Sunday, 28 June 2026
NEWS FEED

ช่อง 5 พลิกโฉมผังใหม่ 67 อัดแน่น ‘ข่าวสาร-สาระ-บันเทิง’ ดึงพันธมิตรคุณภาพร่วมลุย มั่นใจกรุยทางมัดใจคนทุกกลุ่ม

ช่อง 5 เดินหน้าปรับผังรายการใหม่ ปี 2567 ชูรายการข่าวสาร สาระความรู้ ครบครัน พร้อมคัดสรรบันเทิงวาไรตี้เปี่ยมประโยชน์ เพิ่มเติมรายการสร้างสรรค์สังคม รวมทั้งกีฬา เข้าถึงทุกกลุ่มทุกวัย

(22 ธ.ค.66) พลเอก นิรันดร ศรีคชา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก พร้อมด้วยผู้บริหาร ผู้ร่วมผลิตรายการ และพันธมิตร ร่วมแถลงผังรายการ 2024 ทีวีสาธารณะเพื่อความมั่นคงแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทย นำคุณค่าสู่สังคมไทย โดยผู้ชมสามารถเกาะติดความเคลื่อนไหวข้อมูลข่าวสารได้ตลอดทั้งวันไปพร้อมกับรายการข่าวคุณภาพเนื้อหาครอบคลุมทุกมิติจากทางสถานีตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ ด้วยการนำเสนอที่ถูกต้อง รวดเร็ว เป็นกลาง และสร้างสรรค์ เข้าใจ เข้าถึง ทุกสถานการณ์ 

***วันจันทร์ถึงศุกร์…
>> เวลา 05.30-08.00 น. ข่าวเด่นเช้านี้, วงจรกีฬา, เช้านี้ประเทศไทย เตรียมพบรายการใหม่ที่ให้ข่าวสาร บันเทิง และไลฟ์สไตล์ ในทุกแวดวงติดตามไปกับ ‘ประเทศไทยวาไรตี้’ 
>> เวลา 09.00 น. จากนั้นช่วงเที่ยงติดตามได้กับ เที่ยงวัน- ทันข่าว 
>> เวลา 18.00 น. พบกับ ข่าวเด่นทันสถานการณ์ โดยในช่วงเดือนมกราคมปีหน้าเพิ่มเติมด้วยช่วง ‘360 องศา Go Green’ ที่จะทำให้ทันโลกทุกการเปลี่ยนแปลง และติดตามข่าวด่วนทุกเหตุการณ์ใน ‘News Alert’ 

***ส่วนวันหยุดเสาร์และอาทิตย์...
>> 08.00 น. ข่าวเด่นเช้านี้ และทุกวันอาทิตย์ เวลา 21.00 น. ติดตามสถานการณ์ในต่างประเทศ วิเคราะห์และเปรียบเทียบผลกระทบที่มีต่อประเทศไทยในรูปแบบสารคดีเชิงข่าวกับรายการ Connect the world ชิบเชื่อมโลก โดย ชิบ จิตนิยม อัปเดตข่าวรอบสัปดาห์ไปกับ ประเด็นเด่นสุดสัปดาห์ ในเวลา 22.00 น. นอกจากนี้ยังมีรายการเล่าข่าวเช้าวันเสาร์ 07.00 น. เดอะพีเพิลโชว์ และวันอาทิตย์ 20.30 น. เรื่องเล่าข่าวดีกับสายสวรรค์

นอกจากนี้ ช่อง 5 พร้อมส่งเสริมและผลักดัน Soft Power ของไทยให้แพร่หลายผ่านทางรายการต่างๆ ที่นำเสนอเนื้อหาสอดรับกับการเชื่อมโยงวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชน ทั้งด้านอาหาร, การท่องเที่ยว, ศิลปะ, วัฒนธรรม อาทิ ล่องสราญจานสง่า, ตี๋อ้วนชวนหิว, วาไรตี้ 4 ภาค, บันทึกท่องเที่ยว, วีลเจอร์นี, จอยเดย์ถนนแห่งการเดินทาง, เดอะไดอารี่ มีดีที่เดินทาง 

อีกทั้งยังมีรายการส่งเสริมด้านการเกษตรกับ เกษตรช่อง 5 พัฒนาชุมชน ไม่ตกเทรนด์เรื่องยานยนต์กับรายการ ‘SPEEDTALK’ ดำเนินรายการโดย โบ๊ต บูลย์นันท, ฐานพงษ์ พรรณรังสี, ระพี มาประสพ, บอม วิบูลย์นันท์  ที่จะมาร่วมพูดคุยเรื่องราวเกี่ยวกับรถยนต์ ติดตามชมได้ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 10.40 น. 

พร้อมกันนี้ยังมีรายการที่สร้างพลังใจ ได้แก่ คนเปลี่ยนโลก, คนกีฬาต้นแบบสร้างแรงบันดาลใจ, คนไทยหัวใจไม่ท้อ  ส่วนรายการเพื่อเด็กและเยาวชน ช่วงวันอาทิตย์  07.00 น. โชว์ มี ยัวร์ คิดส์ ต่อด้วย ซุปตาร์คิดส์ติดดาว 

สำหรับคอกีฬา ช่อง 5 พร้อมเอาใจแฟนกีฬามวยไทยหนึ่งในกีฬาที่เป็น Soft Powerของไทย ทุกวันจันทร์ถึงพฤหัสบดี เวลา 20.30 น. รับชมการถ่ายทอดสด “มวยไทย” วันอาทิตย์ 18.00 น. มันส์ไปกับมวยไทยตัวจริงในรายการ ‘ศึกท่อน้ำไทย’ สดตรงจากสนามมวยราชดำเนิน และติดตามการ แข่งขันกีฬาที่กำลังเป็นที่นิยม E-Sport ได้ในช่วงเดือนมีนาคม 2567

