Sunday, 28 June 2026
NEWS FEED

‘ไรเดอร์’ น้ำใจงาม!! รีบวางออเดอร์ ปรี่เข้าช่วยคุณลุงล้มหัวฟาด ทำแผลให้อย่างคล่อง แม้ต้องรีบไปส่งอาหาร แต่ขอช่วยเหลือคนก่อน

จากกรณีผู้ใช้ติ๊กต็อก ‘nampheungg’ แชร์เรื่องราวของไรเดอร์ที่กำลังช่วยคุณลุงทำแผลทั้งที่ต้องรีบไปส่งอาหาร โดยระบุว่า “ขออนุญาตพี่ไรเดอร์และคุณลุงนะคะ คือ ถ้าพี่ไรเดอร์ไปส่งอาหารช้า อย่าว่าเค้านะคะ เค้าช่วยทำแผลคุณลุงอยู่ ลุงขาอ่อนแรงล้มหัวฟาดต่อหน้าต่อตาพี่ไรเดอร์เลย ขอบคุณพี่ พนง.ขาย และทีมพยาบาลของเดอะมอลล์ที่ช่วยกันค่ะ”

(21 ธ.ค. 66) คุณวสิตา พุทธิเจริญ หรือ ‘น้ำผึ้ง’ เจ้าของคลิป เปิดใจกับสึกนักข่าวสดออนไลน์ ว่า วันนั้นตนทำงานอยู่ในห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์บางแค ขณะกำลังยืนคุยโทรศัพท์กับเพื่อนก็ได้ยินเสียงโครมดังมาก ก่อนจะหันไปเห็นคนช่วยกันประคองลุงคนนึงอยู่ จึงได้เดินไปดู

เมื่อเดินไปถึงก็เห็นว่ามีพนักงานขายและพี่ไรเดอร์คนนึง กำลังประคองคุณลุงอยู่ ตนคิดว่าคุณลุงน่าจะล้มต่อหน้าพี่ไรเดอร์พอดี และในขณะนั้นเขาได้หยิบวิทยุสื่อสารส่วนตัวออกมา แล้วเเจ้งเหตุ ตนก็ตกใจที่ไรเดอร์มีวิทยุสื่อสาร หรือเขาอาจจะเป็นอาสาด้วยหรือเปล่า

ก่อนที่ รปภ. ของห้างจะเรียกฝ่ายปฐมพยาบาลนำอุปกรณ์ทำแผลมา พอมาถึงพี่ไรเดอร์ก็คล่องมาก ลำดับขั้นตอนการทำแผล ไล่เรียงทำตามขั้นตอนพร้อมกับถามอาการคุณลุงเป็นระยะ ถามถึงโรคส่วนตัว ต่างๆ นานา เหมือนมืออาชีพมาก ทั้งที่ไรเดอร์ก็มีของที่จะส่งให้ลูกค้าอยู่ด้วย แต่ก็เอาวางไว้ก่อน แล้วช่วยเหลือคนที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 15 นาที

โดยในช่วงแรกคุณลุงไม่ยอมบอกว่าจะให้พาไปส่งที่ไหน หรือมากับใคร พี่ไรเดอร์จึงพยายามสอบถามเพื่อที่จะหาทางช่วยเหลือ หรือให้ญาติมาช่วยดูแลต่อ เพราะคุณลุงกลัวคนที่บ้านเป็นห่วงจึงไม่อยากบอก จนสุดท้ายคุณลุงก็ยอมบอกและให้เบอร์ญาติกับพนักงานขายให้ช่วยโทรให้

ซึ่งทราบจากน้องพนักงานขายที่เห็นเหตุการณ์ บอกว่า คุณลุงล้มใส่ตู้ขายของ ซึ่งเดินมาแล้วจู่ๆ หมดแรง แล้วก็ล้มลง เพราะหมดแรง ไม่มีแรงพยุงตัวเอง แต่คุณลุงก็บอกว่าไม่มีโรคประจำตัว ทำให้ได้รับบาดเจ็บ เป็นแผลหลายจุด ตรงแขนซ้ายถลอกฟกช้ำ หัวแตกเลือดอาบ และร่างกายซีกซ้ายก็มีรอยถลอกด้วย

พอเห็นเหตุการณ์แบบนี้แล้ว ในตอนแรกเลยถ้ามองในมุมของคุณลุง ตนก็รู้สึกว่าถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับพ่อแม่ตนจะเป็นยังไงและสงสารคุณลุงมาก แล้วพอเห็นไรเดอร์ช่วยแบบไม่สนว่าลูกค้าจะด่าว่าไปส่งอาหารช้าด้วย ก็เลยรู้สึกว่าทำไมเขาจิตใจประเสริฐจัง แล้วตนก็ใจฟูมาก ใจชื้นว่าสังคมยังมีคนดีอย่างนี้จริงๆ อยู่

