Sunday, 8 November 2026
ECONBIZ NEWS

บีโอไอ ออกมาตรการช่วยผู้ประกอบการน้ำท่วม!! ยกเว้นอากรเครื่องจักร–ลดภาระภาษี หนุนธุรกิจฟื้นตัวเร็ว ครอบคลุมสิทธิประโยชน์หลากหลาย ส่งเสริมการลงทุนในเขตภัยพิบัติ

บีโอไอช่วยผู้ประกอบการน้ำท่วม บรรเทาผลกระทบ หนุนธุรกิจฟื้นตัวเร็ว

บีโอไอเดินหน้าช่วยผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่ประสบอุทกภัยในหลายพื้นที่ โดยมุ่งบรรเทาความเดือดร้อนและสนับสนุนให้ภาคธุรกิจฟื้นตัว ผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษี ทั้งการยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรทดแทนเครื่องจักรที่เสียหายและการอนุญาตให้ตัดบัญชีเครื่องจักรและวัตถุดิบที่เสียหายโดยไม่มีภาระภาษี เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการฟื้นฟูกิจการและกลับมาดำเนินธุรกิจได้โดยเร็ว

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ซึ่งกระทบทั้งการดำเนินชีวิตของประชาชนและภาคธุรกิจ บีโอไอขอเป็นกำลังใจให้กับพี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการทุกท่าน และบีโอไอพร้อมช่วยผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบในการฟื้นฟูกิจการให้สามารถกลับมาดำเนินการได้โดยเร็ว ผ่าน “มาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย” ซึ่งประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2567 ครอบคลุม 3 เรื่องหลัก คือ การยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรที่นำเข้ามาทดแทนเครื่องจักรที่ได้รับความเสียหาย การตัดบัญชีเครื่องจักรและวัตถุดิบที่ได้รับความเสียหายโดยไม่มีภาระภาษี และการอนุญาตให้เพิ่มกำลังการผลิตตามเครื่องจักรที่ซื้อเพิ่มหรือทดแทนเครื่องจักรเดิมที่เสียหายได้

“สถานการณ์อุทกภัยในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการจำนวนมาก สิ่งที่สำคัญคือการทำให้ผู้ประกอบการกลับมาดำเนินธุรกิจได้เร็วที่สุด บีโอไอจึงพร้อมช่วยเหลือและลดภาระให้กับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยผ่านมาตรการภาษีอากร โดยพร้อมให้คำแนะนำและอำนวยความสะดวก เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จากมาตรการดังกล่าวในการฟื้นฟูกิจการได้อย่างรวดเร็ว” นายนฤตม์ กล่าว

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ประสงค์จะขอรับสิทธิตามมาตรการดังกล่าว ต้องมีสถานประกอบการตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับการประกาศเป็นเขตภัยพิบัติอุทกภัย และต้องยื่นคำขอพร้อมหลักฐานความเสียหายภายใน 6 เดือนนับจากวันที่สถานการณ์อุทกภัยสิ้นสุด โดย “วันที่สิ้นสุดสถานการณ์อุทกภัย” หมายถึง วันที่เหตุอุทกภัยยุติลงตามประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย หรือเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินจากอุทกภัย

แกร็บ ยกระดับสนามบิน!! ขยายจุดรับผู้โดยสาร 12 เลน เปิดฟีเจอร์ PIN จับคิวเร็วขึ้น เพิ่มบริการ Airport Pickup รอบรับไฮซีซัน ตั้งเป้ารองรับผู้โดยสาร 67.7 ล้านคน

แกร็บ ยกเครื่องจุดให้บริการผู้โดยสารสนามบินสุวรรณภูมิ
ขยายพื้นที่ 12 เลน - ผุด 2 ฟีเจอร์ใหม่ เตรียมรับไฮซีซัน

แกร็บ ประเทศไทย เดินหน้ายกระดับบริการเรียกรถที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เตรียมพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวช่วงไฮซีซัน โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4 ซึ่งยอดใช้บริการเรียกรถในสนามบินจะเติบโตขึ้นราว 35-40%[1] เมื่อเทียบกับช่วงปกติ ลุยปรับพื้นที่ ขยายจุดรับผู้โดยสารเพิ่มเป็น 12 เลน พร้อมเปิดตัว 2 ฟีเจอร์ใหม่ ได้แก่ ระบบ “PIN” ที่ช่วยจัดคิวและจับคู่ผู้ใช้บริการกับคนขับรถที่พร้อมให้บริการ และ “Airport Pickup” บริการจองรถรับที่สนามบินล่วงหน้าที่มีระบบติดตามสถานะเที่ยวบินแบบเรียลไทม์ เชื่อมต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวให้สะดวก รวดเร็ว และราบรื่นยิ่งขึ้น

นางสาวอริสา หล่อทองไพศาล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจการเดินทางและบริหารคนขับ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า “การท่องเที่ยวถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้าง GDP ให้กับประเทศ โดยสนามบินถือเป็นด่านหน้าที่คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวในทุกๆ วัน ทั้งนี้ ท่าอากาศยานไทย (หรือ AOT) คาดการณ์ว่าในปี 2569 จะมีผู้โดยสารเดินทางผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมากถึง 67.7 ล้านคน[2] ทำให้การเตรียมความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งถือเป็นช่วงไฮซีซัน โดยเฉพาะพื้นที่สนามบินกลายเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญของประเทศ”

“เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกและสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยว แกร็บในฐานะแพลตฟอร์มผู้ให้บริการเรียกรถอย่างเป็นทางการของ AOT จึงได้ขยายพื้นที่จุดรับผู้โดยสาร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (บริเวณชั้น 1 ประตู 4) เพิ่มขึ้นเป็น 12 เลน พร้อมพัฒนาฟีเจอร์ใหม่อย่างระบบ ‘PIN’ ซึ่งจะช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้บริการเรียกรถผ่านแอปฯ ให้รวดเร็วและสะดวกสบายกว่าเดิม โดยหลังจากที่ได้ทดลองเปิดให้บริการเป็นระยะเวลา 1 เดือน พบว่า ช่วยให้ผู้โดยสารลดเวลาในการรอรถได้ถึง 40%[3] ทั้งยังได้รับคะแนนความพึงพอใจระดับ 5 ดาวจากผู้ใช้บริการมากถึง 98%[4]”

ระบบ PIN จัดคิว จับคู่รถ ไม่ต้องรอนาน
-แกร็บพัฒนาระบบ “PIN” ขึ้นมาเพื่อช่วยจัดคิวและจับคู่ผู้ใช้บริการกับคนขับที่พร้อมให้บริการที่สนามบินสุวรรณภูมิโดยเฉพาะ ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาการรอคอยและความแออัดในบริเวณจุดรับ
-ใช้งานง่ายในไม่กี่ขั้นตอน เพียงเลือกจุดรับ “Grab Pick-up Point” เมื่อเรียกรถที่สนามบิน หลังจากได้รับการยืนยันแล้ว ระบบจะยังไม่ระบุรถ หรือคนขับทันที แต่จะแจ้งรหัส PIN 4 หลัก และระบุจุดที่ผู้โดยสารต้องรอขึ้นรถ เมื่อถึงจุดดังกล่าว สามารถแจ้งรหัส PIN ให้กับคนขับที่จอดรออยู่ (มาก่อนได้ไปก่อน) เพื่อยืนยันการเดินทางก่อนขึ้นรถได้ทันที
-สะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วยการให้บริการจากทีมเจ้าหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมง ที่จะคอยให้ความช่วยเหลือ ตั้งแต่การให้คำแนะนำในการจอง การจัดคิว และการอำนวยความสะดวกในการขึ้นรถ
-สามารถเรียกรถผ่านระบบ PIN ได้ที่จุดรับผู้โดยสารแกร็บ อาคารผู้โดยสาร ชั้น 1 ประตู 4 สนามบินสุวรรณภูมิ บริเวณช่อง A, B, C และ D

Airport Pickup จองรถรอรับล่วงหน้า การันตีเวลา หมดกังวลหากไฟลต์ดีเลย์
-แกร็บเตรียมเปิดตัวฟีเจอร์ Airport Pickup สำหรับนักท่องเที่ยว หรือผู้ใช้บริการที่ลงเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิในช่วงไตรมาสสุดท้าย หลังเปิดให้บริการแล้วใน 3 สนามบิน คือ ภูเก็ต เชียงใหม่ และเชียงราย โดยผู้ใช้บริการสามารถจองรถล่วงหน้า โดยระบุหมายเลขเที่ยวบินที่มาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ และเลือกเวลาที่ต้องการให้คนขับมารับได้ (ตามเวลาที่ระบบแนะนำ หรือกำหนดเวลาเอง) เพื่อตอบโจทย์เรื่องการวางแผนเดินทางหลังลงเครื่อง

-จุดเด่นของฟีเจอร์ Airport Pickup คือความสามารถในการติดตามสถานะเที่ยวบินได้แบบเรียลไทม์และปรับเวลานัดรับให้สอดคล้องกับเวลาเที่ยวบินจริงหากเกิดความล่าช้า พร้อมการันตีการรับตรงเวลา โดยคนขับจะรอที่จุดขึ้นรถได้นานสูงสุด 15 นาที และผู้ใช้บริการสามารถยกเลิกการจองได้ล่วงหน้า 1 ชั่วโมงก่อนถึงเวลานัดหมาย

-ผู้ใช้บริการ Airport Pickup สามารถขึ้นรถได้ที่จุดรับผู้โดยสารแกร็บ อาคารผู้โดยสาร ชั้น 1 ประตู 4 สนามบินสุวรรณภูมิ บริเวณช่อง E โดยรองรับบริการเรียกรถ 3 ประเภท ได้แก่ GrabCar, JustGrab และ GrabTaxi

ORIGIN คว้า 3 รางวัลใหญ่!! บนเวทีระดับประเทศ PropertyGuru Thailand Property Awards 2026 ตอกย้ำผู้นำพัฒนาคอนโดฯครบวงจร ตอบโจทย์ลูกค้าทุกเจเนอเรชัน ยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยนวัตกรรม

ORIGIN คว้า 3 รางวัลใหญ่ บนเวทีระดับประเทศ PropertyGuru Thailand Property Awards 2026
ตอกย้ำผู้นำพัฒนาอสังหาฯครบวงจร ออกแบบ-เข้าใจ Customer Insight อย่างแท้จริง

ออริจิ้น คว้า 3 รางวัลอันทรงเกียรติ จากเวทีระดับประเทศ PropertyGuru Thailand Property Awards 2026 สะท้อนวิสัยทัศน์การเป็นผู้นำตลาดคอนโดฯ ที่เข้าใจและตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้อยู่อาศัยอย่างแท้จริง ก้าวข้ามการสร้างที่อยู่อาศัย สู่การสร้างสรรค์คุณค่าและประสบการณ์การใช้ชีวิตอย่างเหนือระดับในทุกมิติ ตอกย้ำแนวคิด “Creative Living for Better Life” สร้างสรรค์การใช้ชีวิต เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

