Monday, 20 July 2026
ECONBIZ NEWS

EVAT แนะรัฐดัน EV รับมือวิกฤตน้ำมันพุ่ง ชู EV ทางเลือกพลังงานใหม่ ดันไทยสู่พลังงานแห่งอนาคต 5 ข้อเสนอเร่งดันนโยบายจริงจัง

EVAT แนะรัฐเร่งขับเคลื่อน EV Ecosystem รับมือวิกฤตราคาน้ำมัน ชู EV เป็นทางเลือกพลังงานแห่งอนาคต

สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย แนะรัฐเร่งขับเคลื่อน EV Ecosystem ฝ่าวิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง ชูยานยนต์ไฟฟ้าเป็นทางเลือกพลังงานใหม่ หนุนเป้าหมายประเทศ 30at30

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 — สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) แสดงความห่วงใยต่อผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างภาระต่อประชาชน ผู้บริโภค และภาคธุรกิจในวงกว้าง พร้อมเสนอให้ภาครัฐเร่งผลักดันระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) อย่างครบวงจร เพื่อเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการลดการพึ่งพาน้ำมัน และเปิดทางให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานทางเลือกได้มากขึ้นในระยะยาว

สมาคมฯ ระบุว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านพลังงานโลกจากความตึงเครียดระหว่างประเทศ แม้ว่ารัฐบาลจะได้ออกมาตรการบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันแล้วหลายด้าน แต่ในเชิงโครงสร้าง ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งวางรากฐานด้านพลังงานทางเลือกควบคู่กันไป โดย “ยานยนต์ไฟฟ้า” ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกที่มีศักยภาพสูง ทั้งในมิติด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

กระแสตอบรับจากผู้บริโภคในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงเทรนด์และยอดจองยานยนต์ไฟฟ้าในงาน Motor Show ปีนี้ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าประชาชนไทยเปิดรับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพร้อมปรับตัวสู่การใช้พลังงานรูปแบบใหม่ที่สะอาด มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนมากกว่าเดิม

สมาคมฯ เห็นว่า การผลักดันยานยนต์ไฟฟ้าไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงเรื่องการจำหน่ายรถ แต่ต้องเดินหน้าอย่างเป็นระบบและครบวงจร ทั้งด้านการผลิต การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน สถานีชาร์จ ระบบข้อมูลกลาง มาตรการส่งเสริมจากภาครัฐ ตลอดจนการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคเพื่อลดความกังวลในการใช้งานจริง และทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือกเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน

แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทยภายใต้นโยบาย 30at30 ที่มุ่งให้การผลิตยานยนต์ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์มีสัดส่วน 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมด และผลักดันให้การใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 50% ภายในปี 2030 เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว

.

ข้อเสนอของสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยดังกล่าว เป็นผลจากการระดมความคิดเห็นร่วมกับคณะกรรมการสมาคมในการประชุมประจำเดือนช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีข้อเสนอสำคัญ 5 ประการ ได้แก่

1. ส่งเสริมให้ภาครัฐนำร่องใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในหน่วยงานราชการและสถาบันการศึกษาของรัฐมากขึ้น

2. สนับสนุนการเร่งขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้น

3. ผลักดันการจัดทำแอปพลิเคชันกลางโดยภาครัฐ เพื่อรวบรวมข้อมูลสถานีชาร์จจากทุกผู้ให้บริการให้ประชาชนเข้าถึงได้สะดวก

4. เสนอให้มีการศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) เพื่อกระตุ้นการใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาด และลดการบริโภคน้ำมันในระยะยาว

5. เร่งสร้างความเชื่อมั่นทั้งระบบ เช่น บริการหลังการขาย สต็อกอะไหล่ สินเชื่อ ประกันภัย การติดตั้งเครื่องชาร์จที่บ้าน ทักษะฝีมือช่าง เป็นต้น

สมาคมฯ เห็นว่า ข้อเสนอทั้ง 5 ประการนี้ เป็นแนวทางที่สามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริงในระยะอันใกล้ หากได้รับความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า “ วิกฤตราคาน้ำมันในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นชัดว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างทางเลือกด้านพลังงานให้กับประชาชนอย่างจริงจัง ยานยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญที่จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมัน และนำพาประเทศไปสู่พลังงานสะอาดและยั่งยืนมากขึ้น

ข้อเสนอของสมาคมฯ เป็นข้อเสนอที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในภาครัฐ การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค หากทุกภาคส่วนร่วมกันผลักดันอย่างจริงจัง เราเชื่อว่าวิกฤตครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงความท้าทาย แต่จะเป็นโอกาสสำคัญในการเร่งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตพลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม ”

เกี่ยวกับ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (Electric Vehicle Association of Thailand)

สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยเป็นสมาคมที่ไม่เเสวงหาผลกำไร โดยแนวทางของสมาคมมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนการเเลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการด้านเทคโนโลยี และนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท ยังรวมไปถึงการให้คำปรึกษาข้อบังคับมาตรฐาน และการดำเนินงานในการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ในปัจจุบันสมาคมมี คุณสุโรจน์ เเสงสนิท ทำหน้าที่นายกสมาคม และมีสมาชิกที่มาจากภาคเอกชน สถาบันศึกษา รัฐวิสาหกิจ และบุคคลทั่วไปรวมทั้งสิ้นกว่า 390 ราย โดยทางสมาคมมีการกำหนดการจัดการประชุม ในทุกๆเดือน และมีการเเบ่งคณะทำงานในด้านต่างๆเพื่อสนับสนุน และส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน 

ติดตามข่าวสารของสมาคมได้ที่ www.evat.or.th

ไทยเร่งพัฒนายานยนต์ เปิดเวที Future Mobility Thailand 2026 เชื่อมธุรกิจ–เทคโนโลยีสู่ HUB ใหม่ ผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ตลาดอาเซียนยางรถโตเร็วสุดในโลก

ไทยเร่งเครื่องสู่อุตสาหกรรมยานยนต์อนาคต เปิดเวที “Future Mobility Thailand 2026 และ TyreXpo Asia Bangkok & AutoMROtive 2026” เชื่อมโลกธุรกิจ–เทคโนโลยี ดันประเทศสู่ Technology-Driven Hub

