Monday, 27 July 2026
NEWS FEED

เปิดคำพูดสุดท้ายก่อนดับ ‘เชฟหนุ่มไทย’ คุยกับพี่สาว หลัง รพ.กัมพูชาใจดำปฏิเสธการรักษา

(8 ต.ค. 68) จากเหตุเศร้าใจเมื่อเจ้าหน้าที่ศูนย์ประสานช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน เปิดเผยถึงกรณี นายเมธาชาญ ยอแสง หรือ ‘มีน’ อายุ 24 ปี เชฟหนุ่มบนเรือชาวนครศรีธรรมราช ที่ถูกพบเร่ร่อนอยู่หน้าอาคารพาณิชย์ในประเทศกัมพูชา โดยมีรายงานว่าโรงพยาบาลในพื้นที่ปฏิเสธการรักษา ก่อนเจ้าตัวจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ล่าสุด น.ส.มายด์ (นามสมมุติ) พี่สาวของผู้ตาย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กด้วยความเศร้า ว่า “ขอบคุณทุกกำลังใจ ตอนนี้กำลังไปรับน้องกลับบ้าน มีนต้องได้กลับบ้าน” พร้อมระบุว่า “ถ้ากลับมาได้ กูกลับมาแล้ว” คือประโยคสุดท้ายที่น้องชายพูดไว้ก่อนจากไป

พี่สาวเผยเพิ่มเติมว่า ตลอดชีวิต 24 ปีที่ผ่านมา ทั้งคู่เติบโตมาด้วยกัน และครอบครัวพร้อมซัพพอร์ตทุกอย่าง แต่ไม่ทันได้ช่วยเหลือในครั้งสุดท้าย โดยเธอเขียนปิดท้ายด้วยข้อความอาลัยว่า “7/10/68 หลับให้สบายนะน้องชายพี่” 

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งตำรวจทุกหน่วยเร่งช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยทั่วประเทศ

(7 ต.ค. 68) พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัย ได้สั่งการให้ตำรวจทุกหน่วยทั่วประเทศระดมกำลังเจ้าหน้าที่ออกช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยเน้นย้ำให้เร่งดำเนินการอย่างเต็มความสามารถ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในทุกมิติ

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้มีข้อสั่งการสำคัญ 4 ประการ ได้แก่
1. ระดมกำลังตำรวจทุกหน่วยออกช่วยเหลือประชาชน ทั้งในด้านการขนย้ายสิ่งของ การอำนวยความสะดวกในการจราจร และการดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ประสบภัย
2. สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจออกตรวจตราบ้านเรือนของประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม เพื่อป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพอาศัยโอกาสเข้าซ้ำเติม สร้างความเดือดร้อนเพิ่มเติมให้กับผู้ประสบภัย
3. ให้สำรวจความเสียหายของบ้านพักข้าราชการตำรวจและที่ทำการสถานีตำรวจที่ได้รับผลกระทบ พร้อมรายงานเพื่อดำเนินการช่วยเหลือและซ่อมแซมโดยเร่งด่วน
4. กำชับการแต่งกายและความพร้อมของอุปกรณ์กู้ภัย เพื่อแสดงถึงความพร้อมในการออกปฏิบัติงาน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอยืนยันว่า ตำรวจทุกนายพร้อมลงพื้นที่ร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลัง ถือเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องดำเนินการด้วยหัวใจของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

‘อำนาจ รื่นเริง’ อดีตนักมวยทีมชาติ เปิดใจสาเหตุเมาเละเทะ เพราะเครียดตกงาน-แยกทางภรรยา สัญญาจะเลิกเหล้าเริ่มชีวิตใหม่

เมื่อวันที่ (6 ต.ค. 68) นางจันจิรา ไทยบัณฑิตย์ พร้อมคณะจากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดชลบุรี เดินทางไปเยี่ยมอาการของอดีตนักมวยทีมชาติ “เพชร” อำนาจ รื่นเริง ซึ่งขณะนี้เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล โดยพบว่านายอำนาจสามารถพูดคุยโต้ตอบได้ตามปกติ

