Sunday, 28 June 2026
NEWS FEED

6 หน่วยงานการศึกษาไทยจับมือโรงเรียนดังรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย แลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการและพัฒนาความเป็นเลิศด้านการเขียนโปรแกรมหุ่นยนต์

เมื่อเร็ๆวนี้ที่โรงเรียนจตุรมิตรวิทยาคาร อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น นายศักดา ชัยภัย ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น(ผอ.สพม.ขอนแก่น) ได้เป็นประธานและร่วมลงนามในโครงการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การพัฒนาศักยภาพผู้เรียนด้านวิชาการ ระหว่างหน่วยงานทางการศึกษาและโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กับโรงเรียนเคอร์ปาลา บาตัส และโรงเรียนตุน ไซเอ็ด เชห์ ชาฮาบูดิน รัฐปีนัง  ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นโรงเรียนชั้นนำและมีชื่อเสียงด้านการสอนวิชาภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี  โดยมีนายวิศรุต  ปู่เพ็ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้เกียรติเป็นสักขีพยานการลงนามจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การพัฒนาศักยภาพผู้เรียนด้านวิชาการ ในครั้งนี้ 

นายชัยภร  สีมาตร ผู้อำนวยการโรงเรียนจตุรมิตรวิทยาคาร ประธานดำเนินงานการทำ MOU ในวันนี้ กล่าวว่า โรงเรียนจตุรมิตรวิทยาคาร สพม.ขอนแก่น ตอบสนองนโยบายการจัดการเรียนการสอนของกระทรวงศึกษาธิการในทุกๆด้าน รวมทั้งการพัฒนาทักษะความเป็นเลิศของผู้เรียนในด้านต่าง ๆ  โดยเฉพาะทักษะด้านโค้ดดิ้ง โรงเรียนได้ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด และโชคดีที่โรงเรียนเรามีบุคลากรหลายคนที่มีความสามารถด้านทักษะโค้ดดิ้ง โดยเฉพาะท่านรองกิจวัฒน์  แสนศรีระ รองผู้อำนวยการโรงเรียนจตุรมิตรวิทยาคาร ซึ่งมีความรู้ความสามารถในด้านนี้เป็นพิเศษ และเป็นประธานชมรมวิทยาการหุ่นยนต์ไทย ได้ช่วยผลักดันให้มีโครงการที่สำคัญระหว่างประเทศเช่นนี้เกิดขึ้น ซึ่งการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การพัฒนาศักยภาพผู้เรียนด้านวิชาการ ในวันนี้มีหน่วยงานทางการศึกษาร่วม MOU ได้แก่ สพม.ขอนแก่น, สพม.ชัยภูมิ, สพป.ขอนแก่น เขต 5, สพป.หนองบัวลำภู เขต 1  องค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย และโรงเรียนในสังกัดดังกล่าวข้างต้น รวม 90 โรงเรียนร่วมทำ MOU นอกจากนี้แล้วยังได้รับความสนใจจากโรงเรียนต่าง ๆในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 16 จังหวัด ที่สนใจด้านการเขียนโปรแกรมหุ่นยนต์ กว่า 30 โรงเรียนขอเข้าร่วมชมการจัดงานในครั้งนี้ด้วย

นายชัยภร  สีมาตร ผอ.รร.จตุรมิตรวิทยาคาร กล่าวต่อว่า การจัดทำ MOUระหว่างหน่วยงานและโรงเรียนทั้งหมดกับโรงเรียนเคอร์ปาลา บาตัส และโรงเรียนตุน ไซเอ็ด เชห์ ชาฮาบูดิน รัฐปีนัง  ประเทศมาเลเซีย ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญ คือ การแลกเปลี่ยนความร่วมมือในการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี  การแลกเปลี่ยนแนวคิด ความคิดสร้างสรรค์และสิ่งประดิษฐ์ การฝึกภาษาเพื่อการสื่อสาร เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างครู นักเรียนของทั้งสองประเทศ และท้ายสุดที่สำคัญอย่างหนึ่งคือเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาด้านการเขียนโปรแกรมหุ่นยนต์สำหรับครูและนักเรียน 

ทางด้านนายศักดา  ชัยภัย ผอ.สพม.ขอนแก่น กล่าวว่า กิจกรรมความร่วมมือในครั้งนี้ถือว่าเป็นกิจกรรมที่ดีที่โรงเรียนทั้งหมดจะได้ร่วมมือกันในการที่จะพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนทั้งทางด้านวิชาการและทักษะ ตลอดจนเป้นการส่งเสริมความเข้าใจทางสังคมและทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกันอยู่แล้วในแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น  ซึ่ง สพม.ขอนแก่น เองก็มีนโยบายที่ส่งเสริมในเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว  วันนี้ต้องขอขอบพระคุณท่านวิศรุต  ปู่เพ็ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ให้เกียรติมาเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือของโรงเรียนต่างๆในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ประเทศไทย และโรงเรียนจากรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย

'นิด้าโพล' เผยผลสำรวจ ส่วนใหญ่ชี้ 'คนไทยไม่ค่อยมีวินัยจราจร' แนะ!! ควรมีระบบ 'แจ้งเบาะแสคนทำผิด-ได้ส่วนแบ่งค่าปรับ'

(18 ธ.ค.66) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้าโพล) เผยแพร่ผลการสำรวจเรื่อง ‘ผิดวินัยจราจร จัดการอย่างไรดี’ สอบถามความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปจำนวน 1,310 คน กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ระหว่างวันที่ 27 พ.ย. - 2 ธ.ค. 2566  พบว่า 1.กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 48.17 มองว่า คนไทยไม่ค่อยมีวินัยจราจร รองลงมา ร้อยละ 33.21 มองว่าคนไทยค่อนข้างมีวินัยจราจร ขณะที่ร้อยละ 14.73 มองว่าคนไทยไม่มีวินัยจราจรเลย มีเพียงร้อยละ 3.89 เท่านั้นที่มองว่าคนไทยมีวินัยจราจรที่ดีมาก

2.สำหรับ 5 อันดับ วินัยจราจรที่ต้องการให้ตำรวจเข้มงวดกวดขันมากที่สุด อันดับ 1 ขับรถขณะเมาสุรา ร้อยละ 67.10 อันดับ 2 ขับรถย้อนศร ร้อยละ 58.17 อันดับ 3 ขับรถฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร ร้อยละ 45.57 อันดับ 4 ไม่สวมหมวกกันน็อคขณะขับขี่หรือซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ ร้อยละ 35.19 อันดับ 5 ขับรถโดยใช้ความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ร้อยละ 33.05 

3.กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 42.74 เห็นว่า วิธีการบังคับใช้กฎหมายจราจรของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้การทำความผิดน้อยลงหรือหมดไป ควรลงโทษตามความผิดที่ได้กระทำ โดยเริ่มจากเบาไปหาหนัก  (เช่น ครั้งที่ 1 ตักเตือน ครั้งที่ 2 ปรับ 1,000 บาท และตัดแต้ม ครั้งที่ 3 ปรับ 2,000 บาท และตัดแต้ม ไปจนถึงขั้นสูงสุดพักใช้ใบอนุญาตขับขี่) รองลงมา ร้อยละ 19.92 ตักเตือนสำหรับผู้ทำความผิดครั้งแรก หากทำผิดซ้ำภายใน 1 ปี ให้ลงโทษตามกฎหมาย โดยอัตราโทษให้เป็นไปตามดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ผู้จับกุม 

อันดับ 3 ร้อยละ 49.47 ตักเตือนสำหรับผู้ทำความผิดครั้งแรก หากทำผิดซ้ำภายใน 1 ปี ให้ลงโทษตามกฎหมาย โดยมีการกำหนดอัตราโทษตายตัวสำหรับข้อหานั้น ๆ อันดับ 4 ร้อยละ 10 จับกุมหรือออกใบสั่งทุกกรณี โดยมีการกำหนดอัตราโทษตายตัวสำหรับข้อหานั้น ๆ และอันดับ 5 ร้อยละ 6.95 จับกุมหรือออกใบสั่งทุกกรณี โดยอัตราโทษให้เป็นไปตามดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ผู้จับกุม 

4.กลุ่มตัวอย่างสนับสนุนแนวคิดให้ประชาชนส่งหลักฐานแจ้งเบาะแสผู้ทำผิดกฎจราจร รวมถึงได้รับเงินส่วนแบ่งค่าปรับจากการดำเนินคดีด้วย โดยมีกลุ่มตัวอย่างถึงร้อยละ 79.31 หรือกว่า 3 ใน 4 สนับสนุนแนวคิดการให้ประชาชนแจ้งเบาะแส แบ่งเป็นเห็นด้วยมาก ร้อยละ 47.40 และค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 31.91 ขณะที่มีถึงร้อยละ 65.92 หรือเกือบ 2 ใน 3 สนับสนุนการที่ประชาชนผู้แจ้งเบาะแสจะได้ส่วนแบ่งค่าปรับ โดยแบ่งเป็นเห็นด้วยมาก ร้อยละ 34.35 และค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 31.57

5.ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนจนทำให้การจราจรติดขัด กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 44.58 เสนอแนะว่า รถที่มีการติดกล้องบันทึกเหตุการณ์ ให้สามารถเคลื่อนย้ายรถได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องรอเจ้าหน้าที่ รองลงมา ร้อยละ 35.04 ระบุว่า ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปถึงในจุดที่มีอุบัติเหตุให้เร็วที่สุด และร้อยละ 18.7 ให้ตัวแทนประกันภัยเดินทางมาถึงจุดเกิดเหตุโดยเร็วที่สุด