ตนอยากแชร์เรื่องราวนี้ ประมาณว่าถ้าลูกค้าได้รับช้าอย่าว่าพี่เขานะ เขาช่วยคนอยู่ ซึ่งหลังจากโพสต์คลิปคนส่วนใหญ่ก็เข้ามาชื่นชม บางคนก็บอกว่าเป็นพี่ชาย เป็นคนรู้จัก บางคนก็บอกว่าเป็นอาจารย์แบงค์ และเห็นว่าเป็นอาสาด้วย แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นอาสาอะไร และมีบางคนก็บอกว่าเขาเคยเป็นเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับสุขภาพก็เลยมีความเชี่ยวชาญด้านการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

อย่างไรก็ตาม สุดท้ายนี้ก็อยากบอกพี่ไรเดอร์ว่า ถ้าคุณแบงค์ดูอยู่ ก็อยากให้รักษาความดีนี้ไว้ เพราะพี่เป็นคนมีน้ำใจ เอื้ออาทรแบบนี้ต่อไป เพราะว่าโลกนี้ต้องการคนแบบพี่เยอะมาก และขอให้พี่มีสุขภาพแข็งแรง มีแต่ความสุข ความเจริญ ซึ่งพี่เขาก็ทักมาหาตนและตนได้ขอบคุณและอวยพรไปแล้วด้วย

(สุรินทร์) กอ.รมน.สุรินทร์ ประชุมอำนวยการ ติดตามประเมินผล ภายใต้งานบริหารจัดการขับเคลื่อนแผนตำบล มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ระดับจังหวัด ประจำปี 2567

วันที่ 21 ธันวาคม 2566 เวลา 10:00 น. ณ ห้องประชุมกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุรินทร์ (ชั้น 4) ศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ ศูนย์ราชการจังหวัดสุรินทร์ ตำบลนอกเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ นายพิจิตร  บุญทัน ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานในการประชุมอำนวยการ ติดตามประเมินผล ภายใต้งานบริหารจัดการขับเคลื่อนแผนตำบล มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ระดับจังหวัด ประจำปี 2567 โดยมี พันเอก จิตรกร จันทร์สว่าง รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุรินทร์ พันเอกหญิงโชติมา มุลาลินน์ หัวหน้ากลุ่มงานนโยบายแผนและการข่าว พันเอก สุดใจ แพงพรมมา หัวหน้าฝ่ายนโยบายแผนฯ พันตำรวจเอก วรายุส์ จันทร์เยี่ยม รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุรินทร์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ตามคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติประเด็นความมั่นคงและนโยบายและแผนระดับชาติ ว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ กำหนดให้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน แผนปฏิบัติการด้าน ซึ่งเป็นแผนระดับที่ 3 ที่รองรับแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติประเด็นความมั่นคง ในแผนแม่บทย่อย ด้านการรักษาความมั่นคงภายในประเทศและแผนแม่บทย่อย ด้านการป้องกัน และแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง 

ซึ่งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุรินทร์ ได้จัดทำแนวทางการบูรณาการกลไกการบริหารจัดการความมั่นคงได้แก่ พันธกิจการขับเคลื่อน 4 ประการ ซึ่งประกอบไปด้วย การแจ้งเตือนและประเมินแนวโน้มภัยคุกคามด้านความมั่นคง การวางแผนและการอำนวยการ การสร้างความตระหนักรู้ความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน การติดตามและประเมินผล การประชุมวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.กำกับดูแลและติดตามรวมทั้งให้คำแนะนำการสร้างระบบการแจ้งเตือนและประเมินแนวโน้มสถานการณ์ภัยคุกคามด้านความมั่นคง 2.เพื่อแนะนำในการบูรณาการจัดทำแผนปฏิบัติการและแผนงานโครงการด้านความมั่นคงของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ 3.เพื่อให้คำแนะนำในการซักซ้อมแผนและการดำเนินการตามแผนของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัด ทั้งในระดับจังหวัดอำเภอและตำบล 4.เพื่อรับทราบปัญหาข้อขัดข้องข้อเสนอแนะและให้คำแนะนำการดำเนินการตามแผนโครงการด้านความมั่นคงในพื้นที่จังหวัด 5.เพื่อเสริมสร้างให้ทุกภาคส่วนมีความตระหนักรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่อาจจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศและเสริมสร้างให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศและการป้องกันแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุรินทร์ ได้ทำพันธกิจและภารกิจดังกล่าว บูรณาการ การทำงานร่วมกันกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยการ ติดตามประเมินผล ภายใต้งานบริหารจัดการขับเคลื่อนแผนตำบล มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ระดับจังหวัด ประจำปี 2567 และหารือพิจารณากำหนดหน่วยงานที่รับผิดชอบในการขับเคลื่อน แผนงานโครงการ ในแต่ละประเด็นเพื่อแก้ไขปัญหาต่อไป

‘สาวไทย’ รีวิว 'ทางด่วน' กัมพูชา พบราคาแพงมาก ฟาก ‘สื่อ-โซเชียล’ เขมรไม่พอใจ จัดทัวร์ลงทันควัน

