Monday, 8 June 2026
NEWS FEED

สมุทรปราการ-จนท.ตรวจสอบร้านอาหารเจ้าดัง!! ย่านบางปู หลังโดนร้องเรียนทิ้งเศษอาหารและสิ่งปฏิกูล สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านนานหลายปี

(25 ส.ค. 68) ชาวบ้านในเขตพื้นที่บางปูส่งเรื่องร้องเรียนผู้ประกอบการรายหนึ่ง โดยอ้างว่าผู้ประกอบการร้านอาหารแห่งหนึ่งในเขตพื้นที่ ต.บางปู จ.สมุทรปราการ ขายอาหารส่งกลิ่นรบกวน รวมถึงมีเสียงดังส่งผลกระทบต่อคนในชุมชนมานานกว่า 5 ปี

นอกจากนี้ ทางตัวแทนชุมชนและเป็นผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน เปิดเผยว่า ในชุมชนแห่งนี้มีผู้ป่วยด้วยโรคหอบหืดและต้องใส่เครื่องช่วยหายใจทุกครั้งที่ร้านเปิดเครื่องดูดอากาศและปรุงอาหารเสิร์ฟลูกค้า เนื่องจากเครื่องดูดอากาศของทางร้านนั้น พ่นกลิ่นควันหันออกมาทางบ้านเรือนประชาชน

อีกทั้งชุมชนแห่งนี้ยังมีเด็กพิการอายุ 13 ปี ที่บ้านพักอาศัยอยู่ติดกันกับร้านอาหารส่งเสียงร้องอย่างทรมานหลังจากที่ได้ยินเสียงเครื่องดูดอากาศและกลิ่นฉุนและเหม็นที่ลอยมาตามลม

กระทั่งเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ที่ผ่านมา กองสาธารณสุขเทศบาลตำบลบางปู พร้อมด้วย กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สนง.สิ่งแวดล้อมจังหวัดสมุทรปราการ สนง.สิ่งแวดล้อมภาค 13 จ.ชลบุรี และผู้ใหญ่บ้าน ร่วมลงพื้นที่เข้าตรวจสอบร้านอาหารดังกล่าวที่ถูกร้องเรียน

โดยร้านอาหารแห่งนี้ตั้งอยู่ในซอยเทศบาลบางปู 118 ต.บางปู อ.เมือง จ.สมุทรปราการ หลังมีชาวบ้านในชุมชนร้องทุกข์เรื่องร้านอาหารปล่อยมลพิษทางเสียง ส่งกลิ่นเหม็น ทิ้งเศษอาหารลงสู่ป่าชายเลน เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม และสร้างความเดือดร้อนให้กับเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันนานกว่า 5 ปี ซึ่งที่ผ่านมาได้มีตัวแทนพูดคุยและเจรจาไปหลายครั้งแต่ไม่เป็นผลแต่อย่างใด จึงร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้าตรวจสอบดูแลช่วยเหลือ

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบของทางเจ้าหน้าที่พบว่ามีเศษอาหารถูกทิ้งลงสู่พื้นดินด้านล่างซึ่งเป็นป่าชายเลน นอกจากนี้ยังมีกลิ่นเหม็นจากสิ่งปฏิกูลจากห้องสุขา ภายใต้พื้นร้านอาหารเต็มไปด้วยเศษขยะที่ทับถมหมักหมม กันอย่างหนาแน่น สร้างความอุจาดตาต่อผู้พบเห็น 

โดยทางเจ้าหน้าที่แจ้งกับผู้ประกอบการให้รีบดำเนินการแก้ไขปรับปรุงอย่างเร่งด่วน โดยให้ระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นจะเข้ามาตรวจสอบอีกครั้ง หากยังไม่มีการแก้ไขปรับปรุงคงต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป และขอความร่วมมือให้ช่วยเก็บขยะทะเลที่ไหลเข้ามาอยู่ใต้พื้นร้านอาหารออกให้เรียบร้อย ซึ่งผู้จัดการร้านอาหารยอมรับและจะดำเนินการให้เสร็จสิ้นตามกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกับเจ้าหน้าที่ไว้

