Monday, 8 June 2026
NEWS FEED

เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ เยี่ยมกิจกรรม “ญาติเยี่ยมทหารใหม่ ผลัดที่ 2/68” ให้กำลังใจน้องเล็กกองทัพเรือ และครอบครัว ทั้ง 5,389 คน ยืนยันการดูแลเสมือนลูกหลาน ภายใต้ความปลอดภัยสูงสุด

(30 ส.ค. 68) พล.ร.ท. อดิศักดิ์ แจงเล็ก เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ (จก.ยศ.ทร.) เยี่ยมชม และพบปะพูดคุยกับครอบครัวของทหารใหม่ ในกิจกรรม “ญาติเยี่ยมทหารใหม่ ผลัดที่ 2/68” โดยมี น.อ. ทิวา อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชา ศฝท.ยศ.ทร. ให้การต้อนรับ ณ บริเวณพื้นที่โดยรอบอาคารกองบังคับการ ศฝท.ยศ.ทร. ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 - 31 ส.ค.68 มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างทหารใหม่ และญาติ รวมถึงสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ ให้แก่ครอบครัวของทหารใหม่ได้เห็นผลของการฝึกอบรม และการดูแลทหารใหม่ตลอดระยะเวลา 1 เดือน ที่เข้ามาเป็น “น้องเล็กของกองทัพเรือ” ซึ่งจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นในแนวทางของการฝึกอบรมทหารใหม่ของกองทัพเรือยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ทหารใหม่ ผลัดที่  2/68 ระหว่าง 1 ส.ค. 68 - 30 ก.ย. 68 เข้ารับการฝึกอบรมฯ เป็นเวลา 2 เดือน ตั้งแต่ 1 ส.ค. 68 - 30 ก.ย. 68 เพื่อปรับสภาพจากพลเรือนให้เป็นทหารเรือที่เข้มแข็ง องอาจ พร้อมปฏิบัติงานในหน่วยต่างๆ ของกองทัพเรือต่อไป

โดยในวันนี้มีครอบครัวของทหารใหม่ร่วมกิจกรรม จำนวน 5,389 คน ทหารใหม่ จำนวน 1,001 นาย และยานพาหนะ จำนวน 1,300 คัน  

ในการนี้ จก.ยศ.ทร. ยืนยันกับครอบครัวทหารใหม่ถึงการฝึกอบรม และการดูแล ว่า “…ขอให้พ่อ แม่ ผู้ปกครอง และญาติของน้องทหารใหม่เชื่อมั่นว่า การฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา ผลัดที่ 2/68 ณ ศฝท.ยศ.ทร. ตลอดระยะเวลา 2 เดือน จะทำให้ทหารใหม่ปรับสภาพจากพลเรือนเป็นสุภาพบุรุษทหารเรือที่เข้มแข็ง องอาจ พร้อมกันนี้ขอให้มั่นใจได้ว่า เราจะดูแลทหารใหม่ด้วยความเมตตาเสมือนลูกหลานหรือญาติมิตรของเรา และด้วยความปลอดภัย…”

โอกาสนี้ จก.ยศ.ทร. ได้ให้กำลังใจแก่ผู้บังคับบัญชา และครูฝึกของ ศฝท.ยศ.ทร. และขอให้คำนึงถึงมาตรการในการดูแลทหารใหม่ให้อยู่ในกรอบของความปลอดภัยสูงสุด ตามที่ผู้บัญชาการทหารเรือกำหนดให้เป็นปีแห่งความปลอดภัยของกองทัพเรือ “Navy-Safety 2025”

'ปฐม อินทโรดม' ชี้บางสาขามหาวิทยาลัย จบแล้วไร้งานทำ วนลูปต่อโท-เอก ก่อนกลับมาเป็นอาจารย์สอนรุ่นใหม่

(30 ส.ค. 68) นายปฐม อินทโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) และกรรมการสภาดิจิทัล (DCT) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า …

บางสาขาในมหาวิทยาลัยจบปริญญาตรีมาแล้วไม่มีงานทำ 
สุดท้ายก็ต้องเรียนต่อโท ต่อเอก แล้วก็กลายเป็นอาจารย์
เพื่อสอนลูกศิษย์รุ่นใหม่ ที่เรียนจบมาแล้ว ว่า …
จะไม่มีงานทำ เหมือนกัน

สมุทรปราการ-ครอบครัวสุวรรณบุตร CSR บริษัท ศูนย์ความคิดสร้างสรรค์ ดัน 3 โรงเรียน PWS พัฒนาหลักสูตรการเรียน การสอน 'สร้างครู สร้างชาติ ด้วยการคิดสร้างสรรค์ทางบวก'

เทศบาลตำบลแพรกษา โดย นางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา พร้อมด้วย ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรปราการ สมัยที่ 25 และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “สร้างครู สร้างชาติ ด้วยการคิดสร้างสรรค์ทางบวก“ ณ ห้องประชุมสุวรรณบุตร โรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา ต.แพรกษา อ.เมือง สมุทรปราการ

