Monday, 20 July 2026
ECONBIZ NEWS

SPRC ลุยผลิตเต็มกำลัง โรงกลั่นเดินเครื่องเต็มกำลังสูงสุด บริหารการจัดหาน้ำมันทั่วประเทศ เพิ่มความคล่องตัวรับมาตรการกระทรวง พร้อมติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด

SPRC เดินหน้าการผลิตเต็มกำลัง

บริหารจัดการการกระจายน้ำมันทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง

ระยอง วันที่ 24 มีนาคม 2569 — จากปัจจัยด้านสถานการณ์พลังงานในตลาดโลก ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันในระยะสั้นของประเทศไทยทะยานสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานในภาพรวม บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันที่มีหน่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำมัน (Complex Refinery) ขอเรียนว่า บริษัทฯ ยังคงดำเนินการบริหารจัดการอย่างเต็มที่ ครอบคลุมทั้งด้านการจัดหา การผลิต และการกระจายผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิง โดยปัจจุบันโรงกลั่นเดินเครื่องเต็มกำลังสูงสุด เพื่อบรรเทาความตึงตัวในห่วงโซ่อุปทานพลังงาน

ในขณะเดียวกัน บริษัทฯ ได้นำมาตรการผ่อนปรนของกระทรวงพลังงานล่าสุดมาปรับใช้ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการและช่วยคลี่คลายสถานการณ์ตึงตัวของห่วงโซ่อุปทาน พร้อมติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้แก่ลูกค้าและผู้บริโภคเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพในทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย

บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาล ยึดมั่นในความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ควบคู่กับการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน พร้อมสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

กนอ. เปิดเกมใหม่ ชู Smart Park ดูดนักลงทุนต่างชาติ ท่ามกลางวิกฤตตะวันออกกลาง ชูไทยฐานการผลิตมั่นคง-ปลอดภัย เปิดมาตรการใหม่เร่งดูด FDI

กนอ. รุกหนัก! คลอดมาตรการส่งเสริมการเช่าที่ดิน "Smart Park" ดูดเม็ดเงิน FDI

ชูไทยเป็นฐานการผลิตที่มั่นคง-ปลอดภัย จากวิกฤตความขัดแย้งตะวันออกกลาง

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เดินหน้ายกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เปิดตัวมาตรการส่งเสริมการเช่าที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม Smart Park ครั้งใหม่ มุ่งเป้าดึงดูดกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง (New S-Curve) และนักลงทุนที่มองหาฐานการผลิตที่มีความมั่นคงท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก 

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการ กนอ. เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบกำหนดมาตรการส่งเสริมการเช่าที่ดินใน

นิคมอุตสาหกรรม Smart Park เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจลงทุนและลดต้นทุนเริ่มต้นให้แก่ผู้ประกอบการ  โดยมีรายละเอียดมาตรการที่สำคัญ ดังนี้ 1.ยกเว้นค่าเช่าที่ดินเป็นระยะเวลา 2 ปีแรก นับแต่วันที่ทำสัญญาเช่าที่ดิน 2.ยกเว้นค่าบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวก เป็นระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ที่ดินเพื่อประกอบกิจการจาก กนอ. โดยมีเงื่อนไขที่ผ่อนปรน คือ ต้องมีระยะเวลาการเช่าไม่น้อยกว่า 10 ปี วางหลักประกันการเช่าที่ดินเป็นเงินสดหรือหนังสือค้ำประกัน มูลค่าเท่ากับค่าเช่าเพียง 1 ปี ต้องแจ้งเริ่มประกอบกิจการภายใน 3 ปี นับแต่วันที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ที่ดิน  ทั้งนี้ มาตรการเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ กนอ. ออกประกาศ จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2570

นายสุเมธ กล่าวอีกว่า ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ภาคธุรกิจระดับโลกมองหาการกระจายฐานการลงทุนมายังภูมิภาคที่มีความปลอดภัยและยืดหยุ่น (Supply Chain Resilience) ซึ่งประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในจุดหมายการลงทุนที่มีศักยภาพและมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน นิคมอุตสาหกรรม  Smart Park มีความพร้อมและข้อได้เปรียบที่แข็งแกร่งในการรองรับนักลงทุน โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรม S-Curve และ New S-Curve ด้วยจุดแข็งด้านระบบสาธารณูปโภคอัจฉริยะ (Smart Utilities) พร้อม Ecosystem ที่ครบวงจร ทั้งสถานศึกษาชั้นนำ โรงพยาบาล และชุมชนที่อยู่อาศัย ทำให้การลงทุนใน Smart Park เป็นการลงทุนที่ดีและปลอดภัยในระยะยาว 

นอกจากนี้ เพื่อขยายโอกาสการลงทุนให้หลากหลายยิ่งขึ้น กนอ. มีการกำหนดประเภทกิจการและกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายครอบคลุมอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ รวมถึงอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือกและพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยลดข้อจำกัดและเพิ่มศักยภาพในการดึงดูดผู้ประกอบการเข้าสู่พื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

“มาตรการนี้สอดรับกับนโยบายรัฐบาลที่มุ่งเร่งรัดการลงทุนภาคอุตสาหกรรมภายใต้กลไก 'Fast Pass' และยุทธศาสตร์ 'Quick Big Win' เพื่อสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ มติของคณะกรรมการ กนอ. ในครั้งนี้ ถือเป็น "โอกาสทอง" สำหรับนักลงทุนที่จะเข้าถึงพื้นที่ยุทธศาสตร์ในเขต EEC ด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด พร้อมรับสิทธิประโยชน์จากการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ” ผู้ว่าการ กนอ.กล่าวปิดท้าย

กองสื่อสารองค์กร  

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)

