - อุปกรณ์ที่ฝังตัวเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายมนุษย์ ที่สามารถเชื่อมโยง และควบคุมอุปกรณ์ภายนอกได้แบบเรียลไทม์ 

และหนึ่งในบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีในยุคที่ 3 ที่โดดเด่นที่สุดคือ Neuralink ของ อีลอน มัสก์ ที่กำลังพัฒนาชิปรุ่นพิเศษขนาดเท่าเหรียญเงิน ให้สามารถฝังไว้ใต้กะโหลกศีรษะเพื่ออ่านสัญญาณสมอง จากนั้นก็จะเชื่อมต่อสัญญาณสมอง เข้ากับการทำงานของคอมพิวเตอร์หรือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายนอก ที่เรียกว่า 'The Link'

โดย Neuralink ได้ทำการทดสอบกับมนุษย์รายแรก ซึ่งเป็นผู้พิการอัมพาตตั้งแต่ไหล่ลงไป โดยได้ทดลองใช้อุปกรณ์นี้เล่นหมากรุกบนแล็ปท็อปของเขา แม้ว่าการทดลองครั้งนั้น ยังไม่ถือว่าประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจาก Neuralink พบการทำงานผิดปกติบางอย่างหลังจากการทดสอบขั้นนี้ไปเพียงไม่กี่สัปดาห์ แต่นี่เป็นเพียงก้าวแรกของคลื่นลูกใหม่ในยุค Internet of Bodies ที่ยังต้องพัฒนากันต่อไป 

ด้านผู้ที่สนับสนุนเทคโนโลยี IoB กล่าวว่า ประโยชน์ที่ได้จากการผสานเทคโนโลยียุคใหม่เข้ากับร่างกายมนุษย์นั้นชัดเจนมาก ที่ทำให้เราปรับปรุงการรับรู้ของสมอง และการทำงานของร่างกายเราได้ดียิ่งขึ้น ที่จะช่วยประหยัดต้นทุนในการดูแลสุขภาพ ส่งเสริมการทำงานของผู้คน และ องค์กร

แต่สำหรับผู้ที่เห็นต่าง และกังขาการมาถึงของ Internet of Bodies มองว่า อันตรายจากการฝังอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์แปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายนั้นเป็นเรื่องหนึ่งที่ยังต้องใส่ใจ แต่ยังมีอีกประเด็นที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ตราบใดที่อุปกรณ์เหล่านี้เชื่อมต่อกับโลกภายนอกได้ สามารถติดตาม สอดแนมหรือ ส่งต่อข้อมูลไปยังบุคคลที่ 3 ได้ แล้วเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะไม่เกิดปัญหาการแฮ็กข้อมูลจากอัตลักษณ์ และร่างกายของแต่ละคนในภายหลัง 

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องความเท่าเทียมของผู้คนในสังคม หากกลุ่มคนร่ำรวยมีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีในโลกยุคใหม่ได้มากกว่า ซึ่งยุค Internet of Bodies สามารถสร้างความแตกต่าง และความได้เปรียบในศักยภาพร่างกายของมนุษย์ได้ และจะยิ่งทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างคนร่ำรวย และ คนยากจน ขยายตัวอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

ซึ่งประเด็นที่ยังถกเถียงอยู่นี้ คงไม่อาจหยุดยั้งการพัฒนาในโลกยุคอินเทอร์เน็ตในร่างกายของคนเราได้ ในปัจจุบันธุรกิจอุปกรณ์เทคโนโลยีทางการแพทย์ในยุคเริ่มต้นของ IoB สร้างมูลค่าได้ถึง 6.6 หมื่นล้านเหรียญในปี 2024 และคาดว่าธุรกิจนี้จะโตได้ถึง 1.32 แสนล้านเหรียญภายในอีก 5 ปีข้างหน้า คิดเป็นอัตราการเติบโตที่สูงเกือบ 15% ต่อปีเลยทีเดียว

‘เนทันยาฮู’ ลั่น!! ‘อิสราเอล’ จะไม่ยุติสงครามจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย ย้ำ!! จะโจมตีฉนวนกาซาต่อไปจนกว่า ‘กลุ่มฮามาส’ จะถูกกวาดล้าง

(2 ก.ค. 67) รอยเตอร์ส/อัลจาซีรา รายงาน นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู แถลงต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอิสราเอลประจำสัปดาห์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 มิ.ย. ว่า กองทัพอิสราเอลยังคงปฏิบัติการทั้งในเมืองราฟาห์ เชไจยา และทุกที่ในฉนวนกาซามีนักรบและผู้ก่อการร้ายถูกสังหารทุกวันเป็นสงครามที่ยากลำบาก ทหารต้องรับมือทั้งการรบระยะประชิดและการถูกซุ่มโจมตีทั้งบนพื้นดินและใต้ดิน แต่ยืนยันว่า อิสราเอลจะไม่หยุดทำสงครามในฉนวนกาซา จนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย คือการกวาดล้างและคว้าชัยชนะเหนือกลุ่มฮามาส

ทั้งนี้ กองทัพอิสราเอลยังคงเดินหน้าส่งทั้งรถถังและกำลังพลประชิดเข้าไปลึกในย่านเชไจยา ทางตอนเหนือของฉนวนกาซาและรุกกดดันพื้นที่ทางตะวันออกและตอนกลางของเมืองราฟาห์ ทางตอนใต้ของกาซาในช่วงสุดสัปดาห์นี้ มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตจากการโจมตี 6 นาย บ้านเรือนหลายหลังเสียหาย นอกจากนี้ยังมีการยิงปะทะดุเดือดกับนักรบทั้งของกลุ่มฮามาสและอิสลามิกจีฮัด ในย่านทางตอนเหนือของกาซาและในเมืองราฟาห์ นักรบของทั้ง 2 กลุ่มได้ยิงจรวดต่อต้านรถถังและลูกกระสุนปืน ค. เพื่อต่อต้านกองกำลังอิสราเอล

