Sunday, 28 June 2026
NEWS FEED

สวธ. ร่วมกับ สถาบันไทยคดีศึกษา จัดเสวนาพร้อมรับฟังความคิดเห็น การจัดทำข้อมูลมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม “ชุดไทย” เพื่อเตรียมเสนอยูเนสโก เสริมสร้างให้เกิดพลวัตและคุณค่าต่อสังคมสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 20 ธันวาคม 2566 เวลา 13.30 น. กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จัดงานการประชุมรับฟังความคิดเห็นผู้เกี่ยวข้องในโครงการจัดทำข้อมูลมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม "ชุดไทย" เพื่อเสนอขึ้นทะเบียนต่อองค์การยูเนสโก โดยมี นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธาน ผศ.ดร.เสาวธาร โพธิ์กลัด ผู้อำนวยการสถาบันไทยคดีศึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนุชา ทีรคานนท์ หัวหน้าคณะทำงาน อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ ที่ปรึกษาคณะทำงาน และ อาจารย์ วีรธรรม ตระกูลเงินไทย ที่ปรึกษาคณะทำงาน ร่วมด้วย สินจัย เปล่งพานิช เข้าร่วมการประชุมเสวนา พร้อมการรับฟังความคิดเห็นในการเตรียมความพร้อมจัดทำข้อมูล ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ชุดไทยเป็นชุดประจำชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนกับชาติอื่น ๆ ด้วยการออกแบบและการตัดเย็บที่ประณีตอันเป็นพัฒนามาจากการนุ่งห่มแบบไทย สร้างสรรค์ขึ้นโดยใช้ผ้าทอที่เป็นงานฝีมือของช่างไทยในท้องถิ่นต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาคที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัว สำหรับสุภาพสตรีมีแบบหลัก ๆ จำนวน ๘ แบบ หรือเป็นที่รู้จักในนามว่า “ชุดไทยพระราชนิยม” โดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงริเริ่มให้มีการศึกษาค้นคว้าเครื่องแต่งกายสตรีไทยสมัยต่าง ๆ และออกแบบเพื่อทรงใช้เป็นฉลองพระองค์ในโอกาสที่โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาและประเทศยุโรปอย่างเป็นทางการ เมื่อ ๖๐ กว่าปีที่ผ่านมา จึงนับว่าเป็นที่มาของการเกิดขึ้นของ “ชุดไทยพระราชนิยม” ที่มีแพทเทิร์นในการตัดเย็บแบบร่วมสมัย ส่วนของสุภาพบุรุษ มี ๓ รูปแบบ ซึ่งคนไทยทุกภูมิภาคมักสวมใส่ชุดไทยในวาระโอกาสต่าง ๆ และเมื่อมีโอกาสสำคัญในชีวิต 

อธิบดีสวธ. กล่าวต่อว่า ในปัจจุบันการสวมใส่ชุดไทยถือเป็นแนวปฏิบัติทางสังคมที่แสดงออกทางวัฒนธรรมร่วมของชาวไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้เกิดความภาคภูมิใจและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชุมชนชาวไทย การเลือกใช้ชุดไทยแบบต่างๆ ให้เหมาะสมแก่โอกาส ถือเป็นความเคารพต่อแนวปฏิบัติทางสังคม และการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ส่วนการเลือกใช้ผ้า และการตัดเย็บ ถือเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ช่าง และช่วยธำรงไว้ซึ่งงานช่างฝีมือดั้งเดิมด้านการทอผ้าพื้นบ้านของภูมิภาคต่าง ๆ ในประเทศ เสริมสร้างให้เกิดพลวัตในการสร้างสรรค์สิ่งทอพื้นบ้านอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ชุดไทย จึงมีคุณค่าต่อสังคมในมิติบทบาททางวัฒนธรรม และมิติการพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ต่อไป

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เสาวธาร โพธิ์กลัด  ผู้อำนวยการสถาบันไทยคดีศึกษา กล่าวว่า สถาบันไทยคดีศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จัดทำข้อมูลมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม "ชุดไทย"  เพื่อเสนอขอขึ้นทะเบียนต่อยูเนสโก ในรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมวลมนุษยชาติ โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน ดังนั้น คณะทำงานจึงดำเนินการศึกษา รวบรวมข้อมูลจากเอกสารชั้นต้น ข้อมูลการสวมใส่ชุดไทยในอดีตจนถึงปัจจุบัน การสัมภาษณ์ผู้สืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแต่ละแขนงที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผู้ประกอบการชุดไทย โดยมุ่งหวังที่จะนำเสนอให้เห็นถึงคุณค่า “ชุดไทย” ทั้งมิติบทบาททางวัฒนธรรม การพัฒนาคุณภาพชีวิต การส่งเสริมให้เกิดกลุ่มอาชีพและรายได้ การลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน 

ดร.เสาวธาร กล่าวต่อว่า การจัดประชุมในวันนี้ จะเป็นการดำเนินงานตามหลักเกณฑ์และรูปแบบการเสนอขึ้นทะเบียน ในรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ต่อองค์การยูเนสโก โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยจะขอรับฟังข้อเสนอแนะอย่างรอบด้านต่อปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อการสงวนรักษา และปัจจัยที่จะส่งเสริมให้เห็นคุณค่าของ “ชุดไทย” ทั้งมิติบทบาททางวัฒนธรรมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ต่อจากนี้ คณะทำงานจะได้รายงานข้อมูลต่อกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พิจารณาอนุมัติข้อมูล แล้วจึงเสนอขอมติเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอต่อสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วย การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ต่อไป