กรุงเทพมหานคร – ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ ด้วยการประกาศจัดงาน Future Mobility Thailand 2026 (FMT 2026) ร่วมกับ TyreXpo Asia Bangkok & AutoMROtive 2026 เวทีแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจระดับนานาชาติ ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่อนาคต ผ่านการผสานนวัตกรรม เทคโนโลยี และโอกาสทางธุรกิจในห่วงโซ่อุตสาหกรรมครบวงจร

งานแถลงข่าว “Future Mobility Thailand 2026 TyreXpo Asia Bangkok & AutoMROtive 2026”  โดยได้รับความร่วมมือจากสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) และ Informa Markets พร้อมพันธมิตรจากทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อร่วมกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในยุค Future Mobility

ด้าน นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์โลกกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ไปสู่เทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ ขณะที่ประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตยานยนต์อันดับ 10 ของโลก จำเป็นต้องพัฒนาอุตสาหกรรมในรูปแบบ Multiple Track ควบคู่กัน ทั้งการรักษาฐานการผลิตเครื่องยนต์สันดาป และการเร่งขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้าภายใต้นโยบาย 30:30

“Future Mobility Thailand 2026 จะเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับพันธมิตรจากทั่วโลก อาทิ จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น เยอรมนี และเกาหลี เพื่อสนับสนุนการ Transform อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทยสู่อนาคตอย่างเป็นรูปธรรม” นายสมพลกล่าว

ดร.เกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ เผยภาพรวมนโยบายและโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า ว่ากำลังเผชิญ "จุดเปลี่ยนสำคัญ" ในการก้าวสู่ยุคยานยนต์แห่งอนาคต โดยมีแรงขับจาก การแข่งขันในอุตสาหกรรมยานยนต์มีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้แต่ละภาคส่วน ต้องปรับเปลี่ยนและเร่งพัฒนาให้สอดรับกับความต้องการของตลาด โดยเฉพาะการเตรียมพร้อมรับมือเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งกระทบต่อโครงสร้างการผลิตต่อจุดคุ้มทุนในปัจจุบันต้องมีความยืดหยุ่นมากขึ้น

ในขณะเดียวกัน การที่ยานยนต์สมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญแก่ระบบอัจฉริยะเต็มรูปแบบ ได้กลายเป็นตัวเร่งให้เกิดการพลิกโฉมระบบนิเวศทางอุตสาหกรรม นอกจากเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อีกด้านหนึ่งเราจำเป็นต้องเร่งสร้างทักษะแรงงานใหม่เพื่อรองรับนวัตกรรมดังกล่าว จุดเปลี่ยนเหล่านี้ตอกย้ำว่า ประเทศไทยต้องบูรณาการความร่วมมือ เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตแบบเดิม สู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์ ด้วยนโยบายและทิศทางที่อยู่ภายใต้กรอบของความยั่งยืน

นอกจากนี้ ดร.เกรียงศักดิ์ ยังชี้ให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของความเป็นผู้นำในการบูรณาการความร่วมมือเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของไทยในระดับภูมิภาค ท่ามกลางยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม ทุกภาคส่วนต้องเริ่มต้นจากการสร้างจุดแข็งภายในองค์กร อาทิความคล่องตัวที่พร้อมปรับเปลี่ยนและปรับตัวต่อทุกสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนานวัตกรรม ให้เกิดขึ้นจริงในภาคอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการยกระดับการบริหารจัดการต้นทุนและทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

เมื่อองค์กรมีความแข็งแกร่งจากภายในแล้ว ภาคอุตสาหกรรมจำเป็นต้องทลายกรอบการทำงานแบบเดิม สู่ การสร้างเครือข่ายพันธมิตร โดยร่วมแบ่งปันองค์ความรู้ร่วมกันตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้อุตสาหกรรมไทยสามารถก้าวทันเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และตอกย้ำศักยภาพการเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์และนวัตกรรมขับเคลื่อนของภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน

นางอนุษฐา เชาว์วิศิษฐ เลขาธิการสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยต้องการขยายสู่ตลาดใหม่ในระดับภูมิภาคและระดับโลก ควบคู่ไปกับการสร้างพันธมิตรด้านเทคโนโลยี เพื่อยกระดับศักยภาพการผลิตให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน การเข้าถึงผู้ซื้อโดยตรง และการพัฒนามาตรฐานสู่ระดับสากล ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขัน อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเดินหน้าภายใต้วิสัยทัศน์ Thailand Automotive Industry Vision 2030 ซึ่งครอบคลุมทั้งระบบนิเวศอุตสาหกรรม ตั้งแต่ผู้ผลิตไปจนถึงซัพพลายเชน   งาน“Future Mobility Thailand จะเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับพันธมิตรระดับโลก สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ และเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว”

อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ผู้จัดงาน TyreXpo Asia Bangkok & AutoMROtive 2026 เปิดเผยมุมมองเชิงกลยุทธ์ต่ออุตสาหกรรมยางรถยนต์และตลาดอาฟเตอร์มาร์เก็ตยานยนต์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยชี้ให้เห็นว่า”อาเซียนกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการเติบโตเร็วที่สุดในโลก จากปัจจัยสนับสนุนทั้งการเพิ่มขึ้นของจำนวนยานพาหนะ การขยายตัวของเครือข่ายโลจิสติกส์ และจำนวนรถยนต์ใช้งานระยะยาว (aging fleet) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการสินค้าและบริการด้านอะไหล่ การบำรุงรักษา และโซลูชัน MRO เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ 

ทั้งนี้ Mr.Alwin Seow (นายอัลวิน เซียว) รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารโครงการ – เอเชียและสิงค์โปร์ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ กล่าวว่า "เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ได้เป็นเพียงตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ยังกำลังก้าวขึ้นมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์และอะไหล่ทดแทนระดับโลก ด้วยแรงหนุนจากการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป"

การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วทั้งภูมิภาคยังเป็นตัวเร่งสำคัญที่ผลักดันนวัตกรรมในอุตสาหกรรมยาง ตั้งแต่การออกแบบและสมรรถนะ ไปจนถึงความต้องการด้านการบำรุงรักษารูปแบบใหม่ที่แตกต่างจากยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปแบบดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง การเปลี่ยนแปลงนี้กำลังผลักดันให้ผู้ผลิตต้องพัฒนาเทคโนโลยีของตนอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดยุคใหม่ 

ขณะเดียวกัน โครงสร้างพื้นฐานด้านบริการหลังการขายกำลังขยายตัวเพื่อรองรับจำนวนยานยนต์ที่เพิ่มขึ้นและมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น การเปิดตัว AutoMROtive 2026 มาในจังหวะที่สำคัญยิ่ง โดยมุ่งเติมเต็มช่องว่างสำคัญในระบบนิเวศด้านการบำรุงรักษา ซ่อมแซม และดำเนินงาน (MRO) ของตลาดอะไหล่ทดแทนยานยนต์ในภูมิภาค

ในส่วนของการเลือกประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน TyreXpo Asia Bangkok และ AutoMROtive นั้น อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ได้เน้นย้ำถึงความแข็งแกร่งของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ระดับภูมิภาค พร้อมระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ผลิต OEM ผู้ผลิตชิ้นส่วน และห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการสนับสนุนที่เข้มแข็งและสม่ำเสมอจากหน่วยงานภาครัฐและสมาคมอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังทำหน้าที่เป็นประตูยุทธศาสตร์สู่กลุ่มตลาด CLMV ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม รวมถึงภูมิภาคอาเซียนในวงกว้าง ด้วยทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม โครงสร้างพื้นฐาน และศักยภาพด้านโลจิสติกส์ที่รองรับการขยายธุรกิจในระดับภูมิภาค

"ประเทศไทยมีทุกองค์ประกอบที่เหมาะสม ทั้งความลึกของอุตสาหกรรม ทำเลยุทธศาสตร์ และศักยภาพการเติบโต ทำให้เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการจัดงาน TyreXpo Asia Bangkok & AutoMROtive 2026" นายอัลวิน เซียว กล่าว

การจัดงาน TyreXpo Asia Bangkok & AutoMROtive ควบคู่กับ Future Mobility Thailand สะท้อนวิสัยทัศน์ของ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ในการก้าวข้ามบทบาทของผู้จัดงานแสดงสินค้าแบบดั้งเดิม สู่การเป็นผู้สร้างแพลตฟอร์มอุตสาหกรรม ที่เชื่อมโยงผู้เล่นทุกรายตลอดห่วงโซ่คุณค่าภายใต้ระบบนิเวศเดียวที่บูรณาการเข้าด้วยกัน

"เราไม่ได้มองตัวเองแค่ในฐานะผู้จัดงาน แต่เรากำลังสร้างแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงระบบนิเวศอุตสาหกรรมทั้งหมด ตั้งแต่ยางและชิ้นส่วนยานยนต์ ไปจนถึงบริการ MRO และเทคโนโลยีการเดินทางแห่งอนาคต เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้พบปะ สร้างเครือข่าย และขยายธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ" นายอัลวิน เซียว กล่าวเพิ่มเติม

การบรรจบกันของธุรกิจยาง MRO ยานยนต์ และเทคตโนโลยีเพื่อการเดินทางสมัยใหม่ จะไม่เพียงสร้างการเชื่อมโยงข้ามอุตสาหกรรมที่มีความหมาย แต่ยังยกระดับคุณค่าที่มอบให้แก่ทั้งผู้แสดงสินค้าและผู้เข้าชม ผ่านโอกาสทางธุรกิจใหม่ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการเข้าถึงนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์

ภายในงาน ผู้เข้าร่วมจะได้สัมผัสกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากบริษัทชั้นนำระดับโลก เข้าร่วมกิจกรรม Business Matching รับฟังการประชุมสัมมนาจากผู้เชี่ยวชาญ และร่วมกิจกรรมเครือข่ายที่ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่ชิ้นส่วน OEM อะไหล่ทดแทน ยาง และเทคโนโลยีและบริการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงระบบออโตเมชัน หุ่นยนต์ และโซลูชันการเดินทางขั้นสูง

ผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้สนใจทุกท่านได้รับเชิญเข้าร่วมงานและลงทะเบียนรับบัตรเข้างานฟรี สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.futuremobilitythailand.com // www.tyrexpoasia.com // www.automrotive.com

ตม.เตือนภัยบัตรเครดิต!! กว่า 80 คดีทุจริตบัตรบนเครื่องบิน มูลค่าความเสียหายกว่า 8 ล้านบาท เคทีซีแนะนำ 4 วิธีป้องกัน เน้นใช้แอปคุมความเสี่ยงเดินทาง

ตม. เตือนภัยโจรกรรมบัตรเครดิตช่วงเดินทาง พุ่ง 80 เคส เสียหายกว่า 8 ล้านบาท
เคทีซีแนะเก็บบัตรไว้กับตัว พร้อมใช้ฟีเจอร์ควบคุมผ่านแอปลดความเสี่ยง

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ออกประกาศเตือนนักเดินทาง หลังพบแนวโน้มการโจรกรรมบัตรเครดิตบนเครื่องบินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และส่วนใหญ่เกิดในเที่ยวบินระหว่างประเทศระยะสั้นไม่เกิน 3 ชั่วโมง จากข้อมูล18 สถาบันการเงินพบความเสียหายมากกว่า 80 กรณี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 8 ล้านบาท ด้านบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ “เคทีซี” ชี้ธุรกรรมยุคดิจิทัลทำให้ความเสี่ยงเกิดขึ้นได้รวดเร็วขึ้น และเริ่มพบเคสทุจริตในลักษณะออฟไลน์เพิ่มขึ้น แนะผู้ถือบัตรใช้แอปป้องกันความเสี่ยงระหว่างเดินทาง