ขณะที่นับตั้งแต่เริ่มเกิดสงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา เมื่อ7 ตุลาคมปีที่แล้ว มีชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาเสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลแล้ว37,834 ศพแล้ว บาดเจ็บอีกกว่า 86,800 คนส่วนเมื่อวันเสาร์ที่ 29 มิ.ย. มีทหารอิสราเอลเสียชีวิตเพิ่ม 2 นาย ระหว่างปฏิบัติการทางทหารในย่านเชไจยา ส่งผลให้จนถึงขณะนี้ มีทหารอิสราเอลเสียชีวิตจากสงครามในฉนวนกาซาแล้วอย่างน้อย 670 นาย

ในอีกด้านหนึ่ง โอซามา ฮัมดาน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของฮามาส แถลงที่กรุงเบรุตของเลบานอนว่า ไม่มีความคืบหน้าในการเจรจาข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซากับอิสราเอล อย่างไรก็ดี กลุ่มฮามาสยังคงพร้อมดำเนินการในเชิงสร้างสรรค์กับทุกข้อเสนอที่จะนำไปสู่การทำข้อตกลงหยุดยิงถาวร การถอนทหารอิสราเอลทั้งหมดออกจากฉนวนกาซาและการมีข้อตกลงแลกเปลี่ยนตัวประกันในกาซากับชาวปาเลสไตน์ที่ถูกคุมขังในเรือนจำอิสราเอลอย่างจริงจัง เจ้าหน้าที่ฮามาสยังได้กล่าวโทษสหรัฐฯ ว่า กดดันให้ฮามาสยอมรับเงื่อนไขของอิสราเอลโดยไม่ต้องปรับแก้ไข ซึ่งกลุ่มฮามาสไม่เห็นด้วย

ด้านชาติอาหรับ ทั้งอียิปต์และกาตาร์ ที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยพยายามที่จะทำให้เกิดการหยุดยิง แต่ยังคงไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้จนถึงขณะนี้ ฮามาสยืนยันว่า ข้อตกลงใด ๆ ก็ตามจะต้องยุติสงคราม ถอนทหารอิสราเอลทั้งหมดออกจากกาซา ขณะที่อิสราเอลยืนยันว่า จะยอมรับการพักรบต่อเมื่อกลุ่มฮามาสที่ปกครองกาซามาตั้งแต่ปี 2550 ถูกกำจัด

เด็กนร.เชื้อสายจีนโดนด่าหยาบเหยียดผิวบนรถบัสในนิวซีแลนด์ แถมยังถูกตี 'เลือดอาบหน้า-ฟันหัก' โดยปราศจากการยั่วยุใดๆ 

(2 ก.ค.67) รายงานข่าวระบุว่า มีผู้เห็นเหตุการณ์แค่คนเดียวที่เข้าขัดขวางเหตุทำร้ายร่างกายที่มีแรงจูงใจจากการเหยียดเชื้อชาติ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเวลา 9.00 น.ของวันศุกร์ (28 มิ.ย.67) ทำให้เด็กชายฟันหลุด 3 ซี่และหักอีก 2 ซี่ พร้อมกับมีเลือดอาบใบหน้า

"ผมกำลังขึ้นรถบัสไปแพนมัวร์ และรถเพิ่งแล่นผ่านปากูรันกา พลาซา ตอนที่ผู้หญิงคนหนึ่งเริ่มด่าทอดูถูกเหยียดหยามผม และจากนั้นก็เริ่มทำร้ายร่างกายผมในทันที" เด็กนักเรียนชายซึ่งไม่มีการเปิดเผยชื่อให้สัมภาษณ์กับนิวซีแลนด์ เฮรัลด์

สื่อมวลชนรายงานว่า ผู้หญิงรายนี้เริ่มตะโกนด่าหยาบคายเหยียดผิวใส่เด็กชายชาวนิวซีแลนด์เชื้อสายจีน ก่อนใช้เหล็กเล่นงานเด็กโดยปราศจากการยั่วยุใด ๆ "ผมแค่ฟังเพลงอยู่เฉย ๆ เขี่ยโทรศัพท์เล่น และจากนั้นมันก็เกิดขึ้น เธอลุกขึ้นและทำร้ายผม"

เด็กชายรายนี้พำนักอยู่ในนิวซีแลนด์มานานกว่า 7 ปีแล้ว หรือครึ่งหนึ่งในชีวิตของเขา ในขณะที่เขาเผยว่านับเป็นครั้งแรกที่ถูกทำร้ายร่างกายอันเนื่องจากแรงจูงใจเหยียดผิว "ผมฟันหลุด 3 ซี่ และอีก 2 ซี่หัก ผมยังไม่อาจซ่อมฟันได้ในตอนนี้ จำเป็นต้องรอให้แผลหายดีก่อน"

แม้มีผู้คนอยู่บนรถบัสมากกว่า 10 ราย แต่มีบุคคลเพียงรายเดียวที่เข้าขัดขวางเหตุทำร้ายร่างกาย "สุภาพบุรุษวัย 75 ปี ที่อยู่ข้างหลังช่วยผมไว้ เขาช่วยควบคุมผู้หญิงคนนั้นและเข้ามาขัดขวาง" เด็กชายเล่า

จากนั้นผู้หญิงรายนี้ก็กระโดดลงจากรถที่ป้ายรถเมล์วิลเลียมส์ อีฟ ในปาคูรันกา ก่อนวิ่งหนีไป "เราตะโกนใส่คนขับอย่าเปิดประตู แต่เขาเปิดประตูและเธอหนีไปได้"

เด็กชายรายนี้เชื่อว่าผู้หญิงที่ก่อเหตุน่าจะมีอายุราว 40 ปี รูปร่างใหญ่และแต่งกายชุดดำล้วน "ผมรู้สึกกลัว คราวนี้เป็นแค่ท่อนเหล็ก แต่คราวนี้ใครจะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น บางทีอาจเป็นมีดก็ได้" เขากล่าว

