Friday, 5 June 2026
ECONBIZ NEWS

จีนดันดิจิทัล!! เปิดร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี เน้น AI+ สร้างจีนดิจิทัลเต็มรูปแบบ หนุนไทยยกระดับเทคโนโลยีและการเกษตร ขยายความร่วมมือยานยนต์ไฟฟ้าในอาเซียน

ร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 ของจีน เปิดโอกาสไทยยกระดับเทคโนโลยีดิจิทัล

จีนได้เปิดเผยร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) ของประเทศระหว่าง "การประชุมสองสภา" เมื่อไม่นานนี้ โดยเอกสารดังกล่าวนำเสนอทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีนในช่วง 5 ปีข้างหน้า ซึ่งให้ความสำคัญกับการเสริมสร้าง "จีนดิจิทัล" (Digital China) โดยยกระดับการพัฒนาความฉลาดทางดิจิทัลผ่านการขยับขยายการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์พลัส (AI+) ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการบริหารปกครองบ้านเมือง

คณะอาจารย์และนักศึกษาชาวไทยจำนวนมากมองว่าแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 ของจีนกำหนดให้ปัญญาประดิษฐ์เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนากำลังการผลิตใหม่ที่มีคุณภาพ พร้อมส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศและการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์ ขณะไทยเร่งการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์เช่นเดียวกัน ซึ่งมุ่งเน้นที่โครงสร้างพื้นฐานการประมวลผล การประยุกต์ใช้งานจริง และการบ่มเพาะผู้มีความรู้ความสามารถ โดยมีเป้าหมายก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางทางดิจิทัลแห่งอาเซียน

ด้วยเหตุนี้ จีนและไทยมีแนวทางการพัฒนาที่สอดคล้องกันและจุดแข็งที่เกื้อหนุนกัน โดยจีนสามารถแบ่งปันเทคโนโลยีที่พัฒนาดีแล้ว แนวทางการประยุกต์ใช้งาน และบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อช่วยไทยยกระดับภาคการเกษตร การขนส่ง พลังงาน โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ หลังจากทั้งสองประเทศส่งเสริมความร่วมมือเชิงปฏิบัติด้านการขนส่งอัจฉริยะอย่างลึกซึ้งต่อเนื่องจนเกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมมากมายตลอดหลายปีที่ผ่านมา

เมื่อเดือนมกราคม 2026 บริษัท หนานหนิง เรล ทรานซิท อินเวสต์เมนต์ กรุ๊ป จำกัด (NNRT) และเทศบาลนครขอนแก่นได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ด้านการลงทุนและความร่วมมือในการสนับสนุนการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนอัจฉริยะ (Mobility as a Service - MaaS) ของเทศบาลนครขอนแก่น โดยประยุกต์ใช้โครงสร้างที่พัฒนาแล้วของ "หนานหนิง เรล วัน-โคด แอคเซส" (Nanning Railway One-Code Access) เพื่อสร้างประสบการณ์เดินทางไร้รอยต่อโดยอาศัยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และคลังข้อมูลขนาดใหญ่ (big data)

ฟิล์มหรือหลี่หลิงไฉ่ นักศึกษาชาวไทยในเมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน กล่าวว่าระบบการเดินทางที่สะดวกสบายและชาญฉลาดเป็นสิ่งที่ประทับใจมากที่สุดในการใช้ชีวิตในจีน โดยแค่ระบุจุดหมายปลายทางที่ต้องการ แอปพลิเคชันของจีนจะเสนอตัวเลือกการเดินทางที่หลากหลายและที่ดีที่สุดให้ทันที หรือในเมืองหนานหนิงก็สามารถสแกนรหัสคิวอาร์เพื่อใช้จักรยานแชร์ใช้และขึ้นรถไฟใต้ดินได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชอบมากที่สุด จึงหวังว่าอนาคตไทยจะมีระบบการเดินทางที่สะดวกสบายเช่นนี้

จีนและไทยยังเดินหน้าความร่วมมือด้านการเกษตรอัจฉริยะภายใต้แผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) และความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แห่งประเทศจีนจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจีน-ไทยในจังหวัดนครปฐมเพื่อส่งเสริมการใช้เครื่องจักรและระบบอัจฉริยะในการปลูกข้าวและอ้อย หรือบริษัทจากจีนร่วมพัฒนาโครงการการเกษตรอัจฉริยะในแหล่งปลูกทุเรียนของไทย ซึ่งใช้ระบบควบคุมน้ำและปุ๋ยเชิงอัจฉริยะ การตรวจสอบสภาพดินแบบเรียลไทม์ และการจัดการผ่านอินเทอร์เน็ตแห่งสรรพสิ่ง (IoT)

ร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีทางการเกษตร รวมถึงอุปกรณ์การเกษตร ผ่าน "ปัญญาประดิษฐ์พลัส" อย่างเต็มรูปแบบเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมต่างๆ ในทุกมิติ พร้อมส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงของแผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง การหมุนเวียนทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และการแบ่งปันโอกาสแก่นานาประเทศทั่วโลกเพื่อบรรลุการพัฒนาร่วมกัน โดยคณะอาจารย์และนักศึกษาชาวไทยในจีนคาดหวังว่าปัญญาประดิษฐ์ของจีนจะเกื้อหนุนการพัฒนาการเกษตรอัจฉริยะในไทยยิ่งขึ้น

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนและไทยได้กระชับความร่วมมือด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) มีกลุ่มผู้ผลิตยานยนต์ชั้นนำของจีน เช่น บีวายดี (BYD) เกรทวอลล์มอเตอร์ (GWM) ฉางอัน ออโตโมบิล (Changan Automobile) และจีเอซี กรุ๊ป (GAC Group) เปิดฐานการผลิตในไทย ทำให้เกิดการพัฒนาชิ้นส่วน โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ และเทคโนโลยีอัจฉริยะ ซึ่งยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ของไทย โดยพนัส สืบยุบล หรือหลี่เล่อ นักศึกษาปริญญาเอกสาขาบริหารธุรกิจในจีน เผยว่าเขาใช้รถของฉางอันที่มีระบบล้ำสมัย สั่งงานด้วยเสียงภาษาไทยได้

ร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 ยังระบุการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมเกิดใหม่เชิงยุทธศาสตร์ เช่น ยานพาหนะพลังงานใหม่เชื่อมต่ออัจฉริยะและการบินอวกาศ รวมถึงการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เทคโนโลยีควอนตัมและส่วนต่อประสานสมอง-คอมพิวเตอร์ ซึ่งนิศาชล ไทยทอง หรือไท่ลู่ลู่ นักวิจัยชาวไทยประจำสถาบันวิจัยจีน-อาเซียนแห่งมหาวิทยาลัยกว่างซี กล่าวว่าจีนพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่างก้าวกระโดด ประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวาง สร้างข้อได้เปรียบด้านพลังการประมวลผล ระบบอุตสาหกรรมครบวงจร และประสิทธิภาพสูง

นิศาชลกล่าวว่าไทยมีแผนพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เช่นเดียวกับจีน โดยตั้งเป้าหมายประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อขับเคลื่อนการยกระดับกลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิม ดังนั้นจีนสามารถช่วยส่งเสริมการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์และบ่มเพาะบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาในไทย ซึ่งจะยกระดับจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายและมอบผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน

ที่มา : Xinhua

ยกระดับอีเวนท์ไทย!! สวนนงนุชพัทยา ผนึกนิวสเปคทีฟ นิวเอจซ์ เปิด “Nongnooch Event” ชูไทยสู่เวทีอีเวนท์โลก พร้อมรองรับการจัดการทุกระดับ ภายใต้มาตรฐานเวิลด์คลาส

สวนนงนุชพัทยา จับมือ นิวสเปคทีฟ นิวเอจซ์ ร่วมมือเปิด "Nongnooch Event" ชูจุดแข็งความเป็นไทย พร้อมรองรับการจัดการทุกระดับ ภายใต้มาตรฐานเวิลด์คลาส

สวนนงนุชพัทยา ผนึกกำลัง นิวสเปคทีฟ นิวเอจซ์ ปั้น Nongnooch Event ชูแนวคิด “Thai-ness × World class Standard” ใช้พื้นที่ 1,700 ไร่ มุ่งสู่สถานที่จัดงานเลี้ยงและงานอีเวนท์ อันดับหนึ่งของไทย ภายใต้มาตรฐานงานอีเวนท์ระดับเวิลด์คลาส พร้อมรองรับรูปแบบงาน ได้ทุกประเภท ทุกสเกล
.
นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา กล่าวว่า สวนนงนุชพัทยา ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ กับ บริษัทนิวสเปคทีฟ นิวเอจซ์ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดกิจกรรมทางการตลาดมากว่า 20 ปี เพื่อขับเคลื่อนโครงการ “Nongnooch Event” (นงนุช อีเวนท์) โดยความร่วมมือครั้งนี้ มุ่งสร้างประสบการณ์อีเวนท์แบบครบวงจร ตั้งแต่การคิดคอนเซ็ปต์ การสร้างประสบการณ์ผู้ร่วมงาน สถานที่ อาหารและเครื่องดื่ม ไปจนถึงระบบบริหารงานอีเวนท์ที่เป็นมืออาชีพ ให้เกิดผลสำเร็จตามเป้าหมาย โดยนำจุดแข็งของสวนนงนุชพัทยาในฐานะที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและแลนด์มาร์กระดับโลก และมีจุดเด่นเรื่องความเป็นไทยผสานความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญการจัดงานอีเวนท์ระดับเวิด์คลาสอย่าง นิวสเปคทีฟ นิวเอจซ์ เพื่อเปิดเผยความเป็นไทยสู่สายตาชาวโลกมากขึ้น ผ่านงานอีเวนท์ต่าง ๆ ที่จะเข้ามาใช้บริการภายในสวนนงนุชพัทยา
.
“สวนนงนุชพัทยา พร้อมเปิดบ้านต้อนรับทุกอีเวนท์ ด้วยมาตรฐานการจัดการที่เป็นระบบและปลอดภัย ตั้งแต่การวางแผนต้นน้ำ ควบคุมคอนเซปต์ไปจนถึงการดูแลหน้างานแบบครบวงจร วัตถุประสงค์หลักของความร่วมมือกับ นิวสเปคทีฟ นิวเอจซ์ ครั้งนี้ ต้องการให้ 'Nongnooch Event’ สะท้อนความเป็นไทยอย่างมีรสนิยม และส่งมอบประสบการณ์ระดับเวิลด์คลาสให้ผู้ร่วมงานทุกคน เราต้องการให้สวนนงนุชเป็นมากกว่าสถานที่จัดงาน นั่นคือเป็น ‘จุดหมายปลายทาง’ ที่ทุกคนจะนึกถึงเมื่อเดินทางที่ประเทศไทย เมื่อต้องการจัดอีเวนท์ รวมถึงการสร้างแรงบันดาลใจให้ทีมและองค์กรต่าง ๆ ที่จะเข้ามาจัดงานภายในประเทศ เพราะทุกอย่างเราจัดเตรียมไว้ให้พร้อมแล้ว และเรามั่นใจว่าจะยกระดับมาตรฐานอีเวนท์ของไทยให้ก้าวขึ้นอีกขั้นได้อย่างแน่นอน”
.
ด้านนายณัฐภูมิ รัฐชยากร กรรมการผู้จัดการกลุ่ม บริษัทนิวสเปคทีฟ กล่าวว่า “ตลอด 20 ปีที่ นิวสเปคทีฟ กรุ๊ป เดินทางมา เราเชื่อในแนวคิด 'Make it Better' คิดจะทำ ต้องทำให้ดีสุดๆ วันนี้เรานำความเชี่ยวชาญด้านครีเอทีฟการสื่อสารการตลาด และการผลิตสื่อ มาผนึกกับศักยภาพของสวนนงนุชพัทยาเพื่อสร้าง ‘Nongnooch Event’ ที่เป็นไทย แต่ได้มาตรฐานเวิลด์คลาส เราพร้อมให้ภาคธุรกิจเข้ามาร่วมสร้างประสบการณ์ใหม่ ด้วยการจัดการแบบมืออาชีพ และสถานที่ ที่พร้อมมาก ซึ่งความร่วมมือนี้ คือก้าวสำคัญในการทำให้อีเวนท์ไทยมีความเป็นไทยและมีความเป็นเวิลด์คลาสได้ในเวลาเดียวกัน
.
เป้าหมายของการพัฒนา “Nongnooch Event” นี้เพื่อให้องค์กรภาครัฐ เอกชน และต่างประเทศ ได้มองเห็นศักยภาพของสถานที่จัดงานแบบไทย ในพื้นที่สวนนงนุชพัทยา ผสานด้วยความเข้มแข็งของการจัดงานแบบมืออาชีพ มาตรฐานการจัดการในระดับเวิลด์คลาส สร้างมาตรฐานการจัดงานที่ ‘วัดผลได้’ และประสบความสำเร็จตามที่ได้วางไว้ ภายใต้ความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า
.
ซึ่งกระบวนการบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ เราใส่ใจในเรื่องการจัดงานอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ พร้อมผนึกความร่วมมือกับโรงแรมต่าง ๆ ในบริเวณพื้นที่ ผ่านเครือข่ายพันธมิตรที่พักระดับ 3-5 ดาวและลักชัวรีในพื้นที่พัทยา-นาจอมเทียน-สัตหีบ จังหวัดชลบุรี เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ทุกท่านที่เข้ามาร่วมกับ Nongnooch Event สอบถามรายละเอียดและเยี่ยมชมสถานที่จัดงานได้ที่ โทร 081-439-5533 และ 081-625-2587
.
เกี่ยวกับ สวนนงนุชพัทยา
สวนนงนุชพัทยาเป็นสวนพฤกษศาสตร์และแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำของไทย ตั้งอยู่ใกล้เมืองพัทยา จ.ชลบุรี บนพื้นที่กว่า 1,700 ไร่ รองรับผู้เข้าชมไม่น้อยกว่าวันละ 5,000 คน และได้รับการยกย่องติด 1 ใน 10 สวนที่สวยที่สุดในโลก ด้วยรางวัลเกียรติยศมากมาย พร้อมพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการจัดกิจกรรมและอีเวนท์ได้หลากหลายรูปแบบ
.
เกี่ยวกับ นิวสเปคทีฟ นิวเอจซ์
เป็นบริษัทด้านการจัดกิจกรรมทางการตลาด (Event Management) ภายใต้กลุ่มบริษัท Newspective ที่ยึดปรัชญา "Make it Better" และมีประสบการณ์กว่า 20 ปี (2005-2025) ด้านการสื่อสารทางการตลาดสำหรับเรา การสื่อสารของแบรนด์ ไม่ใช่งานครั้งเดียวจบ แต่คือทั้ง 'ระบบ' ที่ต้องช่วยให้ธุรกิจคุณอยู่รอดและโตต่อ เราเลือกสร้างทั้ง Business Communication Ecosystem ที่เริ่มจากโจทย์ธุรกิจจริงๆ ก่อนเสมอ

