Sunday, 28 June 2026
NEWS FEED

จับยามสามตา ทิศทางการเมือง ‘บุญญามณี’ เมื่อ ‘สรรเพชญ’ เปรย “ต้องทบทวนของตนเอง”

(10 ธ.ค. 66) น่าสนใจยิ่งกับบทบาทต่อไปของ ‘บุญญามณี’ ซึ่งหมายถึง ‘นิพนธ์ บุญญามณี’ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ ‘สรรเพชญ บุญญามณี’ สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ทายาททางการเมืองของนิพนธ์ บุญญามณี

น่าสนใจเพราะทั้ง ‘นิพนธ์’ และ ‘สรรเพชญ’ อยู่คนละขั้วกับทีมที่ชนะการเลือกตั้งในศึกชิงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ทีม ‘เฉลิมชัย ศรีอ่อน’ เข้ามาบริหารพรรคชุดใหม่ และตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ‘เดชอิศม์ ขาวทอง’ สส.สงขลา ที่อาจจะกล่าวได้ว่า ‘อยู่คนละฝั่ง’ กับนิพนธ์ ก็เข้ามานั่งเป็นเลขาธิการพรรค

ท่องยุทธภพไปเจอ ‘สรรเพชญ’ โพสต์ข้อความน่าสนใจยิ่งขึ้น

สจฺจํ เว อมตา วาจา
“คำสัตย์แล เป็นวาจาไม่ตาย”

คำขวัญที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป…

วันนี้ท่านอดีตหัวหน้าอภิสิทธิ์ฯ ได้พิสูจน์ให้ชาวประชาธิปัตย์เห็นแล้วว่า คำว่า ‘สัจจะ’ มีความหมายเพียงใด ท่านไม่เพียงแค่พูด แต่ท่านได้แสดงให้เห็น วันนี้คงเป็นอีกหนึ่งวันที่ชาวประชาธิปัตย์หลายๆ คนรวมถึงตัวผมเองต้องคิดทบทวนบทบาทของตัวเองอีกครั้งหนึ่งครับ

และขอให้พี่น้องมั่นใจว่า ผมจะยังคงทุ่มเททำงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนต่อไปครับ

‘สฺจจํ เว อมตะวาจา’ เป็นคำขวัญประจำพรรคประชาธิปัตย์มายาวนาน อันเป็นการสะท้อนว่า “พลพรรคค่ายพระแม่ธรณีบีบมวยผม ต้องรักษาสัจจะ รักษาคำพูน การพูดความจริง จะเป็นอมตะ ไม่ตาย”

การที่สรรเพชญยกคำนี้ขึ้นมากล่าวอ้างในสถานการณ์นี้ จึงน่าสนใจ น่าคิดกับถ้อยคำที่ตามมากับคำว่า “ทบทวนบทบาทของตนเอง” จะตีความว่าอย่างไรกับวลี “ทบทวนบทบาทของตัวเอง” ก็ไม่อยากตีความ หรือคิดเอาเอง

เช่นเดียวกับบทบาททางการเมืองในอนาคตของ ‘นิพนธ์’ จะเดินหน้าภารกิจทางการเมืองอย่างไร หรือวางไว้เท่านี้ และให้ทายาททางการเมืองเดินหน้าต่อ

จับตาดูนะครับ ทิศทางทางการเมืองของ ‘บุญญามณี’ จะไปทางไหน และเป็นอย่างไร…

‘การบินไทย’ แจง!! ขออภัยผู้โดยสาร พร้อมเยียวยาเต็มที่ กรณีประสบเหตุถูกแอร์โฮสเตสทำเครื่องดื่มร้อนหกใส่

(10 ธ.ค. 66) จากกรณีที่ ‘คุณหมอ’ ท่านหนึ่งได้โพสต์ข้อความลงบนเฟสบุ๊กส่วนตัว เมื่อเดินทางด้วยสายการบินแห่งหนึ่งเพื่อไปเชียงใหม่ แต่เกิดอุบัติเหตุ แอร์โฮสเตสทำกาแฟร้อนหกใส่ตัว จนเกิดอาการปวดแสบร้อน ผิวหนังพอง หายใจติดขัด แต่ไร้การรับผิดชอบใดๆ เมื่อสอบถามไปก็ได้รับคำตอบว่า “บริเวณนั้นไม่มีกล้องวงจรปิด จึงไม่สามารถรับผิดชอบได้” นั้น ล่าสุด ทาง ‘การบินไทย’ ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีนี้แล้ว โดยระบุว่า…

“บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ขอแสดงความเสียใจเป็นอย่างยิ่งกรณีผู้โดยสารบนเที่ยวบินจากกรุงเทพฯ ไปยังเชียงใหม่ประสบเหตุเครื่องดื่มร้อนหกราด จนเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บต้องเข้ารับการรักษาตัว โดยบริษัทฯ มิได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และอยู่ระหว่างประสานผู้โดยสารเพื่อรับทราบรายละเอียด ติดตามอาการบาดเจ็บและการรักษาพยาบาลของผู้โดยสารอย่างใกล้ชิด โดยบริษัทฯ ยินดีรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล รวมถึงนำเสนอมาตรการเยียวยาให้ผู้โดยสารท่านที่ประสบเหตุพิจารณาต่อไป

ในส่วนของการตรวจสอบข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ บริษัทฯ อยู่ระหว่างดำเนินการตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง และจะประสานแจ้งผู้โดยสารถึงความคืบหน้าเป็นระยะ และจะได้นำข้อเท็จจริง ปัญหา ข้อบกพร่องที่พบมาปรับปรุงการให้บริการ เพื่อมิให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ต่อผู้โดยสารท่านอื่นในอนาคตต่อไป

บริษัทฯ รู้สึกเสียใจและขออภัยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ส่งผลกระทบต่อผู้โดยสารในครั้งนี้”

‘ดร.สุวินัย’ เผย ถึงเวลาโละทุกระบบ รับมือความเปลี่ยนผันสู่ ‘ยุคดาต้านิยม’ ชี้!! ปัญญา-กลยุทธ์ของ ‘ผู้นำวิถีปราชญ์’ คือหัวใจหลัก พาสังคมฝ่ามหาวิกฤติ

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 66 ดร.สุวินัย ภรณวลัย ประธานยุทธศาสตร์วิชาการ สถาบันทิศทางไทย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Suvinai Pornavalai' ในหัวข้อ ‘ทบทวน The Great Reset : ใครรู้ทันและเตรียมพร้อม คนนั้นรอด’ โดยระบุว่า…

‘The Great Reset’ หมายถึง การ ‘โละ’ ระบบทุกอย่างในโลกใบนี้ ในการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 เพื่อเข้าสู่ยุคดาต้านิยม (Dataism) เต็มตัว

ที่ผ่านมา โลกได้ผ่านการปฏิวัติอุตสาหกรรมมาแล้ว 4 ครั้ง

๐ ครั้งที่ 1 อยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1760-1840 เป็น ‘การปฏิวัติใช้เครื่องจักรไอน้ำ’ ในทุกอุตสาหกรรม ซึ่งนำไปสู่การผงาดขึ้นของยุคทุนนิยมช่วงต้น

๐ ครั้งที่ 2 อยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1820-1925 เป็น ‘การปฏิวัติใช้ไฟฟ้า’ ในทุกอุตสาหกรรม เริ่มมีการใช้สายพานในการผลิต ทำให้เกิดการผลิตแบบแมส  (Mass Production) ในระบบทุนนิยม ตามมาด้วยการเกิดชนชั้นกลาง (Middle Class) ในฐานะที่เป็นผู้บริโภคหลักของเศรษฐกิจทุนนิยม

๐ ครั้งที่ 3 อยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1969-2010 เป็น ‘การปฏิวัติใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต’ มาใช้ในทุกอุตสาหกรรมในยุคทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ (Globalization) ที่เป็นยุคทุนนิยมช่วงปลายๆ ที่งอมแล้ว (Mature Capitalism)

๐ ครั้งที่ 4 ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 เป็นต้นมา เป็น ‘การปฏิวัติใช้อัลกอริทึมและปัญญาประดิษฐ์’ ในทุกอุตสาหกรรม ทะยานจากยุคเก่า (หรือทุนนิยม) เข้าสู่ยุคใหม่ หรือ ‘ยุคดาต้านิยม’ (Dataism) แทน

เพราะเหตุนี้เอง การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 จึงเป็นการ ‘โละระบบ’ ครั้งใหญ่สุดในรอบ 100 ปีที่คนในโลกไม่เคยเจอมาก่อน

ชาวโลกส่วนใหญ่จึงมองไม่ออกว่า อนาคตจะเป็นยังไงต่อไป…

แต่ที่แน่ๆ อาชีพเก่าๆ จะหายไปมากกว่าครึ่ง โดยจะมีอาชีพใหม่เข้ามาแทน รายได้ของคนส่วนใหญ่ที่ไม่ปรับตัวจะลดลง คนส่วนใหญ่จะไม่สามารถทำอาชีพใหม่ที่สร้างเงินดีๆ ได้ มีแต่คนส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถปรับตัว โดยการ Reskill ได้