ทั้งนี้ เด็กชายผู้เป็นเหยื่อหวังว่าบอกเล่าเรื่องราวของเขาในครั้งนี้จะเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้คนเข้าขัดขวางการทำร้ายร่างกาย และช่วยเหลือคนที่ถูกทำร้าย ทั้งนี้เขาไม่คิดว่าตำรวจจะหาตัวผู้หญิงรายนี้พบ ในขณะที่ตำรวจยอมรับว่าพวกเขายังอยู่ระหว่างสืบสวนเรื่องนี้อยู่

เจมส์ แมปป์ เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับอาวุโส เปิดเผยว่าผู้หญิงที่ทราบชื่อรายนี้ขึ้นไปบนรถบัส ก่อนก่อเหตุลงมือทำร้ายเหยื่อด้วยวัตถุหนึ่ง "มันเป็นการทำร้ายร่างกายโดยปราศจากการยั่วยุ ส่งผลให้เหยื่อได้รับบาดเจ็บบริเวณใบหน้าอย่างรุนแรง"

"เราทราบดีถึงความหวาดกลัวและความกังวลต่อเหตุการณ์ร้ายต่าง ๆ เช่นนี้ในชุมชน และเรายังคงเดินหน้าไล่ตามทุกเบาะแสที่จะนำมาซึ่งการนำตัวบุคคลรายนี้มาลงโทษ ตำรวจไม่อดทนต่ออาชญากรรมเช่นนี้ หรือการก่อความหวาดกลัวในชุมชนของเรา ขณะเดียวกัน เราก็กำลังมอบแรงสนับสนุนแก่เหยื่อ และขอรับประกันกับชุมชนว่า เรากำลังทำงานอย่างหนักเพื่อนำตัวบุคคลรายนี้มาลงโทษ"

ด้านโฆษกการขนส่งโอ๊คแลนด์ บอกว่าพวกเขารู้สึกเสียใจที่ได้ยินข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์อันน่าสะเทือนใจที่เกิดขึ้น "ความปลอดภัยของทุกคนที่ใช้บริการเครือข่ายการขนส่งของเรา คือลำดับความสำคัญสูงสุดของเรา เรายืนยันว่าเราทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว และเราเข้าใจว่าผู้ปฏิบัติการรถบัสได้มอบคลิปวิดีโอแก่ตำรวจไปแล้ว"

‘ศูนย์ปล่อยยานอวกาศเชิงพาณิชย์แห่งแรกของจีน’ แล้วเสร็จ พร้อมปล่อยจรวดเชิงพาณิชย์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2024

(1 ก.ค.67) สำนักงานใหญ่การก่อสร้างศูนย์ปล่อยยานอวกาศเชิงพาณิชย์ไห่หนาน ซึ่งเป็นศูนย์ปล่อยยานอวกาศเชิงพาณิชย์แห่งแรกของจีน ตั้งอยู่ที่เมืองเหวินชาง มณฑลไห่หนาน (ไหหลำ) ทางตอนใต้ เปิดเผยว่าขณะนี้ศูนย์แห่งนี้สามารถรองรับภารกิจการปล่อยจรวดได้แล้ว

รายงานระบุว่าหลังจากการประเมินอย่างครอบคลุม ศูนย์ดังกล่าวผ่านเกณฑ์ข้อกำหนดทั้งหมดในการเริ่มปฏิบัติการปล่อยจรวด โดยเมื่อวันอาทิตย์ (30 มิ.ย.) ที่ผ่านมาได้มีการจำลองซ้อมปล่อยจรวดด้วย

งานก่อสร้างศูนย์ปล่อยยานอวกาศเชิงพาณิชย์ไห่หนานเริ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2022 ปัจจุบันเป็นพื้นที่ปล่อยยานอวกาศแห่งแรกของจีนที่อุทิศให้กับภารกิจเชิงพาณิชย์โดยเฉพาะ

โครงการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของศูนย์ฯ ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว อาทิ โครงการที่เกี่ยวข้องกับระบบเชื้อเพลิงและจ่ายก๊าซ สถานีไฟฟ้าย่อย และแท่นปล่อยจรวด

หยางเทียนเหลียง ประธานบริษัท ไห่หนาน อินเตอร์เนชันแนล คอมเมอร์เชียล แอโรสเปซ ลอนช์ จำกัด เผยว่าศูนย์ฯ มีกำหนดปล่อยจรวดครั้งแรกในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินการเชิงพาณิชย์

หยางกล่าวว่าแผนการต่อไปคือการขยายพื้นที่ปล่อยจรวดด้วยการติดตั้งแท่นปล่อยจรวดเพิ่มเติม และให้บริการปล่อยจรวดและดาวเทียมสำหรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยเร่งการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศเชิงพาณิชย์ของจีน

'ชาวกะเหรี่ยง' พลัดถิ่นประท้วงตำรวจมะกัน หลังยิงสวน 'เด็กกะเหรี่ยง' วัย 13 ดับ

ชุมชนผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยงออกมาไว้อาลัยต่อการเสียชีวิต Nyah Mway เด็กวัยรุ่นชายชาวกะเหรี่ยงวัยเพียง 13 ปี ที่ถูกตำรวจสหรัฐฯ ยิงเสียชีวิต เพราะเข้าใจว่าเขาเป็นขโมย และใช้อาวุธปืนเล็งตำรวจ

เหตุสลดเกิดขึ้นที่เมืองยูทิกา ในรัฐนิวยอร์ก เมื่อเวลา 22.15 น. ของคืนวันศุกร์ที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา หลังจากที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุลักขโมย โดยมีผู้ต้องสงสัยเป็นชายชาวเอเชีย 2 คน หนึ่งในผู้ต้องสงสัยพกพาอาวุธปืน จึงได้ออกลาดตระเวนตามท้องถนนในเมือง และได้พบกับ Nyah Mway และเพื่อน ๆ ที่เพิ่งกลับจากงานเลี้ยงฉลองจบชั้นเกรด 8 พอดี 