(21 ธ.ค. 66) เพจเฟซบุ๊ก World Forum ข่าวสารต่างประเทศ โพสต์เรื่องราวสุดน่าตกใจ เนื่องจากมีข่าวยูทูปเบอร์สาวคนไทย โผล่ในสื่อของกัมพูชาหลายช่อง โดยสาเหตุมาจากที่เธอได้รีวิว ‘ทางด่วน’ ของประเทศกัมพูชา ว่ามีราคาแพงมาก หลังสื่อต่างๆ ออกข่าวของเธอ ทำให้รถทัวร์จากกัมพูชามาลงทันที 

ซึ่งในคลิปของยูทูปเบอร์สาวคนไทย ได้บรรยายว่า รีวิว ‘ทางด่วน’ กัมพูชา ถนนสวยไม่มีหลุมเลย และไม่มีรถด้วยรถโล่งมากๆ มีป้ายโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และคนที่นี่ขับรถแช่เลนขวา ท้ายคลิปเธอยังบอกอีกว่า ‘ทางด่วน’ 200 กม. ต้องเสียค่าขึ้นราคา 11.97/USD หรือ 418 บาทไทย แพงมาก......

หลังจากนั้นสื่อกัมพูชาได้นำเสนอข่าวของยูทูปเบอร์สาวคนไทย ที่รีวิว ‘ทางด่วน’ ว่ามีราคาแพง ด้านชาวเน็ตกัมพูชามีปฏิกิริยาไม่พอใจ ชาวเน็ตกัมพูชาออกมาบอกว่า การรีวิวแบบนี้เป็นการรังแกกัมพูชา 

และมีชาวกัมพูชามาบอกว่า ‘ทางด่วน’ ถูกสร้างโดยประเทศจีนเมื่อครบสัมปทานจากจีน จะคืนสู่รัฐบาลกัมพูชาและตอนนั้นจะได้ใช้ฟรี แต่ก็มีชาวกัมพูชาส่วนหนึ่งเห็นด้วยว่าราคาแพงมากและขอบคุณที่พูดแทนคนกัมพูชา

สมาคมแม่บ้านตำรวจลงนาม MOU กับกระทรวงมหาดไทย ร่วมสนับสนุนส่งเสริมผ้าไทย เสริมสร้าง Soft power ของไทย

วันนี้ (21 ธ.ค.66) เวลา 12.30 น. คุณนิภาพรรณ สุขวิมล นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ และ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างสมาคมแม่บ้านมหาดไทย กับสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมมือในหัวข้อ “รวมพลัง สร้างบ้าน อุ่นรัก ร่วมสวมผ้าไทย ใช้สินค้าไทย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม น้อมนำความสุขอย่างยั่งยืน ร่วมคืนคนดีสู่สังคม” ณ ห้องประชุมราชบพิธ ชั้น 5 อาคารดำรงราชานุสรณ์ กระทรวงมหาดไทยโดยมี พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมลและ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมเป็นสักขีพยาน

ทั้งนี้ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ กล่าวว่าโครงการความร่วมมือนี้ เกิดจากการดำเนินภารกิจตามนโยบายต่าง ๆ ของสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ที่เห็นผลในเชิงประจักษ์ สมาคมแม่บ้านตำรวจพิจารณาว่า พันธกิจระหว่าง 2 หน่วยงาน ต่างมุ่งประโยชน์เพื่อจะบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่ประชาชน และเป็น “หลังบ้าน” ที่ดี เพื่อสนับสนุนภาระหน้าที่ของ “หน้าบ้าน” ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ 

นอกจากนี้ สมาคมแม่บ้านตำรวจยังได้รับนโยบายจาก พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งได้วางเป้าหมายที่จะสร้าง Home Police ไม่เพียงแต่จะให้ความสำคัญแก่ครอบครัวตำรวจ ยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของครอบครัว ของชุมชนทุกครัวเรือน ที่อยากเห็นทุกครอบครัวมีความอบอุ่น และมีความปลอดภัยในทุกด้าน หากตำรวจทำงานร่วมกับประชาชนด้วยความสามัคคี โดยคำนึงถึงประชาชนในชุมชน และช่วยเป็นหูเป็นตา ย่อมแสดงออกถึงความเข้มแข็งและความมั่นคงในการป้องกันอาชญากรรมได้เป็นอย่างดี

สมาคมแม่บ้านตำรวจจึงนำกรอบพันธกิจทั้ง 2 หน่วยงาน ที่เป็นแกนกำลังของสังคมและชุมชน มาผนึกกำลังเป็นโครงการที่จะร่วมบูรณาการ รวมทั้งสร้างความสุขอย่างยั่งยืนให้กับประเทศ ในการบันทึกข้อตกลงความร่วมมื (MOU) ในหัวข้อ “รวมพลัง สร้างบ้าน อุ่นรัก ร่วมสวมผ้าไทย ใช้สินค้าไทย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม น้อมนำความสุขอย่างยั่งยืน ร่วมคืนคนดีสู่สังคม” ในครั้งนี้ และยังเป็นการสนับสนุน Soft Power ของไทย