สวนนงนุช จัดงานใหญ่!! 5–7 มิ.ย.นี้ พบมหกรรมพืชนานาชาติที่พัทยา กว่า 150 ร้านค้าร่วมแสดงสายพันธุ์พืชแปลกใหม่ โอกาสพิเศษจดทะเบียนสายพันธุ์พืชครั้งแรก เสวนาและกิจกรรมสำหรับนักสะสมไม้ประดับ

พลาดไม่ได้! ปีที่ 2 ยิ่งใหญ่กว่าเดิม สวนนงนุช พัทยา จับมือ Growth Together จัดงาน “NongNooch Plant Expo International 2026”

เตรียมพบกับมหกรรมพืชนานาชาติที่คนรักต้นไม้รอคอยแห่งปี เมื่อ สวนนงนุชพัทยา ร่วมกับ Growth Together จัดงาน “NongNooch Plant Expo International 2026” ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 อย่างยิ่งใหญ่ การประชาสัมพันธ์ในครั้งนี้มุ่งเน้นเพื่อให้ผู้ประกอบการและผู้ที่ต้องการซื้อพันธุ์ไม้ในงานว่างแผนการเดินทางเพื่อการเข้าร่วมงาน ระหว่างวันที่ 5–7 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ อาคาร Traditional Hall สวนนงนุช พัทยา จังหวัดชลบุรี

การจัดงานครั้งนี้นำโดย กัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เพื่อสร้างเวทีระดับนานาชาติให้กับเกษตรกรไทย นักปรับปรุงและพัฒนาสายพันธุ์พืช ได้แสดงศักยภาพผลงานสู่สายตาผู้ประกอบการ นักสะสม และผู้หลงใหลในไม้ประดับจากทั่วประเทศและต่างประเทศ พร้อมเปิดโอกาสพิเศษในการ จดทะเบียนสายพันธุ์พืชใหม่ภายในงาน

ภายในงานรวบรวมสายพันธุ์พืชมากกว่า 25 กลุ่มสายพันธุ์หลัก ครอบคลุมทั้งไม้สะสมหายาก ไม้ประดับยอดนิยม และสายพันธุ์พัฒนาล่าสุดที่เตรียมเปิดตัวครั้งแรก แต่ละกลุ่มประกอบด้วยชนิดพืชจำนวนมาก ทั้งสำหรับจัดแสดงและจำหน่าย โดยมีร้านค้าและผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 150 ร้าน จากทั่วประเทศ สร้างสีสันและมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับวงการพืชไทยอย่างคึกคัก
ไฮไลต์สำคัญของงาน ได้แก่
• การเปิดตัวสายพันธุ์ใหม่ครั้งแรก
• การพบปะพูดคุยกับนักพัฒนาพันธุ์พืชตัวจริง
• เวทีเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้เชิงลึก
• กิจกรรมพิเศษสำหรับนักสะสมและผู้รักไม้ประดับ

“NongNooch Plant Expo International 2026” ถือเป็นหนึ่งในงานแสดงสายพันธุ์พืชที่มีความหลากหลายมากที่สุด และเป็นงานไม้ประดับคุณภาพระดับนานาชาติที่ จัดเพียงปีละครั้งเท่านั้นผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ตามวันและเวลาดังกล่าว แล้วมาสัมผัสโลกแห่งพรรณไม้ที่ครบ จบ และยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปีด้วยตัวคุณเอง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.nongnoochpattaya.com

เศรษฐกิจไทยฟื้นแรง GDP ไทยโต 2.5% ไตรมาส 4 ปี 2568 UBS ประเมินปี 2569 โต 2.3% ลงทุนภาครัฐเพิ่ม 13.3% หนุนเศรษฐกิจ ครัวเรือนขยับยอดใช้และความเชื่อมั่นสูงขึ้น

งานสัมมนา ‘UBS OneASEAN Summit 2026’ เชื่อมโยงนักลงทุนระดับโลกกับมุมมองเชิงลึกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กรุงเทพฯ 5 มีนาคม 2569 – เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 โดยอัตราการเติบโตของ GDP เร่งตัวขึ้นเป็น 2.5% ปีต่อปี จาก 1.2% ในไตรมาสที่ 3 ซึ่งเกินกว่าการคาดการณ์ของตลาดทั้งหมด รวมถึงประมาณการของ UBS ที่สูงกว่าฉันทามติ (UBSe: 1.7% ปีต่อปี; ฉันทามติ: 1.3% ปีต่อปี; Bloomberg ประมาณการระหว่าง 0.7% ถึง 1.9%) ตัวเลขที่ดีกว่าการคาดการณ์บ่งชี้ถึงการบริหารจัดการทางการคลังที่ดีขึ้น โดยผลกระทบเชิงบวกได้ขยายไปสู่อุปสงค์ภาคเอกชนอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น UBS จึงปรับเพิ่มการคาดการณ์การเติบโตของ GDP ปี 2569 เป็น 2.3% (จากเดิม 2.0%) และคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็น 0.75% ในไตรมาสที่ 4 ปี 2569

การลงทุนภาครัฐเพิ่มขึ้น 13.3% ปีต่อปีในไตรมาสที่ 4 และเพิ่มขึ้น 15.1% ไตรมาสต่อไตรมาสสำหรับทั้งปี โดยสรุปภาพรวมการลงทุนภาครัฐของทั้งปี เพิ่มขึ้น 8.9% ซึ่งเป็นอัตราที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2559 และเกือบสองเท่าของปี 2567 ขณะที่การสะสมทุนถาวรเบื้องตน (Gross Fixed Capital Formation: GFCF) จากภาคเอกชนขยายตัวในระดับปานกลางอยู่ที่ 3.5% การเร่งตัวในไตรมาสที่ 4 เป็นผลจากโครงการคมนาคมควบคู่ไปกับโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารจัดการน้ำที่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลก่อนหน้านี้ เนื่องจากภาคการก่อสร้างคิดเป็นประมาณ 8-9% ของ GDP โดยแบ่งเป็นภาครัฐประมาณ 5% และภาคเอกชน 3% จึงสามารถบ่งชี้ว่าการลงทุนที่ได้รับอนุมัติแล้วเริ่มมีส่วนในการสนับสนุนการก่อตัวของทุนโดยรวมอย่างยั่งยืนมากขึ้น หากการส่งต่อการลงทุนจากภาครัฐไปสู่ภาคเอกชนดำเนินต่อไป เราประมาณการว่า GFCF รวมสามารถเติบโตได้ถึง 5.3% ในปี 2569 ซึ่งจะมีส่วนสนับสนุนประมาณ 1.3 จุดเปอร์เซ็นต์ หรือประมาณครึ่งหนึ่งของการเติบโตของ GDP โดยรวม

