Sunday, 28 June 2026
NEWS FEED

MASTER ผนึกกำลัง DR.CHEN สร้าง รพ.ศัลยกรรมมือหนึ่งปรับโครงสร้างหน้ามาตรฐานสากล

MASTER เดินหน้าโมเดลธุรกิจด้วยกลยุทธ์ M&P ผนึกกำลัง DR.CHEN ผู้นำศัลยกรรมความงามด้วยเทคนิคเฉพาะจากเกาหลี ถือฤกษ์ดี 19 ธ.ค. 66 เปิดตัวโรงพยาบาลมาตรฐานสากล ‘Dr. Chen Surgery Hospital International Center’ เน้นปรับโครงหน้าด้วยเทคนิคเกาหลี ชูจุดเด่นห้องผ่าตัดใหญ่พิเศษ บนทำเลดีย่านรามคำแหง ใกล้สนามบิน ปูพรมขยายตลาดอัปฐานลูกค้าไทยและต่างชาติ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมส่องเทรนด์ความงามปี 67 เน้นความปลอดภัยและแพทย์ชำนาญการเป็นหลัก     

เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.66 นายแพทย์ระวีวัฒน์ มาศฉมาดล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาสเตอร์ สไตล์ จำกัด (มหาชน) หรือ MASTER ในนามโรงพยาบาลมาสเตอร์พีช Specialty Hospital ของอุตสาหกรรมด้านความงามอันดับต้นของประเทศไทยและเอเชีย เปิดเผยถึงโมเดลการเติบโตด้วยกลยุทธ์แบบ Merger and Partnership (M&P) ของ MASTER พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์ 3 เรื่องในการเข้าพิจารณาลงทุนกับพาร์ตเนอร์ ได้แก่ 1. ซื้อกิจการหรือธุรกิจที่มีเจ้าของเดิมยังบริหารต่อและต้องการเติบโตไปด้วยกัน 2. เป็นกิจการหรือธุรกิจท้องถิ่น มีชื่อเสียง และความสัมพันธ์ที่ดีต่อพื้นที่นั้นๆ และ 3. มีการทำงานร่วมกัน (Synergy) ระหว่างธุรกิจกับโรงพยาบาลมาสเตอร์พีช 

นอกจากนี้ยังจะต้องพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น ด้านราคา และผลตอบแทนที่ได้กลับมาสู่บริษัท ซึ่งการลงทุนในกิจการต่างๆ บริษัทจะได้รับประโยชน์จากการประหยัดต้นทุนด้านเวลา จากการซื้อกิจการมาแล้วสามารถดำเนินการและรับส่วนแบ่งกำไรได้ทันที 

ล่าสุดบริษัทลงทุนซื้อหุ้นเพิ่มทุน บริษัท ด็อกเตอร์เชน เซอร์เจอรี่ ฮอสพิทอล จำกัด  (DR.CHEN) ซึ่งมีโครงการก่อสร้างโรงพยาบาลศัลยกรรมความงามมาตรฐานสากล เน้นการปรับโครงหน้าด้วยเทคนิคจากเกาหลี  โดยการร่วมทุนครั้งนี้ เป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจครั้งสำคัญของ MASTER เนื่องจากมองเห็นโอกาสการเติบโตของธุรกิจ รวมถึงทีมผู้บริหาร นำโดย นายแพทย์เชน ชัยชาญชีพ มีแผนธุรกิจชัดเจน แต่เดิมเน้นทำตลาดกลุ่มลูกค้าในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นหลัก เล็งโอกาสในการขยายตลาดเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานครให้ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าไทยและต่างชาติมากที่สุด  

“การร่วมทุนในครั้งนี้ เป็นการขยายโอกาสทางธุรกิจของ MASTER ทำให้สามารถเพิ่มรายได้และยังสร้างประโยชน์ทางธุรกิจให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีในอนาคต พร้อมเปิดโอกาสการเติบโตของตลาดวงการศัลยกรรม ด้วยศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ จากการที่ DR.CHEN มีความเชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมด้วยเทคนิคจากเกาหลี ถือเป็นแต้มต่อทางธุรกิจที่สำคัญ

“ซึ่งคุณหมอเชน เป็นแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทาง สมาชิกแพทยสภา ประเทศไทย Board แพทย์เฉพาะทางศัลยศาสตร์ สาขาศัลยศาสตร์ออโธปิดิกส์ Certificate เพิ่มเติมศัลยกรรม ตา จมูก ปาก จากประเทศเกาหลีใต้ และคุณหมอเชนเป็นสมาชิกสมาคมศัลยกรรมเสริมสวยแห่งเกาหลีใต้ (KCCS) Full Facelift จากประเทศอิตาลี พร้อมมีทีมแพทย์มากประสบการณ์ถอดแบบเทคนิคศัลยกรรมเกาหลีเช่นเดียวกับคุณหมอเชน ทำให้มีโอกาสขยายฐานลูกค้าในไทยและต่างชาติมากขึ้น” นายแพทย์ระวีวัฒน์ กล่าว

ด้าน นางสาวลภัสรดา เลิศภานุโรจ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาสเตอร์ สไตล์ จำกัด (มหาชน) หรือ MASTER  กล่าวว่า ภายหลังจากการเข้าถือหุ้น DR.CHEN เสร็จสมบูรณ์ บมจ. มาสเตอร์ สไตล์ พร้อมให้การสนับสนุน DR.CHEN ในทุกด้าน โดยคาดว่า DR.CHEN จะเริ่มสร้างผลกำไรให้ MASTER เข้าเต็มปี 2567 เป็นปีแรก  

MASTER มีความพร้อมด้านเงินลงทุน สำหรับโอกาสใหม่ๆ ที่จะเข้ามาในอนาคต ซึ่งบริษัทจะมุ่งเน้นการหาโอกาสในการขยายกิจการผ่านพันธมิตรในต่างจังหวัด ผ่านการทำ M&P เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งมองหาโอกาสการเติบโตจากกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลัก 

ขณะที่ในปี 2566 MASTER เข้าลงทุนรวมทั้งหมด 10 บริษัท โดยในแง่ฐานะทางการเงินของ MASTER แข็งแกร่ง ซึ่งบริษัทใช้เงินที่ได้รับจากการดำเนินธุรกิจ ทำให้ไม่กระทบต่อสภาพคล่องหรือการดำเนินงานของบริษัท แต่เป็นส่วนเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ทั้งแง่รายได้และกำไรสุทธิ รวมถึงช่วยสนับสนุนให้ MASTER เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

นายแพทย์เชน ชัยชาญชีพ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ด็อกเตอร์เชน เซอร์เจอรี่ ฮอสพิทอล จำกัด (DR.CHEN) โรงพยาบาลศัลยกรรมความงามโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเทคนิคเฉพาะจากเกาหลี เปิดเผยว่า บริษัทมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ MASTER เห็นโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน จนเกิดข้อตกลงร่วมทุนดังกล่าว  

“การร่วมลงทุนกับ MASTER เป็นโอกาสสำคัญที่เราได้ร่วมกันสร้างโรงพยาบาลที่มีมาตรฐานสากล เครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย เทคนิคการทำศัลยกรรมที่อัปเดตจากทุกมุมโลก และความปลอดภัยซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ เป็นโอกาสในการร่วมสร้างชื่อเสียงด้านศัลยกรรมความงาม เพราะฝีมือแพทย์ไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก” 

โดยจุดเด่นของ DR.CHEN คือแพทย์เป็นเจ้าของเอง และมีความชำนาญการเรื่องการปรับโครงหน้า Makeover พร้อมให้คำปรึกษาปัญหาเรื่องความสวยความงาม ทั้งด้านศัลยกรรมความงามครบวงจร การปรับรูปหน้าและดูแลผิวหน้า 

อีกทั้งยังใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้มาตรฐานสากล อาทิ โปรแกรม 3D สแกนใบหน้าจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อให้ลูกค้าสามารถเห็นภาพใบหน้าตัวเองก่อนการศัลยกรรม รวมถึงผลิตภัณฑ์และยาที่ได้มาตรฐานจากองค์การอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข โดยมุ่งเน้นความปลอดภัยเป็นสำคัญ  