Soft Power เป็นการปรับรูปแบบของวัฒนธรรมให้สามารถสอดแทรกเข้ากับผลประโยชน์หรือค่านิยมของประเทศเป้าหมายได้ เพิ่มโอกาสที่วัฒนธรรมดังกล่าวจะกลายเป็น Soft Power ของประเทศนั้น เพราะไม่ได้ถูกมองว่าเป็นศัตรู หากแต่เป็นโอกาสในการต่อยอดสิ่งดีงามใหม่ ทำให้ประเทศเป้าหมายรู้สึกต้องการโอกาสนี้และเปิดใจยอมรับได้อย่างเต็มใจ ด้วยการแทรกซึมวัฒนธรรมในรูปแบบใหม่นี้เอง จึงดึงดูด ส่งอิทธิพล และเป็นที่ชื่นชมของคนทั่วโลกไปโดยปริยาย

“จริงจัง แก้ไขปัญหา เพื่อประชาชน”กองทัพภาคที่ 3 จัดประชุมบูรณาการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละออง 17 จังหวัดภาคเหนือ ประจำปี 2567

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2566 พลโท ประสาน แสงศิริรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 3/ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 /ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการดับไฟป่า ภาค 3 เป็นประธานการประชุมบูรณาการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็กในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ประจำปี 2567 เพื่อเตรียมการรองรับสถานการณ์ไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ประจำปี 2567 ณ ห้องประชุมคชรัตน์ 1 กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จังหวัดพิษณุโลก มีหน่วยงานเข้าร่วมประชุม ได้แก่ หน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 3ิ, กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด 17 จังหวัดภาคเหนือ , กองทัพอากาศ , กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กรมควบคุมมลพิษ, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ,กรมฝนหลวงและการบินเกษตร, สำนักเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน), ตำรวจภูธรภาค 5 และ ภาค 6, ศูนย์เทคโนโลยีดิจิทัสและอากาศยาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, สำนักงานจัดการทรัพยากรป่าไม้, สำนักงานบริหารพื้นที่อนุรักษ์,  สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด/สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด และสำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ   

สำหรับการประชุมได้แนวทางการเตรียมแผนปฏิบัติการระดับจังหวัดและ  กองทัพภาคที่ 3 /กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3  เสนอแผนการจัด ชป.ลว.ชุดปฏิบัติการลาดตระเวนร่วม จำนวน 69 ชุดปฏิบัติการ สนับสนุนให้กับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ตามนโยบายของรัฐบาลในสร้างการรับรู้ การลาดตระเวน ตรึงกำลัง ในพื้นที่ 9 ป่าแปลงใหญ่เผาไหม้ซ้ำซาก  

ด้าน ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพอากาศ และหน่วยเกี่ยวข้อง วางแผนการดำเนินงานตั้งแต่ห้วงก่อนเกิดสถานกาณ์วิกฤต โดยเริ่มติดตามสถานการณ์ ประสานการปฏิบัติกับภาคีเครือข่าย และตรวจสอบความพร้อมของหน่วยปฏิบัติตั้งแต่เดือน ตุลาคม  ตั้งแต่วันที่  1 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา ศูนยุทธการทางอวกาศ / ได้ทำการวิเคราะห์จุดความร้อนที่มีโอกาส เกิดไฟไหม้ ส่งให้ ศูนย์ปฏิบัติการดับไฟป่า กองทัพภาคที่ 3   และ กรมยุทธการทหารอากาศ / วางแผนการฝึกบินควบคุมไฟป่า กองทัพอากาศ ประจำปี 2567  ในเดือน ธันวาคม โดยใช้พื้นที่ จังหวัดเชียงใหม่ และเชียงราย เป็นพื้นที่การฝึก

ในเดือนมกราคม 2567 ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพอากาศ วางแผนพิจารณาในการส่งอากาศยาน ในการบินกระจายเสียงเพื่อรณรงค์ สร้างการรับรู้และเข้าใจ ในการไม่เผาป่า  ให้กับประชาชนในพื้นที่ที่ยากแก่การเข้าถึง และยากแก่การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ส่วนเดือน กุมภาพันธ์  – พฤษภาคม เป็นห้วงที่สถานการณ์รุนแรงที่สุด ในห้วงนี้จะพิจาณาในการส่งอากาศยานประเภท sensor shooter ตามระดับสถานการณ์ และตามที่ได้รับการประสานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการสนับสนุนภารกิจ และ ตั้งแต่เดือน มิถุนายน เป็นต้นไป เป็นห้วงที่สถานการณ์ในภาคเหนือคลี่คลายลง ในห้วงนี้ จะเป็นห้วงของการสรุปผลการปฏิบัติ และปรับปรุงแผนการปฏิบัติการ 

