Tuesday, 21 July 2026
ECONBIZ NEWS

อมตะซิตี้ ลาว ลุย EV Truck Park ลงนาม MOU ร่วมกับพีทีที ลาว ศึกษาพัฒนา EV Truck Park ในลาว หนุนโลจิสติกส์สีเขียว ไทย–ลาว–จีน ตั้งเป้า 30% ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าภายใน 2030

อมตะซิตี้ ลาว จับมือ พีทีที ลาว ศึกษาพัฒนา EV Truck Park
หนุนโลจิสติกส์สีเขียว เชื่อมการค้าไทย–ลาว–จีน

อมตะซิตี้ ลาว และบริษัท พีทีที (ลาว) จำกัด ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อร่วมศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนา EV Truck Park ภายในโครงการ “อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ” แขวงอุดมไช และ “อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาเตย” แขวงหลวงน้ำทา สปป. ลาว รองรับการขนส่งด้วยรถบรรทุกไฟฟ้าบนเส้นทางเศรษฐกิจไทย–ลาว–จีน พร้อมวางรากฐานระบบโลจิสติกส์สีเขียวและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง ลดการปล่อยคาร์บอน และเสริมศักยภาพการแข่งขันของภูมิภาค สอดรับนโยบายรัฐบาล สปป. ลาว ในการขับเคลื่อนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ดร.มโนทอง วงศ์สาย รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า สปป. ลาว (MOIC) เปิดเผยว่า ทางกระทรวงฯ พร้อมให้การสนับสนุนโครงการรถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck) และโครงการพัฒนาที่จอดรถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck Park) ของอมตะอย่างเต็มที่ เนื่องจากเป็นโครงการที่สอดรับกับนโยบายแห่งชาติในการเร่งขับเคลื่อนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อลดมลพิษจากการขนส่ง ยกระดับระบบโลจิสติกส์สีเขียว และใช้ประโยชน์จากศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียนของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

ทางรัฐบาล สปป. ลาว ยังได้ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเป็น 30% ภายในปี 2030 ควบคู่กับการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ทั้งด้านสถานีอัดประจุไฟฟ้า ศูนย์บริการและบำรุงรักษา รวมถึงมาตรการสนับสนุนด้านการเงินและความร่วมมือทางเทคโนโลยี เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการขนส่ง ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ความร่วมมือครั้งนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อมโยงการขนส่งด้วยรถบรรทุกไฟฟ้าเข้ากับระบบรถไฟลาว–จีน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าในแนวระเบียงเศรษฐกิจ ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) และยกระดับบทบาทของ สปป. ลาว ในฐานะศูนย์กลางการเชื่อมโยงการขนส่งทางบกของภูมิภาค บนพื้นฐานของการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน

นายวรงค์ ตังประพฤทธิ์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมตะซิตี้ ลาว จำกัด กล่าวว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับบริษัท พีทีที (ลาว) จำกัด ถือเป็นก้าวสำคัญในการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ EV Truck Park เพื่อรองรับการขนส่งด้วยรถบรรทุกไฟฟ้าในพื้นที่ภาคเหนือของ สปป. ลาว ด้วยศักยภาพของอมตะในฐานะผู้พัฒนาเมืองอุตสาหกรรมและพื้นที่ยุทธศาสตร์ผสานกับความเชี่ยวชาญด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานของพีทีที ลาว เพื่อวางรากฐานระบบโลจิสติกส์สีเขียวบนเส้นทางเศรษฐกิจไทย–ลาว–จีน

"โครงการนี้มีเป้าหมายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการขนส่งด้วยรถบรรทุกไฟฟ้า เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการขนส่งข้ามพรมแดน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนบทบาทของ สปป. ลาว ในการก้าวสู่ศูนย์กลางการเชื่อมโยงโลจิสติกส์และการลงทุนของภูมิภาค" นายวรงค์กล่าว

ด้านนายพีรเวท ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีทีที (ลาว) จำกัด กล่าวว่า ทางบริษัท พีทีที ลาว พร้อมนำองค์ความรู้ด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานมาร่วมศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ทั้งในด้านเทคนิค การลงทุน และรูปแบบการดำเนินธุรกิจ เพื่อพัฒนาระบบการขนส่งที่เชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อ (Seamless Mobility) และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบขนส่งพลังงานสะอาดของภูมิภาค
ภายใต้กรอบความร่วมมือ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่ ประเมินศักยภาพทางเทคนิค วิเคราะห์รูปแบบการลงทุน และจัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อขับเคลื่อนโครงการ โดยอมตะซิตี้ ลาว เข้ามาสนับสนุนพื้นที่และการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ ขณะที่พีทีที ลาว จะสนับสนุนด้านเทคโนโลยี ระบบพลังงาน และการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง

โครงการ EV Truck Park มีแนวคิดพัฒนาเป็นศูนย์บริการครบวงจรสำหรับรถบรรทุกไฟฟ้าบนเส้นทางขนส่งหลักของภูมิภาค รองรับระบบชาร์จไฟกำลังสูง (Ultra-fast Charging) พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ประกอบการและผู้ขับขี่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งระยะไกล ยกระดับความปลอดภัย และสนับสนุนการใช้งานรถบรรทุกไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์

ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของทั้งสององค์กรในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดและระบบโลจิสติกส์สมัยใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตของการค้าและการลงทุนตามแนวระเบียงเศรษฐกิจไทย–ลาว–จีน พร้อมสนับสนุนบทบาทของ สปป. ลาว ในการก้าวสู่ศูนย์กลางการเชื่อมโยงการขนส่งและห่วงโซ่อุปทานสีเขียวของอาเซียน

บางจากฯ ดันน้ำมันพรีเมียม!! โชว์ Bangchak Hi Premium + Plus สมรรถนะสูงจากสนามแข่ง พัฒนาคุณภาพเครื่องยนต์เต็มขั้น ส่งตรงถึงผู้ใช้รถทุกกลุ่ม

บางจากฯ นำ Bangchak Hi Premium + Plus โชว์สมรรถนะน้ำมันเชื้อเพลิงจากรถแข่งสู่รถคุณ
ในงาน Impact Speed Fest 2026 เทศกาลสำหรับคนรักรถระดับประเทศ

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมงาน Impact Speed Fest 2026 มหกรรมยานยนต์และมอเตอร์สปอร์ต

ระดับประเทศ เพื่อสร้างการรับรู้ในผลิตภัณฑ์ Bangchak Hi Premium + Plus น้ำมันคุณภาพสูงที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์การขับขี่หลากหลายรูปแบบด้วยสมรรถนะที่มาพร้อมการทำความสะอาดและปกป้องเครื่องยนต์ถึง 100% พร้อมส่งมอบประสบการณ์จากสนามแข่งสู่การใช้งานจริงบนท้องถนนของผู้ใช้รถหลากหลายรุ่นตั้งแต่รถพรีเมียมไปจนถึงรถทั่วไป