20 มีนาคม 2569

THRE ลุยโฮลดิ้งส์ ตั้งโฮลดิ้งส์เพิ่มศักยภาพ เทนเดอร์แลกหุ้น 1 ต่อ 1 เล็งเข้าเทรดปลายปี 69 ขยายธุรกิจพร้อมเสริมแข่งขันสากล

THRE ตั้ง “โฮลดิ้งส์” เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน

เทนเดอร์แลกหุ้น 1 : 1 ปักหมุดเข้าเทรดปลายปีนี้ 

ไทยรับประกันภัยต่อ ปรับโครงสร้างสู่ “โฮลดิ้งส์ คอมพานี” เพิ่มความคล่องตัวด้านการลงทุนและขยายธุรกิจ อัพศักยภาพการแข่งขันเทียบชั้นระดับสากล เตรียมออกขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน 4,215 ล้านหุ้น เทนเดอร์แลกหุ้น THRE อัตรา 1 : 1 ตามแผนทำคำเสนอซื้อทั้งหมด เล็งชงขอมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น 28 เมษายนนี้ คาดเข้าเทรดแทนหลักทรัพย์เดิมภายในปลายปี 69

นายโอฬาร วงศ์สุรพิเชษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ จำกัด (มหาชน) หรือ THRE ผู้ให้บริการด้านการรับประกันภัยต่อ (Professional Reinsurer) ครอบคลุมทั้งการรับประกันภัยทรัพย์สิน อุบัติเหตุ วิศวกรรม ภัยทางทะเลและการขนส่งสินค้า ภายในประเทศและต่างประเทศ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทล่าสุดเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 มีมติอนุมัติปรับโครงสร้างการถือหุ้น และการจัดการของบริษัทให้เป็นรูปแบบการประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ภายใต้ชื่อ บริษัท ไทยรี กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ THREH เพื่อทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของ THRE

โดยบริษัท ไทยรี กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) จะออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน 4,215 ล้านหุ้น ราคาซื้อขายครั้งหลังสุด 0.42 บาทต่อหุ้น (เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569) เพื่อแลกหุ้นของ THRE ในอัตรา 1 หุ้นสามัญของ THRE ต่อ 1 หุ้นสามัญของบริษัทโฮลดิ้งส์ กำหนดระยะเวลาการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ช่วงเดือน ตุลาคม 2569 – ธันวาคม 2569 ระหว่างเวลา 09.00 – 16.00 น. ทุกวันทำการ รวมทั้งสิ้น 45 วันทำการ ซึ่งภายหลังการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์เสร็จสิ้น บริษัทโฮลดิ้งส์จะดำเนินการยื่นขอนำหุ้นสามัญของบริษัทโฮลดิ้งส์เข้าจดทะเบียนเป็นหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ และขอเพิกถอนหุ้น THRE ออกจากตลาดหลักทรัพย์ ช่วงปลายปี 2569 หลังจัดทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์แล้วเสร็จ

“การปรับโครงสร้างการถือหุ้น และการจัดการของบริษัทฯครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในระดับภูมิภาคและสากล ควบคู่ไปกับเพิ่มความคล่องตัวในการลงทุน และขยายธุรกิจ รวมไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพ และความยืดหยุ่นของโครงสร้างการจัดการขององค์กรในระยะยาว” นายโอฬาร กล่าว

นายโอฬาร กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายหลังจากบริษัทโฮลดิ้งส์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทมีแผนจะโอนขายหุ้นบริษัท บลูเวนเจอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BVG ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ที่ปัจจุบันถือหุ้นอยู่จำนวน 292,499,980 หุ้น หรือ 65% ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายแล้วทั้งหมด โดยจะแบ่งการซื้อขายออกเป็น 2 งวด ประกอบด้วย งวดแรก จำนวน 157,500,000 หุ้น หรือ 35% ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายแล้วทั้งหมด ซึ่งคาดว่า จะดำเนินการโอนหุ้นแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 1 เดือนนับจากวันที่บริษัทโฮลดิ้งส์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ  และงวดที่ 2 จำนวน 134,999,980 หุ้น หรือ 30% ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายแล้วทั้งหมด ซึ่งอาจจะดำเนินการซื้อขายหุ้นในครั้งเดียว หรือทยอยดำเนินการซื้อขายหุ้น คาดจะดำเนินการโอนหุ้นแล้วเสร็จภายใน 5 ปี นับจากวันที่บริษัทโฮลดิ้งส์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ 

ทั้งนี้ บริษัทเตรียมนำเรื่องการปรับโครงสร้างการถือหุ้น และการจัดการของบริษัทฯ เสนอขอมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นในวันอังคารที่ 28 เมษายน 2569 เวลา 09.00-12.00 น. ณ ห้องประชุมวิคเตอร์คลับ อาคารสารทรสเเควร์ ซึ่งจะต้องได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียง

เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท บียอนด์ ไออาร์ จำกัด (ในนาม บมจ.ไทยรับประกันภัยต่อ)

BLC ปรับยุทธศาสตร์!! ลุยบริหาร API และสต็อกวัตถุดิบ เปิดโครงการโซลาร์ลดต้นทุนพลังงาน เป้าหมาย 'Green Factory' ปี 2569 เสริมความมั่นคงทางยาไทย

BLC ปรับทัพรับศึกภูมิรัฐศาสตร์! ลุยบริหาร API-สต็อกวัตถุดิบเข้ม ชูฐานะการเงินแกร่ง - หนี้ต่ำ
งัดโซลาร์ฟาร์มหั่นต้นทุน ดันเป้า ‘Green Factory’ เสริมความมั่นคงทางยาไทย