ภายในงานดังกล่าว มีการเสวนาเรื่อง “วิวัฒนาการเครื่องแต่งกายไทยถึงชุดไทยพระราชนิยม” โดยมีอาจารย์ เผ่าทอง ทองเจือ ที่ปรึกษาคณะทำงาน, อาจารย์ วีรธรรม ตระกูลเงินไทย ที่ปรึกษาคณะทำงาน, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนุชา ทีรคานนท์ หัวหน้าคณะทำงาน ได้ให้ความรู้ถึงประวัติศาสตร์ หลักฐานการใช้ชุดไทยเริ่มตั้งแต่สมัยทวารวดี กรุงศรีอยุธยา วิวัฒนาการต่อมาจนถึงยุครัตนโกสินทร์ และเข้าสู่ยุครุ่งเรือง ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพัฒนาและสร้างมาตรฐานให้ชุดไทยได้รับความนิยม และมีการจำแนกการใช้งานตามวาระ โอกาสต่าง ๆ อย่างเป็นระเบียบแบบแผน และหลังจากจบการเสวนา มีการประชุมรับฟังความคิดเห็น เตรียมความพร้อมจัดทำข้อมูล “ชุดไทย” เพื่อเตรียมเสนอยูเนสโก โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนุชา ทีรคานนท์ หัวหน้าคณะทำงาน ในประเด็นสำคัญต่าง ๆ ดังนี้ ประกอบด้วย ผู้ถือครองหลักคือคนไทยในทุกภูมิภาคของประเทศและในต่างประเทศ, กลุ่มช่างตัดเย็บชุดไทย, กลุ่มช่างทอผ้าพื้นบ้าน, การสืบทอดความรู้และทักษะที่เกี่ยวข้องด้านการผลิตวัตถุดิบผ้าทอพื้นบ้าน, หน้าที่ทางสังคม และความหมายทางวัฒนธรรมต่อชุมชน และเป็นมรดกภูมิปัญญาฯ ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดของยูเนสโก ในการรวบรวมข้อมูลของมรดกภูมิปัญญาฯ ที่เน้นกระบวนการมีส่วนร่วม จากชุมชนผู้ถือครองอย่างกว้างขวาง อีกด้วย 

ครั้งแรกกับ แฟชั่นโชว์เสื้อผ้า Low Carbon ประธานผู้บริหาร นิคมฉะเชิงเทรา บลูเทค ซิตี้ ร่วมแถลงข่าว นำชีวิตสู่สังคมไร้มลพิษ

วานนี้  20 ธันวาคม 2566  ที่โรงแรมเซ็นทาราซันไรซ่า อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี นางสาวฐิติลักษณ์ คำพา รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิราพร ระโหฐาน ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีปทุม  วิทยาเขตชลบุรี และ นางสาวกุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา  ประธานผู้บริหารนิคมอุตสาหกรรม ฉะเชิงเทรา บลูเทคชิตี้  ร่วมแถลงข่าวการจัดงาน  Dark Sky Fashion Show Low Carbon 2024 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันพุธที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ Sky running track เซ็นทรัล ศรีราชา โดยมีการแสดงแฟชั่นโชว์ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ เสื้อผ้าที่ทำจากธรรมชาติ วัสดุ Low Carbon

มหาวิทยาลัย ศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี ร่วมกับ นิคมอุตสาหกรรม ฉะเชิงเทรา บลูเทคชิตี้ ร่วมกับภาคีเครือข่าย 25 องค์กร ร่วมจัดงาน Dark Sky Fashion Show Low Carbon 2024 จากโลกร้อน-สู่โลกเดือด หยุดยั้งได้ด้วยสองมือคุณด้วยการ เลือกสวมใส่เสื้อผ้า ที่มาจากเส้นใยธรรมชาติ ย้อมสีธรรมชาติลดน้ำสารเคมี ลดคาร์บอน ลดโลกร้อน ด้วยร่วมกันปลูกต้นไม้ให้กับโลกทุกวันในการใช้สินค้าในชีวิตประจำวันด้วย Low Carbon เพื่อเป็นมหาวิทยาลัยผู้นำสังคม Low Carbon โดยมีความรับผิดชอบต่อสังคมที่ส่งผลต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งในด้าน เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม โดยมหาวิทยาลัยได้ดำเนินกิจกรรมดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง และได้รวมพลังกันรณรงค์และใช้เสื้อผ้า ลดคาร์บอน ลดกิจกรรมปลดปล่อยคาร์บอนและ เเละเป็นการประชาสัมพันธ์ผ้าไทยสู่ระดับนานาชาติ ในการกระตุ้น เศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม BCG และสนับสนุนใช้ผ้าใยธรรมชาติ ผ้าย้อมสีธรรมชาติ  โดยนำผ้า Low Carbon มาเชื่อมกับศิลปะวัฒนธรรมภูมิปัญญานวัตกรรมเทคโนโลยีให้เกิดความสวยงาม ความเป็นเอกลักษณ์ในตัวผลิตภัณฑ์ 

โดยมุ่งเน้นสร้าง 5 เป้าหมายหลักได้แก่ สร้างคน, สร้างความรู้, สร้าง อาชีพ, สร้างรายได้ และสร้างสังคม Low Carbon  คือ 1. การสร้างคน โดยการเพิ่มทักษะ ให้กลุ่มชุมชน เด็กนักเรียนขาดโอกาส และนักศึกษาที่มีความสนใจด้านแฟชั่น  2.การสร้างความรู้ โดย มหาวิทยาลัยศรีปทุมเปิดหลักสูตร นักออกแบบภูมิปัญญาท้องถิ่นร่วมสมัย โดยนักศึกษาลงพื้นที่เรียนรู้ร่วมกับชุมชน ในส่วนของภาคทฤษฎีการออกแบบ ภาคปฏิบัติ ภาคประเมินผลการตลาด  3. การสร้างอาชีพ คือ จากต้นน้ำอาชีพเกษตรกรปลูกวัตถุดิบ มาสู่กระบวนการผลิต ออกแบบตัดเย็บ จนกระทั่งถึงปลายน้ำที่มีตั้งแต่คอสตูม เมกเกอร์ บิวตี้ บล็อคเกอร์ สินค้าแฟชั่นจากภูมิ ปัญญาท้องถิ่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงร้านค้า โรงแรม ภาคบริการ การท่องเที่ยว โรงงาน อุตสาหกรรมล้วนเป็นการต่อยอดตลอดห่วงโซ่อุปทานทั้งสิ้น 4. การสร้างรายได้ จากสินค้าแฟชั่นท้องถิ่น ร่วมสมัยและการติดอาวุธทางปัญญาเพิ่มเติมด้านการตลาดและการวางแผนธุรกิจให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ 5. การสร้างสังคม Low carbon คือ การขับเคลื่อนให้เกิด Application ขึ้นมาเพื่อให้ได้ดาวน์โหลดไว้ใช้ ตรวจสอบการลดคาร์บอนในชีวิตประจำวันภายใต้แนวคิด Low Carbon Lifestyle

