Monday, 27 July 2026
NEWS FEED

เชียงใหม่-มช.“เปิดตัวหลักสูตร INNO4Tourism พัฒนาทักษะบุคลากรท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน”

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดตัวโครงการหลักสูตร INNO4Tourism ยกระดับทักษะบุคลากรด้านการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน 

โครงการ INNO4Tourism - INNOVATIVE CURRICULA FOR LIFE-LONG LEARNING OF SUSTAINABLE TOURISM WORKFORCE หรือโครงการพัฒนาหลักสูตรนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับแรงงานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน) ได้รับทุนสนับสนุนจากสหภาพยุโรป (European Union) และวิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายใต้กรอบการดำเนินงานของโครงการ Erasmus+ โปรแกรมเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา ระยะเวลา 3 ปี (1 ธันวาคม 2566 – 30 พฤศจิกายน 2569) โดยความร่วมมือของภาควิชาการท่องเที่ยว คณะมนุษยศาสตร์  วิทยาลัยศิลปะ สื่อและเทคโนโลยี คณะศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต ร่วมจัดงานเปิดตัวหลักสูตรนวัตกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน INNO4Tourism เพื่อยกระดับทักษะบุคลากรภาคการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน 

โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรวิชย์ ถิ่นนุกูล หัวหน้าโครงการ INNO4Tourism พร้อมด้วยคณะทำงานจากภาควิชาการท่องเที่ยว คณะมนุษยศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ยุทธศักดิ์ ฉัตรแก้วนภานนท์ ผู้จัดการโครงการ เป็นตัวแทนคณะทำงานของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  
ในงานมีตัวแทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ สมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือจังหวัดเชียงใหม่ สมาคมมัคคุเทศก์เชียงใหม่ กลุ่มผู้ประกอบการและบุคลากรจากภาคการท่องเที่ยวและการบริการ ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร รวมถึงกลุ่มนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนในกระบวนวิชา INNO4Tourism เข้าร่วมการเปิดตัวหลักสูตรดังกล่าว

งานนี้ได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรวิชญ์ จันทร์ฉาย คณบดีวิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.สุทธิดา จำรัส รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวเปิดงานและแนะนำแพลตฟอร์ม CMU Lifelong Education ที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อบุคลากรในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักสูตรที่เกิดขึ้นในโครงการ INNO4Tourism จำนวน 8 รายวิชา 16โมดูลย่อย เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะให้กับผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวและบริการ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภัทรพร คูวุฒยากร ในฐานะผู้จัดการโครงการและคณะทำงาน ได้แนะนำกระบวนวิชา INNO4Tourism 8 รายวิชาใหม่จำนวน 16 โมดูลย่อย ซึ่งพัฒนาเนื้อหาโดยเครือข่ายคณาจารย์จาก 4 มหาวิทยาลัยชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญจากสหภาพยุโรปที่มุ่งเน้นการพัฒนาเนื้อหาสำหรับผู้ประกอบการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยเน้น
การบูรณาการความรู้ด้านนวัตกรรม เทคโนโลยีและการจัดการสมัยใหม่ ยกระดับทักษะใหม่ให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงพลวัติของธุรกิจด้านท่องเที่ยวและบริการ ให้สามารถแข่งขันได้

นอกจากนี้ยังมีการอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “การใช้พลังงานและรอยเท้าคาร์บอนในโรงแรม” ซึ่งเป็นโมดูลย่อยในหลักสูตร หัวข้อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ให้การบรรยายโดยอาจารย์ในหลักสูตร และมีวิทยากรร่วมบรรยายพิเศษ โดยคุณนริศ ลาภสุนทรพิทักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจากบีเอสไอ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด สำหรับผู้ประกอบการที่ลงทะเบียนเรียนโมดูลในหลักสูตรของโครงการ INNO4Tourismซึ่งเปิดให้ลงทะเบียนเรียนในแพลตฟอร์มออนไลน์ของวิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต มีผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจ และกลุ่มพนักงานจากภาคธุรกิจ กว่า 40 คนเข้าร่วมอบรมครั้งนี้ โดยโมดูลดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวสามารถปรับตัวสู่การดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โครงการ INNO4Tourism ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงเครือข่ายสหภาพยุโรปที่ร่วมกันเพื่อยกระดับคุณภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยวและบริการ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ที่มีธุรกิจท่องเที่ยวเป็นฐานรายได้ที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยให้สามารถสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ยกระดับความสามารถในการแข่งขันได้อย่างเหมาะสม

