Monday, 8 June 2026
NEWS FEED

สตูล ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลจังหวัดสตูล จัดกิจกรรม พัฒนาสัมพันธ์หน่วยงานความมั่นคงทางทะเลจังหวัดสตูล (ไทย) - รัฐเปอร์ลิส รัฐเคดาห์ (มาเลเซีย)

ที่ ท่าเทียบเรือตำมะลัง อำเภอเมืองสตูล พลเรือโท สุวัจ ดอนสกุล ผอ.ศรชล.ภาค 3 มอบหมายให้ นาวาเอก แสนย์ไท บัวเนียม รองผอ.ศรชล.จว.สตูล/ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจพื้นที่ตอนใต้ ศรชล.ภาค 3 จัดกิจกรรมพัฒนาสัมพันธ์หน่วยงานความมั่นคงทางทะเลจังหวัดสตูล (ไทย) - รัฐเปอร์สิส รัฐเคดาห์ (มาเลเซีย)

ในการนี้ กิจกรรมดังกล่าวดำเนินการนำโดย นาวาเอก แสนย์ไท บัวเนียม รอง ผอ.ศรชล.จว.สตูล/ผบ.นก.พตต.ศรชล.ภาค 3 และหัวหน้าศูนย์ควบคุมความมั่นคงท่าเรือจังหวัดสตูล, ศรชล.ภาค 3 พร้อมด้วยหัวหน้าหน่วยงานใน ศรชล.จว.สตูล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย สำนักงานประมงจังหวัดสตูล, ด่านศุลกากรสตูล, สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสตูล, สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาสตูล, หน่วยปฏิบัติการต่อสู้อากาศยานและรักฝั่งที่ 452, กองกำกับการ 9 กองบังคับการตำรวจน้ำ ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลจังหวัดสตูล ,หน่วยป้องกันและปราบปรามประมงทะเลเกาะหลีเป๊ะ (สตูล), ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสตูล ,หน่วยสืบสวนปราบปรามศุลกากร (สตูล - ปากบารา) สำนักงานประสานชายแดนไทย - มาเลเซีย , ประธาน พสบ.จว.สตูล ฯลฯ

ในส่วนฝ่ายเจ้าหน้าที่ รัฐเปอร์ลิส  รัฐเคดาห์ (มาเลเซีย)นำโดย พลเรือจัตวา รอมหลี บิน มุสตาฟา ผู้บัญชาการหน่วยยามฝั่งมาเลเซียเขตรัฐเคดาห์–รัฐเปอร์ลิส (มาเลเซีย) พร้อมคณะเจ้าหน้าที่จากตำรวจน้ำ กรมประมง ศุลกากร และตรวจคนเข้าเมืองมาเลเซีย เดินทางเยือนจังหวัดสตูล ตามคำเชิญ ของนาวาเอก(พิเศษ) แสนย์ไทย บัวเนียม รองผู้อำนวยการศูนย์รักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลจังหวัดสตูล เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนข่าวสารด้านความมั่นคงและมิตรภาพชายแดน ประเทศไทยยังคงเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอันดามัน หลังจากนั้นได้ร่วมแข่งขันกีฬาฟุตบอลนัดกระชับมิตรและร่วมรับประทานอาหารค่ำ

การพบปะครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้าง ความเชื่อมั่นและความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ทางทะเล ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านความมั่นคง การบริหารจัดการชายแดน และความร่วมมือในการแก้ปัญหาการประมงผิดกฎหมาย ขณะเดียวกันก็มีการจัด กิจกรรมกีฬาเชื่อมความสัมพันธ์ เพื่อสะท้อนถึงมิตรภาพและความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างเจ้าหน้าที่ทั้งสองประเทศ

แม้จะเป็นก้าวเล็ก ๆ การจัดกิจกรรมครั้งนี้ของไทยสะท้อนถึงเจตนารมณ์ที่จะรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ควบคู่กับการสร้างสภาพแวดล้อมแห่งมิตรภาพและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างไทย–มาเลเซีย

สวธ. จัดพิธีมอบรางวัลถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และมอบรางวัลการประกวดเยาวชนต้นแบบด้านมารยาทไทย และมารยาทในสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘

วันพุธที่ ๓ กันยายน ๒๕๖๘ เวลา ๑๑.๐๐ น. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม มอบหมายให้นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และมอบรางวัลการประกวดเยาวชนต้นแบบด้านมารยาทไทย และมารยาทในสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ โดยมี นางสาวลิปิการ์ กำลังชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (ผู้แทนอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม) นายวิรุฬ  เตชะไพบูลย์ รองประธานคณะอนุกรรมการกองทุน ดร.อุเทน  เตชะไพบูลย์ มูลนิธิปอเต็กตึ๊ง นางมงคลทิพย์ รุ่งงามฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านมารยาทไทย ผู้บริหารกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และผู้รับรางวัล เข้าร่วมพิธี ณ อาคาร ๕ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

ในการนี้ ผู้รับรางวัลชนะเลิศ รับมอบถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จากนั้น นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม มอบเงินรางวัล และเกียรติบัตรให้แก่ผู้รับรางวัลชนะเลิศ พร้อมทั้งมอบถ้วยรางวัล เงินรางวัล และเกียรติบัตร รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๑ และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๒ ดังนี้