ขณะที่ นางอุสา (นามสมมุติ) ผู้ป่วยโรคหอบหืด บ้านที่อยู่ติดกับร้านอาหาร ได้นำคลิปภาพเครื่องดูดควันและปล่องปล่อยควันของร้านอาหารที่อยู่ติดข้างบ้าน ขณะส่งเสียงดัง กลิ่นเหม็น ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว โดยอ้างว่า ตนได้รับความเดือดร้อนจากร้านอาหารแห่งนี้มานานหลายปี โดยเฉพาะเวลาที่ร้านอาหารเปิดเครื่องดูดอากาศเวลาปรุงอาหารให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการ ตนต้องทนกลิ่นฉุนและเหม็นของอาหารและเสียงดังจากเครื่องจักร เครื่องครัว แม้กระทั่งหน้าต่างข้างบ้านต้องปิดไว้ตลอดเวลา 

ไม่สามารถเปิดหน้าต่างรับลมได้ ทุกวันต้องใช้เครื่องช่วยหายใจเพื่อบรรเทาอาการโรคหอบหืด ทำให้ตนและครอบครัวต้องทนทุกข์ทรมานมานานหลายปี จึงขอฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยดำเนินการกับร้านอาหารแห่งนี้ และไม่ต้องการให้มีร้านอาหารที่สร้างปัญหาเปิดอยู่ในชุมชน  

ด้านนายโพ (นามสมมุติ) เปิดเผยว่า ตนมีบ้านติดกับร้านอาหารแห่งนี้ ทนกลิ่นเหม็นและเสียงดังมานานกว่า 5 ปี สงสารลูกพิการติดเตียงวัย 13 ปี ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงดังจากการปรุงอาหารและกลิ่นที่ฉุน เด็กจะส่งเสียงร้องโวยวายด้วยความตกใจอย่างน่าสงสาร ตนเคยคุยกับเจ้าของร้านหลายครั้งแต่เรื่องก็เงียบ อีกทั้ง ร้านอาหารแห่งนี้มักจะทิ้งน้ำเสียและเศษอาหาร ทำให้ดินป่าชายเลนเสียหาย และเน่าเหม็น สัตว์น้ำที่เคยมีก็หายไปหมด วันนี้สุดทนจึงออกมาร้องผ่านสื่อช่วยเป็นกระบอกเสียงทวงความเป็นธรรมให้ตนและครอบครัวด้วย  

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

‘กองทัพอากาศ’ เปิดตัวโลโก้ “ฝูงบินรบกริพเพน” ล็อตใหม่ ภายใต้ชื่อ “บูรพาสันติ” ทุกสัญลักษณ์ล้วนเปี่ยมความหมาย

(25 ส.ค. 68) วาสนา นาน่วม นักข่าวสายทหารชื่อดัง โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก Wassana Nanuam ระบุว่า ทอ. เปิดตัว Peace Burapha “บูรพาสันติ” วันนี้ 25 ส.ค. 2568วันเซ็นสัญญา G to G ซื้อGripen E/F กับ FMV – SAAB สวีเดนในนามฝูงบิน Stars กองบิน1 เพื่อรักษาความมั่นคง พื้นที่ชายแดนตะวันออก -ตะวันออกเฉียงเหนือ จาก Peace Naraesuan สู่ Peace Suvannabhumi. จนมาถึง Peace Burapha “ผบ.ทอ.” ร่วมออกแบบ โลโก้ สุดคูล!! เปี่ยมความหมาย เผย ฝูง 102 จะปรับภารกิจเป็นฝูงบินขับไล่ยุทธวิธี รองรับภารกิจ Air to Air และ Air to Ground “เราจะหยุดไพรีที่ห้าวหาญ”

กองทัพอากาศ ตั้งชื่อโครงการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ฝูงใหม่ JAS 39 Gripen E/F ว่า โครงการ “PEACE BURAPHA” โดยตัวในวันนี้ 25 สค.2568 ในวันเซ็นสัญญา ซื้อGripen E/F กับ FMV และ SAAB สวีเดน พร้อม Offset Package ชดเชยให้ไทย กว่า แสนล้าน ตามนโยบาย Offset Policy ของรัฐบาล อย่างเต็มรูปแบบโครงการแรก

ตราสัญลักษณ์ โครงการ “PEACE BURAPHA” เปี่ยมด้วยความหมาย ซึ่งร่วมกัน ออกแบบโดย พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผบ.ทอ. พล.อ.ท.อนุรักษ์ รมณารักษ์ รอง เสธ.ทอ. และ พ.อ.อ.บดินทร์ จำปา เจ้าหน้าที่ แผนกแผน สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักบริหารยุทโธปกรณ์ กรมยุทธการทหารอากาศ

