Sunday, 28 June 2026
NEWS FEED

เปิดใจ ‘กัมพล ตันสัจจา’ ผู้อุทิศทั้ง ‘กาย-ใจ’ ให้ ‘สวนนงนุช’ พัทยา ชลบุรี ปัดตก!! แม้ถูกยื่นซื้อ 5 หมื่นล้าน เพราะหวังอยากให้ที่นี่เป็นศูนย์เรียนรู้ของคนทุกวัย

เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 66 วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวสายทหาร ได้โพสต์คลิปวิดีโอสัมภาษณ์ของ ‘กัมพล ตันสัจจา’ หรือ ‘คุณโต้ง’ ประธานกรรมการบริหารสวนนงนุช พัทยา จังหวัดชลบุรี วัย 76 ปี ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมระบุว่า…

“นี่ ท่านประธานฯ ตัวจริง!!

“ไอ้ บ้านนอก”!!!

ถ้าไม่เคยอ่านข่าว ‘คุณโต้ง’ กัมพล ตันสัจจา ถ้าเจอคุณโต้ง วัย 76 ปี ที่แต่งตัวง่ายๆ สบายๆ ใส่เสื้อยืด ‘AI Baan Nawk’ ฉายาตัวเอง เราก็คงไม่คิดว่านี่คือ ‘ประธานบริษัท’ ตัวจริง แห่งสวนนงนุช พัทยา ชลบุรี รีสอร์ท และสวนที่ติด Top 10 ของโลก บนเนื้อที่ 1,700 ไร่ ที่ไม่ได้มีแค่สวน ต้นไม้ สัตว์ แต่มีทั้ง สวนพฤกษศาสตร์ที่เป็นเอกชน มีพิพิธภัณฑ์ สวนลอยฟ้า สวนผีเสื้อ สวนเฟิร์น Cactus บอนสี ไม้แปลก หายาก บ้านมด หินทุกชนิด รถเก่า รถหรู รถโบราณ ทะเบียน 8888 ทุกคัน นับร้อยคัน

และหลังโควิด-19 ก็ปรับปรุงใหม่ มีทั้งพิพิธภัณฑ์ โขน พระเครื่อง และสร้าง ‘จูราสสิค พาร์ค’ ไดโนเสาร์เป็นพันตัว ทุกสายพันธุ์ รวมทั้ง ศิลปะการเรียงหินเป็นรูปร่างต่างๆ

เพราะช่วงโควิด-19 ท่านประธานโต้ง ไม่ได้ปลดพนักงาน ตอนนั้นให้อยู่แต่ในสวนนงนุชเพื่อกักโรคตามนโยบายรัฐบาล แม้ไม่มีนักท่องเที่ยว แต่มีงานทำ ผมให้พนักงานเรียงสวนหิน โดยที่ผมวาดแล้วให้เขาวางตาม ทางสวนต้องดูแลพนักงาน ราว 2 พันชีวิต และช้างราว 100 เชือก รวมถึงการดูแลต้นไม้ ปรับปรุงสวน ให้เตรียมพร้อมกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง

ที่นี่ประเมินมูลค่ามหาศาล เคยมีข่าวว่า ‘ญี่ปุ่น’ ขอซื้อ 5 หมื่นล้าน แต่ไม่ขาย เพราะประธานโต้ง บอกว่า อยากทำให้ที่นี่เป็นศูนย์เรียนรู้ของเด็กๆ มานอนที่นี่ แล้วท่องเที่ยวในแต่ละส่วนให้ครบ เพราะความตั้งใจคือทำยังไงให้เด็กๆ ชอบที่นี่ และตอนนี้ก็ต้องการให้เป็นสถานที่ที่ผู้สูงอายุสามารถมาท่องเที่ยวได้ รวมถึงคนพิการที่นั่งวีลแชร์ ก็มีที่พักที่อำนวยความสะดวกสำหรับวีลแชร์โดยเฉพาะ

คุณโต้ง จึงยังคงดูแลสวนเอง ยังคงเดินวันละหลายกิโลฯ สลับกับขับรถโฟร์วิลด์ เพราะไม่ชอบห้องแอร์ หรืออยู่แต่ในห้องแอร์ ชอบตากแดด อยู่ในที่อากาศร้อนได้ยาวนานและยังคงแข็งแรง”

โดยในคลิปคลิปวิดีโอสัมภาษณ์ดังกล่าวนั้น คุณโต้งได้ระบุว่า…

“แรกๆ เราสร้างเพื่อหาเงินให้พออยู่ได้ แต่เมื่อเราอยู่ได้แล้ว เราต้องเริ่มคิดเลยว่าหน้าที่จริงๆ ของเรานั้นคืออะไร หน้าที่ของเราคืออบรมเยาวชนรุ่นใหม่ให้ ‘ชอบ’ ไม่ใช่ ‘รัก’ เหมือนกับเราตอนเด็กๆ เราชอบอะไรในตอนนั้น ตอนนี้เราก็ยังชอบอยู่ ตอนเด็กๆ คุณแม่ให้ทานอะไร ตอนนี้เราก็ยังชอบอยู่ หรืออย่างแต่ก่อนที่โรงเรียนพาไปเขาดิน เด็กทุกคนก็ชอบสัตว์กันทั้งนั้น แต่ตอนนั้นที่นี่ยังไม่มีส่วนนี้ ผมก็เลยทําส่วนขึ้นมาเพื่อให้เด็กเกิดความชอบให้ได้ คิดหลายร้อยวิธี ลองทําสวนสัตว์เล็กๆ สัตว์ก็ตายไปเรื่อยๆ ลองปั้นเป็นรูปปั้นสัตว์ไปร้อยกว่าชนิดเด็กก็ยังไม่มา ลูกน้องบอกให้ลองปั้น ‘ไดโนเสาร์’ ผมก็ลองปั้น ปรากฏว่าเด็กก็เริ่มมากัน จนทุกวันนี้ก็ยังปั้นอยู่ มีอยู่เกือบๆ 1,400 ตัวแล้ว มีครบหมดทุกสายพันธุ์

ทีนี้เมื่อเด็กมาแล้ว ผมก็ต้องคิดต่อว่าจะทํายังไงให้เขารักทั้ง 3 อย่าง คือ สวนสัตว์, พุทธศาสตร์ และพิพิธภัณฑ์ อีกทั้งตอนนี้ผมเพิ่มเข้ามาอีก คือ เรื่องของศาสนา, อาหารไทย และความรู้เกี่ยวกับเรื่องภาวะโลกร้อน เราจึงจัดทำโครงการต่างๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และผมเข้าใจคนที่มาศึกษาดูงานเหล่านี้ เขาก็ต้องดูเรื่องพวกนี้ทั้งนั้น