ทั้งนี้ เทรนด์ศัลยกรรมความงามในปี 2567 มองว่ามุ่งเน้นความปลอดภัยและเน้นความชำนาญของแพทย์เฉพาะทางมากยิ่งขึ้น เนื่องด้วยตลาดความงามมีความต้องการซื้อสูง มีจำนวนแพทย์หรือคลินิกในตลาดจำนวนมาก และมีการแข่งขันด้านราคาสูง ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่เป็นเทรนด์อนาคต ทำให้บริษัทมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ เพื่อให้ลูกค้าได้รับความปลอดภัยอย่างสูงสุด และได้รับการดูแลจากแพทย์ที่มีความชำนาญสูงสุดด้านการศัลยกรรม  

โดยล่าสุดบริษัทถือฤกษ์ดี 19 ธ.ค.66 เปิดตัวโรงพยาบาล Dr. Chen Surgery Hospital International Center อย่างเป็นทางการ เป็นอาคารสูง 6 ชั้น ตกแต่งภายในสไตล์เกาหลีด้วยรูปแบบ Layout ที่ตอบโจทย์ความหลากหลายของฟังก์ชันการใช้งาน ด้วยขนาดพื้นที่ใช้สอยรวมประมาณ 2,500 ตร.ม. ประกอบด้วย ห้องผ่าตัด 6 ห้อง, ห้องพักฟื้นและห้อง IPD และมีบริการโซนของ Aesthetic รองรับความต้องการด้านความงามโดยเฉพาะ 

พร้อมทั้งชูจุดเด่นมีห้องผ่าตัดใหญ่พิเศษ เน้นด้านความสะอาดและความปลอดภัยเป็นสำคัญ เพื่อความคล่องตัวในการทำงานของแพทย์ภายในห้องผ่าตัด รวมถึงการใช้อุปกรณ์และเครื่องมือแพทย์และการเคลื่อนย้ายลูกค้าหลังการผ่าตัดด้วยช่องทางเดินที่กว้างขวาง เพื่อผลลัพธ์ที่สวยงามและการดูแลหลังผ่าตัดที่ดี ตอกย้ำการทำศัลยกรรมจบที่นี่ที่เดียว ไม่ต้องบินไกลถึงเกาหลีใต้

ทั้งนี้ โรงพยาบาล Dr. Chen Surgery Hospital International Center ตั้งอยู่ปากซอยรามคำแหง 160 ติดกับโรงพยาบาลรามคำแหง 2 เดินทางสะดวกบนทำเลใกล้สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 09-4946-4563 หรือ Add Line @drchenclinic และ https://www.drchensurgery.com/ 

สำหรับแผนการดำเนินงานต่อจากนี้ บริษัทเน้นทำการตลาดแบบ Online Marketing มากขึ้น ผ่าน Influencer ชื่อดัง พร้อมวางแผนขยายตลาดต่างประเทศ โดยอยู่ระหว่างหาพาร์ตเนอร์บริษัทเอเจนซี่เพื่อเจาะตลาดแต่ละประเทศ โดยเฉพาะหลักๆ คือ จีน ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ทั้งนี้ ในช่วงแรกคาดว่าสัดส่วนลูกค้าไทยอยู่ที่ 70-80% และลูกค้าต่างชาติ 20-30%

'ดร.สุวินัย' ยกอุทาหรณ์ 'ราม พมจัน' จาก 'ยุวพุทธแห่งเนปาล' สู่ ผู้ต้องหาหนีคดี จุดจบ!! เพียงเพราะผู้ศรัทธารวมตัวกันเป็นกลุ่มลัทธิ 'ขาดสติ-เกินควบคุม'

(20 ธ.ค.66) ดร.สุวินัย ภรณวลัย ประธานยุทธศาสตร์วิชาการ สถาบันทิศทางไทย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘Suvinai Pornavalai’ ในหัวข้อ อุทาหรณ์จากกรณีของ 'ราม พมจัน' ผู้เคยได้รับฉายา 'ยุวพุทธแห่งเนปาล' ระบุว่า...

พมจันเกิดในปี ค.ศ. 1990 เขาเป็นลูกชาวนา เป็นบุตรคนที่ 3 จาก 5 คน อาศัยอยู่ที่รัตนปุรี ประเทศเนปาล 

>> ในเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 2005 ตอนพมจันอายุ 15 เขาได้ออกจากบ้านไปนั่งบำเพ็ญสมาธิอยู่ใต้ต้นโพธิใหญ่หลังจากที่เขาฝันเห็นเทพเจ้าลงมาบอกเขาในความฝันให้ทำเช่นนั้น

พมจันนั่งหลับตาบำเพ็ญสมาธิอยู่ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่นั้นนานถึง 10 เดือน ระหว่างนั้นเขาดื่มกินและพูดน้อยมาก แทบไม่ได้ขยับตัวด้วยซ้ำ

คำร่ำลือเรื่อง 'พระพุทธเจ้าน้อยพมจัน' แพร่สะพัดไปทั่วประเทศและทั่วโลก ผู้คนนับหมื่นนับแสนแห่มาเยี่ยมชมสถานที่ที่เด็กหนุ่มพมจันนั่งหลับตาเข้าฌานนานนับชั่วโมงหรือเป็นวันโดยไม่ขยับตัว

การรวมตัวเป็นกลุ่มผู้ศรัทธาใน 'พระพุทธเจ้าน้อย' เกิดขึ้นอย่างเป็นไปเอง แม้ตอนนั้นพมจันจะออกมาปฎิเสธว่า...

"ช่วยบอกผู้คนทั้งหลายว่าอย่าเรียกข้าพเจ้าเป็นพระพุทธเจ้าเลย ตัวข้าพเจ้าหามิได้มีบารมีขนาดนั้นไม่ ข้าพเจ้าแค่บำเพ็ญอยู่ในระดับของริมโปเช (ครูกรรมฐาน) เท่านั้น"

>> ในเดือนมีนาคม ปี ค.ศ. 2006 เมื่อมีผู้คนแห่มารบกวนการบำเพ็ญสมาธิของเขามากจนเหลืออด ในที่สุดพมจันก็หายตัวไปบำเพ็ญที่อื่นโดยบอกคนใกล้ชิดว่า...

"ไม่ต้องห่วง ข้าพเจ้าจะกลับมาแน่หลังจากบำเพ็ญสมาธิครบหกปีตามที่ตั้งใจไว้แล้ว"

>> ในเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 2007 มีรายงานจากสื่อว่าพบเห็นพมจันในวัย 17 ปี กำลังเทศนาธรรมต่อหน้าฝูงชนในป่าแห่งหนึ่ง

>> ในปี ค.ศ. 2010 พมจันในวัยยี่สิบออกจากการบำเพ็ญสมาธิ 6 ปี

เขาได้รับสถาปนาให้เป็น 'เจ้าลัทธิ' มีผู้ศรัทธาสร้างสำนักให้เขา ชาวบ้านจำนวนมากขอสมัครเข้าเป็นสาวก จีวรสีฟ้าถูกนำมาใช้เป็นเครื่องห่มกายของคนในลัทธิ สาวกทั้งหลายสมัครใจใช้เครื่องแบบนี้ 

พมจันกลายเป็นเจ้าลัทธิคนใหม่เต็มตัว ด้วยการนุ่งขาวห่มขาวต่างจากทุกคน

กลุ่มลัทธิที่พมจันเป็นเจ้าลัทธิได้เติบโตอย่างก้าวกระโดดภายในหนึ่งปี ... ในปี ค.ศ. 2010 ปีเดียวกันนั้นเอง ที่สาวกของพมจันเริ่มก่อเรื่องทำร้ายพวกชาวบ้านจำนวน 17 คนที่เข้ามาเก็บของป่า ด้วยเหตุผลว่า "รบกวนการบำเพ็ญสมาธิของเจ้าสำนัก"

พมจันถูกตำรวจนำตัวมาสอบสวน ตัวเขาเองยอมรับว่า เขาได้ใช้มือ ตบคนเหล่านั้นไป เพราะมาทำลายสมาธิเขาช่วงกำลังบำเพ็ญตบะ 

>> ในปี ค.ศ. 2012 สาวกของพมจันก็ก่อเหตุอีก พวกเขาไปจับตัวสาวชาวสโลวักคนหนึ่งมาทรมาน เพราะเธอเป็นแกนนำต่อต้านพมจันในด้านการบุกรุกป่าสร้างสำนัก เธอถูกฉุดจากบริเวณโรงแรม และถูกปล่อยตัวมาในสภาพแขนหัก 

นักข่าวต่างชาติเข้ามาทำข่าว เหล่าสาวกก็เข้าไปพังกล้องของพวกเขา สาวกให้เหตุผลว่านักข่าวพวกนี้ มาบันทึกภาพเจ้าลัทธิโดยไม่ได้รับอนุญาต นักข่าวบางคนถูกทำร้ายร่างกาย ตำรวจทำได้แค่ดำเนินคดีสาวก