1.PEACE BURAPHA หรือ “บูรพาสันติ” เป็นชื่อโครงการจากดำริของ พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผบ.ทอ. ที่ต้องการสื่อถึงโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ ซึ่งจะประจำการที่ ฝูงบิน 102 กองบิน 1 จ.นครราชสีมา ในอนาคต จะเป็นเขี้ยวเล็บหนึ่งในกำลังสำคัญในการรักษาความมั่นคงให้พื้นที่ด้านตะวันออก และตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านและจะส่งผลให้เกิดเสถียรภาพในภูมิภาคอย่างยั่งยืนสืบไป

2.ตราสัญลักษณ์ ทอ.เป็นรูปปีก ทอ.ที่ใช้ในยุคที่ ทอ.เริ่มใช้วิสัยทัศน์ Unbeatable Air Force ซึ่งเริ่มโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน ในปี 2568

3. ธงชาติไทยรูปวงกลมเป็นสัญลักษณ์ของชาติไทยที่ติดไว้บนอากาศยานทุกแบบของกองทัพอากาศ

4. ดาวคู่จำนวน 2 ดวง หรือ “STARS” เป็นนามเรียกขานและเป็นสัญลักษณ์ประจำฝูงบิน 102 ยุคใหม่ที่เริ่มใช้สัญลักษณ์ดังกล่าว เมื่อ เครื่องบิน F-16 ADF เข้าประจำการ ในปี 2545 ซึ่งขณะนั้นยังกำหนดภารกิจเป็นฝูงบินขับไล่สกัดกั้น

สำหรับตราสัญลักษณ์ใหม่นั้นใช้คำว่า 102 TACTICAL FIGHTER SQUADRON หมายถึงในอนาคตฝูงบิน 102 จะปรับภารกิจเป็นฝูงบินขับไล่ยุทธวิธีซึ่งรองรับภารกิจอเนกประสงค์ทั้ง Air to Air และ Air to Ground ฝูงบิน 102 มีคำขวัญประจำฝูงบินว่า “เราจะหยุดไพรีที่ห้าวหาญ”

5. ดาวสีทองข้างละ 6 ดวง รวม 12 ดวงในขอบวงกลมเป็นการให้เกียรติแก่ ฝูงบิน 12 ซึ่งเดิมมีที่ตั้ง ณ กองบิน 1 ดอนเมือง ที่มีเกียรติประวัติในการรบที่สำคัญในอดีต ก่อนจะย้ายที่ตั้งมาที่กองบิน 1 จ.นครราชสีมา ตั้งแต่ 24 ต.ค.2519 จวบจนปัจจุบัน

6.ข้อความ JAS 39 GRIPEN E/F-RTAF หมายถึง รุ่นของ เครื่องบิน Gripen E/F ที่จะเข้าประจำการในกองทัพอากาศ

โดยในภาพเครื่องบินที่บินด้วยความเร็วสูงตรงกลางของภาพจะติดอาวุธ แบบ Meteor, AIM-120 AMRAAM และ IRIS-T ซึ่งเป็นอาวุธนำวิถีแบบอากาศสู่อากาศที่ทันสมัย

มาตรการพลังงานครั้งนี้ จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ลดต้นทุนเศรษฐกิจโดยรวม และสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน

(24 ส.ค. 68) นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในรายการ “เสียงจากใจ ไทยคู่ฟ้า” ออกอากาศวันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม 68 ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเข้าร่วมประชุม ได้เห็นชอบมาตรการพลังงานสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพพลังงานและค่าครองชีพของประชาชนในหลายเรื่องสำคัญ

โดยที่ประชุมได้อนุมัติการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมทั้งโครงการลมและแสงอาทิตย์ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเจรจาราคากับภาคเอกชนให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน พร้อมขยายกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (SCOD) ไม่เกินปี 2573 เพื่อเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเข้าสู่ระบบไฟฟ้าไทย

กพช. ยังอนุมัติขยายอายุโรงไฟฟ้าน้ำพอง ชุดที่ 1–2 ออกไปอีก 6 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2574 ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสุทธิได้กว่า 28,358 ล้านบาท พร้อมเห็นชอบแนวทางบริหารจัดการโรงไฟฟ้าแม่เมาะ โดยเลื่อนการปลดโรงไฟฟ้าเครื่องที่ 8 และ 11 ออกไปถึงสิ้นปี 2574 ควบคู่กับการปรับปรุงเครื่องที่ 12–13 เพื่อใช้งานต่อถึงปี 2591 แนวทางนี้จะช่วยลดการลงทุนใหม่ ลดการนำเข้า Spot LNG และลดค่า Ft ลงเฉลี่ย 3.67 สตางค์ต่อหน่วย หรือประมาณ 9,566 ล้านบาทต่อปี