ถ้าหากว่ามีสถานที่นึง ที่มีครบทุกอย่าง หรือเกือบครบทุกอย่าง เขามา เขาก็จะได้ประโยชน์สูงสุด เวลาเขามาเป็นกรุ๊ป เราก็ให้เขาเข้าไปสัมผัสเรื่องของ ‘โขน’ หรือเรื่องต่างๆ ซึ่งผมก็เห็นแล้วว่า ประเทศไทยของเรานั้น ต้องมีโขนให้ครบทุกชนิด ผมก็เลยทําจนครบ ทั้งหมด 500 กว่าชนิด และตัวองค์ประกอบของโขนนั้น ยังไม่เคยเห็นมีใครทําครบสักที ผมก็เลยสั่งให้ทํา ตอนนี้เหลืออีกประมาณ 3 ปี ผมคาดว่าน่าจะครบ ‘สัตว์หิมพานต์’ 150 กว่าชนิด ตอนนี้เท่าที่เห็นก็เริ่มทําไปเยอะแล้ว แต่ผมคิดว่าจะทําให้ครบทั้งหมด ‘พญานาค’ ตอนนี้มีอยู่ 9 องค์ เราก็ให้ทําครบ

ตอนนี้ก็ทํา ‘กวนเกษียรสมุทร’ อยู่ เพื่อสร้างเข้าใจในวัฒนธรรมของเราให้ต่างชาติเขาได้รับรู้ ผมสร้าง ‘สวนฝรั่งเศส’ เพื่อเป็นสวนสวยงาม แต่ก็กลัวว่าเวลาถ่ายภาพออกมาแล้วจะบอกว่าอยู่ในยุโรป ผมก็เลยสร้างเจดีย์ไว้รอบๆ ถ่ายภาพออกมายังไงก็ต้องถ่ายเจดีย์ติดแน่นอน ไม่ใช่ในยุโรปแน่ และผมก็ยังทําต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้ได้ใจเด็กให้มากที่สุด ตรงไหนไม่ดีก็รื้อทําใหม่

ส่วนเรื่องของ ‘หิน’ ประเภทต่างๆ ก็รวมอยู่ที่นี่หมด ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมไปพบกับคนที่เก็บหินมา ผมก็บอกให้เขาไปช่วยเก็บหินในประเทศไทยทั้งหมด ตอนนี้ก็ได้เยอะมาก เลยสร้างเริ่มพิพิธภัณฑ์หินและกระถางเครื่องปั้นดิน ซึ่งปั้นโดยศิลปดินท่านหนึ่งในจังหวัดนครสวรรค์ ชื่อ ‘คุณดู๋’ กระทางเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง เหมือนกับในยุโรป และมีคําอธิบายแต่ละเรื่องว่ามีความหมายยังไง

และตอนนี้อะไรที่เราเห็นว่าไม่เหมาะสม เราก็จะรื้อแล้วทําใหม่ เราก็ปรับตามนิสัยของผู้คนในยุคปัจจุบัน เพราะสวนนงนุช ถูกออกแบบขึ้นมาเมื่อ 50 ปีที่แล้ว สําหรับคนในยุคนั้นที่ชอบเดินดูสวน แต่ตอนนี้ คนไทย เอเชีย หรือแม้แต่ต่างชาติที่เริ่มไม่ชอบก็มีเลย ผมก็เลยแก้ไข้คำข้างหน้า โดยใช้คําว่า ‘Pocket Park’ หรือ ‘Inter Park’ ซึ่งเราก็เอาทุกอย่างไปอยู่ข้างหน้า นักท่องเที่ยวจะได้เห็นทั้งโชว์รูมรถ, กระบองเพชร, โดนลอยฟ้า, สวนผีเสื้อ และพิพิธภัณฑ์พระ รวมถึงจุดพักทานข้าว ก็จะอยู่ข้างหน้าทั้งหมดเลย อยากจะดูสวนหลักที่เคยสร้างไว้ก็สามารถนั่งรถชมวิวได้ และจะเห็นสัตว์ตลอดทาง ผู้ปกครองก็จะได้อธิบายสิ่งต่างๆ ให้ลูกฟังได้

การเปิดให้เข้าสวนของเนอร์สเซอรีนั้น ผมคิดว่าเป็นสวนต้นๆ ของโลก ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมเบื้องหลังของการผลิตต้นไม้ หรือเบื้องหลังของต้นไม้ ทําให้คนที่รักต้นไม้เห็นแล้วก็มีความรู้สึกอยากได้ต้นไม้ไปปลูกที่บ้าน นักท่องเที่ยวที่เป็นฝรั่งมาก็ตกใจอยู่เหมือนกัน

จริงแล้วๆ ทั้งหมดมันก็เป็นตัวในตัวของมันเองอยู่แล้ว เข้าสวนไหนก็จะเจอต้นไม้ พันธุ์ไม้ชนิดต่างๆ สีต่างๆ ที่เมืองนอกเขาก็เขาดีใจ เพราะว่าเป็นไอเดียที่ดีที่เขาควรจะต้องนับไปปรับปรุงสวนของประเทศเขา

ผมเตือนเขาว่า เป้าหมายหลักของเราคือ ‘เด็ก’ อย่าลืมในส่วนนี้นะ และผมก็เติมผู้สูงอายุเข้าไปด้วย เพราะคนไทยบางส่วนก็เที่ยวไม่เป็น เพราะบางครั้งลูกๆ ก็ไม่กล้าปล่อยให้คุณพ่อคุณแม่มาเที่ยวกันเอง ลูกๆ เขาอยากเป็นคนพามา แต่บางทีกว่าลูกๆ จะมีเวลาก็ยาก…

แต่ถ้าเผื่อ ‘ไทยเที่ยวไทย’ ได้ ก็จะทำให้ ‘เมืองรอง’ เกิดขึ้น และจะเกิดขึ้นเร็วด้วย ตอนนี้เมืองรองนั่งรอแขกต่างชาติ เพราะเขาไม่มาหรือเขามากันน้อยมาก เพราะนักท่องเที่ยวแต่ละคนมีเวลาไม่กี่วันในการมาเที่ยวประเทศไทย ทำให้ต้องท่องเที่ยวกลางวัน กลางคืนให้มากที่สุด มา 4 วันก็ต้องเห็นอะไรให้เยอะที่สุด ทำให้เขาไม่มีไปเที่ยวที่เมืองรอง นอกจากว่า เมืองรองจะมีอะไรที่พิเศษมากๆ เขาถึงจะไปกัน แต่ระหว่างทางก็ควรต้องมีอะไรที่น่าสนใจด้วย

ผมจึงคิดว่า การท่องเที่ยวนั้น ต้องเน้นเมืองหลัก เมืองใหญ่ของเรา สวนเมืองรองก็ต้องเป็น ‘ไทยเที่ยวไทย’ ช่วยกันสนับสนุน ตอนนี้คนไทยเริ่มเที่ยวเป็นบ้าง แต่ก็เที่ยวกันแค่เสาร์อาทิตย์นะ วันธรรมดาก็เที่ยวไม่ได้อีก

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจในการพัฒนา ‘สวนนงนุช’ ที่ผมจะทํา ผมจะไม่หยุด ผมอยากทําตลอดไป ตราบเท่าที่ผมยังมีชีวิตอยู่ ผมก็จะทําให้เต็มที่ เพราะเราทําจนเราเข้าใจมันแล้ว และมันเป็นโอกาส เพราะคนที่มีโอกาสอย่างผมนั้นมีน้อยมาก แล้วผมจะทิ้งทุกอย่างไปเพื่อความสุขส่วนตัวได้ยังไง เพราะนี่คือความสุขของผม ผมเห็นเด็กๆ มากันทุกวัน ผมดีใจจะตาย”