นายอภิสิทธิ์ สุนทรชูเกียรติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ORIGIN VERTICAL กลุ่มธุรกิจคอนโดมิเนียมในเครือ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เผยถึงความภาคภูมิใจครั้งสำคัญที่ได้รับการยอมรับจากเวทีระดับนานาชาติอย่าง PropertyGuru Thailand Property Awards 2026 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นทุ่มเทในการพัฒนาโครงการที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ การออกแบบ และความเข้าใจใน Customer Insight เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทุกเจเนอเรชัน ภายใต้แนวคิด “Creative Living for Better Life” สร้างสรรค์การใช้ชีวิต เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

"รางวัลที่ได้รับในครั้งนี้ ถือเป็นความภาคภูมิใจของทีมงานออริจิ้นทุกคน และเป็นกำลังใจสำคัญในการเดินหน้าพัฒนาโครงการให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่หลากหลายยิ่งขึ้น เพราะเราเชื่อว่าการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในวันนี้ ไม่ได้จบเพียงการสร้าง ‘ที่อยู่อาศัย’ แต่ต้องสามารถสร้างคุณค่าและประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้คนในทุกช่วงเวลาของการใช้ชีวิต" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

สำหรับ 3 รางวัลสำคัญที่ได้รับในครั้งนี้ ประกอบด้วย รางวัล People’s Choice Awards สะท้อนถึงการตอบรับความไว้วางใจ และความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์และโครงการของออริจิ้น รางวัล Best Lifestyle Developer สะท้อนแนวทางการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นการพัฒนาโครงการให้สอดรับกับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ครอบคลุมทั้งการอยู่อาศัย การทำงาน การพักผ่อน และการดูแลสุขภาพ และ รางวัล Best Luxury Mixed Use Development มอบให้แก่โครงการ “ออริจิ้น ทองหล่อ เวิลด์” (Origin Thonglor World) ตอกย้ำศักยภาพในการสร้าง “พื้นที่แห่งการใช้ชีวิต” ที่เชื่อมโยงไลฟ์สไตล์ทุกมิติเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

โดย โครงการ ออริจิ้น ทองหล่อ เวิลด์ (Origin Thonglor World) แฟลกชิป Mixed-Use ระดับลักชัวรี มูลค่ากว่า 14,000 ล้านบาท เมกะโปรเจกต์ของกลุ่มออริจิ้น ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพสูงใจกลางทองหล่อ ซอย 10 บนเนื้อที่กว่า 6 ไร่ เชื่อมต่อย่านธุรกิจสำคัญทั้งอโศก พร้อมพงษ์ ทองหล่อ และเอกมัย พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “BEYOND YOUR LIVING” ในรูปแบบ Freehold Mixed-Use ผสานพื้นที่ Residential และ Commercial ไว้ในแห่งเดียว

มีพื้นที่ Residential Zone จำนวน 795 ยูนิต ออกแบบภายใต้แนวคิด “Tailor Your Dream” แบ่งออกเป็น 3 Collections ได้แก่ Origin Courtyard, Origin Prestige และ Origin Glass House พร้อมยกระดับการอยู่อาศัยด้วยบริการรูปแบบ Branded Residence และ Hotel Serviced Residence รวมทั้ง Lifestyle Ecosystem Complete รวบรวมองค์ประกอบการใช้ชีวิตไว้อย่างครบครัน ทั้ง Executive Office รองรับธุรกิจยุคใหม่, Lifestyle Retail ร้านอาหารระดับ Fine Dining, Healthcare Center Mediplex ศูนย์ดูแลสุขภาพและความงามครบวงจร เติมเต็มด้วย Thonglor Central Park พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่กว่า 4 ไร่ เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างธรรมชาติและชีวิตเมืองอย่างยั่งยืน

การได้รับรางวัลจากเวที PropertyGuru Thailand Property Awards 2026 ซึ่งเป็นเวทีที่ได้รับการยอมรับในมาตรฐานการตัดสินที่เป็นอิสระและโปร่งใสโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่ยืนยันว่า ออริจิ้น พร้อมเดินหน้าสร้างสรรค์โครงการคุณภาพที่ไม่ได้เป็นเพียงที่อยู่อาศัย แต่เป็น Lifestyle Ecosystem ที่สมบูรณ์แบบเพื่อคนเมืองยุคใหม่ต่อไป

ครม. อนุมัติแผนน้ำมันใหม่!! รับมือตลาดโลกผันผวน ปรับเกณฑ์สนับสนุนราคาน้ำมัน แยกบัญชีกองทุนชัดเจน เน้นลดพึ่งพานำเข้าด้วยชีวภาพ

ครม. อนุมัติแผนรองรับวิกฤตน้ำมัน-ก๊าซหุงต้ม ปี 2569 ปรับเกณฑ์ใหม่รับมือตลาดโลกผันผวน ลดพึ่งพานำเข้า

(22 กันยายน 2569) นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ มีมติเห็นชอบแผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569 – 2572 และแผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569 – 2572 ตามที่กระทรวงพลังงาน โดยสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เสนอ เพื่อใช้เป็นกรอบในการบริหารจัดการและรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้เหมาะสม

สำหรับแผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงฉบับใหม่ ได้กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงออกมาใช้อุดหนุนและชดเชยราคาเมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤต โดยระบุเงื่อนไขไว้ 3 สถานการณ์คือ สถานการณ์ที่ 1 เมื่อราคาปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน โดยระดับราคาน้ำมันดีเซล/เบนซินมากกว่า 30 บาท/ลิตร (ราคาคงเดิม) ส่วนกลุ่มก๊าซ LPG ราคาต้นทุนโรงแยกก๊าซ ปตท.สผ.และ UAC สูงกว่าราคานำเข้า / ราคาขายปลีกเกิน 423 บาท/ถัง 15 กก. (เดิมราคา 363 บาท/ถัง) สถานการณ์ที่ 2 ราคาน้ำมันมีความผันผวน โดยราคาน้ำมันสำเร็จรูปปรับสูงขึ้นหรือลดลงมากกว่า 10 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ใน 1 สัปดาห์ (เดิมใช้เกณฑ์ 5 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล) / ราคาขายปลีกปรับสูงขึ้นหรือลดลงมากกว่า 2 บาท/ลิตร ใน 1 สัปดาห์ (เดิม 1 บาท/ลิตร) ส่วนกลุ่ม LPG ราคาตลาดโลกเปลี่ยนแปลงสูงข้นหรือลดลงมากกว่า 35 เหรียญสหรัฐ/ตัน น 1 เดือน / ราคาขายปลีกสูงขึ้นหรือลดลงรวมกันมากกว่า 1บาท/กก.ภายใน 1 เดือน (เดิม 2 สัปดาห์เปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับราคา LPG CP รายเดือน) และสถานการณ์ที่ 3 น้ำมันเชื้อเพลิงอาจขาดแคลนและไม่เพียงพอ กระทบต่อสภาพ
เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ของประชาชน

ในส่วนหลักเกณฑ์การบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ได้เพิ่มเติมการพิจารณาใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ผลิตได้เองภายในประเทศจากผลผลิตทางการเกษตร เป็นการช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตลาดโลกที่มีความผันผวนสูง อีกทั้งภาครัฐสามารถบริหารจัดการราคาขายปลีกในประเทศให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ตลอดจนช่วยสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ แผนฉบับใหม่ยังได้ปรับกลยุทธ์เพื่อความยั่งยืนทางการเงินด้วยการแยกบัญชีฐานะกองทุนน้ำมันฯ ออกเป็นกลุ่มน้ำมันและกลุ่ม LPG อย่างชัดเจน เพื่อหลีกเลี่ยงการนำเงินอุดหนุนข้ามกลุ่ม พร้อมทั้งกำหนดกรอบการบริหารราคาโดยเน้นชดเชยราคาดีเซลและ LPG เป็นหลักหากเกิดวิกฤตยาวนาน รวมทั้งให้มีการเก็บเงินสะสมเข้ากองทุนน้ำมันฯ ในช่วงที่ราคาน้ำมันตลาดโลกปรับตัวลดลงเพื่อเตรียมสภาพคล่องไว้รองรับ และส่งเสริมการใช้น้ำมันที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพจากผลผลิตทางการเกษตรในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดิบนำเข้าน้ำมัน

DECO ผนึกพันธมิตร EV ลุยระบบชาร์จเร็ว “NEXA EV Station Hub” เปิด 156 แห่งทั่วไทย รองรับ 48,000 จุดชาร์จ เทคโนโลยีชาร์จเร็ว 5-10 นาที สร้างระบบนิเวศ EV ครบวงจรเต็มรูปแบบ

DECO ผนึกพันธมิตร EV ลุยระบบชาร์จเร็ว “NEXA EV Station Hub”
สองบริษัทยัหษ์ใหญ่ NT จับมือ MEAei หนุนปักหมุด ทั่วประเทศ

กรุงเทพฯ – บริษัท เดโก้ กรีน เอนเนอร์จี จำกัด (DECO) ร่วมกับกลุ่มพันธมิตรเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการพัฒนาระบบชาร์จและการผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอ้จฉระยะ เพื่อนำเทคโนโลยีตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเข้าสู่ระบบนิเวศ “NEXA EV Station Hub” โดยได้รับการสนับสนุนจากสองรัฐวิสาหกิจยักษ์ใหญ่ ทั้งด้านพื้นที่ โครงข่ายดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอัจฉริยะ ตั้งเป้า เปิดให้บริการ NEXA EV Station Hub 156 แห่งทั่วประเทศ รองรับมากกว่า 48,000 จุดชาร์จ ทั่วประเทศ

นายกฤตเมธ ตั้งพิชญโพธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดโก้ กรีน เอนเนอร์จี จำกัด (DECO) กล่าวในฐานะตัวแทนกลุ่มพันธมิตรด้านเทคโนโลยีว่า “DECO ได้รับแรงหนุนที่แข็งแกร่งทำให้เราสามารถดึงศักยภาพทางเทคโนโลยีมาต่อยอดระบบนิเวศได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะระบบฟาสต์ชาร์จ (Fast Charge) นวัตกรรมชาร์จเร็วประสิทธิภาพสูงสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ที่บริษัทร่วมพัฒนาจนสำเร็จและมีความพร้อมใช้งานแล้ว สามารถชาร์จแบตเตอรี่เต็มได้เร็วสุดประมาณ 5 นาที และประมาณ 10 นาทีสำหรับแบตเตอรี่รุ่นความจุสูงสุด ซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่ยังไม่มีผู้ให้บริการรายใดในตลาดทำได้ในปัจจุบัน ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดด้านระยะเวลาการชาร์จ ทำให้การใช้งานรถ EV ทั้งในชีวิตประจำวันและเชิงพาณิชย์เป็นไปได้อย่างสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น และสามารถขยายการใช้งานจริงทั่วประเทศบนระบบนิเวศ NEXA EV Station Hub”

โครงการ NEXA EV Station Hub วางเป้าหมายปักหมุดสร้างสถานีชาร์จจำนวน 156 แห่งทั่วประเทศ รองรับมากกว่า 48,000 จุดชาร์จ ยกระดับพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางบริการอัจฉริยะแบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตและประกอบรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า นวัตกรรมแบตเตอรี่อัจฉริยะ (BMS) ระบบตู้ชาร์จอัจฉริยะ การบริหารจัดการผ่าน Cloud แอปพลิเคชัน Solar Roof ไปจนถึงบริการหลังการขายและการดูแลช่างเทคนิคในประเทศ เพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ตอบสนองวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