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จับมือกระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร และ ภาคีเครือข่าย เปิดโครงการ “ขับเคลื่อนจราจรไทยไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน Traffic Forward รวดเร็ว ปลอดภัย เข้าใจ ไปด้วยกัน” วาง  F4 เป็นยุทธศาสตร์หลัก หวังปรับใช้ช่วงปีใหม่ ลดอุบัติเหตุ เจ็บ ตาย 

วันนี้ (18 ธ.ค.66) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์  สุขวิมล ผบ.ตร. ประธานพิธีเปิดโครงการ“ขับเคลื่อนจราจรไทยไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน Traffic Forward รวดเร็ว ปลอดภัย เข้าใจ ไปด้วยกัน” ณ ห้องประชุมแจ้งยอดสุข อาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยได้รับเกียรติจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมพิธี

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาด้านการจราจรอย่างจริงจัง จึงได้จัดทำโครงการ “ขับเคลื่อนจราจรไทยไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน Traffic Forward รวดเร็ว ปลอดภัย เข้าใจ ไปด้วยกัน” โดยได้รับความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคีเครือข่าย เพื่อรณรงค์และเสริมสร้างจิตสำนึกด้านการจราจรให้แก่ประชาชน และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน โดยมีการขับเคลื่อนงานจราจร 4 ด้าน (F4) ได้แก่  

1. “Forward Faster” ขับเคลื่อนด้านอำนวยการจราจรบนถนนอย่างรวดเร็ว โดยมีการนำ โดรน (Drone) บินตรวจสภาพการจราจร และส่งภาพไปยังศูนย์ควบคุมการจราจรเพื่อรายงานสภาพการจราจรและสั่งการแก้ไขปัญหาได้ทันที โดยนำร่องในจุดที่มีการจราจรหนาแน่น ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และจะขยายผลให้ครอบคลุมทุกจังหวัดต่อไป 
2. “Forward Safer” ขับเคลื่อนด้านความปลอดภัยบนท้องถนน ใน 10 มาตรการเร่งด่วน Quick Win เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนบนท้องถนน ซึ่งจะมีการประเมินผลทุกไตรมาส 
3. “Forward Attitude” ขับเคลื่อนด้านทัศนคติตำรวจ และประชาชน เพื่อให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน โดยการปรับแนวคิดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตามแนวคิด “เตือนก่อนปรับและปรับแบบเป็นขั้นบันใด” ผ่านช่องทาง Line Official ชื่อ“ขับดี”  
4. “Forward Participation” ขับเคลื่อนด้านการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย เพื่อร่วมก้าวไปด้วยกันอย่างยั่งยืน โดยให้ประชาชนสามารถแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับงานจราจรผ่าน แอปพลิเคชั่น “Traffy Fondue” หรือ Facebook Page : “อาสาตาจราจร”  

หลังจากเปิดโครงการฯ ได้มีการมอบรางวัล “โครงการอาสาตาจราจร” และรางวัล “คลิปวิดีโอสั้น การสร้างความปลอดภัยบนท้องถนน” ให้แก่ประชาชน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากนั้นเป็นการเสวนาด้านการจราจร โดยได้รับเกียรติจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมเสวนากับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ในหัวข้อ “ความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่องความปลอดภัยทางถนน“ และ “การขับเคลื่อนจราจรไทยไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน” และในช่วงบ่ายเป็นการอบรมให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรทั่วประเทศ ในหัวข้อ “การบังคับใช้กฎหมายเพื่อความปลอดภัยทางถนน”  

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนงานจราจร 4 ด้าน (F4) ดังกล่าว จะมีการนำไปใช้ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการจราจรแก่ประชาชนและลดอุบัติเหตุบนท้องถนน รวมทั้งเป็นแนวทางการขับเคลื่อน งานจราจร ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 2567

ทึ่ง!! ‘หนุ่มกระบี่’ ขี่มอเตอร์ไซค์จากไทยไปยุโรป 1.8 หมื่นกิโล ใช้เวลาเดินทาง 1 เดือน 17 วัน กับค่าน้ำมัน 6 หมื่นบาท

(18 ธ.ค.66) ผู้ใช้ TikTok รายหนึ่ง โพสต์คลิปพร้อมระบุข้อความว่า “เดินเล่นอยู่ยุโรปก็ได้เจอทะเบียนรถประเทศไทยรีบเข้าไปทักทายเลยค่า ดีใจมาก ๆ เวลาไปเที่ยวต่างประเทศแล้วเจอคนไทยหรือได้ยินภาษาไทย” และ “เจอพี่คนไทยขับรถจากไทยมายุโรป 18,000 กิโล!!”