'ท่านอ้น' ซึ้ง!! คุณลุงหนองคาย 'ขอซับเหงื่อ'  เหมือนที่เคยทำให้ท่านตอนเด็กๆ มาแล้ว

(12 ธ.ค. 66) ‘ท่านอ้น’ วัชเรศร วิวัชรวงศ์ มีโอกาสเดินทางไปร่วมกิจกรรมในพื้นที่จังหวัดหนองคาย โดยได้มอบเครื่องผลิตออกซิเจน 10 ลิตร ให้กับโรงพยาบาล 5 แห่ง ในจังหวัดหนองคาย หลังจากนั้น ได้เปิดโอกาสให้ชาวบ้านหม้อ อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ได้พบปะพูดคุยและถ่ายรูปอย่างเป็นกันเอง โดยระหว่างพูดคุยกับชาวบ้านมีคุณลุงท่านหนึ่งได้มา ‘ขอเช็ดเหงื่อ’ ให้ท่านอ้น ซึ่งแม้จะแปลกใจแต่ท่านอ้นก็ได้เปิดโอกาสให้คุณลุงได้เช็ดเหงื่อท่านด้วยผ้าขาวม้าที่ชาวบ้านเตรียมมาอย่างดี จากการพูดคุยสอบถามจึงได้ทราบว่า สาเหตุที่คุณลุงได้มา ‘ขอเช็ดเหงื่อ’ ให้ท่านอ้น เนื่องจากตอนท่านอ้นเด็ก ๆ คุณลุงก็เคยได้เช็คเหงื่อให้ท่านอ้นมาแล้ว 

เรืออากาศโท สุริยะ ใจดี หรือ คุณลุงเช็ดเหงื่อ เดิมทำงานเป็นช่างประจำเครื่องบิน F5 ที่เคยเข้าเฝ้ารับใช้ใกล้ชิดเมื่อตอนที่ท่านอ้นยังเป็นเด็ก ๆ ทำให้มีโอกาสได้เจอกับท่านอ้นและพี่น้องที่มายังลานจอดเครื่องบิน ด้วยอากาศในลานจอดเครื่องบินที่ค่อนข้างร้อน ทำให้ท่านอ้นมักมีเหงื่อออกมาก คุณลุงสุริยะ จึงได้มีโอกาสช่วยเช็ดเหงื่อให้กับท่านและในวันนี้แม้เกษียณอายุราชการมานาน แต่การได้กลับมาพบกับท่านอ้นที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ได้เดินทางมาถึงหมู่บ้านที่ตนอยู่ ทำให้คุณลุงสุริยะ ยังคงคิดถึงเหตุการณ์ตอนที่ท่านอ้นยังเป็นเด็ก ยิ่งได้มาเห็นท่านให้ความเป็นกันเอง พบปะผู้คุยกับชาวบ้านท่ามกลางอากาศที่ร้อน ทำให้คุณลุงอยากเข้าไปช่วยเช็ดเหงื่อให้ท่าน เหมือนที่เคยได้ทำตอนที่ท่านยังเด็ก ๆ 

เรื่องราวดังกล่าว ได้สร้างความประทับใจให้กับท่านอ้นเป็นอย่างมาก จึงได้พูดคุยย้อนอดีตอย่างมีความสุขกับคุณลุงสุริยะ นับเป็นภาพประทับใจที่ชาวบ้านหม้อ อำเภอศรีเชียงใหม่ หนองคายได้พบในวันนี้ (12 ธ.ค. 66)

'ยูทูบเบอร์หนุ่ม' ยอมใจ!! ไม่มีเงิน ไม่มีการรักษา ประสบการณ์สุดเลวร้ายหลังประสบอุบัติเหตุแรงในลาว

(12 ธ.ค.66) จากช่องยูทูบ ‘Wepergee’ ซึ่งเป็นช่องเกี่ยวกับสายท่องเที่ยว ที่เน้นการผจญภัยในประเทศต่างๆ เพื่อสำรวจเนื้อแท้ด้านวัฒนธรรม การใช้ชีวิต ในมิติที่ทุกคนอาจจะไม่เคยรับรู้ หรือสัมผัสมาก่อน ได้โพสต์คลิปวิดีโอตอนใหม่ ชื่อ ‘เกิดอุบัติเหตุในลาวเสียเงินเท่าไหร่? ที่นี่เงินสำคัญกว่าชีวิต’ โดยเจ้าของช่อง ‘คุณแบงค์’ ได้มาเล่าประสบการณ์หลังเกิดอุบัติเหตุในประเทศลาว ที่หลวงพระบาง ที่ดูเหมือนจะไม่ร้ายแรงนัก แต่กลับสาหัสเอาการเลยทีเดียว เพื่อเป็นอุทาหรณ์และเป็นประโยชน์สำหรับใครที่อยากจะเดินทางไปเที่ยวลาวหรือประเทศอื่น ๆ ในเรื่องของ ‘อุบัติเหตุ’ โดยระบุว่า… 

จริง ๆ แล้วผมคิดว่ามันไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไร ไม่ได้มีความคิดจะรอดหรือไม่รอด และผมรู้ตัวว่าตัวเองไหว ณ ตอนนั้น แต่หลังจากเกิดอุบัติเหตุสิ่งที่มันเกิดขึ้นกับร่างกายมีมันเยอะมาก ๆ เริ่มจากเลือดออกใต้เยื่อบุสมอง เพราะว่ารถชนประสานงากับรถมอเตอร์ไซค์ และจริง ๆ จะผ่าตัดสมองด้วย แต่คุณหมอเขาอัดยาเยอะมากในระหว่าง 2 อาทิตย์ที่อยู่โรงพยาบาล แล้วทีนี้คุณหมอเขาพยายามเทสร่างกาย เทสสมอง จึงบอกว่าตอนนี้พ้นขีดอันตรายแล้ว ดังนั้น จึงไม่ต้องผ่าตัดสมองแล้ว 

ซึ่งในส่วนที่เกิดขึ้นเยอะที่สุดจะเกี่ยวกับใบหน้าทั้งหมดเลย อย่างเช่น กะโหลกหน้าร้าว กรามร้าว จมูกหัก และวันนี้ผมก็เพิ่งจะไปถอดสิ่งที่คุณหมอเขาจัดกระดูกใหม่ให้ แต่ไม่ได้เสริม ถัดมามีเรื่องฟัน ซึ่งมันไม่ได้หักแต่ว่ามันบิ่น แล้วก็ฟันห่างออกหมดเลย และยังมีสิทธิ์ที่รากฟันจะตายได้ อีกทั้งในระหว่างนี้จะไม่สามารถเคี้ยวอาหารได้เป็นเวลา 1 เดือน และอีกอย่างนึงคือเกี่ยวกับจมูกหลังจากที่มันหัก ผมไม่ได้กลิ่นเลย หลังจากเกิดอุบัติเหตุจนตอนนี้มาก็ประมาณ 2 อาทิตย์แล้ว แต่ปากยังรับรสชาติได้อยู่ จึงได้สอบถามคุณหมอว่ามีโอกาสที่จะกลับมาได้กลิ่นเหมือนเดิมไหม ซึ่งคุณหมอตอบว่ายาก…ดังนั้น ผมอาจจะไม่ได้กลิ่นไปตลอดชีวิต…อันนี้ก็เป็นเรื่องที่จะบอกว่ารับไม่ได้มันก็ใช่ แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะหนักหนาสาหัสขนาดนี้

ถัดมา ตรงจุดที่เกิดอุบัติเหตุขึ้น คือ รถมอเตอร์ไซค์มา 2 ฝั่ง แล้วถนนเป็นแอ่งและเป็นทางโค้ง ซึ่งตอนนั้นผมกำลังไปน้ำตก ขณะช่วงที่ขึ้นเนินนั้น เวลาจะลงก็มีรถคุณลุงท่านนึงขี่มอเตอร์ไซค์มา ซึ่งผมก็เห็นแล้ว แต่ก็เอ๊ะ…ทําไมเขาขับมาแบบไม่เบาเลย ซึ่งเขาก็เห็นว่ารถผมก็มาเหมือนกัน แล้วอีกอย่างที่ลาวเขาใช้เลนส์คนละฝั่งกับที่เมืองไทย ซึ่งตอนนั้นผมก็เริ่มเห็นแล้วว่าคุณลุงขับมาแบบไม่มีหยุด ไม่มีเบาเลย จึงหาแหล่งที่เราจะสามารถหลบได้ แต่ทีนี้ดันหลบไม่พ้น จึงทำให้แฉลบลงข้างทาง แต่คุณลุงท่านนั้น เขาไม่แฉลบไม่ทําอะไรเลย ทีนี้พอผมลงข้างทางไม่พ้น เพราะรถมันประสานงากันก่อน ผมก็โดนจัง ๆ เลยในส่วนของหน้าและกระโหลก เพราะมันปะทะเข้ากับกระจังหน้าของรถมอเตอร์ไซค์ ซึ่งไม่แน่ใจว่าของคุณลุงหรือโดนรถมอเตอร์ไซค์ตนเอง แต่จากภาพที่เห็นมันมีจุดนึงที่ชัดเจนเลยว่าอันนี้คือเลือดของผม ซึ่งคิดว่าตรงนั้นทำให้หัวอาจจะกระแทกด้วย ยอมรับเลยว่าโมโห เพราะลืมตาแทบมองไม่เห็น จึงมีความรู้สึกกลัวตาบอด เพราะตอนนั้นตามันปิดไปหมดเลย แม้จะพยายามลืมแต่มันก็เห็นได้นิดนึง 

แต่สิ่งหนึ่งที่ได้ยินแล้วมันมันคาใจมาตลอดจนถึงทุกวันนี้ คือคุณลุงที่ขับรถเขาตะโกนว่าผมว่า… “จับมันเลย มันเมาแล้วขับ” ทีนี้รถชาวบ้านผ่านมาจึงช่วยกันเรียกรถพยาบาลให้ และยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ช็อกเหมือนกัน คือเขามาถามหาเงินกับผมก่อนเลย ถาม ‘น้องมีเงินไหม มีเงินเท่าไหร่ ถ้าไม่มีเงินพาไปโรงพยาบาลไม่ได้นะ’ ผมก็เลยรีบบอกไปว่ามีเงินอยู่ ซึ่งหากรวมทั้งเงินไทยเงินกีบ จะประมาณ 8,000 บาท และช่วงที่เขามาไม่ได้ถามเลยว่ามีประกันไหมหรือจะทํายังไงเกี่ยวกับอุบัติเหตุครั้งนี้ แต่เขากลับถามหาเงินผมก่อนเลย ซึ่งหลังจากที่เขาเห็นว่ามีเงิน เขาก็หยิบกระเป๋าคาดเอวผมไปค้นคนจนได้เงิน แล้วเขาถึงจะแบบมาช่วยทําแผล ช่วยรักษาพยาบาลเบื้องต้นให้ 

ไม่เพียงเท่านั้น…ถัดมาอีกสิ่งหนึ่งที่ช็อก มันทําให้ผมสลบไปเลย…คือตรงหน้าผากผมมันแตก ตอนนั้นเขาก็หยิบเข็มมาผมจําได้เลยเห็นเข็มเล่มใหญ่มาก ซึ่งเขาบอกว่าหัวคุณต้องเย็บตรงนี้ เพราะเลือดมันออกเยอะ ผมจึงบอกพี่ช่วยซับเลือดไปก่อนได้ไหม เข็มขนาดนี้ไม่ไหว ผมตายแน่นอน… แค่ตรงนี้ก็เจ็บไม่รู้จะยังไงแล้ว ตาก็ลืมไม่ขึ้น หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้ฟัง เขาก็เอาเข็มจิ้มเข้าไปตรงแผล และหลังจากนั้นผมสลบไปเลย ตื่นมาอีกทีคือโรงพยาบาล

หลังจากที่ตื่นมาจากโรงพยาบาล ยอมรับเลยผมไม่เคยเจอเหตุการณ์ที่เกิดอุบัติเหตุแล้วสลบคาไปเลย โดยตอนนั้นยังรู้ตัว ยังพอมีสติอยู่ แต่พอเข็มมันทิ่มเข้าไปแล้ว ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทําไมมันสลบ แต่ก็ยังดีที่เขามาช่วย ไม่อย่างงั้นคงสลบอยู่ตรงนั้น และอีกอย่างนึงตรงที่เกิดเหตุมันเป็นทางกลับจากน้ำตก มันก็จะมีแต่ป่า แต่สิ่งที่รับไม่ได้จริง ๆ คือคุณลุงเขามาปรักปรำ หาว่าผมเมาเหล้าแล้วขับรถ 

สุดท้ายคุณลุงเขาก็เรียกเงินผมอีกด้วย เป็นจำนวน 20,000 บาท แต่ก็จบกันที่ 18,000 บาทแทน ซึ่งเขาก็เอาไป แต่เชื่อไหมว่าคุณลุงเขาไม่เป็นอะไรเลย… ทั้งที่ผมเองก็ใส่หมวกกันน็อคด้วย ยังเป็นถึงขนาดนี้ หลังจากที่จ่ายคุณลุง ค่าทำขวัญเสร็จ ก็ต้องมาจ่ายค่ารถเช่ามอเตอร์ไซค์อีกประมาณ 12,000 หรือ 15,000 บาท ซึ่งตรงนี้ในส่วนค่าทําขวัญกับค่ามอเตอร์ไซค์หมดไปประมาณ 35,000 บาทหรือ 32,000 บาทนี่แหละ ซึ่งจําตัวเลขที่แม่นยําไม่ได้

