Friday, 5 June 2026
ECONBIZ NEWS

“นุ่ง/ห่มสไบ ใส่ยีนส์” มาได้ไง: จากเพลงไวรัล สู่สตรีทแฟชั่นแบบไทยๆ ที่คนทั้งเมืองแต่งตาม

เดินแถวเมืองเก่า–จุดถ่ายรูปยอดฮิตช่วงนี้ คุณจะเห็นภาพเดิมซ้ำๆ แบบตั้งใจ: สไบพาดไหล่ แต่ท่อนล่างเป็นยีนส์—แล้วมือถือยกขึ้นถ่ายคอนเทนต์ทันที เทรนด์นี้ไม่ได้เกิดจากดีไซเนอร์ในรันเวย์ แต่มาจาก “โซเชียล + เพลง + ชาเลนจ์” ที่ปลุกให้คนอยากแต่งตามกันเป็นวงกว้าง

จุดเริ่มของกระแสถูกอธิบายว่ามาจากคอนเทนต์โปรโมตเพลง Bangkok City ของกระแต อาร์สยาม (KT KRATAE) ที่ใช้ลุคสไบแมตช์ยีนส์เป็นภาพจำ แล้วขยายต่อด้วยการชวนทำคอนเทนต์ในรูปแบบแคมเปญ/ชาเลนจ์ จนผู้คนแต่งตามและถ่ายคลิปตามสถานที่ต่างๆ

ประเด็นสำคัญคือ มันไม่ใช่ “เพลงดังแล้วคนบังเอิญแต่งตาม” แต่เป็นการออกแบบให้เกิด UGC (คอนเทนต์จากผู้ใช้) ผ่านชาเลนจ์—ยิ่งคนเล่น ยิ่งเห็นลุคนี้มากขึ้น ยิ่งกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของ “ไปถ่ายรูปเมืองเก่า”

ทำไม “สไบ + ยีนส์” ถึงไวรัลเร็ว
•    ภาพมันขัดกันแต่ลงตัว: สไบคือไทย-พิธีการ-ความละเมียด ส่วนยีนส์คือสากล-สตรีท-คล่องตัว พอจับคู่กันแล้ว “สะดุดตา” ทันทีในเฟรมมือถือ.
•    แต่งตามง่าย ต้นทุนต่ำ: ยีนส์แทบทุกคนมีอยู่แล้ว สไบเป็นผ้าชิ้นเดียว เปลี่ยนลุคได้ไว เหมาะกับวัฒนธรรม “แต่งแล้วถ่ายเลย”.
•    ชาเลนจ์ทำให้คนมีเหตุผลจะเล่น: เมื่อมีการชวนร่วมสนุกแบบเป็นระบบ (กติกา/แฮชแท็ก/แรงจูงใจ) มันเร่งการกระจายเร็วกว่าเทรนด์แฟชั่นธรรมดา.
•    โซเชียลชอบคอนเทนต์ “ก่อน–หลัง/พิกัดถ่ายรูป”: ลุคนี้ทำงานกับคลิปสั้นมาก เพราะเห็นแล้วรู้ทันทีว่า “นี่คือธีม” และคนดูอยากทำตาม.

Soft Power เวอร์ชันที่เกิดจาก “คนอยากเล่น” ไม่ใช่ “คนถูกสั่งให้โชว์”
สิ่งที่น่าสนใจคือ กระแสนี้ทำให้คำว่า “Soft Power” กลายเป็นของจับต้องได้ในชีวิตจริง—ไม่ต้องเริ่มจากนโยบายใหญ่โต แต่เริ่มจาก “ความสนุกที่คนอยากมีส่วนร่วม” แล้วค่อยไหลไปหาการท่องเที่ยว ร้านเช่าชุด ร้านผ้า ร้านทำผม-แต่งหน้า ช่างภาพ และโลเคชันถ่ายรูป.
พูดแบบ TST: ไทยไม่ได้ขาดวัฒนธรรม ไทยขาด “วิธีทำให้คนอยากหยิบมันมาใช้ในชีวิตประจำวัน” และกรณีนี้เป็นตัวอย่างว่าพอทำถูกสูตร—วัฒนธรรมจะไม่ถูกเก็บไว้บนหิ้งเอง มันเดินลงถนนได้

คดีเหมืองทองอัครา “ปิดแฟ้ม” แล้ว—บทเรียนที่คนไทยควรจำ ไม่ใช่ชื่อคน

คดีพิพาทเหมืองทองอัคราที่ลากยาวหลายปี “จบ” ในความหมายทางกฎหมายได้ เพราะบริษัท Kingsgate Consolidated Limited ถอนข้อเรียกร้องต่ออนุญาโตตุลาการโดยสมัครใจแบบไม่มีเงื่อนไข และมีคำสั่งให้ยุติกระบวนการ ส่งผลสำคัญที่สุดคือไทยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามที่เคยถูกเรียกร้องไว้

แต่สิ่งที่ควรคุยกันต่อในฐานะสังคม ไม่ใช่ “ใครได้เครดิต” — คือ “คนไทยเรียนรู้อะไร” เพื่อไม่ให้ประเทศต้องเสี่ยงซ้ำอีก โดยเฉพาะเมื่อเรื่องเล็กในประเทศสามารถลุกลามไปถึงเวทีระหว่างประเทศได้จริง

