Tuesday, 9 June 2026
NEWS FEED

ผอ.สน.ฝอ.ศรชล.ภาค 1 ลงพื้นที่ติดตามการปฏิบัติงาน ศรชล./ศคท. จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรสาคร และสมุทรสงคราม

(11 ส..ค. 68) พลเรือตรี อโศก ศรีสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานฝ่ายอำนวยการ ศรชล.ภาค 1 (ผอ.สน.ฝอ.ศรชล.ภาค 1) ว่าที่ ร.ต.นันทน์สถาพร พลายเถื่อน รอง ผอ.สน.ฝอ.ศรชล.ภาค 1 พร้อมคณะ เดินทางลงพื้นที่ปฏิบัติงานของศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลจังหวัด (ศรชล.จังหวัด) และศูนย์ควบคุมความมั่นคงท่าเรือ (ศคท.จังหวัด) ในเขตจังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรสาคร และสมุทรสงคราม เพื่อติดตามผลการปฏิบัติงาน ประเมินสถานการณ์ และหารือข้อราชการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่

วัตถุประสงค์ของการตรวจเยี่ยมในครั้งนี้

1.    เพื่อรับทราบสถานการณ์ด้านความมั่นคงในทะเลของพื้นที่รับผิดชอบของ ศรชล./ศคท.จังหวัด และการดำเนินงานตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ตลอดจนการปฏิบัติงานของกำลังพลในพื้นที่ และเสริมสร้างขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่
2.    เพื่อรับฟังปัญหา อุปสรรค ข้อขัดข้อง และข้อเสนอแนะต่าง ๆ ในการปฏิบัติงานของหน่วยในพื้นที่ศรชล./ศคท.จังหวัด โดยเฉพาะในด้านกำลังพล งบประมาณ เครื่องมือและอุปกรณ์ รวมถึงแนวทางการพัฒนาและเสริมสร้างความพร้อมของหน่วยงาน เพื่อประกอบการวางแผนและสนับสนุนภารกิจให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานตาม นโยบาย ผอ.ศรชล.ภาค1 เพื่อให้การดำเนินภารกิจรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลในพื้นที่มีความเข้มแข็งต่อเนื่อง และตอบสนองต่อสถานการณ์ด้านความมั่นคงทางทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

☎️ หากพบเหตุฉุกเฉินทางทะเล แจ้งสายด่วน 1465 หรือโทร 02 888 1465 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สมนึก เชื้อสนุก/รายงาน

'บัวแก้ว' แจงไทม์ไลน์ฟ้องเอาผิดเขมร ปมวางทุ่นระเบิดสังหารทำทหารไทยบาดเจ็บ

(11 ส.ค. 68) กระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงถึงการดำเนินการของไทยต่อกรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ภายใต้อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Anti-Personnel Mine Ban Convention) หรือ อนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Convention)

ตามที่เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 วันที่ 23 กรกฎาคม 2568 และวันที่ 9 สิงหาคม 2568 กองกำลังทหารไทยรวม 11 นาย ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่วางใหม่โดยกองกำลังทหารกัมพูชา ในบริเวณช่องบก จ.อุบลราชธานี ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี และช่องโดนเอาว์-กฤษณา อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ตามลำดับ นั้น

กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการภายใต้กรอบอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Anti-Personnel Mine Ban Convention: APMBC) หรืออนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Convention) เพื่อตอบโต้กัมพูชา ดังนี้

1.เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา มีหนังสือถึงประธานการประชุมรัฐภาคีของอนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22 จำนวน 3 ฉบับ ดังนี้

หนังสือฉบับแรก (ลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2568) ไทยร้องเรียนกัมพูชาละเมิดพันธกรณีข้อ 1 ของอนุสัญญาฯ (ห้ามใช้หรือสะสมทุ่นระเบิดสังหารบุคคล) ที่บริเวณช่องบก จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นเส้นทางลาดตระเวนปกติของทหารไทย โดยผลการตรวจสอบโดยหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทยพบว่า ทุ่นระเบิดที่ทหารไทยเหยียบเป็นทุ่นระเบิดที่ถูกวางใหม่ และเป็นทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ซึ่งกัมพูชาครอบครอง ฝ่ายไทยขอให้ประธาน อนุสัญญาฯ เวียนหนังสือแจ้งรัฐภาคีอื่น ๆ เพื่อทราบต่อการละเมิดอนุสัญญาฯ ของฝ่ายกัมพูชา