นอกจากนี้ติดตามรายการที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ สะท้อนเรื่องราวของสังคม ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 14.55 น. ติดตามได้กับ ‘สนามเป้าบรรเทาทุกข์’ รายการที่จะเป็นสื่อกลาง ในการรับเรื่องราวร้องทุกข์ รับแจ้งเบาะแสปัญหาในแต่ละพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การคลี่คลายแก้ไขปัญหา โดย 3 ผู้ดำเนินรายการ ปิยะฉัตร กรุณานนท์, อรอุมา เกษตรพืชผล, ศุภรัตน์ นาคบุญนำ และอีกหลายรายการ อาทิ เดินหน้าปฏิรูป, ที่นี่ชายแดนใต้, เพื่อประชาชน รวมถึงรายการเชิงอัตลักษณ์ในช่วงเวลา 19.30 น. กับ วีอาร์โซลเยอร์ ภารกิจของสุภาพบุรุษนักรบไทย และทุกวันศุกร์ เวลา 21.00 น. คุยดีมีสาระกับรายการแต้มต่อ

อย่างไรก็ตามภายหลังงานแถลงข่าวเปิดตัวผังรายการในครั้งนี้ พลเอก นิรันดรฯ ได้จัดให้มี Business Talk ร่วมพูดคุยกับทุกภาคส่วนที่สนใจร่วมเป็นพันธมิตรกับทางสถานี ทั้งด้านการผลิตรายการและ การจัดกิจกรรมเพื่อสังคม เพื่อร่วมกันผลักดันให้เกิดคอนเทนต์หรือกิจกรรมดีๆ ที่เสริมสร้างให้เกิดองค์ความรู้ เกิดการเปลี่ยนแปลง การพัฒนาสังคม และความมั่นคงในด้านต่างๆ ที่ดีขึ้น นับเป็นมิติใหม่ โปร่งใส เปิดกว้าง และรับฟัง ตามแนวทางการเป็นทีวีสาธารณะเพื่อความมั่นคงแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย 

ติดตามชมรายการที่น่าสนใจและข้อมูลข่าวสารของทาง ช่อง 5 ได้ทุกแพลตฟอร์ม ทางออนแอร์ช่อง 5 กดหมายเลข 5 ทางออนไลน์ TV5HD Online : Facebook, Youtube, X, Instagram, Tiktok และเว็บไซต์ www.thaitv5hd.com

กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานกลอนปีใหม่รับปีงูใหญ่ 2567 ขอความสมบูรณ์พูนสุขเกิดแก่ประชาชาวไทยทุกผู้ทุกนาม

เมื่อไม่นานมานี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพรปีใหม่ 2567 แด่พสกนิกรชาวไทยทุกคนเพื่อเป็นสิริมงคลของชีวิตใหม่ในปี ‘มะโรงงูใหญ่’ 2567 ความว่า

สวัสดีปีใหม่ 2567 ปีมะโรงงูใหญ่

“ปีมะโรงไทยว่าเป็นงูใหญ่ ฉันสงสัยว่าเป็นงูเหลือม งูหลาม
อาจจะเป็นพญานาคน่าครั่นคร้าม เป็นเรื่องตามเทพนิยายที่อ่านมา
คนจีนว่ามะโรงนี้ปีมังกร มีฤทธิอาจบินจรขึ้นเวหา
ขออำนาจนาคมังกรช่วยพารา ให้ฝนฟ้าสมบูรณ์พูนสุขเอย”

จากกลอนพระราชทาน ปีมะโรงงูใหญ่ จะเห็นตามคติความเชื่อของคนไทยคนจีน คำว่า งูใหญ่ อาจหมายรวมถึง พญานาค และ มังกร ที่มีอิทธิฤทธิ์ มีอำนาจ และสามารถดลบันดาลให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาลยังความสมบูรณ์พูนสุขให้เกิดแก่ประชาชาวไทยทุกผู้ทุกนาม จนมีแต่ความสุข สนุกสนานตลอดปีมะโรงงูใหญ่ พุทธศักราช 2567

นอกจากนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานให้ร้านภูฟ้า อัญเชิญภาพวาดฝีพระหัตถ์ ‘มังกรบิน’ จัดทำผลิตภัณฑ์เพื่อเป็นของขวัญของฝาก ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 อาทิ กระเป๋า เสื้อผ้า กระบอกน้ำ

'ปตท.' แจง!! หลังโซเชียลแชร์ปม ลูกค้าเติมน้ำมันได้ไม่เต็ม 5 ลิตร ยัน!! อยู่ในเกณฑ์คู่มือการตรวจสอบฯ ปริมาตรน้ำมันเชื้อเพลิง

จากกรณีผู้ใช้ติ๊กต็อกรายหนึ่งได้เผยคลิป เข้าไปเติมน้ำมันดีเซลที่สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ในพื้นที่จังหวัดสระบุรี โดยลูกค้าสังเกตว่าเกจ์วัดน้ำมันไม่ได้ขึ้นตามที่ต้องการ จนทำให้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์บนโลกโซเชียล

ล่าสุด พีพีที สเตชั่น ได้ออกหนังสือชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าว โดยระบุข้อความว่า ตามที่มีการเผยแพร่คลิปทางโซเชียลมีเดีย เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2566 ระบุว่ามีลูกค้ามาเติมน้ำมันดีเซล จำนวน 1,000 บาท ที่สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น และรู้สึกว่าเกจ์วัดน้ำมันรถขึ้นไม่เป็นปกติ จึงแจ้งขอให้ทางสถานีบริการตรวจสอบนั้น จากการตรวจสอบพบว่า