รายจ่ายของครัวเรือนเพิ่มขึ้น 3.3% ปีต่อปี ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบปี คล้ายกับเมื่อปีที่แล้ว การเติบโตนี้ขับเคลื่อนโดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่งพลัส” มูลค่า 4.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่มอบเงินสนับสนุนประมาณ 2,000 บาทต่อคน แก่ผู้มีสิทธิเกือบ 20 ล้านคน โดยมีค่าใช้จ่ายทางการคลังประมาณ 4 หมื่นล้านบาทจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ยอดขายรถยนต์ยังฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว (+26.4% ปีต่อปี) สะท้อนการซื้อล่วงหน้าก่อนสิ้นสุดมาตรการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ ขณะที่ภาคบริการยังคงแข็งแกร่งขึ้นเช่นเดียวกัน โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวขึ้นเป็น 51.3 ในเดือนมกราคม จาก 50 ในเดือนตุลาคม

แนวโน้มเศรษฐกิจของอาเซียนและประเทศไทยเป็นหัวข้อสำคัญในการงานสัมมนา UBS OneASEAN Summit ครั้งที่ 14 ซึ่งรวบรวมนักลงทุนสถาบันกว่า 850 ราย ผู้ที่มีอิทธิพลในการผลักดันและกำหนดนโยบาย รวมถึงผู้นำในอุตสาหกรรม เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกล่าสุดและแนวคิดเกี่ยวกับการลงทุนสำหรับปี 2569

นิโคโล แมกนี (Nicolo Magni) หัวหน้าฝ่ายธนาคารโลก ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ ของ UBS Global Banking กล่าวว่า “งานสัมมนา OneASEAN Summit ของเราได้เติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยได้นำนักลงทุนสถาบันกว่า 850 ราย บริษัทชั้นนำ และผู้นำทางความคิดระดับโลกมาร่วมหารือถึงแนวโน้มสำคัญที่กำหนดสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในปัจจุบัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นทางเลือกเชิงกลยุทธ์สำหรับนักลงทุน เราคาดว่าปัจจัยขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งจะดำเนินต่อไปตลอดทั้งปี 2569 และตลาดทุนมีแนวโน้มที่จะมีความคึกคักมากขึ้นในภาคสุขภาพ อสังหาริมทรัพย์ และสินค้าอุปโภคบริโภค”

เกรซ ลิม (Grace Lim) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสภูมิภาคอาเซียนและเอเชียที่ UBS Investment Bank Global Research กล่าวว่า “เราคาดว่าการเติบโตของ GDP ในอาเซียน 6 ประเทศจะอยู่ที่ประมาณ 4.9% ในปี 2569 ซึ่งสะท้อนถึงช่วงเวลาของการขยายตัวอย่างมั่นคง ภูมิภาคนี้ยังคงได้รับประโยชน์จากการบูรณาการเข้าไปในห่วงโซ่มูลค่าการผลิตระดับโลก ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากตลาดภายในประเทศที่มีขนาดใหญ่ สภาวะการเติบโตยังคงเอื้ออำนวย โดยการบริโภคของครัวเรือนเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญในอินโดนีเซีย การลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นในไทยและฟิลิปปินส์ และจุดแข็งด้านการส่งออกเทคโนโลยีในสิงคโปร์และมาเลเซีย”

การประชุมตลอดทั้งสองวันนี้นำเสนอภาพรวมที่ครอบคลุมของภูมิทัศน์การลงทุนระดับโลก พร้อมทั้งวิเคราะห์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้เข้าร่วมได้มีส่วนร่วมในการอภิปรายและแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกในหัวข้อ อาทิ ความไม่สมดุลทางการค้าโลก โอกาสการลงทุนในจีน ญี่ปุ่น และยุโรป แนวโน้มของทองคำและโลหะมีค่า วิวัฒนาการของสินทรัพย์ดิจิทัลและ AI ในอาเซียน ตลอดจนการพัฒนาระบบพลังงานใหม่สำหรับเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI

ผู้บรรยายในการประชุมครั้งนี้ประกอบด้วย สุหสิล นาซารา (Suahasil Nazara) รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สาธารณรัฐอินโดนีเซีย; แบรด เซ็ตเซอร์ (Brad Setser) ผู้ปรึกษาสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Council on Foreign Relations); อัลเฟรด ชิปเก้ (Alfred Schipke) ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์; ศาสตราจารย์เคน จิมโบ (Ken Jimbo) ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยเคโอ; ปีเตอร์ คอนติ-บราวน์ (Peter Conti-Brown) คณะบริหารธุรกิจวอร์ตัน มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย; วิลเลียม ดัลริมเพิล (William Dalrymple) นักประวัติศาสตร์และนักเขียน

เกี่ยวกับ UBS
UBS (Union Bank of Switzerland) เป็นผู้จัดการความมั่งคั่งชั้นนำระดับสากลและเป็นธนาคารเพื่อการพาณิชย์ชั้นนำในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ นอกจากนี้ยังให้บริการโซลูชันการจัดการสินทรัพย์ที่หลากหลายและโดดเด่นด้านการลงทุนที่มุ่งเน้นเฉพาะทาง UBS บริหารจัดการสินทรัพย์เพื่อการลงทุนมูลค่ากว่า 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ ไตรมาสที่ 4 ปี 2568 UBS ช่วยให้ลูกค้าบรรลุเป้าหมายทางการเงินผ่านคำแนะนำเฉพาะบุคคล โซลูชัน และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และดำเนินธุรกิจในกว่า 50 ตลาดทั่วโลก หุ้นของ UBS Group จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สวิสเอสไอเอ็กซ์ (SIX Swiss Exchange) และตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE)

ที่มา : เมธาวรินทร์ มณีกูลพันธ์
โทเทิล ควอลิตี้ พีอาร์ (ประเทศไทย) จำกัด 02 260 5820 [email protected]

ดันสุขภาพหญิง!! เคทีซีจับมือ OSIM กระตุ้นสุขภาพ เฉพาะผู้หญิงยุคใหม่ เน้นความสำคัญสุขภาวะ มอบสิทธิพิเศษมากมายตลอดแคมเปญ เร่งเพิ่มความตระหนักเรื่องสุขภาพอย่างยั่งยืน

เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมเป็นพันธมิตรกับ OSIM (โอซิม) ผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพระดับโลก เดินหน้าส่งเสริมสุขภาวะ (Well-being) ของผู้หญิงยุคใหม่ ผ่านแคมเปญ “Empowerment Begins With Self-Worth” เนื่องในวันสตรีสากล โดยมุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงเห็นคุณค่าในตัวเอง และให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน ในบริบทที่ผู้หญิงวัยทำงานเผชิญทั้งความเครียดและอาการปวดเมื่อยจากพฤติกรรมนั่งทำงานต่อเนื่อง งานวิจัยระดับนานาชาติและองค์การอนามัยโลกล่าสุดสะท้อนว่า อาการปวดหลังส่วนล่างพบในผู้หญิงสูงกว่าผู้ชายอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่กองสถิติของสหประชาชาติ หรือ United Nations Statistics Division (UNSD) ชี้ภาวะ “สุขนิยม” (Pursuit of Everyday Happiness) เป็น 1 ใน 3 เทรนด์ใหญ่ของผู้บริโภคไทยปี 2025 ที่พบเด่นชัดในผู้หญิงวัยทำงาน
.
แคมเปญนี้สะท้อนบทบาทของเคทีซีและ OSIM ที่ต้องการส่งเสริมสุขภาพกาย–ใจและสมดุลชีวิตของลูกค้า โดยเฉพาะผู้หญิงยุคใหม่ที่ต้องรับภาระหลายด้านในแต่ละวัน การเลือกใช้โซลูชันเพื่อการพักผ่อนและฟื้นฟู เช่น เก้าอี้นวดอัจฉริยะ OSIM uDivine V3 Smart Massage Chair เปรียบเสมือนการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว และเป็นการให้คุณค่ากับตัวเองผ่านการดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง โดยเคทีซียังมอบสิทธิพิเศษให้กับสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี และบัตรกดเงินสด “เคทีซี พราว” ที่เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ OSIM ตลอดช่วงแคมเปญ
.
ระหว่างวันที่ 1-31 มีนาคม 2569 เพื่อสนับสนุนให้ผู้หญิงทุกคนได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง อันเป็นรากฐานของพลังที่แท้จริงตามแนวคิดของแคมเปญ “Empowerment Begins With Self-Worth รับฟรี uMask Eye Massager มูลค่า 1,990 บาท เมื่อมียอดซื้อครบ 10,000 บาทขึ้นไป รับฟรี uZap Body Vibration Exercise Machine มูลค่า 32,990 บาท เมื่อซื้อเก้าอี้นวด OSIM รุ่นใดก็ได้ พร้อมดูแลสุขภาพและความผ่อนคลายสำหรับผู้หญิง รับทันที 500 บาท เมื่อทั้งคุณและเพื่อนซื้อสินค้าร่วมรายการ พิเศษสุด รับส่วนลด 50% สาหรับการซื้อ uStiletto จากปกติ 20,990 บาท เหลือเพียง 10,495 บาท รับสิทธิผ่อน 0% นาน 10 เดือน และรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 38,000 บาท หรือรับเครดิตเงินคืน สูงสุด 24,000 บาทเมื่อชำระเต็มจำนวน
.
คุ้มค่ายิ่งขึ้น สำหรับสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี เมื่อแลกคะแนน KTC FOREVER รับเครดิตเงินคืน 15% ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2568 - 30 มิถุนายน 2569 ภายใต้เงื่อนไขที่บริษัทกำหนด

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ktc.co.th/promotion/home-furniture/home-decor/osim หรือสอบถามเพิ่มเติมที่ KTC 02 123 5000 หรือศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขา ทั้งนี้ ผู้ถือบัตรเครดิตควรใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี ผู้ถือบัตรกดเงินสด “เคทีซี พราว” ควรกู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว อัตราดอกเบี้ย 20%-25% ต่อปี
ออกข่าวในนาม: ฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
รายละเอียดเพิ่มเติม : เจนจิต ลัดพลี โทรศัพท์ 0-2828-5736
สุชาดา วีระสกุลรักษ์ โทรศัพท์ 02-828-5732
ศิริวรรณ ชาวเรือหัก โทรศัพท์ 02-828-5404
อีเมล: [email protected] เฟชบุ๊ค KTCJourney

สงครามเตือนไทย!! อิหร่าน–อเมริกา สะท้อนโลก ส่งผลถึงราคาน้ำมันและเศรษฐกิจ ไทยต้องมีสติ ไม่ใช่เพียงเชียร์ข้าง เตรียมพร้อมและรักษาผลประโยชน์ชาติ

คนไทยควรเรียนรู้อะไรจากสงครามอิหร่าน–อเมริกา รอบนี้

เมื่อไฟสงครามอยู่ตะวันออกกลาง แต่แรงสะเทือนกลับมาถึงปากท้อง ความมั่นคง และวิธีคิดของคนไทย

สงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง ส่งผลสะเทือนไปถึงไทยทั้งในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง แม้ไทยจะไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง แต่ราคาน้ำมัน ค่าใช้จ่ายการขนส่ง และความมั่นคงของแรงงานไทยในต่างแดนได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ

บทเรียนสำคัญจากสถานการณ์นี้คือ "ประเทศที่อยู่รอดไม่ใช่ประเทศที่เสียงดังที่สุด แต่เป็นประเทศที่มีสติและพร้อมที่สุด" การรักษาผลประโยชน์ชาติไม่ควรใช้ความรู้สึกหรืออารมณ์ในโลกโซเชียล แต่ต้องใช้เหตุผลและการทูตที่สุขุม รอบคอบ

สงครามสมัยใหม่ไม่ได้จำกัดเพียงสนามรบ แต่กระทบถึงห่วงโซ่อุปทานโลก ทั้งเส้นทางเดินเรือ การบิน และการขนส่ง เมื่อเกิดวิกฤตในพื้นที่สำคัญ สิ่งนี้จะส่งต่อผลกระทบถึงผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนโดยตรง

"พลังงานคือความมั่นคงแห่งชาติ" ไทยจึงต้องเลิกพึ่งพาแหล่งนำเข้าเพียงแหล่งเดียวและเตรียมพร้อมลดผลกระทบจากแรงสะเทือนภายนอก นอกจากนี้ความมีวินัยทางความคิดของสังคมในการรับสารและวิเคราะห์ข่าว ก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อลดความขัดแย้งในประเทศและรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ท้ายที่สุด ไทยต้องไม่เป็นเพียงผู้ชม แต่ต้องเตรียมพร้อมล่วงหน้าในทุกมิติ ทั้งพลังงาน การทูต และเศรษฐกิจ เพื่อให้สามารถรับมือกับความไม่แน่นอนของโลกที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างลึกซึ้งและรวดเร็ว

AppliCAD ดันไทยสู่ AI Automation ร่วม JAKA Robotics จัดงานใหญ่ ตั้งไทยเป็น Strategic Hub เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดตัวหุ่นยนต์และแพลตฟอร์ม AI รุ่นใหม่ ส่งเสริมโรงงานไทยสู่ยุค Smart Manufacturing

AppliCAD ผนึก JAKA Robotics วางไทยเป็น Strategic Hub ดันโรงงานสู่ยุค AI Automation