‘บมจ. บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค หรือ BLC’ ประกาศยุทธศาสตร์รับมือความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลกและวิกฤตพลังงาน เร่งบริหารจัดการวัตถุดิบสารออกฤทธิ์ทางยา (API) อย่างเป็นระบบ พร้อมเพิ่มระดับ Safety Stock เพื่อความต่อเนื่องในการผลิตยาคุณภาพสูงทดแทนการนำเข้า ขณะที่ด้านต้นทุนเตรียมเปิดโครงการ Solar Farm เฟส 2 ไตรมาส 1/2569 คาดช่วยประหยัดค่าไฟกว่า 6 แสนบาทต่อเดือน มุ่งสู่เป้าหมายการใช้พลังงานสะอาด 45% ภายในปี 2569 ชูฐานะทางการเงินแกร่ง D/E ต่ำ พร้อมรักษาเสถียรภาพราคาเพื่อความมั่นคงยาของไทย

ภก.สุวิทย์ งามภูพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด (มหาชน) หรือ BLC ผู้ผลิต และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาแผนปัจจุบัน ประเภทยาสามัญ และยาสามัญใหม่ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผลิตภัณฑ์ยาสำหรับสัตว์ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพครบวงจร ครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สร้างความไม่แน่นอนในห่วงโซ่อุปทาน

โลก BLC ได้วางแผนบริหารจัดการ การจัดหาวัตถุดิบอย่างเป็นระบบ โดยแบ่งการดำเนินงานตามรอบคำสั่งซื้อ (Order Cycle) เพื่อความคล่องตัว สำหรับวัตถุดิบกลุ่มสารออกฤทธิ์ทางยา (API) ซึ่งนำเข้าหลักจากประเทศจีนและอินเดีย และสารประกอบเพื่อนำมาใช้ในการผลิตยาจากยุโรป แม้เส้นทางการขนส่งจะไม่ผ่านพื้นที่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่บริษัทฯ ยังคงติดตามและวางแผนเพื่อรองรับผลกระทบทางอ้อมจากต้นทุนโลจิสติกส์ที่ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งค่าระวางเรือ (Freight) ค่าประกันภัย ซึ่งเป็นผลกระทบโดยรวม นอกจากนี้ สำหรับดีมานด์ในตลาดที่อาจจะพุ่งสูงขึ้นในระยะถัดไป บริษัทฯ มีการติดตามสถานการณ์ด้านราคาและความพร้อมของสินค้าอย่างใกล้ชิด และมีการวางแผนจัดหาอย่างรอบคอบ เพื่อบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนและความต่อเนื่องของการผลิต พร้อมรักษาเสถียรภาพด้านราคา เพื่อความมั่นคงทางด้านยาของคนไทย

อย่างไรก็ตาม BLC ได้บริหารความเสี่ยงด้วยการทยอยรับมอบสินค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาเสถียรภาพต้นทุนและระดับสินค้าคงคลัง (Inventory) โดยเฉพาะกลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มีความอ่อนไหวต่อต้นทุนพลังงาน ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ปรับเพิ่มระดับการสำรองวัตถุดิบ (Safety Stock) ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อยืนยันความต่อเนื่องของกระบวนการผลิตโดยรวม โดยการสำรองสต็อกดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่องบกระแสเงินสด (Cash Flow) เนื่องจากบริษัทฯ มีสภาพคล่องที่แข็งแกร่งและรักษาอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ในระดับต่ำ ทำให้มีความยืดหยุ่นในการจัดหาเงินทุนหมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงานโลกที่ผันผวน BLC ได้ยกระดับการจัดการต้นทุนผ่านการลงทุนในพลังงานทดแทนอย่างเต็มรูปแบบ โดยใช้โครงการ Solar Farm เป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมค่าใช้จ่าย ปัจจุบันโครงการ Solar Farm เฟส 1 สามารถรองรับการใช้พลังงานได้ถึง 25.41% ของปริมาณการใช้ทั้งหมดของปี 2568 นอกจากนี้ ในไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ ได้เปิดดำเนินงานโครงการ Solar Farm เฟส 2 ขนาดกำลังติดตั้ง 1.5 MW ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดค่าไฟฟ้าจากการซื้อภายนอกได้ประมาณ 600,000 บาทต่อเดือน สำหรับเป้าหมายระยะยาว ในปี 2569 บริษัทฯ เตรียมติดตั้ง Solar Rooftop เพิ่มเติมขนาด 990 kWp บนอาคารผลิตยาหลังใหม่ เพื่อบรรลุเป้าหมายการใช้พลังงานทดแทนรวมไม่น้อยกว่า 45% ของโรงงานทั้งหมด ซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพด้านต้นทุนการผลิตและขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็น “Green Factory” อย่างยั่งยืน

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BLC กล่าวเพิ่มเติมว่า BLC เล็งเห็นถึงบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านยาให้กับประเทศไทย โดยเฉพาะในภาวะที่ทั่วโลกเกิดการแย่งชิงทรัพยากรตัวยา ด้วยการมุ่งเน้นการผลิตยาสามัญ (Generic Drugs) ที่มีคุณภาพสูง โดยเฉพาะกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความต้องการสูงสุดในประเทศ ผ่านกระบวนการทดสอบชีวสมมูล (Bioequivalence: BE) เพื่อยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัยเทียบเท่ายาต้นแบบจากต่างประเทศ รวมทั้งการผลักดันผลิตภัณฑ์เข้าสู่ “บัญชียานวัตกรรมไทย” ของภาครัฐ เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ช่วยให้หน่วยงานสาธารณสุขสามารถจัดซื้อยาคุณภาพที่ผลิตในประเทศได้อย่างมั่นใจ ลดการพึ่งพาการนำเข้ายาจากยุโรป สหรัฐฯ หรืออิสราเอลที่มีความเสี่ยงด้านการขนส่งในสภาวะสงคราม เพื่อให้ผู้ป่วยชาวไทยเข้าถึงยาได้อย่างต่อเนื่องไม่ขาดแคลน