>> ในปี ค.ศ. 2018 มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเข้าแจ้งความ พวกเขาคือญาติของวัยรุ่นชาย 2 คนกับ หญิง 2 คน ระบุว่าทั้งสี่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย คนทั้งสี่มาภาวนาอยู่ที่สำนักสาขาต่าง ๆ ของพมจัน แต่ญาติไม่ได้รับการติดต่อมานานถึง 2 ปี 

พมจันจึงถูกทางการตามล่าตัว ผู้ติดตามรู้แค่เขาหายเข้าไปในป่าอีกครั้ง โดยไปบำเพ็ญเพียรในถ้ำซักแห่ง เจ้าหน้าที่จึงบุกเข้าตรวจสำนัก ค้นหาหลักฐานเพื่อดำเนินคดีเพิ่มเติม แต่ไม่พบพมจันและหลักฐานใด ๆ

>> ในปี ค.ศ. 2018 เกิดเรื่องอื้อฉาวใหม่ขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้พมจันถูกกล่าวหาว่าได้ข่มขืนแม่ชีอายุ 18 ปี ซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึง 2 ปี 

ท่ามกลางกระแสถาโถม ตำรวจไม่พบหลักฐานอะไรซักอย่าง สาวกของพมจันไม่ให้ความร่วมมือ ตัวพมจันไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้อีก หาตัวก็หาไม่เจอ ... ส่วนสำนักสาขาของเขาก็อันตรธานหายไปอีก ตำรวจยังไม่สามารถทำการอะไรได้ นอกจากรู้แค่ว่าพมจันยังไม่ตายเพียงเท่านั้น 

>> ในปี ค.ศ. 2020 พมจันถูกทางการออกหมายจับ แต่พมจันไม่ได้ปรากฏตัวที่ไหนให้ใครเห็นจนเป็นข่าวอีกเลย จาก 'ยุวพทธแห่งเนปาล' ในอดีตตอนพมจันอายุ 15 กลายเป็นพมจันผู้ต้องหาหนีคดีในวัย 30 ปี

ตอนนี้พมจันคงสำเหนียกได้แล้วกระมังว่า ... ฌานเป็นของเสื่อมได้ ต่อให้เขาเคยเข้าฌานได้คล่องขนาดไหน พอเขาออกจากฌานอารมณ์โกรธกลับยิ่งรุนแรงจนเขาคุมตัวเองไม่ได้

>> การนั่งสมาธิเข้าฌานเก่ง อาจเป็นความถนัดเดียวที่ตัวพมจันมี แต่ความสามารถพิเศษอันนี้อย่างเดียวของพมจัน มันไม่เพียงต่อการสร้างสำนักลัทธิของเขาไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง เหตุการณ์ที่ผ่านมายังบ่งชี้ชัดว่าพมจันขาดความสามารถในการอบรมศิษย์สาวกของตนให้อยู่ในครรลองคลองธรรม

บางทีตัวพมจันเองก็อาจเบื่อโลก เบื่อหน่ายมนุษย์ด้วยก็เป็นได้ 

ชาตินี้สำหรับเขา ตัวเขาคงเกิดมาเพื่อบำเพ็ญฌานบารมีเป็นหลักเท่านั้น  

พวกมนุษย์ผู้ต่ำต้อยที่มีจิตใจอ่อนแอหวังพึงแต่ผู้อื่นที่เป็นบุคคลศักดิ์สิทธิ์ต่างหาก ที่คอยมารบกวนการบำเพ็ญฌานบารมีของเขาตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา

พมจันคงถือว่าตัวเองได้ 'ตาย' จากโลกใบนี้ไปแล้ว ชั่วชีวิตนี้จะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับพวกมนุษย์อีกแล้ว

ผมยกกรณีของ 'ราม พมจัน' มาให้พวกเราไตร่ตรองใคร่ครวญอีกครั้ง เผื่อพวกเราจะเห็นแง่มุมของเหตุการณ์นี้ด้วยสายตาของ 'ผู้บำเพ็ญ' ได้บ้าง ซึ่งแตกต่างจากมุมมองของปุถุชนที่ไม่ได้ฝึกจิต

การยกเอากรณีของ 'ราม พมจัน' มาเทียบกับ น้องไนซ์ 'อาจารย์สมาธิเชื่อมจิต' วัย 8 ขวบ ที่กำลังมีดรามาอยู่ตอนนี้ ผมคิดว่าไม่ค่อยเหมาะสมนัก จะเรียกว่าเป็นคนละกรณีเลยก็ว่าได้ แค่มีจุดร่วมเหมือนกันเรื่องเดียวคือ ต่างก็มีผู้ศรัทธามารวมตัวเป็นกลุ่มเพื่อสร้างสำนักหรือสร้างกลุ่มลัทธิเหมือนกันเท่านั้นเอง

>> จุดเริ่มต้นของพมจันนั้น ต้องการปลีกเร้นจากสังคมเพื่อมุ่งบำเพ็ญฌานบารมีแต่แรก

ขณะที่กลุ่มนิรมิตเทวาจุติ มุ่งตั้งเป้าหาสาวกผ่านการเชิดชู 'เจ้าลัทธิน้อย' แต่แรก ... นี่คือความต่างอย่างใหญ่หลวงของสองกรณีนี้

โลกนี้มันโหดร้ายต่อทุกคนที่เป็นเหยื่อ โดยไม่มีข้อยกเว้น

แต่โลกนี้ยังสวยงามเสมอ สำหรับคนที่มี 'ตบะ'

เสียดาย!! 'พรหมลิขิต' ทั้งที่นักแสดงแบกบทของตนอย่างเต็มที่  แต่เส้นเรื่องตามบท ส่งให้ละครด้อยลงจากมาตรฐานเดิม

(20 ธ.ค. 66) นายภัทร เหมสุข นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'พรหมลิขิต ep. สุดท้ายยับเยินอย่างไร' ระบุว่า...

พรหมลิขิต ep. สุดท้ายยับเยินอย่างไรคงไม่ต้องบอก อ่านเอาจาก #พรหมลิขิตตอนจบ ได้ว่าคนดูรู้สึกอย่างไร ผมเองก็อยากจะพูดความในใจตัวเองที่ดูทนดูอึดจนมาถึงตอนสุดท้าย 

คนที่ดูบุพเพสันนิวาสจะรู้สึกไม่ต่างกันว่าพรหมลิขิตมาตรฐานตกไปเทียบไม่ได้กับตอนเก่า ทั้งที่นักแสดงบทนำทุกคนต่างก็แบกบทของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ทีมบ่าวทั้งทีมใหม่ทีมเก่าก็เล่นกันเกินร้อย ตัวหลักของเรื่องก็ช่วยละครใส่อินเนอร์กันสุด ๆ นักแสดงทุกคนแบกละครกันเต็มกำลัง แต่เส้นเรื่องตามบทมันทำให้ละครด้อยลงจากมาตรฐานเดิมที่เคยทำเอาไว้

ผมอยากจะบ่นเรื่องการสร้างละครที่ตัดต่อบทจากหนังสือได้ไม่ต่อเนื่อง การกำกับตามบทที่เอาไม่อยู่มือ และการยำบทเรื่องเพี้ยนจากหนังสือไปจนเส้นเรื่องไทม์ไลน์บวมบ้างเหี่ยวบ้างเพี้ยนไปหมด ถ้าเดินเส้นเรื่องตามหนังสือแล้วเพิ่มสิ่งที่อยากจะเพิ่มเพื่อสีสันของละครอีกสักเล็กน้อย น่าจะดีกว่าไปตัดเรื่องในหนังสือทิ้งและเพิ่มอะไรมาก็ไม่รู้ที่ทำให้ละครดูน่าเบื่อ

ยิ่งตอนสุดท้ายเหมือนยัดเยียดตบให้จบเหมือนดูสปอยหนังบนยูทูปมากกว่าดูละครที่เดินเรื่องมายี่สิบกว่าตอน คนดูส่วนมากจะถามว่ายี่สิบตอนที่ผ่านมายืดเรื่องจนน่าเบื่อ เดินล้ม เดินล้ม แล้วกอดกัน สลับกับทะเลาะกับหลานยายกุย แต่วันสุดท้ายวันเดียว ย่าตาย พี่ตาย คนในครอบครัวแต่งงานสามคน บรรดาเมีย ๆ ทั้งหลายก็ท้องแล้วท้องอีก หลานเต็มบ้าน และตัดสินใจอพยพครอบครัวหนีไปเพชรบุรี สามารถขยายเรื่องให้ดูดีได้อีกสามสี่ตอนได้แบบสบาย ๆ ทั้งคนสร้างและคนดู