หนังสือฉบับที่สอง (ลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2568) ไทยร้องเรียนกัมพูชาละเมิดพันธกรณีของอนุสัญญาฯ ที่บริเวณช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี และแจ้งว่า เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 เวลา 20 น. กัมพูชาได้กระทำการอันเป็นการรุกรานอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย โดยได้โจมตีมายังฝั่งไทยอย่างไม่แยกแยะระหว่างพลรบและพลเรือน ซึ่งส่งผลกระทบทางมนุษยธรรมและขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และขอให้ประธานอนุสัญญาฯ เวียนหนังสือถึงรัฐภาคีอื่นๆ เพื่อทราบต่อการละเมิดอนุสัญญาฯ ของฝ่ายกัมพูชา

หนังสือฉบับที่ 3 (ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2568) ไทยร้องเรียนการละเมิดพันธกรณีของกัมพูชาในพื้นที่บริเวณช่องโดนเอาว์-กฤษณา อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้มีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเรียบร้อยแล้ว และจากการตรวจสอบหลักฐานพบว่า เป็นทุ่นระเบิดที่วางใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังจากการประชุม Extraordinary General Border Committee (GBC) Meeting ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งในการประชุมฯ ฝ่ายไทยได้เสนอให้ทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชาเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกันตามที่นายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศได้ตกลงกันไว้ แต่กัมพูชาปฏิเสธ และขอให้ประธานอนุสัญญาฯ เวียนหนังสือแจ้งรัฐภาคีอื่น ๆ เพื่อทราบต่อการละเมิดอนุสัญญาฯ ของฝ่ายกัมพูชา

2.เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก มีหนังสือลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ถึงเลขาธิการสหประชาชาติขอรับความชัดเจน (request for clarification) จากฝ่ายกัมพูชาต่อการกระทำที่เป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งเป็นการดำเนินการตามกระบวนการการเรียกร้องให้รัฐภาคีปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาออตาวา ตามข้อ 8 วรรค 2 ของอนุสัญญาฯ ซึ่งระบุว่า รัฐภาคีสามารถขอความชัดเจนและขอให้แก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพันธกรณีของอนุสัญญาฯ ของอีกรัฐสมาชิกหนึ่งผ่านเลขาธิการสหประชาชาติ โดยกัมพูชามีพันธกรณีที่จะต้องส่งข้อมูลและคำชี้แจงต่อฝ่ายไทยผ่านเลขาธิการสหประชาชาติ

3.นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา และเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ยังได้เข้าพบประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22 และเลขาธิการสหประชาชาติ รวมถึงผู้แทนระดับสูงของรัฐภาคีต่าง ๆ ของอนุสัญญาฯ ตลอดจนองค์กรภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอให้ดำเนินการต่อการละเมิดพันธกรณีของกัมพูชา และชี้แจงข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมการการปฏิบัติตามอนุสัญญาฯ (Committee on Cooperative Compliance) ของกรอบอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง

อนึ่ง อนุสัญญาออตตาวา ห้ามรัฐภาคีใช้ สะสม ผลิต หรือเคลื่อนย้าย ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล รวมทั้งให้ทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคลตามที่ระบุในอนุสัญญาฯ โดยปัจจุบัน มีสมาชิก 165 ประเทศ ซึ่งไทยเข้าเป็นภาคีในปี 2542 (เป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) และได้ทำลายทุ่นระเบิดในคลังอาวุธหมดสิ้นเมื่อปี 2546 และทำลายทุ่นระเบิดส่วนที่เก็บไว้เพื่อการวิจัยและอบรมหมดสิ้นในปี 2562 ขณะที่กัมพูชาเข้าเป็นภาคี ในปี 2543 และยังคงมีทุ่นระเบิดที่เก็บไว้สำหรับการวิจัยและอบรม รวมถึงทุ่นระเบิดประเภท PMN-2.