🔹รางวัลชนะเลิศ 🔹 
🔸 ระดับประถมศึกษา (ป.๑ - ป.๖) ได้แก่ โรงเรียนมูลนิธิวัดศรีอุบลรัตนาราม (ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี) จังหวัดอุบลราชธานี (เด็กชายวีรภัทร  ลาภยิ่ง เด็กหญิงนิชาภา  ศรีแสง)
🔸ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.๑ - ม.๓) ได้แก่ โรงเรียนสตรีสิริเกศ จังหวัดศรีสะเกษ (เด็กชายปัณญ์  นิชานนท์ เด็กหญิงรดาศา  ทองสังข์)
🔸ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.๔ - ม.๖) และประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ได้แก่ โรงเรียนรัตนบุรี  จังหวัดสุรินทร์ (นายภพธรรม  สมศรี นางสาวกันต์พิชชา  อุไรล้ำ นางสาวกฤษกร  ศรเจริญ นางสาวชลธิชา  แปลนสูนย์)
🔸ระดับอุดมศึกษา และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จังหวัดพิษณุโลก (นายสิงขร  ศรีเมือง นายปรัชญา  จันทวงษ์ นางสาวปิยาพัชร  พงษ์โสภณ นางสาวปรารถนา  เรืองขำ)

🔹รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๑ 🔹
รับถ้วยและเงินรางวัล พร้อมเกียรติบัตร จากปลัดกระทรวงวัฒนธรรม
🔸 ระดับประถมศึกษา (ป.๑ -ป.๖) ได้แก่ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๕๑ จังหวัดบุรีรัมย์ (เด็กชายอนุสรณ์  สอนไธสงค์ เด็กหญิงสุวรรณา  เสประโคน)
🔸ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.๑ - ม.๓) ได้แก่ โรงเรียนอ้อมน้อยโสภณชนูปถัมภ์ จังหวัดสมุทรสาคร (เด็กชายเมธาวี  บุญส่ง เด็กหญิงญาณิศา  ฟ้าเกียรติ)
🔸ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.๔ - ม.๖) และประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ได้แก่ โรงเรียนบ้านบึง “อุตสาหกรรมนุเคราะห์” จังหวัดชลบุรี (นายเตชินท์  เลิศวัฒนะอมรกูล นางสาวธนัชญา  เหมือนใจงาม
นางสาวรชณกร  กิตเจริญกุล นางสาววนัชพร  เผ่าสกุลทอง)
🔸ระดับอุดมศึกษา และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร (ทีมที่ ๒)  จังหวัดกำแพงเพชร นายภาณุวิชย์  ดำเนิน นางสาวชฎารัตน์  ปินะกาเส นางสาวฐิตาภา  วาทา นางสาวตันหยง  เต่าโพรง)

🔹รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๒ 🔹
รับถ้วยและเงินรางวัล พร้อมเกียรติบัตร จากปลัดกระทรวงวัฒนธรรม
🔸ระดับประถมศึกษา (ป.๑ - ป.๖) ได้แก่ โรงเรียนบ้านงาช้าง จังหวัดชุมพร (เด็กหญิงกัญญาพัชร์  ปานรอด
เด็กชายภาคิณ  พวงประเสริฐ)
🔸ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.๑ - ม.๓) ได้แก่ โรงเรียนจ่านกร้อง  
จังหวัดพิษณุโลก (เด็กชายยอดชาย  เขียวบ้านยาง นางสาวธนัชพร  ฉิมพุฒ)
🔸ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.๔ - ม.๖) และประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)ได้แก่ โรงเรียนศรียานุสรณ์  จังหวัดจันทบุรี (นายภาคิน  แก้วอำภัย นางสาวศศินันท์  โพธิรักษ์ นางสาวสรารัญ  อภิวัฒน์อุดม นางสาวญาณิศา  ชุตินันท์)              
🔸 ระดับอุดมศึกษา และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ได้แก่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเลย  จังหวัดเลย (นางสาวอนันตญา  กันพนม นางสาวโรซ่า  มาร์ติน่า ชาภักดี นายเกียรติภูมิ  ผุยมาตย์ นางสาวภรณ์ญวรรณ  เนตรแสงสี)

นอกจากนี้ นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม มอบหมายให้นางสาวลิปิการ์ กำลังชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม มอบถ้วยรางวัลและเงินรางวัลชมเชย และนายวิรุฬ  เตชะไพบูลย์ รองประธานคณะอนุกรรมการกองทุน ดร.อุเทน  เตชะไพบูลย์ มูลนิธิปอเต็กตึ๊ง มอบเกียรติบัตรรางวัลชมเชย ดังนี้

🔸ระดับประถมศึกษา (ป.๑ - ป.๖) ได้แก่
▪️โรงเรียนอนุบาลยางชุมน้อย (หน่วยคุรุราษฎร์รังสรรค์) จังหวัดศรีสะเกษ (เด็กชายณรงค์ศักดิ์  แก้วเชียงหวาง เด็กหญิงกนกดารินทร์  แก้วคำ)
▪️โรงเรียนอนุบาลคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร (เด็กชายบุญยสิทธิ์  ประชาพัฒนานนท์ เด็กหญิงชญานิศ  วัฒโล)
▪️โรงเรียนอนุบาลพัทลุง จังหวัดพัทลุง (เด็กหญิงณฐิตา  อินแพง เด็กชายธนดล  ปานียโชติ)
▪️โรงเรียนบ้านโป่งน้อย จังหวัดเชียงใหม่ (เด็กหญิงชัชชญา  เผยกลิ่น เด็กชายสมบูรณ์  ธนาจิติ)
▪️โรงเรียนอำนวยวิทย์  จังหวัดสมุทรปราการ (เด็กชายพิชคุณ  ปั้นสุนา เด็กหญิงโชติกา  ชื่นเจริญ)