หนุ่มวิจารณ์!! อาคารลายผ้า ‘แคนแก่นคูณ’ ขอนแก่น “อุบาทว์” เจอทัวร์ลง!! “ดูถูกผลงานคนอื่น-ด้อยค่าความภาคภูมิใจคนในพื้นที่ ”

สิทธิในการแสดงความคิดเห็นเปิดกว้างอย่างมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะเหล่าคนในโซเชียลที่มักจะมีส่วนร่วมในการวิจารณ์สิ่งต่าง ๆ เสมอ แต่บางครั้งคำวิจารณ์ หรือ ความคิดเห็น ที่รุนแรง และตรงเกินไป ก็อาจนำมาซึ่งคนที่ไม่เห็นด้วย

เช่นเดียวกับผู้ใช้ X รายหนึ่ง ที่ได้โพสต์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรูปลักษณ์ของอาคารใหม่ ในจังหวัดขอนแก่น ระบุว่า

“แบบอาคารใหม่เทศบาลนครขอนแก่น ดีไซน์หลงยุคมาก โอ้ย สส ในพื้นที่ช่วยไปคัดค้านที งบตั้ง 300 ล้าน แต่ดีไซน์อุบาทว์มาก ทำเลไข่แดงใจกลางเมือง ที่ดินแพงสุดในอีสาน ควรออกแบบได้ดีกว่านี้ เทสแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกันนะ

แต่นี่ไม่ชอบ ไม่สวย และคิดว่างบ 300 ล้านมันทำได้ดีกว่านี่ ฟังชั่นกว่านี้ อาคารราชการสมัยนี้มีออกแบบสวยๆเยอะนะ แต่นี่ว่าไม่สวยไง ใครจะมองว่าสวยก็แล้วแต่เด้อ”

โพสต์นี้มีคนเห็นเกิน 5 ล้านครั้ง ทำให้มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันมากมาย โดยส่วนใหญ่มองว่าความคิดเห็นนี้รุนแรงเกินไปกับการใช้คำว่า “อุบาทว์”

ทางด้านผู้ใช้ X ที่ผ่านมาเจอโพสต์นี้ ก็ได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก บางส่วนเห็นด้วยกับต้นโพสต์ แต่บางส่วนก็เห็นต่าง เช่น

“ขอนแก่น ‘นครแห่งไหม’ กับอาคารลายผ้า ‘แคนแก่นคูณ’ มันก็เป็นสิ่งที่ควรตั้งอยู่ในขอนแก่นถูกแล้วไม่ใช่เหรอ? ความภาคภูมิใจของเขา สิ่งที่คนในพื้นที่นั้น ๆ ให้คุณค่า คุณไม่เห็นค่ามันก็เรื่องของคุณ”

“ดีกว่านี้ = ? อันนี้สวย ศิลปะมีหลายแบบ สถาปัตย์ก็เหมือนกัน ชอบโมเดิร์น ชอบมินิมอล ไม่ได้แปลว่าแบบพื้นเมือง แบบ traditional มัน ‘อุบาทว์’ ติดอย่างเดียวคือฟ้อนต์มันดูสิ้นคิดไปหน่อย แค่นั้น แต่จะบอกว่า exterior อุบาทว์มันก็เกินไป คนในเน็ตอยากพ่นอะไรก็พ่นจริงด้วย ฮาอะ 😖”

“ออกความเห็นก็ออกได้ แต่คำว่าดีไซน์อุบาทว์นี่เหมือนจะดูถูกคนดีไซน์ไปหน่อยมั้ย เพราะงี้ไง วลีที่ว่าไม่มีใครเก่งเท่าแม่มึงแล้วถึงมีอยู่”

“งานดีไซน์ไม่มีคำว่าสวยไม่สวยนะ ต้องถามเหตุผลก่อนว่า ทำคอนเซปต์นี้จะสื่อถึงอะไร facade มีที่มาที่ไปแบบไหน ถ้าเขาอธิบาย concept อาจจะเข้าใจมากขึ้นก็ได้อะ บางทีอาจจะทำให้เข้ากับบริบทพื้นที่หรือวัฒนธรรมก็ได้”

“ก็ represents ความเป็นขอนแก่นอะพี่ คู่สีน้ำตาลไม้-เหลืองนวล นี่แหละถูกแล้ว design ก็ใช่ สี่เหลี่ยมลายผ้าไหม รวม ๆ ก็ดูร่วมสมัยสะท้อนตัวตนของขอนแก่นสุด ๆ ละนะ มากกว่านี้คือต้องทำตึกรูปแครไปแข่งกะอิหอโหวดร้อยเอ็ดอะ เอาบ่?”

“เทสการมองงานศิลต่างกันจริง แต่คำว่าอุบาทว์มันก็แรงจริง ๆ ส่วนตัวคิดว่าลาย+รูปแบบก็มีความเป็นขอนแก่นดีนะ อย่างเซ็นก็เป็นรูปกระติบข้าวเหนียว ตึกเทศบาลจะแบบนี้ก็ได้แหละ”

“อาคารแห่งนี้เป็นการแสดงวัฒนธรรมท้องถิ่น แสดงความเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดขอนแก่น แถมยังวิจารณ์เจ้าของโพสต์ว่าการให้ สส. ไปคัดค้านแค่เพราะดีไซน์ไม่ถูกใจเป็นอะไรที่ไม่มีเหตุผลมาก”

“ดีไซน์ที่โดนบอกว่าแย่ เป็นลายผ้าไหมมัดหมี่ แคนแก่นคูณ สัญลักษณ์ประจำจังหวัดขอนแก่น เรื่องความสวยก็เป็นความชอบส่วนบุคคล แถมรูปที่นำมาโพสต์ก็เป็นเพียงแค่ด้านเดียว ไม่ใช่แปลนทั้งหมด ไม่สามารถตัดสินได้ว่าคุ้มค่างบประมาณหรือไม่”

อย่างไรก็ตาม เจ้าของโพสต์ก็ไม่ได้สนใจดรามารถทัวร์ที่มาลงแต่อย่างใด ตอบกลับแบบแซ่บ ๆ ไปหลายดอก แถมบอกว่าอีกว่า “ก็มองว่าไม่สวยไง งานออกแบบอาคารงบตั้ง 300 ล้าน ใครจะมองว่าสวยก็เรื่องของมึง จะมาสั่งสอนทำไม งง 555555” และ “รับไม่ได้กับการใช้คำว่าอุบาทว์อันนี้พอเข้าใจได้ โอเคขอโทษจ้า มันอาจจะแรงไป แต่ถามว่ามันสวยหรอ? การเอาลายมาแปะตึกมันสวยจริงใช่มั้ย?”