บางจากฯ พัฒนานวัตกรรมพลังงานคุณภาพสูงมาโดยตลอด วันนี้ได้สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคด้วยมาตรฐานน้ำมันที่ผ่านการพิสูจน์ในสภาวะการขับขี่ที่ท้าทายที่สุดในสนามแข่งกีฬา Motorsport เพื่อให้มีประสิทธิภาพที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้ครบทุกความต้องการของผู้ใช้รถ ทั้งด้านสมรรถนะการตอบสนองของเครื่องยนต์ การทำความสะอาดและการดูแลรักษาเครื่องยนต์ในระยะยาว
ภายในงาน Impact Speed Fest 2026 บางจากฯ นำเสนอน้ำมันเชื้อเพลิงคุณภาพสูง Bangchak Hi Premium + Plus ผ่านแนวคิด "Race Standard From Track to Road" หรือมาตรฐานคุณภาพจากสนามแข่งสู่ถนนจริง โดยทำให้ผู้ใช้รถได้เห็นถึงความสำคัญของคุณภาพเชื้อเพลิงที่มีผลต่อสมรรถนะและประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์ ตลอดจนการปกป้องดูแลรักษาเครื่องยนต์ในระยะยาว
Bangchak Hi Premium + Plus พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับความต้องการของรถยนต์สมรรถนะสูงและผู้ที่ต้องการดูแลเครื่องยนต์อย่างเหนือระดับ ด้วยคุณสมบัติที่ช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมเสริมความมั่นใจในการขับขี่ในทุกสภาวะการใช้งาน รองรับทั้งเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล ได้แก่

Bangchak Hi Premium 98+ Plus พรีเมียมแก๊สโซฮอล์ที่มีค่าออกเทนสูงกว่า 98+ เนื้อน้ำมันคัดพิเศษ เพิ่มพลังเร่งแรงเต็มสมรรถนะ ตอบสนองฉับไว รีดศักยภาพเครื่องยนต์ทั้งแรงม้า แรงบิด และอัตราเร่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ เร่งแรงได้ต่อเนื่องทุกย่านความเร็ว พร้อมสารเพิ่มคุณภาพจากสหรัฐอเมริกา ทำความสะอาดหัวฉีด ถนอมและปกป้องเครื่องยนต์ได้ถึง 100%

Bangchak Hi Premium Diesel S+ Plus พรีเมียมดีเซลค่าซีเทนสูง พัฒนาสูตรเพื่อรองรับเครื่องยนต์ดีเซลสมรรถนะสูงโดยเฉพาะ ช่วยให้เครื่องยนต์เดินเรียบ เผาไหม้สมบูรณ์ ประหยัดน้ำมัน และเสริมการปกป้องชิ้นส่วนสำคัญของเครื่องยนต์ด้วยสารเพิ่มคุณภาพมาตรฐานสหรัฐอเมริกา ทำความสะอาด และดูแลปกป้องชิ้นส่วนสำคัญ ได้ถึง 100% ช่วยยืดอายุเครื่องยนต์ได้มากกว่าเดิม

Speed Fest 2026” เป็นงานรวมตัวของกลุ่มคนรักรถและหลงใหลในสมรรถนะของยนตรกรรมหลากหลายรูปแบบที่ยิ่งใหญ่ระดับประเทศ ซึ่งสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งของรถยนต์ทุกประเภทคือน้ำมันเชื้อเพลิงคุณภาพสูงอย่าง Bangchak Hi Premium + Plus น้ำมันพรีเมียมที่ผ่านการพิสูจน์ในสนามแข่งมาแล้วถึงสมรรถนะที่เหนือกว่าน้ำมันพรีเมียมทั่วไป กลุ่มคนรักรถจึงมั่นใจได้ทุกครั้งที่เติม Bangchak Hi Premium + Plus ว่าจะได้รับประสิทธิภาพที่ดีที่สุดสำหรับรถ ว่าจะเป็นกลุ่มรถพรีเมียมหรือรถยนต์ทั่วไป
ร่วมพิสูจน์พลังสมรรถนะที่เหนือกว่า “Bangchak Hi Premium + Plus พลัสพลังแรง ปกป้องเหนือชั้น” ได้แล้ววันนี้ ณ สถานีบริการน้ำมันบางจากที่จำหน่าย ทั่วประเทศ

เงินเฟ้อกระทบต่างกัน!! เช็กเงินเฟ้อของตัวเองก่อนวางแผน ค่าใช้จ่ายจำเป็นแตกต่างรายบุคคล ตรวจสัดส่วนรายจ่ายและเงินสำรอง วางแผนรับมือค่าครองชีพอย่างมั่นคง

ทำไมเงินเฟ้อกระทบแต่ละคนไม่เท่ากัน?
เคทีซีชวนสำรวจ “เงินเฟ้อของตัวเอง” ก่อนวางแผนการเงิน

หลายครั้งที่มีการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ หลายคนอาจรู้สึกว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจไม่ตรงกับความรู้สึกในชีวิตจริง เพราะแม้เงินเฟ้อภาพรวมอาจเพิ่มขึ้นไม่มาก แต่ค่าใช้จ่ายบางหมวดกลับขยับขึ้นชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า หรือค่าใช้จ่ายในการดูแลครอบครัว
ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ณ วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ระบุว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 2.42% และประมาณการทั้งปี 2569 ที่ 1.5 - 2.5% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการในภาพรวม อย่างไรก็ตาม ในระดับบุคคล ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงอาจแตกต่างกันตามโครงสร้างรายจ่ายและรูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละคน

เหตุผลสำคัญคือ “เงินเฟ้อของประเทศ” เป็นค่าเฉลี่ยจากตะกร้าสินค้าและบริการของคนทั้งประเทศ แต่ในชีวิตจริง ไม่มีใครใช้จ่ายเหมือนค่าเฉลี่ยนั้นทั้งหมด มนุษย์เงินเดือนที่ต้องเดินทางทุกวันอาจได้รับผลกระทบจากค่าน้ำมันและค่าเดินทางมากกว่าคนทำงานจากบ้าน ครอบครัวที่มีเด็กหรือผู้สูงอายุอาจรู้สึกถึงค่าอาหาร ค่ารักษาพยาบาล หรือค่าใช้จ่ายด้านการดูแลมากกว่าคนโสด ขณะที่คนทำงานที่บ้านอาจมีภาระค่าไฟฟ้าและค่าอาหารสูงกว่าคนที่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่ออฟฟิศ

สิ่งที่แต่ละคนเผชิญจริงจึงอาจไม่ใช่เพียง “เงินเฟ้อของประเทศ” แต่คือ “เงินเฟ้อของตัวเอง” ซึ่งสะท้อนจากโครงสร้างรายจ่าย รูปแบบการใช้ชีวิต และภาระจำเป็นของแต่ละคน