***นอกจากนี้ ยังมีเรื่องพีคอีก…หลังจากที่มาโรงพยาบาล คุณหมอก็พยายามทํา CT Scan ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย แต่กว่าจะได้ทําในแต่ละอย่าง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าที่ประเทศนี้เขาเป็นแบบนี้รึเปล่า ก่อนที่จะทำอะไร จะพยายามขอเงินทุกอย่าง และต้องเป็นเงินสดด้วย ผมนอนจนปวดหลัง จากการที่เย็บแผล หน้าก็ปวดไปหมด ปวดจนกินแค่ยาพาราก็เอาไม่ไหวแล้ว ดังนั้น ผมเลยขอยาแก้ปวดแบบฉีดได้ไหมแทน แต่พยาบาลกลับถามว่ามีเงินไหม? ถ้ามีเงินก็จะไปเอายามาฉีดให้ ถ้าไม่มีเงินก็ทำไม่ได้ เช่นเดิม…ผมเลยตอบไปว่ามีเงิน แต่คือตอนนี้ลุกไปไม่ได้ แล้วที่โรงพยาบาลก็ไม่สามารถรูดบัตรได้ด้วย จะให้คนไปกดก็กดไม่ได้ เพราะตู้ ATM เป็นไรไม่รู้ ซึ่งผมก็พยายามขอร้องให้ช่วยรักษาก่อน เพราะเรื่องเงินผมไม่มีปัญหาเลย ออกจากโรงพยาบาลเคลียร์ให้ได้แน่นอน จะเอาพาสปอร์ตหรืออะไรไว้ก็ได้ แต่เขาก็ยังยืนยันว่าไม่ได้ ต้องมีเงินและต้องเป็นเงินสดเท่านั้น ซึ่งตอนนั้นก็พยายามอธิบายต่อไปว่าอยากให้ดูสภาพตนก่อน ยังไงก็จ่ายแน่นอน แต่อยากให้รักษาก่อน เพราะว่าไม่อยากอยู่ที่นี่นาน เดี๋ยวก็ต้องกลับประเทศแล้ว

จากนั้นเขาไปคุยปรึกษากับแผนก แล้วก็เอาใบสัญญามาให้เซ็นต์ว่าการรักษาต้องจ่ายอะไรงี้นะ ซึ่งตอนนั้นเซ็นต์ไม่ไหว ลุกนั่งยังไม่ได้เลย ตอนนั้นผมนอนลากอยู่กับเตียง ตาก็ปิดอยู่ สุดท้ายเขาก็เลยเอาที่แสตมป์มือ เพื่อที่จะเอามาเป็นสัญญาในการรักษา

ดังนั้น ถ้าเกิดว่าใครไปเที่ยวลาว ต้องฟังประสบการณ์ในการเกิดอุบัติเหตุของผมไว้นะครับ…และหลังจากที่ผมได้รบกวนคนที่โรงพยาบาล เพื่อถามว่าแถวนี้มีใครรับโอนเงินไทยไหม เพราะจะได้โอนเงินไทยเพื่อขอแลกเป็นเงินกีบมาจ่ายค่ารักษาตรงนี้ ไม่งั้นเขาก็ไม่ยอม ทางโรงพยาบาลจึงช่วยหา สุดท้ายก็หาจนเจอและก็ได้รักษา

หลังจากรักษาเบื้องต้นเสร็จ คุณหมอก็บอกว่ามีเลือดออกใต้เยื่อบุสมอง กระโหลกร้าว เขาขอไม่รักษา เพราะไม่อยากเสี่ยง เลยให้กลับประเทศให้ได้ไวที่สุด เพราะที่นี่ไม่มีอุปกรณ์ที่เพียงพอจะรักษาเคสแบบนี้ พอได้ยินดังนั้นจึงหาวิธี เพราะผมก็อยากกลับไทยให้ได้ไวที่สุด จนสุดท้ายก็ได้ประสานงานกับทีมงานผมที่ฝั่งไทย และได้ติดต่อรถพยาบาลจากทั้งฝั่งลาวและฝั่งไทย โดยนั่งรถตู้พยาบาลจากหลวงพระบางมากลับมาที่กรุงเทพฯ เกือบ 24 ชั่วโมง ส่วนค่ารถตู้ที่จ่ายไปทั้งหมดประมาณ 52,000 บาท ตัวเลขอาจจะผิดพลาดไปในหลักพัน จึงขอตีเป็นกลม ๆ ประมาณนี้

ถัดมายังมีเรื่องพีคอีก ประกันการเดินทางที่ผมซื้อมารายปี มันไม่รับรองอุบัติเหตุที่เกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์ ทีนี้ก็เป็นเป็นเรื่องที่ช็อกที่ต้องจ่ายคนเดียว…ส่วนในเรื่องของค่าการรักษา ก็มีบางส่วนที่ประกันเขาช่วยประสานงานให้ ก็ถือว่าฟาดเคราะห์ไป…

ดังนั้น หากใครจะไปเที่ยวที่ไหน อยากจะให้ดูประกันการเดินทางให้ดี ต้องอ่านกรมธรรม์เกี่ยวกับเรื่องอุบัติเหตุ ต้องให้รับรองทุกอย่างเลย ดังนั้น อยากให้ทุกคนคอยระวัง ถึงแม้เมื่อเราคิดว่ายังไงอุบัติเหตุมันไม่เกิด แต่ประกันการเดินทางก็เป็นสิ่งที่สําคัญมากเลยจริง ๆ ขนาดผมมีสุดท้ายก็ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลเป็นแสนเลย…

อันนี้ก็เป็นประสบการณ์ในการเที่ยวลาว จึงอยากให้ทุกคนระวังตัวไปไหนมาไหนใช้สติให้ได้มากที่สุด… ซึ่งจากประสบการณ์นี้ผมก็ไม่อยากจะโทษใคร ถือเป็นจุดซวย ๆ ของชีวิตอย่างน้อยก็ไม่ถึงตาย แต่ก็รอดมาได้…

พิษณุโลก-ประชุมบูรณาการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อรองรับสถานการณ์ภัยแล้งและการบริหารจัดการน้ำ ประจำปี 2567 

ณ ห้องประชุม กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จังหวัดพิษณุโลก เตรียมความพร้อมในการป้องกันและลดผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งและเตรียมความพร้อมการให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนกับประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยมี หน่วยขึ้นตรงของกองทัพภาคที่ 3 , ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ, สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน), กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ภาค 1, กรมชลประทาน, กรมฝนหลวงและการบินเกษตร, และ มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมถ์เข้าร่วมหารือแสวงข้อตกลงใจเพื่อหาแนวทางการเตรียมแผนเผชิญเหตุระดับจังหวัดและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนชาวเหนือและลุ่มเจ้าพระยาต่อไป ปรีชา นุตจรัส รายงานข่าวพิษณุโลก

ศาลฯ พิพากษา ‘อติรุจ’ จำคุก 3 ปี 2 เดือน กรณีตะโกน “ไปไหนก็เป็นภาระ” ใส่ขบวนเสด็จฯ

(12 ธ.ค. 66) ทวิตเตอร์ (X) ‘TLHR / ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน’ โพสต์ข้อความระบุว่า…

“ศาลอาญากรุงเทพใต้จำคุก 3 ปี 2 เดือน ‘อติรุจ’ คดี #ม112 และ ขัดขวางเจ้าพนักงาน กรณี ตะโกน "ไปไหนก็เป็นภาระ" ใส่ขบวนเสด็จ ร.10 และ ราชินีฯ เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 15 ต.ค. 2565

ศาลพิพากษาว่า การตะโกน "ไปไหนก็เป็นภาระ" เป็นคำที่มิสมควร เป็นการใส่ความว่า การเสด็จเป็นการสร้างปัญหาภาระ ให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน

เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพ จึงลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 1 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา 

ขณะนี้กำลังยื่นประกันตัว เพื่อสู้ต่อชั้นอุทธรณ์”

โดยก่อนหน้านี้ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า..