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เดินหน้าจัดงานมหกรรมเกมสุดยิ่งใหญ่ “THAILAND INTERNATIONAL GAME SHOWCASE 2025” หรือ TIGS 2025 ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง 

เมื่อวันที่ (8 ส.ค. 68) นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ประธานในงานแถลงข่าว การจัดงาน “THAILAND INTERNATIONAL GAME SHOWCASE 2025” หรือ TIGS 2025 โดยมี นางสาววราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ผู้บริหารกรมส่งเสริมวัฒนธรรม คณะผู้จัดงาน ผู้เข้าร่วมเสวนา สื่อมวลชน และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมงาน
       
นางยุถิกา กล่าวว่า "จากความสำเร็จของงาน THAILAND INTERNATIONAL GAME SHOWCASE ในปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมเกมไทยในหลากหลายมิติ ทั้งในด้านความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ นำมาซึ่งแรงผลักดันในการสานต่อสู่การจัดงาน THAILAND INTERNATIONAL GAME SHOWCASE 2025 ในฐานะเวทีที่รวมพลังคนในวงการเกมทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นนักพัฒนาเกม ผู้เล่นเกม ผู้ประกอบการในวงการเทคโนโลยีและสื่อบันเทิงที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศที่กำลังมองหาโอกาสใหม่ๆ
       
อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวต่อว่า กระทรวงวัฒนธรรมยังคงตั้งเป้าเดินหน้ายกระดับเกมไทยสู่สากล พร้อมสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสำหรับการทำงานร่วมกันในวงการเกม เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ ผ่านการสนับสนุนอย่างรอบด้าน และมุ่งมั่นส่งเสริมการใช้ซอฟต์พาวเวอร์ผ่านเกม เพื่อขับเคลื่อนสังคม อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจยุคดิจิทัลให้เติบโตไปพร้อมกันตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ”
       
สำหรับงาน THAILAND INTERNATIONAL GAME SHOWCASE 2025 แบ่งออกเป็น 7 โซน ประกอบด้วย (1) Game Developer Zone พบปะแลกเปลี่ยนกับนักพัฒนาเกมไทยมากกว่า 40 บริษัทชื่อดัง (2) Board Game & Game Card Zone สนุกกับเกมกระดานยอดฮิตทั้งของไทยและสากล (3) Cosplayer Zone พบกับคอสเพลย์เยอร์ชั้นนำจากต่างประเทศ (4) E-Sport Zone เจาะลึกเบื้องหลังวงการอีสปอร์ตกับตัวแทนจาก King of Gamers และ Buriram United Esports (5) University Gameker Zone โชว์ผลงานสุดสร้างสรรค์ของนักศึกษาจาก คณะ ICT มหาวิทยาลัยมหิดล (6) สัมมนาเกมระดับนานาชาติ รับฟังมุมมองจากผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญ ในวงการเกมระดับโลก (7) Special Stage & Mini Concert เพลิดเพลินกับโชว์จากศิลปินวัยรุ่น
      
 โอกาสนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมสัมผัสความสนุก และศักยภาพของเกมไทยได้ในงาน Thailand International Game Showcase 2025 วันที่ 23 – 24 สิงหาคม 2568 ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน งานนี้เข้าฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย!!!

เจนกิจ นัดไธสง รายงาน

กองกำลังผาเมือง สกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ยึดยาบ้า 300,000 เม็ด!! ในพื้นที่ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย

(11 ส.ค. 68) กองกำลังผาเมืองสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2568 เวลา 06.30 น. โดย กองร้อยทหารม้าที่ 1 หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก ออกลาดตระเวนบริเวณบ้านปางมะหัน พบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยแบกกระสอบดัดแปลง จึงแสดงตัวขอตรวจค้น แต่ผู้ต้องสงสัยทิ้งสิ่งของและหลบหนี เจ้าหน้าที่เสริมกำลังปิดล้อมพื้นที่

ต่อมาเวลา 07.30 น. เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพื้นที่ พบผู้ต้องหา 1 คน พร้อมรถจักรยานยนต์ และเป้สะพายหลัง 2 ใบ ภายในบรรจุยาบ้ารวม 300,000 เม็ด โดยหนึ่งใบบรรจุ 200,000 เม็ด และอีกใบบรรจุ 100,000 เม็ด ก่อนนำตัวและของกลางส่งสถานีตำรวจภูธรแม่ฟ้าหลวงเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

ทั้งนี้ สถิติการสกัดกั้นยาเสพติดของกองกำลังผาเมือง ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2567 ถึงปัจจุบัน พบการกระทำผิด 375 ครั้ง จับกุมผู้ต้องหา 400 คน ยึดยาบ้าได้กว่า 162 ล้านเม็ด พร้อมเฮโรอีน ไอซ์ ฝิ่น และเคตามีนจำนวนมาก หากเล็ดลอดถึงกรุงเทพฯ จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 33,000 ล้านบาท