ตำรวจจึงสั่งให้กลุ่มของ Nyah Mway หยุดเพื่อจับกุมตัว เพราะเข้าใจว่าเขาเป็นคนร้ายที่กำลังตามหา แต่ทว่า Nyah Mway ขัดขืนและวิ่งหนี ตำรวจจึงวิ่งไล่ และเห็นเขากำลังชักอาวุธคล้ายปืนออกมา ตำรวจจึงตัดสินใจยิงสวนทันทีเข้าที่ทรวงอก ทำให้ Nyah Mway บาดเจ็บสาหัส และไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมา ส่วนอาวุธที่ Nyah Mway พกมา ทราบในภายหลังว่าเป็นเพียงปืนปลอมเท่านั้น

เจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 นายที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ครั้งนี้ ได้แก่ นายแอนดรูว์ ซิทรินิติ, นาย บรูซ แพทเตอร์สัน และ นาย ฮัสเนย์ รับราชการตำรวจมาแล้วตั้งแต่ 2-6 ปี ถูกสั่งให้พักงานโดยได้รับค่าแรงเพื่อการสอบสวนเป็นการภายใน 

เมื่อถูกถามว่าตำรวจทั้ง 3 นายนี้ มีโอกาสถูกดำเนินคดีหรือไม่ กรมตำรวจยูติกายอมรับว่าข้อมูลหลักฐานมีความซับซ้อน ที่ต้องรอผลการสืบสวนจากสำนักงานสืบสวนพิเศษแห่งรัฐนิวยอร์ก ว่าเหตุการณ์นี้ละเมิดกฎหมายของรัฐหรือไม่ แต่ทางตำรวจยูติกา ก็ได้แสดงความเสียใจต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และครอบครัวของเด็กและเยาวชนที่เสียชีวิต

เมื่อสื่ออเมริกันพยายามติดต่อครอบครัว Nyah Mway แต่ทางครอบครัวให้สื่อสารผ่าน เพจ GoFundMe ที่เป็นเพจระดมทุนช่วยเหลือชาวกะเหรี่ยง ที่ประสงค์ลี้ภัยมายังสหรัฐอเมริกา โดยครอบครัวของ Nyah Mway คือหนึ่งในชาวกะเหรี่ยงหลายพันคนที่ลี้ภัยสงครามออกจากพม่า มาตั้งรกรากในสหรัฐฯ เมื่อ 9 ปีที่แล้ว

สำหรับ เมืองยูติกา ในรัฐนิวยอร์ก กลายเป็นชุมชนของชาวกะเหรี่ยง และชนกลุ่มน้อยในพม่าที่ลี้ภัยมาอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก ด้วยความหวังที่จะได้อยู่อย่างสงบสุขในดินแดนแห่งเสรีภาพ แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดเรื่องเศร้า จากการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่รัฐต่อประชนต่อพวกเขาอีก 

เพจ GoFundMe ระบุอีกว่า Nyah Mway เป็นเพียงเด็กวัยรุ่นที่ชอบไปขี่จักรยาน เล่นกิจกรรมกลางแจ้ง เป็นเด็กดีของครอบครัว ไม่เคยทำตัวสร้างปัญหา หรือทำผิดกฎหมายมาก่อน  

นั่นจึงทำให้ชุมชนผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยงในเมืองยูติกาส่วนหนึ่งไปรวมตัวประท้วงกันที่ศาลาว่าการเมือง เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาในขณะที่กรมตำรวจยูติกากำลังแถลงข่าวแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของเด็กชายชาวกะเหรี่ยง 

โดยกลุ่มผู้ประท้วงได้เรียกร้องความยุติธรรมให้แก่ Nyah Mway พร้อมทั้งตะโกนว่า “No Justice, No Peace” หรือ "ไร้ความยุติธรรม ก็ไร้สันติ" ซึ่งเป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า แผ่นดินใดที่ยังไร้ซึ่งความยุติธรรม ก็ยากที่จะหาสันติภาพได้ ไม่ว่าแผ่นดินนั้นจะอยู่บริเวณไหนของโลกก็ตาม

‘ตำรวจสหรัฐฯ’ โหด!! ยิงดับเด็ก 13 ปี  หลังถือปืนปลอมวิ่งหนีเจ้าหน้าที่

(1 ก.ค.67) มาร์ก วิลเลียมส์ ผู้บังคับการตำรวจเมืองยูติกา แถลงว่า เมื่อคืนวันศุกร์ (28 มิ.ย.67) เจ้าหน้าที่ได้เรียกตรวจ เอ็นยาห์ เอ็มเวย์ และเด็กชายวัย 13 ปีอีกคน เนื่องจากทั้งสองมีรูปพรรณสัณฐานตรงกับผู้ต้องสงสัยในเหตุปล้นในเมืองยูติกา เมื่อเร็ว ๆ นี้

ระหว่างเจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนเด็กทั้ง 2 คน เอ็นยาห์ เอ็มเวย์ ได้ฉวยโอกาสวิ่งหนีไป ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องไล่ตาม ระหว่างนั้นตำรวจสังเกตเห็นบางอย่างที่คล้ายอาวุธปืนสั้น

จากนั้นเจ้าหน้าที่รายหนึ่งได้กดเด็กชายลงกับพื้น แต่ระหว่างที่กำลังต่อสู้กันนั้น ตำรวจอีกนายก็ลั่นกระสุน 1 นัดใส่เด็กบริเวณหน้าอก เขาได้รับการปฐมพยาบาลในที่เกิดเหตุ แต่ไปเสียชีวิตในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาลวีนน์ ผู้บังคับการตำรวจระบุ

เมื่อคืนวันเสาร์ (29 มิ.ย.67) ตำรวจได้เผยแพร่วิดีโอบันทึกเหตุการณ์จากกล้องติดตามตัวเจ้าหน้าที่ทั้งหมดซึ่งกินเวลานานหลายนาที หลังจากชาวบ้านในท้องที่เกิดเหตุส่งเสียงโห่แสดงความขุ่นเคืองแทรกเป็นระยะ ๆ ระหว่างที่ผู้บังคับการตำรวจเมืองยูติกาแถลงข่าว ซึ่งมีครอบครัวของเด็กชายเข้าร่วมด้วย 