ปัญหาความเหลื่อมล้ำจะยิ่งทวีความรุนแรง รวมทั้งปัญหาทางสังคม ระบบราชการ หากไม่ปรับตัวจะอยู่ไม่ได้ เพราะประชาชนจะกดดันผ่านเครือข่ายโซเชียล ขณะเดียวกัน ปัญหาต่างๆ จะถาโถมกดดันรัฐบาลไม่หยุดหย่อน

คนไทยควรตระหนักให้ดีว่า… ประเทศไทยเรากำลังเผชิญกับโลกที่ไม่ใช่ใบเดิมอีกต่อไป

ผู้ที่จะนำพาองค์กร นำพาสังคม นำพาบ้านเมืองให้ฝ่าผ่านวิกฤตโละระบบทั้งหมด (Great Reset) นี้ได้จะต้องเป็นผู้ที่สามารถ ‘คิดเชิงระบบ’ (Systems Thinking) อย่างเป็นนักยุทธศาสตร์ ได้เท่านั้น

ลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งของเทคโนโลยีในยุคดาต้านิยม โดยเฉพาะอัลกอริทึมคือ มันทำให้คนเรา ‘มีความเป็นมนุษย์น้อยลง’ (Downgrading Humans)

ผลที่ตามมาคือมันกำลังทำลาย ‘สังคม’ แบบที่มนุษย์ควรจะมี กลายเป็น ‘สังคมเสมือน’ ที่แตกแยก แตกร้าวเกินเยียวยา และช่วงชิงความใส่ใจเพื่อนมนุษย์ (Human Attention) ที่เราควรมีให้กับมนุษย์ด้วยกันที่อยู่ตรงหน้าหรือรอบข้าง ให้ไปอยู่ที่หน้าจอมือถือของแต่ละคนแทน

ผู้นำประเทศหรือนักการเมืองที่คิดเชิงระบบไม่ได้ หรือไม่สามารถเห็นผลกระทบเชิงลบที่ระบบย่อยต่างๆ ส่งผลต่อระบบใหญ่องค์รวม หรือ ‘โลกกาย่า’ (Gaia) ใบนี้ได้… ย่อมนำพาประเทศของตัวเองไปสู่หายนะ

เพราะผู้นำแบบนี้ย่อมไม่สามารถทำให้ประชาชนของตนตื่นรู้ และตระหนักถึงผลรวมแห่งการกระทำของแต่ละคน และชี้ทางออก-ทางสว่างที่เป็นความหวังให้แก่คนทั้งประเทศได้

ผู้นำที่คิดเชิงระบบอย่างนักยุทธศาสตร์ได้ ย่อมสามารถจัดการวิกฤติระบบที่เป็นปัญหา Complexity ได้ เพราะ The Great Reset คือรูปแบบหนึ่งของปัญหา Complexity เชิงระบบนั่นเอง

นิยามของผู้นำ (Leader) ในยุควิกฤติ คือ ผู้ที่สามารถนำพาผู้คนก้าวข้ามผ่านข้อจำกัดและอุปสรรคทั้งปวงได้

ภูมิปัญญากลยุทธ์ของผู้นำและวิถีปราชญ์ผู้นำ คือหนึ่งในหัวข้อหลักที่คนไทยต้องติดอาวุธทางปัญญาให้แก่ตัวเอง ในช่วงวิกฤติใหญ่ ซึ่งเป็นช่วงที่สำคัญมาก เพราะมันสามารถเปลี่ยนอนาคตของประเทศไทยไปอย่างไม่หวนกลับได้

เหตุการณ์วันนี้และและการตัดสินใจของปัจเจกซึ่งเป็นตัวละครหลักในประวัติศาสตร์หน้านี้ มันจะกลายเป็น ‘ประวัติศาสตร์’ ในวันข้างหน้า โดยที่มันจะมีส่วนกำหนดเส้นทางประวัติศาสตร์ของประเทศไทยต่อจากนี้อย่างไม่ต้องสงสัย

ประวัติศาสตร์เป็นเพียงเส้นทางผ่านวิกฤติทั้งหลาย โดยตัวมันเองจึงหามี ‘จุดจบอันงดงาม’ ทางประวัติศาสตร์เสมอไปไม่

สถานการณ์โลกที่กำลังจะบานปลายจากวิกฤติโควิด ไปเป็นมหาวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำ และสงครามครั้งใหญ่ที่ใกล้จะเกิด

เครือข่ายมันสมองของประเทศนี้จากทุกฝ่ายทุกวงการ ต้องเข้ามาช่วยกันระดมความคิด ระดมสมอง เพื่อแก้ไขสถานการณ์วิกฤติระดับโลกจากทุกความเป็นไปได้ที่มี หรือมีทางที่เป็นไปได้มากกว่านั้น ขณะที่คนจำนวนมากรวมทั้งนักการเมืองส่วนใหญ่ ยังไม่ทันได้ตั้งตัวต่อทุกเหตุการณ์ที่โหมกระหน่ำเข้ามา