ทั้งนี้ ประเด็นการวิจารณ์แปลนอาคารเทศบาลนครขอนแก่นแห่งใหม่ ยังคงดำเนินต่อไปและอาจจะไม่จบลงได้ง่าย ๆ

‘แม่ณุน’ หนังผีตำนานกัมพูชา เตรียมลงโรงฉายไทยปีหน้า พล็อต ‘ยืดแขน-ห้อยหัว-รอคนรัก’ ทำคนไทยแอบเอ๊ะสุดๆ

(20 ธ.ค.66) เรียกเสียงฮือฮาจากโลกโซเชียลเป็นอย่างมาก เมื่อทาง Major Group ออกมาโพสต์โปรโมทภาพยนตร์ใหม่จากประเทศกัมพูชา เรื่อง ‘แม่ณุน’ ตำนานสุดสยองขวัญที่สร้างปรากฏการณ์เป็นภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดตลอดกาลมาแล้วทั่วประเทศในกัมพูชา พร้อมเข้าฉาย 29 กุมภาพันธ์ 2024

โดยภาพยนตร์ดังกล่าวเป็นตำนานสยองขวัญที่เล่าขานนับร้อยปีของประเทศกัมพูชา เกี่ยวกับหญิงสาวคนหนึ่งที่คนรักของเธอต้องไปทำภารกิจต่างแดนขณะที่เธอตั้งท้อง

เธอเฝ้ารอคอยคนรักด้วยความหวัง ทว่าก็เกิดเรื่องเลวร้ายขึ้น เพราะเธอสิ้นใจขณะคลอดลูก กลายเป็นผีตายทั้งกลม หลอนทั้งหมู่บ้าน สามารถยืดแขนยาว และห้อยหัวลงมาจากหลังคาได้

เมื่อตัวอย่างภาพยนตร์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ก็กลายเป็นไวรัลในโลกโซเชียลทันที ชาวเน็ตไทยแห่เข้ามาแสดงความคิดเห็นกันสนั่น ทั้งยังมีการเปรียบเทียบหนังเขมร ‘แม่ณุน’ กับหนังไทยที่กลายเป็นตำนานตลอดกาลอย่าง ‘แม่นาก พระโขนง’

โดยชาวเน็ตไทยตั้งข้อสังเกตว่า ตัวพล็อตเรื่องของหนังมีความคล้ายกัน ทั้งช่วงเวลาเป็นแนวย้อนยุค โบราณ ใช้ชีวิตริมคลอง พระเอกและนางเอก กำลังจะมีลูกด้วยกัน แต่ก็ต้องแยกจากกันเนื่องจากฝ่ายชายต้องห่างไกลบ้าน

จากนั้นฝ่ายหญิงก็คลอดลูกไม่สำเร็จ จนทำให้เสียชีวิต กลายเป็นผีตายทั้งกลม ที่เฝ้ารอการกลับมาของคนรัก อีกทั้งเมื่อกลายเป็นผี ก็สามารถยืดแขนได้อีก ซึ่งเป็นภาพจำของ ‘ผีแม่นาก’ ที่คนไทยคุ้นเคยกันกับฉากเก็บมะนาว

กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ความคิดเห็นจากโลกโซเชียล อาทิ

- เพื่อนแม่นากรึป่าว
- พล็อตใหม่ล้ำ ๆ ไม่ซ้ำใคร
- แม่นากมิติใหม่
- นี่คือตำนานจริง ๆ ใช่ไหม
- ชื่อคล้าย ๆ กันนะ 5555555

อย่างไรก็ดี อย่าเพิ่งตัดสินจากตัวอย่างหนังเพียงอย่างเดียว สำหรับใครที่อยากพิสูจน์ว่าตำนานรักข้ามมิติของ ประเทศกัมพูชา และ ประเทศไทย จะมีความเหมือนหรือความต่างอย่างไร คงต้องไปพิสูจน์เองในโรงภาพยนตร์

‘พงศ์พรหม’ ห่วง!! อนาคตต่างชาติครอง ‘งานสายการเงิน-เทคฯ’ ในไทย เหตุเพราะ ‘ความสามารถ-ทัศนคติ’ นำหน้าเด็กไทยรุ่นใหม่มากโข

(20 ธ.ค. 66) นายพงศ์พรหม ยามะรัต ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘Pongprom Yamarat’ ระบุว่า...

มาเจอ Trend การจ้างงานที่น่าสนใจ แต่น่าเป็นห่วง

เด็กไทยรุ่นใหม่ถูกคนจีน สิงคโปร์ อินเดีย แย่งงานตำแหน่งงานการเงิน นวัตกรรม ธุรกิจองค์กรกลาง-ใหญ่ เงินเดือน 75,000+ ถึง 300,000 บาท เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะความสามารถเด็กไทย หมายถึงความสามารถ ความขยัน passion และทัศนคติไม่ผ่าน

หรือที่เข้าไปได้ ก็ไม่ผ่านโปรเยอะ

เราจึงเริ่มเห็นคนจีน คนอินเดียเข้ามาทำงานในไทยเพิ่มขึ้น ๆ เพราะธุรกิจไม่มีทางเลือกแล้ว ให้โอกาสเด็กไทยแล้ว