สถานีบริการที่เกิดเหตุคือ สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น สระบุรี โดยลูกค้าได้เข้ามาเติม น้ำมันเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2566 ที่ผ่านมา และรู้สึกว่าเกจ์น้ำมันขึ้นไม่เป็นปกติ จึงขอให้ทางสถานีบริการดำเนินการตรวจสอบตามคลิปที่ปรากฏในโซเชียลมีเดีย โดยเมื่อบีบมือจ่าย 5 ลิตร 2 ครั้ง ได้ปริมาตรน้ำมันขาดไปประมาณ 25-30 มิลลิลิตร (หรือ 0.025 - 0.030 ลิตรต่อปริมาณน้ำมันที่ทดสอบ 5 ลิตร) ซึ่งพนักงานหน้าลานได้ชี้แจงว่ายังเป็นไปตามเกณฑ์ ใน ‘คู่มือการตรวจสอบและให้คำรับรองมาตรวัดปริมาตรน้ำมันเชื้อเพลิง’ ของสำนักงานชั่งตวงวัด ที่กำหนดให้มี ‘อัตราเผื่อเหลือเผื่อขาด’ หรือค่าความคลาดเคลื่อนที่ยอมให้ได้สูงสุดของมาตรวัดนั้น ๆ ในการตรวจสอบระหว่างใช้งานสำหรับเชื้อเพลิงปริมาณ 5 ลิตรให้มีความคลาดเคลื่อนบวกลบได้ไม่เกิน 50 มิลลิลิตร (หรือ 0.050 ลิตรต่อน้ำมันที่ทดสอบ 5 ลิตร)

พีทีที สเตชั่น ใครขอชี้แจงว่า มาตรวัดปริมาตรน้ำมันเชื้อเพลิงที่สถานีบริการน้ำมันทุกแห่งต้องผ่านการตรวจสอบและได้รับการรับรองจากสำนักงานชั่งตวงวัด กระทรวงพาณิชย์ โดยที่ผู้ค้าน้ำมันไม่สามารถปรับแต่งมาตรวัดเองได้ และสถานีบริการน้ำมันจะต้องดำเนินการตรวจวัดปริมาตรน้ำมัน และนำส่งสำนักงานกลางชั่งตวงวัดเป็นประจำทุกเดือน โดยผลการตรวจวัดปริมาตรน้ำมันของ สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น สระบุรี ล่าสุด ยังคงเป็นไปตามเกณฑ์ที่สำนักงานชั่งตวงวัดกำหนด ทั้งนี้ พีทีที สเตชั่น ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเรื่องดังกล่าว

โดยในวันพรุ่งนี้ (22 ธ.ค. 66) จะประสานงานให้สำนักงานชั่งตวงวัดเข้ามาตรวจสอบและยืนยันว่ามาตรวัดของ พีทีที สเตชั่น เป็นไปตามมาตรฐาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกับผู้บริโภคต่อไป พีทีที สเตชั่น ขอยืนยันว่า เรามุ่งมั่นที่จะส่งมอบสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ และได้มาตรฐานให้แก่ผู้บริโภครวมถึงยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส เป็นธรรม และเป็นไปตามหลักกำกับดูแลกิจการที่ดี ตามนโยบายต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชัน ของ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

รมว.แรงงาน 'พิพัฒน์' จัดเต็มมอบของขวัญ 2567 ให้แรงงาน11ชิ้น ชูแคมเปญ เพิ่ม ฟรี ปรับขึ้น สะดวก ช่วยปลดหนี้ 'อุ่นใจผู้ให้ สุขใจผู้รับ'

วันที่ 22 ธันวาคม 2566 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานแถลงข่าวของขวัญปีใหม่กระทรวงแรงงาน ปี 2567 โดยมี นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน เข้าร่วมในครั้งนี้ด้วย ณ บริเวณโถงชั้นล่างอาคารกระทรวงแรงงาน

นายพิพัฒน์ฯ ได้กล่าวถึงผลงานตลอด 3 เดือน ตั้งแต่มารับตำแหน่งที่กระทรวงแรงงาน ซึ่งช่วยแก้ปัญหาให้กับพี่น้องแรงงานไทยได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อาทิ การช่วยเหลือพี่น้องแรงงานไทยที่ได้รับผลกระทบในอิสราเอลให้ได้รับเงินเยียวยา ทั้งจากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศ จำนวนคนละ 15,000 บาท และเสนอคณะรัฐมนตรีเพิ่มเงินเยียวยาอีกคนละ 50,000 บาท รวมถึงพักหนี้ให้กับแรงงานไทยที่ได้รับผลกระทบรายละไม่เกิน 150,000 บาท และเสนอร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตและคุ้มครองแรงงานอิสระ พ.ศ. เพื่อส่งเสริมคุ้มครองคุณภาพชีวิตแรงงานอิสระเข้าถึงสิทธิพื้นฐานความปลอดภัยในการทำงาน ครอบคลุมถึงการสนับสนุนการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนมาตรา 40 และมาตรา 39 เพื่อสร้างรากฐานเศรษฐกิจการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการคุ้มครองแรงงาน เป็นต้น