ซึ่งในคลิปเป็นภาพที่เจ้าของคลิปกำลังเดินเล่นอยู่ และพบว่ามีรถมอเตอร์ไซค์แนวแอดแวนเจอร์ (Adventure) ยี่ห้อ BMW ป้ายทะเบียนกระบี่ ประเทศไทย จอดในสถานที่แห่งหนึ่งในยุโรป จึงเดินเข้าไปสอบถามและพูดคุย ซึ่งเจ้าของมอเตอร์ไซค์ได้ให้ข้อมูลว่า ตนขี่มอเตอร์ไซค์มาจากไทยและขี่มาเรื่อย ๆ จนถึงยุโรป ซึ่งตนเดินทางมาเป็นเวลา 1 เดือน 17 วันแล้ว!!

โดยล่าสุดได้เจอวาร์ปเจ้าของมอเตอร์แล้ว ซึ่งเจ้าของมอเตอร์ไซค์นั้นให้ข้อมูลว่า ตนเป็นคนกระบี่ ขี่มอเตอร์ไซค์โดยใช้เส้นทาง “ไทย ลาว จีน คาซัคสถาน รัสเซีย จอเจีย ตุรกีย์ กรีซ บัลแกเรีย นอร์ทมาเซโดเนีย อัลแบเนีย โคโซโว มอนเตรเนโกร เซอเบีย บอสเนีย โครเอเชีย สโลวาเนีย”

พร้อมกับระบุว่า ค่าน้ำมันที่เสียไปตอนนี้อยู่ในราคา 60,000 บาทแล้ว!

'อัษฎางค์' ข้องใจ!! ม.ดัง ให้แม่บ้านขึ้นแสดงความยินดีผู้สำเร็จการศึกษา ส่อ 'แซะ-บั่นทอน' ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างไม่ต้องสงสัย

(18 ธ.ค. 66) อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊ก ‘เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค’ พร้อมภาพแม่บ้านขึ้นไปบนโพเดียม กล่าวแสดงความยินดีกับผู้สำเร็จการศึกษา หัวข้อ ‘ความเท่าเทียมๆ’ ระบุว่า เรื่องแบบนี้ถือว่าเป็นสิ่งดีงาม เพราะความสำเร็จของคนหนึ่งคนย่อมมาจากแรงสนับสนุนจากทุกคนทุกฝ่าย

แต่เรื่องนี้มีนัยหรือเลศนัยแน่นอน เพราะสถาบันการศึกษาแห่งนี้เป็นแหล่งรวมคนที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ดังนั้น กิจการแบบนี้ ก็หวังแซะหรือบั่นทอนหรือสร้างความสั่นคลอนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างไม่ต้องสงสัย คนที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ทำเป็นไปยกย่องเชิดชูคนรากหญ้าคือ ความตอแหลของผู้ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร อาจารย์หรือนักศึกษา

ผมขอย้ำว่า การยกย่องคนรากหญ้า หรือการยกย่องคนทุกระดับ ทุกชนชั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้องดีงาม แต่พวกคุณทำเป็นการยกย่องคนรากหญ้า หรือการยกย่องคนทุกระดับ ทุกชนชั้น ในขณะที่กลับไป ดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ มันย้อนแย้งกับเปลือกนอกที่ทำเป็นคำนึงถึงมนุษยธรรมและความเท่าเทียม ๆ น่าคลื่นไส้ กับพวกผู้บริหาร อาจารย์หรือนักศึกษา ที่ทำเป็นคำนึงถึงเรื่องความเท่าเทียมและสิทธิมนุษย์ชน แต่มันจอมปลอม

สถาบันพระมหากษัตริย์เสด็จมาพระราชทานปริญญาบัตรและกล่าวโอวาทพร้อมแสดงความยินดี พวกคุณกลับต่อต้าน แต่เอาคุณพี่แม่บ้านมาให้โอวาทพวกคุณบอกว่าน่ายินดี ยินดีต้อนรับคุณพี่แม่บ้าน และยินดีต้อนรับสถาบันพระมหากษัตริย์จากใจให้เหมือนกันไม่ได้หรือ ความเท่าเทียม ๆ

มิติใหม่!! 'นิติศาสตร์ ม.ขอนแก่น' เชิญป้าแม่บ้านคณะฯ ขึ้นโพเดียม  แสดงความยินดีบัณฑิตใหม่ อวยพร "ขอให้ทุกคนเป็นเจ้าคนนายคน"

เมื่อวานนี้ (17 ธ.ค. 66) บนโซเชียลฯ แชร์ภาพจากเพจที่ชื่อว่า LAW KKU_News ของกลุ่มงานการบริหารเครือข่ายและการขับเคลื่อนยุทธศาตร์คณะ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โพสต์ภาพแม่บ้านคณะนิติศาสตร์ขึ้นไปบนโพเดียม กล่าวแสดงความยินดีกับผู้สำเร็จการศึกษา ระบุว่า "ในพิธีแสดงความยินดีกับบัณฑิตใหม่ ที่สำเร็จการศึกษาประจำปี 2566 ณ เซนทรัลฮอล์ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซนทรัลขอนแก่น