ภูมิปัญญากลยุทธ์เพื่อฝ่าวิกฤติของผู้นำจึงสำคัญมากถึงมากที่สุด

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับมหาวิกฤติที่เหนือความคาดหมายสำหรับคนทั่วไป โดยปกติมักเป็นเรื่องยากยิ่งที่จะตัดสินใจได้อย่างถูกต้องแม่นยำ

เพราะการตัดสินใจเป็นเรื่องของ ‘การตัดสินด้วยใจของผู้นำ’

ดังนั้น ผู้นำจึงต้องมีใจเป็นใหญ่ มีใจเป็นประธานในที่ประชุม เมื่อวิกฤติรอบด้านพากันมาชุมนุม คนเป็นผู้นำจึงต้องกุมสภาพจิตให้มั่นและต้องใช้ความกล้าหาญในการตัดสินใจ

การตัดสินใจที่ถูกที่ถูกเวลา คือ ยอดแห่งกลยุทธ์ทั้งปวง

ผู้นำที่เป็นจอมปราชญ์ คือ ผู้ที่ผ่านการฝึกตนจนชำนาญ ถึงขั้นที่สามารถหยั่งเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ จึงย่อมนำพาตนเองและคนอื่นออกจากภยันตราย โดยไม่รอให้ภัยมาถึงตัวก่อน

จอมปราชญ์จึงเป็นผู้มีสายตายาวไกล ผู้ผสานคัมภีร์หลากหลาย ให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกับชีวิต
ปราชญ์ที่แท้ต้องเสนอ ‘ทางเลือก’ เพื่อพาสังคมออกจากมหาวิกฤติ

จะเห็นได้ว่า ปัญญาฝ่าวิกฤติของปราชญ์ คือ ‘หฤทัยแห่งพิชัยสงคราม’ ในทุกสมัย ซึ่งมีค่ายิ่งกว่าแก้วแหวนเงินทองใดๆ ในช่วงเผชิญกับวิกฤติในสมรภูมิชีวิต

มหาวิกฤตินี้จะมาในรูปของ ‘The Great Reset’ ซึ่งเป็นบททดสอบใหญ่ ที่ผู้คนทั้งประเทศจะได้เรียนรู้ร่วมกันครั้งใหญ่อีกครั้ง จากของจริงด้วยประสบการณ์จริง หลังจากวิกฤติโควิดหมดไปแล้ว 
ตอนนี้โลกกำลังเข้าสู่โหมดเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกกับสงครามใหญ่

สุวินัย ภรณวลัย

‘สอวน.’ ร่วมยินดี ‘นักเรียนสายวิทย์’ ชั้น ม.ต้น กวาดเหรียญเพียบ จากการแข่งขันวิทยาศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 20

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 66 ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์ จรัส สุวรรณเวลา รองประธานมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการ และพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (สอวน.), รศ.ดร.พินิติ รตะนานุกูล เลขาธิการมูลนิธิ สอวน. และ รศ.เย็นใจ สมวิเชียร กรรมการและเหรัญญิกมูลนิธิ สอวน. ร่วมแสดงความยินดีกับผู้เข้าแข่งขันวิทยาศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ครั้งที่ 20 (20th IJSO) ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ ฟอร์จูน กรุงเทพ ซึ่งการแข่งขันในครั้งนี้มีประเทศเข้าร่วม 55 ประเทศ จำนวน 497 คน (นักเรียนและอาจารย์ควบคุมทีม)
.
🏅ผลการแข่งขัน ‘20th IJSO’ ประเทศไทยได้รับ 4 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และยังได้รับรางวัลคะแนนปฎิบัติการสูงสุด ประเภททีม อันดับ 2 ได้แก่…
.
💐ด.ญ.อิ่มสุข พูนวศิน โรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย 🥇รางวัลเหรียญทอง และคะแนนปฎิบัติการ สูงสุด ประเภททีม อันดับ 2
.
💐ด.ช.ณัฐนันท์ เจนยงศักดิ์ โรงเรียนแสงทองวิทยา 🥇รางวัลเหรียญทอง และคะแนนปฎิบัติการ สูงสุด ประเภททีม อันดับ 2
.
💐ด.ช.ปัญญ์ แซ่จาง โรงเรียนแสงทองวิทยา 🥇รางวัลเหรียญทอง และคะแนนปฎิบัติการ สูงสุด ประเภททีม อันดับ 2
.
💐ด.ช.สิรวิชญ์ มุสิกะโสภณ โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)🥇เหรียญทอง🥇
.
💐ด.ช.ปัณณ์ เจนกุลประสูตร โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย🥈เหรียญเงิน🥈
.
💐ด.ช.ชนธรร พฤมนตร์ โรงเรียนแสงทองวิทยา🥈เหรียญเงิน🥈
.
อาจารย์ผู้ควบคุมทีม
1.) รศ.ดร.ชัชวาล ใจซื่อกุล (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
2.) รศ.ดร.กิตติวิทย์ มาแทน (มหาวิทยาลัยมหิดล)
3.) ผศ.ดร.นันทิชา ลิ้มชูวงศ์ (มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ)
.
อาจารย์สังเกตการณ์
1.) ผศ.ดร.สุจินต์ สุวรรณะ (มหาวิทยาลัยมหิดล)