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังมีมติอนุมัติให้ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราปกติ จ่ายค่าไฟฟ้าไม่เกิน 3.94 บาทต่อหน่วยในงวดกันยายนถึงธันวาคม 2568 เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายครัวเรือน โดยมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ทบทวนเกณฑ์เพดานการใช้ไฟฟ้า เพื่อให้ส่วนลดครอบคลุมผู้ใช้ส่วนใหญ่และเป็นธรรม

นอกจากนี้ กพช. ยังมีมติยืนยันราคาขายไฟฟ้าแก่ประเทศเพื่อนบ้านต้องไม่ต่ำกว่าราคาที่จำหน่ายภายในประเทศ เพื่อไม่ให้กระทบต้นทุนไฟฟ้าของประชาชนไทย พร้อมทั้งยกเลิกแผนการแยกศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้า (SO) ออกจาก กฟผ. โดยคงโครงสร้างแบบ Enhance Single Buyer (ESB) ที่มีประสิทธิภาพและสอดคล้องมาตรฐานสากล รวมถึงเห็นชอบให้เดินหน้าโครงการ Demand Response (DR) ต่อเนื่อง เพื่อควบคุมต้นทุนค่าไฟและลดการนำเข้า LNG โดยจะบรรจุค่าใช้จ่ายผลตอบแทน DR ไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ต่อไป

“รัฐบาลยืนยันว่า มาตรการพลังงานครั้งนี้จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ลดต้นทุนเศรษฐกิจโดยรวม และสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน” นางสาวศศิกานต์ กล่าวทิ้งท้าย

ลำปาง-ตร.ภาค 5 โชว์ผลงาน! แถลงข่าวจับยาบ้า 8.2 ล้านเม็ด ลำปาง–น่าน 

วันที่ 25 สิงหาคม 2568 เวลา 11.00 น. ณ ที่ทำการตำรวจภูธรจังหวัดลำปาง พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พร้อมด้วย น.ส.นิติยา พงษ์พานิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง, พล.ต.ต.ภูมิปัญญ์ญา นวตระกูลพิสุทธิ์ ผบก.ภ.จว.ลำปาง, ตำรวจภูธรจังหวัดน่าน, พันเอกกวิน ยาวิชัย รองผบ.มทบ32 , ป.ป.ส.ภาค 5 และนายปกรณ์ กรรณวัลลี ปลัดจังหสัดลำปาง ร่วมกันแถลงผลการจับกุมยาเสพติดรายสำคัญ 2 คดี ของกลางยาบ้ารวมกว่า 8,200,000 เม็ด ตำรวจภูธรภาค 5 จับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ ยึดยาบ้ารวมกว่า 8.2 ล้านเม็ด

คดีที่ 1 (ลำปาง) วันที่ 23 สิงหาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่พริก จ.ลำปาง ตรวจพบรถบรรทุก 6 ล้อ ยี่ห้อ HINO สีขาว–น้ำเงิน ทะเบียน 71-0101 สุราษฎร์ธานี ตรงตามที่ได้รับแจ้งจากสายลับ เมื่อสแกนผ่านอุโมงค์เอ็กซ์เรย์พบช่องลับภายในตู้ทึบ ตรวจสอบพบกระสอบบรรจุยาบ้า จำนวนประมาณ 8,000,000 เม็ด จึงจับกุมนายเอ(นามสมมุติ) ผู้ขับขี่ และนางสาวบี (นามสมมุติ) ผู้โดยสาร ส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่พริก ดำเนินคดีตามกฎหมาย

คดีที่ 2 (น่าน) วันที่ 24 สิงหาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เวียงสา จ.น่าน สกัดจับรถยนต์กระบะนิสสัน นาวาล่า สีส้ม ทะเบียน 2ฒถ 8914 กรุงเทพมหานคร พบผู้ขับขี่คือนายไก่(นามสมมุติ) และผู้โดยสารคือนายเป็ด(นามสมมุติ) จากการตรวจค้นพบยาบ้า 200,000 เม็ด ซุกซ่อนในช่องประตูแคปฝั่งผู้ขับขี่ จึงได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เวียงสา ดำเนินคดีตามกฎหมาย