รองศาสตราจารย์วนิดา แสงสารพันธ์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้กล่าวแสดงความยินดีกับบัณฑิตใหม่ สักทองรุ่นที่ 16 พร้อมทั้งให้ข้อคิดแนวทางในการใช้ชีวิต นอกจากนี้ยังมีรุ่นพี่ศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน และตัวแทนบุคลากร ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งมอบแรงบันดาลใจให้กับบัณฑิตใหม่ของคณะฯ

โดยครั้งนี้ พี่มัส หรือป้ามัส แม่บ้านคณะนิติศาสตร์ได้กล่าวแสดงความยินดีและอวยพรให้กับบัณฑิตใจความสำคัญว่า “สวัสดีค่ะ ป้ามัสนะคะ เป็นแม่บ้าน มีหน้าที่ทำความสะอาดห้องเรียน และพื้นที่ต่าง ๆ ภายในคณะฯ มาหลายปี วันนี้รู้สึกขอบพระคุณท่านคณบดีฯ และทุกคนที่ได้ให้โอกาส ทำให้ป้ามายืนอยู่ตรงนี้เป็นคนยินดีกับบัณฑิต ป้ามัสขอแสดงความยินดีในความสำเร็จขอทุกคนในวันนี้นะคะ ป้าขอให้บัณฑิตทุกคนนำความรู้ที่ได้จากท่านอาจารย์สอนไปใช้ให้เกิดประโยชน์ และขอให้ทุกคนเติบโตไปได้เป็นเจ้าคนนายคนนะคะ”

ทั้งนี้ ในปี 2566 มีผู้สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต สาขาวิชานิติศาสตร์ จำนวน 732 คน ซึ่งจะได้ทำการฝึกซ้อมตั้งแต่วันที่ 15 - 17 ธันวาคม 2566 และจะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรในวันที่ 19 ธันวาคม 2566 ณ ศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยขอนแก่น"

ด้านชาวเน็ตต่างแสดงความชื่นชมแนวคิดของคณะนิติศาสตร์ ที่นำแม่บ้านขึ้นมาแสดงความยินดี เพราะแม่บ้าน รปภ. ร้านขายอาหาร และช่างซ่อมบำรุง ล้วนมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการเรียน รู้สึกขอบคุณและเคารพรักไม่น้อยไปกว่าเพื่อนและอาจารย์

น่าชื่นชม!! ‘นร.เตรียมอุดมฯ นนทบุรี’ ร้องเพลงเปิดหมวกหารายได้ สมทบทุนการศึกษา-ซื้ออุปกรณ์การเรียน แก่ รร.น้องๆ ในพื้นที่ห่างไกล

เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 66 ที่ผ่านมา นางธราภรณ์ พรหมคช ผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ นนทบุรี ได้ดำเนินกิจกรรมโครงการโรงเรียนพี่โรงเรียนน้อง ปันสุข ปันน้ำใจ คลายลมหนาว จากโรงเรียนพี่สู่โรงเรียนน้อง ได้มอบหมายให้ ดร.ชวัลวัฒน์ ถิรไชยพิบูล รองผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการนนทบุรี นำคณะครู นักเรียนจิตอาสา จากวงดนตรีลูกทุ่งพัชร์จุรี ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี มาแสดงดนตรีประชาสัมพันธ์โครงการดังกล่าว ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวสต์เกต ต.เสาธงหิน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี จากนั้นได้เดินทางไปร้องเพลงต่อที่ ตลาดนกฮูก ต.บางกระสอ อ.เมืองนนทบุรี จนถึงเวลา 22.00 น.

นางธราภรณ์ พรหมคช ผู้อำนวยการ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ นนทบุรี กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อสนองโครงการพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ซึ่งทางโรงเรียนได้ดำเนินการต่อเนื่อง ณ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดบ้านตุน ตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนด้านงบประมาณ ทุนการศึกษา และอุปกรณ์การศึกษา ให้กับนักเรียนในโรงเรียนที่ห่างไกลชุมชนเมือง และขาดแคลนทรัพยากรด้านการศึกษา

โดยโรงเรียนจะนำปัจจัยที่ได้ในการแสดงดนตรีครั้งนี้ไปซื้อเสื้อผ้า ชุดวอร์มต้านภัยหนาว และมอบเป็นทุนการศึกษาให้กับนักเรียน และทางโรงเรียนได้สมทบปัจจัยเพิ่มเติมอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งทำมาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ตลอดจนคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการนนทบุรี สมาคมศิษย์เก่า เครือข่ายผู้ปกครองและนักเรียน โดยทุกคนมีความสมัครสมานสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจกับกิจกรรมครั้งนี้ ถือว่าเป็นภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง

‘คนไทยเที่ยวญี่ปุ่น’ โพสต์ความประทับใจที่มากกว่าการได้มาเที่ยว หลังเจอร้านอาหารไทย มีภาพ ‘ในหลวง ร.๙’ ตระหง่านอยู่ในร้าน

(17 ธ.ค. 66) จากผู้ใช้เฟซบุ๊ก ‘สม ดำรงสิริรัช’ ได้โพสต์ข้อความเล่าถึงความประทับใจจากการไปทริปที่ประเทศญี่ปุ่น ระบุว่า…

เที่ยวจนเป๋าแห้ง…
แวะ อิออน AEON ยืมตังหน่อย 😅🤣😂

เอ้า… ที่นี่ไม่ใช่เงินด่วนหรอกรึ?