“BLC เล็งเห็นถึงบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านยาให้กับประเทศไทย ในภาวะที่ทั่วโลกเกิดการแย่งชิงทรัพยากรตัวยา เราจึงมุ่งเน้นการผลิตยาสามัญคุณภาพสูงที่ผ่านการทดสอบชีวสมมูล (BE) เพื่อยืนยันประสิทธิภาพเทียบเท่ายาต้นแบบ และช่วยให้หน่วยงานสาธารณสุขสามารถเข้าถึงยาที่ผลิตในประเทศได้อย่างมั่นใจ ลดการพึ่งพาการนำเข้าที่มีความเสี่ยงด้านการขนส่งจากสภาวะสงคราม แม้ในเบื้องต้นยังไม่พบสัญญาณการขาดแคลนของยาต้นแบบในระดับที่มีนัยสำคัญ แต่บริษัทฯ ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม” ภก.สุวิทย์ กล่าว

เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์โดย บริษัท เอ็ม ที มัลติมีเดีย จำกัด (ในนาม บมจ. บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค หรือ BLC)

สปอร์ตร้อนแรง!! ตลาดสปอร์ตแวร์ไทยเติบโตต่อเนื่อง เคทีซี ชูสิทธิประโยชน์ตรงใจนักวิ่ง นวัตกรรมผ้าเย็น-รองเท้าล้ำปี 2026 งานวิ่งหนุนรายได้ท่องเที่ยวจังหวัด

Sports Marketing คึกคัก นวัตกรรมสปอร์ตแวร์คึกกว่า เคทีซีร่วมขับเคลื่อนกำลังซื้อ

เมื่อค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและการออกกำลังกายกลายเป็น “ค่าใช้จ่ายประจำ” ของคนเมือง ตลาด สปอร์ตแวร์ (Sportswear) ในไทยยังเติบโตต่อจากแรงหนุนของอีคอมเมิร์ซและไลฟ์สไตล์แอคทีฟ รายงานอุตสาหกรรมระบุว่าเซ็กเมนต์ Sportswear เป็นหนึ่งในหมวดย่อยที่โดดเด่นของตลาดเสื้อผ้าและรองเท้าไทยในปีล่าสุด และแนวโน้มยังขยายตัวต่อเนื่อง เคทีซีมองเทรนด์นี้เป็น “สัญญาณซื้อ” ของสมาชิกที่ออกกำลังกายเป็นประจำ จึงออกแบบสิทธิประโยชน์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมจริงทั้งหน้าร้านและออนไลน์

อีกด้านหนึ่ง โครงสร้างดีมานด์ถูก “เร่ง” ด้วย ภูมิอากาศที่ร้อนขึ้น องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ยืนยันว่าปี 2024 ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ และช่วง 2023–2025 คือสามปีที่ร้อนที่สุดติดต่อกัน ส่งผลโดยตรงต่อการเล่นกีฬากลางแจ้ง และผลักให้สินค้าประเภท Cooling Performance กลายเป็นความจำเป็นสำหรับไทย คลื่นความร้อนเดือนเมษายน 2024 ทำให้อุณหภูมิหลายจังหวัดแตะกว่า 40°C และทำสถิติใหม่ในบางพื้นที่ ยิ่งตอกย้ำความต้องการอุปกรณ์ที่ช่วยจัดการความร้อนและความชื้นระหว่างออกกำลังกาย

ฝั่งอุปทาน แบรนด์ระดับโลกเร่งนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เช่น Nike “Aero‑FIT” ที่ออกแบบโซนช่องลมเฉพาะจุด เพิ่มการไหลเวียนอากาศ “มากกว่าวัสดุรุ่นเดิมกว่าเท่าตัว” พร้อมเตรียมเดบิวต์ในชุดแข่งขันระดับนานาชาติปี 2026 ก่อนขยายสู่กีฬาอื่นๆ ขณะเดียวกัน แนวโน้มผ้าในปี 2026 ชี้ชัดไปที่ thermal‑adaptive/smart fabrics และการใช้ Phase Change Materials (PCM) ซึ่งเริ่มมีต้นทุนเข้าถึงได้มากขึ้น เพื่อช่วยควบคุมความร้อนใกล้ผิวหนังและสวมใส่สบายได้ตลอดวัน (Long Wear) ในด้านของรองเท้า เวที The Running Event (TRE) ก็สะท้อนธีม “เบา–ระบายอากาศดี–คืนแรงสูง” ครอบคลุมสายทางเรียบ เทรล และไฮบริดกราเวล จนกลายเป็นพอร์ตที่ผู้ผลิตทั่วโลกให้ความสำคัญ

ในประเทศไทย อีโคซิสเต็มงานวิ่ง ยังหนุนการจับจ่าย: ก่อนโควิด ไทยมีงานวิ่งกว่า 2,000 งานต่อปี และกำลังฟื้นตัวต่อเนื่อง ขณะที่งานเรือธงอย่าง บางแสน 42 / ลากูน่า ภูเก็ต ช่วยสร้างรายได้ท่องเที่ยวท้องถิ่น โดยงานวิจัยกรณี Bangsaen21 พบผลเชิงบวกต่อรายได้ท่องเที่ยวระดับจังหวัดอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อน “เอฟเฟ็กต์การใช้จ่าย” ตั้งแต่ค่าสมัคร ที่พัก อาหาร ไปจนถึงอุปกรณ์กีฬา