สำหรับคดีนี้ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2565 เวลาประมาณ 17.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี ได้เสด็จพระราชดําเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งไปทรงเปิดอาคารศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ หลังจากเสร็จสิ้นพิธี ได้เสด็จกลับเวลาประมาณ 18.00 น. ในขณะที่ขบวนรถยนต์พระที่นั่งของทั้งสองพระองค์เสด็จกลับออกไป มีประชาชนต่างพร้อมใจนั่งเฝ้ารับเสด็จตรงบริเวณเส้นทางเข้าและเส้นทางออกอาคารศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์และต่างพากันเปล่งเสียงว่า “ทรงพระเจริญ” แต่นายอติรุจซึ่งยืนอยู่บริเวณที่รถยนต์พระที่นั่งเคลื่อนขบวนผ่านได้ตะโกนเสียงดังหันหน้าไปทางขบวนเสด็จว่า “ไปไหนก็เป็นภาระ”

ซึ่งจากคำฟ้องของอัยการ ได้ระบุว่า เป็นถ้อยคํากล่าวที่มิบังควร จาบจ้วง มุ่งหมายใส่ความให้ประชาชนที่เฝ้ารับเสด็จและบุคคลทั่วไปเห็นว่าการเสด็จพระราชดําเนินนั้น เป็นการสร้างปัญหา สร้างภาระให้ประชาชน ก่อให้เกิดความเกลียดชังและเป็นภัยคุกคามต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี ทําให้ทั้งสองพระองค์ต้องเสื่อมเสียพระเกียรติยศ ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง อันเป็นการใส่ความ หมิ่นประมาทดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี อันเป็นการฝ่าฝืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

นอกจากนี้หลังจากที่นายอติรุจ ได้ตะโกนประโยคดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ถวายความปลอดภัยในบริเวณนั้นประมาณ 5 นาย ได้เข้าจับกุมจำเลยทันที เพื่อให้จําเลยหยุดการกระทําดังกล่าว แต่จําเลยได้ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน โดยใช้เท้าถีบเจ้าพนักงานตํารวจอย่างแรง ทำให้ได้รับบาดเจ็บเกิดบาดแผลถลอก และได้รับบาดเจ็บฟกช้ำบริเวณกลางหลังช่วงเอว อัยการจึงได้สั่งฟ้องใน 2 ข้อกล่าวหาแก่อติรุจ ได้แก่ ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และข้อหา ‘ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานฯ’ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138

จังหวัดร้อยเอ็ด MOU ซื้อ-ขายข้าว กว่า 3,000 ล้านบาท ในงานเทศกาลข้าวหอมมะลิโลก ครั้งที่ 23

วันนี้( 12 ธันวาคม 2566 ) เวลา 11.00 น. นายทรงพล ใจกริ่ม ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อ ตกลงความร่วมมือการซื้อขายข้าวผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว กิจกรรมเจรจาการค้าข้าวหอม มะลิ ในงานเทศกาลข้าวหอมมะลิโลก ครั้งที่ 23 โดยมี นายชูศักดิ์ ราชบุรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมด้วย พาณิชย์จังหวัดร้อยเอ็ด หัวหน้าส่วนราชการ ทั้งภาครัฐและเอกชน ผู้ประกอบการ ผู้ค้าข้าว ตลอดจนพี่น้องเกษตรกร เข้าร่วม ณ โดมเวทีกลางบึงพลาญชัย อำเภอเมืองร้อยเอ็ด

โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดร้อยเอ็ด ได้เชิญผู้ประกอบการค้าข้าวในประเทศและผู้ส่งออกข้าวไปยังต่างประเทศ รวมถึงผู้ประกอบการชมรมโรงสีข้าว กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตข้าวของจังหวัดร้อยเอ็ดรวม จำนวนกว่า 55 ราย เข้าบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการซื้อขายข้าว เป็นจำนวนเงินกว่า 3,100 ล้านบาท 

เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายข้าวหอมมะลิและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวหอมมะลิให้มากขึ้น รวมทั้งเพิ่มโอกาสทางการแข่งขันของข้าวหอมมะลิ และร่วมกันพัฒนาการผลิตการสร้างมูลค่าเพิ่มการตลาดข้าวหอมมะลิของจังหวัดร้อยเอ็ด 

ทั้งนี้จังหวัดร้อยเอ็ดได้กำหนดจัดงานเทศกาลข้าวหอมมะลิโลก จังหวัดร้อยเอ็ด ครั้งที่ 23 ในระหว่างระหว่างวันที่ 11 - 13 ธันวาคม 2566 ซึ่งในงานมีการนำเสนอเทคโนโลยีนวัตกรรมการผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพดี พร้อมสร้างเครือข่ายการผลิตข้าวอินทรีย์ รวมถึงเชื่อมโยงช่องทางการจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ และผลักดันให้เกิดเขตเศรษฐกิจข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน

สตม. รวบนาย Khum คนร้ายก่อเหตุยิงปืนในสนามฟุตบอล พื้นที่ สภ.คูคต ปทุมธานี 

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ประพันธ์ศักดิ์ ประสานสุข ผบก.สส.สตม., พล.ต.ต.ณัฐกร ประภายนต์ ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.เพลิน กลิ่นพยอม รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ภาณุภาคยณ์ จิตต์ประยูรตี ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.สุรศักดิ์ สุรินทร์แก้ว รอง ผบก.สส.สตม. และ พ.ต.อ.หฤษฎ์ เอกอุรุ รอง ผบก.ตม.3 ร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ ดังนี้

สตม. รวบนาย Khum (นามสมมุติ-ทราบชื่อภายหลัง) คนร้ายก่อเหตุยิงปืนในสนามฟุตบอล พื้นที่ สภ.คูคต ปทุมธานี ขณะเตรียมหลบหนีอยู่บริเวณท่ารถ ใกล้กับด่านพรมแดนด่านบ้านแหลม อ.เทพนิมิตร อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี สืบเนื่องจากเหตุคนร้ายก่อเหตุยิงปืนในสนามฟุตบอล พื้นที่ สภ.คูคต ปทุมธานี เมื่อวันที่ 10 ธ.ค.66 นั้นพล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม. สั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัด สตม. ตลอดจน ด่าน ตม. ทั่วประเทศ ดำเนินมาตรการเข้มเพื่อป้องกันเหตุร้าย สร้างความเชื่อมั่น สร้างความปลอดภัย แก่พี่น้องประชาชน และเมื่อเกิดเหตุ ให้ทุกหน่วยตื่นตัว ขับเคลื่อน ประสานข้อมูล จับกุมคนร้ายให้ได้ต่อมาเมื่อวันที่ 10 ธ.ค.66 ได้เกิดเหตุคนร้าย สัญชาติกัมพูชา ก่อเหตุยิงปืนในสนามฟุตบอลแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ ต.คูคต อ.ลำลูกกา จว.ปทุมธานี ทำให้ผู้มาใช้บริการ รวมถึงการแข่งกีฬากระชับมิตรของแรงงานกัมพูชากว่า 200 คน ต้องหนีตายโกลาหล หลังเกิดเหตุ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. ได้สั่งการให้ “บก.สส.สตม. , ตม.จว. , ด่าน ตม. ชายแดน ในสังกัด บก.ตม.3” ตลอดจนด่าน ตม.ชายแดนทั่วประเทศ เร่งสืบสวน ติดตามจับกุมตัวคนร้าย ประสานข้อมูลกับทุกภาคส่วน ทุกภาคีเครือข่าย ผู้ประกอบการรถขนส่ง พี่น้องประชาชน เพื่อแจ้งเบาะแส ขึงทุกพื้นที่ กดดันไม่ให้คนร้ายหลบหนีได้ต่อมาจากการสืบสวนขยายผลทราบว่า คนร้ายคือ นาย Khum (นามสมมุติ) สัญชาติกัมพูชา