จังหวัดสงขลา ต้อนรับคณะกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภา เดินหน้าผลักดันการค้าชายแดน–ท่องเที่ยว สร้างเศรษฐกิจสงขลาเข้มแข็ง

(18 ก.ย. 68) ดร.โชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ให้การต้อนรับคณะกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภา นำโดย นายโสภณ มะโนมะยา รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง ในโอกาสลงพื้นที่ศึกษาดูงานปัญหาการค้าชายแดนในมิติต่างประเทศ พร้อมรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ชายแดนในมิติต่างๆ อาทิ ความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และแรงงาน โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมให้ข้อมูล ณ ห้องประชุม Conference ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดสงขลา

นายโสภณ มะโนมะยา รองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา คนที่สอง เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มุ่งเน้นพบปะผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติ เพื่อรับฟังปัญหาและอุปสรรคด้านการค้า การส่งออกและนำเข้า โดยเฉพาะที่ด่านสะเดาและด่านปาดังเบซาร์ ที่เคยเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ แต่ปัจจุบันลดอันดับลง จึงต้องการผลักดันให้กลับมาเป็นอันดับหนึ่งอีกครั้ง โดยเฉพาะที่ด่านสะเดาและด่านปาดังเบซาร์ จึงจำเป็นต้องเร่งผลักดันให้กลับมาเป็นด่านเศรษฐกิจสำคัญอีกครั้ง พร้อมทั้งหารือเรื่องการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการอำนวยความสะดวกที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งมีผลโดยตรงต่อจำนวนนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียที่เดินทางเข้ามากว่า 1 ล้านคนต่อปี

ด้าน ดร.โชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า จังหวัดได้เร่งรัดการพัฒนาด่านสะเดาแห่งใหม่ร่วมกับรัฐบาลมาเลเซีย คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคมนี้ พร้อมของบประมาณกว่า 1,100 ล้านบาทเพื่อเสริมระบบป้องกันและยกระดับการบริหารจัดการชายแดน ขณะเดียวกัน จังหวัดสงขลามีนักท่องเที่ยวกว่า 6 ล้านคนต่อปี โดยส่วนใหญ่เป็นชาวมาเลเซีย จึงเตรียมกระจายตลาดนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่น ๆ อาศัยจุดแข็งด้านการมีสถานกงสุลใหญ่หลายประเทศตั้งอยู่ในพื้นที่

นอกจากนี้ จังหวัดยังได้กำหนดยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ อำเภอหาดใหญ่ สะเดา และเมืองสงขลา ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้า การบริการ และการผลิต ควบคู่กับการพัฒนาพื้นที่เกษตร อาทิ อำเภอรัตภูมิ บางกล่ำ และนาหม่อม และการผลักดันเมืองเก่าสงขลาเป็นแหล่งมรดกโลกในปี 2570 รวมถึงเตรียมความพร้อมรองรับสังคมผู้สูงอายุและการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทุกกลุ่ม

ในด้านความมั่นคง จังหวัดสงขลาแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ พื้นที่ชายแดนที่เชื่อมโยงจังหวัดชายแดนใต้ (อำเภอจะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย) พื้นที่เศรษฐกิจหลัก และพื้นที่อื่น ๆ รวม 16 อำเภอ โดยใช้เครือข่ายกรรมการหมู่บ้านกว่า 10,000 คนดูแลความสงบเรียบร้อย ขณะเดียวกัน ยังเตรียมต้อนรับเอกอัครราชทูตกว่า 22 ประเทศที่จะลงพื้นที่เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

สำหรับด้านทรัพยากรธรรมชาติ จังหวัดสงขลามีภูมิประเทศและทรัพยากรโดดเด่น ทั้งภูเขา น้ำตก ทะเลสาบสงขลา และชายฝั่งทะเลยาวต่อเนื่อง นับเป็นจุดแข็งทางภูมิศาสตร์ที่เชื่อมโยงภูมิภาคและระดับนานาชาติ ซึ่งจังหวัดจึงวางแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรภายใต้กฎหมายอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความมั่นใจในการพัฒนาและยกระดับจังหวัดสงขลาสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของภาคใต้

นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา

คนภูเก็ตไม่พอใจ!! ค้านแผนจัดงานปีใหม่ชาวอิสราเอล ฉลองปาร์ตี้ริมหาดป่าตอง–ราไวย์ หวั่นนำความขัดแย้งเข้ามา