หน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ เร่งปิดช่องทางธรรมชาติ ขึงรั้วลวดหนามแนวชายแดน 9.8 กม. สกัดแก๊งคอลฯ-แรงงานเถื่อน

(11 ส.ค. 68) กองกำลังบูรพา โดยหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ เร่งติดตั้งรั้วลวดหนามหีบเพลงตลอดแนวชายแดนไทย–กัมพูชา บริเวณริมคลองพรหมโหด จ.สระแก้ว จากจุดตรวจอรัญประเทศ 20 (สะพานคลองลึก) ถึงจุดตรวจอรัญประเทศ 31 ระยะทางรวม 9.8 กิโลเมตร เพื่อปิดช่องทางลักลอบเข้า–ออกประเทศ

ก่อนหน้านี้ หน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศได้ติดตั้งรั้วลวดหนามแล้วเสร็จ 6.3 กิโลเมตรในพื้นที่คลองลึก ระหว่างจุดตรวจอรัญประเทศ 08 ถึง 20 การดำเนินการครั้งนี้เป็นการต่อเนื่อง เพื่อสกัดแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย รวมถึงแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการมิจฉาชีพที่ใช้ช่องทางธรรมชาติหลบหนีเข้า–ออก

สำหรับ รั้วลวดหนามหีบเพลงจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวัง และลดปัญหาการลักลอบข้ามแดน ซึ่งมักก่อให้เกิดปัญหาด้านความมั่นคงและอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมช่วยป้องกันไม่ให้กลุ่มผู้กระทำผิดใช้พื้นที่ชายแดนเป็นเส้นทางหลบหนี

นอกจากด้านความมั่นคง การติดตั้งรั้วยังช่วยสร้างความมั่นใจและปลอดภัยแก่ประชาชนในพื้นที่ชายแดนสระแก้ว รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการป้องกันและควบคุมพื้นที่ชายแดนให้เป็นระเบียบมากยิ่งขึ้น 

‘นิด้าโพล’ ชี้!! ประชาชน ไว้ใจ ‘กองทัพ’ ปกป้อง!! ผลประโยชน์ชาติ มากกว่ารัฐบาล

(10 ส.ค. 68) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง ‘สถานการณ์ไทย-กัมพูชา ไปต่อแบบไหนดี’ ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 4-5 สิงหาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความไว้วางใจและความพอใจต่อบทบาทของภาคส่วนต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา

จากการสำรวจเมื่อถามถึงความไว้วางใจต่อภาคส่วนต่างๆ ว่าจะสามารถปกป้องผลประโยชน์ของชาติได้ จากกรณีความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา พบว่า

- กองทัพ ตัวอย่างร้อยละ 75.73 ระบุว่า ไว้วางใจมาก รองลงมาร้อยละ 19.31 ระบุว่า ค่อนข้างไว้วางใจ ร้อยละ 3.66 ระบุว่า ไม่ค่อยไว้วางใจ ร้อยละ 1.07 ระบุว่า ไม่ไว้วางใจเลย และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

- กระทรวงการต่างประเทศ ตัวอย่าง ร้อยละ 41.76 ระบุว่าไม่ไว้วางใจเลย รองลงมา ร้อยละ 33.28 ระบุว่าไม่ค่อยไว้วางใจ ร้อยละ 19.23 ระบุว่าค่อนข้างไว้วางใจ ร้อยละ 4.89 ระบุว่าไว้วางใจมาก และร้อยละ 0.84 ระบุว่าไม่ตอบ/ไม่สนใจ

- รัฐบาลไทย ตัวอย่าง ร้อยละ 54.58 ระบุว่าไม่ไว้วางใจเลย รองลงมา ร้อยละ 29.01 ระบุว่าไม่ค่อยไว้วางใจ ร้อยละ 11.45 ระบุว่าค่อนข้างไว้วางใจ ร้อยละ 4.66 ระบุว่าไว้วางใจมาก และร้อยละ 0.30 ระบุว่าไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ด้านความพอใจต่อบทบาทของภาคส่วนต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา พบว่า