สรุปว่างานระดับบริหาร นวัตกรรม ไปถึงสายเทค เด็กไทยกำลังโดนต่างชาติแย่งงานในไทยเอง เพราะความสามารถไม่ถึง ส่วนงานบริการระดับกลาง เช่นผู้จัดการร้านอาหาร รวมถึงคนเสิร์ฟที่เงินเดือนสูงหน่อยตามโรงแรม 4-6 ดาวในกรุงเทพ ภูเก็ต เด็กไทยสอบไม่ผ่าน รวมถึงไม่ผ่านโปรเยอะมาก

ตอนนี้ร้านอาหารดี ๆ โรงแรมดี ๆ จึงต้องเร่งจ้างงานคนฟิลิปปินส์ อินเดีย บังกลาเทศ อินโดนีเซีย เข้ามา fill ตำแหน่งเหล่านี้

เมื่อวานผมมีคุยงานในโรงแรม 5 ดาวกลางกรุงเทพ เด็กเสิร์ฟ 1 ใน 4 หรือ 1 ใน 5 เป็นต่างชาติแล้ว เพราะภาษาอังกฤษดี ยิ้มแย้ม บริการดีมาก

ที่น่าห่วงคือ ภาคธุรกิจไทยมากมาย ไม่ได้ underpaid แต่เด็กไทยความสามารถไม่พอจริง ๆ

และเมื่อเปิดรับต่างชาติมาในเงินเดือนเท่ากัน ต่างชาติกลับทำงานนั้นได้ดีกว่า ภาษาอังกฤษคล่องกว่า งอแงน้อยกว่า ขยันกว่า เรียนรู้ไวกว่า

เรากำลังเข้าสู่ยุคภาครัฐไร้ทิศทาง เด็กรุ่นใหม่อยากได้เงินเยอะ ๆ แต่ไร้ความสามารถ อนาคตเศรษฐกิจไทย อันตรายยิ่ง 

กาแฟ Piccolo ในรูปนี่เป็นกาแฟแก้วที่ 2 ของวันแล้ว ผมตื่นมาทำงานตั้งแต่ตี 4 ครึ่ง กิน Espresso แก้วแรก ทำเสร็จ ไปวิ่ง วิ่งเสร็จ มาทำงานต่อ แบบนี้ต่างชาติถึงเคารพเรา

ปล. ที่น่าสนใจ คือเด็กรุ่นใหม่ที่เก่ง คือเก่งโดดออกมาเลย ไม่ต้องจบนอกก็เก่งสุด ๆ รู้ว่าจะเรียนรู้จากไหน ไป take online course สั้น ๆ จาก MIT บ้าง Harvard บ้าง ในขณะที่เด็กรุ่นเขาส่วนใหญ่นั่งชิลล์ รักสบายกันอยู่

สตม. จัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา ทำความดีด้วยหัวใจ มอบอุปกรณ์กีฬาและเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับเด็กนักเรียน 

วันนี้ (20 ธ.ค.66) เวลา 10.00 น. สตม. โดย พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม. เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย พล.ต.ต.ชูฉัตร ธารีฉัตร รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.มานัด ศรีวงษา รอง ผบช.สตม.,พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ รอง ผบช.สอท.ปรก.รอง ผบช.สตม. ร่วมกับข้าราชการตำรวจจิตอาสาในสังกัด ภ.5, บก.ตชด.3, บก.ทล.2 และ บก.ทล. ร่วมกันดำเนินกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา ทำดีด้วยหัวใจ โดยมอบอุปกรณ์กีฬาให้กับโรงเรียน และเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับเด็กนักเรียน ณ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 60 ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จว.เชียงใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนได้มีอุปกรณ์กีฬาใช้เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการออกกำลังกายและเล่นกีฬา เป็นการเปิดโอกาสและส่งเสริมให้เยาวชนในโรงเรียนที่ห่างไกลได้มีโอกาสเข้าถึงและใช้อุปกรณ์กีฬาในการประกอบกิจกรรมการออกกำลังกายอย่างทั่วถึง เพื่อส่งเสริมสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ต่อไป 

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รุกส่งเสริมคุณภาพชีวิตเยาวชนในชนบทอย่างยั่งยืนต่อเนื่อง จัดงบประมาณโครงการจักรยานเพื่อน้องสัญจร ครั้งที่ 4 กว่า 2.5 ล้านบาท มอบจักรยาน หน้ากากอนามัย อุปกรณ์กีฬา และค่าพาหนะแก่โรงเรียนรวม 75 แห่ง

ระหว่างวันที่ 15 พฤศจิกายน - 21 ธันวาคม 2566  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ ห่วงใยเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร มอบหมายให้ นายสุรพงศ์ เสรฐภักดี กรรมการและรองเหรัญญิก พร้อมด้วย นายชูเดช เตชะไพบูลย์ ผู้ช่วยกรรมการมูลนิธิฯ และนางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำทีมแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ ลงพื้นที่โรงเรียนชนบทที่มีนักเรียนประสบปัญหาในการเดินทางมาโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดทางภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ประกอบด้วย จังหวัดปราจีนบุรี จันทบุรี ระยอง ชลบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม ตราด พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส  รวม 15 จังหวัด 75 โรงเรียน โดยมอบรถจักรยานขนาด 24 นิ้ว รวม 1,500 คัน , หน้ากากอนามัย จำนวน 37,500 ชิ้น อุปกรณ์กีฬา จำนวน 75 ชุด และค่าพาหนะเดินทางแก่โรงเรียนๆ ละ 1,000 บาท คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 2,549,400 บาท (สองล้านห้าแสนสี่หมื่นเก้าพันสี่ร้อยบาทถ้วน) ในโครงการ “จักรยานเพื่อน้องสัญจร” ครั้งที่ 4 เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักเรียนที่ประสบปัญหาในการเดินทางมาโรงเรียน รวมถึงเป็นการแบ่งเบาภาระค่าพาหนะแก่ผู้ปกครองได้อีกทางหนึ่ง อีกทั้งยังเสริมสร้างให้นักเรียนได้ออกกำลังกายเรียนรู้กฎจราจร รวมถึงการแบ่งปัน การดูแลรักษาสาธารณสมบัติร่วมกัน โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานรัฐแต่ละแห่งเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย เยาวชน และผู้แทนจากสถาบันการศึกษา เป็นผู้รับมอบ