บริษัท แอพพลิแคด จำกัด (มหาชน) (AppliCAD) ผนึกกำลังกับ JAKA Robotics จัดงาน “JAKA Thailand User Conference 2026” เวทีสำคัญที่รวบรวมเทคโนโลยี Cobot (Collaborative Robot) ผสาน AI Vision และระบบ Automation เพื่อผลักดันโรงงานไทยสู่ยุค AI Automation อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีผู้บริหารและวิศวกรจากภาคอุตสาหกรรมกว่า 150 รายเข้าร่วมงาน
.
รูปจากซ้ายไปขวาผู้บริหารJaka-Gordon Pei (Oversea Business Director), Liz Chang (VP), Vic Ng (Oversea Business Manager), Pakin Nithitechamet (Robotics Engineering from JAKA Robotics) และ ผู้บริหาร AppliCAD-Patipat Klampracha (Deputy Director), Suppanat Musigawon (Senior Sales Engineer)
.
ภายในงานได้ตอกย้ำว่า AI Automation ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็น “เครื่องมือเชิงกลยุทธ์” ของโรงงานยุคใหม่ โดย Cobot และ AI ช่วยลดความสูญเสียในกระบวนการผลิต เพิ่มความแม่นยำ ลด Human Error และสนับสนุน Flexible Automation ที่รองรับการผลิตแบบ High-Mix Low-Volume ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นหัวใจของ Lean Manufacturing และ Smart Factory ในยุคอุตสาหกรรม 4.0
.
ผู้บริหาร AppliCAD กล่าวเปิดงานและนำเสนอวิสัยทัศน์ด้าน AI Automation
คุณปฏิพัทธ์ กล่ำประชา รองผู้อำนวยการฝ่าย Hardware Manufacturing Solution บริษัท แอพพลิแคด จำกัด (มหาชน) กล่าวเปิดงานว่า ท่ามกลางการแข่งขันด้านต้นทุนและคุณภาพที่เข้มข้น เทคโนโลยี Automation และ Cobot ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทดแทนแรงงานมนุษย์ แต่เป็น “ผู้ช่วยอัจฉริยะ” ที่ทำงานร่วมกับคน เพื่อเสริมศักยภาพ เพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับ Productivity ของโรงงานอย่างยั่งยืน
.
JAKA Robotics นำเสนอแนวคิด Practical Automation สำหรับภาคอุตสาหกรรมการผลิต
ด้าน JAKA Robotics ประกาศวางประเทศไทยเป็น Strategic Hub ด้าน Automation ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สะท้อนความเชื่อมั่นในศักยภาพของอุตสาหกรรมไทย โดยนำเสนอแนวคิด “Practical Automation” ที่มุ่งเน้นการติดตั้งใช้งานได้จริง ไม่ซับซ้อนเกินความจำเป็น และให้ผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ที่ชัดเจน
.
ไฮไลต์สำคัญของงานคือการเปิดตัวเทคโนโลยีรุ่นใหม่ของ JAKA ได้แก่ JAKA K1 Humanoid Dual-Arm Robot หุ่นยนต์สองแขนระดับอุตสาหกรรม, JAKA Lumi – Embodied AI Training Platform สำหรับฝึกและพัฒนาโมเดล AI จากสภาพแวดล้อมจริง และ JAKA S³ AMR – Autonomous Mobile Robot ที่ผสานแขนกลกับระบบนำทางอัจฉริยะ รองรับงาน Intralogistics ภายในโรงงาน
.
เทคโนโลยีเหล่านี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจาก Fixed Automation สู่ Flexible Automation อย่างเต็มรูปแบบ รองรับการผลิตยุคใหม่ที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง พร้อมการสาธิตการทำงานจริง (Live Demonstration) ให้ผู้บริหารและวิศวกรได้สัมผัสศักยภาพของระบบอัจฉริยะอย่างใกล้ชิด
.
อีกหนึ่งช่วงสำคัญคือเวทีเสวนา Success Case Study จากผู้ใช้งานจริง ซึ่งสะท้อนแนวทาง “Focus on Payback” ที่ให้ความสำคัญกับระยะเวลาคืนทุนควบคู่กับการเพิ่มความแม่นยำ ลดของเสีย และสร้างเสถียรภาพด้านคุณภาพในระยะยาว ไม่เพียงยกระดับประสิทธิภาพการผลิต แต่ยังเสริมความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า
.
นอกจากนี้ ยังมีการผนึกกำลังพันธมิตรใน Ecosystem ด้าน Automation อาทิ Zimmer Group, Mech-Mind Robotics, FIPA รวมถึง System Integrator อย่าง Masspro Automation และ MPM Automation เพื่อร่วมพัฒนาโซลูชันแบบครบวงจร ยกระดับประสิทธิภาพและคุณภาพของโรงงานไทยอย่างยั่งยืน
.
ความร่วมมือระหว่าง AppliCAD และ JAKA Robotics ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการจัดงานแสดงเทคโนโลยี แต่เป็นก้าวสำคัญของการสร้าง Automation Ecosystem ที่แข็งแกร่ง เพื่อผลักดันภาคการผลิตไทยสู่ Smart Manufacturing และเสริมศักยภาพการแข่งขันในระดับโลก
.
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
ฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท แอพพลิแคด จำกัด (มหาชน)
โทร: 02-744-9045
อีเมล: [email protected]
เว็บไซต์: www.applicadthai.com

บีโอไอเปิดเวทีไทย–จีน ดึงลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง หนุนไทยสู่ฐานผลิตใหม่ ไทยขึ้นแท่นจุดหมายลงทุนใหม่ เปิดเกมรุกดึงทุนจีนไฮเทคเสริมเศรษฐกิจ

บีโอไอเปิดเวทีไทย–จีน ดึงลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง ชูไทยฐานผลิตใหม่ รับคลื่นลงทุนจีนคุณภาพ

บีโอไอร่วมสถานทูตจีนและองค์กรพันธมิตรจัดงาน "Thailand-China Investment Forum" ที่โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 มีนักลงทุนจีนกว่า 800 คนเข้าร่วม เน้นโอกาสลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมให้ข้อมูลกฎระเบียบและแนวปฏิบัติที่ถูกต้อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและฐานการผลิตคุณภาพใหม่ของไทย

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ กล่าวถึงสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลง ร่วมกับจีนเป็นนักลงทุนสำคัญมาก สะท้อนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีคำขอรับการส่งเสริมจากจีนมากกว่า 2,400 โครงการ มูลค่ากว่า 6 แสนล้านบาท โดยบริษัทจีนชั้นนำหลายรายลงทุนในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ดิจิทัล และแบตเตอรี่

“โครงการลงทุนจากจีนในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงช่วยสร้างงานคุณภาพและพัฒนาห่วงโซ่อุปทานระดับโลก” นายนฤตม์กล่าว พร้อมเสริมว่าเวทีนี้ตั้งใจให้ข้อมูลถูกต้องแก่นักลงทุนจีนเพื่อธุรกิจโปร่งใสและเติบโตร่วมอย่างยั่งยืน

เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย 'จาง เจี้ยนเหว่ย' ชู 3 หัวข้อสำคัญ คือ การยึดกฎระเบียบไทยอย่างเคร่งครัด การเสริมความร่วมมือกับผู้ประกอบการไทย และการขับเคลื่อนแนวคิด “In Thailand, For Thailand” เพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืน

งานยังมีการบรรยายเกี่ยวกับกฎและหลักเกณฑ์จากภาครัฐสนับสนุนการลงทุนอย่างครอบคลุม รวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนจีนในประเทศไทย

สงครามซัดศก. สหรัฐฯ-อิหร่านเขย่าตลาดโลก ไทยเผชิญ 2 ฉากทัศน์เศรษฐกิจ น้ำมันยังพอรองรับระยะสั้น แนะรัฐเน้นรักษาจ้างงานไม่แจกเงิน

เปิด 2 ฉากทัศน์และทางรับมือ สงคราม ‘สหรัฐ-อิหร่าน’ เขย่า ศก.ไทย ระยะสั้น ‘น้ำมัน’ ยังไม่ขาดแคลน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ประเมิน 2 ฉากทัศน์ตะวันออกกลาง “ยกระดับสู่สงครามเต็มรูปแบบ-สงครามยืดเยื้อยาวนาน” กระทบเศรษฐกิจไทยแตกต่างกัน ระบุยิ่งยืดเยื้อจะเจ็บหนักกันทุกฝ่าย สหรัฐฯ เสี่ยงจะถูกโดดเดี่ยวทั้งเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ แนะรัฐบาลรับมือ ไม่ควรใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการแจกเงิน แต่ควรสร้างการจ้างงานแทน ยืนยัน “สถานการณ์น้ำมันไทย” ยังอยู่ในระดับที่รับมือได้ในระยะสั้น แต่หากสงครามยืดเยื้อหรือขยายความรุนแรง อาจเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน

ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน กำลังทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายอย่างหนัก และอยู่บนจุดตัดที่จะส่งผลกระทบแตกต่างกันตามสถานการณ์ที่เป็นไปได้ใน 2 ทาง ได้แก่ 1. สงครามรุนแรงขึ้นกว่าเดิมจนกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ (Full-scale war) 2. สงครามรุนแรงในระดับเท่าเดิม แต่ระยะเวลายืดเยื้อยาวนาน