นายอำนาจเล่าว่า สาเหตุเกิดอาการเครียดมาจากการเลิกรากับภรรยา ความเป็นห่วงลูกชายที่อยู่ต่างจังหวัด รวมถึงการตกงานไม่มีรายได้ อีกทั้งยังเสียใจที่ถ้วยรางวัลพระราชทานและเหรียญเกียรติยศที่เคยได้รับสูญหาย หลังขายบ้านและภรรยาเก่าขนของออกไป โดยเมื่อสอบถามกลับถูกปฏิเสธไม่รู้เรื่อง ทำให้เกิดความเครียดและหันไปดื่มสุรา จนเป็นเหตุให้ก่อเหตุทะเลาะวิวาทตามที่เป็นข่าว

ทั้งนี้ นางจันจิราเปิดเผยว่า ทางพัฒนาสังคมฯ จะช่วยติดตามหาถ้วยรางวัลและของที่หายไป พร้อมให้คำแนะนำให้นายอำนาจกลับไปอยู่กับญาติหลังรักษาหาย และรีบหางานทำ โดยย้ำให้หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา ซึ่งเจ้าตัวก็รับปากว่าจะปรับปรุงตัวและเริ่มต้นชีวิตใหม่ ไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีกในอนาคต

‘เคนโด้’ แจ้งความเพจอวตาร Rose รับจ้างแขวนคนบริสุทธิ์ หลังพบรับงานโจมตี–สร้างข่าวปลอม–ตบทรัพย์เหยื่อหลายราย

‘เคนโด้’ แจ้งความเอาผิดเพจอวตาร Rose Sharky eye รับจ้างประจาน-ตบทรัพย์ เหยื่อเครียดคิดสั้นเสียชีวิต เตรียมยื่นร้องรมว. ดีอี ‘ไชยชนก’ ดำเนินการต่อ

‘เคนโด้’ เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร พิธีกรและผู้ประกาศข่าว เข้าแจ้งความเอาผิดเพจอวตาร “Rose Sharky eye” ต่อ บก.สอท. ฐานรับจ้างประจาน-ตบทรัพย์ หลังพบมีเหยื่อจำนวนมากถูกแขวนและเรียกเงินแลกการลบโพสต์ เผยบางรายถึงขั้นคิดสั้นปลิดชีพ เตรียมยื่นเรื่องต่อ รมว.ดีอี เร่งจัดการเพจอวตาร 

เมื่อวันที่ (6 ต.ค. 68) เคนโด้ เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร พิธีกร ผู้ประกาศข่าว เข้าแจ้งความเพจอวตาร Rose Sharky eye มีพฤติการรับจ้างประจาน ตบทรัพย์ ที่ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กรณีนี้มีผู้เสียหายจำนวนมากโดนแขวน และเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า หนึ่งในนั้นคือผม ที่โดนผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงจ้างเพจโพสข่าวปลอมบิดเบือนเพราะเคนโด้เป็นโต้โผในการช่วยเหลือผู้เสียหาย หลายครั้งที่เคนโด้ออกมาขับเคลื่อนคดีที่มีผู้เสียหายจำนวนมากก็มักจะเจอเพจอวตารสร้างข่าวปลอมเกือบจะทุกครั้ง ล่าสุดโพสว่าผมโดนออกหมายจับ ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยในคดีดิไอคอนเพราะผมช่วยเหลือผู้เสียหายและยังเป็นพยานให้กับคดีนี้ทุกอย่างอยู่ในชั้นศาล และแถลงข่าวชี้แจงจนสิ้นข้อสงสัยไปหมดเป็นปีแล้ว เพจยังเอามาโจมตี เป็นการละเมิดขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมอย่างมาก เพจพวกนี้ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรในสังคมเลย และไม่เกรงกลัวกฎหมาย มีผู้เสียหายรายอื่นๆติดต่อผมมา ผมต้องพบกับข้อมูลที่น่าตกใจมาก เพราะเพจ Rose sharky eye คือมิจฉาชีพรับจ้างประจานและตบทรัพย์เหยื่อมาแล้วหลายคน