🔸ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.๑ - ม.๓) ได้แก่
▪️โรงเรียนกู่จานวิทยาคม  จังหวัดยโสธร (เด็กชายเอกรินทร์  พันธุ์ปลาโด เด็กหญิงเพ็ญพร  เทียนทิพย์)
▪️โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย  จังหวัดลำปาง (เด็กชายธนากร  วงศ์คำแน่น เด็กหญิงธนัชญภร  ขันคำนันต๊ะ)
▪️โรงเรียนวังน้ำเย็นวิทยาคม  จังหวัดสระแก้ว เด็กชายภาณุศิษฏ์  คำไขสอน
เด็กหญิงทองนภา  บุญอินทร์)
▪️โรงเรียนอำนวยวิทย์  จังหวัดสมุทรปราการ (เด็กชายศิวกร  ทองดีเลิศ เด็กหญิงศรัญญา  ปอนพงา) 
▪️โรงเรียนรัตนบุรี  จังหวัดสุรินทร์ (เด็กชายบรรณวิชญ์  แสงราม เด็กหญิงพิชญาภัค  น้ำหวาน)

🔸ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.๔ - ม.๖) และประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ได้แก่                   
▪️โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช  จังหวัดอุบลราชธานี (นายประวิณ  โสมรักษ์ นางสาวรุ่งฤดี  ใจผ่อง นางสาวอุปลมณี  วนมหากุล นางสาววงศ์พลอย  รังษีกาญจน์ส่อง)            
▪️โรงเรียนอ้อมน้อยโสภณชนูปถัมภ์ จังหวัดสมุทรสาคร (นายชนากร  ศรีวัฒนา นางสาวมาลินี  บุญส่ง นางสาวพลอยชมพู  พลแสน นางสาวณัฐฐินันท์  แซ่โต๊ะ)
▪️โรงเรียนดัดดรุณี  จังหวัดฉะเชิงเทรา (นางสาวชนม์นิภา  มาลาเวียง นางสาวณัฐวดี  สร้อยสุวรรณ นางสาวณัฐนิชา  แหล่งสนาม นางสาวภัทรธิดา  อั้งกิจ)
▪️โรงเรียนวารีเชียงใหม่  จังหวัดเชียงใหม่ (นายพีร  ทายะรังษี นางสาวพลอยนิตา  ธนะพงศ์นิธิศ นายจิรภัทร  กลิ่นขจร นางสาวณภาภัช  นาคเรืองศรี)
▪️โรงเรียนพยัคฆภูมิวิทยาคาร  จังหวัดมหาสารคาม (นายกษิติธร  ผิวทอง นายภัทรกฤต  เพชรแสนค่า นางสาวณัฐธีรา  สีหากุล นางสาวนาตาชา ณิชาภัทร ลิกเล็กคาซอย)

🔸ระดับอุดมศึกษา และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ได้แก่
▪️วิทยาลัยการอาชีพเวียงเชียงรุ้ง  จังหวัดเชียงราย (นางสาวพาขวัญ  รักษาป่า นายธาดานุกูล  เมืองชื่น นายมงคลศักดิ์  แซ่เจียง นายชินกร  กาญจณาวิสุตย์)
▪️วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี
(นายกรวิษณุ  เมฆกล่อม นางสาวศุภสิริ  จิตต์มาก นางสาวสุภัคจิรา  แก้วชนะ นางสาวนิศาลักษณ์  หนูขวัญแก้ว) 
▪️วิทยาลัยนาฏศิลปอ่างทอง  จังหวัดอ่างทอง (นางสาวณัฐนันท์  ชุ่มสุวรรณ
นางสาวสราสินีย์  หอมจันทร์ นายนันทิพัฒน์  จุ้ยกระยาง นายปุญญพัฒน์  จุ้ยกระยาง)
▪️มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ (ทีมที่ ๑) จังหวัดบุรีรัมย์ (นางสาวสุฑาทิพย์  ศรีสุริยชัย นางสาวธันยชนก  ทองบ่อนายเนติพงษ์  มะณูธรรม นายนพกร  สีเหลือง)
▪️วิทยาลัยเทคนิคสตูล  จังหวัดสตูล (นายอภิพัฒน์  พึ่งแพง นายอานัฐ  สุขะปุญณะพันธ์ นางสาวปภาวรินท์  กังสถาน นางสาวปณิฏฐา  สิมมา)      

นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลและกล่าวชื่นชมผู้เข้าร่วมการประกวดจากทั่วประเทศในครั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรมดำเนินงานร่วมกับกองทุนดร.อุเทน เตชะไพบูลย์ มูลนิธิปอเต็กตึ๊ง จัดการประกวดเยาวชนต้นแบบด้านมารยาทไทยและมารยาทในสังคม ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ โดยตระหนักถึงภารกิจในการส่งเสริม สืบสาน รักษา ต่อยอด และปกป้อง มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม รวมทั้งการตอบสนองนโยบายและยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์โดยการปลูกฝังวัฒนธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์ รวมทั้งรณรงค์เรื่องการไหว้ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติประเภทการทักทายและการแสดงความเคารพแบบไทย ตามความเห็นชอบของมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๗ อีกทั้ง กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้ถ่ายทอดและเผยแพร่ความรู้เรื่องมารยาทไทย มากว่า ๖๐ ปีซึ่งในปีนี้เป็นครั้งแรกที่จัดประกวดเยาวชนต้นแบบด้านมารยาทไทยและมารยาทในสังคมทั่วประเทศทุกจังหวัดและกรุงเทพมหานคร นายประสพ กล่าว

เชียงใหม่- พิธีบรรจุประจำการเครื่องบินโจมตีแบบที่ 8 (AT-6TH)

เมื่อวานนี้ (4 ก.ย. 68) พลอากาศเอก พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธานในพิธีบรรจุประจำการเครื่องบินโจมตีแบบที่ 8 (AT-6) ณ กองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ คณะผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ และผู้แทนส่วนราชการ ตลอดจนผู้แทนจากบริษัทอุตสาหกรรมการบิน จำกัด บริษัท Textron Aviation Defense LLC บริษัท Sam Teltech และบริษัท RVC เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธีอย่างพร้อมเพรียง