ไมเคิล กาลิเม นายกเทศมนตียูติกา วิงวอนขอให้ชาวเมืองอยู่ในความสงบ “เราตระหนักดีเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ และเราอยากรับประกันว่าจะมีการทำความเข้าใจกับทุก ๆ รายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น”

ภาพในคลิปวิดีโอแสดงให้เห็นว่า ระหว่างที่เด็กชายวิ่งหนีเขาได้เล็งบางอย่างเข้าใส่ตำรวจ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ตะโกนบอกกันเองว่า “ปืน” ก่อนที่ในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นปืนปลอม

ตำรวจแก้ต่างว่า เจ้าหน้าที่เชื่อว่าพวกเขาเห็นอาวุธปืนจริง ก่อนจะทราบว่าแท้จริงแล้วมันเป็นเพียงปืนปลอมเลียนแบบปืนกล็อก 17 ที่สามารถยิงกระสุนบีบีกันได้เท่านั้น

รายงานข่าวระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 3 นาย อยู่ระหว่างลาดตระเวนในพื้นที่ทางตะวันตกของยูติกา เพื่อสืบสวนเหตุปล้น 2 คดีที่เกิดขึ้นในบริเวณใกล้เคียงเมื่อเร็ว ๆ นี้

'มารีน เลอเปน' คว้าชัยเลือกตั้งฝรั่งเศสรอบแรก  ความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ของ 'ซ้าย-กลาง-พันธมิตรมาครง'

(1 ก.ค.67) เอ็กซิทโพลระบุว่า พรรคขวาจัดของฝรั่งเศส National Rally (RN) ของนางมารีน เลอเปน คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งรอบแรกของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ตามผลโพลก่อนหน้านี้ แต่ต้องรอการเลือกตั้งรอบ 2 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 7 กรกฎาคม จึงจะบอกได้ว่า พรรคฝ่ายขวาจะสามารถยึดครองเสียงข้างมากในการเลือกตั้งฝรั่งเศสได้ในท้ายที่สุดหรือไม่

การสำรวจเอ็กซิทโพลของหลายสำนัก อาทิ Ipsos, Ifop, OpinionWay และ Elabe เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า พรรค RN คว้าชัยด้วยคะแนน 33.2% ตามด้วยพรรค New Popular Front ที่ 28.1% และพรรค Ensemble presidential alliance ของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ที่ได้ไป 21%

ผลสำรวจดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า พรรคขวาจัดเอาชนะพรรคคู่แข่งฝ่ายซ้ายและฝ่ายกลางไปได้อย่างสบาย ๆ รวมถึงเอาชนะกลุ่มพันธมิตรของมาครง ทำให้การเลือกตั้งรอบแรกกลายเป็นความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ในเดิมพันของมาครงที่ประกาศเลือกตั้งล่วงหน้า หลังากที่พรรคแนวร่วมของเขาประสบความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งรัฐสภายุโรปในช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

จอร์แดน บาร์เดลลา หัวหน้าพรรค RN วัย 28 ปี ประกาศความพร้อมที่จะก้าวขึ้นมาบริหารประเทศว่า “ผมตั้งเป้าที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีของชาวฝรั่งเศสทุกคน หากชาวฝรั่งเศสลงคะแนนให้เรา”

ทั้งนี้ พรรคขวาจัดของฝรั่งเศสไม่เคยชนะการเลือกตั้งรัฐสภารอบแรกมาก่อน สิ่งที่มารีน เลอเปน ผู้นำที่เป็นที่รู้จักในฐานะตัวแทนพรรคขวาจัด และบาร์เดลลา หัวหน้าพรรค RN คนปัจจุบันต้องการ คือเสียงข้างมาก 289 ที่นั่งจาก 577 ที่นั่ง โดยการคาดการณ์บ่งชี้ว่าพวกเขาอาจไม่ได้สิ่งที่ต้องการในการเลือกตั้งรอบ 2 ด้วยเช่นกัน

หากไม่มีเสียงข้างมากอย่างสมบูรณ์ ฝรั่งเศสอาจประสบกับภาวะสภาแขวน หรือการมีรัฐบาลที่มีเสียงข้างน้อยในรัฐสภา ซึ่งจะทำให้พรรค RN ไม่สามารถที่จะผลักดันแผนการต่าง ๆ ที่ประกาศไว้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการกับผู้อพยพ การปรับลดภาษี รวมถึงการควบคุมบ้านเมืองให้เป็นระเบียบเรียบร้อย

การเลือกตั้งรอบแรกนี้ยังมีผู้ออกมาใช้สิทธิมากเป็นประวัติการณ์ที่ราว 65-69% ซึ่งมากกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้านี้ในปี 2022 ซึ่งบ่งชี้ว่าที่สุดแล้วการเลือกตั้งรอบ 2 อาจเป็นการแข่งขันกันระหว่าง 3 พรรคที่ได้คะแนนสูงสุดในการเลือกตั้งรอบแรก เมื่อพรรคฝ่ายซ้ายและพรรคฝ่ายกลางไม่ได้จับมือเป็นพันธมิตรในการเลือกตั้งครั้งนี้ แนวโน้มดังกล่าวน่าจะเป็นประโยชน์กับพรรค RN มากกว่า ทำให้เริ่มมีการรณรงค์จากพรรคฝ่ายซ้ายและฝ่ายกลางที่เรียกร้องให้ผู้สมัครจากพรรคที่ได้คะแนนตามมาในลำดับ 3 ลาออกเพื่อไม่ให้ตัดคะแนนเสียงกันเอง

ขณะที่มีรายงานว่า ผู้ที่ไม่พอใจต่อชัยชนะของพรรค RN ได้ออกมาประท้วงต่อต้านชัยชนะของพรรคขวาจัดทันทีที่ทราบผลเอ็กซิทโพลที่จัตุรัสปลาสเดอลาเรปูบลิก กลางกรุงปารีส

สาวแจ้งลาป่วย แต่ที่จริงแอบเดินทางกลับบ้านเกิด แต่โลกกลม!! ดันมาเจอหัวหน้างานบนเครื่องบิน

(1 ก.ค. 67) เป็นไวรัลบอกเล่าเรื่องราวสุดโป๊ะ เมื่อ 'เกรซ' สาววัย 23 ปี ได้ตัดสินใจเล่าเรื่องประสบการณ์การลางานที่จำไม่รู้ลืม เพราะเธอถูกหัวหน้าจับได้อย่างจัง จะหลบหน้าก็ไม่รอดเพราะอยู่กลางเครื่องบิน!