สำหรับ ความร่วมมือ ขับเคลื่อนโครงการพัฒนาระบบชาร์จและการผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อนำเทคโนโลยีตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเข้าสู่ระบบนิเวศ “NEXA EV Station Hub เป็นการสานต่อรากฐานสำคัญในการวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงานสะอาด เพื่อรองรับการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยอย่างยั่งยืนและครบวงจร โดยหัวใจสำคัญของการร่วมมือ คือการผสานเทคโนโลยีและบริการเข้าด้วยกันอย่างแท้จริง (Technology Integration) โดยครอบคลุมตั้งแต่

-การผลิตและการประกอบรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า: รองรับทั้งการใช้งานประจำวัน ขนส่งพัสดุ รับส่งอาหาร และฟลีตเชิงพาณิชย์
-นวัตกรรมแบตเตอรี่อัจฉริยะ: นำระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ (BMS) และโมดูลแบตเตอรี่ลิเธียมประสิทธิภาพสูงมาใช้เพื่อความปลอดภัยขั้นสูงสุด
-ระบบชาร์จและตู้ชาร์จอัจฉริยะ: พัฒนาสถานีชาร์จสำหรับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมระบบควบคุมและติดตามสถานะแบบเรียลไทม์
-เชื่อมโยงระบบดิจิทัลและแอปพลิเคชัน: บริหารจัดการผ่านระบบ Cloud, ระบบจัดการพลังงาน (Energy Management System), Solar Roof และแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ผู้ใช้ค้นหาสถานี ชำระเงิน และเช็กสถานะได้อย่างสะดวกสบาย
-บริการหลังการขายและการดูแลในไทย: การฝึกอบรมช่างเทคนิค การจัดหาอะไหล่ และศูนย์รับประกันในประเทศ

เทคโนโลยีและบริการทั้งหมดจากพันธมิตรจะถูกนำมาเชื่อมต่อเข้ากับ NEXA Platform แพลตฟอร์มกลางที่ผสานโครงข่ายสื่อสารและพื้นที่ยุทธศาสตร์ของ NT เข้ากับระบบพลังงานของ MEAei ทำให้สถานีชาร์จ NEXA EV Station Hub ไม่ได้เป็นเพียงจุดชาร์จไฟเท่านั้น แต่เป็นศูนย์รวมบริการดิจิทัล ร้านค้า พื้นที่พักผ่อน และจุดเชื่อมต่อการเดินทางอัจฉริยะของชุมชน นอกจากนี้ ในระบบนิเวศดังกล่าวยังได้เปิดตัว ‘ELi’ (Energy Link Innovator) แบรนด์แอมบาสเดอร์ที่เป็นตัวแทนสื่อสารบริการชาร์จรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ตู้ชาร์จ และนวัตกรรมพลังงานให้ผู้ใช้งานเข้าใจและเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น

การผนึกกำลังในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการร่วมมือกันของ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT และ บริษัท เอ็มอีเอ สมาร์ทเอนเนอร์ยี่โซลูชั่นส์ จำกัด (MEAei) ในฐานะผู้สนับสนุนหลักด้านโครงข่ายดิจิทัลและระบบพลังงาน ร่วมกับกลุ่มพันธมิตรภาคเทคโนโลยี EV ชั้นนำ ได้แก่ บริษัท เดโก้ กรีน เอนเนอร์จี จำกัด (DECO), บริษัท เรด เทค คอร์ปอเรชั่น จำกัด, บริษัท เมคทูวิน โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน), Zhengzhou Zhengfang Technology Co., Ltd. และ Future New Energy Technology (Thailand) Co., Ltd. ทั้งนี้ ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกันระหว่างคณะผู้บริหารจากองค์กรพันธมิตรทุกฝ่ายเพื่อผสานห่วงโซ่เทคโนโลยีตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยมุ่งเปลี่ยนผ่านประเทศไทยเข้าสู่ยุคพลังงานสะอาด และยกระดับ NEXA EV Station Hub ให้เป็นศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ดิจิทัลแห่งอนาคต

GGC ปรับโครงสร้างทุนสำเร็จ!! ลดทุนจดทะเบียนเหลือ 8,189 ล้านบาท ปรับโครงสร้างบัญชีให้สอดคล้องฐานะการเงิน ไม่กระทบส่วนของผู้ถือหุ้น วางรากฐานจ่ายปันผลในอนาคต

GGC เดินหน้าปรับโครงสร้างทุนสำเร็จ
ยกระดับความมั่นคงทางการเงิน พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน

กรุงเทพฯ - บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC ดำเนินการปรับโครงสร้างทุน โดยลดทุนจดทะเบียน และทุนชำระแล้ว จาก 9,724.83 ล้านบาท เป็น 8,189.33 ล้านบาท ด้วยวิธีการปรับลดมูลค่าที่ตราไว้ จากเดิมหุ้นละ 9.50 บาท เป็นหุ้นละ 8.00 บาท เพื่อรองรับการจัดการ โครงสร้างทางบัญชีให้สอดคล้องกับสถานะทางการเงินของบริษัทฯ ในปัจจุบัน พร้อมทั้งจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง ทุนจดทะเบียน เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเป็นอีกก้าว สำคัญในการเสริม สร้างความแข็งแกร่ง ของโครงสร้างทางการเงิน และวางรากฐาน เพื่อรองรับการจ่ายเงินปันผลในอนาคต

ดร.กฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC เปิดเผยว่า ตามมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้อนุมัติการปรับลดทุน จดทะเบียนและทุนชำระแล้วของบริษัทฯ จากจำนวน 9,724,833,650 บาท เป็นจำนวน 8,189,333,600 บาท ผ่านวิธีการปรับมูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) จากเดิม หุ้นละ 9.50 บาท เป็นหุ้นละ 8.00 บาท