ซึ่งการสัมมนาเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ เป็นการพัฒนาหลักสูตร การเรียน การสอน มีตัวแทนครูสถานศึกษาของทาง PWS เข้าร่วมสัมมนา จำนวน 3 แห่ง นอกจากนี้ยังมีนายชูชาติ เที่ยงธรรม ผอ.สถานศึกษาโรงเรียนมัธยมแพรกษาวิเทศศึกษา นายเกษมสินธุ์ สอนสุข ผอ.สถานศึกษาโรงเรียนอนุบาลแพรกษาวิเทศศึกษา นางมลทิรา กรแก้ว ผอ.สถานศึกษาโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา 

นอกจากนี้ ยังมีหัวหน้าส่วนราชการ คณะเจ้าหน้าที่ของทางเทศบาลตำบลแพรกษาเข้าร่วมในพิธีเปิดการสัมมนา ได้แก่ นางพรเพ็ญ กลิ่นกำธรกุล รองนายกเทศมนตรีฯ นายวรรณวุฒิ มาสุข พร้อมด้วย นายสมบูรณ์ สันหยี รองปลัดเทศบาลตำบลแพรกษา นางสาวอรอุมา ชาภูคำ ผอ.กองการศึกษา เข้าร่วมในพิธีเปิดการสัมมนา

โครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร "สรา้งครูสรา้งชาติด้วยการคิดสร้างสรรค์ทางบวก” หรือ Cresitive (creative + positive) Thinking เป็นโครงการ CSR ของบริษัท ศูนย์ความคิดสร้างสรรค์ จำกัด ท่ีมีวัตถุประสงค์ในการสรา้งประเทศชาติใหเ้ข้มแข็ง ผ่านระบบการศึกษาของประเทศ ซึ่งมีครูและเยาวชนเป็นหัวใจ

หลักสูตรรท่ีนำมาใช้ในการสัมมนาครงั้นคือ Cresitive (creative + positive) Thinking เป็นหลกั สูตรท่ี ออกแบบโดย อาจารย์รัศมี ธันยธร แห่งบริษัท ศูนย์ความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งได้ใช้องค์ความรู้ที่ได้จ้ากการศึกษาด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ 

ประกอบ องค์ความรู้ที่ได้จากการเป็นลูกศิษย์ของ ดร. เอ็ดเวิรด์ เดอ โบโน ปรมาจารย์ด้านความคิดสร้างงสรรค์ระดับโลก และประสบการณ์จากการสอนหลักสูตรต่างๆ ของ ดร. เดอ โบโน เป็นเวลากว่า 30 ปี สร้างหลักสูตรนี้ขึ้นให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย 

วิธีคิดในหลักสูตรนี้ ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ creative และ positive ซึ่งทักษะวิธีคิดนี้จะตอบโจทย์ด้าน HRD หรือการพัฒนาทรัพยากรของมนุษย์ในปัจจุบัน ท่ีต้องการพัฒนา “ความฉลาด” ด้านต่างๆ ของมนุษย์ เช่น IQ EQ เป็นต้น 

แต่ความจริงแล้วในปัจจุบันมี “ความฉลาด” ท่ีควรต้องเริ่มพัฒนาให้กับเยาวชนถึง 11 ด้าน และหลักสูตร CRESITIVETHINKING สามารถตอบโจทย์ได้ทั้ง 11 ด้าน สัมมนาครั้งนี้ใช้เวลาสัมมนาทั้งสิ้น 4 วัน ช่วงแรก 2 วัน คือ 29-30 สิงหาคม เป็นการฝึกทักษะด้านการ คิดสรา้งสรรค์และคิดบวก ให้กับครูผู้เข้าสัมมนาทั้ง 30 คน ในวันนี้

หลังจากนั้นประมาณ 1-2 สัปดาห์ จะเป็นการออกแบบวิธีการนำไปใช้และฝึกการสอนเป็นเวลา 1 วัน และอีก 1 วันสุดท้ายจะเป็นการรับฟัง FEEDBACK หลังจากนำไปใช้สอนจริง โครงการ CSR นี้ ประกอบด้วยภาคี 3 ฝ่าย ได้แก่ ส่วนแรกคือบริษัท ศูนย์ความคิดสร้างสรรค์ฯ เป็นผู้รับผิดชอบวิทยากร และค่าใช้จ่ายบางส่วน ส่วนที่ 2 คือ องค์กรที่เราเรียกว่า sponsor ที่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายหลักและส่วนที่ 3 คือโรงเรียนภาครัฐ

การสัมมนาในวันนี้เป็นการเริ่มโครงการครั้งแรก ซึ่งเกิดขึ้นได้ด้วยความร่วมมือสำคัญระหว่างเทศบาลตำบลแพรกษา โดยท่านนายกอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีฯ ท่าน ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร และบริษัทศูนย์ความคิดสร้างสรรค์ โดยอาจารย์รัศมี ธันยธร 

‘กิตติ พรศิวะกิจ’ แนะ ‘ซีเค’ ใช้โค้ดส่วนลดเรียนภาษาไทย หลังโพสต์อวดใช้เงินแค่ 33 บาท ได้ผู้ติดตามเพิ่มถึง 1 ล้าน