เคทีซีชวนมองว่า การวางแผนการเงินในยุคที่ค่าครองชีพเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่ควรเริ่มจากการดูตัวเลขเศรษฐกิจภาพรวมเพียงอย่างเดียว แต่ควรเริ่มจากการสำรวจ “โครงสร้างรายจ่ายของตัวเอง” เพื่อให้รู้ว่าเงินของเราถูกใช้ไปกับเรื่องใด และรายจ่ายหมวดไหนมีผลต่อสภาพคล่องในแต่ละเดือนมากที่สุด
4 เรื่องที่ควรสำรวจก่อนวางแผนรับมือเงินเฟ้อของตัวเอง

1. สัดส่วนรายจ่ายจำเป็น
ลองประเมินว่า ค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าที่อยู่อาศัย ค่าสาธารณูปโภค ค่าเล่าเรียน หรือค่าดูแลครอบครัว คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมด ยิ่งรายจ่ายจำเป็นมีสัดส่วนสูง ความสามารถในการปรับลดค่าใช้จ่ายก็ยิ่งน้อยลง

2. ความยืดหยุ่นของรายจ่าย
การแยก “รายจ่ายจำเป็น” ออกจาก “รายจ่ายที่เลื่อนหรือลดได้” จะช่วยให้เห็นพื้นที่ในการปรับงบประมาณชัดขึ้น เช่น รายจ่ายด้านอาหารและการเดินทางอาจลดได้บางส่วนด้วยการวางแผนล่วงหน้า ขณะที่ค่างวด ค่าเช่า หรือค่าเล่าเรียนเป็นภาระที่ต้องเตรียมไว้ให้ครบและตรงเวลา

3. ความพร้อมของเงินสำรอง
เงินสำรองเป็นกันชนสำคัญเมื่อค่าครองชีพทยอยเพิ่มขึ้น ควรลองตั้งคำถามว่า หากรายจ่ายจำเป็นเพิ่มขึ้น 10–15% ต่อเนื่อง 3–6 เดือน เรายังมีสภาพคล่องเพียงพอหรือไม่ คำตอบข้อนี้จะช่วยให้เห็นว่าแผนการเงินของเรารับแรงกดดันได้มากน้อยเพียงใด

4. หมวดรายจ่ายที่อ่อนไหวต่อราคา
หากรายจ่ายส่วนใหญ่ผูกกับหมวดที่ราคาผันผวนง่าย เช่น พลังงาน อาหารสด ค่าเดินทาง หรือค่าสาธารณูปโภค ก็ควรติดตามหมวดเหล่านี้เป็นพิเศษ และวางแผนใช้จ่ายให้รอบคอบมากขึ้น

เมื่อเข้าใจโครงสร้างรายจ่ายของตัวเองแล้ว การบริหาร “เงินเฟ้อของตัวเอง” ไม่ได้หมายถึงการลดค่าใช้จ่ายทุกอย่างพร้อมกัน แต่คือการเลือกจัดการรายจ่ายให้เหมาะกับชีวิตจริง เริ่มจากการบันทึกรายจ่าย แยกค่าใช้จ่ายจำเป็นออกจากค่าใช้จ่ายที่ลดหรือเลื่อนได้ ติดตามหมวดที่มีผลต่อกระเป๋าเงินมากที่สุด และเลือกใช้สิทธิประโยชน์ทางการเงินให้เหมาะกับรายจ่ายจำเป็น โดยไม่เพิ่มภาระเกินกำลัง

สำหรับค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรวางแผนล่วงหน้าและรักษาสภาพคล่องให้เพียงพอ หากจำเป็นต้องกระจายภาระการชำระ ควรพิจารณาจากความสามารถในการจ่ายจริง และไม่ใช้วิธีดังกล่าวกับรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เพราะการบริหารเงินที่ดีไม่ใช่เพียงการทำให้จ่ายไหวในวันนี้ แต่ต้องไม่สร้างภาระที่กระทบความมั่นคงทางการเงินในวันข้างหน้า

ท้ายที่สุด สิ่งที่กระทบกระเป๋าเงินของเราอาจไม่ใช่ตัวเลขเงินเฟ้อของประเทศเพียงอย่างเดียว แต่คือรูปแบบการใช้ชีวิตและโครงสร้างรายจ่ายของเราเอง การรู้จัก “เงินเฟ้อของตัวเอง” จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการวางแผนการเงินที่สอดคล้องกับชีวิตจริง ช่วยให้เราใช้จ่ายอย่างรู้เท่าทัน รักษาสภาพคล่อง และรับมือกับค่าครองชีพที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นคงกว่าเดิม

เชลล์เปิด “วี-เพาเวอร์ คลับ”!! โปรแกรมใหม่ตอบแทนลูกค้าพรีเมียม สิทธิพิเศษเติมน้ำมันและบริการครบครัน เลื่อนระดับรับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น พันธมิตรหลากหลายเติมเต็มทุกไลฟ์สไต

กรุงเทพฯ, 17 กรกฎาคม 2569 – บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด เปิดตัว “เชลล์ วี-เพาเวอร์ คลับ” (Shell V-Power Club) โปรแกรมใหม่เพื่อตอบแทนสมาชิกเชลล์ โกพลัส (Shell GO+) ที่เลือกเติมน้ำมัน เชลล์ วี-เพาเวอร์ น้ำมันเชื้อเพลิงเกรดพรีเมียมคุณภาพสูง สูตรที่ดีที่สุดของเชลล์ ด้วยสิทธิประโยชน์และประสบการณ์ที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับการขับขี่และการใช้ชีวิตประจำวัน พร้อมสร้างความคุ้มค่าเติมเต็มทุกการเดินทาง


เชลล์ วี-เพาเวอร์ คลับ เป็นโปรแกรมสมาชิกบนแอปพลิเคชัน Shell Asia ที่รวบรวมสิทธิประโยชน์หลากหลาย อาทิส่วนลดเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ ส่วนลดสำหรับการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องที่ศูนย์บริการเชลล์ เฮลิกส์ พลัส บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง บริการตรวจเช็กรถฟรี การสะสมคะแนนเพื่อแลกรับของรางวัล ตลอดจนสิทธิพิเศษจากพันธมิตรชั้นนำและกิจกรรมเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับสมาชิก และสมาชิกสามารถสะสมยอดการเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ เพื่อเลื่อนระดับสมาชิกและรับสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ Silver, Gold และ Champion