เสน่ห์ของละครบุพเพสันนิวาสนั้นคือ เกร็ดของประวัติศาสตร์จริงที่สอดแทรกไปตลอดเวลา แต่สิ่งนี้ขาดไปและมีน้อยเกินไปในพรหมลิขิต ถ้าตัดเอาฉากขาอ่อนเดินล้มเดินล้มแล้วกอดกันออกไปบ้าง เอาฉากทะเลาะกับหลานยายกุยออกไปบ้าง จะมีเวลาที่สอดแทรกประวัติศาสตร์ลงไปให้เติมเต็มเหมือนในหนังสืออีกไม่น้อย

คนส่วนมากคิดว่าประวัติศาสตร์ช่วงแผ่นดินพระนารายณ์มีอะไรให้เล่นมากกว่าช่วง พระเพทราชา, พระเจ้าเสือ, พระเจ้าท้ายสระ จนถึงแผ่นดินพระบรมโกศ แต่ที่จริงแล้วประวัติศาสตร์ช่วงนี้เข้มข้นไม่น้อยกว่ากัน เป็นการปูทางให้เข้าใจถึงจุดเสื่อมของอยุธยาด้วยว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ในหนังสือนั้นได้เขียนเรื่องนี้สอดแทรกนัยเอาไว้ไม่ขาดเกิน แต่พอกลายเป็นบทละครแล้วกลับกลายเป็นหายไปเกือบหมด 

ละคร ep. สุดท้ายยัดเรื่องเข้ามาเหมือนหนังเกรด 2 ทุนหมด ต้องปิดกล้องให้ได้ในห้านาทีสุดท้าย นักแสดงเลยต้องแบกหนังให้จบแบบสุดฝีมือ ฉากที่แม่อุ้มห่อกระดูกลูก บ่าวไพร่ร้องไห้กันทั้งเรือน ผมให้คะแนนเกินร้อย ฉากนี้แบกให้คุณค่าของตอนนี้ดีที่สุดฉากหนึ่ง แต่นอกจากนั้นรวบรัดเดินเรื่องกันอย่างน่าหงุดหงิด ย่าตายแบบให้เวลาน้อยมากทั้งที่เป็นตัวหลักมาตลอดสองภาค ลวกก๋วยเตี๋ยวเสร็จคนดูเดินเข้าห้องน้ำรีบออกมาดูต่อก็คลอดลูกกันแล้ว หรือฉากตายของพ่อเรืองก็นอนป่วยอยู่สองนาทีก็ตาย ฉากแต่งงานที่พิษณุโลก และที่อยุธยาอีกสองคนก็หายไปทั้งที่ควรจะมี ฉากคุณยายนวลที่เป็นต้นเรื่องให้ยกครัวหนีไปอยู่เพชรบุรีก็น่าจะทำได้ดีกว่านี้ และที่น่าเสียดายคือจุดจบของคนที่โกงกินอย่างพระยาคลังที่โดดข้ามไป ทั้งที่เรื่องนี้น่าจะต่อยอดได้เข้มข้นมากตามประวัติศาสตร์จริง และเป็นการเริ่มต้นของพระยาคลังหนุ่มอีกคนตามประวัติศาสตร์ อะไรทำนองนี้

หนึ่งปีแปดเดือนที่นักแสดงทุกคนต้องแบกรับ แสดงกันแบบเกินร้อย แต่มาตกม้าตายกับงานที่ตัดต่อออกมาเป็นบทละครและโพสโปรดักชั่น น่าผิดหวังเมื่อเทียบกับงานภาคแรก แต่ผมเองก็ทำใจเอาไว้แล้วว่าภาคสองดีกว่าภาคหนึ่งคือสิ่งที่หายากในวงการหนังและละคร

ผมอยากจะเล่าเรื่องสักเรื่องที่มีการเปลี่ยนไปจากประวัติศาสตร์ อาจจะเป็นเพราะละครไม่อยากไปแตะต้องหรือต้องการเว้นว่างเอาไว้ เช่นบทของ ทองคำ ที่วางบทเอาไว้เพียงแค่มีตัวตนไปไหนไปกันกับกลุ่มบอยแบนด์ในรัชกาลพระเจ้าท้ายสระ แต่ไม่ได้มีบทเด่นอะไรเหมือนโกษาปานผู้เป็นพ่อและปู่ เพราะ ทองคำ ทองดี ทองด้วง อีกสามรุ่นคนทั้งก่อนและหลังกรุงศรีอยุธยาแตกคือปฐมชนกและปฐมกษัตริย์ของราชวงค์จักรี เรื่องแบบนี้ละครทำได้ดีแล้วที่ทำบทแต่พองาม ไม่มากไปน้อยไป ไม่มีเรื่องรักใคร่เหมือนกับบอยแบนด์ตัวจี๊ดของอยุธยาเช่นคนอื่น ๆ 

และอีกเรื่องที่ละครสร้างเส้นไทม์ไลน์ให้ย้ายครัวไปอยู่เมืองเพชรบุรีเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามครั้งกรุงแตกนั้น เป็นการเลี่ยงที่จะพูดถึงสาเหตุจริงที่ต้องรีบย้ายครัว เพราะขุนหลวงท้ายสระครองราช 24 ปี เวลานั้นถ้าดูตามอายุลูก ๆ ของพุดตานเทียบกับไทม์ไลน์ของตัวละครแล้ว รัชสมัยของขุนหลวงท้ายสระน่าจะอยู่ไปอีกไม่ต่ำกว่าสิบปีหรือเวลาใกล้เคียง หลังจากนั้นก็เป็นรัชกาลของขุนหลวงบรมโกศอีก 26 ปี และรัชสมัยสุดท้าย ขุนหลวงเอกทัศอีก 9 ปี 

นั่นหมายความว่าการย้ายครัวไปอยู่เมืองเพชรบุรีนั้นไปกันก่อนกรุงแตกถึงกว่า 40 ปี สิ่งที่ละครเลี่ยงออกไปว่าเป็นการย้ายครัวหนีก่อนกรุงแตก แต่เหตุผลจริง ๆ นั้นคือการหนีสงครามกลางเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงรอยต่อของรัชสมัยขุนหลวงท้ายสระและขุนหลวงบรมโกศที่ข้าราชการฝ่ายวังหลวงโดนวังหน้ากวาดล้างตัดหัวเสียจนเกือบหมดสิ้น 

ซึ่งแน่นอนว่าครอบครัวของออกญาวิสูตรสาครและคุณหญิงการะเกด รวมถึงรุ่นลูกหมื่นมหาฤทธิ์ ที่เป็นคนใกล้ชิดของขุนหลวงท้ายสระ โดนวังหน้ากวาดล้างหมดแน่นอน เพราะเมื่อขุนหลวงบรมโกศขึ้นครองราชย์จากการปราบดาภิเษกนั้นก็ทำพิธีกันที่วังหน้าไม่สนใจวังหลวงที่กำลังรบกันอยู่ และหลังจากนั้นขุนนางในวังหลวงก็โดนกวาดล้างไปเสียจำนวนมาก เหลือแต่ตำแหน่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เท่านั้นที่ได้ไปต่อในแผ่นดินใหม่

นี่คือเหตุผลที่ละครยกเอาเรื่องเสียกรุงที่ไกลตัวไปอีกชั่วอายุคนบนเส้นไทม์ไลน์จริง แทนที่จะเป็นการบอกว่าหนีภัยการเมืองที่มีโอกาสโดนกุดหัวยกเรือนในสงครามซีวิลวอร์ช่วงเปลี่ยนรัชกาลในอีกสิบปีข้างหน้า เพราะมันดูเบากว่า อีกทั้งไม่ต้องไปแตะต้องอะไรมากนักกับกษัตริย์ทั้งสองพระองค์และการเปลี่ยนแผ่นดินแบบเลือดท่วมของกรุงศรีอยุธยา

'โบราณวัตถุ' 2 ชิ้น ที่พิพิธภัณฑ์นิวยอร์ก จ่อคืน ‘ไทย’ พบอายุเก่าแก่กว่า 1,000 ปี หลังถูกโจรกรรมมาผิดกม.