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้มีความห่วงใยพี่น้องผู้ใช้แรงงานทุกคน ทุกกลุ่ม และได้สั่งการให้ทุกกระทรวงพิจารณาของขวัญที่จะมอบให้ประชาชน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเป็นกำลังใจแก่พี่น้องผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศ รวมทั้งพี่น้องแรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศ  ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งในส่วนของกระทรวงแรงงานนั้นในปี 2567 นี้มีของขวัญปีใหม่ จำนวน 11 ชิ้น ในหัวข้อ “เพิ่ม ฟรี ปรับขึ้น สะดวก ช่วยปลดหนี้” ภายใต้แคมเปญ “อุ่นใจผู้ให้ สุขใจผู้รับ”เพื่อมอบความสุขแก่พี่น้องผู้ใช้แรงงาน ดังนี้

ชิ้นที่ 1 “เพิ่ม”อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน 6 สาขาอาชีพ 54 สาขา ตามร่างอัตราค่าจ้าง ตามมาตรฐานฝีมือ 54 สาขา ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยมีผลบังคับใช้ 90 วันหลังจากวันที่ประกาศแล้ว

ชิ้นที่ 2 “ปรับขึ้น”อัตราค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศ โดยคณะกรรมการไตรภาคีได้พิจารณาปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำไปแล้วเมื่อวันที่ 8 ธ.ค.66 และได้นำมาทบทวนอีกครั้งเมื่อวันที่ 20 ธันวาคมที่ผ่านมานั้น ซึ่งที่ประชุมไตรภาคีได้มีมติเห็นชอบให้ใช้มติเดิม ผมเองก็จะนำมติในเรื่องนี้เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า เพื่อขอความเห็นชอบให้มีผลใช้บังคับในช่วงเดือนมกราคม 2567 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับพี่น้องแรงงาน

ชิ้นที่ 3 “ฟรี”กู้เงินกองทุนเพื่อผู้รับงานไปทำที่บ้าน ดอกเบี้ย 0% จำนวน 24 เดือน โดยมีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้หรือค่าธรรมเนียม ร้อยละ 0 ต่อปี ในงวดที่ 1 - 24 โดยไม่ปลอดเงินต้น และงวดที่ 25 เป็นต้นไปจนสิ้นสุดสัญญา คิดอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ผู้รับงานไปทำที่บ้านรายบุคคลยื่นคำขอกู้ไม่เกิน 50,000 บาท รายกลุ่มบุคคลกู้ไม่เกิน 300,000 บาท ระยะเวลายื่นคำขอกู้ ตั้งแต่1 ธ.ค.66 - 31 ส.ค.67 กรอบวงเงิน 5,000,000 บาท ทำให้มีผู้จดทะเบียนเป็นผู้รับงานไปทำที่บ้านกว่า 6,000 ราย เกิดรายได้ไม่น้อยกว่า 16.2 ล้านบาทต่อปี

ชิ้นที่ 4 “ฟรี”ตรวจเช็คสภาพรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ก่อนเดินทาง 7 วัน ช่วงเทศกาลปีใหม่ ระหว่างวันที่ 22 – 28 ธ.ค. 66 ในวันและเวลาราชการ ฟรี 10 รายการ ได้แก่ ล้อ/ลมยาง ระบบเบรก กรองอากาศ ระบบไฟเลี้ยว/ไฟสัญญาณ ใบปัดน้ำฝน ระบบปรับอากาศ น้ำยาฉีดกระจก แบตเตอรี่ น้ำกลั่นพวงมาลัย/แฮนด์/แตร

ชิ้นที่ 5 “ฟรี” ฝึกอบรมออนไลน์ หลักสูตรภาษาอังกฤษ ภาษาจีน การตลาดออนไลน์ และดิจิทัล ฟรีจำนวน 10,000 สิทธิ์ เพื่อแรงงานไทยได้ Up skill ตนเอง ทุกที่ ทุกเวลา ตั้งแต่วันที่ 22 – 28 ธ.ค.66 หรือจนกว่าจะครบ 

ชิ้นที่ 6 “ช่วยปลดหนี้” ผ่านโครงการเงินกู้สร้างสุข ปลดทุกข์หนี้นอกระบบ ในวงเงินไม่เกินคนละ 100,000 บาท เพื่อช่วยเหลือให้ผู้ใช้แรงงานที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์หรือสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนในสถานประกอบกิจการและรัฐวิสาหกิจ นำไปปลดหนี้สิน หรือลงทุนประกอบอาชีพเสริม ในวงเงินโครงการ จำนวน 50,000,000 บาท เพื่อพัฒนารายได้แก่ตนเองและครอบครัวให้แรงงานได้รับสวัสดิการที่ดีสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานให้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งเสริมสร้างรากฐานความมั่นคงด้านเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม 

ชิ้นที่ 7 “ฟรี”อบรม Safety 10,000 คน เพื่อให้นายจ้างปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน ลดอุบัติเหตุ อุบัติภัยจากการทำงาน ทำให้ลูกจ้างได้รับการดูแลเกี่ยวกับความปลอดภัย 
อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการทำงาน จำนวน 1,000,000 คน 

ชิ้นที่ 8 “ฟรี”ตรวจสุขภาพ 14 รายการ ผู้ประกันตนสุขภาพดีถ้วนหน้า อาทิ มะเร็งปากมดลูก ตรวจคัดกรอกมะเร็งลำไส้ ตรวจเต้านม ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด เชื้อไวรัสตับอักเสบ ตรวจไขมันในเลือด เริ่ม 1 มกราคม 2567

ชิ้นที่ 9 “สะดวก”ผู้ประกันตนฟันดีด้วยรถทันตกรรมเคลื่อนที่ ณ สถานประกอบการ (SSO Mobile e-Dent) วงเงิน 900 บาท/คน/ปี  โดยผู้ประกันตนเข้ารับบริการทันตกรรมด้วยรถ Mobile Service สะดวก ไม่ต้องสำรองจ่าย มอบสิทธิประโยชน์ทำฟันสะดวก อุดฟัน ขูดหินปูน ถอนฟัน และผ่าตัดฟันคุด ที่สถานประกอบการ ด้วยรถทันตกรรมเคลื่อนที่ประกันสังคม ผู้ประกันตนสะดวก ทำฟันสะดวก ที่สถานประกอบการ ไม่ต้องหยุดงาน ไม่ต้องเดินทาง เริ่ม 1 ม.ค. – 31 มี.ค.67