สำหรับ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) บทบาทไม่ได้อยู่แค่ “ปลายทางการชำระเงิน” แต่คือการเชื่อมความต้องการของผู้บริโภคกับนวัตกรรมสินค้า ในจังหวะที่ใช่ ผ่านเครือข่ายร้านค้าพันธมิตรสายกีฬา และสิทธิประโยชน์ที่ออกแบบให้เข้ากับพฤติกรรมจริงของนักวิ่งและคนรักการออกกำลังกาย เช่น ส่วนลดเฉพาะหมวด หรือทางเลือกผ่อนชำระระยะสั้น สำหรับรุ่นเรือธง นอกจากนี้ สมาชิกบัตรเครดิตเคทีซียังสามารถใช้คะแนน KTC FOREVER แลกรับ e‑Coupon ส่วนลดสูงสุด 1,000 บาท และผ่อนชำระ 0% นานสูงสุด 6 เดือน ได้ที่ JD SPORTS ทุกสาขา (ยกเว้นออนไลน์) โดยข้อมูลของเคทีซียังสะท้อนภาพเดียวกับตลาด คือ ยอดใช้จ่ายหมวดกีฬา ปี 2568 เติบโต 10% (YoY) ซึ่งชี้ว่ากีฬาได้ขยับจาก “กิจกรรม” สู่ “การบริโภคเชิงไลฟ์สไตล์” ที่พร้อมลงทุนกับคุณภาพและผลลัพธ์

เมื่ออากาศร้อนขึ้นและนวัตกรรมเดินหน้าเร็ว ผู้บริโภคไทยจะยิ่งมองหาอุปกรณ์ที่ “ช่วยให้วิ่งได้นานขึ้น ปลอดภัยขึ้นและสนุกขึ้น” และสถาบันการเงินที่เข้าใจไลฟ์สไตล์อย่างเคทีซี ก็พร้อมทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มการชำระเงินที่เชื่อมทุกจุดสัมผัสทางการเงินที่หล่อเลี้ยงอีโคซิสเต็มนี้ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในมุมผู้บริโภค แบรนด์ ร้านค้า และเศรษฐกิจท้องถิ่นโดยรวม

ที่มา : ออกข่าวในนาม: ฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร “เคทีซี” หรือ บมจ. บัตรกรุงไทย

DIPROM ดัน New Creator กระหึ่มกิจกรรมสร้างนักการตลาดยุคใหม่ ส่งเสริมครีเอเตอร์ก้าวสู่มืออาชีพ เน้นเทรนด์ TikTok Shop ปี 2026 จับมือธุรกิจต่อยอดรายได้จริง

จากครีเอเตอร์สู่เจ้าของธุรกิจ! DIPROM เปิดเวทีปั้น New Creator พร้อมเชื่อมโอกาสทางธุรกิจ

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) เดินหน้ายกระดับศักยภาพผู้ประกอบการและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) อย่างต่อเนื่อง ผ่านการจัดกิจกรรม “สร้างนักการตลาดยุคใหม่ (DIPROM New Creator)” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7–8 และ 14–15 มีนาคม 2569 ณ C asean Ratchada

กิจกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจด้านการสร้างคอนเทนต์เข้าร่วมอย่างคึกคัก โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อพัฒนาครีเอเตอร์ให้ก้าวสู่การเป็นครีเอเตอร์มืออาชีพ สามารถสร้างผลงานที่มีคุณภาพ ต่อยอดสู่การสร้างรายได้ และเติบโตไปเป็นผู้ประกอบการที่สามารถจดจัดตั้งธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

ภายในโครงการ ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศและแพลตฟอร์มชั้นนำ ครอบคลุมเนื้อหาเข้มข้น ทั้งการอัปเดตเทรนด์ TikTok Shop ปี 2026 และการประยุกต์ใช้เครื่องมือ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางการตลาด การเจาะลึกเทคนิคการทำโฆษณา (Ads) และกลยุทธ์ Social Commerce ตลอดจนการวางรากฐานด้านธุรกิจ การเงิน และภาษีที่ผู้ประกอบการควรรู้

นอกจากนี้ ภายในกิจกรรมยังมีการประกวดการสร้างสรรค์คลิปวิดีโอ โดยครีเอเตอร์ที่มีผลงานโดดเด่นและได้รับโล่รางวัล จะได้รับโอกาสเข้าร่วมกิจกรรม Matching กับผู้ประกอบการ ภายใต้การสนับสนุนของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม) ในลำดับถัดไป เพื่อเปิดโอกาสในการต่อยอดผลงานสู่เชิงพาณิชย์ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม
ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่สะท้อนว่า กิจกรรมครั้งนี้ช่วยเปิดมุมมองใหม่ในการทำตลาดออนไลน์ และสามารถนำความรู้ไปปรับใช้ได้จริง ทั้งในด้านการสร้างคอนเทนต์ การบริหารต้นทุน และการขยายช่องทางการขาย

การจัดกิจกรรม “DIPROM New Creator” ในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมในการสร้าง “ครีเอเตอร์คุณภาพ” ที่สามารถพัฒนาไปสู่การเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบเศรษฐกิจดิจิทัล และสนับสนุนการเติบโตของ SMEs ไทยอย่างยั่งยืนในอนาคต

ปตท.สผ. ออกหุ้นกู้ใหม่ เตรียมขายหุ้นกู้ดิจิทัลสกุลเหรียญสหรัฐ หุ้นกู้ดิจิทัลผ่านแอปเป๋าตังครั้งแรกในเอเชีย หุ้นกู้ได้รับเรทติ้ง AAA สะท้อนความมั่นคง เตรียมเสนอขายในไตรมาส 2 ปี 2569

ปตท.สผ. เตรียมเสนอขายหุ้นกู้ในประเทศชุดใหม่ 2 สกุลเงิน
หุ้นกู้ดิจิทัลสกุลเงินเหรียญสหรัฐ และหุ้นกู้สกุลเงินบาท ชูเรทติ้งสูงสุด AAA