กองทัพอากาศได้ดำเนินโครงการจัดหาเครื่องบินโจมตีเบา (AT-6TH) จำนวน 8 เครื่อง จากประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อเข้าประจำการ ณ ฝูงบิน 411 กองบิน 41 ทดแทนเครื่องบินขับไล่และฝึกแบบที่ 1 (L-39ZA/ART) ที่ปลดประจำการไปเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2564 โดยการจัดหาดังกล่าวได้มีการลงนามสัญญาที่บริษัท Textron Aviation Defense LLC เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2564 ภายใต้ข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) เพื่อให้การใช้งบประมาณของรัฐเป็นไปด้วยความโปร่งใส คุ้มค่า มีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน
     
ทั้งนี้ กองทัพอากาศได้ส่งนักบินจำนวน 8 นาย เข้ารับการฝึกบินกับเครื่องบินโจมตี AT-6TH ณ สหรัฐอเมริกา โดยสำเร็จหลักสูตรการบินและนักบินทดสอบครบถ้วน พร้อมผลการฝึกที่อยู่ในระดับดีเยี่ยม ทำให้การจัดหาเครื่องบินครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับเทคโนโลยีการบินของกองทัพอากาศให้ทันสมัยและมีความพร้อมรอบด้าน     

นอกจากนี้ อากาศยานแล้ว โครงการนี้ยังได้รับการสนับสนุนเครื่องมือ อุปกรณ์การฝึกอบรม และการปรับปรุงอาคารสถานที่สนับสนุน จากการช่วยเหลือของทหารบกสหรัฐฯ ใน US Title 10 Chapter 16 Section 333 Authority to Build Capability ของรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจที่โจมตีทางอากาศ การค้นหาและช่วยชีวิตในพื้นที่ชนบทลาดตระเวน การสนับสนุนภาคพื้นดิน การสกัดกั้นการลักลอบข้ามแดน และขนส่งยาเสพติด ตลอดจนการปฏิบัติภารกิจเพื่อสาธารณประโยชน์ เช่น การควบคุมไฟป่าและบรรเทาสาธารณภัยเป็นต้น

ผู้บัญชาการทหารอากาศได้กล่าวว่า การจัดหาในครั้งนี้ดำเนินไปด้วยความโปร่งใส โปร่งประโยชน์ และคุ้มค่าอย่างแท้จริง โดยปัจจุบันฝูงบิน 411 ได้รับมอบเครื่องบินครบจำนวน 8 เครื่องเรียบร้อยแล้ว ซึ่งท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เครื่องบินโจมตีเบา AT-6TH ได้รับการพิจารณาในการปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนติดอาวุธและสนับสนุนการป้องกันประเทศอย่างเต็มศักยภาพ  

การบรรจุประจำการเครื่องบินโจมตีแบบที่ 8 (AT-6TH) ในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของฝูงบิน 411 กองบิน 41 และกองทัพอากาศ ที่จะนำไปสู่การบูรณาการด้านการปฏิบัติการบินร่วมกับส่วนราชการด้านความมั่นคง เพื่อธำรงไว้ซึ่งอธิปไตยและความมั่นคงของชาติสืบไป
 

‘ผู้ว่าฯ บันเตียเมียนเจย’ ส่งหนังสือโต้ ‘ผู้ว่าฯ สระแก้ว’ ชี้รื้อหมู่บ้านเขมร ละเมิด MOU ควรรอผลหารือ GBC-JBC

(4 ก.ย. 68) ผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจยของกัมพูชา นายอุม เรียเตรย ได้ส่งหนังสือถึงนายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วของไทย ขอให้ยุติการสั่งย้ายชาวกัมพูชาที่อยู่อาศัยในพื้นที่บ้านจกเจยและบ้านเปรยจัน ซึ่งตรงกับพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว ฝั่งไทย โดยย้ำว่าควรรอผลการหารือของคณะกรรมการชายแดนร่วม (JBC) และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ที่มีหน้าที่โดยตรงด้านเขตแดน

ในหนังสือ ผู้ว่าฯ บันเตียเมียนเจยระบุว่า การดำเนินการฝ่ายเดียวที่กระทบต่อชาวบ้านถือเป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจปี 2543 และข้อตกลงหยุดยิงไทย-กัมพูชา รวมถึงเจตนารมณ์ของการประชุมระดับทวิภาคีที่ผ่านมา พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศคงสถานการณ์เดิมและส่งเรื่องให้กลไกอย่างเป็นทางการแก้ไขตามกระบวนการสันติ

กัมพูชายืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นดินแดนของตนมาโดยตลอด และชาวบ้านที่อยู่อาศัยอยู่ในปัจจุบันก็มีรากฐานจากผู้ลี้ภัยในยุคเขมรแดงซึ่งเคยอาศัยอยู่ที่นี่มาเป็นเวลานาน จึงไม่ควรถูกบังคับย้ายออกไปโดยไม่ได้รับการเจรจา

โดยความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากผู้ว่าฯสระแก้วได้มีหนังสือถึงฝ่ายกัมพูชาเมื่อ 29 สิงหาคม ขอให้ย้ายชาวบ้าน 170 ครัวเรือนที่รุกล้ำเข้ามาในฝั่งไทยออกจากพื้นที่ โดยแบ่งเป็นบ้านจกเจย 135 ครัวเรือน และบ้านเปรยจัน 35 ครัวเรือน ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้วของไทย

‘นารา เครปกะเทย’ รอดคุก ม.112 คดีโพสต์เฟซบุ๊กปี 63 ศาลให้โอกาส รอลงอาญา 2 ปี พร้อมคุมประพฤติ 1 ปี