ตำรวจภูธรภาค 5 ย้ำเดินหน้าบูรณาการร่วมทุกภาคส่วน ทั้งตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และ ป.ป.ส. ปฏิบัติตามข้อสั่งการของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างเข้มข้น มุ่งสกัดกั้นไม่ให้ยาเสพติดทะลักเข้าสู่พื้นที่ตอนใน

#ตำรวจภูธรภาค5 #จับยาบ้า82ล้านเม็ด #ลำปาง #น่าน #หยุดยาเสพติด
ภาวินันท์ บุตรหล้า รายงาน

กลุ่มเยาวชนนักอนุรักษ์ ‘Below the Tides’ ของ ‘อริณชย์-อริสา ทองแตง’ สร้างชื่อเสียง!! คว้ารางวัล ‘ประกายเพชร’ สร้างแรงบันดาลใจ ด้านสิ่งแวดล้อม

(24 ส.ค. 68) กรุงเทพมหานคร (กทม.) จัดพิธีมอบโล่รางวัลเชิดชูเกียรติเด็กและเยาวชนดีเด่นกรุงเทพมหานคร (ประกายเพชร) ครั้งที่ 20 ประจำปี 2568 โดยนายสิงห์ ลิ้มพิรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว เป็นประธานในพิธี โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เยาวชนที่มีอายุ 10-25 ปี ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และสร้างสรรค์ผลงานใน 9 ด้าน เช่น ด้านกีฬา, ศิลปวัฒนธรรม, นวัตกรรม และวิทยาศาสตร์ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสังคม

ปีนี้มีเยาวชนได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้น 99 รางวัล แบ่งเป็นประเภทบุคคล 80 รางวัล และประเภทกลุ่ม 19 รางวัล ผู้ได้รับรางวัลจะได้รับโล่ ใบประกาศเกียรติบัตร และทุนการศึกษา ซึ่งประเภทบุคคลได้รับทุนคนละ 3,000 บาท ส่วนประเภทกลุ่มได้รับทุนกลุ่มละ 5,000 บาท เพื่อเป็นการสนับสนุนและเชิดชูเกียรติให้เยาวชนได้สร้างสรรค์ผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อไป

โดยในประเภทกลุ่มเด็กและเยาวชนประกายเพชร ปรากฎว่ามีกลุ่ม“Below the Tides” ที่มี นายอริณชย์ หรือน้องอิน ทองแตง และ น.ส.อริสา หรือน้องเอม ทองแตง นักเรียน จาก โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพฯ สองพี่น้องร่วมก่อตั้งได้รับรางวัลด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรวมอยู่ด้วย โดยมี น.ส.อริสา หรือน้องเอม เป็นตัวแทนกลุ่มขึ้นรับรางวัล ประกายเพชร ในครั้งนี้

กลุ่ม Below the Tides เป็นกลุ่มเยาวชนที่มุ่งมั่นในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการศึกษาเกี่ยวกับคาร์บอนฟุตพรินต์ในพื้นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ ผลงานวิจัยของพวกเขาได้รับการยอมรับในเวทีระดับนานาชาติ และเป็นที่มาของรางวัลมากมายในปี 2568 ซึ่งตอกย้ำถึงความสำเร็จของเยาวชนไทยที่มีหัวใจรักสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

ความโดดเด่นของทั้งสองเริ่มขึ้นจากการคว้ารางวัลเหรียญทองจากการประกวดผลงานวิจัยในการประชุมเคมีนานาชาติ The 20th Asian Chemical Congress (20ACC) หรือ ASIACHEM2025 เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติให้เป็นเยาวชนดีเด่นที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศชาติ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติปี 2568 โดยได้เข้าร่วมถ่ายภาพกับนายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ที่ทำเนียบรัฐบาล

จากผลงานที่เป็นที่ประจักษ์ น้องเอม และ น้องอิน ยังได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วม โครงการ Thailand Youth Climate Action 2025 ซึ่งจัดโดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อเตรียมความพร้อมให้เป็นตัวแทนเยาวชนไทยในเวทีระดับนานาชาติ ถือเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าเยาวชนสามารถมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อโลกที่ดีขึ้นได้