.พ.ต.อ.พงศ์ธร พงศ์รัชตนันทน์ รองผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 และโฆษก บก.ตม.2 เปิดเผยว่า ตม. ได้เตรียมดำเนินมาตรการตามแนวคิด “สามเหลี่ยมอาชญากรรม” ซึ่งประกอบด้วย เหยื่อ–โอกาส–คนร้าย โดยมุ่งลด “โอกาส” ที่จะเกิดเหตุ ผ่านการประชาสัมพันธ์เชิงรุกทั้งช่องทางออนไลน์และภายในสนามบิน พร้อมประสานสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยและสายการบิน เพื่อเพิ่มบทบาทลูกเรือในการแจ้งเตือนผู้โดยสาร และเฝ้าระวังพฤติกรรมต้องสงสัยระหว่างการเดินทาง

ทั้งนี้ขอให้ผู้โดยสารเพิ่มความระมัดระวังในการเก็บทรัพย์สินมีค่า และตรวจสอบสัมภาระอย่างสม่ำเสมอระหว่างการเดินทาง

นายไรวินทร์ วรวงษ์สถิตย์ ประธานชมรมป้องกันทุจริตบัตรเครดิต และผู้บริหารสูงสุดสายงานควบคุมงานปฏิบัติการและปฏิบัติการร้านค้า “เคทีซี” กล่าวว่า รูปแบบการก่อเหตุที่พบมากคือ มิจฉาชีพอาศัยจังหวะที่ผู้โดยสารเผลอหรือนอนหลับ แอบเปิดกระเป๋าสัมภาระที่วางบนช่องเหนือศีรษะ ซึ่งมักไม่อยู่ในตำแหน่งตรงกับที่นั่งของเจ้าของ ก่อนนำบัตรไปใช้ทำธุรกรรมผ่านโทรศัพท์มือถือทันทีหลังลงจากเครื่อง

“กรณีดังกล่าวมักถูกจัดอยู่ในกลุ่ม ‘บัตรหาย’ เนื่องจากบัตรไม่ได้อยู่ในความครอบครองของลูกค้าในช่วงเกิดรายการ ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีการชำระเงินที่รวดเร็ว แม้ช่วยเพิ่มความสะดวกให้ผู้บริโภค ก็อาจกลายเป็นช่องทางให้ผู้ไม่หวังดีฉวยโอกาสได้เช่นกัน ดังนั้น การบริหารความเสี่ยงจึงต้องเกิดขึ้นทั้งจากพฤติกรรมของผู้ใช้และเครื่องมือทางการเงินควบคู่กัน” นายไรวินทร์กล่าว

แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับการเติบโตของสังคมไร้เงินสด (cashless society) ที่ทำให้การใช้จ่ายสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เพิ่มความเสี่ยง หากผู้ถือบัตรขาดความระมัดระวัง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ไม่สามารถดูแลทรัพย์สินได้อย่างใกล้ชิด เช่น ระหว่างการเดินทาง

เคทีซีแนะ 4 วิธีลดความเสี่ยงโจรกรรมบัตรระหว่างเดินทางเพื่อช่วยลดความเสี่ยง

เคทีซีแนะนำแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ถือบัตร ดังนี้

1.เก็บบัตรไว้กับตัวตลอดเวลา
หลีกเลี่ยงการเก็บบัตรในกระเป๋าที่วางบนช่องสัมภาระเหนือศีรษะ ซึ่งอยู่นอกสายตา

2.ใช้ฟีเจอร์ควบคุมบัตรผ่านแอปพลิเคชัน
เช่น การบล็อกบัตรชั่วคราว (Temporary Block) และการกำหนดวงเงินการใช้จ่าย (Spending Control) เพื่อจำกัดความเสี่ยง

3.เปิดการแจ้งเตือนธุรกรรมแบบเรียลไทม์
เพื่อตรวจสอบความเคลื่อนไหวของบัญชี และรับรู้ความผิดปกติได้ทันที

4.แจ้งแผนการเดินทางล่วงหน้า
เพื่อช่วยให้ระบบสามารถตรวจจับธุรกรรมที่ผิดปกติได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ เคทีซีเน้นย้ำว่า การป้องกันความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือการผสานระหว่าง “ความระมัดระวังของผู้ใช้” และ “การใช้เครื่องมือทางการเงินอย่างเหมาะสม” เพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างปลอดภัยและไร้กังวล     

ออกข่าวในนาม :   สื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร บมจ.บัตรกรุงไทย

สวนนงนุชพัทยา ปรับสู่ยุคพลังงานสะอาดน้ำมันแพง สร้างสถานีชาร์จ EV พร้อมระบบโซลาร์เซลล์ รองรับลานจอดรถขนาดใหญ่กว่า 20ไร่ ต้อนรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก . สวนนงนุชพัทยา ภายใต้การบริหารของ นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เดินหน้าก่อสร้างระบบผลิตไฟฟ้าจากพลั

สวนนงนุชพัทยา ปรับสู่ยุคพลังงานสะอาดน้ำมันแพง สร้างสถานีชาร์จ EV พร้อมระบบโซลาร์เซลล์ รองรับลานจอดรถขนาดใหญ่กว่า 20ไร่ ต้อนรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก

สวนนงนุชพัทยา ภายใต้การบริหารของ นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เดินหน้าก่อสร้างระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ขนาด 3.5 กิโลวัตต์ พร้อมติดตั้ง สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) 

โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับการเติบโตของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสวนนงนุชพัทยามุ่งเน้นการให้บริการ สำหรับที่จอดรถในที่ร่ม  ที่ทันสมัยและตอบโจทย์การเดินทางของนักท่องเที่ยวในยุคพลังงานสะอาดและค่าน้ำมันแพง

“เราต้องการให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเดินทางมาสวนนงนุชได้อย่างสะดวกสบาย พร้อมมีจุดบริการชาร์จไฟรองรับ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริม ความมั่นคงทางพลังงานทางเลือก  และสนับสนุนแนวคิด การท่องเที่ยวสีเขียว ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” นายกัมพลกล่าว