นายกกีฬากระบี่รับรางวัลเชิดชูเกียรติพระพลบดี สถาปนากรมพลศึกษา ครบ 90 ปี

วันที่ 9 ธันวาคม 2566 เวลา 09.00 น.  ณ อาคารกีฬานิมิบุตร สนามกีฬาแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร

นายสุรัตน์ จรณโยธิน  ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกระบี่ พร้อมด้วย นายสมเกียรติ กิตติธรกุล นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดกระบี่ ซึ่งได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติ ผู้ทำคุณประโยชน์ด้านการพลศึกษา การกีฬา นันทนาการ และวิทยาศาสตร์การกีฬา ประจำปี พ.ศ. 2566 สาขาผู้สนับสนุนการพลศึกษาและการกีฬา เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมพลศึกษา ครบรอบ 90 ปี และนางสาวธีรพันธ์ ศรีเทพ เจ้าหน้าที่พลศึกษาประจำอำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ ซึ่งได้รับรางวัล “เพชรพลศึกษา” โดยมีดร.นิวัตน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ อธิบดีกรมพลศึกษา เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล และได้เข้าร่วมงานวันคล้ายวันสถาปนากรมพลศึกษา ประจำปี 2566 เพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณความดีของผู้ริเริ่มก่อตั้งกรมพลศึกษาและบูรพคณาจารย์ทางการพลศึกษาที่ได้สร้างสรรค์การพลศึกษาและการกีฬา ให้กับประเทศ ไทย สืบมา

‘ท่านอ้น’ นำคณะเยี่ยมชมสวนนงนุชเป็นการส่วนตัวเกือบทั้งวัน เข้าชม ‘พิพิธภัณฑ์รถ-หัวโขน-ปลูกต้นสาละอินเดีย’

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 66 ท่านอ้น วัชเรศร วิวัชรวงศ์ กลับมาประเทศไทยต่อเนื่องเป็นวันที่ 5 แล้ว และยังคนเดินสายปฎิบัติภารกิจส่วนตัว โดยวันนี้ใช้เวลาเกือบทั้งวัน นำพาคณะเดินชมสวนนงนุช มีคุณโต้ง กัมพล ตันสัจจา เจ้าของสวนนงนุชพาชม ตั้งแต่การแสดงโชว์​ในโรงละคร การแสดงช้าง จากนั้น ขึ้นรถรางชมรอบส่วนนงนุช ซึ่งมีเนื้อที่มากกว่า 1,700 ไร่ ทั้งพืชพันธุ์ต่างๆ รวมถึงรูปปั้นไดโนเสาร์และรูปปั้นสัตว์ต่างๆ ที่ทางสวนจัดแสดง

ท่านอ้น ให้ความสนใจกับพิพิธภัณฑ์รถ พิพิธภัณฑ์หัวโขน การปักสดึงไทยหุ่นกระบอก และพิพิธภัณฑ์พระเป็นพิเศษ เพราะมองแล้วเป็นสิ่งที่ควรเรียนรู้

นอกจากนี้ ท่านอ้น ได้นั่งรถขึ้นไปบนเขาบันไดกฤษ เพื่อปลูกต้นสาละอินเดีย โดยพื้นที่เขาแห่งนี้ เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และรักษาพันธุ์ไม้ของสวนนงนุช อย่างไรก็ตาม ระหว่างเดินชมสวนนงนุช มีประชาชนจำนวนมากมาขอถ่ายรูปกับท่านอ้น และบอกว่าโชคดีมากที่ได้เจอท่านอ้นวันนี้

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตรวจเยี่ยมให้กำลังใจตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัย พร้อมเยี่ยมชมและร่วมกิจกรรมร้านของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสมาคมแม่บ้านตำรวจ ในงานกาชาดประจำปี 2566 