- กองทัพ ตัวอย่าง ร้อยละ 75.42 ระบุว่าพอใจมาก รองลงมา ร้อยละ 19.85 ระบุว่าค่อนข้างพอใจ ร้อยละ 3.36 ระบุว่าไม่ค่อยพอใจ ร้อยละ 1.22 ระบุว่าไม่พอใจเลย และร้อยละ 0.15 ระบุว่าไม่ตอบ/ไม่สนใจ

- กระทรวงการต่างประเทศ ตัวอย่าง ร้อยละ 40.31 ระบุว่าไม่พอใจเลย รองลงมา ร้อยละ 33.66 ระบุว่าไม่ค่อยพอใจ ร้อยละ 20.38 ระบุว่าค่อนข้างพอใจ ร้อยละ 4.81 ระบุว่าพอใจมาก และร้อยละ 0.84 ระบุว่าไม่ตอบ/ไม่สนใจ

- รัฐบาลไทย ตัวอย่าง ร้อยละ 54.43 ระบุว่าไม่พอใจเลย รองลงมา ร้อยละ 27.40 ระบุว่าไม่ค่อยพอใจ ร้อยละ 13.75 ระบุว่า งค่อนข้างพอใจ ร้อยละ 4.27 ระบุว่าพอใจมาก และร้อยละ 0.15 ระบุว่าไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 41.98 ระบุว่าเปิดเจรจาทางการทูตสองฝ่ายอย่างจริงจัง รองลงมา ร้อยละ 27.63 ระบุว่ากดดันทางเศรษฐกิจ เช่น การปิดด่านต่อไปอย่างจริงจัง งดการนำเข้า‐ส่งออกในทุกกรณี ร้อยละ 27.10 ระบุว่าเปลี่ยนรัฐบาลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ร้อยละ 23.97 ระบุว่าเพิ่มกำลังทางทหารชายแดนเพื่อป้องกันประเทศ ร้อยละ 21.30 ระบุว่า กดดัน ฟ้องร้องและประณามกัมพูชาผ่านกลไกระหว่างประเทศ ร้อยละ 20.00 ระบุว่า ไปต่อแบบไหนก็ได้ แต่ต้องไม่เสียดินแดนและไม่เสียเปรียบให้กัมพูชา

ร้อยละ 19.62 ระบุว่า ให้มีประเทศที่สามเป็นตัวกลางในการเจรจาการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ร้อยละ 16.49 ระบุว่า รบต่อจนกว่าจะได้ชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จ ร้อยละ 11.15 ระบุว่า ไปต่อแบบไหนก็ได้ แต่ขอเพียงแค่ไม่มีการสู้รบกัน ร้อยละ 5.19 ระบุว่า ใช้กลไกศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ตามข้อเรียกร้องของกัมพูชา ร้อยละ 2.90 ระบุว่า เปิดด่านทั้งหมดเพื่อให้เศรษฐกิจชายแดนเข้าสู่ภาวะปกติ ร้อยละ 2.67 ระบุว่า แทรกแซงการเมืองภายในประเทศกัมพูชาเพื่อล้มอำนาจฮุนเซน และรัฐบาลฮุน มาเนต ร้อยละ 2.21 ระบุว่า สนับสนุนรัฐบาลปัจจุบันอย่างเต็มที่ในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา และร้อยละ 0.31 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อการปฏิบัติของโรงพยาบาลในการรับผู้ป่วยชาวกัมพูชาเพื่อการรักษาพยาบาล พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 51.37 ระบุว่า ไม่ควรรับผู้ป่วยชาวกัมพูชาทุกคน ทั้งผู้ที่อาศัยอยู่ในไทยและขอข้ามแดนมาเพื่อการรักษาพยาบาล รองลงมา ร้อยละ 35.81 ระบุว่า ควรรับผู้ป่วยชาวกัมพูชาเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในไทยเท่านั้น ร้อยละ 11.45 ระบุว่า ควรรับผู้ป่วยชาวกัมพูชาทุกคน ไม่ว่าพวกเขาจะอาศัยอยู่ในไทยหรือขอข้ามแดนมาเพื่อการรักษาพยาบาล และร้อยละ 1.37 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

‘รัฐบาล’ เชิญชวน!! ร่วมงานวันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค. ‘คณะรัฐมนตรี’ งดประชุม!! เลื่อนไป 19 ส.ค.นี้