ทั้งนี้ โครงการก่อสร้างระบบโซลาร์เซลล์และสถานีชาร์จรถไฟฟ้าดังกล่าว ดำเนินการก่อสร้างมาแล้ว 3เดือน คาดว่าจะแล้วเสร็จและพร้อมให้บริการภายใน 3 เดือนข้างหน้า ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของสวนนงนุชพัทยาในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่ทันสมัย ควบคู่กับการใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ไทยรุกตลาดอาหารจีน “จิตรเทพ” นำทีมไทยร่วม China Food Trade Fair 2026 เร่งจับคู่ธุรกิจอาหาร ขยายตลาดจีน ชูศักยภาพไทยฐานผลิตอาหารคุณภาพ หนุนผู้ประกอบการไทยเชื่อมผู้ซื้อ-นักลงทุนทั่วโลก

“จิตรเทพ เนื่องจำนงค์” ร่วมเวทีระดับโลก China Food Trade Fair 2026 เชิญชวนนักลงทุนจีนจับคู่ธุรกิจอาหารไทย

คุณจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ประธานที่ปรึกษา สมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้รับเกียรติในฐานะแขก VIP เข้าร่วมงาน China Food Trade Fair 2026 (The 14th Liang Zhi Long China Food Trade Fair) ณ เมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 28–31 มีนาคม 2569 เพื่อร่วมบรรยายและเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนและจับคู่ธุรกิจด้านอุตสาหกรรมอาหารกับผู้ประกอบการไทย

งาน China Food Trade Fair ถือเป็นหนึ่งในงานแสดงสินค้าและอุตสาหกรรมอาหารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน โดยมีพื้นที่จัดงานกว่า 350,000 ตารางเมตร มีผู้แสดงสินค้ากว่า 6,000 บริษัทจากทั่วโลก และคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานมากกว่า 450,000 คน รวมถึงนักลงทุน ผู้นำอุตสาหกรรม และผู้ซื้อรายสำคัญจากหลายประเทศ

การเข้าร่วมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทย และ อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อผลักดันสินค้าอาหารและผลิตภัณฑ์จากประเทศไทยเข้าสู่ตลาดจีน พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดการเจรจาธุรกิจ การจับคู่ทางการค้า (Business Matching) และการขยายเครือข่ายการค้าในระดับนานาชาติ

คณะผู้แทนจากประเทศไทยนำโดย

ว่าที่ร้อยตรี กิตติพันธ์ มูลศรีชัย

นายกสมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทย (Thai Exporter and Manufacturer Association)

พร้อมด้วยนายชนาธิป โอสถวาณิชย์

ที่ปรึกษาสมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทย และกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญรุ่งเรือง ฟาร์มา 168 จำกัด

รวมถึงผู้ประกอบการไทยจากหลากหลายอุตสาหกรรมกว่า 20 บริษัท ที่เข้าร่วมเดินทางมาเพื่อนำเสนอสินค้าและศักยภาพของอุตสาหกรรมอาหารไทยต่อผู้ซื้อและนักลงทุนจากทั่วโลก

ในการบรรยายครั้งนี้ คุณจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ได้กล่าวถึงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตอาหารของโลก โดยประเทศไทยมีความพร้อมทั้งด้านวัตถุดิบ คุณภาพการผลิต มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร และนวัตกรรมด้านอาหาร ซึ่งสามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

“ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกอาหารของภูมิภาคเอเชีย เราอยากเชิญชวนนักลงทุนและพันธมิตรทางธุรกิจจากทั่วโลกให้มาร่วมลงทุน จับคู่ธุรกิจ และร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่ตลาดโลก” คุณจิตรเทพ กล่าว

การเข้าร่วมงานในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ตลาดจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดอาหารที่ใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างเครือข่ายธุรกิจระดับนานาชาติ พร้อมขยายศักยภาพของสินค้าอาหารไทยสู่เวทีโลก

อย่าทิ้งใบเสร็จ!! “สวนนงนุชพัทยา” ช่วยลดค่าทริป แจกสิทธิ์ชมการแสดงฟรี สำหรับนักท่องเที่ยวไทยตลอดเดือนเมษายน แค่มีใบเสร็จเติมน้ำมัน

สวนนงนุชพัทยา จัดโปรโมชั่นช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง“อย่าทิ้งใบเสร็จ” รับสิทธิ์ชมการแสดงฟรี ตลอดเดือนเมษายน

สวนนงนุชพัทยา โดย นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา จัดโปรโมชั่นพิเศษเพื่อร่วมช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทย ในช่วงภาวะเศรษฐกิจที่มีความท้าทาย พร้อมส่งเสริมให้ครอบครัวได้เดินทางมาท่องเที่ยวในเดือนของปีใหม่ไทย หรือเทศกาลสงกรานต์  

โปรโมชั่นดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 30 เมษายน 2569 สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาแบบ Walk-in สามารถรับสิทธิ์ ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย และการแสดงของน้องช้างแสนรู้ เพียงแสดง ใบเสร็จเติมน้ำมันภายในเดือนเมษายน สำหรับผู้ที่ซื้อ บัตรผ่านประตู (Package 2)

ทั้งนี้ ใบเสร็จ 1 ใบ ใช้ได้ 1 สิทธิ์ โดย

 • ไม่กำหนดมูลค่าในใบเสร็จ

 • ไม่กำหนดประเภทน้ำมันที่ใช้เติมรถยนต์

 • เฉพาะใบเสร็จที่เติมน้ำมันในเดือนเมษายน ปี 2569 เท่านั้น

 • สำหรับผู้ใช้รถพลังงานไฟฟ้า สามารถใช้ใบเสร็จจากสถานีชาร์จไฟฟ้าเป็นหลักฐานรับสิทธิ์ได้เช่นกัน

นอกจากนี้ยังมี โปรโมชั่นพิเศษอื่น ๆ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวสำหรับทุกกลุ่ม ได้แก่

 • เด็กสูงไม่เกิน 140 ซม. เข้าฟรีทุกวัน (เมื่อมากับครอบครัว)