เคนโด้ กล่าวต่อว่า จากเหตุการณ์นี้ทำให้บางคนถึงกับคิดสั้นปลิดชีวิตตัวเองถ้ายังจำกันได้มีเยาวชนตัดสินใจกระโดดน้ำที่ภูเก็ตเพราะโดนแขวนและคุกคามจากเพจRose เพจไม่มีสิทธิ์ไปแขวนประจานผิดถูกว่ากันไปตามกระบวนการ และ เพจนี้ยังไปคุกคามพ่อของน้องที่เสียชีวิตอีกด้วย เพจRose มีเป้าหมายหลักคือตบทรัพย์ผู้เสียหายโดยมีขั้นตอนการทำงานดังนี้ ตั้งเพจอวตาร รับงานประจาน โพสขู่ประชาชนให้กลัว (เช่นจะแฉร้าน แฉข้อมูลส่วนตัว) โพสต์ประจาน เหยื่อInbox ไปเจรจา ตบทรัพย์ถ้าไม่โอนโพสต์ต่อ โอนผ่าน payment gateway (เพื่อไม่ให้ขึ้นชื่อบัญชี) สร้างเพจไว้หลอกหลายเพจ เพจไหนโดนแบนก็สร้างใหม่ไม่จบสิ้น และยังท้าทายกฎหมายว่าทำอะไรตนไม่ได้ ขนาดหมายข่าวยังไม่เกรงกลัว

"สังคมไทยมีเพจแบบนี้มากมายที่ทำให้สังคมเสื่อม คนถูกเป็นผิด คนผิดเป็นถูก หลังจากแจ้งความที่ สอท. จะเดินทางไปยื่นเรื่องกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมป้ายแดง นาย ไชยชนก ชิดชอบ เพราะมองว่าท่านเป็นคนรุ่นใหม่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงโซเชียลมิเดีย เพื่อประเทศไทยที่ดีขึ้น เพราะปัจจุบันการเปิดเพจต่างๆที่เป็นอวตาร เป็นโจรเยอะขึ้นเรื่อย ๆ เรื่องนี้ต้องเป็นวาระแห่งชาติที่ประเทศไทยต้องเจรจากับFacebook ถึงการละเมิดสิทธิ์มากมายที่เกิดในประเทศไทย มีช่องทางร้องเรียนที่สามารถปิดเพจได้ไวก่อนเกิดความเสียหายและขอวิงวอนสื่อต่างๆอย่าหลงเชื่อเพจเหล่านี้ที่ไม่มีที่มาที่ไปใดๆ การแชร์หรือนำเสนอข้อมูลอาจมีความผิดตามกฎหมาย ขอให้ลบข้อความและแก้ไขให้ถูกต้อง"

‘ไทย-อินโดนีเซีย’ กระชับสัมพันธ์แน่นแฟ้น ร่วมผลักดันสันติภาพเมียนมา แก้ปัญหากัมพูชาด้วยสันติวิธี

เมื่อวันที่ (6 ต.ค. 68) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ได้พบหารือทวิภาคีระหว่างรับประทานอาหารกลางวันกับนายซูกีโยโน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย ระหว่างการเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซีย โดยทั้งสองฝ่ายย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทย-อินโดนีเซีย และยินดีต่อการยกระดับความสัมพันธ์เป็น “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์” (Strategic Partnership) ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดีอินโดนีเซียเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา 

ทั้งสองประเทศเห็นพ้องที่จะร่วมกันจัดทำ “แผนปฏิบัติการ” (Plan of Action) เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือให้เป็นรูปธรรมและมองไปข้างหน้าในระยะยาว พร้อมจะประสานท่าทีในประเด็นยุทธศาสตร์ของภูมิภาคในฐานะประเทศผู้ร่วมก่อตั้งอาเซียน โดยได้หารือเกี่ยวกับบทบาทของอาเซียนในการสนับสนุนสันติภาพในเมียนมา และยืนยันว่าประเทศไทยจะดำเนินการแก้ไขปัญหากับกัมพูชาอย่างสันติ ผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นชอบที่จะขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจในหลายสาขา เช่น เกษตรกรรม การประมงอย่างยั่งยืน อุตสาหกรรมฮาลาล พลังงาน การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมอนาคต โดยไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Committee) ในปี 2569 เพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างสองประเทศ และได้ขอให้อินโดนีเซียช่วยดูแลอำนวยความสะดวกแก่นักธุรกิจไทยที่เข้าไปลงทุนในประเทศด้วย

ศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย จัด 2 กิจกรรมในงาน “ เทียนส่องใจ” เนื่องในวันเอดส์โลก” ครั้งที่ 33 ประจำปี 2568