‘เอกนัฏ’ ส่ง!! ‘ทีมสุดซอย’ ทลาย!! คลังสินค้า ดัมพ์ตลาดผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ พบลักลอบขายสินค้าไม่มีมาตรฐาน กว่า 13.6 ล้าน จ่อชง ‘ดีเอสไอ’ รับเป็นคดีพิเศษ

(24 ส.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และหัวหน้าทีมสุดซอย กระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยนายสุตตะนนท์ โสวนิตย์ ผู้อำนวยการกองตรวจการมาตรฐาน 2 สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ สมอ. และ สภ.บ้านคลองสวน เข้าตรวจสอบโกดังของ บริษัท เทรนด์ คอมเมอร์ส อิเล็กทรอนิกส์ จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 555/12 หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านคลองสวน อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ พบสินค้านำเข้าจำนวนมากขายแบบทุ่มตลาด และเป็นสินค้าอยู่ในข่ายควบคุมของ สมอ. หลายรายการ ซึ่งไม่มีเครื่องหมาย มอก. เตรียมกระจายส่งขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

นางสาวฐิติภัสร์ กล่าวว่า ขณะเข้าตรวจสอบพบพนักงานกำลังนำปลั๊กพ่วงไม่มี มอก. แพ็คใส่ห่อเป็นพัสดุ เตรียมส่งขึ้นรถขนส่งสินค้าเพื่อจำหน่ายให้ลูกค้า เจ้าหน้าที่จึงสั่งหยุดและตรวจสอบสินค้าทั้งหมดภายในคลังสินค้าทันที พบสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายรายการ ไม่มีเครื่องหมาย มอก. และไม่ได้ขออนุญาตนำเข้าตามกฎหมาย เช่น ปลั๊กพ่วง เครื่องฟอกอากาศ พัดลม กระทะไฟฟ้า ของเล่น และก๊อกน้ำ เป็นต้น เจ้าหน้าที่ยังขยายผลไปตรวจสอบที่ตั้งของบริษัทซึ่งอยู่ในพื้นที่โครงการเดียวกัน พบว่าบริษัทฯ แอบซุกซ่อนสินค้าผิดกฎหมายเพิ่มอีกหลายรายการ เช่น ปลั๊กพ่วง ของเล่นอีกจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงได้อายัดของทั้งหมด รวมมูลค่าทั้งสิ้น 13,685,050 บาท 

“วันนี้ได้ประสานกับตำรวจ สภ.บ้านคลองสวน เพื่อดำเนินคดีกับบริษัทดังกล่าว ฐานลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย ปลอมเครื่องหมาย มอก. ซึ่งเป็นการกระทำที่ท้าทายกฎหมาย โดยหลังจากนี้จะดำเนินคดีกับแพลตฟอร์มออนไลน์ที่จ้างบริษัทนี้พักสินค้าและร่วมกันขายสินค้าที่ไม่มี มอก. ด้วย ซึ่งโทษของการลักลอบนำเข้าสินค้าไม่มี มอก. มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปลอมเครื่องหมาย มอก. มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในส่วนของแพลตฟอร์มออนไลน์จะมีความผิดฐานจำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐาน มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

เนื่องจากของกลางมีมูลค่าเกิน 10 ล้านบาท และพบความผิดปกติการจัดตั้งนิติบุคคลลักษณะเข้าข่ายเป็นนอมินี ที่มีความเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายในการประกอบธุรกิจทั้งบริษัทนำเข้า บริษัทจำหน่าย และราคาสินค้า ซึ่งเป็นไปตามบัญชีท้ายประกาศกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม โดยชุดสุดซอยจะส่งข้อมูลหลักฐานทั้งหมดให้ดีเอสไอพิจารณารับเป็นคดีพิเศษต่อไป” นางสาวฐิติภัสร์ กล่าวทิ้งท้าย

‘ไผ่ ลิกค์’ ชี้!! เอกลักษณ์ของชาติไทย อย่าให้กัมพูชาบิดเบือน ในกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 33