การดำเนินการดังกล่าวเป็นการปรับปรุงรายการทางบัญชี เพื่อรองรับโครงสร้าง ทางการเงินในระยะยาว โดยไม่มี การคืนเงินทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด และไม่ส่งผล กระทบต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Total Equity) ซึ่งยังคงมีมูลค่า เท่าเดิม ทั้งนี้ ภายหลังการดำเนินดังกล่าว จำนวนหุ้นสามัญ ของบริษัทฯ ยังคง เท่าเดิมที่ 1,023,666,700 หุ้น

“GGC ยึดมั่นในหลักบรรษัทภิบาลที่ดีมาโดยตลอด โดยได้ดำเนินการ ตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์ของกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วนด้วยความ โปร่งใส ได้ประกาศแจ้งมติการปรับโครงสร้างทุนให้ทราบโดยทั่วกัน ผ่านหนังสือพิมพ์ระหว่างวันที่ 7 - 9 กรกฎาคม 2569 พร้อมทั้งจัดส่งหนังสือ แจ้งมติการลดทุนให้แก่เจ้าหนี้ของบริษัทฯ ตามที่กฎหมายกำหนด สำหรับระยะเวลาที่เจ้าหนี้มีสิทธิยื่น คำคัดค้านได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ซึ่งไม่ปรากฏว่า มีเจ้าหนี้รายใดยื่นคำคัดค้าน การดำเนินการ บริษัทฯ แต่อย่างใด”

ล่าสุดบริษัทฯ ได้ดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง ทุนจดทะเบียน และทุนชำระแล้วรวมถึงการแก้ไข หนังสือบริคณห์สนธิ ข้อ 4 (ทุน) ต่อนายทะเบียน บริษัทมหาชนจำกัด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569

ดร.กฤษฎา กล่าวว่า การปรับโครงสร้างทุนครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการบริหาร จัดการโครงสร้าง ทางการเงิน ของบริษัทฯ อย่างรอบคอบ เพื่อให้โครงสร้างทุน สะท้อนสถานะ ทางการเงินของบริษัทฯ ได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้นและสอดคล้อง กับหลักเกณฑ์การพิจารณาของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในภาพรวมซึ่งบริษัทฯ เชื่อมั่นว่าจะเป็นปัจจัยสนับสนุน ให้อัตราส่วนทุนชำระแล้ว ต่อส่วนของผู้ถือหุ้นมี ความสอดคล้องมากยิ่งขึ้นในระยะถัดไป

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นการเตรียมความพร้อม ด้านโครงสร้างทุนของบริษัทฯ อย่างเป็นระบบซึ่งจะช่วยเสริมสร้าง ความแข็งแกร่งของงบดุล (Balance Sheet) สนับสนุนศักยภาพ ในการดำเนินธุรกิจ และสร้างโอกาสในการจ่ายเงินปันผล ในอนาคต เมื่อบริษัทฯ มีผลประกอบการและกระแสเงินสด ที่เหมาะสมตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งเน้นการสร้าง ประโยชน์สูงสุดแก่บริษัทฯ ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสีย ทุกฝ่ายอย่างยั่งยืน

ปตท.สผ. คว้า 7 รางวัลดีเด่น EIA Monitoring Awards 2026 ปฏิบัติตามมาตรการสิ่งแวดล้อม รับย้ำมาตรฐานสิ่งแวดล้อมเข้มงวด ทั่วประเทศจากโครงการปิโตรเลียม สร้างความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่อง

ปตท.สผ. คว้า 7 รางวัลดีเด่น จาก EIA Monitoring Awards 2026

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ได้รับรางวัลสถานประกอบการดีเด่นที่ปฏิบัติตามมาตรการในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2569 (EIA Monitoring Awards 2026) ประเภทการพัฒนาปิโตรเลียม จากการดำเนินโครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั้งบนบกและนอกชายฝั่ง รวม 7 รางวัล จากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินงานตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง

โครงการที่ ปตท.สผ. ได้รับรางวัลอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ได้แก่ โครงการพัฒนาแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติสินภูฮ่อม แปลงสำรวจบนบกหมายเลข EU1 และ E5 ในพื้นที่โคราช E5N จังหวัดอุดรธานีและขอนแก่น และโครงการผลิตปิโตรเลียมแหล่งกำแพงแสน แปลง PTTEP 1 จังหวัดนครปฐม สำหรับโครงการผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G2/61 ได้รับรางวัลต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

นอกจากนั้น ปตท.สผ. ยังได้รับรางวัลในโครงการผลิตปิโตรเลียมแหล่งอาทิตย์แปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข 14A, 15A และ 16A โครงการผลิตปิโตรเลียมแหล่งสิริกิติ์ และแหล่งลานกระบือ แปลงเอส 1 จังหวัดกำแพงเพชร พิษณุโลก และสุโขทัย โครงการเจาะสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจบนบกหมายเลข L53/43 และ L54/43 จังหวัดสุพรรณบุรี และโครงการผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G1/61 ตอนล่าง (แหล่งเอราวัณ จักรวาล สตูล และฟูนานเดิม) อีกด้วย

พิธีมอบรางวัลจัดขึ้นในงานสัมมนาวิชาการและมอบรางวัลแก่สถานประกอบการที่ปฏิบัติตามมาตรการในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2569 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ

BCPG เผยความคืบหน้า รับหนังสือ DSI ขอข้อมูลลงทุน พร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่ ยังไม่มีข้อสรุปหรือผลกระทบสำคัญ ดำเนินธุรกิจปกติไม่สะดุด