(6 ต.ค. 68) องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดให้วันที่ 1 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันเอดส์โลก (World AIDS DAY) โดยศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และ องค์กรที่ทำงานด้านเอดส์จึงได้ร่วมกันจัดงาน “เทียนส่องใจ” เนื่องในวันเอดส์โลก” ครั้งที่ 33 ประจำปี 2568 ซึ่งศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อได้จัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องมาทุกปี  ทั้งนี้ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในการป้องกัน HIV/AIDS เพื่อร่วมยุติปัญหาเอดส์ในประเทศไทยในปี 2573 โดยในปีนี้มีการจัด 2 แคมเปญ เพื่อสนับสนุนกิจกรรมดังกล่าวคือ การรับสมัครคัดเลือกบุคคลและหน่วยงานองค์กรดีเด่นที่ทำคุณประโยชน์ด้านเอดส์ และ เชิญชวนเยาวชนเข้าร่วมประกวดวงดนตรีไทยสากล   “World AIDS Day 2025 Music Band Contest

โดยกิจกรรมแรก ขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมเสนอชื่อบุคคล หน่วยงาน หรือองค์กร ที่อุทิศตนในการทำงานด้านเอดส์ ทั้งการรณรงค์ป้องกัน การดูแลรักษา การให้ความช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ การส่งเสริมสิทธิด้านมนุษยชน ตลอดจนการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขกับผู้ติดเชื้อในครอบครัวและสังคม เพื่อเข้ารับการพิจารณาคัดเลือกโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน  8 ประเภท คือ บุคคลดีเด่นด้านการแพทย์และสาธารณสุข บุคคลดีเด่นด้านสังคม สื่อสร้างสรรค์ดีเด่น สถานประกอบการดีเด่น รางวัลสถาบันการศึกษาดีเด่น องค์กรดีเด่น ครอบครัวดีเด่น และชมรมฯ หรือกลุ่มผู้ติดเชื้อฯ ดีเด่น โดยผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับเกียรติเข้ารับประทานโล่รางวัล ในงาน “เทียนส่องใจ” เนื่องในวันเอดส์โลก ครั้งที่ 33 ประจำปี 2568 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 1 ธันวาคม 2568 2568 ณ ห้องราชมณเฑียร แกรนด์ บอลรูม โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ
      
ผู้สนใจสามารถส่งผลงานประเภทต่าง ๆ พร้อมภาพถ่ายกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณา ได้ที่อีเมล [email protected] และ [email protected] ภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2568 สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณสมชาติ ทาแกง โทรศัพท์ 0 2255 7893-4 และ 08 1399 6121 หรืออ่านเพิ่มเติมได้ที่ www.aidsid.or.th

และกิจกรรมที่ 2 คือ การประกวดวงดนตรีไทยสากล   “World AIDS Day 2025 Music Band Contest” โดยเชิญชวนนักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่กำลังศึกษาอยู่ อายุไม่เกิน 25 ปี เข้าร่วมประกวดวงดนตรีไทยสากล ในกิจกรรม “World AIDS Day 2025 Music Band Contest” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานเทียนส่องใจ เนื่องในวันเอดส์โลก ครั้งที่ 33 ประจำปี 2568 ชิงทุนการศึกษามูลค่ารวม 85,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและประกาศนียบัตรการประกวดในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเปิดเวทีให้เยาวชนได้แสดงความสามารถด้านดนตรี พร้อมส่งต่อพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ควบคู่ไปกับการให้ความรู้ด้านการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในกลุ่มเยาวชน โดยวงที่ชนะเลิศในปี 2567 ได้แก่โรงเรียนเทศบาลบ้านท้ายช้าง จ.ตรัง ผู้ที่สนใจสามารถสมัครพร้อมส่งคลิปแนะนำทีมและการแสดงของวง 1 เพลง (ไม่เกิน 5 นาที) ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2568
 
สอบถามเพิ่มเติมติดต่อ คุณณัฏฐากร วิริยะวงศ์ โทร. 0 2251 6717 เว็บไซต์ www.aidsid.or.th หรือเฟซบุ๊กเพจ คลินิกนิรนาม ศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย 

เจนกิจ นัดไธสง รายงาน

'ฮุน เซน' หัวร้อน หลังคนไทยนำภาพไปเป็นเป้ายิงปืน เรียกร้องคนเขมรแบนสินค้าไทย - เลิกใช้เงินบาทในกัมพูชา

(6 ต.ค. 68) สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ออกมาโพสต์แชร์บทความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว "Samdech Hun Sen of Cambodia" ระบุข้อความว่า ... "นี่คือประเทศที่ศิวิไลซ์ มีคุณธรรม จริยธรรม และอารยธรรมอันสูงส่งหรือ?