(20 ธ.ค.66) หลังจากที่สำนักงานอัยการในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พร้อมด้วยพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิทัน (The Met) ในนครนิวยอร์ก แถลงการณ์ว่า กำลังเตรียมการส่งโบราณวัตถุ 16 ชิ้น คืนให้กัมพูชาและไทย หลังจากที่ตรวจพบว่าโบราณวัตถุชุดนี้ถูกโจรกรรมมาอย่างผิดกฎหมาย 

โดยโบราณวัตถุ 2 ชิ้นกลับคืนสู่ประเทศไทย ซึ่ง 2 ชิ้นนี้มีความสำคัญ ซึ่งโบราณวัตถุชิ้นแรก เป็นประติมากรรมพระศิวะ ที่หล่อด้วยสำริดและกะไหล่ทอง ความสูง 129 เซนติเมตร มีอายุเก่าแก่ประมาณ 900-1,000 ปี

ส่วนโบราณวัตถุชิ้นที่สอง เป็นประติมากรรมรูปผู้หญิง คาดเป็นราชินีเขมร เนื่องจากสวมใส่เสื้อผ้าของชนชั้นสูง หล่อด้วยสำริด และมีร่องรอยการประดับด้วยโลหะเงินและทอง อยู่ในท่านั่งชันเข่า ยกมือไหว้เหนือศีรษะ คล้ายกำลังบูชาเทพเจ้า ความสูง 43 เซนติเมตร และมีอายุเก่าแก่ประมาณ 1,000 ปี เช่นกัน

พบว่าวัตถุโบราณทั้งสองชิ้นมีความเกี่ยวข้องกับดักลาส แลตช์ฟอร์ด ที่ถูกตั้งข้อหาค้าโบราณวัตถุอย่างผิดกฎหมาย โบราณวัตถุทั้งสองชิ้นได้ถูกซื้อขายอย่างผิดกฎหมาย ผ่านการปลอมแปลงแหล่งที่มาที่เป็นเท็จเคยผ่านการซื้อขายหลายครั้ง ก่อนที่จะถูกบริจาคให้กับพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิทัน ขณะนี้พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิทันได้ถอดโบราณวัตถุทั้งสองชิ้นออกจากทะเบียนสมบัติของพิพิธภัณฑ์และประสานงานกับสถานกงสุลใหญ่ไทยเพื่อเตรียมส่งคืนแล้ว 

ทีมทนายมั่นใจ 'ลุงพล' ไม่เกี่ยวการตายน้องชมพู่ โจทก์ไร้ทั้งพยานหลักฐานและผลตรวจนิติวิทยาศาสตร์

'แถลงข่าว' เมื่อเวลา 22.35 น. วันที่ 19 ธันวาคม ที่โรงแรมริเวอร์ ฟร้อนท์ นายไชย์พล วิภา หรือ ลุงพล และ นางสมพร หลาบโพธิ์ หรือ ป้าแต๋น ซึ่งเป็นลุงและป้าน้องชมพู่ พร้อมด้วย นายสุรชัย ชินชัย หัวหน้าทีมทนายความ และคณะทนายความจากสำนักกฎหมายธรรมรังสี แถลงข่าวคาดการณ์ผลจากการเป็นทนายว่าความในคดีการเสียชีวิตของน้องชมพู่ซึ่งศาลจังหวัดมุกดาหาร นัดอ่านคำพิพากษาในเวลา 10:00 น. วันที่ 20 ธันวาคมนี้ ว่ายังมีความมั่นใจในตัวลุงพลและป้าแต๋นว่าไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกฟ้อง โดยทั้งลุงผลและป้าแต๋นไม่ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่น้องชมพู่หายตัวไปในวันที่ 11 พฤษภาคม 2563 แต่อย่างใด อีกทั้งพยานฝ่ายโจทก์ก็ไม่ได้มีการนำสืบแสดงให้เห็นถึงมูลเหตุจูงใจของจำเลยที่จะกระทำความผิดตามข้อกล่าวหา อีกทั้งยังไม่ปรากฏว่าลุงพลและป้าแต๋นมีสาเหตุโกรธเคืองกับพ่อและแม่ของน้องชมพู่ซึ่งเป็นโจทก์ร่วมในคดีนี้ อีกประการหนึ่งที่สำคัญก็คือการเสียชีวิตของน้องชมพู่ไม่ได้ทำให้ลุงพลและป้าแต๋นได้ประโยชน์ใดๆ เช่นประโยชน์จากกรมธรรม์ประกันชีวิต เงินฌาปนกิจหรือประโยชน์อื่นใด

ทีมทนายกล่าวว่าส่วนการนำสืบเพื่อพิสูจน์การกระทำความผิดในด้านการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ก็ไม่ปรากฏ DNA ของลุงพลและป้าแต๋นในศพและกางเกงของน้องชมพู่ ส่วนการได้เส้นผมของน้องชมพู่จำนวน 1 เส้นภายในรถของลุงพล ก็เป็นการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่โดยที่ไม่ได้ให้ลุงพลรับรู้รับทราบว่าได้เส้นผมไปจากบริเวณใดในการตรวจค้นรถจึงเป็นการแสวงหาพยานหลักฐานที่ไม่สุจริต ประเด็นที่ 2 คือเส้นผมที่เจ้าหน้าที่ได้ไปไม่มีรากผมจึงทำให้ไม่สามารถตรวจ DNA ว่าเป็นเส้นผมของน้องชมพู่หรือไม่  จึงต้องการใช้ตรวจโดยวิธี “ไมโทคอนเดรีย DNA” ซึ่งเป็นผลตรวจที่บอกถึงลำดับญาติทางสายแรกฝ่ายหญิงเท่านั้น ขณะที่รถของลุงพลคันดังกล่าวที่พบเส้นผมของน้องชมพู่ ก็เป็นรถที่ก่อนหน้าน้องชมพู่เมื่อครั้งยังมีชีวิตก็เคยเข้าไปโดยสารเป็นปกติอยู่แล้ว ทั้งยังไม่พบร่องรอยการถูกทำร้ายร่างกายบนศพของน้องชมพู่ด้วยเช่นกัน

สถาบันพระปกเกล้า นำ 4 หลักสูตร “ปปร.25-สสสส.12-ปรม.21-ปศส.20” เข้ารับประกาศนียบัตรชั้นสูง พร้อมเข็มพระปกเกล้า

วันที่ 19 ธันวาคม ที่ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ไปในพิธีมอบประกาศนียบัตรชั้นสูงกิตติมศักดิ์ พร้อมเข็มพระปกเกล้า เข็มกิตติคุณสถาบันพระปกเกล้า และประกาศนียบัตรชั้นสูง พร้อมเข็มพระปกเกล้า 

โดยมี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ในฐานะประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า กล่าวรายงานว่า กระผม นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ในฐานะประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า พร้อมด้วย คณะกรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้า คณาจารย์ ผู้บริหาร ผู้เข้ารับเข็มกิตติคุณสถาบันพระปกเกล้า และประกาศนียบัตรชั้นสูงพร้อมเข็มพระปกเกล้าและนักศึกษาของสถาบันพระปกเกล้ามีความปลื้มปีติยินดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เป็นล้นพ้น ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์มามอบเข็มกิตติคุณสถาบันพระปกเกล้า และประกาศนียบัตรชั้นสูง พร้อมเข็มพระปกเกล้า ในวันนี้ 

กระผมขอรายงาน การเข้ารับเข็มกิตติคุณ สถาบันพระปกเกล้าและประกาศนียบัตรชั้นสูงพร้อมเข็มพระปกเกล้า ประกอบด้วย

ผู้เข้ารับเข็มกิตติคุณ สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งเป็นผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อสถาบันพระปกเกล้าอันเป็นที่ประจักษ์ จำนวน 2 ราย ผู้เข้ารับประกาศนียบัตรชั้นสูงพร้อมเข็มพระปกเกล้า รวมหลักสูตรซึ่งเป็นการจัดการศึกษาให้แก่ สมาชิกรัฐสภา ข้าราชการการเมือง ข้าราชการระดับสูง พนักงานรัฐวิสาหกิจระดับบริหารบุคลากรภาคองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภาคประชาสังคมหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐ และภาคเอกชน ตลอดจนสื่อมวลชน และผู้บริหารจากองค์กรพัฒนาเอกชน ประกอบด้วย

หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร.) รุ่นที่ 25 จำนวน 133 ราย 

หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน ปรม. รุ่นที่ 21 จำนวน 85 ราย

หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหารเศรษฐกิจสาธารณะสำหรับนักบริหารระดับสูง(ปศส.) รุ่นที่ 20 จำนวน 72 ราย
 
หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข (สสสส.) รุ่นที่ 12 จำนวน 73 ราย 

ทั้งนี้ รวมผู้เข้ารับเข็มกิตติคุณสถาบันพระปกเกล้า และประกาศนียบัตรชั้นสูง พร้อมเข็มพระปกเกล้าจำนวน 365 ราย 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีรับประกาศนียบัตรชั้นสูง พร้อมเข็มพระปกเกล้าแล้ว ได้มีงานเลี้ยงให้กับผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข (สสสส.) รุ่นที่ 12 ที่อาคารรับรอง เกษะโกมล เขตดุสิต โดยบรรยากาศเป็นอย่างสนุกสนาม

ตม.จว.กระบี่ รวบหนุ่มเมืองเบียร์ Overstay เมาอาละวาดสร้างความวุ่นวายให้กับนักท่องเที่ยว

ตามนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม. พล.ต.ต.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ รอง ผบช.สตม. และ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. กำหนดให้มีการระดมกวาดล้างอาชญากรรมก่อนช่วงวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ 2567 ระหว่างวันที่ 18 ธ.ค. – 27 ธ.ค.2566 โดยให้ระดมตรวจสอบและจับกุมคนต่างด้าวที่กระทำผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และกระทำผิดตามกฎหมายอื่นๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการดูแลความสงบเรียบร้อยของสังคม ตลอดถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยเมื่อวันที่ 18 ธ.ค.66 ตม.จว.กระบี่ ได้รับแจ้งจากประชาชนในพื้นที่เกาะลันตา ว่ามีชายชาวต่างชาติเข้ามาพักอาศัยที่เกาะลันตามีพฤติกรรมชอบขี่รถจักรยานยนต์ไปดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามบาร์เบียร์ในพื้นที่ เมื่อดื่มจนเมาจะเอะอะโวยวายและทะเลาะกับลูกค้าหรือนักท่องเที่ยวอื่นภายในร้าน สร้างความวุ่นวายกับคนในพื้นที่เป็นอันมาก

ต่อมาวันที่ 19 ธ.ค.66 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.6,พ.ต.อ.กันตวัฒน์  พงศ์สถาบดี รอง ผบก.ตม.6 ,พ.ต.อ.สรธรรศจ์  เอี่ยมละออ ผกก.ตม.จว.กระบี่,พ.ต.ท.สุเมธ  กนกเหมพันธ์  รอง ผกก.ตม.จว.กระบี่ สั่งการให้ พ.ต.ต.วิรัตน์ อินทร์ยอด สว.ตม.จว.กระบี่ จัดกำลังชุดสืบสวนลงพื้นที่เกาะลันตาเพื่อตรวจสอบเรื่องดังกล่าว จากการตรวจสอบพบบุคคลต่างชาติต้องสงสัยนั่งดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่หน้าร้านบาบาร่าบาร์ ม.3 ต.ศาลาด่าน อ.เกาะลันตา จว.กระบี่ และเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ได้พยายามเดินหลบหนี เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จว.กระบี่ขอตรวจสอบเอกสารประจำตัว จากการตรวจสอบทราบชื่อ MR.MANUEL (นามสมมุติ) สัญชาติเยอรมัน อายุ 51 ปี จากการตรวจสอบข้อมูลในระบบสารสนเทศตรวจคนเข้าเมืองพบว่า ผู้ถูกจับเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรครั้งล่าสุดทางจุดตรวจถาวรบ้านแหลม ตม.จว.จันทบุรี เมื่อวันที่ 2 ส.ค.2566 ประเภทวีซ่า ผ.30 และเมื่อครบกำหนดอนุญาตแล้วก็ยังลักลอบอาศัยอยู่ในประเทศไทยตลอดมา และจากการซักถามบุคคลต่างชาติดังกล่าวทราบว่าได้ทะเลาะกับแฟนสาวคนไทย จึงขับขี่รถจักยานยนต์มาจากพัทยา จว.ชลบุรี เพื่อง้อแฟนสาวที่เกาะลันตา จว.กระบี่ แต่ไม่สามารถง้อได้สำเร็จ จึงเกิดความเครียดและตระเวนดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามร้านบาร์เบียร์ต่างๆ จนถูกเจ้าหน้าที่จับกุมดำเนินคดีในข้อหา เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด  ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย 

ด้วยในพื้นที่จังหวัดกระบี่ มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเป็นจำนวนมากประกอบกับใกล้ช่วงเทศกาลปีใหม่ ตม.จว.กระบี่ จึงได้มีมาตรการออกตรวจพื้นที่ ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวและประชาชน ตลอดจนสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยว ที่มาเที่ยวใน จว.กระบี่ และหากประชาชนท่านใดพบเห็นการกระทำผิด กรุณาแจ้งมายัง ตม.จว.กระบี่ โทร 075 611097  จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

อธิบดีกรมพลศึกษา แถลงข่าวความพร้อมจัดการแข่งขันกีฬานักเรียน นักศึกษาแห่งชาติ ครั้งที่ 43 ประจำปี 2567 “กระบี่เกมส์” ครั้งที่ 43  

วันนี้ (19 ธ.ค.66) เวลา 11.00 น. ดร.นิวัตน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ อธิบดีกรมพลศึกษา พร้อมด้วยนายสมชาย หาญภักดีปฏิมา รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ร่วมกันแถลงข่าว
การจัดการแข่งขันกีฬานักเรียน นักศึกษาแห่งชาติ ครั้งที่ 43 ประจำปี 2567 “กระบี่เกมส์”

โดยมี นายสมศักดิ์ กิตติธรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ นายสมเกียรติ กิตติธรกุล นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดกระบี่ นายสุรัตน์ จรณโยธิน ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกระบี่ และนายวิกรม พันธุ์เล่งผู้แทนมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตกระบี่  ร่วมแถลงข่าว ณ ห้องประชุมเกาะกลาง โรงแรมกระบี่ ฟร้อนท์ เบย์ รีสอร์ท อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่

โดยการแข่งขันกีฬานักเรียน นักศึกษาแห่งชาติ ครั้งที่ 43 ประจำปี 2567 นี้ จังหวัดกระบี่รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันร่วมกับกรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยมุ่งหวังที่จะเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษาที่เข้าร่วมการแข่งขันนำทักษะกีฬาที่ตนได้ศึกษาเล่าเรียนมาแสดงศักยภาพในเวทีการแข่งขันที่มีความเป็นมาตรฐาน สามารถประเมินทักษะกีฬาของตนและเสริมสร้างประสบการณ์จากการแข่งขันกีฬาระดับชาติซึ่งจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาไปสู่กีฬาในระดับที่สูงขึ้นต่อไปได้ ภายใต้สโลแกน “กระบี่เกมส์ เกมส์แห่งมิตรภาพ”

มีการจัดการแข่งขันรวม 25 ชนิดกีฬา ประกอบด้วย กรีฑา, คาราเต้-โด้, จักรยาน, เซปักตะกร้อ, เทควันโด, เทนนิส, เทเบิ้ลเทนนิส, บาสเกตบอล, แบดมินตัน, ปั่นจักสีลัต, เปตอง, ฟุตซอล, ฟุตบอล, มวยไทยสมัครเล่น,มวยสากลสมัครเล่น, ยกน้ำหนัก, เรือพาย, รักบี้ฟุตบอล 7 คน, ลีลาศ, วอลเลย์บอล, ว่ายน้ำ, วู้ดบอล, สนุกเกอร์, หมากล้อม, แฮนด์บอล, และกีฬาสาธิต 2 ชนิดกีฬา ได้แก่ กาบัดดี้และโรลเลอร์สกี การแข่งขันในครั้งนี้ คาดว่าจะมีนักกีฬาและเจ้าหน้าที่เข้าร่วมจากทั่วประเทศกว่า 7,000 คน