เกรซมาจากอินโดนีเซียและทำงานเป็นฟรีแลนซ์ในยุโรป โดยเธอมักจะแบ่งเวลาเดินทางไปกลับระหว่างที่ทำงานในยุโรปและบ้านเกิดที่บาหลี

ในวันเกิดเหตุ เธอตัดสินใจลางานโดยอ้างว่ามีนัดพบแพทย์ จึงขอเปลี่ยนวันทำงานเป็นวันอื่นแทน แต่ความจริงแล้วเธอกำลังจะเดินทางไปยังบาหลี นอกจากนี้ เธอยังแจ้งให้ที่ทำงานทราบด้วยว่าในสัปดาห์หน้า เธอจะขอทำงานในช่วงเวลาอื่นเนื่องจากอยู่ที่บาหลี

น่าเสียดายที่ความพยายามในการ 'พักผ่อนอย่างสงบ' ต้องล้มเหลว หลังจากเธอบังเอิญเจอหัวหน้าขณะขึ้นเครื่องบิน และดูเหมือนว่าหัวหน้าของเธอจะพักที่บาหลีด้วย เมื่อหัวหน้าจำเธอได้ เขาก็ไม่ลืมที่จะเอ่ยแซวการกระทำของเธอว่า “โอ้ ที่นี่คือโรงพยาบาลเหรอ?”

“ฉันลาป่วยเพื่อมาอยู่บนเครื่องบินลำเดียวกับผู้จัดการของฉันเนี่ยนะ สั้น ๆ ก็คือ ตอนที่ฉันกำลังเข้าแถว ฉันเห็นคนหน้าคุ้น ๆ เดินมาหาฉันแล้วเรียกชื่อฉัน”

แม้ในตอนแรกเธอจะตกใจและอับอาย แต่ต่อมาเธอกับหัวหน้าก็สามารถ “หัวเราะด้วยกัน” และ “พูดคุยกันจนจบเที่ยวบิน” นอกจากนี้หัวหน้ายังถ่ายรูปเธอและส่งมาให้เธอดูอีกด้วย

สำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้ เธอไม่ได้เปิดเผยว่า เธอต้องเผชิญกับปัญหาใด ๆ จากการโกหกหรือไม่ แต่เธอได้ตอบความคิดเห็นบนติ๊กต็อกว่า ขณะนี้เธอและหัวหน้าของเธอได้ 'ลาออก' โดยไม่ได้ระบุเหตุผล

'จีน' จัดแข่งกล่าวสุนทรพจน์ภาษาไทยระดับอุดมศึกษา เพิ่มโอกาส นศ.จีนเข้าถึงตลาดไทย ตามความร่วมมือ 'ไทย-กว่างซี'

ไม่นานมานี้ สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ทางสถานกงสุลใหญ่ของไทย ณ นครหนานหนิง และมหาวิทยาลัยชนชาติกว่างซี ในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน ได้จัดการแข่งขันทักษะภาษาไทยและการกล่าวสุนทรพจน์ภาษาไทยระดับมหาวิทยาลัยแห่งกว่างซี ครั้งที่ 17

การแข่งขันข้างต้นมีนักศึกษาจากวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยในกว่างซี 15 แห่ง รวม 51 คน เข้าร่วมแข่งขันรอบคัดเลือก รอบรองชนะเลิศ และรอบชิงชนะเลิศ โดย 'ถูจื่อฮุ่ย' นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาภาษาไทยของมหาวิทยาลัยฯ ได้รับรางวัลชนะเลิศเป็นบัตรโดยสารเที่ยวบินไป-กลับ เส้นทางหนานหนิง-กรุงเทพฯ ระยะ 7 วัน

รายงานระบุว่าการแข่งขันในปีนี้แบ่งกลุ่มเป็นมืออาชีพและมือสมัครเล่น โดยหัวข้อของการแข่งขันกล่าวสุนทรพจน์รอบรองชนะเลิศคือ 'เตรียมรับมืออย่างไร เมื่อปัญญาประดิษฐ์กำลังจะครองโลก' และรอบชิงชนะเลิศคือ 'ปัญญาประดิษฐ์ในชีวิตประจำวัน'

เบญจมาศ ตันเวทยานนท์ กงสุลใหญ่ของไทย ณ นครหนานหนิง กล่าวว่า หัวข้อของการแข่งขันในปีนี้สอดคล้องกับวิถีชีวิตปัจจุบันที่มีการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาช่วยอำนวยความสะดวกมากขึ้น ซึ่งเหล่านักศึกษาชาวจีนนำเสนอมุมมองต่อประเด็นนี้ได้อย่างโดดเด่นและสร้างสรรค์

นอกจากนั้นเบญจมาศเสริมว่า การแข่งขันนี้เป็นโอกาสดีของนักศึกษาชาวจีนที่เรียนภาษาไทยในกว่างซีได้แสดงความรู้ความสามารถทางภาษาไทย และเป็นพื้นที่ให้ฝึกฝนภาษาไทยและเพิ่มพูนความมั่นใจ รวมถึงขยายโอกาสการมีงานทำของนักศึกษาและเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันข้ามวัฒนธรรม

ด้าน เหวยเสวี่ยฟาง เจ้าหน้าที่ระดับสูงของมหาวิทยาลัยฯ กล่าวว่า การแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างกว่างซีกับไทยมีความครอบคลุมรอบด้านเพิ่มขึ้น และความต้องการผู้เชี่ยวชาญภาษาไทยจะเพิ่มขึ้นอีกมากในอนาคต ขณะมีการดำเนินงานตามความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