(3 ก.ย. 68) ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาคดี “นารา เครปกะเทย” หรือ อนิวัติ ประทุมถิ่น คอนเทนต์ครีเอเตอร์ วัย 26 ปี ในข้อหาตามมาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการโพสต์เฟซบุ๊กและคอมเมนต์ใต้โพสต์ของตัวเองในปี 2563 เกี่ยวกับเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่แยกปทุมวัน

ศาลพิพากษาว่า นารามีความผิดตามฟ้อง โดยจำคุก 3 ปี แต่ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือ 1 ปี 6 เดือน เนื่องจากให้การรับสารภาพและสำนึกผิด โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี คุมประพฤติ 1 ปี รายงานตัวต่อเจ้าพนักงานทุก 3 เดือน และให้บำเพ็ญประโยชน์สาธารณะรวม 24 ชั่วโมง ในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพและวันคล้ายวันสวรรคตของรัชกาลที่ 9 พร้อมห้ามกระทำผิดซ้ำ

หลังฟังคำพิพากษา นาราโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า “รอดค่ะ ขอบคุณที่ให้โอกาสหนู รอลงอาญา 2 ปีค่ะ” และกล่าวว่ารู้สึกโล่งใจ ดีใจที่ศาลให้โอกาส จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ทำงานหาเงินใช้หนี้ และหากมีเวลาอยากบวชให้น้อง

คดีนี้เป็นคดีมาตรา 112 คดีที่ 2 ของนารา โดยคดีแรกศาลอาญาพิพากษายกฟ้องจากกรณีถูกกล่าวหาว่าร่วมแสดงในคลิปโฆษณาแคมเปญของลาซาด้าในเดือนพฤษภาคม 2565 ขณะที่คดีปัจจุบันมีผู้แจ้งความคือ อานนท์ กลิ่นแก้ว แกนนำกลุ่ม ศปปส. ซึ่งร้องทุกข์ต่อ บก.ปอท. ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการสอบสวน ฟ้อง และประกันตัวตามลำดับ

‘ฮุน เซน’ จากนักรบเขมรแดงสู่บัลลังก์ ‘ผู้นำกัมพูชา’ ผู้ครองอำนาจและทรงอิทธิพลทางการเมืองกว่า 40 ปี

(4 ก.ย. 68) ย้ำอีกครั้งว่า บทความนี้ ไม่มีความมุ่งหมายหรือประสงค์ต่อการเหยียดเชื้อชาติแต่อย่างใด เพียงเพื่อบอกเล่าอธิบายถึงความเวทนา สงสาร ถึงความไม่รู้เรื่องรู้ราวของประชาชนคนเขมร พลเมืองประเทศเพื่อนบ้านผู้ไม่เคยรู้สำนึกในบุญคุณของราชอาณาจักรไทยที่เคยโอบอุ้มดูแลชาวเขมรหลายแสนคนในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในประวัติศาสตร์ของเขมรเองแม้แต่น้อย 

เมื่อพูดถึงเขมรยุคปัจจุบันแล้ว ย่อมต้องพูดถึงบุคคลนี้ “ฮุน เซน” ผู้มีบทบาทและอิทธิพลอย่างมากมายต่อประเทศเขมรต่อเนื่องยาวมานานหลายทศวรรษจนทุกวันนี้ ฮุน เซน (Hun Sen) เขาเกิดเมื่อ 5 สิงหาคม 1952 ที่เมืองเพียม เกา สนา จังหวัดกำปงจามในชื่อ ฮุน บุนาล หรือ ฮุน นาล (Hun Bunal) เป็นบุตรคนที่สามจากพี่น้องทั้งหมดหกคน ฮุน เนียง กับ ดี ยอน มารดาของฮุน เซน ในช่วงทศวรรษที่ 1940 ปู่ ย่า ตา ยาย ของฮุน เนียง เป็นเจ้าของที่ดินผู้มั่งคั่งเชื้อสายจีน โดยบรรพบุรุษชาวจีนอยู่ที่หมู่บ้านจ้วนสุ่ย เมืองตันเจียงเขตเฟิงชุน ฮุน เซน ย้ายไปเข้าโรงเรียนในพนมเปญในปี 1965 เปลี่ยนชื่อจาก ฮุน บุนาล เป็น ฮุน เซน (นาล มักเป็นชื่อที่ชาวเขมรเรียกเด็กอ้วนหรือเด็กที่มีน้ำหนักเกิน) ในปี 1972 

เมื่อ ลอน นอล ทำรัฐประหาร กษัตริย์นโรดมสีหนุ ในปี 1970 ฮุน เซนได้ทิ้งการเรียนเข้าร่วมกับเขมรแดง หลังจากกษัตริย์สีหนุเรียกร้องให้ร่วมกันต่อต้านรัฐบาล โดย ฮุน เซน ได้อ้างว่า ได้รับแรงบันดาลใจให้ต่อสู้กับการแทรกแซงจากต่างชาติเมื่อบ้านเกิดของเขาถูกเครื่องบินสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดในปฏิบัติการเมนู และอ้างว่า ในขณะนั้น เขาไม่มีความคิดเห็นหรืออุดมการณ์ทางการเมืองแต่อย่างใด ฮุน เซน ได้เลื่อนตำแหน่งในกองกำลังเขมรแดงอย่างรวดเร็ว และได้เข้าร่วมรบในช่วงที่พนมเปญแตก จนสูญเสียดวงตาข้างหนึ่งอย่างถาวรและเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นระยะเวลาหนึ่ง 