(18 ก.ย. 68) กระแสต่อต้านการจัดงานปีใหม่ของชาวอิสราเอลในภูเก็ตกำลังร้อนแรง หลังมีแผนจัดงานฉลองริมหาดป่าตองและหาดราไวย์ วันที่ 22–23 กันยายน 2568 พร้อมขบวนแห่และพิธีทางศาสนา รวมถึงพิธี Taslich ช่วง 1–13 ตุลาคม ทำให้เกิดความกังวลว่าจะนำความขัดแย้งระดับโลกเข้ามาสู่เมืองท่องเที่ยวไทยและกระทบภาพลักษณ์ภูเก็ต

เพจ Thailand Stand with Palestine – ไทยเคียงข้างปาเลสไตน์ ออกมาแสดงความกังวลว่า การปล่อยให้จัดงานดังกล่าวอาจสะท้อนการขยายธุรกิจและอิทธิพลของกลุ่มทุนอิสราเอลในภูเก็ต ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร และบริษัททัวร์ ซึ่งเปรียบเสมือน “การยึดครองคืบคลาน” 

โพสต์ดังกล่าวสร้างกระแสในโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว มียอดกดไลก์หลายพันครั้ง รวมถึงมีการแชร์และคอมเมนต์จำนวนมาก ที่แสดงความไม่พอใจต่อการจัดงานและกังวลว่าภูเก็ตอาจกลายเป็นเวทีการเมืองโลกโดยไม่รู้ตัว หลายคอมเมนต์เตือนว่าอย่าให้ภูเก็ตกลายเป็น “กาซา 2”

โดย ณ ขณะนี้แรงกดดันมุ่งไปยังหน่วยงานท้องถิ่นทั้ง อบจ.ภูเก็ต เทศบาลเมืองป่าตอง และจังหวัดภูเก็ต ว่าจะรับมือกับเสียงคัดค้านอย่างไร โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีชุมชนมุสลิมหนาแน่น 25–35% ของประชากร ซึ่งอาจเกิดความขัดแย้งหากมองว่าการจัดงานเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองหรือกระทบวิถีชีวิตท้องถิ่น

รพ.ค่ายสุรศักดิ์มนตรี เข้ารับรางวัล CQI ระดับกองทัพบก ประจำปีงบประมาณ 2568

(18 ก.ย. 68) พ.อ. วรินทร ทานาค ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี ได้เข้ารับใบประกาศเกียรติคุณ จากผลงาน “การพัฒนาระบบ Surasak Healthcare เพื่อการบริหารสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ” ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่มุ่งเน้นการพัฒนาระบบงานด้านการแพทย์ให้มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และครอบคลุมยิ่งขึ้น ช่วยยกระดับคุณภาพการบริหารจัดการด้านสุขภาพ และเพิ่มประสิทธิภาพการบริการแก่กำลังพล ครอบครัว และประชาชนในพื้นที่

พิธีมอบรางวัลดังกล่าวจัดขึ้น โดยกองทัพบก ผ่านกองกำลังพลทหารบก (กพ.ทบ.) ในกิจกรรมการประกวดผลงานการพัฒนากระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่อง (CQI) ระดับกองทัพบก ประจำปีงบประมาณ 2568 ประเภทผลงานองค์ความรู้จากการพัฒนาคุณภาพระบบงานของหน่วยสายแพทย์ ผ่านระบบการประชุมออนไลน์ ณ ห้องประชุมใหญ่ กพ.ทบ.

การได้รับรางวัลครั้งนี้นับเป็นความภาคภูมิใจ และเป็นแรงผลักดันสำคัญให้โรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมด้านการแพทย์และบริการสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจของกองทัพบก และตอบสนองต่อความต้องการด้านสุขภาพของกำลังพล ครอบครัว และประชาชนโดยรอบ อย่างมีคุณภาพ

นิราช ทิพย์ศรี รายงาน 0909535645

ผบ.นบ.ยส.24 โชว์ผลงานการปฏิบัติงานรอบ 1 ปี ยึดยาบ้า 150 ล้านเม็ดเศษ ไอซ์ 8,516 กิโลกรัม เฮโรอีน 151 กก.,เคตามีน 796 กิโลกรัม และอื่นๆ รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้นมากถึง หนึ่งหมื่นล้านบาทเศษ