 • ผู้พิการ เข้าฟรีทุกวัน

 • ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทุกวันศุกร์

 • ผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทุกวันตลอดปี

สวนนงนุชพัทยามีสวนสวยมากกว่า 60 สวน บนพื้นที่ 1700 ไร่ เปรียบเสมือนแหล่งรวมความยิ่งใหญ่ระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นสวนพฤกษศาสตร์ที่รวบรวมพันธุ์ไม้มากกว่า 18,000 ชนิด โดยหลายชนิดถือว่ามีจำนวนมากที่สุดในโลก อีกทั้งยังได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1ใน 10 สวนที่สวยที่สุดในโลก พร้อมตื่นตาตื่นใจกับเมืองพีระมิด และไดโนเสาร์ขนาดเท่าตัวจริงมากกว่า 1,800 ตัว  ภายในสวนยังคงพัฒนาและปรับปรุงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อจัดแสดงพันธุ์ไม้ใหม่ ๆ ให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสความงดงามที่เปลี่ยนแปลงอยู่ทุกวัน เรียกได้ว่ามาเที่ยวเพียงแห่งเดียวก็ครบทั้งความรู้ ความเพลิดเพลิน และประสบการณ์ที่น่าประทับใจ นักท่องเที่ยวสามารถชมการแสดง “นงนุชโชว์” ณ โรงละครสกาลา และการแสดงน้องช้างแสนรู้ วันละ 4 รอบ เปิดให้บริการ ทุกวัน เวลา 08.00 – 18.00 น.

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  www.nongnoochpattaya.com

“น้ำปลาร้าแม่บุญล้ำ” ตอกย้ำเบอร์ 1 ปล่อยแคมเปญใหม่ มุ่งสู่ Flavor Enhancer ระดับโลก หลังครองแบรนด์ยอดนิยม 3 ปีซ้อน เร่งขยายตลาด ปั้นปลาร้าสู่รสชาติระดับโลก

“น้ำปลาร้าแม่บุญล้ำ” ตอกย้ำผู้นำตลาด เปิดแคมเปญ “มือ 1 ทุกครัว อร่อยชัวร์แม่บุญล้ำ” หลังคว้าอันดับ 1 The Most Admired Brand 3 ปีซ้อน พร้อมเดินหน้าสู่ Flavor Enhancer ระดับโลก

สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคด้วยมาตรฐานคุณภาพระดับโลก พร้อมยกระดับ “น้ำปลาร้า” สู่บทบาท “Flavor Enhancer” ที่ช่วยเพิ่มมิติความอร่อยในทุกเมนู

กรุงเทพฯ – “แม่บุญล้ำ” แบรนด์น้ำปลาร้าชั้นนำของไทย เดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในตลาดเครื่องปรุง เปิดตัวแคมเปญใหม่ “มือ 1 ทุกครัว อร่อยชัวร์แม่บุญล้ำ” เพื่อตอกย้ำบทบาทของแบรนด์ในฐานะเครื่องปรุงที่ช่วยยกระดับรสชาติอาหารไทยให้ “อร่อยล้ำ” ได้ในทุกเมนู

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากแบรนด์ได้รับรางวัล Thailand’s Most Admired Brand ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จากนิตยสาร BrandAge ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์อย่างต่อเนื่อง

คุณอ้อม พิไรรัตน์ ผู้บริหารแบรนด์แม่บุญล้ำ กล่าวถึงทิศทางของแบรนด์ว่า

“การที่แม่บุญล้ำได้รับรางวัล Thailand’s Most Admired Brand ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ไม่ใช่เพียงเครื่องยืนยันความสำเร็จ แต่เป็นความรับผิดชอบที่ทำให้เราต้องพัฒนาแบรนด์อย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติของคุณภาพ นวัตกรรม และการเข้าใจผู้บริโภคในยุคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ยังคงรสชาติที่อร่อยล้ำที่เป็นจุดแข็งของแม่บุญล้ำ”

แม่บุญล้ำวางกลยุทธ์แบรนด์บน 3 แกนหลัก ที่ขับเคลื่อนความเป็น มือ 1 ได้แก่

-Quality Leadership: ยกระดับภูมิปัญญาปลาร้าไทยสู่มาตรฐานโลก สร้างความมั่นใจด้านความสะอาดและความปลอดภัย

-Flavor Innovation: พัฒนาโปรดักต์ที่ช่วย “ยกระดับรสชาติ” อาหารให้มีมิติที่ล้ำขึ้น

-Consumer Insight Driven: เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ต้องการความสะดวก คุณภาพ และความหลากหลายในการทำอาหาร

แม่บุญล้ำวางวิสัยทัศน์ในการเป็นมากกว่าเครื่องปรุงพื้นบ้าน โดยมุ่งสู่การเป็น “Flavor Enhancer” ที่สามารถยกระดับอาหารในทุกวัฒนธรรม

“เรามองว่าปลาร้าไม่ใช่แค่ส่วนผสมของอาหารไทย แต่เป็น Flavor Enhancer ที่สามารถเข้าไปอยู่ในเมนูระดับโลกได้ เราจึงพัฒนาสินค้าและทำงานร่วมกับเชฟในแต่ละประเทศ เพื่อสร้างเมนู fusion ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการกินของแต่ละตลาด ช่วยให้แบรนด์สามารถขยายตลาดสู่ต่างประเทศ และสร้าง positioning ใหม่ให้ปลาร้าไทยในระดับสากล” คุณพิไรรัตน์ บริหาร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพชรดำฟู้ดส์ จำกัด ภายใต้แบรนด์น้ำปลาร้าแม่บุญล้ำ กล่าว

แคมเปญ “มือ 1 ทุกครัว อร่อยชัวร์แม่บุญล้ำ” ไม่ได้เป็นเพียงแคมเปญการตลาด แต่เป็นการสื่อสาร positioning ใหม่ของแบรนด์ คือ น้ำปลาร้าแม่บุญล้ำต้องการเป็นตัวช่วยอันดับ 1 ของทุกครัว ไม่ว่าจะเป็นเชฟ แม่บ้าน หรือผู้ประกอบการ ให้สามารถสร้างสรรค์เมนูได้หลากหลาย และยกระดับรสชาติให้อร่อยล้ำกว่าที่เคย