BCPG ชี้แจงกรณีได้รับหนังสือขอข้อมูลจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) (“BCPG” หรือ “บริษัทฯ”) ขอแจ้งให้ทราบว่าบริษัทฯ ได้รับหนังสือจาก กรมสอบสวนคดีพิเศษ (“DSI”) ขอให้จัดส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในโครงการคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือ จังหวัดเพชรบุรี เพื่อประกอบการสืบสวนสอบสวนของ DSI

ในการนี้ บริษัทฯ พร้อมให้ความร่วมมือกับ DSI และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีข้อสรุปหรือคำวินิจฉัยใด ๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าว
ทั้งนี้ บริษัทฯ มีนโยบายบริหารองค์กรตามหลักธรรมาภิบาล ให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลกิจการที่ดี คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย และให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎหมาย หลักเกณฑ์ และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
ตลอดจนการเปิดเผยข้อมูลต่อผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้มีส่วนได้เสียอย่างถูกต้องและเหมาะสม และหากมีพัฒนาการที่มีนัยสำคัญซึ่งเข้าหลักเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูล บริษัทฯ จะดำเนินการเปิดเผยข้อมูลตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ณ ปัจจุบัน การดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ยังคงเป็นไปตามปกติอย่างต่อเนื่อง และบริษัทฯ ยังไม่พบผลกระทบที่มีนัยสำคัญต่อฐานะการเงินหรือการดำเนินงานของบริษัทฯ จากเรื่องดังกล่าว

ปตท.รุกตลาด LNG ลงนามสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว จับมือพันธมิตรเกาหลี-นอร์เวย์ เสริมขีดความสามารถบริหารจัดการพลังงาน ตั้งเป้าเป็น Global LNG Player ระดับโลก

กลุ่ม ปตท. รุกขยายธุรกิจ LNG สร้างการเติบโตในตลาดพลังงานโลก จับมือพันธมิตรระดับสากลในงาน Gastech 2026

กลุ่ม ปตท. เดินหน้ารุกตลาดพลังงานระดับโลก ลงนามสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และบรรลุข้อตกลงความร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจระดับสากลในงาน Gastech 2026 เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถและเพิ่มความยืดหยุ่นการจัดหาและบริหารจัดการพลังงานจากแหล่งต่าง ๆ ทั่วโลก ภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ ต่อยอดศักยภาพการแข่งขันในตลาดพลังงานระหว่างประเทศและสร้างการเติบโตในระยะยาว

การลงนามสัญญาครอบคลุมความร่วมมือกับพันธมิตรจากหลากหลายภูมิภาค เพื่อเร่งขยาย LNG Portfolio พร้อมทั้งแสวงหาโอกาสทางธุรกิจ ประกอบด้วย สัญญาซื้อขาย LNG ระยะยาวระหว่าง บริษัท ปตท.

ค้าสากล จำกัด (PTT International Trading Pte Ltd หรือ PTTT) กับ GS Energy Trading Singapore Pte. Ltd. (GSETS) บริษัทพลังงานชั้นนำจากสาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งนับเป็นสัญญาที่ PTTT ขาย LNG ระยะยาวฉบับแรกกับ GSETS โดยมี ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) Mr. Yongsoo Huh, Vice Chairman and Chief Executive Officer, GS Energy Corporation พร้อมด้วย นายประสงค์ อินทรหนองไผ่ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย นายจตุรงค์ วรวิทย์สุรวัฒนา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ และผู้บริหารกลุ่ม ปตท. ร่วมเป็นสักขีพยาน เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการค้าขาย LNG ของประเทศไทยและสาธารณรัฐเกาหลี พร้อมบุกตลาดหลักในภูมิภาคเอเชียเหนือ รวมถึง PTTT มีการลงนามในข้อตกลงความร่วมมือกับ Korea East-West Power Co., Ltd. (EWP) เพื่อแสวงหาโอกาสทางความร่วมมือในธุรกิจ LNG ครอบคลุมการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ การร่วมลงทุนในธุรกิจต้นน้ำ และอื่น ๆ ที่สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจของทั้งสองฝ่ายในอนาคต

นอกจากนี้ PTTT ยังได้ลงนามสัญญาซื้อขาย LNG ระยะยาวกับ Equinor ASA (Equinor) บริษัทพลังงานชั้นนำจากราชอาณาจักรนอร์เวย์อีกด้วย นับเป็นความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ที่สะท้อนศักยภาพกลุ่ม ปตท. ในการเชื่อมโยงแหล่งพลังงานจากทั่วโลกและการแสวงหาโอกาสความร่วมมือผ่านเครือข่ายพันธมิตรและธุรกิจการค้าระหว่างประเทศที่เข้มแข็ง ตลอดจนความสามารถในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน LNG อย่างครบวงจร สนับสนุนเป้าหมายของกลุ่ม ปตท. ในการมุ่งสู่การเป็น Global LNG Player เพื่อเติบโตอย่างยั่งยืนในระดับสากล

EGCO Group ขยายพอร์ตพลังงานสหรัฐฯ!! ซื้อหุ้น 45% โรงไฟฟ้า Astoria Energy II กำลังผลิต 615 MW ใจกลางนิวยอร์ก เน้น Asset Recycling หมุนเงินสด รับอานิสงส์ตลาด AI & Data Center

EGCO Group เน้นพลังกลยุทธ์ Asset Recycling ต่อเนื่อง ลุยขยายฐานสหรัฐฯ เข้าซื้อหุ้น 45% โรงไฟฟ้าก๊าซ CCGT “Astoria Energy II” ขนาด 615 MW ใจกลางนครนิวยอร์ก