นายกิตติ พรศิวะกิจ นายกสมาคมการตลาดท่องเที่ยวไทย และประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจด้านยุทธศาสตร์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงกรณี ‘ซีเค เจิง' CEO และผู้ก่อตั้ง Fastwork แพลตฟอร์มสำหรับทำงานฟรีแลนซ์ ออกมาระบุว่า ตนเองใช้เงินเพียง 33 บาท แต่ได้คนติดตามเพิ่มขึ้นถึง 1 ล้านคน โดยระบุว่า เก่งมากครับ พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ครึ่งวันได้ Follower เพิ่มไม่ต่ำกว่า 330K ด้วยเงิน 33 บาท

ขณะเดียวกัน ยังแสดงความคิดเห็นใต้โพสต์ของ ซีเค ด้วยว่า “ถ้ามีเวลา ไปลงเรียนภาษาไทยด้วยก็ดีนะครับ Code ส่วนลดขอซัก 33 วัน ไม่ขาดทุนแน่นอน”

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดพิธีมอบรางวัล “โครงการสุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัย” ให้กับตำรวจจราจรและหน่วยที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน

(29 ส.ค. 68) เวลา 13.30 น. พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.), พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. มอบหมายให้ พล.ต.ท.ธนพล ศรีโสภา รองจเรตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทน ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล “โครงการสุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567” ครั้งที่ 2 ห้วงเดือนกันยายน ถึงเดือนธันวาคม 2567 พร้อมทั้งแถลงเปิด “โครงการสุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568” ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี คุณประยูร ภู่แส รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด, นายแพทย์ อนุชา เศรษฐเสถียร รองประธานแผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.), 

นายแพทย์ ธนะพงษ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.), คุณก่องกาญจน์ ทักษ์หิรัญฤทธิ์ ผู้จัดการ สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม (สสส.), คุณพรหมินทร์ กัณธิยะ ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ, แพทย์หญิง ศิริรัตน์ สุวรรณฤทธิ์ ผู้อำนวยการกองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค พร้อมด้วย พล.ต.ท.จิรสันต์ แก้วแสงเอก ที่ปรึกษาคณะทำงานโครงการสุภาพบุรุษจราจร, พล.ต.ต.ธวัช วงศ์สง่า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, หน่วยงานในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมพิธีมอบรางวัลสุภาพบุรุษจราจร ประเภทบุคคลและหน่วยงาน ตามโครงการ “สุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัย” เพื่อพัฒนาศักยภาพการทำงานของตำรวจจราจร ลดอัตราการเสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนน เพื่อให้ประชาชนมีความพึงพอใจและสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชน ภาคีเครือข่าย และตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับตำรวจจราจร ประชาชนมีความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน 

สำหรับ “โครงการสุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567” เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับบริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ซึ่งเป็นการดำเนินการโครงการต่อเนื่องปีที่ 3 โดยมีวัตถุประสงค์ในการคัดเลือกตำรวจจราจรและหน่วยงานที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นในด้านการบังคับใช้กฎหมาย การป้องกันและลดอุบัติเหตุ รวมทั้งการอำนวยการจราจรและการให้บริการประชาชนในพื้นที่ โดยให้ทุกกองบัญชาการ กองบังคับการ และสถานีตำรวจในสังกัดทั้ง 1,484 สถานี ดำเนินการให้ข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่จราจรทุกนาย ปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลัก 5S อันได้แก่ SMILE (ยิ้มแย้มแจ่มใส), SMART (มีบุคลิกภาพที่ดี), SALUTE (ปฏิบัติต่อประชาชนด้วยความสุภาพ), SERVICE MIND (ปฏิบัติหน้าที่ด้วยจิตใจบริการ), STANDARD (ยกระดับการปฏิบัติให้มีมาตรฐานเดียวกัน) ทั้งนี้ ในการประเมินผล 

วัดจากจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ต้องลดลงได้มากกว่าร้อยละ 5 หรือ 10 คนขึ้นไปเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี, ข้อมูลการตั้งด่านตรวจ จุดตรวจกวดขันวินัยจราจร เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 จากค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี และผลการการบังคับใช้กฎหมาย (ขับรถในขณะเมาสุรา/ขับรถเร็วเกินกำหนด และไม่หมวกนิรภัย) เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 จากค่าเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง ตามปีปฏิทิน รวมทั้งมีการตรวจสอบติดตามประเมินผล เพื่อพิจารณาคัดเลือก สุภาพบุรุษจราจรประเภทบุคคล กองบังคับการละ 2 นาย แบ่งเป็น ระดับชั้นสัญญาบัตร 1 นาย และชั้นประทวน 1 นาย รวมจำนวนทั้งสิ้น 194 นาย และคัดเลือกสุภาพบุรุษจราจรประเภทหน่วยงาน ในสังกัดแต่ละกองบัญชาการที่ชนะเลิศ 1 หน่วยงาน รองชนะเลิศ 2 หน่วยงาน รวมทุกกองบัญชาการจำนวนทั้งสิ้น 32 หน่วยงาน โดยมอบรางวัลปีละ 2 ครั้ง และยังมีการมอบรางวัลผลงานนวัตกรรมให้กับหน่วยงานนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการลดอุบัติเหตุทางถนน 

ในวันนี้เป็นการมอบรางวัลสำหรับปีงบประมาณ พ.ศ.2567 รวมทั้งสิ้น 57 รางวัล ได้แก่
- หน่วยที่ได้รับรางวัลดีเด่นระดับกองบัญชาการ 3 ลำดับแรก ได้แก่ ตำรวจภูธรภาค 1, ตำรวจภูธรภาค 3 และตำรวจภูธรภาค 6 
- หน่วยที่ได้รับรางวัลดีเด่นระดับกองกองบังคับการ ได้แก่ กองบังคับการตำรวจจราจร, ตำรวจภูธรจังหวัดลพบุรี (ภ.จว.ลพบุรี), ภ.จว.ระยอง, ภ.จว.นครราชสีมา, ภ.จว.ขอนแก่น, ภ.จว.เชียงราย, ภ.จว.นครสวรรค์, ภ.จว.เพชรบุรี,  ภ.จว.สุราษฎร์ธานี, ภ.จว.พัทลุง และกองบังคับการตำรวจทางหลวง
- หน่วยงานที่มีผลงานดีเด่นด้านนวัตกรรม 3 ลำดับแรก ได้แก่ ตำรวจภูธรภาค 3, ตำรวจภูธรภาค 8 และกองบัญชาการตำรวจนครบาล

นอกจากนี้ มีการมอบรางวัลระดับบุคคลอีกจำนวน 30 รางวัล พร้อมทั้งมีการนำเสนอบูธของหน่วยงานที่ได้รับรางวัลดีเด่นในพิธีวันนี้ด้วย  

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเน้นย้ำให้ทุกหน่วยร่วมกันขับเคลื่อนโครงการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ให้เกิดความต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของตำรวจจราจรเพื่อให้ประชาชนได้รับการบริการที่ดี สามารถใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย ส่งผลให้ลดจำนวนการเกิดอุบัติเหตุ ลดจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้เสียชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม ตามเป้าหมายของรัฐบาลต่อไป 

สมุทรปราการ-เลขาฯ รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม ร่วมพิธีฟังสวดพระอภิธรรม นายฉะโอด รุ่งเรือง อดีตนักการเมืองอาวุโส 

นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงตมนาคม ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีสวดพระอภิธรรม นายฉะโอด รุ่งเรือง อดีตไวยาวัชกรวัดบางพลีใหญ่กลาง ที่ปรึกษานายก อบจ.สมุทรปราการ และอดีตนายก อบต.บางพลีใหญ่ 

นอกจากนี้ ทางครอบครัวรุ่งเรือง ยังได้รับเกียรติจาก นางนิศากร วิศิษฎ์สรอรรถ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม พร้อมด้วย นายกรกฎ วงษ์สุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม คณะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หัวหน้าส่วนราชการ คณะเจ้าหน้าที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นักการเมืองท้องถิ่น

คณะครูโรงเรียนบางพลีราษฎ์บำรุง ข้าราชการตำรวจ ไวยาวัจกรวัดบางพลีใหญ่กลาง ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติ พี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียงจำนวนมากร่วม 1,000 คน เดินทางมาร่วมฟังสวดพระอภิธรรมและไว้อาลัยต่อการจากไปของ นายฉะโอด รุ่งเรือง อดีตไวยาวัชกรวัดบางพลีใหญ่กลาง ที่ปรึกษานายก อบจ.สมุทรปราการ และอดีตนายก อบต.บางพลีใหญ่ 

ที่ได้เสียชีวิตลงด้วยโรคประจำตัว ที่โรงพยาบาลบางพลี สมุทรปราการ อายุรวม 81 ปี โดยมี ดร.วีร์สุดา รุ่งเรือง นายก อบต.บางพลีใหญ่ พร้อมด้วย ครอบครัวรุ่งเรือง ร่วมให้การต้อนรับ

ซึ่งการสวดพระอภิธรรม นายฉะโอด รุ่งเรือง จะมีพิธีสวดพระอภิธรรมไปจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2568 โดยได้รับความเมตตาจาก พระเดชพระคุณ ท่านเจ้าคุณวชิรคณาทร (เจ้าคุณแจ้) เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง และคณะสงฆ์วัดบางพลีใหญ่กลาง

'Warroom IAC' ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อายัดเงินมีประสิทธิภาพมากขึ้น นำคืนให้แก่ผู้เสียหาย 'MONEY CASH BACK' ได้อีก 5 ราย กว่า 2 ล้านบาท