นางสาวสิริวิภา ยุกตะทัต รองกรรมการบริหาร ธุรกิจโมบิลิตี้ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 134 ปีที่เชลล์ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เรามุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับโลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบทั้งประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีที่สุดจากเชลล์ให้กับลูกค้า เรามีความภูมิใจอย่างมากกับการเปิดตัว ‘เชลล์ วี-เพาเวอร์ คลับ’ ซึ่งสะท้อนความตั้งใจของเราในการตอบแทนลูกค้าที่ไว้ใจเลือกใช้น้ำมัน เชลล์ วี-เพาเวอร์ ผ่านสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุมทั้งด้านการขับขี่และการใช้ชีวิตประจำวัน สำหรับผู้ขับขี่ยานพาหนะทุกประเภท นอกจากนี้ยังเป็นการเชื่อมโยงลูกค้า พันธมิตร และแบรนด์เข้าด้วยกัน สอดคล้องกับพันธกิจของธุรกิจโมบิลิตี้ที่มุ่งมั่นเติมเต็มความสุขในทุกการเดินทาง ‘Make Life’s Journey Better’
ลูกค้าสามารถเข้าร่วมเชลล์ วี-เพาเวอร์ คลับได้ง่าย ๆ เพียงสมัครสมาชิก Shell GO+ ผ่านแอปพลิเคชัน Shell Asia ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และเริ่มสะสมยอดเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ ได้ตั้งแต่การเติมครั้งแรก
สำหรับสมาชิก Shell GO+ ปัจจุบัน ที่มียอดเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ ระหว่างวันที่ 26 มิถุนายน 2568 – 25 มิถุนายน 2569 จะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมเป็นสมาชิกเชลล์ วี-เพาเวอร์คลับโดยอัตโนมัติ พร้อมการคำนวณและกำหนดระดับสมาชิกตามยอดสะสม ทั้งนี้สมาชิกสามารถตรวจสอบระดับสมาชิกและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้ผ่านแอปพลิเคชัน Shell Asia เช่นกัน

สำหรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมที่สมาชิก เชลล์ วี-เพาเวอร์จะได้รับ แบ่งตามระดับสมาชิกได้ ดังนี้
ระดับ Silver (ยอดเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ทุกชนิด สะสม ตั้งแต่ 1–499 ลิตร)
o ส่วนลด 5% เมื่อซื้อหรือเปลี่ยนถ่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นเชลล์เฮลิกส์ทุกชนิด ที่สถานีบริการเชลล์
o สิทธิพิเศษจากพันธมิตรระดับ Silver
ระดับ Gold (ยอดเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ทุกชนิด สะสม ตั้งแต่ 500–999 ลิตร)
o ส่วนลดพิเศษ 0.40 บาท/ลิตร เมื่อเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ทุกชนิด
o รับคะแนนสะสม 2 เท่าในเดือนเกิด
o ส่วนลด 7% เมื่อซื้อหรือเปลี่ยนถ่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นเชลล์เฮลิกส์ทุกชนิด ที่สถานีบริการเชลล์
o สิทธิพิเศษจากพันธมิตรระดับ Gold
ระดับ Champion (ยอดเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ทุกชนิดสะสม ตั้งแต่ 1,000 ลิตรขึ้นไป)
o ส่วนลดพิเศษ 1 บาท/ลิตร เมื่อเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ทุกชนิด
o รับคะแนนสะสม 3 เท่าในเดือนเกิด
o ส่วนลด 10% เมื่อซื้อหรือเปลี่ยนถ่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นเชลล์เฮลิกส์ทุกชนิด ที่สถานีบริการเชลล์
o สิทธิพิเศษจากพันธมิตรระดับ Champion
o สิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

นอกจากนี้ เชลล์ยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำหลากหลายแบรนด์ เพื่อมอบความคุ้มค่าและสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในหลากหลายมิติ ทั้งด้านอาหาร สุขภาพ การท่องเที่ยว และไลฟ์สไตล์ อาทิ McDonald’s, After You, MK Restaurants, ธนชาตประกันภัย, โรงพยาบาลกรุงเทพ, Let’s Relax, JW Marriott และร้านอาหารบ้านขนิษฐา เป็นต้น

โปรโมชันพิเศษฉลองการเปิดตัว
เพื่อฉลองการเปิดตัว เชลล์ วี-เพาเวอร์ คลับ สมาชิก Shell GO+ รับคะแนนสะสม 2 เท่าทันที เมื่อเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ ครบ 500 บาทต่อรายการ จำกัด 5 สิทธิ์ต่อสมาชิกต่อเดือน ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 สิงหาคม 2569
นางสาวสิริวิภา กล่าวเพิ่มเติมว่า “เชลล์ยังคงเดินหน้าพัฒนาสิทธิประโยชน์และสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกค้า ในโอกาสนี้เราขอเชิญชวนทุกท่านเข้าร่วม ‘เชลล์ วี-เพาเวอร์ คลับ’ ตั้งแต่วันนี้ พร้อมรับสิทธิประโยชน์ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อยกระดับทั้งการขับขี่และการใช้ชีวิตเติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์อย่างแท้จริง”

ผลตรวจ 19 โรงงานอมตะซิตี้!! กนอ.ปูพรมตรวจโรงงานกลุ่มเสี่ยงอมตะซิตี้ ระยอง ยืนยันไม่พบปล่อยน้ำเสียลงคลองภูไทร ยืนยันโรงงานแยกระบบน้ำเสีย–น้ำฝนตามมาตรฐาน กนอ.ย้ำหากฝ่าฝืนสั่งระงับกิจการทันที

กนอ.เผยผลสุ่มตรวจ 19 โรงงานกลุ่มเป้าหมาย อมตะซิตี้ ระยอง“ไม่พบการลักลอบปล่อยน้ำเสีย”
การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เผยผลตรวจ 19 โรงงานกลุ่มเป้าหมาย ที่ตั้งอยู่บริเวณใกล้โรงบำบัดน้ำเสียแห่งที่ 3 แห่งที่ 4 และบริเวณใกล้คลองภูไทร นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง“ไม่พบการลักลอบปล่อยน้ำเสีย” ชี้เหตุน้ำเอ่อเกิดจากดินทรุดบ่อพักน้ำหลังการบำบัด สั่งแก้ด่วน! ย้ำโรงงานไหนฝ่าฝืน สั่งระงับกิจการทันทีไม่มีข้อยกเว้น