ชิ้นที่ 10 “ฟรี”บริการประกันสังคมครบจบใน APP เดียว “SSO plus+”ภายใต้โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล กลางเชื่อมต่อบริการประกันสังคม ให้ผู้ประกันตนอย่างเฉพาะเจาะจง และแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อรวมศูนย์การบริการตามภารกิจหลักของกองทุนเงินทดแทน เพื่อความสะดวกให้ผู้ประกันตน เริ่ม 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป 

ชิ้นที่ 11 “ฟรี”ติดตั้งระบบรายงานจุดเสี่ยงอันตรายด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัย และประเมิน ความเสี่ยงขั้นต้น เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1 – 31 ม.ค.67 สถานประกอบกิจการมีระบบรายงานจุดเสี่ยงอันตราย และประเมินความเสี่ยงขั้นต้นเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน 

ต่อจากนั้น รมว.แรงงาน และผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ได้เยี่ยมชมบูธกิจกรรมของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานและหน่วยงานภาคเอกชนที่เข้าร่วมที่ให้บริการตรวจสุขภาพในเบื้องต้น โดยแพทย์เฉพาะทางได้แก่ บริการประกันสังคมครบจบในแอพเดียว SSO Plus+ ตรวจสุขภาพฟรี 14 รายการ ผู้ประกันตนสุขภาพดีถ้วนหน้า และผู้ประกันตนทำฟันฟรีด้วยรถ ทันตกรรมเคลื่อนที่ ณ สถานประกอบการ จากสำนักงานประกันสังคม อบรม Safety 10,000 คน และเงินกู้สร้างสุข ปลดทุกข์หนี้นอกระบบ จากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กองทุนผู้รับงานไปทำที่บ้านดอกเบี้ย 0 % จากกรมการจัดหางาน T-OSH Application : ระบบรายงานจุดเสี่ยงอันตราย จาก สถาบันส่งเสริม ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน (องค์การมหาชน) และ อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน 6 สาขาอาชีพ จากสำนักงาน ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นต้น

‘ศธ.’ ประกาศผลการคัดเลือกเด็กและเยาวชนดีเด่น ที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ประจำปี 2567

(22 ธ.ค. 66) กระทรวงศึกษาธิการได้เปิดเผยว่า…ตามที่กระทรวงศึกษาธิการได้มอบหมายให้ส่วนราชการและหน่วยงานต่าง ๆ ดำเนินการ พิจารณาคัดเลือกเด็กและเยาวชนดีเด่น เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ประจำปี 2567 ตามโครงการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567 นั้น 

บัดนี้ ส่วนราชการและหน่วยงานต่าง ๆ ได้พิจารณาคัดเลือกเด็กและเยาวชนดีเด่น เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ประจำปี 2567 เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว จึงประกาศ รายชื่อเด็กและเยาวชนดีเด่น เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ประจำปี 2567 ที่ได้รับ การคัดเลือกให้เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี เนื่องในงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567 สามารถตรวจสอบรายชื่อได้ที่ https://www.moe.go.th/เด็กและเยาวชน2567/

และสำหรับเด็กและเยาวชนที่ได้รับการคัดเลือกตามประกาศฯ จะได้รับการเข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี ในวันพุธที่ 10 มกราคม 2567 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เด็กและเยาวชนที่ได้รับการคัดเลือกตอบรับการเข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี โดยเข้าร่วมทาง Openchat ผ่าน QR - Code Line ภายในวันที่ 29 ธันวาคม 2566

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ จับมือ กลุ่มไทยสมายล์ มอบเครื่องอุปโภคบริโภคแบ่งปันนักเรียน ถวายเป็นพระราชกุศลในหลวง ร.9

วันที่ 22 ธันวาคม 2566 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมด้วยทีมงานมวลชนสัมพันธ์ (CSR) กลุ่มไทยสมายล์ (รถและเรือโดยสารสาธารณะพลังงานไฟฟ้า) ลงพื้นที่เพื่อบริจาคสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับโรงเรียนกลุ่มนักข่าวหญิง 2 บ้านบ่อหวี ตำบลตะนาวศรี อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี 

นางเธียรรัตน์ กล่าวว่า ในวันนี้ดิฉันในนามมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ได้ร่วมมือกับ กลุ่มไทยสมายล์ (รถและเรือโดยสารสาธารณะพลังงานไฟฟ้า) นำสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค ข้าวสาร อาหารแห้ง และอุปกรณ์เครื่องเขียน อุปกรณ์กีฬา  ขนมขบเคี้ยวมามอบให้กับโรงเรียนกลุ่มนักข่าวหญิง 2 อยู่ที่อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ซึ่งโรงเรียนแห่งนี้เป็นเครือข่ายคุณธรรมของโรงเรียนในโครงการในกองทุนการศึกษา ปัจจุบันมีนักเรียน 245 คน เนื่องจากโรงเรียนแห่งนี้ได้ทำอาหารเลี้ยงนักเรียนเป็นประจำทุกวันวันละ 2 มื้อ การที่มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ได้นำสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคมามอบให้กับโรงเรียนในครั้งนี้ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ 5 ธันวาคม 2566 ถือเป็นกิจกรรมหนึ่งที่เป็นประโยชน์ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิในการส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาอีกด้วย 