ด้านการใช้อากาศยาน ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพอากาศ ได้ประยุกต์ใช้ ขีคความสามารถของกองทัพอากาศ สำหรับภารกิจ ดังนี้
1. การบินกระจายเสียง รณรงค์ สร้างการรับรู้และเข้าใจ ในการไม่เผาป่า ให้กับประชาชนในพื้นที่ที่ยาก แก่การเข้าถึง รับรู้ข้อมูลข่าวสาร โดย อากาศยานแบบ AU-23
2. การบินเพื่อลาดตระเวนค้นหาพื้นที่ไฟป่า โดย อากาศยานแบบ AU-23,  อากาศยานแบบ DA-42 และอากาศยานไร้คนขับแบบ Aerostar BP
3. การบินควบคุมไฟป่าโดย BT-67 ที่ติดตั้ง Fire Guardian Tank  สามารถบรรทุกน้ำได้ 3000 ลิตรต่อ 1 ครั้ง และ C-130 บรรทุกอุปกรณ์ PCADS โดยบรรทุกได้มากสุด 10 ลูกต่อ 1 ครั้ง, โดย PCADS 1 ลูกบรรจุน้ำผสมสารยับยั้งไฟป่า จำนวน 1000 ลิตร ในการบินควบคุมไฟป่านั้น จะใช้พิจารณาอากาศยานและอุปกรณ์ ตามลักษณะภูมิประเทศและพื้นที่เป้าหมาย / เพื่อสร้างแนวกันไฟ ไม่ให้ลุกลามไปยังพื้นที่ที่กำหนด
4. การบินลำเลียงทางอากาศ เพื่อขนส่งกำลังพล และยุทโธปกรณ์ให้กับหน่วยงานที่ร่วมปฏิบัติภารกิจ และการบินส่งกลับสายแพทย์ทางอากาศ ในกรณีมีผู้ปฏิบัติงานได้รับบาดเจ็บรุนแรง และต้องการการรักษาอย่างเร่งด่วน โดย อากาศยานแบบ C-130 และ เฮลิคอปเตอร์แบบ EC-725

และ 5. การบินค้นหาและช่วยชีวิต ในกรณีหน่วยดับไฟป่าภาคพื้นติดกับดักของไฟ หรือ หลงป่า โดย เฮลิคอปเตอร์แบบ EC-725 

นอกจากนี้ ยังได้ประยุกต์ใช้ขีดความสามารถของหน่วยภาคพื้น เพื่อประกอบกำลังและสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยบิน เช่น 1. ชุดวางแผนร่วม ทำหน้าที่ประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อแบ่งพื้นที่ปฏิบัติงาน กำหนดวงรอบปฏิบัติงาน และวางแผนการปฏิบัติ ร่วมกัน
2. ชุดแปลความภาพถ่าย จะนำภาพถ่ายทางอากาศที่บินค้นหาพื้นที่ไฟป่า วิเคราะห์ขนาดความรุนแรง ทิศทาง และจัดลำดับความสำคัญ และส่งให้กับหน่วยเกี่ยวข้อง เพื่อจัดการกับพื้นที่ไฟป่า
3. ชุดควบคุมห้วงอากาศ เพื่อ monitor และแนะนำการปฏิบัติให้กับอากาศยานจากหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อความปลอดภัยในการปฏิบัติภารกิจ และ 4. ชุดวิเคราะห์จุดความร้อน จะนำภาพถ่าย Hotspot จากดาวเทียม มาวิเคราะห์และคัดกรองอีกครั้งหนึ่ง เพื่อกำหนดพื้นที่ที่คาดว่าจะเกิดไฟป่า

‘เจี๊ยบ อมรัตน์’ โพสต์ลั่น!! เบื่อข่าว ‘แอฟ-นนกุล’ ท่ามกลางชาวเน็ตเสียงแตก เห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย

(21 ธ.ค.66) จากกรณีกระแสความหวานของ ‘นนกุล ชานน’ และ ‘แอฟ ทักษอร’ ดารานักแสดงชื่อดัง ทำให้เป็นกระแสและได้รับความสนใจจากชาวเน็ตและตามหน้าสื่ออย่างหนัก แต่ทว่ากลับไม่เป็นที่ถูกใจของนางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล หรือ เจี๊ยบ ก้าวไกล แกนนำพรรคก้าวไกล เมื่อเจ้าตัวได้ออกมาโพสต์ข้อความว่า “เบื่อข่าวแอฟกับนนกุลมากเลย ทำไงให้ไม่มาขึ้นที่หน้าฟีด”

ซึ่งก็มีผู้ใช้เฟซบุ๊กเข้ามาคอมเมนต์ว่า “เอาหน่า…ฟีลคุณแม่-ลูกชายค่ะ น่ารักดีออก แม่ลูก มุ้งมิ้ง” ซึ่งนางอมรัตน์ ก็เข้ามาตอบว่า “รำคาญจริงๆ ค่ะ” ขณะที่แฟนคลับของนางอมรัตน์ก็ต่างเข้ามาแสดงความเห็นด้วยกับโพสต์ดังกล่าว บางคนบอกด้วยว่า “เมื่อก่อนจะหยุดดูตลอด ตอนนี้รีบเลื่อนหนี ไอจีก็ไม่อยากเปิดค่ะ คือบางทีสื่อก็เล่นข่าวเกินไปมาก”

อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ จะพบว่าบรรดาแฟนคลับของพรรคก้าวไกลหรือด้อมส้ม มีความพยายามปั่นกระแสคู่จิ้นระหว่าง ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกลกับ ‘แอฟ ทักษอร’ และนางอมรัตน์เองถือเป็นคนแรกๆ ที่พยายามปลุกกระแสคู่จิ้นคู่นี้ ถึงขั้นออกมาโพสต์รูปภาพเป็นแชตที่มีคนทักมาว่า “พี่เจี๊ยบคะ คิวคุณพิธาพอจะมีคิวบ้างไหมคะ” ซึ่งทางด้าน ‘เจี๊ยบ อมรรัตน์’ ตอบกลับไปว่า “ต้องขอไปทางคุณเ…ฟค่ะ” งานนี้แม้เซนเซอร์ไว้แล้วแต่ดูจากดาวอังคารก็ดูออกว่าหมายถึง ‘แอฟ ทักษอร’

ทำให้ผู้ใช้ทวิตเตอร์ชื่อบวรเดช แสดงความเห็นในเรื่องนี้ว่า นางอมรัตน์เป็นคนแรกๆ ที่พยายามปลุกกระแสคู่จิ้น แอฟ-พิธา แต่พอแอฟไม่เอาพิธา นางอมรัตน์ก็ไปโพสต์ว่า รำคาญแอฟ เนี่ยสัน…คนดีๆ เขาไม่ทำกันแบบนี้หรอก ขณะที่บางคนบอกว่า คุณแอฟปฏิเสธทุกครั้งที่นักข่าวถาม ตอบชัดเจนว่าเป็นเพื่อนกัน เป็นเพื่อนกันนานแล้ว คนจับคู่ก็จับคู่กันไปเอง คุณแอฟไม่เคยเล่นตามกระแสเลย พอเขาเปิดตัวจริง ก็ไปต่อว่าเขาอีก

ผบ.ตร.เป็นประธานพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อป้องกันและเฝ้าระวังอันตรายจากความร้อนที่เกิดจากการฝึกอบรม เสริมสร้างทักษะ ความรู้ ความสามารถผู้ปฏิบัติงานดูแลด้านพยาบาลของศูนย์ฝึกอบรม

วันที่ 21 ธ.ค.66 เวลา 09:00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อป้องกันและเฝ้าระวังอันตรายจากความร้อนที่เกิดจากการฝึกอบรม ณ ห้องแจ้งยอดสุข ชั้น 3 อาคารฝึกอบรมและสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและโรงพยาบาลตำรวจเข้าร่วมพิธีฯ
    
สำหรับโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการฯ ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ สืบเนื่องมาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นองค์กรปราบปรามอาชญากรรม และบังคับใช้กฎหมายในระดับมาตรฐานสากลที่ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธา ซึ่งการที่จะสามารถไปสู่เป้าหมายดังกล่าวนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการพัฒนากำลังพลให้มีประสิทธิภาพ มีความรู้ ทักษะทางยุทธวิธี จากการฝึกอบรมหลักสูตรต่างๆ ซึ่งในการฝึกอบรมนั้น ก็มักเกิดปัญหากรณีผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้รับบาดเจ็บระหว่างการฝึก โดยเฉพาะสาเหตุที่เกิดจากความร้อนที่ส่งผลให้เกิดภาวะอันตรายต่อร่างกายจนได้รับบาดเจ็บหรือถึงแก่ชีวิต  

สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหา และมีความห่วงใยกำลังพล จึงมอบหมายให้กองบัญชาการศึกษา จัดทำโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการนี้ขึ้น เพื่อให้ผู้บริหาร, ครูฝึก และ ผู้ที่ทำหน้าที่พยาบาลประจำสังกัดศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 1-9 หรือหน่วยฝึกอบรมที่ได้รับมอบหมาย มีทักษะความรู้ความสามารถและความเข้าใจในการกำกับดูแลหรือวิธีป้องกันกรณีผู้เข้ารับการฝึกอบรม ได้รับบาดเจ็บจากการฝึกอบรม รวมไปถึงเพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติในการปรับพื้นฐานผู้เข้ารับการฝึกอบรม ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยมีหัวข้อการฝึกอบรม ดังนี้ 