1) “คดีจบ” ต้องจบด้วยเอกสาร ไม่ใช่จบด้วยคำพูด
บทเรียนแรกคือ เวลาเจอคำว่า “ปิดฉาก” ให้ดู “หลักฐานปลายทาง” 3 อย่างเสมอ: (ก) ถอนคำร้องหรือข้อเรียกร้องอย่างเป็นทางการ (ข) มีคำสั่งยุติกระบวนการจากคณะอนุญาโตฯ และ (ค) สถานะชัดว่า “ไม่มีค่าชดเชย” หรือ “ไม่มีภาระการเงินแฝง” ต่อรัฐ

2) เกมที่ชนะจริงคือ “สู้ให้พร้อม + คุยให้เป็น”
สาระที่สังคมควรเก็บไว้เป็นสูตร คือ “ต้องเตรียมสู้คดีให้พร้อม” และ “เจรจาไปพร้อมกัน” เพื่อพาประเทศไปสู่ผลลัพธ์ที่แน่นอน มากกว่าปล่อยให้ความเสี่ยงลากยาว ทั้งงบประมาณ ชื่อเสียงประเทศ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

3) จำวัน-เดือน-ปีให้แม่น เพราะรัฐทำงานเป็นขั้นตอน
เรื่องใหญ่แบบนี้ไม่ใช่เหตุการณ์วันเดียว แต่คือ “ปิดงานเอกสาร” จนสถานะชัดเจน จึงควรยึดไทม์ไลน์จากเอกสารและข่าวที่มีรายละเอียดขั้นตอน เช่น วันที่คณะอนุญาโตฯ รับทราบการขอยุติ และวันที่คณะรัฐมนตรีรับทราบผลลัพธ์ เพื่อแยก “ข่าวดัง” ออกจาก “งานจบจริง”

4) ความโปร่งใสของข้อมูลคดีระหว่างประเทศ สำคัญกว่าการสรุปเร็ว
คดีระหว่างรัฐ-นักลงทุนมักถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูลต่างประเทศหลายแห่ง และบางแห่งอาจจัดหมวดผลคดีต่างกัน (เช่น ระบุว่า “ยุติกระบวนการ” หรือ “ตกลงยุติ”) บทเรียนคือ เวลาอ่านข้อมูลต้องดูหลายแหล่ง แล้วกลับมาเช็คกับคำยืนยันของรัฐและเอกสารทางการ เพื่อไม่ให้สรุปผิดเพราะยึดแหล่งเดียว

เคทีซีเดินเกมรัดกุมรับเศรษฐกิจผันผวน ชูสมดุล ‘เติบโต–คุมความเสี่ยง’  เป็นยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนหลักเพื่อความยั่งยืน

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและอุตสาหกรรมสินเชื่อผู้บริโภคที่ยังหดตัว กลุ่มบริษัทเคทีซีสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในทุกผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ ปริมาณใช้จ่ายผ่านบัตรเพิ่มเป็น 13.6% ลูกหนี้บัตรเครดิตเพิ่มเป็น 14.8% และลูกหนี้สินเชื่อบุคคลเพิ่มเป็น 4.2% สวนทางกับภาพรวมอุตสาหกรรมที่หดตัว โดยปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของเคทีซีมีมูลค่า 302,527 ล้านบาท เติบโตต่อเนื่อง 3.6% ขณะที่ตัวเลขตลาดโดยรวมติดลบเล็กน้อย 

ด้านผลประกอบการเชิงคุณภาพ เคทีซีมีกำไรสุทธิ 7,782 ล้านบาท เติบโต 4.6% จากปีก่อนหน้า สะท้อนประสิทธิภาพในการบริหารพอร์ตสินเชื่อรวม 111,585 ล้านบาท ให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ขณะที่อัตราหนี้เสีย (NPL Ratio) อยู่ในระดับต่ำเพียง 1.79% โดยปี 2568 มีรายได้รวมอยู่ที่ 27,695 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อน ในขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมลดลง 5.23% จากการบริหารต้นทุนและคุณภาพสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้สัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ลดลงเป็น 34.8% Credit Cost ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 5.3% จาก 6.1% ในปี 2567 สะท้อนการควบคุมความเสี่ยงที่รัดกุม พร้อมกันนี้ บริษัทมีวงเงินกู้ยืมระยะสั้นที่ยังไม่เบิกใช้รวม 20,470 ล้านบาท สูงกว่าภาระหนี้หุ้นกู้และเงินกู้ที่จะครบกำหนดในปี 2569 ซึ่งอยู่ที่ 15,830 ล้านบาท ทำให้สถานะสภาพคล่องยังแข็งแกร่งและอยู่ในระดับปลอดภัย