สำหรับกลุ่มไทยสมายล์ นอกจากจะร่วมกันทำกิจกรรมเพื่อสังคมกับมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์มาอย่างต่อเนื่องแล้ว ไทยสมายล์ ยังมีนโยบายองค์กรในการขับเคลื่อนแนวคิด BCG Model โดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการใส่ใจสิ่งแวดล้อม คำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ รวมทั้งกิจกรรมการลงพื้นที่เพื่อนำสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคมามอบให้กับโรงเรียนที่จังหวัดราชบุรีในวันนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ที่เราใส่ใจและทำงานใกล้ชิดกับชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยในวันนี้ทางไทยสมายล์บัสได้นำข้าวสารถุงละ 5 กิโลกรัม จำนวน 500 ถุง และอุปกรณ์เครื่องเขียน จำนวน 100 ชุด มาร่วมบริจาคให้กับโรงเรียนกลุ่มนักข่าวหญิง 2 บ้านบ่อหวี เพื่อเป็นการแบ่งปันและจุนเจือค่าใช้จ่ายให้กับโรงเรียน และที่สำคัญให้เด็กนักเรียนได้รับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ มีสุขอนามัยที่ดี เพราะเด็กเหล่านี้จะเติบโตเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

'ศรีสุวรรณ' ลาบวช ถวายในหลวง ได้รับฉายา 'สิริภทฺโท กำหนดบวช 15 วัน พร้อมเข้าร่วมกิจกรรมสวดมนต์ 9 วัน 9 คืน

(22 ธ.ค. 66) ที่วัดป่ามะไฟ จ.ปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ที่ผ่านมา เวลา 12.59 น. นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เข้าพิธีอุปสมบท ตามที่ได้ปวารณากับญาติ ๆ ไว้ว่าจะบวชเพื่อถวายในหลวง และบูรพมหากษัตริย์ไทยในอดีตทุกพระองค์ บิดา มารดา บรรพชนและผู้มีพระคุณ และจะถือศีลปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรมเพิ่มเติม

โดยได้รับฉายาเดิมเมื่อครั้งบวชครั้งแรกเมื่ออายุครบบวชว่า ‘สิริภทฺโท’ แปลว่า ‘ผู้มีสิริอันเจริญ’ โดยมีพระครูภาวนาธรรมธารี (สัมพันธ์ ปญฺญาปทีโป) เจ้าคณะอำเภอเมืองปราจีนบุรีเป็นอุปัชฌาย์

ในการลาอุปสมบทครั้งนี้ มิได้บอกใคร มีเพียงครอบครัว เพื่อนสนิท และผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ มาร่วมอนุโมทนาบุญ และร่วมพิธีอุปสมบท ที่เป็นไปแบบเรียบง่าย โดยมีกำหนดบวชเป็นเวลา 15 วัน โดยจะเข้าร่วมกิจกรรมสวดมนต์ 9 วัน 9 คืน ที่วัดป่ามะไฟ (25 ธ.ค.66 - 5 ม.ค.67) ตลอดทุกวันคืนด้วย

'อาจารย์อุ๋ย' จี้!! กสทช. กำชับสื่อหยุดสร้างอาชญากรเป็นไอดอล แนะ!! ควรนำเสนอสิ่งที่ผู้รับสาร 'ต้องรู้' ไม่ใช่แค่สิ่งที่ผู้รับสาร 'อยากรู้'

'อาจารย์อุ๋ย-ปชป.' จี้ กสทช. ใช้อำนาจตามกฎหมายกำกับดูแลสื่อให้นำเสนอข่าวอย่างมีจรรยาบรรณ จำกัดการให้พื้นที่สื่อแก่ผู้กระทำผิด เน้นนำเสนอแง่มุมของผู้เสียหายและการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำผิด 

จากกรณีที่ศาลมุกดาหารมีคำพิพากษาสั่งจำคุก 20 ปี นายไชย์พล วิภา หรือ ลุงพล ใน 2 ข้อหา คือ กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควร นั้น นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและอดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร เขตบางกะปิ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ให้ความเห็นว่า...

ในฐานะที่ตนเคยเป็นอนุกรรมการ กสทช. ในชุดที่แล้วที่ดูแลด้านกฎหมาย ขอเรียกร้องไปยัง กสทช. ชุดปัจจุบันให้ใช้อำนาจกำกับดูแลสื่อตามมาตรา 27 แห่ง พรบ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และการกับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และมาตรา 37 แห่ง พรบ. การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 กำหนดทิศทางการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนในเรื่องดังกล่าวให้เป็นไปในแนวทางตามข้อบังคับว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพสื่อมวลชนสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ พ.ศ. 2564 ข้อ 9 ซึ่งกำหนดว่า “สื่อมวลชนพึงเสนอข่าว เนื้อหาข่าว การแสดงความคิดเห็น และเนื้อหาทั่วไป โดยตระหนักถึงความสำคัญและอรรถประโยชน์ของข่าวต่อสาธารณะ และไม่เสนอข่าวในทำนองชวนเชื่อหรือเร้าอารมณ์ให้คนสนใจในเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ” 