(29 ส.ค. 68) เวลา 11.30 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บัญชาการ ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ผบ.ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (IAC) มอบหมายให้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.)/ที่ปรึกษา ศกค. แถลงผลการปฏิบัติของ “Warroom IAC” ในการกวาดล้างเครือข่าย ระงับบัญชี ติดตามเงินคืนผู้เสียหาย ตามปฏิบัติการ “MONEY CASH BACK ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน” โดยมี พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมแถลง ณ ห้อง “Warroom IAC” สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ในการปฏิบัติการของ “Warroom IAC” จะบูรณาการทำงานกับหลายภาคส่วนในการเดินหน้าปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้การดำเนินการเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ภายใน 3 เดือน พบว่าตั้งแต่เปิด “Warroom IAC” วันที่ 4 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา มีการปราบปรามเห็นผลชัดเจนขึ้น และสามารถอายัดเงินของผู้เสียหายทั้งบัญชีธนาคารและคริปโตเคอเรนซี ได้รวดเร็วขึ้นและมากขึ้นตามลำดับ โดยตั้งแต่วันที่ 4 - 28 สิงหาคม 2568 มีจำนวนเคสที่นำเข้าวอร์รูม 426 เคส มูลค่าความเสียหายรวม 225,093,192 บาท จากการดำเนินการของวอร์รูม สามารถอายัดได้ 201 เคส มูลค่าทรัพย์สินที่อายัดได้ 75,246,769 บาท นอกจากนี้ ยังพบเคสที่ถอนเงินสด 170 เคส มูลค่าเงินสดที่ถูกถอนรวม 92,145,130 บาท

ทั้งนี้ จากการทำงานแบบบูรณาการร่วมกับหน่วยต่างๆ เพื่อปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมทั้งประสานความร่วมมือกับธนาคารและสถาบันการเงินทุกแห่ง ทำให้ “Warroom IAC” สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงิน และอายัดเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถติดตามนำคืนให้แก่ผู้เสียหายตามขั้นตอนในโครงการ “MONEY CASH BACK” ไปแล้วหลายครั้ง รวมจำนวนเงินกว่า 234 ล้านบาท และล่าสุดสามารถติดตามเงินของผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงให้โอนเงินเพิ่มเติมได้อีก จำนวน 5 ราย จำนวน 2,058,920 บาท เพื่อนำคืนให้แก่ผู้เสียหายทั้ง 5 ราย

กรณีที่ 1 : ผู้เสียหายเป็นหญิงรายหนึ่ง ได้ใช้งานเฟซบุ๊ก พบบัญชีแฟนเพจของคนร้าย ชื่อ “ทิวา ชินธาดาพงศ์” ที่ลงข้อมูลแอบอ้างเป็น อาจารย์ทิวา ชินธาดาพงศ์ หรือ เซียนมี่ นักลงทุนชื่อดัง โดยเพจดังกล่าวได้ลงโฆษณาเชิญชวนให้เล่นหุ้น ผู้เสียหายจึงได้ติดต่อเพจดังกล่าวไป ต่อมาได้แอดไลน์ และได้สนทนากับผู้ใช้ชื่อไลน์ว่า “มาย” ที่อ้างว่าเป็นเลขาของ อ.ทิวา ชินธาดาพงศ์ จากนั้นผู้เสียหายได้ถูกดึงเข้ากลุ่ม “SET Up 17” โดยในกลุ่มจะบอกราคาหุ้น จากนั้นให้ผู้เสียหายย้ายกลุ่มไปยังอีกกลุ่ม ชื่อ “Class A SET UP” เป็นกลุ่มเกี่ยวกับการเล่นหุ้น ต่อมา คนร้ายได้แจ้งให้ผู้เสียหายโอนเงินเพื่อเล่นหุ้น ผ่านโปรแกรมชื่อ “Macquaie Prime” ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปหลายครั้ง โดยได้กำไรจริงในช่วงแรก ต่อมาคนร้ายจึงชักจูงให้ผู้เสียหายโอนเงินเพิ่ม เพื่อกำไรที่เพิ่มขึ้น สุดท้ายไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ รวมความเสียหายทั้งหมด 4,719,820.58 บาท

จากกรณีดังกล่าว บก.สอท.1 ได้นำกำลังสืบสวนจนทราบว่า นายภาคภูมิฯ อายุ 24 ปี หนึ่งในเจ้าของบัญชีธนาคารที่ใช้กระทำความผิด ได้พักอาศัยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จึงได้เดินทางไปส่งหมายเรียกดังกล่าว ซึ่งต่อมาเจ้าตัวได้เข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถประสานธนาคารเพื่ออายัดเงินในบัญชีธนาคารของ นายภาคภูมิฯ ไว้ได้ ซึ่งผู้เสียหายได้โอนเข้าบัญชีดังกล่าวตามที่ถูกหลอกลวง จำนวน 1 ครั้ง เป็นเงิน 500,000 บาท อายัดได้ทันเต็มจำนวน 500,000 บาท โดยผู้ต้องหาไม่โต้แย้งในกรรมสิทธิ์ และยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งมอบเงินในบัญชีตามจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่ผู้เสียหาย