ซึ่งหลังก่อเหตุได้หลบหนีไป “ตำรวจ ภ.1” และ ”สตม.“ ได้ร่วมกันติดตามจับกุมตัวคนร้ายมาโดยตลอด ต่อมาวันนี้ เวลาประมาณ 10.00 น. ตม.จว.จันทบุรี บก.ตม.3 ซึ่งได้รับการประสานข้อมูลจาก ภ.1 , บก.สส.สตม., กก.สส.บก.ตม.3, ตม.จว.ปทุมธานีตม.จันทบุรี จึงได้ประชาสัมพันธ์กับหน่วยงานและภาคเอกชนในพื้นที่ ว่าหากพบบุคคลต้องสงสัยมีสัญลักษณ์รอยสัก BK ที่แขน และมีลักษณใกล้เคียงตามภาพ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ต่อมา พบชายต้องสงสัยอยู่บริเวณท่ารถ จึงเข้าตรวจสอบ จากการซักถามรับว่าจะหลบหนีข้ามแดน แต่เนื่องจากไม่มีเอกสารจึงไม่สามารถข้ามได้ จนท.ตม. คาดว่าผู้ต้องหาน่าจะรออยู่บริเวณด่านเพื่อหาโอกาสข้ามแดนตามช่องทางธรรมชาติหลบหนีเจ้าหน้าที่ ตม.จันทบุรี จึงได้ซักถาม นาย Khum (นามสมมุติ-ทราบชื่อภายหลัง) รับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุจริง โดยหลังเกิดเหตุได้มี นาย Heng (นามสมมุติ) สัญชาติกัมพูชา เป็นคนพาหลบหนี ส่วนอาวุธปืน ทิ้งไว้บริเวณที่เกิดเหตุ นอกจากนี้ ยังพบว่า นาย Khum ลักลอบอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด อีกด้วย

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้จับกุมตัวดำเนินคดี ตามหมายจับของศาลจังหวัดธัญบุรี ที่ 938/2566 ลงวันที่ 11 ธ.ค.66 ฐานความผิด ”ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้านทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันควร ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมืองหมู่ บ้านหรือที่ชุมนุมชนและเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือการอนุญาตสิ้นสุดหรือถูกเพิกถอน“ทั้งนี้ ได้จัดทำบันทึกซักถามและรายงานการควบคุมตัวตาม พรบ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายพ.ศ.2565 และนำตัวผู้ต้องหาส่ง สภ.คูคต จว.ปทุมธานี เจ้าของคดีเพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเปิดโครงการสัมมนาผู้นำหน่วยระดับผู้บัญชาการ และผู้บังคับการ สร้างวิสัยทัศน์ของผู้บริหารหรือผู้นำหน่วยงานให้กว้างไกล นำไปสู่การแก้ไขปัญหา และพัฒนาการทำงานให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

วันนี้ (12 ธ.ค.66) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสัมมนาผู้นำหน่วยระดับผู้บัญชาการ หรือเทียบเท่าและผู้บังคับการ หรือเทียบเท่า ประจำปีงบประมาณ พุทธศักราช 2567 ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชัน ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร โดยมี พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ , พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร รอง ผบ.ตร. / พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข , พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง , พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร , พล.ต.ท.สำราญ นวลมา , พล.ต.ท.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ , พล.ต.ท.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการศึกษา ร่วมพิธี

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 13 ธันวาคม 2566 มีผู้เข้าร่วมโครงการสัมมนา ประกอบด้วยผู้บัญชาการหรือเทียบเท่า จำนวน 44 คน และผู้บังคับการ หรือเทียบเท่า จำนวน 292 คน มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการสัมมนาเสริมสร้างและพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ ความสามารถและทักษะทางการบริหาร , มีความรู้ทัศนะที่กว้างไกลในการบริหารหน่วย , มีเหตุผล มีทักษะที่ดีในการบริหารหน่วย , มีภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสร้างเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ ความเข้าใจร่วมกันระหว่างผู้เข้าสัมมนาในฐานะผู้นำหน่วย เพื่อให้รู้ทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบันและอนาคต สามารถปรับระบบการบริหารองค์กรให้สอดรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เพื่อส่งเสริมและสร้างภาพลักษณ์ในการปฏิบัติงานของตำรวจ บทบาทในการบริการประชาชน ให้ประชาชนเกิดความพึงพอใจ และพิทักษ์รับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง 

ในการสัมมนาได้เชิญ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว อดีต ผบ.ตร. บรรยายพิเศษ โดย พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวถึงประสบการณ์และการรับราชการในหน้าที่ ผบ.ตร. ใช้หลักการปฏิบัติ 12 ข้อ ได้แก่ มียุทธศาสตร์ จัดทำแผนปฏิบัติการ , ตั้งศูนย์ปฏิบัติการ , สร้างเอกภาพ-บูรณาการ , กระจายอำนาจ/โครงการ/งบประมาณ , สร้างองค์ความรู้/พัฒนาบุคลากร , พัฒนาสถานีตำรวจ , ให้ทฤษฎีสร้างความเข้มแข็งจากภายใน , สร้างขวัญกำลังใจผู้ใต้บังคับบัญชา , บูรณาการทุกภาคส่วน , เน้นภาวะผู้นำ และประเมินผล-ตอบแทน

จากนั้นเป็นการบรรยายพิเศษเรื่อง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 โดย พล.ต.อ.ปิยะ อุทาโย อดีต รอง ผบ.ตร. , พล.ต.ต.ปรีดา สถาวร รอง ผบช.สกพ. / เรื่อง นโยบายการปฏิบัติงานด้านการสืบสวน โดย พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. / เรื่องนโยบายการปฏิบัติงานด้านการป้องกันปราบปราม โดย พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร./ และเรื่อง แนวคิดด้านการบริหารจัดการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สราวุฒิ การพานิช รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ต.ภาณุพงศ์ ชอบเพื่อน รอง ผบช.งป. 