(10 ส.ค. 68)  นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และในโอกาสวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2568 รัฐบาลได้จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล พิธีถวายเครื่องราชสักการะและวางพานพุ่ม และพิธีจุดเทียน ถวายพระพรชัยมงคล ณ ท้องสนามหลวง และพร้อมขอเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมที่หน่วยงานต่างๆ จัดขึ้นทั่วประเทศ เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทย

นายจิรายุ กล่าวว่า สำหรับการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันอังคาร ซึ่งตรงกับวันหยุดราชการวันที่ 12 ส.ค.ทางสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้แจ้งงดการประชุม และจะประชุมตามปกติในวันอังคารที่ 19 ส.ค.2568 

‘เอกนัฏ’ ลงนามประกาศ!! ห้ามตั้ง ขยายโรงงานที่ใช้สารปรอท มีผลใช้บังคับ!! ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2568 เป็นต้นไป

(10 ส.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้ลงนามในประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง ห้ามตั้งหรือขยายโรงงานที่ใช้ปรอทหรือสารประกอบปรอทในกระบวนการผลิตและห้ามใช้ปรอทหรือสารประกอบปรอทในกระบวนการผลิต พ.ศ. 2568 ตามที่คณะรัฐมนตรี ได้อนุมัติในหลักการร่างประกาศฯ เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2567 มีเป้าหมายเพื่อควบคุมและเลิกการใช้และการปลดปล่อยปรอทจากแหล่งกำเนิดตามพันธกรณีของอนุสัญญามินามาตะฯ ที่มุ่งเน้นการควบคุม ลด และเลิก สำหรับการผลิต การนำเข้าและส่งออก การใช้ การปลดปล่อย การปล่อยปรอทและสารปรอท จากแหล่งกำเนิดที่เป็นประเด็นปัญหาสำคัญ รวมถึงแหล่งอุปทานปรอทและการค้าปรอท ผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมปรอท กระบวนการผลิตที่มีการใช้ปรอท การทำเหมืองแร่ทองคำพื้นบ้านขนาดเล็ก การจัดการของเสีย และพื้นที่ปนเปื้อนปรอท ซึ่งจะเห็นได้ว่าครอบคลุมในทุกภาคส่วน ทั้งนี้ เพื่อปกป้องสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากการปลดปล่อยสู่อากาศและปล่อยสู่ดินหรือน้ำของปรอทและสารประกอบปรอทจากกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านั้น โดยประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิก เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2560 และอนุสัญญาฯ มีผลบังคับใช้กับประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2560 เป็นต้นมา

"กระทรวงอุตสาหกรรมพยายามในทุกช่องทางเพื่อปกป้องประชาชนจากการประกอบการที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนและชุมชน การลงนามฯในครั้งนี้ นับเป็นการป้องกันจากอันตรายที่เกิดจากสารปรอทในภาคอุตสาหกรรมได้ชัดเจน เช่นเดียวกับที่ผมได้ลงนามเรื่องห้ามตั้งหรือขยายโรงงานผลิตเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตฯ เป็นระยะเวลา 5 ปี มีผลบังคับใช้ไปจนถึงวันที่ 9 มกราคม 2573 ตามมติ ครม. ไปก่อนหน้านี้ เพื่อปกป้องประชาชนจากผู้ประกอบการที่ไม่ประสงค์ดีเช่นกัน" นายเอกนัฏกล่าว

นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ประกาศกระทรวงฉบับนี้ มีขอบเขตในการควบคุมโรงงานใน 5 กระบวนการผลิต ได้แก่ การผลิตคลอร์-แอลคาไล การผลิตอะซีตัลดีไฮด์ที่ใช้ปรอทและสารประกอบปรอทเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา การผลิตสารไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ การผลิตโซเดียมหรือโพแทสเซียม เมทิลเลต หรือเอทิลเลต และการผลิตโพลียูรีเทน ที่ใช้ปรอทเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ในทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักร โดยห้ามตั้งหรือขยายโรงงานที่ใช้ปรอทหรือสารประกอบปรอทในกระบวนการผลิต และห้ามใช้ปรอทหรือสารประกอบปรอทในกระบวนการผลิตในโรงงาน ซึ่งประกาศดังกล่าวจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการควบคุมการปลอดปล่อยปรอทจากกระบวนการผลิต ช่วยลดมลพิษในสิ่งแวดล้อม และก่อให้เกิดความปอดภัยต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน นอกจากนี้ ยังเป็นประโยชน์ต่อบทบาทของประเทศไทยในการปฏิบัติตามพันธกรณีประหว่างประเทศ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ในหลากหลายด้าน ทั้งด้านการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในเวทีสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ การสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ การผลักดันการพัฒนากฎหมาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดช่องทางเพื่อขยายโอกาสทางการค้าโดยใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการเจรจาทางการค้าได้อย่างเป็นดี ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยให้มีความลงตัวกับกติกาสากล ตลอดจนเกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยในที่สุด

นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กล่าวว่า กรอ. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลทางด้านกฎหมาย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ. วัตถุอันตราย พ.ศ. ๒๕๓๕ และ พ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ. 2535 ซึ่งหนึ่งในประเด็นการดำเนินงานให้เป็นไปตามพันธกรณีของอนุสัญญามินามตะฯ คือ การควบคุมกระบวนการผลิตที่มีการใช้ปรอทหรือสารประกอบปรอท ตามพันธกรณีข้อ 5 ของอนุสัญญามินามาตะฯ ซึ่งจากการทำงานร่วมกันระหว่าง กรอ. และภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาคอุตสาหกรรมไทยมีความพร้อมในการปฏิบัติตามข้อกำหนดของอนุสัญญามินามาตะฯ ในการเลิกใช้ปรอทและสารประกอบปรอทในกระบวนการผลิตดังกล่าว กรอ. ออกประกาศกระทรวงดังกล่าว เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำปรอทและสารประกอบปรอทมาใช้ในโรงงานหรือสถานประกอบการใหม่ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป

“ประกาศกระทรวงฉบับนี้ จะส่งผลทางบวกต่อภาคอุตสาหกรรม สังคม และสิ่งแวดล้อม เนื่องจากเป็นการยืนยันว่ากระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ไม่มีการใช้ปรอทและสารประกอบปรอท ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัย การป้องกันมิให้มีการนำปรอทและสารประกอบปรอทมาใช้ในกระบวนการผลิตของโรงงานใหม่ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จะช่วยให้สถานประกอบการหรือโรงงานดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีความลงตัวกับกติกาสากล และสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน” นายพรยศ กล่าวทิ้งท้าย

‘ฮุน เซน’ โพสต์โซเชียล!! ‘ดื่ม STARBUCKS – โชว์วงสวิง’ เผย!! สามารถเข้าร่วมปฏิบัติงานได้ หากมีเหตุฉุกเฉิน

(10 ส.ค. 68) สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์ภาพตัวเองนับสิบภาพ ในอิริยาบถดื่มกาแฟ-ตีกอล์ฟ พร้อมข้อความ

ดื่ม STARBUCKS 0% แทน 100%, 70%, 50%, 30% ตามคำแนะนำของแพทย์ ตั้งแต่มีสถานการณ์ที่ชายแดน ก็เริ่มรู้จักกาแฟแบรนด์ดัง และเริ่มดื่มวันละ 2 แก้ว ตอนเช้า 1 แก้ว ตอนเย็น 1 แก้ว โดยไม่ใส่น้ำตาลเลย (0%)

เช้านี้มีโอกาสไปตีลูกกอล์ฟกับคู่แข่ง ซึ่งมีทั้งคนที่ไม่มีฟันและคนที่เล่นไม่เก่ง นั่งนานหลายชั่วโมงทำให้เอวตึงเล็กน้อย แต่การตีลูกกอล์ฟยังดีอยู่ ทั้งไดร์เวอร์ วูด และเหล็ก

แม้จะอยู่ในสนามกอล์ฟ แต่ผมก็ยังสามารถเข้าร่วมปฏิบัติงานได้หากมีเหตุฉุกเฉิน โดยเฉพาะจากกองทัพที่ชายแดน
ขอให้มีความสุขในวันสุดสัปดาห์ พร้อมกับความระมัดระวังสูงสุด

‘นิพนธ์’ เตือน!! แก้ปัญหา ‘เขากระโดง’ อ่านข้อมูลให้ละเอียด ก่อนพูด ระบุ!! สมัยนั่ง รมช.มหาดไทย เคยสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ให้ทำตามกฎหมาย