สำหรับทิศทางในอนาคต แบรนด์มุ่งเน้น 3 กลยุทธ์หลัก

-Retain & Grow Core Users: รักษาความเชื่อมั่นด้านคุณภาพและรสชาติ

-Expand New Market: ขยายสู่ตลาดต่างประเทศ ผ่านเมนู fusion และพันธมิตรเชฟ

- Category Expansion: ขยายบทบาทปลาร้าให้มากกว่าเมนูดั้งเดิม สู่ everyday cooking ingredient

“จากวันนี้ไป น้ำปลาร้าแม่บุญล้ำไม่ได้เป็นแค่น้ำปลาร้า แต่คือ Flavor Enhancer

ที่ช่วยให้ทุกจาน ‘อร่อยล้ำ’

และเรามุ่งสู่การเป็น ‘มือ 1 ของทุกครัว’ ทั้งในไทยและระดับโลก”

‘ธนกร’ สั่งตรวจโรงงาน ชุดปฏิบัติการบุกฟรีโซนชลบุรี พบผิดกฎหมายวัตถุอันตราย ลักลอบผลิตขยะอิเล็กทรอนิกส์ สั่งคืนของเสียอันตรายกลับประเทศต้นทาง

ธนกร สั่ง “ชุดเต็มเหนี่ยว” บุกโรงงานเขตฟรีโซน จ.ชลบุรี ไฟไหม้ไม่ให้เข้า

ผงะ! เจอขยะอิเล็กทรอนิกส์เถื่อน สั่งหยุดแต่แอบผลิตจับได้คาโกดัง

จังหวัดชลบุรี - นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม  สั่งชุดปฏิบัติการเต็มเหนี่ยว นำโดย นางสาวพลอยลภัสร์ สิงห์โตทอง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายประสม ดำรงพงษ์ รองหัวหน้าชุดเต็มเหนี่ยว พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี ร่วมกับ นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดชลบุรี เขต 4 เจ้าหน้าที่กรมศุลกากร ฝ่ายปกครอง อำเภอบ้านบึง และเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลหนองอิรุณ ลงพื้นที่ตรวจสอบ บริษัท เอ็มเอ็ขซี กรุ๊ป ฟรีโซน จำกัด ตั้งอยู่หมู่ 5 ตำบลหนองอิรุณ อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี จากกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ของกลางที่ถูกอายัดแต่บริษัทฯ ไม่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ฯ เข้าตรวจสอบ วันนี้ (24 มี.ค. 69) จึงต้องเข้ามาตรวจสอบโรงงานดังกล่าวที่มีใบอนุญาตประกอบกิจการหลายประเภทแบบเต็มเหนี่ยว ผลการตรวจสอบโรงงานครั้งนี้พบบริษัทฯ ทำผิดกฎหมายหลายมาตรา มีการลักลอบนำเข้าวัตถุอันตราย ประกอบกิจการแม้ถูกสั่งหยุดประกอบกิจการซึ่งอาจนำไปสู่คดีอาญา และกิจการประเภทของบริษัทฯ อยู่ระหว่างการเสนอขอเพิกถอนใบอนุญาต

นางสาวพลอยลภัสร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ของกลางที่ถูกยึดอายัดไว้ปัจจุบันไม่อยู่ในสภาพเดิม บริเวณอาคาร F พบมีการกองเก็บเศษอะลูมิเนียมปนเปื้อนชิ้นส่วนแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มเติม ซึ่งเจ้าหน้าที่ศุลกากรได้ยึดอายัดและจะประสานตรวจสอบปริมาณที่ถูกต้องต่อไป ส่วนบริเวณอาคาร E และ F พบการต่อเติมส่วนอาคารและพบปริมาณเศษอะลูมิเนียมปนเปื้อนเศษอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มจากที่เคยยึดอายัดไว้ ประมาณ 1,200 ลูกบาศก์เมตร ซึ่ง สอจ.ชลบุรี จะได้ประสานเจ้าหน้าที่ศุลกากรผลักดันกลับประเทศต้นทางโดยบริษัทฯ รับผิดชอบค่าใช้จ่าย กรณีนี้จัดเป็นของเสียอันตรายและขยะอิเล็กทรอนิกส์ต้องห้ามนำเข้าตามกฎหมายไทย และเข้าข่ายของเสียอันตรายตามอนุสัญญาบาเซล (Basel Convention) จึงเข้าข่ายสำแดงข้อมูลเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงข้อห้ามในการนำเข้าสินค้า ซึ่งมีความผิดตามกฎหมายศุลกากรและกฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย” 

สำหรับการตรวจสอบติดตามคำสั่งตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง ตาม พ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ. 2535 ในกิจการบดย่อย คัดแยกเศษยางและโลหะจากยางรถยนต์ ซึ่งเข้าข่ายเป็นโรงงานลำดับที่ 106 (รีไซเคิล) ขณะตรวจสอบพบร่องรอยการผลิต และมีเศษยางในอาคาร ประมาณ 200 ลูกบาศก์เมตร จึงเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ระงับการกระทำที่

ฝ่าฝืนฯ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ปรับอีกไม่เกินวันละ 5,000 บาท และมีความผิดข้อหาประกอบกิจการโรงงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ยังสั่งให้บริษัทฯ ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องจักร วัตถุดิบ รวมทั้งผลิตภัณฑ์ของโรงงาน หากต้องการจะประกอบกิจการประเภทดังกล่าวต้องมาขออนุญาตฯ ให้ถูกต้อง 

นายธนกร กล่าวว่า “กรณีเกิดเหตุสุดวิสัย เช่น ไฟไหม้ มีเรื่องร้องเรียน และเจ้าหน้าที่รัฐขอเข้ามาตรวจสอบในโรงงาน ทุกโรงงานควรอนุญาตให้เข้าและช่วยอำนวยความสะดวกตามสมควร เพื่อให้มีปฏิสัมพันธ์เชิงบวกต่อกัน อย่าให้ถึงขนาดต้องขอหมายศาลเพื่อเข้าโรงงาน เพราะพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจตามกฎหมายอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามหน่วยงานรัฐเข้ามาตรวจกำกับโรงงานได้ เข้ามาไม่ได้มากลั่นแกล้ง มาเพื่อช่วยระงับเหตุ ตรวจติดตาม หาสาเหตุ และกำกับดูแลโรงงาน แนะนำ ให้โรงงานประกอบกิจการให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ มาเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้ชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนรำคาญจากการประกอบกิจการโรงงาน เพื่อให้ทุกฝ่ายอยู่ด้วยกันได้ เศรษฐกิจในพื้นที่ดี เดินหน้าไปพร้อมกัน”