กรุงเทพฯ, 18 มีนาคม 2569 – ปตท.สผ. เตรียมเสนอขาย 2 หุ้นกู้ชุดใหม่ “หุ้นกู้ดิจิทัลสกุลเงินเหรียญสหรัฐ” สำหรับนักลงทุนรายย่อยครั้งแรกในเอเชียผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” และ “หุ้นกู้สกุลเงินบาท” สำหรับนักลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ เปิดทางเลือกให้กับผู้ลงทุนที่สนใจลงทุนในองค์กรที่มีศักยภาพเติบโตอย่างยั่งยืน สะท้อนความเชื่อมั่นด้วยอันดับความน่าเชื่อถือจากทริสเรทติ้ง ที่ระดับสูงสุด “AAA” คาดว่าจะเสนอขายภายในไตรมาสที่ 2 ปี 2569

นางชนมาศ ศาสนนันทน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานการเงินและการบัญชี บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่าบริษัทมีแผนเสนอขายหุ้นกู้ชุดใหม่ 2 ประเภท ได้แก่ “หุ้นกู้ดิจิทัลสกุลเงินเหรียญสหรัฐ” และ “หุ้นกู้สกุลเงินบาท” เพื่อเพิ่มทางเลือกในการลงทุนให้กับนักลงทุนไทย ได้ร่วมเติบโตไปกับ ปตท.สผ. ซี่งเป็นบริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของประเทศไทย ที่มีพันธกิจในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ควบคู่ไปกับการขยายการลงทุนในต่างประเทศเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียอย่างยั่งยืน บริษัทจะนำเงินที่ได้รับจากการระดมทุนครั้งนี้ไปชำระคืนหุ้นกู้ที่ครบกำหนด รวมถึงเป็นค่าใช้จ่ายในกิจการที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ และรองรับโอกาสการเข้าลงทุนในอนาคต การเสนอขายหุ้นกู้ครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่าง ปตท.สผ. กับพันธมิตรซึ่งเป็นสถาบันการเงินชั้นนำของประเทศไทย ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

หุ้นกู้ทั้ง 2 ประเภทดังกล่าว ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ “AAA” แนวโน้ม “คงที่” จากทริสเรทติ้ง เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นอันดับความน่าเชื่อถือสูงสุดของตราสารหนี้ในประเทศ สะท้อนถึงความมั่นคงทางการเงินและศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัท โดยแบ่งการเสนอขายออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

1.หุ้นกู้ดิจิทัลสกุลเงินเหรียญสหรัฐ อายุ 5 ปี จะเสนอขายแก่นักลงทุนรายย่อย เป็นหุ้นกู้ดิจิทัลระยะยาว ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ โดย ปตท.สผ. ได้ร่วมกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) นำเทคโนโลยีดิจิทัลวอลเล็ตมาใช้ในการซื้อขายหุ้นกู้สกุลเงินเหรียญสหรัฐ เต็มรูปแบบเป็นครั้งแรกในเอเชีย ผ่านวอลเล็ตซื้อขายหุ้นกู้บนแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักลงทุนไทยสามารถบริหารจัดการการลงทุนได้ตลอด 24 ชั่วโมง เปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยสามารถกระจายการลงทุนไปยังตราสารหนี้ต่างประเทศได้สะดวกยิ่งขึ้น ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำ 1,000 เหรียญสหรัฐ และทวีคูณเพิ่มครั้งละ 1,000 เหรียญสหรัฐ โดยไม่มีการกำหนดวงเงินลงทุนสูงสุด ซึ่งมีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จำหน่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากหนังสือชี้ชวนการเสนอขายได้ที่ www.sec.or.th หรือธนาคารกรุงไทย โทร. 02-111-1111 หรือ www.krungthai.com

2. หุ้นกู้สกุลเงินบาท จะเสนอขายแก่นักลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่เท่านั้น (ไม่รวมถึงบุคคลธรรมดา) เป็นหุ้นกู้ระยะยาว ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ โดยมีธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดจำหน่าย

ปตท.สผ. คาดว่าจะเปิดให้นักลงทุนจองซื้อหุ้นกู้ทั้ง 2 ประเภทภายในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 โดยจะแจ้งอัตราดอกเบี้ย มูลค่าการเสนอขายหุ้นกู้ รวมถึงรายละเอียดอื่น ๆ ให้ทราบอีกครั้ง

ปตท.สผ. เป็นหนึ่งในบริษัทที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) สูงสุดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีมูลค่าประมาณ 543,888 ล้านบาท (ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569) ปัจจุบันบริษัทมีการสำรวจ พัฒนา และผลิตปิโตรเลียม กว่า 50 โครงการ ในกว่า 10 ประเทศทั่วโลก เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทย และสร้างการเติบโตให้กับบริษัท นอกจากนี้ บริษัทยังศึกษาธุรกิจพลังงานสะอาด เพื่อพัฒนาแหล่งพลังงานใหม่ ๆ สำหรับอนาคตอีกด้วย
หมายเหตุ: การเสนอขายหุ้นกู้ดังกล่าวอยู่ระหว่างการยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลและร่างหนังสือชี้ชวนต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งยังไม่มีผลใช้บังคับ

ลุยรับมือ!! “ธนกร” สั่งทุกหน่วยอุตฯ รับมือศึกตะวันออกกลาง ประคองผู้ประกอบการฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ เร่งลดภาระผู้ประกอบการทั่วประเทศ หนุนใช้พลังงานทางเลือกเพิ่มขึ้น

“ธนกร” สั่งทุกหน่วยงานประคองอุตฯ ไทย รับมือวิกฤตตะวันออกกลางตามนโยบาย ศปศ. กำชับเร่งเดินหน้ามาตรการลดภาระ-อำนวยความสะดวก เพื่อช่วยผู้ประกอบการ

กรุงเทพฯ – นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ระหว่างอิสราเอลกับสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน มีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะด้านพลังงาน รัฐบาลจึงตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศปศ.)” เพื่อบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการติดตาม วิเคราะห์ และกำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบอย่างเร่งด่วน โดยในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม ได้มอบหมายให้ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เป็นผู้รวบรวมข้อมูลจากผู้ประกอบการ ประเมินผลกระทบ และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อดูแลภาคอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูง

นายธนกร กล่าวต่อว่า ประเด็นเร่งด่วนที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือปัญหาการจัดหาน้ำมันของภาคอุตสาหกรรม โดยรัฐบาลกำหนดแนวทางให้ภาคอุตสาหกรรมกลับไปใช้น้ำมันผ่านระบบค้าส่งตามปกติ หากผู้ประกอบการรายใดประสบปัญหา สามารถใช้หลักฐานการสั่งซื้อย้อนหลัง 2 เดือน ยื่นต่อผู้ว่าราชการจังหวัดหรือพลังงานจังหวัด เพื่อจัดซื้อน้ำมันได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนแนวโน้มสถานการณ์พลังงานภายหลังมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตรครบกำหนดนั้น ภาครัฐนำโดยกระทรวงพลังงาน ได้หารือร่วมกับผู้ค้าน้ำมันและผู้ประกอบการโรงกลั่น เพื่อบริหารจัดการด้านปริมาณและการกระจายน้ำมันให้เพียงพอ พร้อมทั้งกำหนดแนวทางปรับราคาน้ำมันแบบค่อยเป็นค่อยไป ครั้งละ 50 สตางค์ถึง 1 บาทต่อลิตร เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน

“ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการใน 3 ด้านสำคัญคือ 1. สำรวจสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบหรือมีความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และขาดแคลนวัตถุดิบที่กระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน เพื่อจัดทำมาตรการบรรเทาผลกระทบอย่างตรงจุด 2. รณรงค์ให้สถานประกอบการในการลดใช้พลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และสนับสนุนการใช้พลังงานทางเลือก และ 3. ส่งเสริมการให้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ของกระทรวงอุตสาหกรรม อาทิ ระบบทะเบียนลูกค้ากลาง (I-Industry) การยื่นขอใบอนุญาตออนไลน์ (Digital License) และการชำระเงินผ่านระบบดิจิทัล (Digital Payment) เพื่อลดภาระและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ” นายธนกร กล่าว

นายธนกร กล่าวอีกว่า กระทรวงอุตสาหกรรมยังได้แนะนำให้ผู้ประกอบการเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน โดยใช้ประโยชน์จากมาตรการสนับสนุนด้านการเงิน เช่น สินเชื่อจากกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวตามแนวประชารัฐ และสินเชื่อสีเขียว รวมถึงการกระจายความเสี่ยงทางการค้าไปยังตลาดใหม่ อาทิ ลาตินอเมริกา แอฟริกา และอินเดีย ตลอดจนการใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยง เช่น การทำประกันความเสี่ยงจากสงคราม และการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมหันมาใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น เช่น การผลิตพลังงานจากชีวมวลจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร (Biofuel) เช่น แกลบ ใบอ้อย ชานอ้อย กะลาและเส้นใยปาล์ม การพัฒนาเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) และการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาโรงงาน (Solar Rooftop) เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว

“กระทรวงอุตสาหกรรมจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมออกมาตรการเพิ่มเติมอย่างทันท่วงที เพื่อดูแลผู้ประกอบการไทยให้ดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก” นายธนกร กล่าว

PSL รับลูกเรือกลับ!! ลูกเรือ 20 รายเดินทางถึงบ้าน บริษัทดูแลด้านสุขภาพเต็มที่ ขอบคุณทุกหน่วยงานร่วมมือ ยังติดตามลูกเรือสูญหาย 3 คน

PSL รับลูกเรือ “มยุรี นารี” ทั้ง 20 รายกลับถึงประเทศไทย พร้อมดำเนินการดูแลตามมาตรการด้านสวัสดิภาพ

กรุงเทพฯ – 16 มีนาคม 2569 ลูกเรือชาวไทยทั้ง 20 รายของบริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PSL เจ้าของเรือ มยุรี นารี (M.V. Mayuree Naree)ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยมีผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเดินทางไปรอรับที่สนามบิน พร้อมทั้งประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับของลูกเรืออย่างใกล้ชิด

การเดินทางกลับในครั้งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้ลูกเรือสามารถเดินทางกลับถึงประเทศไทยได้โดยเรียบร้อย

ภายหลังการเดินทางกลับถึงประเทศไทย บริษัทได้ดำเนินการดูแลสวัสดิภาพของลูกเรือตามความเหมาะสม โดยจัดให้มีการตรวจสุขภาพร่างกายและการประเมินสุขภาพจิตโดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวปฏิบัติด้านสวัสดิการของบริษัท เพื่อสนับสนุนการดูแลทั้งด้านร่างกายและจิตใจของลูกเรือ

PSL ขอขอบคุณทุกหน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องที่ให้การสนับสนุนและความช่วยเหลือในกระบวนการดังกล่าว ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการเดินทางกลับถึงประเทศไทยของลูกเรือในครั้งนี้

PSL ยังคงยืนยันว่า สิ่งสำคัญสูงสุดของบริษัทในขณะนี้ คือการติดตามลูกเรืออีก 3 คนที่ยังคงสูญหาย

พันธุ์ไทยผนึกซับเวย์!! เปิดโมเดล Hybrid Store จับมือเจาะตลาดอาหารครบจบ ตั้งเป้าเพิ่มสาขา15แห่ง ผลักดันยอดขายโต30%

เปิดเกมรุก! พันธุ์ไทย x ซับเวย์ ผุดโมเดล ‘Hybrid Store’ จุดหมายเดียวครบ ทั้งกาแฟสัญชาติไทยและแซนวิชระดับโลก ลุยเปิด 15 สาขาแพคคู่ หวังดันยอดขายโต 30%