‘เกาหลีเหนือ’ ประหารชีวิตหนุ่มวัย 22 ปี ในที่สาธารณะ  เหตุ!! ฟัง K-POP 70 เพลง - ชมภาพยนตร์ 3 เรื่อง

(30 มิ.ย.67) สื่อต่างประเทศรายงานว่า จากรายงานเรื่องสิทธิมนุษยชนเกาหลีเหนือประจำปี 2024 ที่เผยแพร่โดยกระทรวงการรวมชาติของเกาหลีใต้ ได้รวบรวมคำให้การจากผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือ 649 คน

ผู้แปรพักตร์ไม่ระบุชื่อ ให้การว่า ชายหนุ่ม 22 ปี จากจังหวัดฮวางแฮใต้ถูกประหารชีวิตต่อสาธารณะในปี 2565 ฐานฟังเพลงเกาหลีใต้ 70 เพลง ชมภาพยนตร์ 3 เรื่อง และจัดจำหน่าย ถือเป็นการกระทำผิดต่อกฎหมายเกาหลีเหนือ ที่ห้ามเสพหรือครอบครองวัตถุที่สื่อถึงอุดมการณ์และวัฒนธรรม

นอกจากนี้ จากรายงานเผยว่า ทางการมักสอดส่องโทรศัพท์มือถือของประชาชน เพื่อตรวจสอบการสะกดคำ ไม่ว่าจะเป็นชื่อผู้ติดต่อ สำนวนภาษาที่ใช้ และคำสแลงต่างๆ ว่าใช้คำที่มีอิทธิพลจากเกาหลีใต้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีมาตรการที่รุนแรงเช่นนี้ แต่อิทธิพลของวัฒนธรรมเกาหลีใต้ รวมถึงรายการโทรทัศน์ที่เพิ่งออกอากาศไม่นาน ดูเหมือนจะเล็ดลอดผ่านพรมแดนเข้าไปฝั่งเหนือได้อยู่ดี

“หลังจากดูละครเกาหลี คนหนุ่มสาวจำนวนมากสงสัยว่า ทำไมเราต้องใช้ชีวิตแบบนี้ ฉันคิดว่าฉันขอตายดีกว่าที่จะใช้ชีวิตอยู่ในเกาหลีเหนือ” ผู้แปรพักตร์ให้สัมภาษณ์กับนักข่าว

ทีมนักวิจัย ‘ม.เทลอาวีฟ’ สุดเจ๋ง!! พัฒนาสุดยอดวัสดุแก้ว ก่อตัวเมื่อโดนน้ำ-ซ่อมแซมตัวเองได้-ทนกว่าวัสดุแก้วทั่วไป

เมื่อวานนี้ (29 มิ.ย. 67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า มหาวิทยาลัยเทลอาวีฟ (TAU) ของอิสราเอล เผยว่าทีมนักวิจัยได้พัฒนาวัสดุแก้วชนิดใหม่ที่ก่อตัวขึ้นเองเมื่อสัมผัสโดนกับน้ำ และมีหลายคุณสมบัติพิเศษเฉพาะ เช่น สามารถซ่อมแซมตัวเองได้

การวิจัยที่เผยแพร่ในวารสารเนเจอร์ (Nature) ระบุว่าแก้วชนิดใหม่นี้สร้างจากโครงสร้างทางชีวภาพ มีความแข็งมากกว่าวัสดุแก้วธรรมดามากและมีคุณสมบัติยึดติดสูง สามารถยึดชิ้นส่วนแก้วต่างๆ เข้าด้วยกันและซ่อมแซมรอยแตกที่เกิดขึ้นภายในได้ อีกทั้งมีระดับความโปร่งใสครอบคลุมตั้งแต่แสงที่มองเห็นได้จนถึงอินฟราเรดย่านกลาง

มหาวิทยาลัยฯ ระบุว่านวัตกรรมแก้วดังกล่าวมีศักยภาพที่จะสามารถปฏิวัติอุตสาหกรรมต่างๆๅ เช่น ทัศนศาสตร์และอิเล็กโทร-ออปติกส์ (electro-optics) การสื่อสารผ่านดาวเทียม การสำรวจระยะไกล และชีวการแพทย์

ปกติแล้ววัสดุแก้วจะผลิตขึ้นจากการทำให้วัสดุหลอมเหลวเย็นลงอย่างรวดเร็ว หรือ ‘แช่แข็ง’ วัสดุเหล่านั้นในสถานะอสัณฐาน (amorphous) ซึ่งเป็นโครงสร้างรูปแบบหนึ่งของของแข็ง ก่อนที่จะตกผลึก ส่งผลให้เกิดคุณสมบัติทางแสง เคมี และทางกลที่เป็นเอกลักษณ์ รวมทั้งมีความทนทาน ปรับใช้ได้หลายรูปแบบ และมีความยั่งยืน

ในการศึกษาล่าสุดนี้ นักวิจัยค้นพบเปปไทด์ (peptide) ลักษณะเฉพาะที่มีพฤติกรรมแตกต่างจากวัสดุที่เป็นที่รู้จัก โดยก่อตัวเป็นโครงสร้างอสัณฐานและไม่เป็นระเบียบอันเป็นลักษณะของแก้ว

แก้วชนิดใหม่นี้ก่อตัวได้เองตามธรรมชาติโดยไม่จำเป็นต้องใช้พลังงาน เช่น ความร้อนหรือความดันสูง เพียงแค่ละลายสารจำเพาะที่อยู่ในรูปแบบผงในน้ำ คล้ายกับการผสมเครื่องดื่มปรุงแต่งรส เปปไทด์อะโรมาติก ซึ่งประกอบด้วยลำดับกรดอะมิโน 3-ไทโรซีน (three-tyrosine amino acid) จะก่อตัวเป็นโมเลกุลแก้ว หลังจากมีการระเหยสารละลายในน้ำที่อุณหภูมิห้อง