(24 ส.ค. 68) นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม ในฐานะนายกสมาคมกีฬาคิกบ็อกซิ่งแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีที่มีการเสนอใช้คำว่า “Muay (มวย)” แทนที่จะใช้ “Muaythai (มวยไทย)” ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในปลายปีนี้นั้น ตนขอเรียกร้องไปยังผู้จัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ให้ยืนยันใช้ชื่อ “มวยไทย” ในการแข่งขัน ตามที่เคยใช้ในการแข่งขันซีเกมส์ครั้งที่ 27–31 ในปี 2013 - 2022 ก็ใช้คำว่า Muaythai มาตลอด แต่เมื่อปี 2023 ที่ประเทศกัมพูชาเป็นเจ้าภาพจัดซีเกมส์ครั้งที่ 32 ยังกล้าเปลี่ยนชื่อการแข่งขันกีฬามวย เป็น “กุน ขแมร์” ได้ โดยอ้างว่าเป็นกีฬาที่เป็นต้นแบบของมวยไทย

นายไผ่ กล่าวต่อว่า ครั้งที่แล้วเราถูกเขมรย่ำยีเอาไปแล้ว เปลี่ยนชื่อเป็น กุน ขแมร์ บิดเบือนเอาศิลปะการต่อสู้ไทยไปอ้างเป็นของตัวเอง มวยไทย คือ อัตลักษณ์ของชาติไทย และคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) ยังให้การรับรองกีฬาในชื่อว่า “Muaythai” รวมถึงองค์กรรับผิดชอบอย่าง สหพันธ์มวยไทยนานาชาติ หรือ IFMA อย่างถูกต้องด้วย

“เราไม่จำเป็นต้องเกรงใจเขมร เพราะมวยไทย คือ ศิลปะการต่อสู้ที่เป็นอัตลักษณ์ของชาติไทย และยังเป็นหนึ่งในโครงการ Soft Power ที่รัฐบาลไทยกำลังผลักดัน เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมไทยสู่ระดับนานาชาติ เราควรยืนหยัดในเอกลักษณ์ของชาติ ไม่ให้ใครมาบิดเบือนหรือช่วงชิงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทยได้อีกต่อไป” นายไผ่ กล่าว

สุดปลื้ม!! ทูตทหารสวีเดน-SAAB สวีเดน-ทัพฟ้าไทย เห็น ผ้าไทยลาย ‘แม่ย่านาง Gripen’

(24 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Wassana Nanuam’ ด้โพสต์ข้อความ ระบุว่า ...

ทูตทหารสวีเดน-SAAB สวีเดน-ทัพฟ้าไทย สุดปลื้ม!! เห็น ผ้าไทยลาย "แม่ย่านาง Gripen" สะท้อนความรู้สึก ที่คนอิสาน มีต่อ ปฏิบัติการทางอากาศของ ทอ.ไทย  ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ผ่านมา ขณะ รมว.กต.- ผบ.ทอ. เตรียมร่วมพิธีเซ็นสัญญา  ซื้อGripen ฝูง2 ที่สวีเดน 25 สค.นี้ พร้อม Defence Offset Package ตอบแทนกลับคืนให้ไทย กว่า 1 แสนล้าน 

หลัง เพจกรุงเก่าของชาวสยาม และ คุณ Kamon Wan เผยแพร่ภาพผ้าไทยลาย เครื่องบินรบ กริพเพ่น  #Gripen ผู้สื่อข่าวรายงานจากกรุงสตอกโฮล์ม สวีเดน ว่า ผู้ช่วยโทษฝ่ายทหารสวีเดนประจำประเทศไทย พันโท Anders Nikanorsson และ เจ้าหน้าที่ของ SAAB สวีเดน ได้เห็นแล้ว ปลื้มใจมาก ที่คนไทย มีความรู้สึกที่ดีกับเครื่องบิน Gripen  และ นับเป็นแนวคิดที่สร้างสรรค์ 

ทั้งนี้กองทัพอากาศ มีกำหนดที่จะลงนามในสัญญาจัดซื้อเครื่องบิน Gripen C/D กับ FMV และ SAAB สวีเดน ใน วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม 2568 นี้  โดยพลอากาศเอกพันธ์ภักดี พัฒนกุล  ผบ.ทอ. โดยมีนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว. ต่างประเทศ ร่วมเป็นสักขีพยาน  เพราะเป็นการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ครั้งแรกที่ใช้นโยบายOffset Policy ของรัฐบาลอย่างเต็มรูปแบบ.  โดยสวีเดน มีโครงการตอบแทนชดเชยมูลค่าทางเศรษฐกิจกลับคืนให้ประเทศไทยกว่า 1 แสนล้านบาท  ในโครงการจัดซื้อเครื่องบิน1 ฝูงบิน  กว่า 6 หมื่นล้านบาท 