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีการตรวจสอบการระบายน้ำลงสู่ลำคลองสาธารณะและพื้นที่บุคคลอื่นที่อยู่ใกล้เคียง นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง ระหว่างวันที่14-15 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา โดย กนอ. ได้สั่งการให้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเฝ้าระวังและป้องกันผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิด ล่าสุด กนอ. ได้จัดตั้ง คณะทำงานรวมทั้งสิ้น 35 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง,ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี, ผู้อำนวยการกองควบคุมมลพิษ,ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด , กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมตะซิตี้ ระยอง จำกัดและบริษัท อมตะ ยู จำกัด รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจากทุกหน่วยงาน โดยคณะทำงานแบ่งออกเป็น 4 ทีม ปูพรมเข้าตรวจสอบตามแผนเฝ้าระวังโรงงานกลุ่มเป้าหมายที่ตั้งอยู่บริเวณโรงบำบัดน้ำเสียแห่งที่ 3 (อยู่ระหว่างก่อสร้าง) แห่งที่ 4 และบริเวณใกล้เคียงคลองภูไทร โดยเบื้องต้นได้เข้าตรวจสอบระบบภายในเสร็จสิ้นแล้วจำนวน 19 โรงงาน โดยจากการส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบโรงงานกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวอย่างละเอียด ปรากฎว่า ไม่พบโรงงานใดที่มีเจตนาฝ่าฝืนหรือลักลอบปล่อยน้ำเสียจากกระบวนการผลิตออกสู่คลองภูไทร หรือลงสู่ระบบระบายน้ำฝนส่วนกลางของนิคมอุตสาหกรรมแต่อย่างใด อีกทั้งทุกโรงงานได้มีการแยกระบบระบายน้ำเสียออกจากระบบระบายน้ำฝนอย่างชัดเจน ก่อนระบายเข้าสู่ระบบสาธารณูปโภคของนิคมอุตสาหกรรม รวมถึงปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด โดยจัดการคุณภาพน้ำให้เป็นไปตามมาตรฐานที่นิคมอุตสาหกรรมกำหนด ก่อนระบายลงสู่ระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลางของนิคมอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม สำหรับจุดที่เป็นสาเหตุหลักของเหตุการณ์น้ำไหลเข้าสู่รางระบายน้ำฝนและพื้นที่ใกล้เคียงในครั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า เกิดจากการใช้น้ำหลังการบำบัดรดพื้นที่สีเขียวในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น การรั่วซึมและการทรุดตัวของชั้นดินบริเวณข้างบ่อพักน้ำหลังการบำบัด โดย กนอ. ได้ดำเนินมาตรการตอบโต้สถานการณ์ทันที โดยสั่งการให้ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม ปิดกั้นรางระบายน้ำฝนเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำดังกล่าวรั่วไหลลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ พร้อมสั่งการให้เร่งปรับปรุงแก้ไขระบบบ่อพักน้ำและจุดที่ดินทรุดตัวให้คืนสู่สภาพสมบูรณ์โดยเร็วที่สุด รวมถึงการฟื้นฟูคลองภูไทรและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

“กนอ. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมให้เติบโตควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม สังคมให้เดินหน้าไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน โดยขอย้ำเตือน ให้โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมปฏิบัติตามกฎหมายโรงงานและข้อบังคับของ กนอ. อย่างเคร่งครัด โดยระบบระบายน้ำเสียจะต้องแยกออกจากระบบระบายน้ำฝนอย่างเด็ดขาด และต้องมีบ่อตรวจคุณภาพน้ำอย่างน้อย 1 บ่อ หากตรวจพบการฝ่าฝืน กนอ. จะใช้อำนาจตามกฎหมายสั่งการลงโทษและระงับการกระทำที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบทันที” ผู้ว่าการ กนอ.กล่าวปิดท้าย

กองสื่อสารองค์กร
การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)

“บีโอไอ” หารือ UNIDO Bahrain!! หารือความร่วมมือส่งเสริมลงทุน ถ่ายทอดเทคโนโลยีพัฒนา SMEs สนับสนุนผู้ประกอบการไทยร่วมมือ ผลักดันผ่านเครือข่าย UNIDO

บีโอไอหารือ UNIDO ITPO Bahrain

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นางสาวฐนิตา ศิริทรัพย์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) (ที่ 5 จากซ้าย) ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNIDO ITPO Bahrain

นำโดย Mr. Hashim Hussein (Head of UNIDO ITPO Bahrain) (ที่ 4 จากซ้าย) เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือด้านการส่งเสริมการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงการสนับสนุนการลงทุนผู้ประกอบการไทยผ่านเครือข่ายของ UNIDO ณ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ถ.วิภาวดีรังสิต

EECO ผนึก SCB ร่วมลงทุน!! เชื่อมโยงนักลงทุนเข้าถึงเงินทุน ยกระดับบริการครบวงจรในอีอีซี หนุนธุรกิจพร้อมรับการเติบโต เสริมศักยภาพแข่งขันประเทศ

EECO ผนึกกำลัง ธ.ไทยพาณิชย์ เชื่อมโยงนักลงทุนเข้าถึงแหล่งเงินทุน
ยกระดับบริการทางการเงินครบวงจร จูงใจภาคธุรกิจลงทุนพื้นที่อีอีซี

(วันที่ 15 ก.ค. 2569) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ภายใต้โครงการส่งเสริมด้านเงินทุน บริการทางการเงินแบบครบวงจร และการเชื่อมโยงธุรกิจในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ณ ห้องประชุม Conference 1 สำนักงาน EECO กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ เป็นการลงนาม MOU ร่วมกันระหว่าง ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EECO และ นายศุภฤทธิ์ เมฆอรุณกมล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายงาน Business Banking L1 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) โดยมีนายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ EECO และ นายมนูญ ทองคำ Head of Regional Business Banking EEC 1 ร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วยผู้บริหารจากทั้งสองหน่วยงานเข้าร่วมงาน
ความร่วมมือฯ ครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเป้าหมายและอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษในพื้นที่อีอีซี เข้าถึงแหล่งเงินทุน การระดมทุน การบริหารความเสี่ยง และบริการทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนสนับสนุนการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ การให้คำปรึกษา และกิจกรรมที่เอื้อต่อการลงทุน เพื่อยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EECO กล่าวว่า การลงนาม MOU ครั้งนี้ สะท้อนถึงการบูรณาการระหว่างภาครัฐและภาคการเงินในการสนับสนุนการลงทุนในพื้นที่อีอีซี ให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการลงทุนแห่งใหม่ของประเทศ โดยมุ่งส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือ และการจัดหาโซลูชันทางการเงินที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนการเติบโตของภาคธุรกิจบนพื้นฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน

ด้านนายศุภฤทธิ์ เมฆอรุณกมล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายงาน Business Banking L1 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการและนักลงทุนในพื้นที่อีอีซี ด้วยบริการทางการเงินครบวงจร ครอบคลุมสินเชื่อ การระดมทุน การบริหารความเสี่ยง ธุรกรรมทางการเงิน และบริการที่ปรึกษาทางธุรกิจ พร้อมทั้งร่วมกับ สกพอ. จัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้ด้านการเงินและการลงทุน ประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงิน ตลอดจนจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างโอกาสการลงทุนให้แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ อีอีซี อย่างมีประสิทธิภาพ

กพช. เคาะแยกค่าไฟฟ้า!! ลดภาระค่าไฟสาธารณะในบิล ปรับค่าไฟบ้านเหลือ 3 บาทต่อหน่วย เปิดตลาดไฟฟ้าสะอาดเสรีเต็มรูปแบบ ตั้งเฉพาะ Data Center จ่ายตามต้นทุนจริง

กพช. เคาะ แยกค่าไฟสาธารณะออกจากบิลค่าไฟประชาชน
พร้อม 6 มาตรการลดภาระค่าไฟบ้านอยู่อาศัย เปิดตลาดไฟสะอาดเสรี

วันนี้ 15 กรกฎาคม 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มีมติเห็นชอบมาตรการด้านไฟฟ้า 7 เรื่อง ซึ่งมีเป้าหมายหลักคือลดภาระค่าไฟฟ้าให้ประชาชนทั่วไป ควบคู่กับการดูแลให้ผู้ใช้ไฟฟ้าปริมาณมากอย่าง Data Center และภาคอุตสาหกรรมรับผิดชอบต้นทุนของตนเองอย่างเป็นธรรม โดยไม่ผลักภาระมาให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป

1. แยกค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป
เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน ที่ประชุมเห็นชอบให้แยกต้นทุนค่าไฟฟ้าสาธารณะ เช่น ไฟถนน ออกจากอัตราที่เรียกเก็บจากผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป และกำหนดเป็นอัตราใหม่โดยเฉพาะ พร้อมมอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบกองทุนพัฒนาไฟฟ้า เพื่อให้จัดเก็บเงินเข้ากองทุนจากแหล่งใหม่เพิ่มเติม ได้แก่ ผู้ใช้ไฟฟ้า Data Center ผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement: DPPA) เงินจากการลดอัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนเพิ่ม (Adder) และโครงการโซลาร์ชุมชน โดยนำเงินดังกล่าวไปใช้ลดค่าไฟฟ้าสาธารณะและลดภาระค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยต่อไป นายเอกนัฏฯ ย้ำว่า การดำเนินการดังกล่าว เป็นการเปลี่ยนผ่านพลังงาน มุ่งสู่พลังงานสะอาด อย่างมั่นคง ปรับโครงสร้างสู่การแข่งขันเสรี ให้ราคาเป็นธรรม

2. ลดค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย พร้อมปรับปรุงนิยามค่าไฟฟ้าบ้านยู่อาศัย
ที่ประชุมเห็นชอบให้ปรับอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย โดยหน่วยที่ 1-200 หน่วยแรก ปรับลดเหลือ 3 บาทต่อหน่วย โดยหน่วยที่ 201-400 และตั้งแต่หน่วยที่ 401 ขึ้นไป ยังคงอัตราเดิม โดยตัดต้นทุนค่าไฟฟ้าสาธารณะออก ทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกระดับการใช้ได้รับประโยชน์จากการปรับโครงสร้างครั้งนี้
นอกจากนี้ ยังขยายนิยามผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยให้ครอบคลุมกิจการให้เช่าที่พักอาศัย เช่น บ้านเช่า หอพัก อพาร์ตเมนต์ รวมถึงบ้านที่ไม่มีทะเบียนบ้าน ซึ่งปัจจุบันต้องใช้ไฟฟ้าประเภทชั่วคราวที่มีอัตราสูงกว่า ให้สามารถใช้อัตราเดียวกับบ้านอยู่อาศัยได้ ช่วยลดภาระให้กับกลุ่มผู้เช่าที่พักซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาและผู้ใช้แรงงาน

3. ขยายมาตรการ Direct PPA สู่ภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ต้องการไฟฟ้าสะอาด
ที่ประชุมเห็นชอบให้ปลดล็อกมาตรการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ผ่านการขอใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (Third Party Access: TPA) ให้ครอบคลุมทั้งกิจการ Data Center และภาคอุตสาหกรรมที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาด เปิดให้ผู้ประกอบการกลุ่มนี้จัดหาไฟฟ้าสะอาดได้ตรงจากผู้ผลิต ตอบโจทย์มาตรฐานการค้าระหว่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาดมากขึ้น เพื่อเป็นการเปิดตลาดไฟฟ้าสะอาด มุ่งไปสู่การแข่งขันเสรี

4. กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าเฉพาะสำหรับ Data Center
ที่ประชุมเห็นชอบให้กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าแยกต่างหากสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภท Data Center เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในการจัดหาไฟฟ้าและการลงทุนขยายโครงข่ายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการเข้ามาของกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนจากก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) นำเข้า หรือต้นทุนจากลงทุนปรับปรุงระบบโครงข่ายที่ต้องการความมั่นคงเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้ต้นทุนดังกล่าวกลายเป็นภาระกับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป

5. ให้ Data Center รายใหญ่วางหลักประกันการใช้สายส่งไฟฟ้า
สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่เฉพาะกิจการ Data Center ที่ประชุมเห็นชอบให้ต้องวางหลักประกัน (Bond) การใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อยืนยันความพร้อมและความตั้งใจลงทุนจริงก่อนที่ภาครัฐจะลงทุนขยายระบบไฟฟ้ารองรับ พร้อมกำหนดให้ต้องจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำประกอบด้วย เนื่องจากเป็นกิจการที่ใช้น้ำปริมาณมากในระบบหล่อเย็น ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้มีการลงทุนเกินความจำเป็น ซึ่งจะทำให้เกิดภาระกับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการแย่งชิงน้ำจากประชาชนและภาคการเกษตร

6. Adder จัดการปัญหาสัญญาซื้อไฟฟ้าแพงชั่วนิรันดร์
เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาสัญญาซื้อไฟฟ้าแพงชั่วนิรันดร์ ที่ประชุม กพช. จึงเห็นชอบการดำเนินการตามที่ข้อเสนอของ คณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ที่มีรองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) เป็นประธาน โดยคณะกรรมการชุดดังกล่าวได้เสนอให้
1. การกำหนดวันสิ้นสุดสัญญากับ SPP และ VSPP ประเภท Non-Firm ที่มีการต่ออายุสัญญาอัตโนมัติทุกรายให้ชัดเจน 2. ปรับอัตรารับซื้อไฟฟ้าให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง เช่น เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ในอัตรา 2.1579 บาทต่อหน่วย 3. โดยมอบหมายให้ทั้ง 3 การไฟฟ้าดำเนินการเจรจาแก้ไขสัญญาต่อไป

7. เดินหน้าโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ (Community -based Solar Farm Generation Project) ปรับเกณฑ์ใหม่ให้เป็นธรรมทุกฝ่าย
ที่ประชุมเห็นชอบให้เดินหน้าโครงการในรูปแบบโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนพื้นดิน ขนาดไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ต่อโครงการ กำหนดเป้าหมายรับซื้อรวมไม่เกิน 1,500 เมกะวัตต์ โดยการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าจากโครงการ ในอัตรารับซื้อแบบ Feed-in Tariff (FiT) 2.1679 บาทต่อหน่วย สัญญา Non-Firm ระยะเวลา 25 ปี โดยกำหนดหลักการ 1 ตำบล ต่อ 1 โครงการ เพื่อให้ประโยชน์กระจายไปในหลายพื้นที่ ไม่กระจุกตัวอยู่เพียงจุดใดจุดหนึ่ง
นายเอกนัฏฯ เน้นย้ำว่า เป็นการปรับให้นำผลประโยชน์จากส่วนต่างราคาไปลดค่าไฟฟ้าแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกรายอย่างเท่าเทียมกัน นอกจากนี้ วิธีการคัดเลือกเอกชนผู้พัฒนาโครงการก็ได้ปรับจากหลักการ
“ยื่นก่อนได้สิทธิก่อน” มาเป็นการแข่งขันด้วยเกณฑ์คะแนนคุณภาพ (Competitive Scoring) ทั้งนี้ ผู้พัฒนาแต่ละรายมีสิทธิได้รับคัดเลือกสูงสุดไม่เกิน 30 เมกะวัตต์ เพื่อไม่ให้เกิดการกระจุกตัวอยู่กับรายใดรายหนึ่ง