(10 ส.ค. 68) นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรมช.มหาดไทย ซึ่งเคยกำกับกรมที่ดิน ให้ความเห็นว่า กรณีปัญหาที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าเจ้าหน้าที่ หรือผู้บริหารกระทรวง ไม่ควรเร่งรีบออกมาพูด หรือสั่งการ ควรศึกษาเอกสารข้อมูลให้ชัดเจน เพราะมีเอกสารข้อมูลจำนวนมาก และไม่ควรตัดใจแก้ปัญหาด้วยอารมณ์ สมัยเป็นรมข.มหาดไทย ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลกรมที่ดิน ปัญหาที่ดินเขากระโดง อธิบดีกรมที่ดินขณะนั้น ได้ทำรายละเอียดเสนอมา 3-4 หน้า หลังอ่านแล้วได้เซ็นว่า “ทราบ” และสั่งการให้อธิบดีทำตามขั้นตอนของระเบียบกฎหมาย

ที่ดินจำนวน 5,000 กว่าไร่ที่ระบุว่า เป็นของการรถไฟฟ้าแห่งประเทศ(รฟท.)และศาลฏีกาได้สั่งให้เป็นที่ดินของการรถไฟนั้น ในรายละเอียดศาลฎีกาได้สั่งเฉพาะชาวบ้าน 35 รายที่ขอออกโฉนดและการรถไฟฯได้ยื่นร้องคัดค้าน ไม่ได้สั่งว่า ที่ดินทั้งหมดเป็นของการรถไฟฯ และศาลปกครองได้สั่งให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินการ

ปัญหาที่ดิน #เขากระโดง พระราชกฤษฎีกาไม่ได้กำหนดแนวเขตชัดเจน และที่ผ่านมาการรถไฟฯ ไม่ได้ชี้แนวเขตที่ชัดเจน กรมที่ดินจึงไม่สามารถดำเนินการเพิกถอนออกสารสิทธิ์ได้ เพิกถอนเฉพาะชาวบ้าน 35 รายที่ศาลฎีกาสั่ง ส่วนอีก 900 กว่ารายไม่ได้มีการกำหนดมีการฟ้องร้องไม่มีการกำหนดแนวเขตที่ชัดเจน ที่ผ่านกรมที่ดินได้ออกโฉนดให้ชาวบ้านตามขั้นตอนถูกต้องตามกฎหมาย ถ้าจะให้เพิกถอนต้องมีคำสั่งศาล ไม่เช่นนั้นอธิบดีกรมที่ดินที่ฟ้อง ที่ผ่านมามีอธิบดีกรมที่ดิน 2 คนขอย้ายตัวเอง เพราะไม่สามารถดำเนินการตามคำสั่งของฝ่ายการเมืองได้ 

นายนิพนธ์ กล่าวว่า ทราบว่า การรถไฟฯ ได้ดำเนินการฟ้องร้องให้เพิกถอนเอกสารสิทธิ์ ซึ่งการรถไฟฯไม่มีความสามารถดำเนินการเอง จึงส่งให้อัยการสูงสุดดำเนินการฟ้องร้อง ซึ่งอัยการสูงสุดก็ยังไม่มีคำสั่งออกมา

'การดำเนินการปัญหาที่ดินเขากระโดงมีความซับซ้อน ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดไม่เช่นนั้นจะถูกฟ้องได้ จะทำตามอารมณ์ความรู้สึกไม่ได้ เพราะกระทบต่อชาวบ้าน 900 กว่ารายที่ถือโฉนดที่ดิน ตามที่นายภูมิธรรม เวชชยชัย รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย และนายเดชอิศม์ ขาวทอง รมช.มหาดไทย ที่กำกับดูแลกรมที่ดิน ระบุว่า จะเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ภายใน 2 วันนั้น ก็จะรอดูว่า สามารถทำได้หรือไม่ อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ที่จะเข้ามาจะกล้าดำเนินการหรือไม่'นายนิพนธ์ กล่าว

เขา กล่าวด้วยว่า กรณีที่ดินเขากระโดงกับที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์มีความแตกต่างกันที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ เป็นที่ดินมรดกที่ยกให้วัด และศาลฎีกาสั่งให้เป็นของวัดชัดเจน จึงต้องเพิกถอน หากไม่เพิกถอนก็จะเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ซับซ้อนเหมือน #ที่ดินเขากระโดง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top