- ระบบการแพทย์ฉุกเฉินและระบบสาธาณสุขไทย โดย น.อ.(พิเศษ) นพ.นิสิทธิ์ เจริญยิ่ง รองเลขาธิการ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ
- อาการบาดเจ็บจากความร้อน (Heat Relatedillness) โดย พ.ต.อ.ณัฐพล ปิตะนีละบุตร นายแพทย์ (สบ 5) กลุ่มงานผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลตำรวจ พร้อมคณะ
- แนวทางปฏิบัติในการปรับพื้นฐานผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรนักเรียนนายสิบตำรวจ เพื่อเตรียมความพร้อมทางร่างกายและจิตใจ โดย พ.ต.อ.ธนเสฏฐ์ ภิรมย์เอี่ยม รองผู้บังคับการสำนักการศึกษาและประกันคุณภาพ กองบัญชาการศึกษา 
- จิตเวช “การประเมินและดูแลสุขภาวะทางจิตใจ” โดย พ.ต.อ.เกริกกมล แย้มประยูร นายแพทย์ (สบ 5) กลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลตำรวจ พร้อมคณะ
- แนวทางการปฏิบัติเพื่อป้องกันและดูแลอาการบาดเจ็บจากความร้อนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีการแบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติการวินิจฉัยอาการและการรักษา เพื่อดูแลผู้ป่วยที่มีอาการบาดเจ็บจากความร้อน
- การอภิปรายและนำเสนอผลสรุปจากการฝึกอบรม และทำแบบทดสอบหลังการฝึกอบรม

โดยการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อป้องกันและเฝ้าระวังอันตรายจากความร้อนที่เกิดจาก การฝึกอบรม ทั้งสิ้นจำนวน 2 รุ่น ดังนี้

รุ่นที่ 1 ประกอบด้วยกองบัญชาการศึกษา, ศูนย์ฝึกอบรม กองบัญชาการตำรวจนครบาล, ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธร 1-9, กองกำกับการ 1-9 กองบังคับการฝึกพิเศษ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน รุ่นที่ 2 ประกอบด้วยกองบัญชาการศึกษา, ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 1-9, กองแผนงานกิจการพิเศษ สำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ, โรงเรียนในร้อยตำรวจ, ศูนย์ฝึกอบรมกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

‘ทะเลบัวแดง’ บานสะพรั่ง ละลานตาเต็มอ่างเก็บน้ำหนองคอกช้าง พร้อมกลิ่นอายธรรมชาติ ขึ้นแท่นจุดเช็กอินแห่งใหม่ จ.นครพนม

(21 ธ.ค. 66) ผู้สื่อข่าวจังหวัดนครพนมรายงานว่า ที่ ‘ทะเลบัวแดง’ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม กลายเป็นสนใจของประชาชน นักท่องเที่ยว ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติแห่งใหม่ อยู่ที่หนองคอกช้าง บ้านดอนแดง ตำบลบ้านเสียว อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม โดยมีเนื้อที่กว่า 300 ไร่

ซึ่งหนองคอกช้างไม่เพียงเป็นแหล่งเก็บน้ำเพื่อการเกษตร ที่มีความอุดมสมบูรณ์ ทางธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันซีน (Unseen) แห่งใหม่ เพราะมีบัวแดงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติจำนวนมาก ผนวกกับช่วงนี้ในพื้นที่ จ.นครพนม มีสภาวะอากาศเย็นไปถึงหนาว จึงทำให้ในช่วงเช้าดอกบัวแดงเบ่งบานสะพรั่ง กลายเป็นทะเลบัวแดงที่มีความสวยงาม เป็นเสน่ห์ดึงดูดประชาชน นักท่องเที่ยวไปล่องเรือ เพื่อชมความสวยงามอย่างใกล้ชิด จนกลายเป็นจุดเช็กอินแห่งใหม่ของ จ.นครพนม ยิ่งมีการเช็กอินหรือเซลฟีภาพลงเผยแพร่ไปตามโลกโซเชียล ก็ยิ่งสร้างความสนใจเป็นแรงกระตุ้นให้ประชาชน และนักท่องเที่ยวเดินทางไปเที่ยวชมมากขึ้น

ทางด้าน นายพิทักษ์ ปางข้างฮุง นายก อบต.บ้านเสียว อ.นาหว้า จ.นครพนม เปิดเผยว่า สำหรับทะเลบัวแดง หนองคอกช้าง บ้านดอนแดง ต.บ้านเสียว ถือเป็นจุดเช็กอินและอันซีนแห่งใหม่ มีพื้นที่กว่า 300 ไร่ เป็นพื้นที่อ่างเก็บน้ำเพื่อการเกษตรของชาวบ้าน แต่ปัจจุบันด้วยความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ทำให้มีบัวแดงเกิดขึ้นเป็นพื้นที่กว้าง จนกลายเป็นทะเลบัวแดงที่สวยงาม

ยิ่งช่วงนี้มีอากาศหนาว ในตอนเช้าดอกบัวแดงจะพร้อมใจกันบานสะพรั่ง สร้างความตื่นตาให้กับประชาชน รวมถึงนักท่องเที่ยว ซึ่งในส่วนของ อบต.บ้านเสียว ได้ร่วมกับชาวบ้าน ชุมชน จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว จัดเรือบริการ รองรับประชาชน นักท่องเที่ยว คิดอัตราค่าบริการ คนละ 50 บาทต่อครั้ง เพื่อลงเรือพายเที่ยวชม เพื่อถ่ายภาพความสวยงาม ท่ามกลางดอกบัวแดงเต็มพื้นที่อ่างเก็บน้ำ