เมื่อวานนี้ (17 ก.ย.68) เวลา 1100 น. ที่โรงแรมฟอร์จูน ริเวอร์วิว นครพนม อำเภอเมืองนครพนม​ จังหวัดนครพนม พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2/ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการ สกัดกั้น และปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24) เป็นประธาน การประชุมสรุปผลการปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณ 2568  (ทบทวนหลังปฏิบัติงาน ตุลาคม 2567 – กันยายน 2568) และการประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำแผนการปฏิบัติการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด ระดับจังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประจำปีงบประมาณ 2569 ห้วงวันที่ 16 - 17 กันยายน 2568 โดยมีหน่วยงาน ส่วนราชการในพื้นที่ 7 จังหวัด 25 อำเภอชายแดน จำนวน 95 หน่วย ในพื้นที่รับผิดชอบของหน่วยบัญชาการ สกัดกั้น และปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดน​ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เข้าร่วมประชุม เพื่อระดมความคิดวิเคราะห์ ทบทวนสถานการณ์ในแต่ละมาตรการ, ผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา, ปัญหาอุปสรรค ในการดำเนินงานในพื้นที่ และกำหนดประเด็นการพัฒนา ตามบริบทในพื้นที่ 

เพื่อเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น วิเคราะห์ปัญหาอุปสรรค ในการปฏิบัติงานร่วมกัน และเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาในการปฏิบัติงาน เพื่อให้การปฏิบัติงานเกิดการบูรณาการร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน มุ่งสู่การแก้ไขปัญหายาเสพติดให้หมดไปจากสังคมไทยอย่างยั่งยืน โดยในวันนี้ มทภ.2/ ผบ.นบ.ยส.24 กรุณารับฟังการบรรยายสรุปผลการปฏิบัติงานและผลการทบทวนหลังการปฏิบัติในภาพรวมของหน่วย ประจำปีงบประมาณ 2568 จาก รองผู้อำนวยการส่วนอำนวยการ นบ.ยส.24 และกรุณามอบใบประกาศเกียรติคุณให้แก่หน่วยที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น จำนวน 10 หน่วย และมอบรางวัลให้แก่หน่วยที่มีผลการตรวจยึดและจับกุมดีเด่น จำนวน 40 หน่วย พร้อมทั้งกล่าวปิดการประชุมสรุปผลการปฏิบัติงานและทบทวนหลังการปฏิบัติ ประจำปีงบประมาณ 2568 

สถานการณ์ด้านยาเสพติดในพื้นที่รับผิดชอบ ซึ่งรัฐบาลได้ออกประกาศเรื่องกำหนดพื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนและผู้รับผิดชอบเพื่อป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ปีงบประมาณ 2568 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพื้นที่อำเภอชายแดนเป็นพื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนใน 7 จังหวัด 25 อำเภอ และมอบให้กองทัพภาคที่ 2 จัดตั้งหน่วยบัญชาการสกัดกั้น และปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ นบ.ยส.24 ขึ้นโดยมี แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ผบ.นบ.ยส.24) ภารกิจในวางแผน บูรณาการ อำนวยการ ประสานงาน ในการสกัดกั้นการลักลอบนำเข้า-ส่งออก ยาเสพติดสารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์, ปราบปรามเครือข่ายค้ายาเสพติด, บำบัดผู้ป่วยจิตเวชยาเสพติด, จัดตั้งหมู่บ้านชุมชนเข้มแข็งเอาชนะยาเสพติด, ประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งแก้ไขปัญหายาเสพติด ด้านอื่นๆ ในพื้นที่ชายแดนของจังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และ อุบลราชธานี เพื่อให้พื้นที่รับผิดชอบปลอดจากการลักลอบนำเข้ายาเสพติด ไม่มีการแพร่ระบาดของยาเสพติด ปัญหายาเสพติดด้านอื่นๆ ได้รับการแก้ไข ประชาชนเกิดความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินได้อย่างยั่งยืนและได้ยึดถือกรอบแนวทางการปฏิบัติของ ป.ป.ส. ใน 6 มาตรการหลัก คือ มาตรการสกัดกั้น, มาตรการปราบปราม, มาตรการป้องกัน, มาตรการบำบัด, มาตรการบูรณาการ และมาตรการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทุกภาคส่วนจะต้องร่วมกันขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน ในทุกมาตรการ เพื่อให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

การปฏิบัติงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ตามแนวชายแดน เป็นการบูรณาการระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ร่วมกับกองกำลังป้องกันชายแดนในการซีลแนวชายแดน ประกอบด้วย กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี กองกำลังสุรนารี และพื้นที่ที่รัฐบาลกำหนดให้เป็นพื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนใน 7 จังหวัด 25  อำเภอ มีหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (นบ.ยส.24) เป็นหน่วยรับผิดชอบ ในเขตพื้นที่ตอนในดำเนินการ โดย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรจังหวัด (กอ.รมน.จังหวัด) ทั้ง 20 จังหวัดบูรณาการกับส่วนราชการในจังหวัด ร่วมกันดำเนินการ 

ผลจากการดำเนินงานด้านยาเสพติดตั้งแต่ โดยสรุปสถิติและการปฏิบัติที่สำคัญแต่ละมาตรการตั้งแต่ (ตั้งแต่ 1 ต.ค 67 –  31 ส.ค. 68) ในพื้นที่รับผิดชอบของ นบ.ยส.24 สามารถจับกุม จำนวน 1,084 ครั้ง, ผู้ต้องหา 1,453 ราย ของกลาง ยาบ้าหนึ่งร้อยห้าสิบล้านเม็ดเศษ (150,594,083 เม็ด),ไอซ์ 8,516 กิโลกรัมเฮโรอีน 151 กก.,เคตามีน 796 กิโลกรัมและอื่นๆ รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้นมากถึง หนึ่งหมื่นล้านบาทเศษ (10,712,934,283 บาท)

การตรวจยึดจับกุมที่สำคัญ ได้แก่ การตรวจยึดยาบ้าหลักล้านเม็ดขึ้นไป จำนวน 47 ครั้ง ยาบ้าหลักแสนเม็ดขึ้นไป จำนวน 110 ครั้ง โดยตรวจยึดได้มากที่สุดในพื้นที่จังหวัดนครพนม (32,694,472 เม็ด) รองลงมา คือ จังหวัดหนองคาย (30,043,699 เม็ด) และ จังหวัดมุกดาหาร (29,757,591 เม็ด)การตรวจยึด และไอซ์ หลัก 100 กิโลกรัมขึ้นไป จำนวน 24 ครั้ง โดยพื้นที่ที่มีการตรวจยึดจับกุม มากที่สุด คือ จังหวัดเลย (3,032 กก.) และรองลงมา คือ จังหวัดนครพนม (2,736 กก.)

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตือน อวสาน Windows 10 เหลือเดือนสุดท้าย เสี่ยงโดนแฮก หลัง Microsoft ยุติการสนับสนุน 14 ตุลาคม 2568 นี้

(18 ก.ย. 68) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนเกี่ยวกับอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่ยังคงสร้างความเสียหายให้กับพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมาก โดยล่าสุด สืบเนื่องจากบริษัท ไมโครซอฟท์ (Microsoft Corporation) ได้มีประกาศอย่างเป็นทางการว่า ระบบปฏิบัติการ Windows 10 จะสิ้นสุดระยะเวลาการสนับสนุน (End of Support) ในวันที่ 14 ตุลาคม 2568 ที่จะถึงนี้ ซึ่งหมายความว่า หลังจากวันดังกล่าว ผู้ใช้งาน Windows 10 จะไม่ได้รับการอัปเดตด้านความปลอดภัย (Security Updates) และการแก้ไขช่องโหว่ (Vulnerability Patches) ใด ๆ จากบริษัทผู้พัฒนาอีกต่อไป ซึ่งจะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการดังกล่าว จะตกอยู่ในความเสี่ยงด้านความปลอดภัยรูปแบบต่าง ๆ เช่น

1. “ไม่ปลอดภัยจากภัยคุกคาม” เช่น มัลแวร์ (Malware) แรนซัมแวร์ (Ransomware) หรือ ถูกควบคุมเครื่องระยะไกล (Remote Access Trojan: RAT)
2. “อาจถูกเข้าถึงข้อมูลส่วนตัว” เช่น ข้อมูลบัญชีธนาคาร รหัสผ่าน ไฟล์เอกสาร ภาพถ่าย และข้อมูลส่วนบุคคลอื่น ๆ
3. “เสี่ยงต่อการถูกเรียกค่าไถ่ (Ransomware)” โดยการเข้ารหัสข้อมูลในเครื่อง ทำให้ไม่สามารถใช้งานหรือเข้าถึงข้อมูลได้ จากนั้นคนร้ายจะบังคับให้จ่ายเงินเพื่อปลดล็อก
4. “ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี” เนื่องจากมิจฉาชีพมักจะใช้เครื่องมือสำหรับเจาะระบบเก่าที่ไม่มีการป้องกัน (Exploit toolkit)