ในรัฐบาลกัมพูชาประชาธิปไตยของเขมรแดง ฮุน เซนดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกองกำลังเขมรแดงระดับกองพันในภาคตะวันออก โดยมีทหารในอาณัติประมาณ 2,000 นาย แม้ว่า การมีส่วนร่วมหรือบทบาทของ ฮุน เซน ในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เขมรจะไม่ชัดเจน และเขาได้ปฏิเสธว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่องค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์กล่าวว่า เขาอาจมีบทบาทในการสังหารหมู่เพื่อปราบปรามความไม่สงบของชาวมุสลิมจามระหว่างกันยายนถึงตุลาคม 1975 ซึ่ง ฮุน เซนปฏิเสธ โดยอ้างว่า ได้หยุดปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาลกลางแล้ว ฮุน เซนอ้างว่า เขามีความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่เขมรแดงในรัฐบาลมากขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดช่วงปี 1975 ถึง 1977 

ในปี 1977 ระหว่างการกวาดล้างภายในของระบอบเขมรแดง ฮุน เซนและทหารของเขาได้แปรพักตร์หลบหนีไปยังเวียดนาม ระหว่างสงครามเขมร-เวียดนาม ฮุน เซนกลายเป็นหนึ่งในผู้นำกองทัพกบฏที่ได้รับการสนับสนุนจากเวียดนาม โดยมีชื่อลับภาษาเวียดนามว่า ไม ฟุก ซึ่งตั้งโดยผู้นำเวียดนาม ภายหลังความพ่ายแพ้ของระบอบเขมรแดงในปี 1979 ฮุน เซนได้รับการแต่งตั้งจากเวียดนามให้เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศของสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา/รัฐกัมพูชา (PRK/SOC) ขณะที่เขามีอายุ 26 ปี รัฐบาลที่เวียดนามแต่งตั้งให้ทำให้ ฮุน เซนมีอำนาจบางส่วนในแผน K5 ซึ่งเป็นกลยุทธ์การปิดล้อมเขมรแดงที่ระดมแรงงานพลเรือนจำนวนมากเพื่อสร้างสิ่งกีดขวางและทุ่นระเบิด แต่ขอบเขตการมีส่วนร่วมของเขาไม่ปรากฏชัดเจนเท่าใดนัก

สาเหตุที่ ฮุน เซน ร่วมมือกับเวียดนาม มาจากการต่อต้านระบอบเขมรแดง ซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นส่วนหนึ่งของระบอบนี้ เขมรแดงภายใต้การนำของพล พต ดำเนินนโยบายฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งส่งผลให้มีชาวกัมพูชาเสียชีวิตราว 1.7 ถึง 2 ล้านคนจากการประหารชีวิต การอดอาหาร และการใช้แรงงานบังคับ ในปี 1977 การกวาดล้างภายในของระบอบเขมรแดงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และแพร่กระจายไปทั่ว แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของระบอบเขมรแดงหลายคนก็ตกเป็นเป้าหมาย ดังนั้น ฮุน เซนซึ่งมีความหวาดกลัวเมื่อการกวาดล้างของเขมรแดงทวีความรุนแรงขึ้นใกล้เขตตะวันออก อันเป็นเขตรับผิดชอบของเขา ฮุน เซนจึงแปรพักตร์ไปอยู่กับเวียดนามในเดือนมิถุนายน 1977 ด้วยหวังการสนับสนุนจากเวียดนาม อันเนื่องมาจากความขัดแย้งตามแนวชายแดนและความแตกต่างทางอุดมการณ์ เวียดนามยินดีต้อนรับผู้แปรพักตร์เขมร เช่น ฮุน เซน การร่วมมือกับเวียดนามทำให้เขาได้รับการคุ้มครองและกลับมาสู่อำนาจภายใต้ระบอบการปกครองใหม่ 

เมื่อเวียดนามรุกรานกัมพูชาในเดือนธันวาคม 1978 และล้มล้างรัฐบาลเขมรแดงในเดือนมกราคม 1979 และสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา (PRK) ขึ้น ฮุน เซนได้รับการสนับสนุนจากเวียดนามให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในปีนั้นเอง (เขาจึงกลายเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่อายุน้อยที่สุดในโลก) และขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งแรก ในเดือนมกราคม 1985  เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติพรรคเดียวได้รับการสนับสนุนจาก นายไซ พูทัง หัวหน้าพรรคโปลิตบูโร แต่งตั้งให้เขาสืบทอดตำแหน่งต่อจาก ชาน ซีซึ่งเสียชีวิตขณะดำรงตำแหน่งในเดือนธันวาคม 1984 ภายใต้การสนับสนุนอย่างแข็งขันจากเวียดนาม

ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและต่อมาเป็นนายกรัฐมนตรี ฮุนเซนมีบทบาทในการเจรจาสันติภาพที่ปารีสในปี 1991ซึ่งเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยสันติภาพในกัมพูชาและยุติสงครามกัมพูชา-เวียดนามอย่าง เป็นทางการ เขาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในช่วงรัฐบาลเปลี่ยนผ่านแห่งสหประชาชาติในเขมร (UNTAC) จนถึงการเลือกตั้งที่สหประชาชาติสนับสนุนในปี 1993 เขาได้นำพรรคประชาชนเขมร (Cambodian People’s Party: CPP) เข้าสู่การเลือกตั้ง พรรค FUNCINPEC นำโดย นโรดม รณฤทธิ์ชนะการเลือกตั้ง แต่ ฮุน เซนกลับปฏิเสธผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ด้วยการสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐส่วนใหญ่ รวมถึงกองทัพและตำรวจ ฮุน เซน และนโรดม จักรพงษ์ รองนายกรัฐมนตรีขู่ว่า จะแยก 7 จังหวัดออกไป และกองกำลังที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรค CPP ได้ก่อเหตุรุนแรงกับกองกำลังของสหประชาชาติและพรรค FUNCINPEC จนทำให้ UNTAC และพรรค FUNCINPEC ต้องยอมรับข้อตกลงแบ่งปันอำนาจพิเศษโดยให้ ฮุน เซนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่สองร่วมกับ นโรดม รณฤทธิ์ นายกรัฐมนตรีคนที่ 1