นอกจากนี้ ยังได้ชื่นชมความสวยงามของธรรมชาติ โดยมีนกนานาชนิดหรือฝูงนกอพยพหนีหนาวไซบีเรีย รวมถึงนกหายากจากต่างถิ่นกว่าพันตัว ถือเป็นเสน่ห์ดึงดูดอีกอย่างหนึ่ง ให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปชมทิวทัศน์ความสวยงามในพื้นที่หนองคอกช้าง เชื่อว่าจะเป็นอีกสถานที่สำคัญที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้ชุมชน ในช่วงปีใหม่และเหมันต์ฤดู

สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดจองคิวล่องเรือได้ที่ โทรศัพท์ 087-224-4562 รับรองว่าไม่ผิดหวัง ผู้ชื่นชอบธรรมชาติจะต้องประทับใจ ในความสวยงามของทะเลบัวแดงอย่างแน่นอน

อนึ่ง ‘บัวแดง’ ยังมีชื่อเรียกว่า ‘สัตตบรรณ’ และ/หรือ ‘รัตตอุบล’ มีการเจริญเติบโตรวดเร็ว กระจายอยู่ทุกภาคของประเทศไทย มีสรรพคุณทางยา ช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงหัวใจทำให้สดชื่น บำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง แก้ไข้ตัวร้อน แก้อาการร้อนใน ส่วนสายบัวมีเบต้าแคโรทีน ช่วยป้องกันและต้านโรคมะเร็งในลำไส้ ขณะที่ในส่วนเกสรช่วยบำรุงผิวพรรณ จึงมีนักวิจัยนำไปผลิตเป็นเซรั่มบำรุงผิวหน้า ยับยั้งการอักเสบและเกิดสิว

ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก/ผู้ช่วยผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ลงพื้นที่มอบของขวัญปีใหม่และอ่านสารอวยพรปีใหม่ให้แก่กำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนาม ตามแนวชายแดนภาคเหนือ

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2566 เวลา 08.30 น. พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก/ผู้ช่วยผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก เป็นผู้แทน พลเอก เจริญชัย หินเธาว์ ผู้บัญชาการทหารบก/ ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก เดินทางมาตรวจเยี่ยมหน่วย และอำนวยพรปีใหม่ให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนาม ประจำปี 2567 ของหน่วยในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 ในระหว่างวันที่ 18 - 19 ธันวาคม 2566 

โดยมี พลโท ประสาน แสงศิริรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 ให้การต้อนรับ ที่ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 นับว่าเป็นหน่วยที่มีความสำคัญมีการพัฒนาทุกๆด้านโดยเฉพาะการปฏิบัติตามพันธกิจ 5 ประการ ของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ได้แก่ การเฝ้าตรวจและป้องกันพื้นที่ชายแดน การเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน การแก้ไขปัญหาความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน การประสานความร่วมมือกับประเทศ เพื่อนบ้าน และการปฏิบัติในพื้นที่ระวังป้องกัน

โอกาสนี้ พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก/ผู้ช่วยผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ได้อ่านสารอำนวยอวยพรปีใหม่ จากพลเอก เจริญชัย หินเธาว์ ผู้บัญชาการทหารบก/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ที่มีถึงกำลังพล และส่งมอบของขวัญปีใหม่จากกองทัพบก แก่ผู้แทนหน่วยที่ปฏิบัติราชการสนามในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 ร่วมเป็นผู้แทนในการรับมอบ ส่งต่อไปยังกำลังพลเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ทหารทุกนาย ก่อนพบปะเยี่ยมเยียนกำลังพลที่มาร่วมต้อนรับ ตลอดจนกล่าวอวยพรปีใหม่ ให้ทุกภาคส่วนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง ปลอดภัย มีความสุข สุขภาพร่างกายแข็งแรง และช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ ขอให้ดูแลรักษาความปลอดภัยให้ประชาชนได้มีความสุขเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชนอีกด้วย

‘ท่านอ้น’ โพสต์ภาพกิจกรรมที่ได้ทำในไทย พร้อมเผยความในใจ ‘Thailand I Miss You’

(21 ธ.ค.66) ภายหลังจากที่ ‘ท่านอ้น วัชเรศร วิวัขรวงศ์’ ได้เดินทางกลับสหรัฐอเมริกา ไปเมื่อวันที่ 18 ธันวาคมที่ผ่านมา ผ่านมาได้ 3 วัน ก็ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เป็นภาพกิจกรรมในประเทศไทย ตลอดจนบรรยากาศที่ท่านอ้นได้ไปเยี่ยมเยียน เช่น ขณะที่กำลังรับประทานก๋วยเตี๋ยวเรือ มีศาลพระภูมิ ผัดไทย บิงซูร้านดัง และพบปะพูดคุยกับชาวบ้าน พร้อมระบุว่า “Thailand I miss you”

โดยได้มีประชาชนคนไทยเข้าไปคอมเมนต์ส่งความคิดถึงเช่นเดียวกัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top