กรณีที่ 2 : ผู้เสียหายเป็นข้าราชการรายหนึ่ง ได้รับโทรศัพท์จากมิจฉาชีพที่อ้างตนว่าเป็นเจ้าหน้าที่ด้านกฎหมายของสถานีตำรวจในจังหวัดขอนแก่น แจ้งให้ผู้เสียหายรอรับโทรศัพท์จาก DSI จากนั้นได้มีคนร้ายอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ DSI โทรมาหา แจ้งว่าผู้เสียหายยักยอกเงินของทางราชการ และได้หลอกให้ผู้เสียหายเพิ่มเพื่อนผ่านทางแอปพลิเคชัน LINE หลังจากพูดคุยคนร้ายได้แจ้งให้ผู้เสียหายเปิดบัญชีธนาคารเพื่อรับผลประโยชน์ จำนวน 10 เปอร์เซ็นต์ จากการทำธุรกรรมในบัญชีดังกล่าว จากนั้นคนร้ายข่มขู่ให้ผู้เสียหายแจ้งทรัพย์สินที่ผู้เสียหายมีอยู่ให้คนร้ายทราบ เพื่อจะได้ไม่มีผลกระทบต่อการรับราชการของผู้เสียหาย และคนร้ายจะให้การช่วยเหลือกรณีดังกล่าว ต่อมาคนร้ายแจ้งให้ผู้เสียหายให้โอนเงินทั้งหมดให้ตรวจสอบ ผู้เสียหายหลงเชื่อ จึงโอนเงินไปจำนวน 497,900 บาท จากนั้นคนร้ายแจ้งให้โอนเงินค่าทนายอีก จำนวน 100,000 บาท ต่อมาคนร้ายแจ้งให้โอนเงินค่าทนายอีก จำนวน 170,000 บาท แต่ผู้เสียหายหมดเงินแล้ว จึงไม่ได้โอนไปให้ รวมความเสียหายที่ถูกหลอกลวงไปทั้งสิ้น จำนวน 767,900 บาท

จากกรณีดังกล่าว บก.สอท.5 ได้รวบรวมพยานหลักฐานและสืบสวนติดตามผู้ต้องหาในขบวนการได้แล้วบางส่วน และเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถประสานงานธนาคารเพื่ออายัดเงินในบัญชีธนาคารของ นายอนุชิต ฯ หนึ่งในผู้ต้องหาไว้ได้ ซึ่งผู้เสียหายได้โอนเข้าบัญชีดังกล่าวเพื่อลงทุนตามที่ถูกหลอกลวง จำนวน 1 ครั้ง เป็นเงิน 497,900 บาท ซึ่งภายหลังรับทราบข้อกล่าวหา นายอนุชิต ฯ ผู้ต้องหา ให้ถ้อยคำว่า ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินที่อายัดไว้ ไม่โต้แย้งในกรรมสิทธิ์ และยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งมอบเงินในบัญชีตามจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่ผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงสามารถอายัดได้ทันทั้งหมด จำนวน 497,900 บาท 

กรณีที่ 3 : ผู้เสียหายเป็นอดีตข้าราชการรายหนึ่งได้ถูกหลอกลวง โดยมิจฉาชีพติดต่อมาอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ แจ้งว่ามีเอกสารที่ยังไม่ได้เซ็นรับ ซึ่งเอกสารดังกล่าวจ่าหน้าซองว่าถูกส่งมาจากกรมบัญชีกลาง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้เพิ่มเพื่อนทางไลน์ตามคำแนะนำ โดยคนร้ายใช้ชื่อบัญชีไลน์ว่า“กลุ่มผู้เกษียณอายุ” และ “กนกรัตน์ หิรัญบูรณะ” ต่อมาคนร้ายได้ให้ทำตามขั้นตอนที่แนะนำ กระทั่งได้ถูกหลอกให้โอนเงินออกจากบัญชีธนาคาร รวมความเสียหายกว่า 768,020 บาท 

จากกรณีดังกล่าว บก.สอท.1 ได้รวบรวมพยานหลักฐานและสืบสวนติดตามผู้ต้องหาในขบวนการได้แล้วบางส่วน และเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถประสานงานธนาคารเพื่ออายัดเงินในบัญชีธนาคารของ นางสาววรรณนิษาฯ หนึ่งในผู้ต้องหาไว้ได้ ซึ่งผู้เสียหายได้โอนเข้าบัญชีดังกล่าวตามที่ถูกหลอกลวง จำนวน 1 ครั้ง เป็นเงิน 411,010 บาท ซึ่งอายัดได้ทันจำนวน 411,010 บาท

กรณีที่ 4 : ผู้เสียหายรายหนึ่งได้สั่งซื้อของออนไลน์ เมื่อโอนเงินไปแล้วปรากฎว่าไม่ได้รับสินค้าตามที่สั่ง ต่อมาได้มีคนร้ายแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมได้ติดต่อมาหาอ้างว่าจะช่วยเอาเงินคืนให้ จากนั้นให้เพิ่มเพื่อนในไลน์ คนร้ายได้แล้วดึงเข้ากลุ่มไลน์ชื่อ “DDos ชุดที่ 88” จากนั้นได้เริ่มให้ผู้เสียหายโอนเงินครั้งแรกเป็นค่าเข้ากลุ่ม ต่อมาคนร้ายได้ใช้กลอุบายหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินเพิ่มอีกหลายครั้งเพื่อเป็นค่าดำเนินการในการติดตามเงินค่าสินค้าคืน สุดท้ายผู้เสียหายโอนเงินไปทั้งหมด 15 ครั้ง รวมทั้งสิ้น 3,691,061.54 บาท 