ตลอดระยะเวลากว่า 113 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง รวมถึงการส่งเสริมด้านการศึกษา เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมงานสาธารณกุศลมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ เว็บไซต์ www.pohtecktung.org และ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung  

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” 
#แอปพลิเคชัน และ #สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง1418 
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สรุปผลคดี บจก.ซิปเม็กซ์ (Zipmex) วันนี้ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๖ พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา  

ผบช.สอท. พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.ชูศักดิ์ ขนาดนิด ผบก.ตอท.บช.สอท. นางสาวจอมขวัญ คงสกุล รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) นางสาวนภนวลพรรณ ภวสันต์ ผู้ช่วยเลขาธิการสายนวัตกรรมทางการเงินและเทคโนโลยีดิจิทัล ก.ล.ต. นายนพดล อุเทน ที่ปรึกษาด้านกฎหมายและพัฒนามาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และ นายพีรธร วิมลโลกการ ผู้อำนวยการกองกำกับและตรวจสอบ ปปง. ร่วมกันแถลงข่าว กรณีมีประชาชนจำนวนมากที่ได้รับความเสียหายมาร้องทุกข์ต่อ พนักงานสอบสวน บช.สอท., ปอศ. และสถานีตำรวจต่างๆ ทั่วประเทศ ให้ดำเนินคดีกับบริษัท ซิปเม็กซ์ จำกัด และ นายเอกลาภ ยิ้มวิไล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฯ ในฐานความผิด ฉ้อโกงประชาชนซึ่งจากข้อเท็จจริงพบว่า บริษัท ซิปเม็กซ์ฯ ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. เมื่อปี 2561 ให้มีบริการการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล แต่ต่อมาในปี 2563 ได้มีการชักชวนประชาชนให้นำสินทรัพย์ดิจิทัลไปฝากไว้กับทางบริษัท ซิปเม็กซ์ฯ ภายใต้บริการที่มีชื่อเรียกว่า Zip up และ  Zip up+  โดยเป็นบริการเปิดรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลจากลูกค้าและจะให้ผลตอบแทนเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ทั้งนี้ บริษัท ซิปเม็กซ์ฯ ได้โอนสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าที่มาลงทุน ไปยังต่างประเทศเพื่อลงทุนกับบริษัทที่ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล แต่ขาดทุนจนไม่สามารถนำมาเงินมาคืนให้กับลูกค้า จนกระทั่งวันที่ 20 กรกฎาคม 2565 บริษัท ซิปเม็กซ์ฯ ได้ประกาศระงับการถอนเงินบาทและสินทรัพย์ดิจิทัลจาก “ZipUp” หรือ “Z Wallet” ทำให้ผู้ลงทุนได้รับความเสียหาย ต่อมา ก.ล.ต. ได้ดำเนินการตรวจสอบและสั่งให้ บริษัท ซิปเม็กซ์ฯ นำส่งข้อมูลเกี่ยวกับกิจการและการดำเนินงานทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง แต่บริษัท ซิปเม็กซ์ฯ ไม่นำส่งข้อมูลดังกล่าวภายในระยะเวลาที่กำหนด ทั้งนี้เมื่อได้รับการแจ้งเตือนจากพนักงานเจ้าหน้าที่ก็นำส่งข้อมูลเพียงบางส่วน ไม่ครบถ้วน จึงได้กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน  

กรณีบริษัท ซิปเม็กซ์ฯ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 51 ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 75 ตาม พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ทั้งนี้นอกเหนือจากการกล่าวโทษดังกล่าว ก.ล.ต. ได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับ บริษัท ซิปเม็กซ์ จำกัด และ นายเอกลาภฯ รวมแล้วเป็น จำนวน 10,977,000 ล้านบาท ในฐานความผิดที่เกี่ยวข้อง ตาม พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตระหนักถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างเป็นวงกว้างกับประชาชน  จึงได้มีคำสั่งที่ 411/2566 ลงวันที่ 12 กรกฎาคม 2566 แต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนเพื่อรับผิดชอบการสืบสวนคดีดังกล่าว โดยได้รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งสอบปากคำผู้เสียหาย จำนวน 485 คน (เอกสารคำให้การ 20,210 แผ่น) รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 900 ล้านบาท(คาดว่าจะมีผู้เสียหายมาร้องทุกข์เพิ่มเติมอีกจำนวนหนึ่ง) ทางคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำของ บริษัท ซิปเม็กซ์ฯ เป็นความผิดฐาน “ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ตาม มาตรา 4, 5, 12, 15 แห่ง พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 และความผิดตาม มาตรา 75 แห่ง พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561  และ ความผิดมาตราอื่นๆที่เกี่ยวข้อง รวมถึงความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน” ประกอบกับคดีนี้มีธุรกรรมทางการเงินที่มีความสลับซับซ้อนต้องรวบรวมและวิเคราะห์พยานหลักฐานจำนวนมาก ซึ่งมีจำนวนผู้เสียหายตั้งแต่สามร้อยคนขึ้นไป หรือมีจำนวนเงินที่กู้ยืมรวมกันตั้งแต่หนึ่งร้อยล้านบาทขึ้นไปอันเข้าลักษณะการเป็นคดีพิเศษ  
ตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.๒๕4๗ จึงได้มีหนังสือส่งสำนวนการสอบสวนให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ พิจารณารับเป็นคดีพิเศษ ตามระเบียบและกฎหมายต่อไป

นราธิวาส-ตรวจเยี่ยมหน่วย ศปก.อ. และ ชคต. ในพื้นที่ นราธิวาส กำชับให้เจ้าหน้าที่เพิ่มความเข้มงวดด้านความปลอดภัย ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 