นอกจากนี้ สื่อควรลดพื้นที่การเสนอข่าวเกี่ยวกับตัวผู้กระทำผิด เพื่อหลีกเลี่ยงการทำให้ผู้กระทำความผิดกลายเป็นต้นแบบ (Idolization) ซึ่งอาจทำให้เกิดอาชญากรรมเลียนแบบ (Copycat Crime) จากผู้ที่บริโภคสื่อ ซึ่งอยากมีชื่อเสียงโด่งดังหรืออยากเป็นจุดสนใจของสังคมเหมือนผู้กระทำผิด และยังเป็นการเบียดบังพื้นที่ในการนำเสนอข่าวที่สร้างสรรค์สังคมอื่นๆ หรือสื่ออาจเลือกที่จะนำเสนอข่าวในแง่มุมอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เช่น ผลกระทบที่ผู้เสียหายได้รับจากการกระทำผิด กลไกการเยียวยา หรือวิธีป้องกันตนเองหรือคนใกล้ชิดไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมในทุกรูปแบบ คือ สื่อควรนำเสนอสิ่งที่ผู้รับสาร ‘ต้องรู้’ ไม่ใช่นำเสนอแต่สิ่งที่ผู้รับสาร ‘อยากรู้’

ซึ่งตนหวังว่าคดีนี้จะเป็นบทเรียนให้กับสังคมและสื่อมวลชนว่า ควรนำเสนอข่าวโดยคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในสังคมตามมา ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่กับการทำให้ผู้ต้องหาคนหนึ่งที่สมควรได้รับมาตรการเชิงลงโทษจากสังคมกลับกลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง ได้ออกงานออกสื่อ กอบโกยประโยชน์ได้มากมาย โดยไม่ได้คำนึงถึงสภาพจิตใจของครอบครัวผู้เสียหายหรือความรู้สึกของวิญญูชนในสังคมเลย และขอย้ำว่าการใช้อำนาจ กสทช. ในลักษณะนี้ ไม่ใช่การแทรกแซงเสรีภาพของสื่อ แต่เป็นการกำกับดูแลสื่อมวลชนให้นำเสนอเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและสังคม ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของ กสทช. โดยตรง 

ตม.สนามบิน สร้างความมั่นใจนักท่องเที่ยว ปล่อยแถวต้อนรับเทศกาลคริสต์มาส - ปีใหม่ 2567

ตามที่นายกรัฐมนตรีมีนโยบายในการส่งเสริมการท่องเที่ยว และสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย
แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย โดยให้หน่วยงานความมั่นคงดำเนินการเชิงรุกสนองตอบตามนโยบายดังกล่าว

เมื่อวานนี้ (21 ธ.ค.66) พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม. พร้อมด้วย รอง ผบช.สตม.ได้มาเป็นประธานประชุมแถวกำลังพล ด่าน ตม.ทอ.สุวรรณภูมิ ที่อาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยมี พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี ผบก.ตม.2 พร้อมด้วยข้าราชการในสังกัดกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 เข้าร่วมพิธี

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้จัดทำมาตรการในการรองรับการอำนวยความสะดวกด้านพิธีการเข้าเมืองภายใต้หลักความมั่นคง ซึ่งป็นการปฏิบัติตามแผนอำนวยความสะดวกด้านพิธีการเข้าเมืองในช่วงเทศกาลคริสต์มาส - ปีใหม่ 2567 
โดยจะมีการปฏิบัติในช่วงวันที่ 24 ธ.ค.66 – 1 ม.ค.67 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในช่วงเวลาดังกล่าว จำนวนกว่าวันละ 70,000 คน

โดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้มีมาตรการในการเตรียมความพร้อมรองรับปริมาณนักท่องเที่ยวที่เดินทาง
เข้ามาในประเทศไทยทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ทาอากาศยานภูเก็ต ท่าอากาศยานเชียงใหม่ และท่าอากาศยานหาดใหญ่ ที่สำคัญ ดังนี้
1. มีการจัดกำลังพลเต็มอัตราทุกช่องตรวจในช่วงที่มีเที่ยวบินหนาแน่น เพื่อเร่งระบายผู้โดยสารที่สะสม
ในโถงพักคอยให้ได้ภายในเวลา 30 นาที
2. รับการสนับสนุนเจ้าหน้าที่อาสา เพื่อจัดเตรียมเอกสารและให้คำแนะนำแก่นักท่องเที่ยว เพื่อลดระยะเวลาในการตรวจหนังสือเดินทางไม่เกิน 45 วินาที/คน
3. เพิ่มศักยภาพในการระบายผู้โดยสารโดยมีการเปิดใช้เครื่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ Automatic channel นำร่องที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
ทั้งนี้ พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม. ได้มอบของที่ระลึกเป็นสเปรย์แอลกอฮอลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในช่วงวันหยุดยาว เป็นที่ระลึกเพื่อสร้างความประทับและสร้างสีสันให้แก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามา

กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ผนึกกำลัง 12 หน่วยงาน สร้างความเชื่อมั่นท่องเที่ยวไทยช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

เมื่อวันที่ (20 ธ.ค.66) นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (รมว.กก.) เป็นประธานการแถลงข่าว ร่วมกับ 12 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กรมการท่องเที่ยว, กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว,การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย,บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) , สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, กรมการขนส่งทางบก, กรมเจ้าท่า, ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล, กรมการปกครอง, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, และ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อร่วมกันสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2567 ณ ห้องประชุมกระทรวง  การท่องเที่ยวและกีฬา ถนนราชดำเนินนอก

รมว.สุดาวรรณ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการแถลงข่าวร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในวันนี้ว่าเป็นไปตามข้อสั่งการของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวต่างชาติ เพื่อให้ภาคการท่องเที่ยวเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ดังนั้นการแถลงครั้งนี้จะเป็นการเน้นย้ำว่าทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยวจะร่วมกันสร้างความเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวโดยจะเปิดโอกาสให้แต่ละหน่วยงาน  ได้กล่าวถึงภารกิจด้านการบริการ การดูแลอำนวยความสะดวก และความปลอดภัยต่อพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะช่วงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองที่จะมีการเดินทางท่องเที่ยวกันเป็นจำนวนมาก