ชาวกัมพูชาทั้งหลาย โปรดอย่าทำสิ่งชั่วร้ายที่ไร้มนุษยธรรมและเลวร้ายยิ่งกว่าสัตว์ ไม่ว่าวิดีโอนี้จะสร้างโดยมนุษย์ หรือเอไอ ก็ตาม วิดีโอนี้แสดงให้เห็นการกระทำที่ชั่วร้ายทั้งหมดโดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติหรือกลุ่มใด

ในอดีต พี่น้องของเราบางคนขอให้ผมตอบโต้ด้วยการถ่ายภาพหรือพระมหากษัตริย์ไทยเพื่อรับรางวัล เหมือนที่คนไทยบางคนทำ ผมบอกพวกเขาว่าถ้าพวกเขาคิดว่ากำลังทำสิ่งนี้ผิด โปรดอย่าพยายามทำผิดพลาดกับพวกเขา เพราะการกระทำเช่นนี้ไร้มนุษยธรรมและเลวร้ายยิ่งกว่าสัตว์

ผมอธิบายเพิ่มเติมว่าพวกเขากำลังทำเช่นนี้เพื่อทำให้ผมหมดความอดทนในช่วงหยุดยิง ซึ่งกำลังอยู่ในภาวะเปราะบาง หรืออย่างน้อยก็เพื่อยุยงให้ทหารและประชาชนของเราตอบโต้ในลักษณะที่บ่อนทำลายอารยธรรม

ผมขอวิงวอนเพื่อนร่วมชาติของเราอย่านำพระมหากษัตริย์ไทยหรือภาพถ่ายของผู้นำไทยไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม แม้ประเทศของเราจะเล็ก ประชากรน้อย และเศรษฐกิจอ่อนแอ แต่เราไม่ได้อ่อนแอทางศีลธรรม เราต้องรักษาชาติอันสูงส่งและมีคุณธรรมอันสูงส่งต่อไป

หากคุณรู้สึกขุ่นเคืองต่อประเทศไทย ไม่ชอบประเทศไทย อย่าซื้อสินค้าไทย และหยุดใช้เงินบาทไทยบนแผ่นดินกัมพูชา เพื่อเสริมสร้างความเป็นอิสระทางการเงินของประเทศ

โปรดอย่ากระทำการใดๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อบริษัทไทยและคนไทยที่อาศัยและทำธุรกิจในกัมพูชา ผมยังคงเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่ต้องการเป็นศัตรูกับชาวกัมพูชา คนไทยบางคน รวมถึงผู้นำไทยบางคน กำลังประเมินเศรษฐกิจกัมพูชาผิดพลาด โดยกล่าวว่าเศรษฐกิจกำลังย่ำแย่หลังจากที่ไทยปิดพรมแดนเนื่องจากขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภค

ผมขอขอบคุณผู้นำไทยอีกครั้งที่โจมตีพวกเขาด้วยหัวของพวกเขาเอง เพราะกัมพูชาเคยใช้เงินไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ต่อปีเพื่อซื้อสินค้าไทย และนำเงินจำนวนนี้ไปซื้อสินค้าในประเทศ ซึ่งทำให้สินค้าที่ผลิตในประเทศมีตลาดที่เป็นโอกาสในการเสริมสร้างเศรษฐกิจกัมพูชา

เราไม่เคยขอให้สินค้าไทยมาขายในตลาดของเรา แต่กลับใช้เงินซื้อ ขอท่านผู้นำไทยอย่าเข้าใจผิดและดูหมิ่นกัมพูชาอีกต่อไป เรารู้ว่าท่านร่ำรวยกว่ากัมพูชา แต่ท่านก็ต้องเข้าใจด้วยว่าเราก็ใช้เงินซื้อสินค้าไทยเช่นกัน ซึ่งทำให้คนไทยมีตลาดหาเงิน