พล.ต.ต.หญิง สมพร พูลเกษม ผู้บังคับการกองสารนิเทศ เปิดเผยว่า วานนี้ (9 ธ.ค.66) เวลา 18.30 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยคุณนิภาพรรณ สุขวิมล นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ได้เดินทางไปยังงานกาชาดประจำปี 2566 ณ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร เพื่อตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดูแลความเรียบร้อย ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินแก่พี่น้องประชาชนที่มาร่วมงานกาชาด โดยได้ร่วมประชุมรับฟังการปฏิบัติหน้าที่ ณ กองอำนวยการร่วมงานกาชาด ในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

จากนั้นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ได้เยี่ยมชมร้านของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บริเวณโซน 5 ซึ่งมีกองบัญชาการตำรวจสันติบาล กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เป็นเจ้าภาพ โดยได้ชมนิทรรศการเกี่ยวกับวิวัฒนาการตำรวจไทย “ย้อนรอย 100 ปีกิจการตํารวจไทย” , ร่วมถ่ายภาพกับภาพเหมือนของตำรวจโบราณ , ความรู้เกี่ยวกับอาชญากรรมทางไซเบอร์ “ตํารวจไซเบอร์ผู้พิทักษ์ภัยออนไลน์ 24 ชั่วโมง” และยังได้ร่วมสนุกกับกิจกรรม “สนุกกับเกม” ได้แก่ เกมปาโป่ง และเกมตักไข่นำโชค นอกจากนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ร่วมร้องเพลงบนเวที สร้างความสุขให้กับผู้เข้าร่วมสนุกที่ร้านของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกด้วย 

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติยังได้เยี่ยมชมร้านของสมาคมแม่บ้านตำรวจ ซึ่งบูทติดกับร้านของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ พร้อมคณะแม่บ้านตำรวจ ร่วมให้การต้อนรับ โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ชมและอุดหนุนสินค้าของสมาคมแม่บ้านตำรวจ ซึ่งคัดสรรสินค้าคุณภาพงานฝีมือจากหน่วยงานและครอบครัวข้าราชการตำรวจทั่วประเทศ และร่วมกิจกรรม “พฤกษากาชาด”อีกด้วย

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนตลอดงาน ตั้งแต่วันที่ 8 - 18 ธันวาคมนี้ รวมทั้งจัดกำลังตำรวจจราจรจากสถานีตำรวจนครบาลลุมพินี คอยดูแลอำนวยความสะดวกทั้งกับผู้มาร่วมงาน และผู้ใช้รถใช้ถนนทั่วไป เพื่อไม่ให้การจราจรติดขัด ในทุกวันของการจัดงาน ในส่วนของร้านของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสมาคมแม่บ้านตำรวจ ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนมาร่วมกิจกรรม และร่วมสนุกกันได้ทุกวัน เพราะได้เตรียมพร้อมทั้งความรู้ ความสนุก และของรางวัลจำนวนมาก สำหรับผู้มาเยี่ยมชม 

นอกจากนี้ ผู้บังคับการกองสารนิเทศ กล่าวว่า งานกาชาดประจำปี 2566 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 - 18 ธันวาคม 2566 ณ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร และทางระบบ Online ภายใต้แนวคิด “งานวันกาชาด 100 ปี รื่นรมย์สุขฤดี ณ ที่แห่งการให้” โดยเชิญชวนผู้เข้าร่วมงานย้อนวันวานด้วยการ “นุ่งโจงห่มไทยเที่ยวงานวันกาชาด” โดยในปีนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมออกร้านบริเวณ โซน 5 ซึ่งการจัดงาน 2 วันที่ผ่านมา พบว่ามีพี่น้องประชาชนให้ความสนใจร่วมสนุกกับกิจกรรมต่างๆ ในร้านของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสมาคมแม่บ้านตำรวจจำนวนมาก โดยทั้งสองร้านมีกิจกรรมและของรางวัลมากมายเพื่อให้ผู้เข้าชมได้ร่วมสนุก รวมทั้งในแต่ละวันจะมีศิลปินดาราจำนวนมากมาร่วมกิจกรรมในทุกวันอีกด้วย

'สพฐ.' เดินหน้านโยบาย 'ลดการบ้าน เพิ่มการเรียนรู้' ย้ำครูช่วยลดปริมาณ หวังให้เด็กๆ ได้เรียนอย่างมีความสุข

(9 ธ.ค.66) ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.2566 ได้ลงนามประกาศ ‘แนวทางการมอบหมายการบ้าน’ ตามนโยบาย ลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา และ ลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ) โดยเป็นการประกาศหลักการและแนวปฏิบัติในการมอบหมายการบ้าน ‘ลดการบ้าน เพิ่มการเรียนรู้’ ที่มุ่งหวังให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข ให้การบ้านเป็นเครื่องมือในการพัฒนาการเรียนรู้และเป็นเครื่องมือประเมินเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน

หลักการ ‘ลดการบ้าน เพิ่มการเรียนรู้’ มุ่งเน้นให้ครูลดปริมาณการบ้านที่ต้องทำนอกเวลาในชั้นเรียนให้เน้นการมอบหมายการบ้านเฉพาะรายวิชาที่จำเป็นทักษะสำคัญ เช่น การอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น ให้มีการบูรณาการการบ้าน ซึ่งการบ้านชิ้นงานเดียวอาจตอบโจทย์การเรียนรู้ข้ามรายวิชา และส่งเสริมให้นักเรียนได้มีเวลาศึกษาค้นคว้าตามความสนใจของตนเองมากขึ้น

“การประกาศแนวทางการมอบหมายการบ้าน ‘ลดการบ้าน เพิ่มการเรียนรู้’ ของ สพฐ. เพื่อให้คุณครู รวมถึงพ่อแม่ผู้ปกครองได้เข้าใจร่วมกันว่า หัวใจของการให้การบ้าน คือ การให้เด็กๆ ได้ทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้ ให้ได้ฝึกฝนทำซ้ำจนเกิดทักษะ ซึ่งเด็กแต่ละคนต้องการเวลาเพื่อทำความเข้าใจสิ่งที่เรียนไม่เท่ากัน หรือสำหรับเด็กโต การบ้านที่ให้ได้ค้นคว้าอย่างอิสระ จะยิ่งส่งเสริมการเรียนรู้ ช่วยบ่มเพาะความรับผิดชอบในตนเอง จึงขอเน้นย้ำกับคุณครูว่า การให้โจทย์ที่ไม่ยากไม่ง่าย ไม่ใช้เวลามากเกินไป แล้วมีการตรวจการบ้าน อธิบาย ให้ feedback จุดที่ควรพัฒนาอย่างตรงประเด็น จึงจะเป็นการพัฒนานักเรียนอย่างแท้จริง ซึ่งความสุขที่เกิดจากการลดปริมาณแต่เพิ่มคุณภาพของการบ้าน เช่น ทำการบ้านหนึ่งชิ้นงานส่งคุณครูเพื่อวัดผลการเรียนรู้ได้หลายวิชา จะสร้างความสุขให้ทั้งนักเรียน ผู้ปกครอง รวมถึงคุณครูเองด้วย ซึ่งเชื่อได้ว่าจะทำให้เด็กไทย ‘เรียนดี มีความสุข’ ตามเจตนารมณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

‘แอน จักรพงษ์’ ประกาศฟ้องกลับผู้แอบอ้าง ‘การเป็นเจ้าของโครงการเหรียญจักรวาล’

(9 ธ.ค.66) แอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ และผู้มีอำนาจรายงานสารสนเทศ บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป หรือ JKN โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ประกาศฟ้องกลับผู้แอบอ้าง ‘การเป็นเจ้าของโครงการเหรียญจักรวาล’ ด้วยมูลค่า 1.5 พันล้านบาท โดยระบุว่า…

“It’s time to clean up!! คนดีคนชั่วในสังคมมันเยอะนัก…กว่าประชาชนจะตระหนักว่าใครเป็นใคร ใครคือตัวปัญหา…ตัวเราต้องใช้ความอดทนทั้งพลังและปัญญา...ใช้เวลาใช้ความจริงสู้กับมนุษย์จอมปลอม!!

เจเคเอ็นประกาศฟ้องกลับผู้แอบอ้าง ‘การเป็นเจ้าของโครงการเหรียญจักรวาล’ ถ้าใช้หลักการเปรียบเปรย…ดิฉันไม่เคยเห็นโจรที่ไหนมาปล้นเจ้าของบ้าน พอปล้นไม่สำเร็จก็มาฟ้องเจ้าของบ้านกลับ?! แต่ลืมนึกไปว่าเจ้าของบ้านคนนี้ คือผู้หญิงข้ามเพศที่สู้ฟัดกัดไม่ปล่อยและไม่ยอมใคร…ถ้าคุณมาเอาเปรียบดิฉันและสมาชิกทุกคนที่อยู่ในอาณาจักรของเจเคเอ็นค่ะ ***Thx to Thai Sashes News ***”

‘การบินไทย’ แจงปมผู้โดยสารโวยซื้อตั๋วชั้นธุรกิจ แต่ได้นั่งชั้นประหยัด เหตุปรับโครงสร้าง บินแทนไทยสมายล์ ขออภัยที่ไม่บอกเงื่อนไขให้ชัด

(9 ธ.ค. 66) สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) หรือ กพท. แจ้งว่า จากข้อร้องเรียนของผู้โดยสารสายการบินไทยที่ปรากฏบนสื่อสังคมออนไลน์ กรณีซื้อบัตรโดยสารเครื่องบินชั้นธุรกิจแต่ได้ที่นั่งชั้นประหยัด นั้น