เมื่อ ‘Local Coffee Brand’ จับมือ ‘Global Sandwich Chain’ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด แบรนด์กาแฟชั้นนำของประเทศไทย และ บริษัท โกลัค จำกัด ผู้ดำเนินการมาสเตอร์แฟรนไชส์ซับเวย์ในประเทศไทย ร่วมประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญ ด้วยการเปิดร้านแบบ Co-location ภายใต้โมเดล ‘Hybrid Store’ การวางร้านกาแฟพันธุ์ไทยและร้านซับเวย์ ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อส่งมอบประสบการณ์มื้ออาหารที่ครบครันแก่ผู้บริโภคยุคใหม่ นำร่องสาขาแรกที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตั้งเป้าขยายสาขาในรูปแบบคู่กันจำนวน 15 สาขา ภายในปี 2569 คาดว่าสามารถเพิ่มปริมาณ Traffic พร้อมผลักดันจำนวนลูกค้าเข้าร้านเพิ่มขึ้นกว่า 20% และเพิ่มยอดเฉลี่ยต่อบิลสูงขึ้นกว่า 25%

คุณสุขวสา ภูชัชวนิชกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า "เราไม่ได้มองตัวเองในฐานะร้านกาแฟอีกต่อไป แต่เรากำลังสร้าง Ecosystem ของอาหารและเครื่องดื่มให้กับผู้บริโภค การจับมือกับ ซับเวย์ ครั้งนี้เป็นความตั้งใจในการออกแบบประสบการณ์ โดยเชื่อมโยงพฤติกรรมลูกค้าทั้งสองแบรนด์เข้าหากัน สร้างโอกาสการเข้าถึงแบรนด์ที่ไม่คุ้นเคยได้ง่าย สามารถดึงดูดลูกค้าให้เปิดใจทดลองแบรนด์ใหม่ๆ และขยายฐานลูกค้าร่วมกัน ซับเวย์ ส่งมอบความอิ่มอร่อยสุขภาพดีจากอาหารจานหลัก ขณะที่พันธุ์ไทยตอบโจทย์ด้านเครื่องดื่มและช่วงเวลาพักผ่อน ส่งผลให้พื้นที่เดียวสามารถรองรับทั้งการรับประทานอาหาร การพบปะ และการพักผ่อนในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ลูกค้าของเราได้รับประสบการณ์ที่ครบและคุ้มค่าที่สุด พร้อมยกระดับ กาแฟพันธุ์ไทย สู่สากล และยืนเคียงข้าง Global Brand ได้อย่างภาคภูมิใจ"

ด้าน คุณเพชรัตน์ อุทัยสาง กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลัค จำกัด ผู้ดำเนินการมาสเตอร์แฟรนไชส์ซับเวย์ในประเทศไทย แต่เพียงผู้เดียว กล่าวว่า "ซับเวย์มีพันธกิจในการขยายการเข้าถึงผู้บริโภคชาวไทยผ่านกลยุทธ์ Co-location ที่ตอบโจทย์นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่าน Ecosystem ของทั้งซับเวย์และพันธุ์ไทย เพิ่ม Traffic Sharing ระหว่างสองแบรนด์และยังก่อให้เกิด Hybrid Store Concept รูปแบบใหม่ที่ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าในแบบที่แต่ละแบรนด์ไม่สามารถสร้างได้ตามลำพัง ซึ่งความร่วมมือกับพันธุ์ไทยในครั้งนี้ เชื่อมโยงกลุ่มลูกค้าสองกลุ่มเข้าหากันได้อย่างลงตัว ได้แก่ กลุ่มที่ต้องการอาหารหลักอย่างแซนด์วิชในชีวิตประจำวัน รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่คุ้นเคยกับแบรนด์ซับเวย์อยู่แล้ว เข้ากับกลุ่มที่ต้องการเครื่องดื่มรสชาติกาแฟพันธุ์ไทยที่ดื่มได้ทุกวัน ไม่ว่าจะนั่งผ่อนคลายที่ร้านหรือ Grab & Go ในช่วงเวลาเร่งด่วน ผลลัพธ์คือประสบการณ์ที่ครบครัน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการทั้งอาหารและเครื่องดื่มคุณภาพในที่เดียว อย่างสะดวกและรวดเร็ว”

แน่นอนว่า ผู้บริโภคจะได้สัมผัสประสบการณ์ที่สะดวกและครบครัน อิ่มอร่อยกับขนมปังอบสดใหม่จากซับเวย์และสดชื่นกับเครื่องดื่มจากพันธุ์ไทยภายในร้านเดียวกัน ไม่ว่ามื้อเบาๆ ยามเช้า มื้อหลักยามเที่ยง มื้อเร่งรีบก่อนเข้าประชุม หรือมื้อเย็นเน้นผักกับมัทฉะเพื่อสุขภาพ นอกจากนี้ ทั้งสองแบรนด์ยังส่งมอบความสะดวก สบาย คุ้มค่าให้กับสมาชิก Max Card Plus และ EV สามารถใช้สิทธิประโยชน์แบบจัดเต็ม ทั้งส่วนลดและสะสมแต้มได้ทั้ง 2 แบรนด์ โดยโมเดลแพคคู่นี้เริ่มต้นนำร่องที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เป็นสาขาแรก ก่อนขยายไปยังทำเลเชิงยุทธศาสตร์ย่าน CBD จำนวน 15 สาขา ภายในปี 2569

โดยใช้ฐานแฟนจำนวนมากของกาแฟพันธุ์ไทยเป็นตัวเร่งการเติบโตของ ซับเวย์ ในตลาดไทย ขณะที่ ซับเวย์ ในฐานะหนึ่งในแบรนด์ QSR ที่ใหญ่ที่สุดในโลก จะช่วยเสริม Brand Equity และดึงดูดกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพให้เข้ามาสู่ Ecosystem ของกาแฟพันธุ์ไทยมากยิ่งขึ้น

สื่อมวลชนติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: ฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top