ทั้งนี้โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าปลายสาย จากการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด ทำให้ลดต้นทุนของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย

SME ไทยลุยทุน!! มีบทบาทเศรษฐกิจสูง แต่เข้าถึงทุนยังเป็นปัญหา สสว. เน้นย้ำเพิ่มการรู้ทางการเงิน เคทีซีชู 10 เคล็ดลับเตรียมธุรกิจ

SME ไทยกับโจทย์ใหญ่ ทำอย่างไรให้ธุรกิจรายเล็กเข้าถึงทุน

ผู้ประกอบการรายเล็ก เงินทุนเปรียบเสมือนออกซิเจนของธุรกิจ ที่ช่วยให้ธุรกิจมีสภาพคล่อง ซื้อวัตถุดิบ จ่ายค่าแรง ลงทุนเครื่องมือใหม่ เพิ่ม และปรับตัวให้ทันตลาด แต่ในความเป็นจริง SME จำนวนมากยังเข้าไม่ถึงความรู้ที่ถูกต้อง แม้จะมีลูกค้า มีรายได้ และมีศักยภาพเติบโต เมื่อระบบการเงินยังมองไม่เห็นอนาคตนั้นอย่างชัดเจน ข้อมูลของ สสว. ระบุว่า SME ไทยมีจำนวนกว่า 3.3 ล้านราย และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 34.8% ของ GDP ประเทศ ซึ่งสะท้อนว่า SME เป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งด้านรายได้ การจ้างงาน และกำลังซื้อ

การเป็นฐานใหญ่ของเศรษฐกิจไม่ได้หมายความว่า SME ทุกธุรกิจจะเข้าถึงโอกาสได้เท่ากัน วันนี้ SME ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งต้นทุนสูง ตลาดแข่งขันรุนแรง พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเร็ว และสถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น นายวรพจน์ ประสานพานิช ผู้ตรวจการสำนักงาน สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวในงาน KTC FIT TALK : SME NEXT MOVE ว่า “SME ไทยกำลังเจอจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง 3 เรื่อง ได้แก่ Demographic Change, Low Productivity และ Need Value Creation พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น นี่คือโลกที่ลูกค้าเปลี่ยน แรงงานหายากขึ้น ต้นทุนเพิ่ม และสินค้าแบบเดิมขายยากขึ้นสังคมสูงวัยทำให้ตลาดเปลี่ยน ผู้บริโภคมีความต้องการเฉพาะตัวมากขึ้น ธุรกิจจึงต้องเข้าใจลูกค้าให้ลึกกว่าเดิม ขณะเดียวกันปัญหาผลิตภาพต่ำยังเป็นข้อจำกัดสำคัญของ SME ไทย หลายกิจการทำงานหนักขึ้น ขายมากขึ้น แต่สิ้นเดือนไม่เห็นกำไร เพราส่วนมากยังติดข้อจำกัดด้านทักษะแรงงาน เทคโนโลยี การบริหารจัดการ

โจทย์ของ SME วันนี้คือจะทำอย่างไรให้เงินทุนกลายเป็นแรงส่ง ไม่ใช่ภาระใหม่ ปัญหาหลักข้อหนึ่งคือ SME จำนวนมากไม่มีประวัติทางการเงินที่ชัดเจน ไม่บันทึกค่าใช้จ่ายรายรับ-รายจ่าย บางรายยังอยู่นอกระบบหรือกึ่งนอกระบบ ไม่ได้จดทะเบียนถูกต้อง ไม่มีภาษี ไม่มีงบการเงิน ไม่มีประวัติกับเครดิตบูโร หรือใช้บัญชีส่วนตัวปนกับบัญชีธุรกิจ เหล่านี้ล้วนเป็น Financial Footprint ร้านค้าอาจจะมองว่าเป็นเอกสารมากมาย แต่สำหรับสถาบันการเงิน หรือหน่วงงานที่คอยให้การสนับสนุนเพื่อนำมาบริหารจัดการธุกิจ นี่คือข้อมูลสำคัญในการประเมินความเสี่ยง

อีกด้านหนึ่ง SME รายเล็กจำนวนไม่น้อยยังมีความเปราะบางสูง รายได้ผันผวน กำไรต่อหน่วยต่ำ และพึ่งพากระแสเงินสดรายวัน เมื่อยอดขายตกหรือต้นทุนเพิ่ม ธุรกิจจึงสะเทือนได้ง่าย ดังนั้น การเพิ่มวงเงินสินเชื่ออย่างเดียวอาจไม่พอ หากธุรกิจยังไม่มีระบบบัญชี ไม่มีข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ไม่มีแผนธุรกิจ และยังขาดความรู้ทางการเงิน เงินกู้ที่ควรเป็นโอกาสอาจกลายเป็นภาระ

บทบาทของ สสว. ช่วยลดช่องว่างระหว่าง SME กับระบบสนับสนุนที่มีอยู่ทั้งความรู้ เครื่องมือ ที่ปรึกษา ข้อมูลข่าวสาร ตลาด และโอกาสทางธุรกิจ รวมถึงเงินทุนที่พร้อมช่วย SME ตั้งแต่เริ่มต้นตรงไหน ต้องเตรียมอะไร ต้องไปหาหน่วยงานใด และเครื่องมือใดเหมาะกับธุรกิจของตัวเอง รวมถึงการเพิ่มทักษะผู้ประกอบการ ลดต้นทุน ลดความเสี่ยง เปิดโอกาสใหม่ และเชื่อมโยง SME เข้ากับข้อมูลหรือมาตรการสนับสนุนของรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ ที่เข้าถึงง่ายตลอด 24 ชั่วโมง อย่าง Application SME ONE, SME CONNEXT, Web Portal สำหรับผู้ประกอบการ และ Call Center 1301 จึงไม่ใช่แค่ช่องทางให้ข้อมูล แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้ SME เข้าถึงระบบสนับสนุนได้ง่ายขึ้น เครื่องมือเหล่านี้สำคัญกับ SME ที่ไม่มีทีมบัญชี ไม่มีฝ่ายกฎหมาย ไม่มีที่ปรึกษาการเงิน และไม่มีเวลาค้นหาโครงการสนับสนุนด้วยตัวเอง ในภาพใหญ่ของเศรษฐกิจ การทำให้ SME เข้าถึงเครื่องมือเหล่านี้ได้ง่ายขึ้นมีความหมายมากกว่าการช่วยธุรกิจรายใดรายหนึ่ง หาก SME จำนวนมากเริ่มจัดระบบข้อมูลได้ดีขึ้น มีความรู้ทางการเงินมากขึ้น และเข้าถึงตลาดหรือโอกาสใหม่ได้มากขึ้น ฐานเศรษฐกิจระดับล่างและระดับกลางของประเทศก็จะแข็งแรงขึ้น