โชว์วินัยการจัดสรรเงินทุน หมุนเวียนเงินสดเข้าสินทรัพย์คุณภาพสูง รับรู้กระแสเงินสดทันที รับอานิสงส์ Data Center & AI ตลาดสหรัฐฯ

บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group ตอกย้ำความสำเร็จของการขับเคลื่อนกลยุทธ์ “POWER4” และความเชี่ยวชาญด้าน Asset Recycling ประกาศเข้าซื้อหุ้นทางอ้อม 45.0549% ในโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมก๊าซธรรมชาติ Astoria Energy II (AE II) กำลังผลิต 615 เมกะวัตต์ ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ผ่านบริษัทย่อย EGCO New York, LLC สะท้อนขีดความสามารถในการจัดสรรเงินทุนเชิงรุก นำเงินสดจากการหมุนเวียนสินทรัพย์เข้าลงทุนในสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานระดับพรีเมียม (High-Quality Core Asset) ที่มีสัญญา Tolling Agreement ระยะยาวกับองค์กรไฟฟ้าสาธารณะแห่งรัฐนิวยอร์ก (NYPA) การันตีการรับรู้กระแสเงินสดที่มั่นคงทันที เสริมความแข็งแกร่งให้พอร์ตการลงทุนในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นฐานการเติบโตอันดับ 2 ของบริษัท

นายธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO Group เปิดเผยด้วยความเชื่อมั่นว่า “การเข้าลงทุนในโรงไฟฟ้า Astoria Energy II (AE II) ครั้งนี้ คือแนวทางที่ชัดเจนของการดำเนินกลยุทธ์ Asset Recycling หรือการหมุนเวียนสินทรัพย์อย่างมีวินัยเชิงยุทธศาสตร์ของ EGCO Group เรานำเงินทุนและสภาพคล่องจากการรีไซเคิล สินทรัพย์ที่เติบโตเต็มที่แล้ว มาหมุนเวียนต่อยอดเข้าสู่สินทรัพย์คุณภาพสูงที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วทันที เพื่อเพิ่มอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น และยกระดับเสถียรภาพด้านกระแสเงินสดของบริษัทให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น”

“EGCO New York, LLC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ EGCO ถือหุ้นทั้งหมด ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นกับ Gulf Pacific Power, LLC (GPP) กองทุน Private Equity ซึ่งบริหารโดย Harbert Power หน่วยงานด้านการลงทุนในธุรกิจพลังงานของ Harbert Management Corporation เพื่อเข้าถือหุ้นทางอ้อมในสัดส่วน 45.0549% ใน Astoria Energy II LLC (AE II) เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ซึ่งการลงทุนครั้งนี้ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์การสร้างมูลค่าเพิ่มทันทีให้กับผู้ถือหุ้น แต่ยังเป็นการปักหมุดสินทรัพย์ระดับยุทธศาสตร์ในตลาดพลังงานที่มีความต้องการสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก” นายธวัชชัย กล่าว

เจาะ 3 ไฮไลท์ยุทธศาสตร์: AE II สินทรัพย์พรีเมียมใจกลางนครนิวยอร์ก
โรงไฟฟ้า AE II เป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ (CCGT) กำลังผลิต 615 เมกะวัตต์ เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เมื่อปี 2554 โดยมีจุดแข็งเชิงกลยุทธ์ทางการเงินและการดำเนินงาน 3 ประการ ได้แก่
1) ทำเลทองเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Location): ตั้งอยู่ในเขตควีนส์ (Queens) ห่างจากสนามบิน ลาการ์เดียไม่ถึง 2 ไมล์ ซึ่งเป็นพื้นที่ใจกลางศูนย์กลางการใช้ไฟฟ้า Zone J ของ New York Independent System Operator (NYISO) ที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่สูง
2) รายได้ไร้ความเสี่ยงด้านราคาด้วย Tolling Agreement กับ NYPA: จำหน่ายไฟฟ้าและบริการเสริมระบบภายใต้สัญญาจ้างผลิตไฟฟ้าระยะยาวกับ New York Power Authority (NYPA) ซึ่งเป็นองค์กรไฟฟ้าสาธารณะของรัฐที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ทำให้ EGCO Group รับรู้รายได้และกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ แน่นหนา ไม่ผันผวนตามราคาเชื้อเพลิง
3) โรงไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงรองรับ Transition & AI Demand: เป็นหนึ่งในโรงไฟฟ้า CCGT ที่ใหม่และมีประสิทธิภาพสูงสุดใน Zone J นิวยอร์ก พร้อมทำหน้าที่เป็นโรงไฟฟ้าฐานที่สร้างความยืดหยุ่นให้แก่ระบบไฟฟ้า

ต่อยอด New S-Curve ในสหรัฐฯ สู่การเติบโตระดับ Gold Standard
นายธวัชชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า “สหรัฐอเมริกาคือตลาดหลักยุทธศาสตร์อันดับ 2 ของ EGCO Group การเข้าถือหุ้นใน AE II ครั้งนี้ เมื่อผนึกรวมกับพอร์ตสินทรัพย์ที่เรามีอยู่แล้ว ทั้งโรงไฟฟ้า Linden Cogen, Compass Portfolio และ กลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน Apex Clean Energy และ Pinnacle II จะทำให้ EGCO Group มีตำแหน่งทางธุรกิจที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง ในการรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เติบโตก้าวกระโดดจากเทคโนโลยี AI และ Data Center รวมทั้งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในสหรัฐฯ

สิ่งนี้ยืนยันถึง “พลังและศักยภาพการบริหารงาน” ของทีมผู้บริหาร EGCO Group ที่พร้อมสร้างการเติบโตอย่างยืดหยุ่น ยึดมั่นในวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด เพื่อมอบผลตอบแทนและสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนในระยะยาว”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top