เดินเข้าไปมีแต่ร้านขายของ
มีโซน ขายอาหาร เครื่องดื่ม
มีร้านอาหารไทย ชื่อ ‘แก้วใจ’
รู้สึกดีใจ… ที่เห็นคนไทย
มาเปิดร้านอาหารไทย ที่ญี่ปุ่น

ที่รู้สึกประทับใจมาก… คือ
มีภาพ ‘ในหลวงรัชกาลที่ ๙’
ให้นึกถึง… รูปที่มีทุกบ้าน
มีมาไกลถึงเกาะญี่ปุ่น
🙏🙏🙏

‘หมอธีระวัฒน์’ เผยรายงาน ‘วัคซีน mRNA’ ยิ่งฉีดมาก ประสิทธิภาพยิ่งลด ชี้ อาจเสี่ยงกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ย้ำ!! ใครฉีดกระตุ้นแล้วไม่จำเป็นฉีดอีก

(17 ธ.ค. 66) ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เปิดเผยเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ในช่วงนี้ ว่า เรื่องการฉีดวัคซีนโควิดสำหรับคนทั่วไปที่มีการฉีดกระตุ้นมาก่อนแล้ว ณ ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องกระตุ้นอีก

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติม ว่า รายงานในวารสาร Science ตั้งแต่เดือน มิ.ย.-ธ.ค.2565 มีการอธิบายว่า เมื่อมีการฉีดวัคซีนชนิด mRNA มากขึ้น ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อและการป้องกันอาการหนักจะยิ่งลดลงกว่าที่คิด และน่าจะอธิบายถึงว่าทำไมในยุคโอมิครอน จึงมีการติดซ้ำอยู่เรื่อยๆ ซึ่งอธิบายเพิ่มเติมได้ ดังนี้

1.) จาก hybrid immune damping วัคซีนเมื่อฉีดไปแม้จะมากเข็มก็ตาม การตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน ทั้งแอนติบอดี ระบบบีและทีเซลล์ จะเป็นต่อสายพันธุ์บรรพบุรุษอู่ฮ้่น และเมื่อติดเชื้อโอมิครอนก็เป็นในลักษณะเช่นเดียวกัน (อ้างอิงข้อมูลจาก https://www.science.org/doi/10.1126/science.abq1841?utm_campaign=SciMag&utm_source=Social&utm_medium=Twitter%20Hybrid%20immune%20damping )

2.) รายงานล่าสุด เมื่อได้รับวัคซีนมากขึ้น แอนติบอดีจะปรับเปลี่ยนเป็น IgG4 ซึ่งทำให้หน้าที่ในการฆ่าไวรัสด้อยลงเมื่อเทียบกับ IgG 1 และ 3 และ อาจอธิบายประสิทธิภาพที่ถูกจำกัดลง (อ้างอิงข้อมูลจาก https://www.science.org/doi/10.1126/sciimmunol.ade2798)

“ยังเป็นไปได้ว่ายังมีระบบต่อสู้กับไวรัสที่ไม่ผ่านทางเส้นทางดังกล่าว ที่เป็นระบบนักฆ่า จาก innate immunity ซึ่งจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นจากการติดเชื้อตามธรรมชาติมากกว่าที่ได้จากวัคซีน หมายความว่า ถ้าติดตามธรรมชาติและอาการไม่หนักและไม่เกิดภาวะลองโควิด ก็จะส่งผลดีได้” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว และว่า จากการที่เบี่ยงเบนไปเป็น IgG4 และอาจเกี่ยวเนื่องไปถึงปรากฏการณ์ของโรคที่เกิดขึ้นหลากหลาย และที่เราเห็นในโรคทางระบบประสาทและโรคทางสมองอีกหลายชนิด

3.) รายงานจาก รศ.พญ.ปารวี ชีวะอิสระกุล คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ใน วารสาร Nature Scientific report วันที่ 15 มกราคม 2023 พูดถึงวัคซีนหลังเข็ม 3 จะทำให้ T cell exhaustion หรือ T เซลล์ หมดแรง แม้ว่าแอนติบอดีจะขึ้นก็ตาม

ในคนที่ใกล้ชิดผู้ที่ติดเชื้อมีถึง 24.4% ที่มีการติดเชื้อโดยไม่มีอาการใดๆ ทั้งสิ้น และผลของการติดเชื้อแม้ว่าไม่มีอาการ จะทำให้มีภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นเหมือนคนที่ติดเชื้อ