ขอท่านคนไทยที่เคยขายสินค้าให้กัมพูชา อย่าโกรธเคืองที่กัมพูชาซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ต้องสูญเสียเงินไป นี่ไม่ใช่ความผิดของกัมพูชา

สุดท้ายนี้ ผมขอแจ้งให้ท่าน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ติดชายแดนไทย รีบแลกเงินบาทเป็นเงินเรียล หรือดอลลาร์โดยเร็ว เพราะในอนาคตท่านจะสูญเสียเงินจำนวนมากและอาจกลายเป็นจุดอ่อนที่ถูกคุกคาม เช่น ไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต และเชื้อเพลิงในอดีต เลิกใช้เงินบาทและใช้เงินเรียลเถอะ เพราะมันจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับสกุลเงินของประเทศเรา

ผมขอแนบวิดีโอที่คนไทยโพสต์รูปผมเพื่อลุ้นรางวัล

“ผบ.ตร.” ดึง “พล.ต.ท.นพศิลป์” คืนรังนครบาล กำกับสืบคดีใหญ่ – ขยับเสริมทัพคุมเข้มงานสืบสวนเมืองหลวง

(6 ต.ค. 68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ลงนามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร. มาช่วยราชการที่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. มอบหมาย โดยเฉพาะการกำกับดูแล งานสืบสวนคดีสำคัญในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

การกลับมาของ “พล.ต.ท.นพศิลป์” ถือเป็นการคืนถิ่นของ นายตำรวจสายสืบมือหนึ่งแห่งนครบาล ที่คร่ำหวอดในวงการสีกากีกว่า 32 ปี มีชื่ออยู่เบื้องหลังการคลี่คลายคดีใหญ่หลายคดี เป็นที่รู้จักในแวดวงตำรวจในฐานะ นักสืบหัวใจแกร่ง มุ่งมั่น ทุ่มเท และยึดมั่นในจิตวิญญาณผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

ตลอดเส้นทางราชการ “พล.ต.ท.นพศิลป์” ไม่เพียงเป็นนักสืบมากประสบการณ์ หากยังเป็น ครูถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคนิคการสืบสวน แก่ตำรวจรุ่นใหม่ เพื่อสืบทอดแนวทางการทำงานอย่างมืออาชีพ ปราศจากความหวั่นไหวต่ออิทธิพลใด ๆ

การมาช่วยราชการครั้งนี้ จึงถูกมองว่าเป็นการ เสริมทัพคุมเข้มงานสืบสวนเมืองหลวง ให้เดินหน้าอย่างมีพลังและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อคลี่คลายทุกคดีใหญ่ให้กระจ่าง และคืนความมั่นใจให้กับประชาชน

บุรีรัมย์-คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ชื่นชมทหารไทยรักษาข้อตกลง 

คณะผู้สังเกตการณ์ ชั่วคราว(IOT)ตรวจเยี่ยมพื้นที่ ศปก.ทภ.2 ชายแดนไทย–กัมพูชา ชื่นชมกองทัพของไทยที่ยังยึดมั่นตามข้อตกลงยหยุดยิ่ง ไม่มีการเสริมกำลังทหารไม่มีการเสริมอาวุธ เตรียมรายงานไปลำดับขั้น

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 68 คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team: IOT) โดยมีผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซียประจำประเทศไทยเป็นหัวหน้าคณะ ได้เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของกองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 ระหว่างวันที่ 4–5 ตุลาคม 2568

การลงพื้นที่ดังกล่าวได้เข้าไปตรวจสภาพทั่วไปของกองทัพทหารไทยสำรวจแนวเขตชายแดนไทย- กัมพูชา ที่ช่องสายตะกู ตำบลจันทบเพชร อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์

ซึ่งคือพื้นที่ดังกล่าวไม่ค่อยมีปัญหาด้านเขตแดนมากนักต่างจากพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และจังหวัดสระแก้ว

พล.ต.ซัมซุล ริซัล บิน มูซา ผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซียประจำประเทศไทย ได้กล่าว โดยมีร้อยเอกหญิง ปวิชญา วลีสุขสันต์ เป็นนายทหารหญิงที่ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย และเป็น นายทหารล่าม ของกองการภาษาต่างประเทศ กรมข่าวทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย เป็นคนแปล เป็นภาษาไทยว่า