สำหรับกรณีแรกคือ สถานการณ์ยกระดับเป็นสงครามเต็มรูปแบบ จะนำไปสู่การชะงักงันของเศรษฐกิจโลก และจะทำให้เศรษฐกิจไทยที่การเติบโตไม่ค่อยสูงอยู่แล้วแย่ลงกว่าเดิม เพราะ 2 ใน 3 ของเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจโลก ขณะที่การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะทำได้ยาก รวมถึงการเปิดตลาดการค้าใหม่ๆ ในสถานการณ์ที่โลกกำลังทำสงครามก็เป็นไปได้ยาก การลงทุนจะชะลอตัวลง ค่าเงินจะผันผวนมากขึ้นจากเงินที่ไหลเข้าออกเร็วขึ้น

“ผลกระทบที่เห็นชัดๆ ในขณะนี้คือราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง และหลังจากนี้การส่งออกก็จะชะลอตัวลงตามไป ซึ่งในอนาคตหากสถานการณ์ยกระดับกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบก็จะยิ่งน่ากลัว คือรายได้จะไม่โตแต่ค่าครองชีพผู้คนจะเพิ่มสูงขึ้น และจะยิ่งทำให้คนรายได้น้อยลำบากมาก จะบอกให้เป็นหนี้เพิ่มก็ไม่ได้เพราะทุกวันนี้หนี้ครัวเรือนก็สูงถึง 90% ของจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) สุดท้ายปัญหาสังคมก็จะตามมา” ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

สำหรับกรณีที่สองคือ ความรุนแรงของสงครามไม่ได้มากขึ้น จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่ตะวันออกกลางเพียงอย่างเดียว แต่ยืดเยื้อยาวนานออกไป 2 – 3 ปี ซึ่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะไม่รุนแรงเท่ากรณีแรก เพราะโลกจะเกิดเส้นทางการค้าขายใหม่ที่มองข้ามพื้นที่ความขัดแย้งเหล่านี้ไปได้ แต่ก็อาจทำให้ไทยประสบปัญหาในเรื่องการทำตลาด ค่าใช้จ่ายในการขนส่ง รวมถึงเส้นทางการขนส่งที่การเปลี่ยนกองเรือ และการวางแผนการส่งสินค้าต้องเปลี่ยนตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเชื่อว่าสงครามไม่น่าจะขยายวงกว้างมากไปกว่านี้ ความเข้มข้นของการต่อสู้ยังเป็นการยิงและรอดูท่าทีกัน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสที่จะขยายตัว แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้นโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ก็คงโดนแรงต้านเยอะหากจะนำสหรัฐฯ ไปสู่การทำสงครามเต็มรูปแบบ เพราะนอกจากจะทำให้เศรษฐกิจชะงักแล้ว ยังจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการก่อการร้ายในประเทศรุนแรงเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้น ถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุหรือมีปัจจัยที่คาดไม่ถึง สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านคงไปไม่ถึงจุดที่เป็นสงครามเต็มรูปแบบ และส่วนตัวคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่สงครามจะจบลงใน 4-5 สัปดาห์ ตามที่ทรัมป์ระบุ และสุดท้ายหากผ่านไป 4-5 สัปดาห์ แล้วยังไม่จบ ความกดดันก็จะกลับมาอยู่ที่สหรัฐฯ และจะเริ่มถูกตั้งคำถาม

“ยิ่งสงครามยืดเยื้อทุกฝ่ายจะเจ็บหนัก โดยเฉพาะสหรัฐฯ เพราะคู่ค้าจะไม่เอาด้วย และสุดท้ายสหรัฐฯ จะโดดเดี่ยวทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ เพราะก่อนหน้านี้หลายประเทศไม่พอใจเรื่องมาตรการทางภาษีของทรัมป์อยู่แล้ว และรอบนี้เหมือนฟางเส้นสุดท้ายของความอดทนที่มีต่อสหรัฐฯ จะขาดลงไปได้ ซึ่งถึงตอนนั้นภาพที่เกิดขึ้นคือจะเกิดการรวมตัวกันใหม่ และการแข็งข้อต่อสหรัฐฯ อย่างประเทศสเปนตอนนี้ก็ไม่เอาด้วยแล้ว หรือหลายประเทศในยุโรปก็เริ่มสงวนท่าทีจากเดิมที่ดูเหมือนว่าจะช่วยสหรัฐฯ เต็มที่ ตอนนี้ก็ชะลอลงมา จากจุดนี้น่าจะทำให้สหรัฐฯ ต้องระวังค่อนข้างมากถ้าจะทำให้สถานการณ์ไปไกลกว่านี้” ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ระบุ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ที่สุดแล้วไม่ว่าอนาคตจะไปในแนวทางใด เศรษฐกิจไทยก็จะได้รับผลกระทบหมด ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำเพื่อรับมือ คือ ไม่ควรใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้การแจกเงินให้กับประชาชน แต่ควรเป็นการรักษาการจ้างงาน และสร้างการจ้างงาน ที่มีแผนที่ชัดเจน เช่น ช่วงไหนการส่งออกทำได้น้อยหรือต้นทุนของไทยสู้ประเทศอื่นไม่ได้ รัฐบาลอาจมีการช่วยอุดหนุนในการจ่ายเงินเดือนให้พนักงานที่เสี่ยงจะตกงานจากการถูกเลิกจ้างในสัดส่วนคนละครึ่งกับบริษัท หรือแบ่งเป็นปีนี้ช่วย 50% ปีหน้าช่วย 25% เป็นขั้นบันได เพราะตอนนี้การรักษาการจ้างงานถือเป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากทำให้เกิดความมั่นคง และมั่นใจในเศรษฐกิจ อันจะนำไปสู่ความกล้าในการใช้จ่ายเงิน ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนและประคองตัวต่อไปได้

“ศักยภาพทางการคลังของประเทศสามารถทำแบบนี้ได้มากกว่า (อุดหนุนเงินเพื่อรักษาการจ้างงาน) เพราะจะมีการหมุนเวียนกลับมาในรูปแบบภาษีนิติบุคคลจากบริษัท และถ้ามีการทำควบคู่กับการหาตลาดเท่าที่หาได้ก็จะช่วยได้เยอะ และเป็นการทำตลาดเชิงรุกด้วย แม้แต่ในตะวันออกกลางเองการทำสงครามก็ทำให้เจอปัญหาในเรื่องอาหารและอุปโภคบริโภค พวกนี้เป็นโอกาสของไทยเหมือนกัน หรือแม้แต่การส่งเสริมพื้นที่ให้คนมีรายได้เยอะสามารถขอวีซ่าในการมาอยู่ประเทศไทยได้นานขึ้น เม็ดเงินก็จะถูกนำมาหมุนเวียนใช้จ่ายในประเทศไทยได้เหมือนกัน” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