แต่จุดใหญ่สำคัญในรายงานนี้ก็คือ เมื่อพิจารณาถึงการตอบสนองในระบบทีเซลล์ T cell ซึ่งเป็นตัวสำคัญในระบบความจำและเป็นระบบเพชฌฆาตนักฆ่า การฉีดวัคซีนหลายเข็ม และเมื่อมีการติดเชื้อกลับทำให้ทีเซลล์หมดแรง เรียกว่า T cell exhaustion (https://www.nature.com/articles/s41598-023-28101-5)

ข้อมูลการศึกษาของรัฐบาลออสเตรเลียเอง ในสัตว์ทดลองจากการฉีดวัคซีน mRNA เข้าที่กล้ามเนื้อและดูการกระจายตัวของวัคซีนจากการติดตามตัวด้วย radioactive particle ซึ่งเป็นมาตรฐานในการศึกษาทั่วไป ทำในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2021 และข้อมูลไม่มีการเปิดเผยจนกระทั่งในปี 2023 ตามกฏหมายที่ต้องมีความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูลทุกชิ้นจึงทำให้ทราบความจริง

การศึกษาพบว่า แม้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อก็ตาม จะแทรกซึมเข้าไปในกระแสเลือดและเข้าไปในทุกส่วนของร่างกาย หมายความว่า ตัววัคซีนนั้นจะเข้าไปกำหนดให้เซลล์ในอวัยวะต่างๆ ผลิตโปรตีนหนามขึ้นมา และหมายความว่าจะสามารถอยู่ในร่างกายได้นานกว่าข้อมูลที่เราได้รับทราบแต่ต้นว่าวัคซีนจะอยู่เฉพาะที่กล้ามเนื้อที่แขนตรงตำแหน่งที่ฉีดเท่านั้นและจะสลายหายไปภายในสองถึงสามวัน

ความจริงดังกล่าวได้รับการยืนยันจากการติดตามผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนเข้ากล้ามเนื้อ และรายงานในปี 2023 โดยพบว่าจะมีวัคซีนล่องลอยอยู่ในกระแสเลือดได้นานอย่างน้อย 28 วันด้วยกัน และอาจจะเป็นเครื่องอธิบายได้ว่า ทำไมผลแทรกซ้อนของวัคซีนซึ่งดูเหมือนว่าตามรายงานว่าจะไม่มากก็ตาม แต่สามารถเกิดขึ้นได้ และยังเกิดได้ในระยะเวลาที่ห่างจากการฉีดได้เป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือนก็ได้ (จากผู้ป่วยที่เราได้รับและพิสูจน์ว่ามีส่วนของวัคซีนจริงในอวัยวะสำคัญที่ทำให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรง) [https://youtu.be/fVNFFtmb9gA 
Vaccine encephalitis and myocarditis
]

รายงานผู้เสียชีวิต 21 วัน หลังจากได้รับ mRNA วัคซีนซึ่งเป็นเข็มที่สาม ด้วยอาการสมองอักเสบและหัวใจอักเสบ ครอบครัวเรียกร้องให้มีการตรวจสอบพิสูจน์ การพิสูจน์ศพ พบโปรตีนหนาม spike ในสมองและเนื้อเยื่อหัวใจ และการอักเสบ โดยไม่พบโปรตีนอื่นของโควิด nucleocapsid protein (NP) ซึ่งเป็นการยืนยันว่าไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อโควิดเพราะถ้าเกิดจากการติดเชื้อจะต้องพบ NP ด้วย

การเกิดในสักษณะเช่นนี้ พวกเราที่ดูผู้ป่วยมีความจำเป็นที่ต้องถามประวัติเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อและรวมทั้งประวัติการได้รับวัคซีนด้วย ทั้งนี้อาจจะมีการรักษาได้ทันท่วงที (https://www.mdpi.com/2076-393X/10/10/1651)

ดังนั้น การฉีดวัคซีน mRNA ต้องประเมินความเสี่ยงของหัวใจอักเสบ ถึงแม้เข้าใจว่าเกิดไม่มาก แต่ถ้าเกิดแล้วความรุนแรงอาจสูง

รายงานจากคณะแพทย์เยอรมัน ทางพยาธิวิทยาที่มีชื่อเสียง พิสูจน์จากการตรวจศพ ของผู้ที่ได้รับวัคซีน mRNA และเสียชีวิตเฉียบพลัน ภายใน 7 วัน จำนวน 25 ราย อายุ 45 -75 ปี โดยแสดงความผิดปกติในกล้ามเนื้อและเยื่อหุ้มหัวใจ มีการอักเสบเป็นหย่อมๆ และทำให้สามารถสรุปได้ว่าทำให้เกิดหัวใจเต้นผิดปกติ รายงานวันที่ 27 พฤศจิกายน 2022 [Clinical research in cardiology (Springer verlag)]