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้นำโซลูชันการรับชำระเงินสำหรับธุรกิจร้านค้า (Merchant Payment Solutions) ด้วยการขับเคลื่อนการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างเท่าเทียม (Financial Inclusion) มองว่าการเข้าถึงทุนไม่ได้เริ่มจากการยื่นขอวงเงินเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการทำให้ธุรกิจมีข้อมูลที่ชัดเจน ตรวจสอบได้ และบริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้น โดยเฉพาะ SME รายเล็กที่ต้องการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน พร้อมแนะ 10 เช็กลิสต์สำหรับ SME ในการเตรียมธุรกิจให้พร้อมเข้าถึงทุน

1. แยกบัญชีธุรกิจกับบัญชีส่วนตัวให้ชัด จุดเริ่มต้นสำคัญที่ช่วยให้เห็นรายรับ รายจ่าย กำไร และกระแสเงินสดของธุรกิจจริง หากยังใช้บัญชีเดียวกันทั้งหมด สถาบันการเงินจะประเมินสุขภาพธุรกิจได้ยาก

2. บันทึกรายรับรายจ่ายอย่างสม่ำเสมอ ธุรกิจรายเล็กไม่จำเป็นต้องเริ่มจากระบบซับซ้อน แต่ควรมีข้อมูลพื้นฐานว่าแต่ละเดือนขายได้เท่าไร ต้นทุนเท่าไร ค่าใช้จ่ายหลักอยู่ตรงไหน และเหลือกำไรจริงหรือไม่

3. เตรียม Financial Footprint ของธุรกิจ เอกสารอย่างรายการเดินบัญชี ใบเสร็จ ใบกำกับภาษี รายการซื้อขาย หรือประวัติการชำระเงิน ล้วนเป็นร่องรอยทางการเงินที่ช่วยให้ธุรกิจดูน่าเชื่อถือขึ้น

4. รู้ต้นทุนและจุดคุ้มทุนของตัวเอง SME ควรรู้ว่าสินค้าหรือบริการแต่ละอย่างมีกำไรต่อหน่วยเท่าไร ต้องขายเท่าไรจึงจะคุ้มทุน และต้นทุนส่วนไหนกำลังกดกำไรของธุรกิจ

5. ประเมินความสามารถในการชำระหนี้ก่อนขอทุน เงินทุนควรเป็นแรงส่ง หากมีภาระผ่อนชำระเพิ่ม ธุรกิจยังมีกระแสเงินสดพอหรือไม่

6. มีแผนการใช้เงินที่ชัดเจน แหล่งทุนย่อมต้องการเห็นว่าเงินก้อนนั้นจะถูกนำไปใช้อย่างไร เช่น ซื้อวัตถุดิบ เพิ่มกำลังผลิต ลงทุนอุปกรณ์ ขยายช่องทางขาย หรือปรับระบบหลังบ้าน

7. ใช้เครื่องมือสนับสนุนที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ SME ไม่ได้เริ่มต้นลำพัง สามารถใช้เครื่องมือของภาครัฐและหน่วยงานสนับสนุน เช่น SME ONE, SME CONNEXT จากสสว. เพื่อค้นหาความรู้ ที่ปรึกษา โครงการสนับสนุน และโอกาสที่เหมาะกับธุรกิจ

8. พัฒนาความรู้ทางการเงินอย่างต่อเนื่อง ความรู้ด้านบัญชี กระแสเงินสด ภาษี ต้นทุน และการบริหารหนี้ เป็นทักษะจำเป็นของ SME ยุคใหม่ เพราะช่วยให้เจ้าของกิจการตัดสินใจได้แม่นขึ้น และลดความเสี่ยงจากการใช้เงินทุนผิดจังหวะ

9. มองเงินทุนเป็นส่วนหนึ่งของแผนเติบโต ไม่ใช่ทางออกฉุกเฉินเท่านั้น การเข้าถึงทุนที่ดีควรเชื่อมกับแผนธุรกิจ เช่น ใช้เพื่อเพิ่มผลิตภาพ พัฒนาสินค้า สร้างมูลค่าใหม่ หรือขยายตลาด ไม่ใช่ใช้เพื่ออุดปัญหากระแสเงินสดซ้ำๆ โดยไม่มีแผนปรับธุรกิจ

10. กล้าเข้าหาความช่วยเหลือและคำปรึกษา หนึ่งในแนวคิดสำคัญจากเวที SME NEXT MOVE คือ SME ยุคใหม่ต้องไม่กังวลที่จะใช้บริการหรือเครื่องมือสนับสนุนจากภาครัฐ เพราะการมีที่ปรึกษาและข้อมูลที่ถูกต้องอาจเป็นแต้มต่อสำคัญในการแข่งขัน

“ไทยออยล์” คว้ารางวัลโลก!! ยอดจองหุ้นกู้สูงถึง 11 เท่า บริหารต้นทุนการเงินต่ำเพียง 3.875% รวบรวมความเป็นเลิศด้านการเงิน ตอกย้ำความแข็งแกร่งองค์กรระดับสากล

ไทยออยล์คว้า 2 รางวัลระดับโลกจาก Global Banking & Finance Awards 2026
ตอกย้ำความเป็นเลิศด้านการบริหารการเงินและการระดมทุน

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) โดย คุณวนิดา บุญภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านการเงินและบัญชี เป็นผู้แทนบริษัทฯ เข้ารับ 2 รางวัลจากเวที Global Banking & Finance Awards 2026 ซึ่งจัดโดย Global Banking & Finance Review นิตยสารการเงินชั้นนำระดับสากล ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร โดยรางวัลที่ได้รับประกอบด้วย

Corporate Finance CFO of the Year Thailand 2026 สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ ความเป็นผู้นำ และความสามารถด้านการบริหารการเงินเชิงกลยุทธ์ของคุณวนิดา บุญภิรักษ์ ในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินขององค์กร ผ่านการรักษาวินัยทางการเงิน การบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ และการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสีย ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจและตลาดทุนที่มี ความผันผวน

Energy Financing Deal of the Year Thailand 2026 สะท้อนความสำเร็จของไทยออยล์จากการออกหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ มูลค่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักลงทุนทั่วโลก โดยมียอดจองซื้อสูงกว่ามูลค่าการเสนอขายกว่า 11 เท่า นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังสามารถ
บริหารต้นทุนทางการเงินสุทธิภายหลังการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Cross Currency Swap) ได้ในระดับเพียงร้อยละ 3.875 ต่อปี นับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในการระดมทุนผ่านตลาด ตราสารหนี้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐด้วยต้นทุนที่ดีที่สุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัทฯ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อความแข็งแกร่งทางการเงิน ศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ และการบริหารงานตาม
กลยุทธ์ของบริษัทฯ

Global Banking & Finance Awards เป็นรางวัลระดับสากลที่มอบให้แก่องค์กรและผู้บริหารที่มีผลงานโดดเด่นด้านการบริหารจัดการ การเงิน และการดำเนินธุรกิจ โดยการได้รับรางวัลในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของไทยออยล์ ที่ตอกย้ำความแข็งแกร่งด้านการบริหารการเงิน ความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั่วโลก และความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามมาตรฐานสากล เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top