สำหรับปี 2569 เคทีซีเตรียมเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ “การเติบโตควบคู่การบริหารความเสี่ยง” โดยลงทุนในระบบงานหลักใหม่ (Core System) เพื่อรองรับการขยายตัวในระยะยาว เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงาน และยกระดับประสบการณ์สมาชิก บริษัทตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อรวมเติบโต 1–2% ปริมาณใช้จ่ายผ่านบัตรเติบโต 5% พอร์ตสินเชื่อบุคคลเติบโต 2% และคุมระดับ NPL ไม่เกิน 2% นอกจากนี้ บริษัทยังขยายฐานรายได้ผ่านธุรกิจนายหน้าประกันภัย ทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัย โดยอาศัยความร่วมมือกับพันธมิตรและเทคโนโลยีการขายที่เหมาะสม ช่วยเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมอย่างยั่งยืนในอนาคต

‘ดร.พีระ เจริญพร’ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. ชี้ ปี 69 ‘จีดีพี’ ยังโตได้มากกว่านี้ ชิงจังหวะย้ายฐานการผลิตจากจีน ดึงลงทุนไทย – เร่งปิดดีล FTA

รศ. ดร.พีระ เจริญพร คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ตามที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้แถลงภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 และแนวโน้มปี 2569 โดยระบุถึงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในปี 2568 ว่ามีการขยายตัวอยู่ที่ 2.4% ซึ่งมากกว่าที่คาดการณ์ไว้นั้น ส่วนตัวมองว่าไม่ใช่สิ่งที่น่าตกใจสักเท่าใด เพราะศักยภาพของประเทศไทยสามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้มากขึ้นกว่านี้ แต่ก็ถือเป็นทิศทางที่ดี และสามารถพูดได้ว่าเศรษฐกิจไทยออกจากห้องไอซียู (ICU) แล้ว อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในช่วงที่มีอัตราการเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ และต่ำกว่าประเทศในภูมิภาคเดียวกัน นั่นหมายความว่า แม้จะออกจากห้องไอซียูแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ออกจากโรงพยาบาล

รศ. ดร.พีระ กล่าวว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในไตรมาส 4 ของปี 2568 สะท้อนว่านโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว เช่น โครงการผลักดันการลงทุนอย่าง Thailand Fastpass โครงการคนละครึ่ง ฯลฯ แต่สิ่งที่สำคัญและมีผลต่อการทำให้เศรษฐกิจขยายตัวมากที่สุด คือการเบิกจ่ายภาครัฐและการลงทุน ฉะนั้น สิ่งที่ต้องดำเนินการในปี 2569 คือจะต้องทำให้โมเมนตัมเกิดผลต่อเนื่องในระยะยาว ผ่านการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนของภาครัฐในส่วนที่เหมาะสม 

“อย่างที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งในแต่ละปีมีบริษัทต่างประเทศเข้ามาขอรับบีโอไอมูลค่าเป็นแสนล้านบาท แต่ก็เป็นเพียงตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอเท่านั้น ยังไม่เกิดการลงทุนจริง โดยการลงทุนจริงจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อกิจการเหล่านี้หาพื้นที่ลงทุนได้ และโครงสร้างพื้นฐานพร้อมรองรับ ซึ่งตรงนี้เองที่ภาครัฐจะต้องมาลงทุนเพื่อสนับสนุน เพื่อให้เกิดการลงทุนในประเทศจริง ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินหลักแสนล้านบาทเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประเทศ” รศ. ดร.พีระ กล่าว

นอกจากนี้ เรื่องการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ ซึ่งเห็นได้จากประวัติศาสตร์ เช่น ในช่วงปี 2535 ก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ก็มีการเปิดตลาดเสรีกับอาเซียนและทำให้เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตสูง รวมถึงหลังปี 2545 ช่วงรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ก็มีการทำ FTA กับต่างประเทศจำนวนมาก เป็นผลให้เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตต่อเนื่อง ฉะนั้น ภายใน 1 – 2 ปีนี้ รัฐบาลใหม่ต้องทำ FTA กับสหภาพยุโรป (EU) หรือคู่ค้าต่างประเทศที่สำคัญในภูมิภาคอื่นๆ ให้สำเร็จ ไม่ให้แพ้เวียดนาม หรือมาเลเซีย เพื่อเพิ่มการลงทุนในประเทศให้ยิ่งสูงขึ้น และส่งผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งตรงนี้ก็น่าจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทางพรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ต้องการจะควบรวมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาอยู่ภายใต้พรรคภูมิใจไทยด้วย

“รัฐบาลควรเรียนรู้บทเรียนจากสมัยรัฐบาลนายกฯ ประยุทธ์ กลุ่ม 4 กุมารที่เป็นเทคโนแครตคนนอก พอโดนขับไล่ หลังจากนั้นเศรษฐกิจไทยเป๋หมดเลย เพราะนักการเมืองมาแบบต่างคนต่างทำ ซึ่งถ้าครั้งนี้ภูมิใจไทยกับพรรคร่วมรัฐบาลไม่สามารถรักษาสัญญาว่าจะให้เทคโนแครตมือดีมาทำงานให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ ก็อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเจอปัญหาได้ เรื่องนี้เป็นความเสี่ยงทางการเมืองที่ต้องดูกันต่อไป” นักวิชาการธรรมศาสตร์ ระบุ

‘คิงส์เกต’ ถอนคำร้องอนุญาโตตุลาการโดยสมัครใจ ยุติข้อพิพาทกับไทยแบบไร้เงื่อนไข ปิดฉากมหากาพย์ 8 ปีเหมืองทองคำอัครา