ในปี 1997 รัฐบาลผสมเริ่มไม่มั่นคงเนื่องจากความตึงเครียดระหว่าง 2 นายกรัฐมนตรี พรรค FUNCINPEC ได้หารือกับกลุ่มกบฏเขมรแดงที่เหลืออยู่ซึ่งเป็นพันธมิตรต่อต้านรัฐบาลฮุน เซนที่ได้รับการสนับสนุนจากเวียดนามในช่วงทศวรรษ 1980 โดยมีเป้าหมายที่จะรวมเขมรแดงที่เหลือเข้าพรรค FUNCINPEC หากสำเร็จจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสมดุลของอำนาจทางทหารและการเมืองในเขมร ฮุน เซน ตอบโต้ด้วยการทำรัฐประหารในปี 1997 และให้ อึง ฮวดดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 และเขายังคงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ต่อ 

การเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคม 2003 ส่งผลให้พรรค CPP ได้เสียงข้างมากในสภาแห่งชาติเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เสียงข้างมากของพรรค CPP ยังไม่ถึงสองในสามตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ทำให้พรรค CPP สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เพียงลำพัง ความขัดแย้งนี้ได้รับการแก้ไขเมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลผสมระหว่างพรรค CPP และพรรค FUNCINPEC ขึ้นในกลางปี 2004 โดย นโรดม รณฤทธิ์ได้รับเลือกเป็นประธานสภาแห่งชาติ และ ฮุน เซนกลายเป็นนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวซึ่งอยู่ในอำนาจต่อเนื่องยาวนานจนถึงปี 2023 หลังจากชัยชนะ 120 จาก 125 ที่นั่งในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2023 ฮุน เซนได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการเพื่อสนับสนุน ฮุน มาเน็ต (Hun Manet) ลูกชายของเขา โดยยังคงดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค และในปี 2024 เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานวุฒิสภาเพื่อให้มั่นใจว่าเขาจะยังคงมีอิทธิพลทางการเมืองของเขมรต่อไป

หมายเหตุ 
ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ฮุน เซนได้คัดค้านการสอบสวนและการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมที่กระทำโดยอดีตผู้นำเขมรแดง โดยศาลคดีเขมรแดงซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหประชาชาติ

ฮุน เซน เลือกใช้ราชอาณาจักรไทยเป็นเป้าในการสร้างกระแสคลั่งชาติของคนเขมร เพื่อเบี่ยงเบนปัญหาต่าง ๆ ภายในประเทศ คะแนนนิยมที่ตกต่ำ ฯลฯ หลายครั้งหลายหนต่อเนื่องมาจนปัจจุบันทุกวันนี้ 

(ยังมีต่อ)

‘ผู้ว่าฯ สระแก้ว’ เอาจริง!! ส่งหนังสือถึง ‘ผู้ว่าฯ บันเตียเมียนเจย’ ขอให้ย้ายชาวเขมร 170 ครอบครัว ที่รุกล้ำออกนอกแผ่นดินไทย

(4 ก.ย. 68) นายปริญญา โทธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ออกแถลงการณ์ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา ขอให้ย้ายราษฎรชาวกัมพูชาที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว กลับออกนอกราชอาณาจักรไทยโดยเร็ว

ผู้ว่าฯ สระแก้วชี้ว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นดินแดนของไทย และอยู่นอกเขตพื้นที่อ้างสิทธิ์ตามบันทึกความเข้าใจ (MOU 43) ระหว่างไทย–กัมพูชา ที่ลงนามเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2543 การปลูกสร้างบ้านเรือนของราษฎรกัมพูชาจึงถือเป็นการละเมิดอธิปไตยและผิดกฎหมายไทย

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า มีราษฎรกัมพูชารุกล้ำพื้นที่บ้านหนองจาน 135 ครัวเรือน และบ้านหนองหญ้าแก้ว 35 ครัวเรือน รวม 170 ครัวเรือน จังหวัดสระแก้วจึงขอความร่วมมือจากฝ่ายกัมพูชาให้เร่งย้ายออก เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและปกป้องอธิปไตยของไทย

สถานทูตจีนจัดเวทีเสวนาเยาวชนจีน-ไทย หัวข้อจดจำประวัติศาสตร์ พร้อมรำลึก 80 ปีต้านญี่ปุ่น

(4 ก.ย. 68) สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยจัดการเสวนาเยาวชนจีน-ไทย ภายใต้หัวข้อ “จดจำประวัติศาสตร์ ทะนุถนอมสันติภาพ และร่วมกันสร้างมิตรภาพ” เมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา เพื่อรำลึกครบรอบ 80 ปีแห่งชัยชนะในสงครามต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่นและสงครามต่อต้านฟาสซิสต์โลก โดยมีเอกอัครราชทูตจาง เจี้ยนเว่ย เข้าร่วมพร้อมทั้งกล่าวสุนทรพจน์

นอกจากนี้ ภายในงานยังมี ดร. อุษณีษ์ เลิศรัตนานนท์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมคณาจารย์และนักศึกษากว่า 50 คนเข้าร่วม บรรยายโดยนายจ้าว เมิ่งเทา ที่ปรึกษาสถานทูต เกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศของจีนและความสัมพันธ์จีน-ไทยในปัจจุบัน