ทั้งนี้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. กล่าวว่า โครงการสัมมนาในลักษณะเช่นนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งได้ตระหนักถึงความสำคัญของผู้นำหน่วยงาน ระดับกองบัญชาการ และกองบังคับการ  โดยมีเป้าหมายในการสร้างวิสัยทัศน์ของผู้บริหารหรือผู้นำหน่วยงานให้กว้างไกล ให้ได้รับฟัง รับทราบแนวทางการขับเคลื่อนงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในด้านต่างๆ ตามนโยบายของรัฐบาล , ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร และความรู้ใหม่ ทั้งในด้านการปฏิบัติหน้าที่และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงการบริหารงานตามแนวพระราชดำริ และหลักธรรมาภิบาล ตลอดจนสามารถนำไปปรับใช้ในการบริหารหน่วยงาน กำกับติดตามการปฏิบัติงานของหน่วยในความรับผิดชอบได้ รวมถึงมีการระดมความคิดเห็นจากประสบการณ์การปฏิบัติงานของทุกท่านในกระบวนการสัมมนากลุ่มย่อย เพื่อให้ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ นำไปสู่การแก้ไขปัญหา และพัฒนาการทำงานให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

ร้อยเอ็ด - ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า เปิดงาน เทศกาลข้าวหอมมะลิโลก จังหวัดร้อยเอ็ด ครั้งที่ 23 อย่างยิ่งใหญ่

ค่ำวานนี้(11 ธันวาคม 2566) เวลา 18.30 น. ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานเทศกาลข้าวหอมมะลิโลก ครั้งที่ 23 โดยมี นายทรงพล ใจกริ่ม ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วย ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด หัวหน้าส่วนราชการ องค์กรภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนชาวร้อยเอ็ด เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ที่ โดมเวทีกลาง บึงพลาญชัย อำเภอเมืองร้อยเอ็ด 

โดยในช่วงเช้าของวันนี้ได้มีพิธีบวงสรวงแม่โพสพและสู่ขวัญข้าว เพื่อแสดงถึงการเคารพบูชาพระแม่โพสพ และเสริมสร้างสิริมงคล การประกวดธิดาข้าวหอมมะลิโลก ส่วนช่วงบ่ายได้จัดเจรจาการค้าข้าวและจับคู่ธุรกิจ ระหว่างผู้ผลิต ผู้ประกอบการ รวมถึงมีการจัดนิทรรศการและผู้เชี่ยวชาญให้ความรูด้านการพัฒนาข้าวหอมมะลิให้เป็นสินค้ามูลค่าสูง ฟอีกทั้งยังมีการแสดงสินค้าและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ของกลุ่มองค์กรเกษตรกร การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน และมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีพี่น้องเกษตรให้ความสนใจอย่างมากมาย 

ทั้งนี้ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ข้าวหอมมะลิ ถือเป็นความภาคภูมิใจของคนร้อยเอ็ดและคนไทยทั้งชาติ ซึ่งข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ถือเป็นสายพันธุ์ข้าวที่มี ลักษณะความนุ่ม และมีกลิ่นหอม อันเป็นเอกลักษณ์ จนทั่วโลกยอมรับว่าเป็นข้าวที่มีคุณภาพดี ที่สุดในโลก จนได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI ซึ่งจะสามารถเชื่อมโยงการตลาดข้าวหอมมะลิไทยไปสู่ตลาดทั้งภายใน และต่างประเทศต่อไป

ผบ.ตร.ส่งตำรวจร่วมฝ่ายปกครอง ลงพื้นที่ช่วยเหลือคุณยายชาวอุตรดิตถ์

ผบ.ตร.ส่งตำรวจร่วมฝ่ายปกครอง ลงพื้นที่ช่วยเหลือคุณยายชาวอุตรดิตถ์ ที่คุณตาปลิดชีพตนเองใช้หนี้  สั่งดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดและจริงจัง เบื้องต้นเรียกเจ้าหนี้ คนทวงหนี้มาสอบสวนแล้ว เตรียมขยายผลดำเนินคดีเจ้าหนี้ทุกรายที่พบการทำผิด  กำชับตำรวจเพิ่มความเข้ม ลงพื้นที่ตรวจสอบ ดูแลความปลอดภัยของประชาชนทุกมิติ ที่เข้าร่วมโครงการหนี้นอกระบบของรัฐบาล 

วันนี้ (12 ธ.ค.66) พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. เปิดเผยถึงโศกนาฎกรรมหดหู่คุณตาปลิดชีพตนเอง ให้ยายเอาเงินฌาปนกิจไปใช้หนี้นอกระบบว่า “ ตามที่ปรากฎข่าวทางสื่อโซเชียล ว่ามีการติดตามทวงหนี้นอกระบบ จนปรากฎข่าวสลดใจข้างตน ในเขตพื้นที่ สภ.วังกะพี้ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ นั้น นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้สั่งการมายัง ผบ.ตร.ให้ตำรวจร่วมดำเนินการกับฝ่ายปกครอง และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เร่งตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดำเนินการตามกฎหมาย และลงไปแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ตามนโยบายเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาลให้เป็นรูปธรรม

ผบ.ตร.สั่งการไปยัง พล.ต.ท.กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผบช.ภ.6. ให้ พล.ต.ต.สุทธิพงศ์ เป๊กทอง ผบก.ภ.จว.อุตรดิตถ์ ร่วมประชุมหารือกับ  นายนพฤทธิ์  ศิริโกศล รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยมี พ.ต.อ.พีระเพชร  อุบลจิตต์ รอง ผบก ภ.จว.อุตรดิตถ์ , ว่าที่ พ.ต.อ.ณัทรภณ ทรงไทย ผกก.สภ.วังกะพี้,  นายประเดิม เดชายนต์บัญชา นายอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง กำหนดมาตรการดำเนินการคดีดังกล่าวโดยจะมีการบูรณาการร่วมกันลงพื้นที่บ้านคุณยาย เพื่อทำการช่วยเหลือเยียวยาเบื้องต้น ส่วนทางคดีให้ตำรวจเร่งรวบรวมหลักฐาน เบื้องต้นติดตามเจ้าหนี้ 1 ราย คนทวงหนี้ได้ 1 ราย มาสอบสวนแล้ว  เตรียมดำเนินคดีและขยายผลไปยังเจ้าหนี้หรือคนทวงหนี้รายอื่นๆ หากพบการกระทำผิด จะมีการดำเนินการอย่างเด็ดขาดทุกราย  และจะได้ร่วมกับฝ่ายปกครองนำลูกหนี้ เจ้าหนี้เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยหนี้ต่อไป

ทั้งนี้ ผบ.ตร.ยืนยันว่า เป็นเรื่องสลดใจที่เกิดขึ้นในสังคมเกี่ยวกับปัญหาหนี้นอกระบบ ได้ย้ำไปแล้วว่า คดีนี้จะต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดจริงจัง และต้องขยายผลไปยังนายทุน เจ้าหนี้ทุกราย ที่กระทำความผิด ที่สำคัญต้องร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องลงช่วยเหลือเยียวยาคุณยาย ดูแลสภาพจิตใจ ให้ความเป็นธรรมกับครอบครัวคุณยาย และนำเข้าสู่ขบวนการไกล่เกลี่ยตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังได้กำชับไปยังทุกพื้นที่ ให้ตำรวจจับมือฝ่ายปกครอง ลงพื้นที่ เพิ่มความเข้ม ตรวจสอบทุกมิติ สอบถามลูกหนี้ เจ้าหนี้ที่ลงทะเบียน ว่ามีเหตุความรุนแรง ถูกข่มขู่หรือไม่ หรือมีเหตุที่ผิดปกติวิสัยหรือไม่อย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นอีก และให้การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top