18 ก.พ. 2569 – นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะทำงานระงับข้อพิพาทฯ เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา ที่ประชุม ครม. ได้รับทราบความคืบหน้าเกี่ยวกับข้อพิพาทระหว่างราชอาณาจักรไทยกับบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ลิมิเต็ด กรณีเหมืองทองคำอัครา ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) ซึ่งถือเป็นข่าวดี เมื่อทั้งสองฝ่าย คือ บริษัท คิงส์เกตฯ และประเทศไทย ได้ตกลงยุติข้อพิพาทลงได้โดยสมัครใจ

“การดำเนินการครั้งนี้ บริษัท คิงส์เกตฯ ได้แจ้งถอนข้อเรียกร้องทั้งหมดต่อคณะอนุญาโตตุลาการ โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ซึ่งคณะอนุญาโตตุลาการได้ออกคำสั่งยุติกระบวนการอย่างเป็นทางการแล้ว ถือเป็นการปิดฉากข้อพิพาทที่ยืดเยื้อมากว่า 8 ปี นับตั้งแต่มีการนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการในปี 2560 โดยที่ประเทศไทยไม่ต้องเสียค่าชดเชยใด ๆ ตามข้อเรียกร้องของคิงส์เกตฯ” นายณัฐพล กล่าว

.

ทั้งนี้ คณะทำงานฯ ได้กำหนดแนวทางในการต่อสู้คดีอย่างเป็นระบบ มีการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและที่ปรึกษากฎหมายอย่างใกล้ชิดเพื่อแสดงจุดยืนที่เข้มแข็งของไทย เราใช้ยุทธวิธีคู่ขนาน คือการเตรียมพร้อมต่อสู้คดีในชั้นอนุญาโตตุลาการจนถึงที่สุด ควบคู่ไปกับการเจรจาฉันมิตรโดยยึดหลักกฎหมาย แต่ ‘ต้องไม่มีเงื่อนไขที่สร้างภาระให้กับประเทศไทย’ ส่งผลให้สามารถบรรลุการยุติข้อพิพาทโดยสมัครใจในที่สุด

ขณะที่ นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่(กพร.) กล่าวว่า การรายงานผลในที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2569 นั้น เป็นเครื่องยืนยันว่าข้อพิพาทดังกล่าวได้สิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์ตามกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ สอดคล้องกับแนวทางที่ภาครัฐได้กำกับดูแลและแก้ไขปัญหาโดยคำนึงถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญมาโดยตลอด

'ดร.อธิป' ถอดรหัส 'อปริหานิยธรรม 7' ชี้ไม่ใช่แค่ธรรมะที่เก็บไว้บนหิ้ง แต่คือทางรอดองค์กรที่ผู้นำยุคปัจจุบันต้องเรียนรู้ เชื่อ 'ความเข้มแข็งภายใน' ชนะทุกสงคราม

‘ดร.อธิป’ ถอดรหัส "อปริหานิยธรรม 7" หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า สู่ทางรอดองค์กรยุคใหม่ ชี้ชัด "ความเข้มแข็งภายใน" สามารถชนะทุกสงคราม

(17 กุมภาพันธ์ 2569) – ในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนและการแข่งขันที่รุนแรง การบริหารจัดการองค์กรหรือแม้แต่การปกครองบ้านเมือง จำเป็นต้องอาศัยหลักการที่มั่นคงและยั่งยืน ดร.อธิป อัศวานันท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล ได้นำเสนอมุมมองที่น่าสนใจผ่านคลิปวิดีโอใน TikTok โดยการหยิบยกหลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรื่อง "อปริหานิยธรรม 7" มาปัดฝุ่นและตีความใหม่ในบริบทของโลกปัจจุบัน ชี้ให้เห็นว่า หลักธรรมที่มีอายุกว่า 2,500 ปีนี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องราวในตำรา แต่คือ "พิมพ์เขียว" ของการสร้างความเข้มแข็งที่จับต้องได้จริง

ดร.อธิป เริ่มต้นด้วยการพาผู้ฟังย้อนกลับไปสู่พุทธกาล ในเหตุการณ์ที่ถูกบันทึกไว้ใน "มหาปรินิพพานสูตร" เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูแห่งแคว้นมคธ ผู้ทรงอำนาจ หมายจะกรีธาทัพเข้าบดขยี้แคว้นวัชชี จึงส่งวัสสการพราหมณ์ไปทูลถามพระพุทธเจ้าถึงความเป็นไปได้ในการศึกครั้งนี้ พระพุทธเจ้ามิได้ทรงตอบรับหรือปฏิเสธโดยตรง แต่ทรงเลือกที่จะสนทนากับพระอานนท์ถึงวิถีปฏิบัติของชาววัชชีแทน โดยตรัสถามถึงหลัก 7 ประการที่ชาววัชชียึดถือปฏิบัติ ซึ่งประกอบด้วย:
1. การหมั่นประชุมกันเนืองนิตย์
2. การพร้อมเพรียงกันประชุมและเลิกประชุม รวมถึงพร้อมเพรียงกันทำกิจที่พึงทำ
3. การไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่ได้บัญญัติไว้ และไม่ล้มล้างสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว (ยึดมั่นในกฎกติกา)
4. การเคารพและรับฟังผู้ใหญ่ผู้มีประสบการณ์
5. การคุ้มครองสตรี มิให้ถูกข่มเหงรังแก
6. การเคารพสักการะปูชนียสถานและสัญลักษณ์ร่วมของบ้านเมือง
7. การให้ความคุ้มครองแก่พระอรหันต์และผู้ทรงศีล