รมว.สุดาวรรณ กล่าวว่า โดยความร่วมมือในครั้งนี้ ทั้ง 12 หน่วยงาน จะมีการนำภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการดูแลอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวของแต่ละหน่วยงานมาบูรณาการในการทำงานร่วมกัน อาทิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) มีการนำเอาเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการดำเนินงาน เช่น ระบบเช็คอินด้วยตนเอง ระบบรับกระเป๋าสัมภาระอัตโนมัติ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง มีมาตรการวีซ่าฟรี แก่นักท่องเที่ยว และการอำนวยความสะดวกด้านพิธีการเข้าเมืองให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยใช้ระบบช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ (Automatic Channel) , กรมการขนส่งทางบก จะดำเนินการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ถูกรถโดยสารสาธารณะ (แท็กซี่) เอารัดเอาเปรียบ, กรมเจ้าท่า มีการปรับปรุงท่าเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเรือทุกลำต้องมีทะเบียนเรือและผ่านการตรวจสภาพความปลอดภัยจากกรมเจ้าท่า ท่าเรือต้องมีความปลอดภัยพร้อมรับผู้โดยสาร มีการจัดชุดเฉพาะกิจออกตรวจความปลอดภัยโดยบูรณาการร่วมกับหน่วยต่างๆ พร้อมทั้งติดตั้งระบบควบคุมสถานีเรือ smart pier 

ตลอดจนพัฒนาเส้นทางเดินเรือในคลองเชื่อมต่อ การเดินทางจากแม่น้ำเจ้าพระยาสู่ลำคลองต่างๆ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ดำเนินการร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการค้นหาและช่วยเหลืออากาศยานและเรือที่ประสบภัย (สกชย.) และหน่วยงานต่างๆ จัดทำแผนความร่วมมือ (Plan For Cooperation) เพื่อช่วยเหลือนักท่องเที่ยวทางทะเล ตามมาตรฐานที่องค์การระหว่างประเทศ (IMO) กําหนด, กรมการปกครองจะกำชับเจ้าหน้าที่ในการดูแลความเรียบร้อยด้านกฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรการขยายระยะเวลาเปิดสถานบริการถึงตี 4  ด้านกรมการท่องเที่ยว มีการดำเนินการเกี่ยวกับธุรกิจ นำเที่ยวและมัคคุเทศก์ โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรเพื่อตรวจติดตามการประกอบธุรกิจนำเที่ยว ที่ไม่ได้รับอนุญาต รวมทั้งการป้องกันธุรกิจนอมินี (ตัวแทนอำพราง) ดำเนินการตรวจปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย กำชับให้ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวมัคคุเทศก์และผู้นำเที่ยวที่มีใบอนุญาตถูกต้องให้บริการนักท่องเที่ยวโดยคำนึงถึงความปลอดภัยและให้บริการอย่างมีมาตรฐาน ,กระทรวงสาธารณสุข จะร่วมดูแลกรณีเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุฉุกเฉินต่างๆ โดยเฉพาะการรักษาพยาบาลและการส่งต่อให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (Tourist Assistance Center :TAC) ประจำศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวทั่วประเทศ โดยเป็นศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว 17 แห่ง ศูนย์ประสานงาน 61 แห่ง รวมเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวทั้งสิ้น 246 คน 

นอกจากนี้ยังดำเนินการช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ประสบเหตุบาดเจ็บและเสียชีวิต กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว มีการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวให้ปลอดภัย (แบบตรวจมาตรฐานด้านความปลอดภัย โครงการชุมชนท่องเที่ยวเข้มแข็ง S.T.C) รวมถึงจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการร่วมในการรักษาความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวโดยประสานการปฏิบัติกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่มีความพร้อมทั้งเครื่องมือและอัตรากำลังในทุกพื้นที่เพื่อสร้างความอบอุ่นใจในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว พร้อมทั้งเป็นศูนย์กลางการประสานงานของหน่วยงานต่างประเทศและสถานเอกอัครราชทูตที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่มีความพร้อมในการเป็นผู้ประสานงานกรณีเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติ อุบัติเหตุอุบัติภัยหรือการก่อการร้าย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะดำเนินการด้านการสื่อสารผ่านแคมเปญ “Thais Always Care หรือคนไทยใส่ใจเสมอ” โดยจัดทำคอนเทนต์นำเสนอเนื้อหาข้อมูลข่าวสารที่ดีของประเทศไทยผ่านสื่อสังคมออนไลน์เพื่อสื่อสารและเผยแพร่ข้อมูลความปลอดภัย ความพร้อมให้บริการของเจ้าหน้าที่ การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและมาตรฐานของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว รวมทั้งมิติด้านการประชาสัมพันธ์เชิงรุกนำเสนอความสวยงามของประเทศไทย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเดินทางท่องเที่ยวโดยจัดทำในรูปแบบคอนเทนต์โดย KOLs ชาวต่างชาติ เผยแพร่ในแพลตฟอร์มชั้นนำโดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นชาวต่างชาติ และกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนซึ่งเป็นตลาดหลักที่สำคัญของไทย

คาดว่าจากการแถลงของทุกหน่วยงานในวันนี้จะสามารถเพิ่มความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยวที่ เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย ได้เกิดความเชื่อมั่นในศักยภาพการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยของประเทศไทย และขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดีในการต้อนรับและดูแลนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้เดินทางท่องเที่ยวอย่างมีความสุข เกิดความประทับใจตลอดการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top