ทีมงานได้ทดลองพัฒนาเลนส์จากวัสดุแก้วใหม่นี้แล้ว พวกเขาเพียงแค่หยดสารละลายลงบนพื้นผิวเพื่อควบคุมความโค้ง และปรับเปลี่ยนปริมาตรของสารละลายเพื่อควบคุมจุดโฟกัส แทนที่จะใช้กระบวนการตัดเจียรและขัดเงาที่กินเวลานานกว่า

อีฮัด กาซิต นักวิจัยของมหาวิทยาลัยฯ กล่าวว่าแก้วชนิดใหม่มีคุณสมบัติที่ไม่พบในวัสดุแก้วอื่น ๆ ในโลก ทำให้มีศักยภาพที่สำคัญในด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ ทั้งหมดนี้ได้มาจากเปปไทด์เพียงตัวเดียว ซึ่งเป็นชิ้นส่วนขนาดเล็ก ๆ ของโปรตีน

‘เดโมแครต’ เครียด!! ‘ไบเดน’ สภาพแย่ ‘ดีเบตรอบแรก’ ทั้ง ‘ไอ-เสียงแหบ-พูดซ้ำคำเดิม’ ส่ง ‘ทรัมป์’ ชนะใส

(28 มิ.ย. 67) บลูมเบิร์กของสหรัฐฯ รายงานว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครตแสดงความผิดพลาดมากมายระหว่างการดีเบตรอบแรก ยิ่งเป็นแรงส่งให้เกิดความวิตกมากขึ้นถึงอายุที่สูงวัยของเขาและการที่เขาจะทำให้การหาเสียงประสบความสำเร็จและเอาชนะในการเลือกตั้งปลายปีได้อย่างไร

บนเวทีบลูมเบิร์กชี้ว่า ไบเดนนั้นทั้งไอ เสียงแหบ พูดซ้ำประโยคเดิม หยุดนิ่งไม่ไหวติง และเขายังพูดติด ๆ ขัด ๆ เมื่อกล่าวถึงตัวเลขเป็นต้นว่า จำนวนของงานที่สร้างใหม่ในสมัยของเขา การจำกัดเพดานจำนวนเงินสูงสุดที่ประชาชนอเมริกันต้องจ่ายสำหรับค่ายารักษาโรคและอินซูลิน ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของไบเดนในการให้ได้รับเลือกกลับเข้ามา ซึ่งในสหรัฐฯ ดินแดนเสรีนิยมที่มีค่ารักษาพยาบาลพุ่งสูง

การแสดงออกของไบเดนซึ่งเป็นที่น่าผิดหวังของไบเดนยิ่งทำให้ฝ่ายพรรครีพับลิกันลิงโลด และกระพือไฟโหมความอ่อนแรงและชราภาพของไบเดนให้ปรากฏ

ทรัมป์ฮุกหมัดใส่ไบเดนระหว่างเขาพลาดในประเด็นผู้อพยพเข้าสหรัฐฯ

ทรัมป์กล่าวว่า “ผมไม่รู้เลยจริง ๆ ว่าเขาได้พูดอะไรออกมาในสิ่งนี้ และผมไม่รู้ว่าเขารู้หรือเปล่าถึงในสิ่งที่เขาได้เอ่ย”

บลูมเบิร์กรายงานว่า แต่ใช่ว่าทรัมป์จะทำผลงานดี เพราะเมื่อผู้จัด CNN ถามเขาเกี่ยวกับปัญหาโอปิออยด์ (opioid) ที่กำลังทำร้ายอเมริกันชน อดีตผู้นำสหรัฐฯ โบ้ยตอบเรื่องนักข่าววอลล์สตรีทเจอร์นัลถูกรัสเซียควบคุมตัวแทน และโกหกคำโตด้วยการกล่าวอ้างบรรดาผู้สนับสนุนกบฏบุกรัฐสภา 6 ม.ค. ปี 2021 นั้นได้รับเชิญให้เดินเข้าไปภายในรัฐสภาสหรัฐฯ

โพลด่วนของ CNN จัดทำโดย SSRS ได้แสดงให้เห็นว่าผู้ชมการดีเบตส่วนใหญ่ลงความเห็นให้ทรัมป์ชนะเหนือไบเดน

โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งสหรัฐฯ ที่ลงทะเบียนและได้ชมการดีเบตรอบแรกคืนวันพฤหัสบดี (27) 67% ต่อ 33% ชี้ว่า ทรัมป์แสดงความสามารถในการดีเบตได้ดีกว่า

ซึ่งก่อนการดีเบต พบว่ากลุ่มผู้ร่วมแบบสอบถามคนเดิมกล่าวว่า 55% ต่อ 45% ที่คาดว่าทรัมป์จะแสดงความสามารถในการดีเบตได้ดีกว่าไบเดน

และโพลด่วนของ CNN พบว่าผู้ชม 8 ใน 10 หรือราว 81% ต่างชี้ว่า การดีเบตไม่มีผลต่อการตัดสินใจในการเลือกประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในครั้งนี้ ส่วนอีก 14% ชี้ว่าการดีเบตทำให้คนเหล่านี้กลับมาพิจารณาใหม่อีกครั้งแต่ไม่เปลี่ยนใจ ส่วนอีก 5% กล่าวว่าเปลี่ยนใจจากผู้สมัครที่ตั้งใจจะเลือกก่อนหน้า

เดอะการ์เดียนชี้ว่า อดีตผู้อำนวยการด้านการสื่อสารของไบเดน เคท เบดิงฟิลด์ (Kate Bedingfield) แสดงความเห็นต่อผลงานของไบเดนว่า ‘มันเป็นการแสดงความสามารถดีเบตที่น่าผิดหวังของประธานาธิบดีโจ ไบเดน’

ขณะที่อดีตนักวางแผนทางยุทธศาสตร์ของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ บารัค โอบามา เดวิด แอ็กเซิลร็อด (David Axlerod) กล่าวว่า พวกเดโมแครตพากันวิตกเป็นอย่างมากและกำลังสงสัยว่าประธานาธิบดีไบเดนสมควรไปต่อในการเดินหน้าหาเสียงเลือกตั้ง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top