เท่าที่สำรวจเบื้องต้นทหารไทยโดยกองทัพบกยังรักษากติกาหยุดยิง อย่างเคร่งครัดไม่มีการเพิ่มกำลังพลหรือยุทโธปกรณ์แต่อย่างใด

สิ่งที่สำคัญคือการ เสริมสร้างและการร่วมมือทางทวิภาคีที่ตกลงกัน ภายใต้การประชุมRBC GBC และJBC ซึ่งจะต้องมีความจริงใจ ต้องปฎิบัติตามข้อตกลง หยุดยิ่งอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความตึงเครียดของทั้งสองประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่ไม่ คาดคิดเกิดขึ้นได้

ทั้งนี้หวังว่าการ เจรจา JBC จะเกิดขึ้นโดยเร็ว โดยจะนำข้อมูลส่งไปตามลำดับขั้นต่อไป////////

ธีรยุทธ์  ชำนาญกอง

จ.บุรีรัมย์ รายงาน

‘เสี่ยโบ๊ท-เพื่อนวงการมวย’ แสดงความห่วงใย ‘อำนาจ รื่นเริง’ วอนหน่วยงานรัฐพาไปรักษา!! หลังเมาอาละวาดจนถูกชกกองกับพื้น

(6 ต.ค. 68) จากกรณี อำนาจ รื่นเริง อดีตนักมวยดีกรีแชมป์โลก IBF เมาหาเรื่องเด็กวัยรุ่นหน้าร้านสะดวกซื้อ โดยตามคลิปและพยานระบุว่าเขาเข้าไปทะเลาะกับพลเมืองดีและพนักงาน ก่อนจะถูกชกจนล้มกับพื้น และถูกเตะซ้ำจนเกิดเหตุชุลมุน ก่อนที่ประชาชนจะล็อกประตูร้านและแจ้งตำรวจ สภ.ศรีราชา เข้าควบคุมตัวไปสงบสติอารมณ์

ล่าสุด คนในวงการมวยและโซเชียลมีเดียต่างออกมาแสดงความเป็นห่วง นำโดย ‘เสี่ยโบ๊ท’ โปรโมเตอร์ค่ายเพชรยินดี ระบุว่าเคยพา ‘อำนาจ’ ไปบำบัดจนอาการดีขึ้น แต่ขณะนี้เขาไร้ญาติคอยดูแล จึงขอให้ภาครัฐเข้าช่วยเหลือด้านการบำบัดรักษาเพราะชีวิตของอดีตแชมป์เสียศูนย์ มีแต่ความทุกข์ในจิตใจ ขณะที่ตำรวจส่งตัวไปให้แพทย์และเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมฯ จังหวัดชลบุรีตรวจสอบอาการและให้การช่วยเหลือแล้ว

ขณะที่ นาวาอากาศเอก วิชัย ราชานนท์ อดีตนักชกเจ้าของเหรียญทองแดงโอลิมปิกปี 1996 โพสต์เฟซบุ๊ก ขอความเมตตาให้กับอดีตนักมวยรายนี้ โดยกล่าวว่า 

“ขออย่าใช้ความรุนแรงกับน้องผมเลย อย่าถือสากับคนเมา หากเลี่ยงได้ขอโปรดเลี่ยง อย่าทำร้ายกันเลย ไม่มีประโยชน์อันใดเลย สงสารกันให้ความเมตตาต่อกัน ผมเข้าใจความรู้สึกของทั้งสองฝ่าย บ้านผมพูดกันเสมอเมื่อเจอคนเมา อย่าไปถือคนบ้า อย่าไปซาคนเมา” 

ด้าน ญาติเปิดเผยว่าอดีตนักมวยรายนี้เคยมีชีวิตที่ดีกับครอบครัว แต่ 2–3 เดือนที่ผ่านมาเริ่มแสดงอาการผิดปกติทั้งนั่งเหม่อ พูดคนเดียว ร้องไห้ และโวยวาย จนญาติพาไปเข้าเรือนจำในคดีเสพยา และเพิ่งประกันตัวออกมาได้เมื่อสัปดาห์ก่อน มีนัดไปรายงานตัวในวันที่ 8 ตุลาคม ญาติวอนขอให้รัฐพาไปรักษาอย่างจริงจัง เพราะเขาอยู่ในสภาพเมาหนักและเสี่ยงจะเป็นอันตรายต่อทั้งตัวเองและผู้อื่น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top