พระพุทธเจ้าทรงสรุปไว้อย่างทรงพลังว่า "ตราบใดที่ชาววัชชียังปฏิบัติตามหลักการเหล่านี้ ความเจริญย่อมเป็นสิ่งที่คาดหมายได้ และความเสื่อมย่อมเป็นสิ่งที่คาดหมายไม่ได้" ซึ่งแม้แต่วัสสการพราหมณ์เอง เมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็ยังยอมรับว่า หากแคว้นวัชชียังดำรงธรรมเหล่านี้ไว้ แม้เพียงข้อเดียวก็มิอาจเอาชนะด้วยการรบได้ ต้องใช้อุบายยุยงให้แตกสามัคคีภายในเท่านั้นถึงจะสำเร็จ

จากเรื่องราวในอดีต ดร.อธิป ได้เชื่อมโยงมาสู่ปัจจุบัน โดยชี้ให้เห็นว่า "ความพ่ายแพ้" ของประเทศหรือองค์กรส่วนใหญ่ ไม่ได้เกิดจากศัตรูภายนอกที่เก่งกาจกว่า แต่เกิดจาก "สนิมเกิดแต่เนื้อในตน" หรือความอ่อนแอภายใน ไม่ว่าจะเป็นการเลิกประชุมปรึกษาหารือ การไม่รับฟังความเห็นต่าง หรือการละเมิดกติกาที่วางไว้ เพื่อป้องกันความเสื่อมเหล่านี้ ดร.อธิป ได้ถอดบทเรียนออกมาเป็น 4 หลักปฏิบัติง่ายๆ สำหรับผู้นำและองค์กรยุคใหม่ เพื่อสร้าง "ภูมิคุ้มกันความเสื่อม" และขจัดวัฒนธรรมการทำงานที่เป็นพิษ (Toxic Culture):

• ประชุมให้เป็นงาน: การประชุมต้องมีคุณภาพ ไม่ใช่เพียงพิธีกรรม ต้องมีการเตรียมข้อมูล มีข้อสรุปที่ชัดเจน และมีการติดตามผลอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนงาน ไม่ใช่ปล่อยให้ความเงียบสร้างความเข้าใจผิด
• ทำกติกาให้มีศักดิ์ศรี: ยึดมั่นในหลักนิติธรรม (Rule of Law) กติกาต้องโปร่งใส ยุติธรรม และบังคับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่มีการเปลี่ยนไปตามอารมณ์ของผู้มีอำนาจ
• สร้างความปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety): สร้างสภาพแวดล้อมที่คนในองค์กรกล้าพูดความจริง กล้าเสนอแนะ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตำหนิหรือคุกคาม เพื่อให้เกิดการระดมสมองและความร่วมมืออย่างแท้จริง
• ปกป้องผู้ยึดมั่นในจริยธรรม: ต้องมีกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็ง และให้ความคุ้มครองแก่ผู้ที่กล้าออกมาเปิดโปงความไม่ถูกต้อง หรือผู้ที่ยืนหยัดในความดี เพื่อไม่ให้คนดีท้อถอยและระบบถูกครอบงำโดยผู้มีอิทธิพล

ดร.อธิป ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า หากเราสามารถนำหลัก "อปริหานิยธรรม 7" มาประยุกต์ใช้ได้จริง มันจะไม่ใช่แค่ธรรมะบนหิ้งบูชา แต่จะเป็นเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุด ที่จะพาองค์กรและสังคมก้าวข้ามทุกวิกฤตไปสู่ความเจริญอย่างยั่งยืนได้

‘ไมเดีย’ ชูไทยฐานผลิตใหญ่ที่สุดนอกประเทศจีน ทุ่มลงทุนต่อเนื่องในไทยกว่า 25,000 ล้านบาท จ้างงานกว่า 15,000 คน ใช้ชิ้นส่วนไทย 60-70%