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอแนะนำแนวทางปฏิบัติสำหรับพี่น้องประชาชน ตลอดจนหน่วยงาน และองค์กรต่าง ๆ ดังนี้
- อัปเกรดระบบปฏิบัติการเป็น Windows 11 หรือเปลี่ยนไปใช้ระบบปฏิบัติการอื่นที่ยังได้รับการอัปเดตด้านความปลอดภัย
- หากยังจำเป็นต้องใช้งาน Windows 10 ให้หลีกเลี่ยงการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต
- ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสที่เชื่อถือได้ พร้อมอัปเดตฐานข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ
- หลีกเลี่ยงการเปิดไฟล์แนบหรือลิงก์จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ
- ใช้รหัสผ่านที่คาดเดายากและเปลี่ยนเป็นระยะ รวมทั้งเปิดใช้การยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอน (Two-Factor Authentication)
- ไม่บันทึกข้อมูลสำคัญไว้ในเครื่องโดยไม่มีการเข้ารหัส

ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหายจากการถูกโจมตีทางไซเบอร์ หรืออาชญากรรมทางเทคโนโลยีรูปแบบต่าง ๆ สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่สถานีตำรวจในท้องที่เกิดเหตุ หรือแจ้งความออนไลน์ด้วยตนเองที่เว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ผบ.ตร. ห่วงใย ส่งแรงใจถึงแนวหน้า พร้อมเยียวยาผู้บาดเจ็บ ยันตำรวจคุมเหตุ ‘บ้านหนองหญ้าแก้ว’ ตามหลักสากล

(18 ก.ย. 68) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้รับรายงานเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว หลังเจ้าหน้าที่หลายหน่วยร่วมกันติดตั้งลวดหนามหีบเพลงเพื่อเสริมความมั่นคงแนวชายแดน ก่อนถูกกลุ่มชาวกัมพูชาประมาณ 200 คนเข้าขัดขวางและพยายามรื้อสิ่งกีดขวาง

รายงานระบุว่า กลุ่มผู้ชุมนุมฝั่งกัมพูชามีพฤติกรรมไม่พอใจ ขว้างก้อนหินและท่อนไม้ใส่เจ้าหน้าที่ไทยที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ชุดควบคุมฝูงชนจังหวัดสระแก้วและฝ่ายปกครองจำเป็นต้องใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และเครื่อง LRAD เพื่อผลักดันให้ผู้ชุมนุมถอยออกจากพื้นที่ และเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเสริมลวดหนามและสิ่งกีดขวางเพิ่มเติมเพื่อป้องกันการรุกล้ำซ้ำ

จากเหตุปะทะดังกล่าว มีเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยบาดเจ็บ 4 นาย ได้แก่ พ.ต.ท.สมัชญ์ นาคพน, ด.ต.แสงอรุณ ศรีวงศ์จันทร์, ด.ต.ศักดิ์สิทธิ์ นพเกล้า และ จ.ส.ต.ชยันต์ เบ้าทอง ซึ่งทั้งหมดถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาแล้ว ขณะที่การควบคุมสถานการณ์ยังคงเข้มงวดเพื่อไม่ให้เหตุการณ์บานปลาย

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันว่า การใช้กำลังของเจ้าหน้าที่เป็นไปตามหลักสากล มุ่งเน้นการผลักดันและยุติเหตุจลาจลโดยไม่ใช้ความรุนแรงเกินจำเป็น พร้อมเผยว่า ผบ.ตร. ได้แสดงความห่วงใยต่อกำลังพลที่บาดเจ็บ และกำชับให้ดูแลสิทธิและสวัสดิการของผู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยย้ำว่าการรุกล้ำของมวลชนกัมพูชาเป็นการละเมิดกฎหมายไทยอย่างชัดเจน

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติห่วงใย ส่งกำลังใจให้กำลังพลควบคุมสถานการณ์พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว ย้ำการดำเนินการของตำรวจเป็นไปตามหลักสากล

(18 ก.ย. 68) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า วานนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้รับรายงานจากกองร้อยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดน 4 ชุดควบคุมตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12 (ร้อย ฉก.ตชด.4(ชค.ตชด.12)) กรณีเหตุการณ์บริเวณจุดปฏิบัติการที่ 34 กองร้อยทหารพรานที่ 1301 (ร้อย ทพ.1301) บ้านหนองหญ้าแก้ว ต.โคกสูง อ.โคกสูง จ.สระแก้ว 