เมื่อวันศุกร์ที่ 8 ธันวาคม 2566 สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ในฐานะหน่วยงานกำกับ ดูแล ควบคุม และส่งเสริมการดำเนินงานของกิจการการบินพลเรือนให้เป็นไปตามกฎระเบียบและมาตรฐานสากลจึงได้ประชุมร่วมกับบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าว โดยมีรายละเอียดดังนี้

1.บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ปรับโครงสร้างธุรกิจการบิน โดยทำการบินทดแทนสายการบิน ไทยสมายล์ ซึ่งปัจจุบันสายการบินไทยได้ทยอยทำการบินทดแทนเส้นทางบินต่างๆ ของสายการบิน ไทยสมายล์ ด้วยเครื่องบินแบบแอร์บัส A320 อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนการให้บริการรูปแบบใหม่ โดยบัตรโดยสารแบบ Smile Plus ที่สายการบินไทยสมายล์เคยให้บริการนั้น สายการบินไทยได้ปรับเปลี่ยนเป็นบัตรโดยสารแบบ Silk Class ด้วยการเพิ่มบริการต่างๆ ให้เทียบเท่ากับบัตรโดยสารแบบชั้นธุรกิจ (Business Class) ของสายการบินไทย

เช่น เพิ่มน้ำหนักกระเป๋า 40 กิโลกรัม ให้บริการช่องเช็กอินและเกท สามารถพักผ่อนที่เลานจ์ ณ สนามบิน บริการอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่องบิน เป็นต้น แต่ยังคงใช้ที่นั่งแบบชั้นประหยัด (Economy Class) ซึ่งจะอำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารด้วยการเว้นที่นั่งตรงกลางไว้

อย่างไรก็ตาม การจัดจำหน่ายบัตรโดยสารแบบ Silk Class ในช่วงแรก บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ไม่ได้แจ้งข้อมูลเรื่องการให้บริการรวมถึงรูปแบบการจัดที่นั่งอย่างชัดเจน จึงส่งผลต่อการเลือกซื้อบัตรโดยสารของผู้ใช้บริการ

2.บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้รับทราบถึงข้อร้องเรียนของผู้โดยสารและได้ติดต่อไปยังผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว พร้อมเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาให้ผู้โดยสารแล้ว

3.บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ตรวจสอบผู้โดยสารที่ซื้อบัตรโดยสารแบบ Silk Class ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2566 พบว่า ผู้โดยสารซื้อบัตรโดยสารในคลาสนี้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2566 เท่านั้น ซึ่งสายการบินไทยจะติดต่อผู้โดยสารเรื่องข้อมูลการเดินทางและรายละเอียดการให้บริการที่ผู้โดยสารจะได้รับ หากไม่เป็นไปตามที่ผู้โดยสารคาดหวัง สายการบินไทยจะพิจารณาปรับเปลี่ยนเงื่อนไขหรือคืนเงิน ค่าโดยสารตามความต้องการของผู้โดยสาร โดยจะเริ่มต้นจากเส้นทาง กรุงเทพฯ-เกาสงก่อน

4.สำหรับการให้บริการในอนาคต บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) อยู่ระหว่างการพิจารณาปรับปรุงบริการให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งอาจรวมถึงการปรับแผนการจำหน่ายบัตรโดยสาร เพื่อให้สามารถใช้อากาศยานแบบแอร์บัส A320 ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งบริษัทจะประชาสัมพันธ์ให้ผู้โดยสารทราบในการเปลี่ยนแปลงต่อไป ในการนี้ CAAT ได้กำชับให้บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ประชาสัมพันธ์การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ อย่างครบถ้วน เพื่อประโยชน์ของผู้โดยสารในการเลือกใช้บริการตามความคาดหวังต่อไป

5.บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ดำเนินการแก้ไขระบบการจองบัตรโดยสารในเว็บไซต์แล้ว เพื่อให้ผู้โดยสารทราบบริการและลักษณะที่นั่งตรงตามประเภทบัตรโดยสารที่เลือกซื้อ

6. CAAT เน้นย้ำให้ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ให้ความสำคัญเรื่องการแจ้งเงื่อนไขบัตรโดยสารให้ผู้โดยสารรับทราบขณะเลือกซื้อบัตรโดยสาร ดังนั้น CAAT จึงกำหนดให้ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ปรับปรุงวิธีการขายบัตรโดยสาร โดยต้องระบุบริการที่ชัดเจน และจัดทำแนวทางการเยียวยาผู้โดยสารส่งให้ CAAT พิจารณา เมื่อผ่านการพิจารณาแล้วให้บริษัท ดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้ผู้โดยสารทราบต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top