วันที่ 20 ธันวาคม 2566 เวลา 08.55 น. ณ ห้องประชุมตันหยงมัส ชั้น 2 ที่ว่าการอำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส พลโท ปราโมทย์ พรหมอินทร์ แม่ทัพน้อยที่ 4 / รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้าพร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงาน และรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ของศูนย์ปฏิบัติการอำเภอระแงะ เกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยในพื้นที่พร้อมรับทราบถึงปัญหาข้อขัดข้อง และมอบนโยบายในการปฏิบัติงาน พร้อมกำชับให้เพิ่มมาตราการรักษาความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่สร้างความอุ่นใจแก่ประชาชน โดยมี นายอำเภอระแงะ/ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการอำเภอระแงะ, เจ้าหน้าที่ตำรวจ , หัวหน้าชุดคุ้มครองตำบล ให้การต้อนรับและร่วมประชุม

จากนั้น แม่ทัพน้อยที่ 4/รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พร้อมคณะเดินทางต่อไปยังชุดคุ้มครองตำบลกะลิซา อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ติดตามการปฏิบัติงานในการกำกับดูแลรักษาความปลอดภัยพื้นที่บริเวณโดยรอบของฐานปฏิบัติการ และมอบแนวทางการปฏิบัติงานเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ โดยมอบเครื่องอุปโภคแก่กำลังพล พร้อมเน้นย้ำให้ปฏิบัติตามนโยบายของผู้บังคับบัญชาตามหลักการปฏิบัติที่กำหนดไว้หมั่นลาดตระเวน และมีเวรยามตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรักษาความปลอดภัยทั้งบริเวณรอบฐานและชุมชนให้มีความปลอดภัย

โอกาสนี้ พลโท ปราโมทย์ พรหมอินทร์ แม่ทัพน้อยที่ 4 / รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้มอบแนวทางการปฏิบัติงานแก่หน่วยในพื้นที่ พร้อมชื่นชมการปฏิบัติงานโดยเฉพาะงานตามนโยบายสำคัญ 5 เรื่อง ได้แก่ งานการควบคุมพื้นที่และการบังคับใช้กฎหมาย งานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด งานส่งเสริมการอยู่ร่วมกันภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรมธรรมที่เข้มแข็ง งานสร้างความเข้าใจ และงานบูรณาการด้านความมั่นคงและด้านการพัฒนาให้มีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมีศูนย์ปฏิบัติการอำเภอเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนงานซึ่งสามารถปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่องและครบถ้วน ส่วนอื่นๆให้มีการขับเคลื่อนงานกันอย่างต่อเนื่อง โดยการปฏิบัติงานขอให้เน้นการทำงานแบบร่วม บูรณาการกับหน่วยงานในพื้นที่ให้มีการประสานงานระหว่างกันเพื่อให้การปฏิบัติงาน ได้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน การทำงานทุกภารกิจต้องไม่ประมาทขอให้มีสติทุกย่างก้าวทั้งการปฏิบัติหน้าที่และการใช้ชีวิตประจำวัน มีความพร้อมในการปฏิบัติงาน ตื่นตัวตลอดเวลา หมั่นเข้าชุมชนไปเยี่ยมประชาชนสอบถามปัญหาทุกข์สุข และช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนตามความเหมาะสม  

ประกอบกับช่วงนี้ใกล้ถึงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ โดยแม่ทัพภาคที่ 4 ผู้บังคับบัญชาได้กำชับให้เพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัย พร้อมให้อำนวยความสะดวกแก่พี่น้องประชาชนในช่วงเทศกาลสร้างความมั่นใจอุ่นใจแก่ประชาชน และขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่ และประชาชน หากพบเห็นสิ่งใดไม่ถูกต้องให้แจ้งที่เบอร์สายตรงแม่ทัพภาคที่ 4 โทร. 06-1173-2999 และเบอร์สายด่วน 1341 หรือหน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ข่าว.แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส

สสส.- สคอ.สานพลังภาคีเครือข่าย ลดเจ็บ-ตายช่วงเทศกาล “ยิ่งดื่มนาน สมองยิ่งเสี่ยง ดื่มไม่ขับ ปีใหม่ 2567” ชี้อุบัติเหตุมากกว่า 50% พบแอลกอฮอล์ในเลือด “หมอประชา” เผยเหล้าส่งผลต่อสมองเสี่ยงอุบัติเหตุสูง

เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2566 ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) และภาคีเครือข่าย แถลงข่าว “ยิ่งดื่มนาน สมองยิ่งเสี่ยง ดื่มไม่ขับ” ปีใหม่ 2567 เน้นย้ำรณรงค์ช่วงเทศกาลสำคัญ ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า “ดื่มแล้วขับ” เป็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุทางถนน โดยเฉพาะช่วงเทศกาลผลการตรวจแอลกอฮอล์ในเลือดของกลุ่มผู้ประสบอุบัติเหตุทางถนน พบว่า มากกว่า 50% พบแอลกอฮอล์ในเลือด ดื่มไม่ขับ และลดใช้ความเร็ว เป็นเรื่องที่ทุกคนป้องกันได้ เพื่อฉลองปีใหม่นี้อย่างปลอดภัย และมีความสุข สสส. ได้ผลิตสปอตโฆษณา 2 เรื่อง รณรงค์ให้ผู้ขับขี่ตระหนักถึงอันตราย ลด ละ เลิกพฤติกรรมดื่มแล้วขับ ขับขี่อย่างปลอดภัย ไม่ประมาท ให้เห็นผลเสียของแอลกอฮอล์ต่อการขับขี่ที่ผลกระทบต่อสมอง และส่งผลต่อการขับขี่ จึงได้พัฒนาแคมเปญ ดื่มไม่ขับ : ดื่มเหล้าเมาถึงสมอง สื่อสารผลเสียของแอลกอฮอล์ ที่ส่งผลต่อสมอง ทำให้ตอบสนองช้าลง ตัดสินใจเบรกรถไม่ทัน และกะระยะในการขับขี่ผิดพลาด 