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังการเข้าเยี่ยมชมโรงงาน 2 แห่งของกลุ่มไมเดีย (Midea) ได้แก่ บริษัท ไมเดีย รีฟริเจอเรชั่น อีควิปเมนท์ จำกัด ผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศในนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง จังหวัดชลบุรี และบริษัท ไมเดีย อินเทลลิเจนท์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ผู้ผลิตตู้เย็นในนิคมอุตสาหกรรมซีพีจีซี จังหวัดระยอง ว่า กลุ่มไมเดีย ได้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยตั้งแต่ ปี 2559 โดยในระยะแรก เป็นการควบรวมกิจการของกลุ่มบริษัท โตชิบา และตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา ได้เดินหน้าลงทุนในไทยอย่างเต็มที่ภายใต้ชื่อกลุ่มไมเดีย ปัจจุบันมีโรงงาน 8 แห่ง ครอบคลุมการผลิตเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า และเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว เพื่อการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ตะวันออกกลางและเอเชีย เม็ดเงินลงทุนรวมกว่า 25,000 ล้านบาท จ้างงานบุคลากรไทยกว่า 15,000 คน และมีทีมวิจัยและพัฒนากว่า 200 คน   โดยกิจการในไทย ถือเป็นฐานการผลิตใหญ่ที่สุดนอกประเทศจีน และเป็นฐานการผลิตเครื่องปรับอากาศที่ใหญ่ที่สุดในโลกของกลุ่มไมเดีย สะท้อนความเชื่อมั่นของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกต่อความพร้อมและศักยภาพของประเทศไทย โดยบริษัทมีแผนขยายการลงทุนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตในไทยอีกในอนาคตอันใกล้นี้

กลุ่มไมเดีย เป็นหนึ่งในผู้นำด้านเทคโนโลยีและการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยได้รับการคัดเลือกให้เป็น No.1 Smart Home Appliances Brand in the World จากสถาบัน Euromonitor International และได้รับรางวัลนวัตกรรมยอดเยี่ยม 2025 สำหรับเครื่องปรับอากาศรุ่นใหม่จาก Time Magazine โดยที่ผ่านมา ไมเดียได้ขยายการลงทุนและยกระดับฐานการผลิตในประเทศไทยด้วยเทคโนโลยีทันสมัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็น Smart Factory โดยโรงงานที่จังหวัดชลบุรี เป็นโรงงานแห่งแรกนอกจีนที่ได้รับรางวัล Global Lighthouse Network โดย World Economic Forum (WEF) เป็น 1 ใน 12 โรงงานอัจฉริยะล้ำสมัยที่สุดในโลกประจำปี 2025 สะท้อนศักยภาพการประยุกต์ใช้ AI และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง เพื่อควบคุมเครื่องจักร ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ รวมถึงด้านความปลอดภัยและการพัฒนาบุคลากร เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิต  เชื่อมโยงซัพพลายเชนอย่างไร้รอยต่อ ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากร เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน 

รมช.อุตฯ ลุย “บ่อขยะหนามแดง” สั่งแก้ปัญหากลิ่น-ทำให้ถูกต้อง ขีดเส้น 30 วัน ลั่นกลับมาตรวจซ้ำ เพื่อชาวบ้าน

จังหวัดฉะเชิงเทรา – จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมคณะ ประกอบด้วย นางสาวภาดาท์ วรกานนท์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายพีรวัส สมวงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายธีรทัศน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ร่วมกับ นายบุญธรรม ถาวรทัศนกิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา นายปรัตรวีร์ วิจบ นายอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา นางสาวศิริลักษณ์ วิศวรุ่งโรจน์ อุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบ “บ่อขยะชุมชนหนามแดง” ตั้งอยู่ หมู่ที่ 5 ตำบลหนามแดง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งดำเนินงานโดย บริษัท ตันหนึง อินเตอร์ไพรส์ จำกัด ภายหลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนกรณีส่งกลิ่นเหม็นและมีน้ำเสียไหลลงลำรางสาธารณะ

จ่าเอก ยศสิงห์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริงและเร่งแก้ไขปัญหาโดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยได้กำชับให้ผู้ประกอบการดำเนินการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะปัญหากลิ่นจากขยะชุมชนที่สร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ประชาชน ซึ่งผู้ประกอบการให้ความร่วมมือในการปรับปรุง เช่น การฉีดพ่นน้ำยา EM เพื่อลดกลิ่น วันละ 2 ครั้ง การกำหนดเวลาทิ้งขยะเฉพาะช่วงเวลากลางคืน การก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียและระบบบำบัดอากาศซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน 2569 รวมถึงกำชับให้รถขนส่งขยะคลุมผ้าใบอย่างมิดชิด

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่า บริษัทดังกล่าวมีการประกอบกิจการ 2 ส่วน คือ บ่อขยะ เนื้อที่กว่า 70 ไร่  ซึ่งรับขยะชุมชนมาจัดการ และโรงงานคัดแยกสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช่แล้วที่ไม่เป็นของเสียอันตราย เนื้อที่กว่า 5 ไร่ โดยพบว่า มีการดำเนินการในส่วนขยะชุมชน  แต่ไม่มีการประกอบกิจการโรงงานคัดแยกวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ไม่เป็นของเสียอันตราย ตามใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน และพบเครื่องจักรคัดแยกขยะมูลฝอย ติดตั้งภายในบริเวณโรงงาน  จำนวน 2 เครื่อง ซึ่งไม่อยู่ในรายการเครื่องจักรที่ได้รับอนุญาต