โดยเวลา 14.30 น. หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 12 พร้อมด้วยชุดควบคุมฝูงชนจังหวัดสระแก้ว, เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอโคกสูง, เจ้าหน้าที่ทหารพราน ร้อย ทพ.1301 และเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน ร้อย ฉก.ตชด.1-4 ได้ดำเนินการลงพื้นที่ไปติดตั้งลวดหนามหีบเพลงบริเวณดังกล่าว จากนั้นเวลา 15.00 น. ได้มีผู้ชุมนุมฝ่ายกัมพูชาประมาณ 200 คน เข้ามาขัดขวางและพยายามรื้อลวดหนามหีบเพลงของเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้เตือนให้หยุดการกระทำ จึงทำให้ประชาชนฝั่งกัมพูชาไม่พอใจ จากนั้นเวลา 16.00 น.ประชาชนฝั่งกัมพูชาได้ต่อว่าเจ้าหน้าที่และได้ปาก้อนหิน ท่อนไม้ ใส่เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ชุดควบคุมฝูงชนจังหวัดสระแก้ว และฝ่ายปกครองอำเภอโคกสูง จึงได้ใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยาง เพื่อผลักดันให้ประชาชนฝั่งกัมพูชาได้ร่นถอยออกจากพื้นที่ดังกล่าว ต่อมาเวลา 17.00 น.เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้ดำเนินการเสริมความมั่นคง โดยการวางลวดหนามหีบเพลงเพิ่มเติม และใช้ยางรถยนต์ประกอบ รวมถึงควบคุมการประท้วงด้วยแก๊สน้ำตา กระสุนยาง และเครื่อง LRAD เพื่อให้ผู้ชุมนุมถอยออกจากพื้นที่

จากการเข้าควบคุมเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บจำนวน 4 นาย ได้แก่ พ.ต.ท.สมัชญ์ นาคพน รองผู้กำกับการสืบสวน สภ.คลองลึก, ด.ต.แสงอรุณ ศรีวงศ์จันทร์ ผู้บังคับหมู่ฝ่ายปราบปราม สภ.คลองลึก, ด.ต.ศักดิ์สิทธิ์ นพเกล้า ผู้บังคับหมู่ กองกำกับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว และ จ.ส.ต.ชยันต์ เบ้าทอง ผู้บังคับหมู่ฝ่ายปราบปราม สภ.อรัญประเทศ

นอกจากนี้ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้แสดงความห่วงใยและให้กำลังใจกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ และกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ทุกนาย ได้กำชับให้ผู้บังคับบัญชาดูแลสิทธิและสวัสดิการอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ยืนยันว่าการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าระงับเหตุ และใช้เครื่องมือที่เน้นการผลักดันเพื่อระงับเหตุจลาจลนั้น เป็นไปตามหลักสากล และเหมาะสมต่อสถานการณ์ โดยสถานการณ์ดังกล่าวถือว่ามวลชนกัมพูชารุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ประเทศไทย ขัดขวางการปฏิบัติงานและทำลายสิ่งของของเจ้าหน้าที่ เป็นการกระทำที่ผิดต่อกฎหมายของประเทศไทย

‘สม รังสี’ ขอชาวโลกเห็นใจเขมร ชี้ไทยป่าเถื่อน ใช้แก๊สน้ำตา-กระสุนยางใส่ม็อบ!! ทำพระและชาวบ้านบาดเจ็บ

(18 ก.ย. 68) กัมพูชากล่าวหากองทัพไทยใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุมชาวกัมพูชา หลังเกิดเหตุปะทะเมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา โดยนายสม รังสี อดีตผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชา ซึ่งลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ ได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า พระสงฆ์ ทหาร และประชาชนจำนวนหนึ่งได้รับบาดเจ็บและหมดสติ หลังทหาร-ตำรวจไทยใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และอาวุธควบคุมฝูงชนเข้าสลายการชุมนุมในหมู่บ้านเปรยจันทร์ จังหวัดบ้านเตยมีนเชย

ด้านคณะกรรมการกู้ชาติกัมพูชา (CNRC) ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำดังกล่าวของฝ่ายไทย โดยเรียกว่าป่าเถื่อนและเป็นการละเมิดอธิปไตยกัมพูชา พร้อมกล่าวหากองทัพไทยว่าบุกรุกดินแดนซ้ำซาก และใช้ความรุนแรงต่อพระสงฆ์และประชาชนผู้บริสุทธิ์