ขณะที่ ทอ. รายงานว่า แนวคิดนี้ เกิดขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจาก เครื่องบินกริพเพน ที่มาร่วมพิทักษ์แผ่นดินไทย ชายแดนไทย-กัมพูชา และถูกถ่ายทอดลงบน ผ้าไหมสุรินทร์ อันเลื่องชื่อ

ผสาน “ความแข็งแกร่ง” ของนักรบกับ “ความงาม” แห่งภูมิปัญญาไทยได้อย่างทรงพลัง ภายใต้ Concept “แม่ย่านางกริพเพน” ศิลป์และศรัทธาได้รวมเป็นหนึ่ง ที่ไม่เพียงสะท้อนถึงความงดงามทางวัฒนธรรม แต่ยังประกาศถึง ความกล้าหาญและหัวใจนักสู้ของชนชาติไทย

นี่คือผลงานที่ย้ำเตือนว่า ไทยมิได้มีเพียงกำลังปกป้องผืนแผ่นดิน แต่ยังรักษารากเหง้าวัฒนธรรมอันงดงามไว้คู่กัน เพื่อบอกชัดแก่โลกว่า…เราคือประเทศไทยผู้สืบสานวัฒนธรรม ที่จะไม่มีวันให้ใครมาย่ำยี 

กองทัพอากาศขอบคุณกำลังใจจากประชาชนผ่านการรังสรรค์ผลงานบนลายผ้าไทย

ข้อมูล/ผลงาน จาก เพจกรุงเก่าของชาวสยาม และ คุณ Kamon Wan
 

‘พงศ์กวิน’ ชี้แจง!! ตรวจสุขภาพแรงงานต่างชาติ ต้อง ‘โปร่งใส – ตรวจสอบได้ – มีใบรับรองแพทย์’

(24 ส.ค. 68) นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึง กรณีการให้บริการตรวจสุขภาพแรงงานต่างชาติของสถานพยาบาล โดยมีข้อสงสัยว่าอาจยังไม่ได้รับอนุญาตตามขั้นตอน ทำให้ประชาชนกังวลเรื่องความถูกต้องของใบรับรองแพทย์ และผลกระทบที่จะเกิดกับแรงงานและนายจ้าง ว่า เกี่ยวกับเรื่องนี้ ตนไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบโดยทันที 

โดยได้รับรายงานจาก นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน ว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 ได้กำหนดให้คนต่างด้าวตรวจโรคต้องห้าม โดยคนต่างด้าวสามารถตรวจสุขภาพกับสถานพยาบาลของรัฐหรือเอกชนทุกแห่งที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล หากเป็นสถานพยาบาลเอกชนจะต้องผ่านการพิจารณาจากกรมการจัดหางานและต้องเชื่อมโยงข้อมูลผลการตรวจสุขภาพ รวมทั้งประกาศรายชื่อให้เป็นสถานพยาบาลที่ตรวจสุขภาพได้ โดยจะต้องผ่านหลักเกณฑ์ของคณะทำงานพิจารณาหลักเกณฑ์ ซึ่งประกอบด้วย กระทรวงสาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กรมควบคุมโรค กรมการจัดหางาน ได้ร่วมกันกำหนดหลักเกณฑ์ โดยกรมการจัดหางานได้ประกาศหลักเกณฑ์ของสถานพยาบาลเอกชนที่จะตรวจสุขภาพคนต่างด้าว เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2567 ดังนี้ 1) ต้องเป็นสถานพยาบาลที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล 2) ต้องมีห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข ตั้งอยู่ในสถานพยาบาล 3) ต้องมีห้องเอกซเรย์และเครื่องกำเนิดรังสีทางการแพทย์ที่ผ่านมาตรฐานและแจ้งครอบครองอย่างถูกต้องตามกฎหมายตั้งอยู่ในสถานพยาบาล 4) ต้องมีระบบที่มีมาตรฐานการจัดการความมั่นคงปลอดภัยของสารสนเทศ 5) สามารถเชื่อมโยงข้อมูลผลการตรวจสุขภาพของคนต่างด้าวกับกรมการจัดหางาน ซึ่งปัจจุบันได้มีสถานพยาบาลที่มีคุณสมบัติครบถ้วน 75 แห่ง

นายจ้าง สถานประกอบการ สามารถติดตามรายละเอียดได้ทางเว็บไซต์กรมการจัดหางาน doe.go.th หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ หรือที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร 1506 กด 2 กรมการจัดหางานหรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top