บางจาก ทุ่ม 270 ล้านดอลล์เข้าซื้อหุ้น Chevron Hong Kong รุกขยายฐานธุรกิจในฮ่องกง

บมจ.บางจากคอร์ปอเรชั่น [BCP] เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติเข้าทำรายการ และบริษัทได้ลงนามในสัญาซื้อขายหุ้นกับ Chevron Companies (Greater China) Limited (CCGC) เพื่อเข้าซื้อหุ้นใน Cheveon Hong Kong Limited (CHK) จำนวน 60,000 หุ้น (คิดเป็น 100% ของหุ้นทั้งหมด) โดยได้เข้าทำสัญญาซื้อขายหุ้นกับผู้ขายเมื่อวันที่ 13 ก.พ.69 โดยได้ตกลงซื้อขายหุ้นเบื้องต้นเป็นจำนวน 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้ราคาซื้อขายหุ้นที่ซื้อขายสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและการปรับราคาตามที่กำหนดไว้ในสัญญาซื้อขายหุ้น บริษัทจะชำระราคาเป็นเงินสด โดยบริษัทมีแผนที่จะใช้วงเงินสินเชื่อ

การเข้าซื้อหุ้นครั้งนี้สะท้อนถึงการขยายฐานธุรกิจของบางจากฯ สู่ตลาดต่างประเทศช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว และยกระดับความน่าเชื่อถือของบางจากฯในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก การลงทุนดังกล่าวสนับสนุนการขยายธุรกิจพลังงานของประเทศไทยไปสู่ตลาดต่างประเทศเพื่อประโยชน์ของบริษัท และผู้ถือหุ้นของบริษัท พร้อมทั้งช่วยสร้างความพร้อมด้านตลาดสำหรับธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารการใช้กำลังการกลั่นของบริษัทบางจากในระยะยาว ตลอดจนสร้างโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ให้แก่บริษัทในกลุ่มบริษัทบางจากจากปัจจัยสนับสนุนต่างๆ

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ BCP ระบุว่า นับเป็นก้าวสำคัญของ บางจากฯ ในการขยายธุรกิจพลังงานไทยสู่ตลาดต่างประเทศและการเตรียมความพร้อมด้านตลาดสำหรับธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารกำลังการกลั่นของกลุ่มบริษัทบางจากในระยะยาว

“การเข้าซื้อกิจการ CHK ไม่เพียงเป็นการขยายธุรกิจของบางจากฯ สู่ตลาดต่างประเทศ แต่ยังเป็นก้าวสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในการเดินหน้านำธุรกิจพลังงานไทยไปสร้างความเชื่อมั่นในระดับภูมิภาค เรามุ่งมั่นยกระดับศักยภาพการแข่งขันให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น สร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน และพร้อมก้าวสู่อนาคตด้านพลังงานภายใต้ทิศทางที่ชัดเจน โดยฮ่องกงเป็นเขตเศรษฐกิจเสรีที่พัฒนาแล้ว มีกรอบกฎหมายและกติกาการค้าปลีกเสรีที่ใกล้เคียงตลาดแข่งขันสมบูรณ์ อีกทั้งมีอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศอยู่ในระดับสูง (อันดับเครดิตของประเทศอยู่ที่ AA+) สะท้อนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และระบบกำกับดูแลภายใต้กรอบกฎหมายที่เข้มแข็ง และเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการเดินเรือที่สำคัญของเอเชีย จึงเหมาะกับการเข้าทำธุรกรรม”นายชัยวัฒน์ กล่าว

CHK ประกอบธุรกิจพลังงานที่หลากหลาย ได้แก่ ธุรกิจน้ำมันค้าปลีก ธุรกิจน้ำมันภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจน้ำมันเรือเดินสมุทร พร้อมคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือระดับมาตรฐานสากล นอกจากนี้ CHK ยังเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการสถานีบริการหลักของตลาดน้ำมันฮ่องกง โดยมีสถานีบริการ 31 แห่ง กระจายครอบคลุมพื้นที่เขตเมืองและชานเมือง ซึ่งภายหลังการเข้าซื้อกิจการ บางจากฯ จะยังคงดำเนินการสถานีบริการภายใต้แบรนด์ Caltex ภายใต้สัญญาเครื่องหมายการค้าระหว่าง

เลิกด่า “ไดโนเสาร์” แล้วหันมาดูตัวเลข — ประเทศไทยที่คนรุ่นก่อนสร้างไว้ ทำให้คนรุ่นนี้ “อยู่ดีขึ้น” แค่ไหน

คำว่า “ไดโนเสาร์” ที่บางคนใช้ด่าคนรุ่นเก่าว่า “ไม่เปลี่ยนแปลง” อาจฟังดูสะใจในคอมเมนต์สั้น ๆ แต่พอวางลงบนความจริงทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต มันคือคำที่ ไม่ยุติธรรม และ ไม่ฉลาดพอ ต่อประวัติศาสตร์ของประเทศตัวเอง

ถ้าเราย้อนดู “ผลลัพธ์” ที่ประเทศสะสมมา—รายได้ของคนไทย อายุขัย การรอดชีวิตของเด็ก และความยากจน—เราจะเห็นภาพชัดว่า คนรุ่นก่อน ๆ ไม่ได้ “ไม่ทำอะไร” เพียงแต่อาจไม่ได้ถูกเล่าในรูปแบบที่คนรุ่นใหม่อิน