เมื่อถามถึงสถานการณ์ความเพียงพอของปริมาณน้ำมันของไทยว่ามีความน่าเป็นห่วงหรือไม่ ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวว่า ขณะนี้ไทยมีน้ำมันสำรองประมาณ 45-60 วัน แต่ไม่ได้หมายความว่าหลังจากนั้นแล้วจะหาไม่ได้ เพราะแหล่งพลังงานทั้งโลกมีอยู่หลายแหล่ง ถ้ามีความจำเป็นจริงๆ ไทยยังสามารถหาซื้อได้ และเชื่อว่ากลไกตลาดจะทำให้มีทางออกในเรื่องนี้ อีกทั้งไทยยังมีมาตรการในการรองรับผลกระทบอยู่แล้ว เชื่อว่ารัฐบาลไม่ปล่อยให้ไปสู่จุดที่น้ำมันขาดแคลนแน่ๆ แม้ราคาอาจจะแพงขึ้นก็ตาม สิ่งที่ต้องกังวลคือราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อค่าครองชีพ และหากเหตุการณ์ยืดเยื้อและขยายความรุนแรงขึ้นกว่านี้ อาจเกิดการขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรงได้ การเตรียมความพร้อมสำหรับกรณีนี้จึงมีความสำคัญมาก ไม่แพ้การแก้ปัญหาระยะสั้น

ผวาปิดฮอร์มุซ!! สหรัฐฯ-อิหร่านปะทุ “Perfect Storm” เขย่าพลังงานโลก ดีเซลต้นทุนพุ่ง +5.53 บาท วิกฤตน้ำมันลามทั่วโลก ต้นทุนกลั่นดีดแรง คนไทยตื่นตระหนกแห่ตุนน้ำมันทั่วประเทศ

 

สถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่าน สร้าง 'Perfect Storm' วิกฤตพลังงานทั่วโลก

สัญญาณต้นทุนดีเซลดีด +5.53 บาท/ลิตร คนไทยแห่ตุนน้ำมัน

ฝ่าทางรอดประเทศไทย “เอทานอล” พลังงานสำรอง ศักยภาพกำลังผลิต 6.92 ล้านลิตร/วัน

             สถานการณ์สหรัฐอเมริกา กับ อิหร่าน จุดชนวนพายุสมบูรณ์แบบต่อราคาน้ำมันทั่วโลก (Perfect Storm) สัญญาณวิกฤตพลังงาน ต้นทุนน้ำมันดิบและค่าการกลั่นปรับตัวสูงขึ้น วันที่ 4 มี.ค. 69 ต้นทุนดีเซล +5.53 บาท/ลิตร เบนซิน ออกเทน 95 +2.92 บาท/ลิตร หวั่นปิดช่องแคบฮอร์มุซในอนาคต ราคาน้ำมันพุ่งไม่หยุด คนไทยตื่นตระหนกแห่ตุน ปั้มน้ำมันปิดให้บริการ ฝ่าทางรอดประเทศไทยขับเคลื่อน E20 เป็นน้ำมันพื้นฐาน ชูศักยภาพกำลังการผลิตเอทานอล 6.92 ล้านลิตร/วันจากโรงงาน 28 แห่งทั่วประเทศ เป็นพลังงานสำรองพร้อมรับความต้องการใช้งานทันที

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา กับ อิหร่าน ที่ทวีความรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อ “ตะวันออกกลาง” ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่พลังงานของโลกทันที ในระยะอันใกล้หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งน้ำมันดิบกว่า 20% ของทั่วโลกหรือราว 17-18 ล้านบาร์เรล/วัน โดยเฉพาะการขนส่งจากประเทศผู้ส่งออกอย่างซาอุดีอาระเบีย อิรัก และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมทั้งยังมีปัจจัยจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ความเสี่ยงนโยบายและกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ ฯลฯ อาจกระทบต่อราคาน้ำมันทั่วโลก ส่งผลให้เกิดสถานการณ์ที่เรียกว่า ‘Perfect Storm’ หรือพายุสมบูรณ์แบบต่อราคาน้ำมันทั่วโลก

ทั้งนี้ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ส่งผลให้น้ำมันดิบมีแนวโน้มจะสูงขึ้น โดยต้นทุนน้ำมันดิบและค่าการกลั่นปรับตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับวันที่ 2 มี.ค. 69 และวันที่ 4 มี.ค. 69 ต้นทุนหน้าโรงกลั่น (Ex-Refinery) ดีเซล พุ่งจาก 18.9924 เป็น 24.5248 บาท/ลิตร (เพิ่มขึ้น +5.53 บาท) ส่วน เบนซิน ออกเทน 95 ต้นทุนพุ่งจาก 16.6187 เป็น 19.5381 บาท/ลิตร (เพิ่มขึ้น +2.92 บาท) ซึ่งเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569  ปั๊มน้ำมันในประเทศไทยได้ปรับราคาขึ้น สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนคนไทยเกิดกระแสตุนน้ำมันทั่วประเทศ ทำให้ปั๊มน้ำมันเริ่มปิดการให้บริการ ขณะที่โครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในเขตกรุงเทพมหานคร ประจำวันที่ 4 มีนาคม 2569 สรุปราคาขายปลีกน้ำมัน (Retail Price) เบนซิน ออกเทน 95 ราคา 39.14 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 E10 ราคา 30.55 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 30.18 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 E20 ราคา 28.34 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 E85 ราคา 26.29 บาท/ ลิตร, ดีเซล (H-DIESEL) ราคา 29.94 บาท/ลิตร และ LPG ราคา 25.87 บาท/กิโลกรัม

สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 70%  หากเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ หยุดลงชั่วคราว ผลกระทบต่อไทยจะเกิดขึ้นในทันที เพราะปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศไทยมีอยู่ราว 61 วัน โดยเป็นน้ำมันสำเร็จรูปสำรอง 38 วัน และน้ำมันดิบในเรือที่พ้นช่องแคบมาแล้วอีก 23 วัน ซึ่งตัวเลขนี้ ไม่ได้แปลว่าประเทศไทยจะมีความมั่นคงทางพลังงาน 2 เดือนเต็ม เพราะโรงกลั่นไทยต้องใช้น้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเป็นสัดส่วนสูง หากขนส่งหยุดลงนานกว่าระยะสำรอง โรงกลั่นจะขาดวัตถุดิบ ส่งผลให้การผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงสะดุด ทำให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นต่อเนื่อง ต้นทุนขนส่งสูงขึ้น สินค้าอุปโภคบริโภคปรับเพิ่มขึ้น และกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมลดกำลังการผลิตลง

ทั้งนี้ทางรอดที่ยั่งยืนของประเทศไทย คือการยกระดับเอทานอล เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบจากการผลิตมันสำปะหลังภายในประเทศอยู่แล้ว หากภาครัฐเร่งผลักดันให้ E20 เป็นน้ำมันเบนซินพื้นฐานของประเทศ จะสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานโลก และลดการพึ่งพานำเข้าน้ำมันดิบลงได้ทันที 10% ของกลุ่มเบนซิน ซึ่งจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจและสร้างความมั่นคงพลังงานของไทยในระยะยาว ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังการผลิตเอทานอลสูงสุดรวมประมาณ 6.92 ล้านลิตร/วัน จากโรงงานผลิตเอทานอลรวมทั้งสิ้น 28 แห่ง สามารถเป็นพลังงานสำรองรับกับความต้องการใช้งานจริงได้ทันที นอกจากนี้ยังมีกำลังการผลิตสำรองอีกมากกว่า 50–60% หากมีการขยายตัวหรือส่งเสริมการใช้ E20 จากทางภาครัฐ  

ประชาสัมพันธ์และส่งข่าวเผยแพร่ กรุณาติดต่อ: คุณพิภพ (ท้อป) โทร. 081-9298864 

(ในนามสมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง)


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top