จากกรณีดังกล่าว บก.สอท.1 ได้รวบรวมพยานหลักฐานและสืบสวนติดตามผู้ต้องหาในขบวนการได้แล้วบางส่วน และเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถประสานงานธนาคารเพื่ออายัดเงินในบัญชีธนาคารของ นางสาวสุนีย์ฯ หนึ่งในผู้ต้องหาไว้ได้ ซึ่งผู้เสียหายได้โอนเข้าบัญชีดังกล่าวตามที่ถูกหลอกลวง จำนวน 1 ครั้ง เป็นเงิน 400,000 บาท ซึ่งอายัดได้ทันจำนวน 370,010 บาท

กรณีที่ 5 : ผู้เสียหายรายหนึ่งได้ใช้งานแอปพลิเคชัน facebook ต่อมาได้ถูกชักชวนจากในโซเชียลให้นำเงินไปลงทุนในแพลตฟอร์ม vips-psl .com ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้โอนเงินลงทุน ต่อมาไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ ผู้เสียหายโอนเงินไปทั้งหมด จำนวน 9 ครั้ง ความเสียหายรวม จำนวน 4,315,000 บาท

จากกรณีดังกล่าว พ.ต.อ.ปกรณ์กิตติ์ ธนวรินทร์กุล ผกก.3 บก.สอท.2 ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนและพนักงานสอบสวน
ในสังกัด รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออำนาจศาลออกหมายจับผู้ต้องหาในขบวนการ จนสามารถออกหมายจับได้แล้วหลายราย โดยล่าสุดได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด ติดตามจับกุม นายสิทธิศักดิ์ฯ อายุ 42 ปี หนึ่งในขบวนการได้ในพื้นที่ จ.ชุมพร เจ้าตัวสารภาพว่าได้ถูกว่าจ้างให้เปิดบัญชี โดยตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินที่อายัดไว้ จึงขอไม่โต้แย้งในกรรมสิทธิ์และยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งมอบเงินในบัญชี ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถประสานงานธนาคารเพื่ออายัดเงินในบัญชีธนาคารของ นายสิทธิศักดิ์ฯ ไว้ได้ จำนวน 280,000 บาท 

โดยวันนี้ “Warroom IAC” หรือ ศกค. นำโดย พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะ ผบ.ศกค. ได้นำเงินจำนวน 2,058,920 บาท คืนให้แก่ผู้เสียหายทั้ง 5 ราย ตามปฏิบัติการ “MONEY Cash Back ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน”

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแถลงข่าวการจัดแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณีระหว่างตำรวจไทย – มาเลเซีย ชิงถ้วยรุจิรวงศ์ ครั้งที่ 36 ประจำปี 2568

(29 ส.ค.68) เวลา 10.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมาย พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะทำงานการจัดการแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย พร้อมด้วย มูฮัมหมัด ฮาฟิซ อาบู บาการ์ เลขานุการเอก/ผู้ช่วยทูตตำรวจ ประจำสถานเอกอัครราชทูตมาเลเซีย ประจำประเทศไทย และ พล.ต.ต.เทอดศักดิ์ รุจิรวงศ์ ที่ปรึกษาคณะทำงานฯ แถลงข่าวการแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย ชิงถ้วยรุจิรวงศ์ ครั้งที่ 36 ประจำปี 2568 ณ ห้องสารสิน อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สำหรับการแข่งขันกีฬารักบี้ประเพณีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย ก่อให้เกิดความรักความสามัคคีระหว่างตำรวจไทยกับตำรวจมาเลเซียอย่างแน่นแฟ้น ในการบูรณาการทำงานร่วมกัน ตลอดจนเพิ่มศักยภาพการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติที่จะมาคุกคามประชาชนระหว่างสองประเทศ โดยการจัดการแข่งขันครั้งแรก เมื่อปีพุทธศักราช 2504 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในยุคสมัยของ พล.ต.อ.ประเสริฐ รุจิรวงศ์ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจ ได้ดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลานานกว่า 64 ปี มีการจัดการแข่งขันมาแล้ว 32 ครั้ง โดยหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน 

การแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลชิงถ้วย "รุจิรวงศ์" ครั้งที่ 36 สำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทย ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ระหว่างวันที่ 3 - 6 กันยายน 2568 และจะมีการแข่งขันจริงในวันที่ 4 กันยายน 2568 ณ สนามกีฬารักบี้ฟุตบอล โรงเรียนปริ้นส์รอยแยลส์วิทยาลัย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยแบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
1. การแข่งขันชิงถ้วย "รุจิรวงศ์" ประเภทอายุไม่เกิน 45 ปี
2. การแข่งขันชิงถ้วยรางวัลชนะเลิศ ประเภทอาวุโส อายุเกิน 45 ปีขึ้นไป