คนรุ่นใหม่มีเหตุผลที่จะโกรธหลายเรื่องได้ แต่การโกรธแบบ “เหมารวมเหยียดอายุ” ทำให้เราเถียงกันผิดเป้า—แทนที่จะถกกันบนข้อเท็จจริง
1) GDP โตไม่ใช่คำคม — มันคือหลักฐานว่า “ฐานประเทศ” ถูกยกระดับขึ้นจริง
เริ่มจากภาพใหญ่ที่สุด: GDP ไทย (มูลค่าเศรษฐกิจรวม) [1]
•    ปี 1960 GDP ไทย = 2,760,750,861 ดอลลาร์สหรัฐ
•    ปี 2024 GDP ไทย = 526,517,658,842 ดอลลาร์สหรัฐ
•    คิดเป็นการขยายตัวประมาณ 190.7 เท่า (หน่วยเงินดอลลาร์ปัจจุบัน)

นี่ไม่ใช่ “บังเอิญรวยขึ้นเอง” แต่มันคือผลรวมของการสร้างระบบเศรษฐกิจ การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา สาธารณสุข และการเชื่อมประเทศเข้ากับโลกมาหลายทศวรรษ
ถ้ากลัวว่า “GDP รวม” ไม่สะท้อนคนทั่วไป เราดู GDP ต่อหัว ซึ่งเป็นตัวชี้วัดกำลังซื้อเฉลี่ยโดยคร่าว [2]
•    ปี 1960: 102.8 ดอลลาร์/คน/ปี
•    ปี 1970: 197.1 ดอลลาร์/คน/ปี
•    ปี 1980: 708.7 ดอลลาร์/คน/ปี
•    ปี 1990: 1,559.1 ดอลลาร์/คน/ปี
•    ปี 2000: 2,006.0 ดอลลาร์/คน/ปี
•    ปี 2010: 4,973.9 ดอลลาร์/คน/ปี
•    ปี 2024: 7,346.6 ดอลลาร์/คน/ปี

สรุปแบบตรง ๆ: รายได้เฉลี่ยเชิงเศรษฐกิจของคนไทย “โตขึ้นราว 71.5 เท่า” จากปี 1960 ถึง 2024 [2]

2) คุณภาพชีวิต: ต่างกันแบบ “คนละโลก” ไม่ใช่แค่คนละเจเนอเรชัน
2.1 อายุขัย: จากยุค “อยู่ไม่ถึงแก่” สู่ยุค “อยู่ยาวเป็นปกติ”
ปี 1960 อายุขัยเฉลี่ยคนไทย = 50.608 ปี และปี 2023 = 76.412 ปี (เพิ่มขึ้น 25.804 ปี) [3]

2.2 เด็กตายลดฮวบ: ความก้าวหน้าด้านสาธารณสุขที่เถียงไม่ออก
อัตราตายทารก (ต่อเด็กเกิดมีชีพ 1,000 คน) ปี 1960 = 112.8 และปี 2023 = 8.0 [4]
2.3 ความยากจนลดลงแบบเปลี่ยนโครงสร้าง
รายงานของ UNICEF ระบุว่า สัดส่วนประชากรไทยที่อยู่ใต้เส้นความยากจนของไทย ลดจาก 34.1% (ปี 1988) เหลือ 4.4% (ปี 2021) [5]
ตัวเลขพวกนี้สะท้อนว่า “ความมั่งคั่งทางชีวิต” ของคนรุ่นนี้ต่างจากคนรุ่นก่อนอย่างมีนัยสำคัญ แม้เรายังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำและกับดักรายได้อยู่ก็ตาม

3) แล้วทำไมคนรุ่นใหม่ยังรู้สึก “ไม่ไหว”? — เพราะโจทย์วันนี้ไม่เหมือนเมื่อวาน
การยอมรับว่า “ประเทศดีขึ้นมาก” ไม่ได้แปลว่า “ปัจจุบันดีพอ” คนรุ่นใหม่เจอความจริงชุดใหม่ เช่น
•    ค่าครองชีพพุ่งขึ้นเร็วในหลายช่วง แต่รายได้โตช้ากว่า
•    ความฝันเรื่องบ้านและความมั่นคงต้องใช้เวลานานกว่าเดิม
•    การแข่งขันสูงขึ้นจากเศรษฐกิจโลกและเทคโนโลยี
•    ความคาดหวังทางการเมืองสูง แต่การเปลี่ยนผ่านติดหล่มบ่อย
ดังนั้น “ความไม่พอใจ” มีเหตุผลได้ แต่การสรุปว่า คนรุ่นก่อนคือไดโนเสาร์ที่ไม่ทำอะไรเลย คือการตัดตอนความจริง แล้วเอาอารมณ์มาแทนหลักฐาน

4) บทสรุปแบบฟาด ๆ: เหยียดคนรุ่นก่อน ไม่ได้ทำให้คุณเป็นคนรุ่นใหม่ที่ฉลาดขึ้น
ถ้าอยาก “เปลี่ยนประเทศ” จริง ต้องเริ่มจากการเคารพข้อเท็จจริงก่อน

ประเทศไทยไม่ได้พัฒนาขึ้นเพราะคอมเมนต์ด่าใคร ประเทศพัฒนาขึ้นเพราะคนรุ่นก่อน ๆ สะสมโครงสร้าง—แม้จะผิดพลาดหลายอย่าง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top