CNRC ยังเรียกร้องให้รัฐบาลพนมเปญดำเนินการทางกฎหมาย โดยยื่นเรื่องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เพื่อฟ้องไทยในข้อหาละเมิดอธิปไตยและใช้ความรุนแรงต่อพลเรือน โดยย้ำว่าการฟ้องต่อ ICJ จะช่วยยุติข้อพิพาทผ่านกระบวนการสันติ

นอกจากนี้ CNRC ยังเสนอให้รัฐบาลกัมพูชาผลักดันการประชุมร่วมของประเทศผู้ลงนามในข้อตกลงปารีส เพื่อหาทางแก้ไขวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น และยกระดับข้อพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชาให้เป็นวาระนานาชาติ เพื่อกดดันให้ไทยยุติการกระทำดังกล่าวโดยเร็ว

วุฒิสภาบุกซาฟารีเวิลด์! เร่งแผนรับมือสัตว์ดุร้าย ยกระดับความปลอดภัยสู่มาตรฐานโลก คืนความมั่นใจนักท่องเที่ยว

เมื่อวานนี้ (17 ก.ย.68) พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง ประธานคณะอนุกรรมาธิการความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา นำคณะอนุกรรมาธิการฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบและประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับฟังบรรยายสรุปและกำหนดมาตรการป้องกัน-ลดความเสี่ยงอันตรายจากสัตว์ที่อาจกระทบความปลอดภัยนักท่องเที่ยว โดยมีผู้แทนจากกรมการท่องเที่ยว กรมอุทยานแห่งชาติฯ ตำรวจนครบาลคันนายาว สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย และผู้บริหารซาฟารีเวิลด์ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล

ที่ประชุมมีมติหลักให้จัดทำแผนเผชิญเหตุร่วมระหว่างทุกหน่วยงานภายในสัปดาห์หน้า พร้อมกำหนดบทบาท หน้าที่ และช่องทางสื่อสารฉุกเฉินที่ชัดเจน ขณะเดียวกันให้สวนสัตว์และสถานประกอบการทบทวน SOP ความปลอดภัย เช่น เพิ่มเจ้าหน้าที่ประจำรถตรวจการณ์อย่างน้อย 2 คนต่อคัน จัดเตรียมอุปกรณ์ควบคุมสัตว์ ชุดแพทย์ฉุกเฉิน และวางแผนส่งผู้บาดเจ็บเข้าสู่การรักษาพยาบาลอย่างรวดเร็ว

กรมอุทยานฯ จะต้องรายงานผลดำเนินการก่อนพิจารณาเปิดโซนสัตว์ดุร้ายอีกครั้ง พร้อมเร่งสื่อสารข้อมูลจริงต่อประชาชนและนักท่องเที่ยวเพื่อสร้างความมั่นใจ

ช่วงบ่ายคณะอนุกรรมาธิการฯ ประชุมต่อที่รัฐสภากว่า 3 ชั่วโมง เพื่อสรุปข้อเท็จจริงและแนวทางแก้ไข หลังเกิดเหตุสิงโตทำร้ายเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ พล.ต.ต.อังกูรเผยว่า เป้าหมายคือยกระดับมาตรการความปลอดภัยแหล่งท่องเที่ยวเกี่ยวกับสัตว์ทั่วประเทศให้ได้มาตรฐานสากล พร้อมวิเคราะห์จุดแข็ง-จุดอ่อนของกฎหมายเพื่อสร้าง “โมเดลสวนสัตว์ปลอดภัย”

พล.ต.ต.อังกูรย้ำว่า “กฎระเบียบมีอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือการปฏิบัติให้เคร่งครัด” พร้อมระบุว่าการนำสิงโตเข้ามาเลี้ยงต้องได้รับอนุญาต ฝังไมโครชิป และตรวจสอบติดตามเป็นระยะ ด้านกรมอุทยานฯ ยืนยันว่าการเลี้ยงสิงโตโดยบุคคลทั่วไปอยู่ภายใต้กฎระเบียบเข้มงวด และเตรียมรวบรวมฐานข้อมูลสิงโตทั่วประเทศภายในสัปดาห์หน้า หากพบครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

ประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ ทิ้งท้ายว่า คณะฯ ให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวทุกมิติ ทั้งทางเรือ ทางอากาศ และล่าสุดกรณีสวนสัตว์ ซึ่งต้องเร่งแก้ไขเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยวันที่ 25 กันยายนนี้จะนำคณะลงพื้นที่ซาฟารีเวิลด์อีกครั้งเพื่อติดตามความคืบหน้า


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top