นายสมชาย หาญภักดีปฏิมา รองผู้ว่าฯ กระบี่ กล่าวว่า ขอขอบคุณอธิบดีกรมพลศึกษา ที่ได้มอบคามไว้วางใจให้จังหวัดกระบี่เป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันกีฬานักเรียน นักศึกษาแห่งชาติ ครั้งที่ 43 ประจำปี 2567 “กระบี่เกมส์” ในนามของพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดกระบี่ เรามีความตั้งใจที่จะให้การต้อนรับนักกีฬาและเจ้าหน้าที่จากทุกจังหวัดเข้าสู่จังหวัดกระบี่ โดยเฉพาะการบูรณาการการทำงานร่วมกันไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีจังหวัดกระบี่มีความพร้อมอย่างยิ่ง ทั้งเรื่องของสถานที่ สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวที่มีความสวยงาม พร้อมจะยกระดับการแข่งขันครั้งนี้ให้มีมาตรฐานทัดเทียมนานาประเทศ และยังก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการสร้างคุณค่าทางสังคม มูลค่าเชิงเศรษฐกิจ และสอดรับกับนโยบายรัฐบาลที่ได้คัดเลือกให้จังหวัดกระบี่เป็นเมืองกีฬาหรือกระบี่สปอร์ตซิตี้เพื่อให้เป็นส่วนสำคัญในการสร้างการกระตุ้นความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจังหวัดและประเทศอีกทางหนึ่ง ขอเชิญชวนชาวจังหวัดกระบี่ร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดีในการต้อนรับทัพนักกีฬา ร่วมชม ร่วมเชียร์ และสนับสนุนจากทุกภาคส่วน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจส่งเสริมรายได้ให้แก่ชุมชนในท้องถิ่น ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวและขับเคลื่อนกระบี่เมืองกีฬา

ด้าน ดร.นิวัฒน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ อธิบดีกรมพลศึกษา เปิดเผยว่า จังหวัดกระบี่มีศักยภาพสูงและมีความพร้อมในทุกด้าน ทั้งในด้านสถานที่จัดการแข่งขันที่พักนักกีฬา บุคลากร รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่สวยงามต้องขอขอบพระคุณท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ที่ได้มีส่วนช่วยในการสนับสนุนการพัฒนาการกีฬาของชาติ องค์กรองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตกระบี่ สมาคมกีฬาแห่งจังหวัดกระบี่ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกระบี่ รวมถึงภาคคีเครือข่ายของจังหวัดกระบี่ทั้งภาครัฐและเอกชนที่ร่วมกันเป็นเจ้าภาพต้อนรับคณะเจ้าหน้าที่และนักกีฬาจาก 10 เขตทั่วประเทศ ซึ่งคณะกรรมการจัดการแข่งขันในส่วนของจังหวัดกระบี่และกรมพลศึกษา ได้เตรียมความพร้อมในทุกด้านให้การจัดการแข่งขันในครั้งนี้ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีความเป็นมาตรฐานสากล ซึ่งจะส่งผลให้เด็กเยาวชน นักเรียน นักศึกษา และผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับประโยชน์สูงสุด

สำหรับจัดการแข่งขันกีฬานักเรียน นักศึกษาแห่งชาติในปีนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 43 โดยมีจังหวัดกระบี่
เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ภายใต้ชื่อ “กระบี่เกมส์ เกมส์แห่งมิตรภาพ” มีช้าง เป็นสัตว์นำโชค ชื่อ “น้องอุดมโชค” เป็นมาสคอตประจำการแข่งขัน และใช้สัญลักษณ์เรือหัวโทง เป็นสัญลักษณ์ในการแข่งขัน โดยจัดการแข่งขันระหว่างวันที่ 22-30 มกราคม 2567

สมาคมแม่บ้านตำรวจ จับมือนมตรามะลิแบรนด์ยอดขายอันดับ 1 ทำโครงการสร้างอาชีพให้กับครอบครัวตำรวจ มีอาชีพที่ยั่งยืนและมีรายได้ช่วยเหลือครอบครัวเพิ่มมากขึ้นผ่านแฟรนไชส์  “อาซ้อคาเฟ่”

วันที่ 19 ธันวาคม 2566 ​-  สมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมมือกับ  บริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด เจ้าของแบรนด์นมตรามะลิ ได้จัดทำโครงการสร้างอาชีพให้กับครอบครัวตำรวจเพื่อให้ครอบครัวตำรวจมีอาชีพที่ยั่งยืนและมีรายได้ช่วยเหลือครอบครัวเพิ่มมากขึ้นผ่านแฟรนไชส์ "อาซ้อคาเฟ่“ คาดลุย 77 จังหวัดใน 1 ปี โดยมีพิธีลงนามความร่วมมือ (MOU) โครงการสร้างอาชีพให้กับครอบครัวตำรวจ ระหว่างสมาคมแม่บ้าน และบริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด เจ้าของแบรนด์นมตรามะลิ ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมตรามะลิที่ครองใจคนไทยมากว่า 60 ปี  มอบแฟรนไซส์ “อาซ้อคาเฟ่” Kiosk พร้อมทั้งจัดการฝึกอบรมการชงกาแฟขั้นพื้นฐาน และวิธีการบริหารจัดการร้านกาแฟ โดยใช้ศักยภาพความเป็นมืออาชีพในการพัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ วัตถุดิบที่มีมาตรฐานสูงจาก นมตรามะลิ ให้กับครอบครัวตำรวจที่มีบุตรข้าราชการตำรวจที่เป็นเด็กพิเศษ และครอบครัวตำรวจที่เกิดอุบัติเหตุทุพพลภาพ ในขณะปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ความสามารถในการหาเลี้ยงชีพหรือดูแลครอบครัวลดลง โดยเน้นการลงทุนแบบครั้งเดียวจบ ไม่มีค่าแฟรนไชส์ ไม่เก็บเปอร์เซนต์จากยอดขายรายเดือน สร้างอาชีพอย่างยั่งยืน พร้อมเอาใจคนยุคใหม่ที่รักกาแฟ ได้สัมผัสประสบการณ์การดื่มกาแฟรสชาติดีแก้วโปรด โดยเฉพาะเมนูอาซ้อคอฟฟี่ ที่เป็นแก้วซิกเนเจอร์ เพราะเป็นเครื่องดื่มที่ทำจากวัตถุดิบคุณภาพจากนมตรามะลิ ในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย

คุณนิภาพรรณ สุขวิมล นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ กล่าวถึงโครงการนี้ว่า เป็นโครงการที่ทำต่อเนื่องจากโครงการ “ครอบครัวตำรวจ เราไม่ทิ้งกัน” สร้างอาชีพเพื่อเด็กพิเศษอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นโครงการที่ทำตามแผนกลยุทธ์ของสมาคมแม่บ้านตำรวจ ประจำปี 2567 ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของครอบครัวตำรวจ โดยมีการช่วยเหลือและสนับสนุนบุตรข้าราชการตำรวจที่เป็นเด็กพิเศษช่วยเหลือครอบครัวข้าราชการตำรวจที่มีบุตรเป็นเด็กพิเศษ โดยส่งเสริมให้เด็กพิเศษมีโอกาสประกอบอาชีพ มีรายได้ประจำที่มั่นคงตามศักยภาพและความสามารถ รวมถึงครอบครัวตำรวจที่เกิดอุบัติเหตุ ทุพพลภาพ ในขณะปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ความสามารถในการหาเลี้ยงชีพหรือดูแลครอบครัวลดลง  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ได้ประกอบอาชีพที่มีรายได้ประจำ สร้างขวัญกำลังใจบรรเทาทุกข์ให้ครอบครัวข้าราชการตำรวจและช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในครอบครัวได้

สมาคมแม่บ้านตำรวจยังได้มีแนวคิดพัฒนาและต่อยอดจากโครงการปันรักษ์ คาเฟ่ ซึ่งมีรูปแบบเป็นร้านค้าขนาดเล็ก  หรือร้านค้าที่เป็นลักษณะเคาน์เตอร์ หรือคีออส (Kiosk) จำหน่ายกาแฟสด พร้อมเครื่องดื่มชง ประเภทต่าง ๆ ราคาย่อมเยา แต่ยังคงคุณภาพและมาตรฐานไว้  สมาคมแม่บ้านตำรวจ จึงได้มีแนวคิด ช่วงแรกจะมีการสนับสนุน ตู้คีออส (Kiosk) ให้กับข้าราชการตำรวจและครอบครัว ที่มีความประสงค์จะดำเนินธุรกิจแฟรนไซส์กาแฟแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งจะพิจารณาจากเหตุผลและความจำเป็นรวมไปถึงทำเลที่ตั้งในการขาย และประชาสัมพันธ์ให้ข้าราชการตำรวจและครอบครัวที่มีความสนใจธุรกิจแฟรนไชส์กาแฟ ในราคาสวัสดิการตามขนาดของตู้คืออส (Kiosk) นอกจากนั้นยังมีการสอนวิธีการชงกาแฟขั้นพื้นฐาน และวิธีการบริหารจัดการร้านกาแฟอีกด้วย

นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ กล่าวว่า " รู้สึกดีใจมาก อย่างนมตรามะลิเข้ามาช่วยดูแลโครงการแฟรนไชส์ อาซ้อคาเฟ่ ซึ่งเป็นโครงการใหม่ที่มาต่อยอดจากร้านกาแฟปันรักษ์คาเฟ่ เราอยากให้ครอบครัวตำรวจอยู่แบบช่วยเหลือกันช่วยสร้างอาชีพให้กับกลุ่มแม่บ้านตำรวจเพิ่มเติม โดยที่แน่นอนต้องไม่ต้องเสียเงินค่าแฟรนไชส์ โดยมีเงื่อนไขง่าย ๆ มีเพียงอย่างเดียวคือ ให้ทางครอบครัวตำรวจเข้ามานำเสนอแผนธุรกิจกับสมาคม ทำเลที่ตั้งเป็นอย่างไร ตั้งใจทำมากน้อยแค่ไหน เราก็ยินดีส่งเสริม อยากให้เกิดรายได้ช่วยเหลือครอบครัวตำรวจจริงๆ โดย 10 แฟรนไชส์แรก ต้องขอบคุณทางนมตรามะลิที่สนับสนุนมาให้เพื่อให้แฟรนไซส์เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมภายในสิ้นปี 2566 นี้"

คุณหนึ่ง- สุดถนอม กรรณสูต กรรมการ บริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด เจ้าของ  แบรนด์นมตรามะลิ กล่าวว่า “ทางนมตรามะลิ ดีใจที่ได้เป็นผู้ช่วยขับเคลื่อน แฟรนไชส์  อาซ้อคาเฟ่ กับสมาคมแม่บ้านตำราจได้ ซึ่งภายในสิ้นปี พ.ศ. 2566 เราจะนำร่อง 10 สาขาทั่วประเทศ โดยนมตรามะลิสนับสนุนมอบชุดธุรกิจ อาซ้อคาเฟ่ จำนวน 10 ชุด ผ่านสมาคมแม่บ้านตำรวจ เพื่อเป็นการสร้างอาชีพให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้นกับครอบครัวตำรวจกำลังพลที่ประสบอุบัติเหตุในระหว่างปฎิบัติราชการ โดย เริ่มจาก จังหวัดสงขลา  ราชบุรี กรุงเทพมหานคร   โดยชุดธุรกิจแฟรนไชส์อาซ้อคาเฟ่ ราคาเริ่มต้นเพียง 35,000 บาทเท่านั้น ที่มุ่งเป้าการขายกาแฟในราคาที่เข้าถึงง่าย เริ่มต้นเพียง 45 บาท แต่เต็มไปด้วยคุณภาพจากวัตถุดิบนมตรามะลิ เน้นพัฒนาและต่อยอดสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์นมตรามะลิที่เป็นวัตถุดิบสำคัญของร้าน ในโอกาสนี้ ทางนมตรามะลิยังร่วมมอบผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์สนับสนุนในทุกๆ ชุดธุรกิจแฟรนไชส์ เพื่อสร้างอาชีพที่ยั่งยืนอีกด้วย”

นอกจากการสนับสนุนจากภาคเอกชนอย่างมอบผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ต่างๆ  จากบริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด (นมตรามะลิ) ได้ให้เกียรติมาร่วมสนับสนุนโครงการพิเศษของสมาคมแม่บ้านตำรวจแล้ว และยังได้รับเกียรติจาก ครูปาน คุณสมนีก คลังนอก ศิลปินชื่อดัง นักวาดภาพประกอบอิสระ เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ร่วมออกแบบโลโก้ กาแฟอาช้อ เน้นกลุ่มลูกค้าตามตลาดในชุมชนต่างๆ เพื่อสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกกลุ่ม เนื่องจากมีราคาย่อมเยา ส่งเสริมให้ตำรวจและครอบครัวได้มีโอกาส มีธุรกิจของตนเองได้ และที่สำคัญเพื่อส่งเสริมสนับสนุนผลิตภัณฑ์เมล็ดกาแฟของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนและชุมชนในพื้นที่ดอยสามหมื่น ตชด.ที่ 33 อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ ที่ทางสมาคมแม่บ้านตำรวจได้มีโครงการสนับสนุน และพัฒนาเมล็ดกาแฟ เพื่อสร้างรายได้อีกทางให้แก่พื้นที่นั้นๆ อีกด้วย
 
ติดต่อรายละเอียด แฟรนไชส์อาซ้อคาเฟ่เพิ่มเติมได้ที่  ส.ต.ท. หญิง  เอื้ออารีย์ ภูชมศรี หมายเลขติดต่อ 09 1862 4521 Email : [email protected]

ตร. สรุป อาชญากรรมออนไลน์ที่ต้องจับตามอง ปี 2567 ยุคที่ AI สามารถเนรมิตได้ทุกอย่าง

วันนี้ (19 ธันวาคม 2566) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ได้มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งจากสถิติการรับแจ้งความออนไลน์คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ผ่านมาพบว่ารูปแบบคดีที่มีจำนวนการแจ้งความมากที่สุดอันดับ 1 ยังคงเป็น “การหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการทางออนไลน์” มีจำนวนกว่า 150,000 คดี ส่วนรูปแบบคดีที่มีความเสียหายรวมสูงที่สุด อันดับ 1 คือ “หลอกให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์” มีความเสียหายรวมกว่า 16,000 ล้านบาท สำหรับคดีในรูปแบบอื่น ๆ อาทิ “การหลอกให้โอนเงิน” “การหลอกให้กู้เงิน” และ “การข่มขู่ทางโทรศัพท์” ก็ยังคงรูปแบบคดีที่มีผู้เสียหายและสร้างความเสียหายในอันดับต้น ๆ เช่นเดียวกัน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอเตือนให้พี่น้องประชาชนระมัดระวังในการใช้สื่อออนไลน์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภท เพราะคนร้ายจะพยายามใช้ทุกช่องทางในการเข้าถึงเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการส่ง SMS การโทรศัพท์หาเหยื่อ การลงโฆษณาในสื่อสังคมออนไลน์ หรือเว็บไซต์ต่าง ๆ และในหลายกรณีพบว่าคนร้ายมีข้อมูลส่วนบุคคลเชิงลึกของเหยื่อใช้ประกอบการหลอกลวงเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือด้วย

ส่วนแนวโน้มรูปแบบของอาชญากรรมออนไลน์ในปี พ.ศ. 2567 ที่จะมาถึงนี้ สิ่งที่พี่น้องประชาชนต้องระมัดระวังนอกเหนือจากที่ได้กล่าวมาข้างต้น คือการที่คนร้ายนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) มาใช้ในการสร้างเนื้อหาปลอมขึ้นมาเพื่อใช้ในการฉ้อโกง หรือสร้างความเสียหาย โดยการนำ AI มาใช้สร้างภาพหรือคลิปปลอม เพื่อนำมาแสวงหาประโยชน์ต่าง ๆ เช่น
1. การสร้างภาพหรือคลิปปลอมเป็นบุคคลอื่น (AI Deepfakes) เพื่อใช้ในการฉ้อโกง
2. การเลียนเสียงของบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือคนรู้จัก (AI Voice Covers) จากตัวอย่างเสียง เพื่อใช้ในการฉ้อโกง
3. การสร้างคลิปลามกปลอม (AI Deepfakes) ทำให้บุคคลอื่นเสื่อมเสียชื่อเสียงหรือแสวงหาประโยชน์
4. การสร้างข่าวปลอม (Fake News) ที่ดูน่าเชื่อถือ ทำให้เกิดความตื่นตระหนก หรือความเข้าใจผิด
โดยวิธีการที่จะป้องกันตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อคือการอย่าเชื่อในสิ่งที่เห็นหรือได้ยินในโลกออนไลน์ โดยยึดหลัก “ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน” เพื่อป้องกันตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์ และหากพบว่าตนเองถูกแอบอ้างหรือปลอมบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ ให้รีบดำเนินการ “แจ้งความ รีพอร์ต บอกเพื่อน” เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับญาติพี่น้อง หรือเพื่อนสนิทต่อไป

สุดท้ายนี้ หากพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหายจากการหลอกลวงทางสื่อสังคมออนไลน์ สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่ศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ บนเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง.


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top