พล.ต.อ.กรไชยฯ กล่าวว่า การแข่งขันในครั้งนี้มุ่งเน้นความสัมพันธ์ มิตรภาพของหน่วยงานระหว่างประเทศ โดยทีมสโมสรรักบี้ฟุตบอลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทย มีความพร้อมร่วมการแข่งขัน นักกีฬารักบี้ฟุตบอลทุกคนได้ฝึกซ้อมและมุ่งมั่นที่จะเข้าร่วมการแข่งขันอย่างเต็มที่ แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับผลการแข่งขันแพ้ชนะ ไม่ได้เป็นการบ่งชี้มากไปกว่าความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจทั้งสองประเทศที่จะยั่งยืนตลอดไป

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอประชาสัมพันธ์เชิญชวนพี่น้องประชาชนและข้าราชการตำรวจ ร่วมรับชมและส่งกำลังใจแก่นักกีฬาตำรวจไทย ในการแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย ชิงถ้วย "รุจิรวงศ์" ครั้งที่ 36 ในวันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน 2568 เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป ณ สนามกีฬารักบี้ฟุตบอล โรงเรียนปริ้นส์รอยแยลส์วิทยาลัย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ หรือผ่านช่องทาง Facebook : Royal Thai Police Rugby Club

ทัพเรือภาคที่ 1 จัดการประชุมคณะกรรมการพัฒนาเพื่อความมั่นคงในระดับพื้นที่ในเขตทัพเรือภาคที่ 1 ครั้งที่ 2/2568

เมื่อวานนี้ (28 ส.ค.68) พลเรือโท อาภา ชพานนท์ ประธานคณะกรรมการพัฒนาเพื่อความมั่นคงในระดับพื้นที่ในเขตทัพเรือภาคที่ 1/ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการพัฒนาเพื่อความมั่นคงในระดับพื้นที่ในเขตทัพเรือภาคที่ 1 ครั้งที่ 2 ปีงบประมาณ 68 ณ โรงแรม โรงแรม เฮลท์แลนด์ รีสอร์ท แอนด์ สปา พัทยา เพื่อรับทราบผลการดำเนินงานตามแนวทางการเสริมสร้างความมั่นคงเชิงพื้นที่ ภายใต้นโยบายและแผนความมั่นคงที่ 17 การเสริมสร้างความมั่นคงเชิงพื้นที่ ปีงบประมาณ 68 รวมถึงรับทราบปัญหา อุปสรรค ข้อขัดข้องในการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่รับผิดชอบ ประกอบด้วยหน่วยงานระดับนโยบาย ในพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อประสานความร่วมมือ และบูรณาการในการแก้ไขปัญหาร่วมกันให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

‘กัมพูชา’ ส่งหนังสือตรงถึง ‘สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งสวีเดน’ เบรกดีลขาย ‘กริพเพน’ ให้ไทย!! อ้างจะถูกนำมาใช้รุกรานเขมร

(28 ส.ค. 68) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา (CHRC) ส่งหนังสือตรงถึงสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งสวีเดน เรียกร้องให้ยุติข้อตกลงขายเครื่องบินขับไล่กริพเพน (Gripen) ให้ไทย โดยให้เหตุผลว่าอาจบ่อนทำลายสันติภาพ และเสี่ยงถูกนำไปใช้รุกรานกัมพูชา ซ้ำรอยเหตุการณ์ความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา

นายแก้ว รามี ประธาน CHRC ระบุในจดหมายว่า แม้สวีเดนมีภาพลักษณ์เป็นผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนและสันติภาพ แต่การขายเครื่องบินรบครั้งนี้กลับเป็นการขัดแย้งกับจุดยืนดังกล่าว เพราะนอกจากจะกระทบความมั่นคงแล้ว ยังเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนหากถูกใช้โจมตีพลเรือน

CHRC อ้างถึงกฎบัตรสหประชาชาติและอนุสัญญาเจนีวา พร้อมเรียกร้องให้สวีเดนคำนึงถึงพันธกรณีระหว่างประเทศมากกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยเสนอข้อเรียกร้อง 3 ประการ ได้แก่ คัดค้านการขายกริพเพนให้ไทย ทบทวนและประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนอย่างโปร่งใส และสนับสนุนการแก้ปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชาด้วยสันติวิธี

ท้ายจดหมาย CHRC ยังเรียกร้องให้สวีเดนช่วยกดดันรัฐบาลไทยให้ปล่อยทหารกัมพูชา 18 นาย ที่ถูกควบคุมตัวอยู่โดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข โดยย้ำว่าการละเว้นจากการติดอาวุธให้ประเทศที่อาจเป็นผู้รุกราน ไม่เพียงเป็นหน้าที่ตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ยังเป็นเรื่องของจิตสำนึกเพื่อสันติภาพโลก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top