เอกอัครราชทูตจาง เจี้ยนเว่ย กล่าวว่า สงครามต่อต้านญี่ปุ่นของประชาชนจีนถือเป็นสงครามที่ยาวนานและสำคัญยิ่ง ซึ่งช่วยนำไปสู่ชัยชนะของประชาคมโลกต่อฟาสซิสต์ พร้อมย้ำถึงอธิปไตยของไต้หวันที่เป็นส่วนหนึ่งของจีน และเน้นว่าจีนยังคงยึดมั่นในระเบียบโลกหลังสงคราม รวมถึงการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน หวังว่าเยาวชนไทยจะเรียนรู้บทเรียนทางประวัติศาสตร์ และร่วมกันรักษาสันติภาพโลก

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เร่งกระจายกำลังช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ระดมทีมกู้ชีพ กู้ภัย จัดตั้งโรงครัวฯ จัดกำลังช่วยเหลือชาวเพชรบูรณ์ และส่งทีมสังคมสงเคราะห์ แผนกสาธารณภัยฟื้นฟูหลังน้ำลดแก่ชาวเชียงราย พะเยา น่าน สุโขทัย

ตามที่ประเทศไทยได้เกิดอุทกภัยในหลากหลายพื้นที่ประชาชนได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ มอบหมายให้นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิฯ เร่งกระจายทีมบูรณาการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยวานนี้ (วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568 ) ได้เร่งจัดทีมบรรเทาสาธารณภัย นำโดย นายวรพจน์ จรัสเศรษฐสิริ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ นำทีมกู้ภัย กู้ชีพ อาสาสมัคร พร้อมเรือท้องแบน อุปกรณ์กู้ภัยทางน้ำ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า รถกู้ภัยและรถพยาบาลขับเคลื่อน 4 ล้อ เสื้อชูชีพ น้ำดื่ม ชุดยาสามัญประจำบ้าน อาหารสุนัขและแมว เร่งลงพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในทันที โดยกองอำนวยการฯ และโรงครัวเคลื่อนที่ จัดตั้ง ณ บริเวณสมาคมกกไทร พ่งไล้ยี่จับเซียวเกาะ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งในขณะนี้ ทีมบรรเทาฯ กำลังปฏิบัติภารกิจการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ โดยท่านสามารถติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

พร้อมกันนี้ ระหว่างวันที่ 27 สิงหาคม -1 กันยายน พ.ศ. 2568 แผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำโดย นายชุมพล บุญภักดี ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกสาธารณภัย จัดทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย 4 จังหวัดเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน และสุโขทัย แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค ประกอบด้วย ข้าวสาร ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำมันพืช และน้ำปลา รวมทั้งสิ้น 8,000 ชุด รวมมูลค่าทั้งสิ้น 3,600,000 บาท (สามล้านหกแสนบาทถ้วน) โดยมี ผู้แทนจากหน่วยงานรัฐเป็นประธานในพิธี พร้อมทั้งมูลนิธิสงเคราะห์ 14 จังหวัดภาคใต้ และ สมาคม/มูลนิธิแต่ละจังหวัด เป็นผู้ประสานงานและร่วมให้ความช่วยเหลือ

เมื่อเกิดอุทกภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้จัดทีมบรรเทาสาธารณภัย พร้อมเรือท้องแบน และ โรงครัวเคลื่อนที่เพื่อประกอบอาหารกล่อง พร้อมถุงยังชีพ ชุดยาเวชภัณฑ์ และอาหารสุนัขและแมว นำแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัย เพื่อการบรรเทาทุกข์และช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ ในเบื้องต้น พร้อม ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ โดยแผนกสาธารณภัย จะประสานหน่วยงานในพื้นที่เพื่อฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยแจกเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น รวมถึงมอบเงินค่าฌาปนกิจศพแก่ญาติผู้เสียชีวิตจากอุทกภัย รายละ 20,000 บาท และกรณีมีผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัย ญาติของผู้เสียชีวิตสามารถขอรับเงินช่วยเหลือค่าฌาปนกิจศพจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418 ต่อ ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นอกจากนี้ ในปี พ.ศ.2568 ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ โดยแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ ริเริ่มโครงการมอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยยากไร้ โดยร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย โดยได้ทำพิธีมอบไปแล้ว 2 จังหวัดภาคเหนือ รวมงบประมาณการดำเนินงานโครงการฟื้นฟูหลังน้ำลด และมอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้กับผู้ประสบอุทกภัยยากไร้ในปี 2568 กว่า 20.6 ล้านบาท

ทั้งนี้ มูลนิธิฯ ยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินและเข้าให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านต่าง ๆ ต่อไป

สุโขทัย-ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย นำทีมคณะผู้บริหารและส่วนราชการในจังหวัดสุโขทัย ร่วมบันทึกภาพประชาสัมพันธ์การจัดงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2568

เมื่อวันที่ (2 ก.ย. 68) เวลา 16.00 น. ณ วัดมหาธาตุ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย พร้อมด้วย นางฐิติพร ศิริโกศล นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสุโขทัย นำทีมคณะผู้บริหารและส่วนราชการในจังหวัดสุโขทัย ร่วมบันทึกภาพประชาสัมพันธ์การจัดงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2568 โดยมี นางสาวสรินรัตน์ เกิดสกุลรุ่งโรจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย นายสมลักษ์ ยกน้อยวงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย นายธีรยุทธ สำราญทรัพย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย พันเอกพิทยา ราชะพริ้ง รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุโขทัย (ฝ่ายทหาร) พลตำรวจตรี สถาพร ศรีภิรมย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุโขทัย นายภูริวัจน์ โชตินพรัตน์ ปลัดจังหวัดสุโขทัย นายเขตพงศ์ กุลนาถศิริ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย และหัวหน้าส่วนราชการเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานดังกล่าว เพื่ออนุรักษ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงาม ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดสุโขทัย

ทั้งนี้ จังหวัดสุโขทัยกำหนดจัดงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2568 ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย ระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top