“สสส. ขับเคลื่อนร่วมกับภาคีเครือข่ายสร้างความปลอดภัยทางถนน พัฒนาเครือข่ายตำบลสุขภาวะ รณรงค์ป้องกันปัญหาอุบัติเหตุทางถนนเข้มข้นใน 189 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใน 35 อำเภอ 20 จังหวัด เครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับร่วม 100 เครือข่าย ทั่วประเทศ ร่วมรณรงค์ในพื้นที่ หนุนเสริมตรวจแอลกอฮอล์ในผู้ขับขี่ทุกรายที่ประสบอุบัติเหตุ และไม่สนับสนุนการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับเด็กและเยาวชน และเครือข่ายสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) ที่มีอยู่ทั่วประเทศ เพิ่มความเข้มข้นช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดที่มีการจัดกิจกรรมฉลองปีใหม่ หรือพื้นที่อำเภอเสี่ยง และพื้นที่ท่องเที่ยวเน้นมาตรการดูแลเรื่อง ดื่มไม่ขับ-ไม่ขับเร็ว-สวมหมวกนิรภัย” ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว

นายวิทยา จันทร์เสนะ ผู้อำนวยการกองบูรณาการความปลอดภัยทางถนน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า สถิติอุบัติทางถนนจากศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) รายงานว่า ปีใหม่ 2566 ตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค. 2564 – 4 ม.ค. 2566 เกิดอุบัติเหตุรวม 2,440 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 317 ราย ผู้บาดเจ็บ 2,437 คน สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับเร็ว 37.5% ดื่มแล้วขับ 25.49% ตัดหน้ากระชั้นชิด 18.69% ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือรถจักรยานยนต์ 82.11% รถกระบะ 5.56% รถเก๋ง 3.24% ศปถ. ได้มีแนวทางดำเนินการป้องกันลดอุบัติเหตุทางถนน 1. กำหนดเป็น “วาระแห่งชาติ” บูรณาการร่วมขับเคลื่อนในพื้นที่อย่างจริงจัง ต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยใช้แผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. 2565 – 2570 เป็นกรอบดำเนินงาน 2. ระดับพื้นที่ใช้กลไก ศปถ.จังหวัด ศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนอำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เน้นมาตรการชุมชน มาตรการทางสังคม อาทิ เคาะประตูบ้าน ด่านชุมชน ด่านครอบครัว ป้องปรามพฤติกรรมเสี่ยง 3. จังหวัดร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัด บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด จริงจัง และต่อเนื่อง ควบคู่กับการรณรงค์ให้มีความตระหนัก สร้างจิตสำนึก รับผิดชอบต่อสังคม 4. ทุกภาคส่วนบูรณาการข้อมูลอุบัติเหตุทางถนน 5. เสริมสร้าง ปลูกฝัง สร้างความตระหนักรู้ และจิตสำนึกอย่างจริงจัง เกิดวัฒนธรรมความปลอดภัย

นพ.ประชา กัญญาประสิทธิ์ “หมอประชาผ่าตัดสมอง” ศัลยแพทย์ระบบประสาทและหลอดเลือดสมอง รพ.เชียงใหม่ราม กล่าวว่า 84% ของประชากรทั่วโลกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้สูญเสียความสามารถการตัดสินใจ ความมีเหตุผล การควบคุมการเคลื่อนไหว  สูญเสียความสามารถการรับรู้ มองเห็น ได้ยิน และความจำ ยิ่งดื่มยิ่งส่งผลต่อสมอง และเสี่ยงอุบัติเหตุสูง ทั้งนี้ระดับแอลกอฮอล์ในเลือด 0.01-0.05% ทำให้เริ่มตื่นตัว 0.03 - 0.12% โดพามีน (Dopamine) เริ่มหลั่งจะรู้สึกสดชื่น มีความมั่นใจ รู้สึก Relax สดใส  0.08 - 0.25% เริ่มกดสมองส่วนต่างๆ เช่น กดสมองส่วนหน้าเกิดการยั้งคิด กดสมองส่วนทรงตัวทำให้ทรงตัวไม่ได้ กดสมองส่วนที่แปลประสาทตาทำให้ตาเบลอ กดสมองส่วนที่ใช้พูดก็จะพูดช้า กดสมองส่วนที่ทำให้ตัดสินใจส่งผลให้ให้ตัดสินใจผิดพลาดได้ง่ายดาย 0.18 - 0.30% สับสน ความจำเริ่มเสื่อมลง มากกว่า 0.25% จะเริ่มซึมเริ่มหลับ มากกว่า 0.35% ก็ทำให้โคม่า และมากกว่า 0.45%ทำให้เสียชีวิตได้ 

นายพรหมมินทร์ กัณธิยะ ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.)  กล่าวว่า ปีใหม่นี้ ทาง สคอ. ได้สื่อสารประชาสัมพันธ์ และรณรงค์สร้างความรู้ ความตระหนักแก่ประชาชนผู้ขับขี่อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ก่อนเทศกาล และช่วงเทศกาล โดยผลิตสื่อฯ และชุดข้อมูลการเฝ้าระวังป้องกัน ลดอุบัติเหตุทางถนนสนับสนุนภาคีเครือข่ายทั้งรัฐ และเอกชน กระจายไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ เป็นกรอบ และแนวทางทำงานในพื้นที่ตามนโยบายศปถ. อีกทั้งเทศกาลปีใหม่นี้ได้วางแผนลงพื้นที่ติดตามกรณีอุบัติเหตุใหญ่ ที่เกิดช่วงเทศกาลปีใหม่ 

โดยใช้ข้อมูลจาก ศปถ. ที่รายงานการเกิดอุบัติเหตุรายวัน จัดทำเป็นคลิปวิดีโอสะท้อนผลกระทบ ปัญหา สาเหตุ และข้อเสนอแนวทางแก้ไขขับเคลื่อนในระดับนโยบาย สู่การปฏิบัติให้เกิดความปลอดภัยทางถนนในอนาคต สิ่งที่น่ากังวล คือ ความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดอุบัติเหตุทางถนนเพิ่มขึ้น จากการอนุญาตให้เปิดสถานบริการได้ถึงตี 4  ขอให้ผู้เกี่ยวข้องยึดมั่นในเงื่อนไขตามกฎกระทรวงมหาดไทย และนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการห้ามขายคนอายุต่ำกว่า 20 ปี - คนเมา ตรวจแอลกอฮอล์คนขับก่อนกลับ หากเกิน 50 mg% จัดที่พักคอย หากไม่รอให้ติดต่อเพื่อนหรือ ญาติพากลับ หรือจัดหารถส่งลูกค้า จะช่วยลดผลกระทบความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top