ทั้งนี้ ตัวเลขจริงอาจจะมากกว่าที่ประเมิน และความรุนแรงของกล้ามเนื่อหัวใจอักเสบอาจจะมากกว่าที่เคยคิดหรือไม่ เนื่องจากการรายงานทั่วโลกเป็น retrospective แบบย้อนหลัง และมักตัดประเด็นเฉียบพลันออก โดยลักษณะของอาการเช่นนี้ เป็น sudden death คือหัวใจหยุดเต้นกระทันหัน จากกระแสไฟฟ้าผิดปกติ ไม่ใช่หัวใจวาย ทujพอมีเวลาและมีอาการให้เห็นก่อน

ผลแทรกซ้อนของวัคซีนจากความเป็นไปได้ จะเพ่งเล็งประเด็นที่ (1) และ (2) โดยอาจมองข้าม (3)

1.) เรื่องเส้นเลือดในหัวใจตัน หรือ
2.) ทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบทั่วไป คือหัวใจวาย แต่ในกรณีนี้
3.) เป็นกระจุกของเซลล์อักเสบที่อยู่ในกล้ามเนื้อหัวใจและเยี่อหุ้มหัวใจ ที่ไปขัดขวางเส้นใยประสาทนำไฟฟ้าของหัวใจ ทำให้หยุดเต้นกระทันหัน และถ้ากระตุ้นหัวใจ ขึ้นมาได้ จะตามต่อด้วยกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบทั่วไป ทำให้หัวใจบีบตัวไม่ไหวตามด้วยหัวใจวาย

ศึกษาได้จาก VDO ซึ่งอธิบายรายละเอียดของรายงานชิ้นนี้ และ เอกสารตัวจริง และแสดงเนื้อเยื่อหัวใจที่มีการอักเสบเป็นหย่อมกระจุก
- https://youtu.be/j_DdSMn55cA
- https://link.springer.com/article/10.1007/s00392-022-02129-5#Sec3
- https://link.springer.com/article/10.1007/s00392-022-02129-5#Tab2

นอกจากนั้น มีการเปิดเผยผลข้างเคียงรุนแรงจากวัคซีน mRNA ในเดือนกันยายน 2022 ในวารสาร vaccine ทั้งนี้เป็นข้อมูลจริงที่ได้ระหว่างมีการดำเนินการศึกษาเฟสที่สามในมนุษย์ แต่ไม่ได้มีการเปิดเผยมาก่อน

ผู้ศึกษาและวิจัยได้เรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใสอย่างชัดเจนและต้องประเมินประโยชน์และผลข้างเคียงรุนแรงที่เกิดขึ้นทั้งนี้โดยเฉพาะในสถานการณ์โควิดซึ่งเชื้ออ่อนกำลังลงไปมาก เมื่อฉีดไปมากขึ้นเรื่อยๆ
- https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/36055877/

โมเมนต์ดีๆ!! ‘กรวีร์’ หวั่น!! เด็กๆ ยืนตากแดดนานในงานเปิดกีฬาโรงเรียน ใช้เวลา 30 วินาทีกล่าวเปิด สั้นกระชับ ทุกคนยิ้มรับ หัวเราะชอบใจ

(17 ธ.ค. 66) นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอ่างทอง เขตเลือกตั้งที่ 2 พรรคภูมิใจไทย ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า…

#ประธานเปิดงานกีฬา

จำความรู้สึกตอนเป็นเด็กแล้วต้องยืนตากแดดกลางสนามในช่วงพิธีเปิดกีฬาของโรงเรียน  

ร้อน หงุดหงิด บางคนเป็นลมเพราะต้องตื่นแต่เช้า ข้าวไม่ได้กิน 

วันก่อนไปเป็นประธานเปิดการแข่งขันกีฬากลุ่มโรงเรียนดอกแก้ว ผมจึงไปก่อนเวลาเพื่อให้แน่ใจว่าเมื่อลูกๆเดินขบวนเข้าสู่สนามแล้ว จะไม่ต้องตากแดดรอประธานในพิธี 

“ร้อนไหมครับ?” ผมถามก่อนจะเริ่มพิธีการ

“ร้อนนนนนนน” เด็กๆ ตอบเป็นเสียงเดียวกัน 

“งั้นผมจะใช้เวลาช่วงพิธีเปิดไม่เกิน 30 วินาที ดีไหม?”

“ดี”

ผมขอบคุณคณะกรรมการจัดงานและขอให้ทุกคนแข่งกีฬาด้วยน้ำใจของนักกีฬา รูัแพ้ รู้ชนะ รู้อภัย 

“ทุกคนพร้อมรึยังครับ?” ผมถาม

“พร้อมมมมมมมมม” เด็กๆ รีบตะโกนตอบกลับมา 

“ถ้าพร้อมแล้วผมขอเปิดงานเลยแล้วกันครับ”

30 วินาที… ทุกคนยิ้ม หัวเราะชอบใจ 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top