Grab ลุยยุทธศาสตร์ กางแผนปี 2569 ชู Winning with Purpose Together เน้นนวัตกรรมบริการครอบคลุมทุกเซกเมนต์ เดินหน้าสร้างสมดุลอีโคซิสเต็มธุรกิจ รองรับเศรษฐกิจดิจิทัล ขยายฐานลูกค้าใหม่

แกร็บ กางโรดแมปปี 69 ชูแนวคิด “Winning with Purpose Together”

เร่งส่งนวัตกรรม-เจาะเซกเมนต์ใหม่ มุ่งรักษาสมดุลอีโคซิสเต็ม 

แกร็บ ประเทศไทย เดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำแพลตฟอร์มแอปเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรี ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ ประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 ชูแนวคิด “Winning with Purpose Together”


มุ่งสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างมีเป้าหมาย โดยยังคงรักษาสมดุลของอีโคซิสเต็ม พร้อมสานต่อกลยุทธ์ “Barbell Strategy” นำเสนอบริการที่หลากหลายในราคาเข้าถึงได้ เพื่อตอบสนองลูกค้าทุกกลุ่ม
เร่งพัฒนานวัตกรรมควบคู่การขยายเซกเมนต์ใหม่ทั้งกลุ่มผู้ใช้บริการทั่วไปและลูกค้าองค์กร
หนุนรัฐบาลเร่งกระตุ้น ขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและวัฒนธรรมอาหาร พร้อมส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลสร้างงาน-อาชีพ รับวิกฤติพลังงาน-ค่าครองชีพพุ่ง

นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า “ปี 2568 ถือเป็น
อีกปีที่แกร็บสามารถดำเนินธุรกิจและสร้างการเติบโตได้ตามแผนที่วางไว้ แม้ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายทางเศรษฐกิจ ทั้งกำลังซื้อภายในประเทศที่ชะลอตัวลง ตลอดจนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ไม่ได้เติบโตตามคาด อันเป็นผลมาจากสงครามทางการค้าทั่วโลก รวมถึงประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม แกร็บยังคงรักษาความเป็นผู้นำตลาด ทั้งบริการเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรีในประเทศไทย โดยยังคงมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ รักษาคุณภาพและมาตรฐานของการให้บริการ พร้อมปรับแผนธุรกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ” 

“ในธุรกิจการเดินทาง ปีที่ผ่านมาเราประสบความสำเร็จอย่างมากกับการขยายบริการเรียกรถในราคาประหยัด (SAVER) ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับราคาในยุคที่ทุกคนต้องรัดเข็มขัด โดยมีอัตราการใช้บริการที่เติบโตสูงขึ้นกว่า 250% ขณะเดียวกันเรายังคงรักษาฐานลูกค้าในตลาดพรีเมียมได้เป็นอย่างดี ทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและลูกค้าเชิงธุรกิจ พร้อมเปิดตัวบริการใหม่อย่าง GrabExecutive เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าระดับลักชัวรีที่ต้องการจองรถล่วงหน้า ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากจากกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์ รวมถึงลูกค้าองค์กร”

“สำหรับธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรี เรานำเสนอความคุ้มค่าผ่านการทำแคมเปญและโปรโมชันตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นดีลลดแรงทุกวัน (Hot Deals) บริการส่งแบบประหยัด (SAVER Delivery) การทำแคมเปญประจำสัปดาห์-เดือน รวมถึงแคมเปญใหญ่อย่าง Mega Sale ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้บริการประหยัดค่าใช้จ่ายได้รวมกว่า 6.9 พันล้านบาท ขณะเดียวกันเรายังคงรักษาฐานลูกค้าในกลุ่มพรีเมียมที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความหลากหลายของร้านอาหารผ่านแฟลกชิปแบรนด์อย่าง GrabThumbsUp และ Only at Grab โดยปัจจุบันมีร้านอาหารในกลุ่มนี้มากกว่า 2 หมื่นร้านทั่วประเทศ นอกจากนี้ อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญคือการสนับสนุนโครงการคนละครึ่งพลัสของรัฐบาล ซึ่งช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภค รวมถึงสร้างรายได้ให้กับไรเดอร์และผู้ประกอบการร้านอาหาร โดยมีร้านที่เข้าร่วมโครงการฯ กับแกร็บเกือบ 4 หมื่นร้านและช่วยเพิ่มยอดขายให้กับร้านเหล่านั้นได้มากกว่าเดิมถึง 3 เท่าตลอดโครงการ” 

ทั้งนี้ ธุรกิจของแกร็บในประเทศไทยเติบโตไปในทิศทางเดียวกับแนวโน้มเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ
โดยรายงานเศรษฐกิจดิจิทัลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประจำปี 2568 (e-Conomy SEA 2025) โดย Google, Temasek และ Bain & Company ระบุว่าเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในปี 2568 มีมูลค่าสูงถึง 5.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 1.78 ล้านล้านบาท) โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจแอปพลิเคชันเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรี ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูงกว่า 15% ในปีที่ผ่านมา ขณะที่รายงานด้านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ประจำปี 2568 โดยบริษัท Momentum Works ระบุว่าตลาดฟู้ดเดลิเวอรีในประเทศไทยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในภูมิภาค โดยมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 5.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 1.62 แสนล้านบาท) และมีอัตราการเติบโตในปีที่ผ่านมาสูงกว่า 22%

นางสาวจันต์สุดา กล่าวเสริมว่า “เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ในปี 2569 แกร็บมุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนองค์กรอย่างมีเป้าหมายภายใต้แนวคิด ‘Winning with Purpose Together’ โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 มิติหลัก นั่นคือ การสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง (Winning Business Growth) การส่งเสริมความยั่งยืนและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคม (Winning Sustainable Impact) และการสนับสนุนนโยบายระดับชาติ (Winning with National Priorities) เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าในภาวะที่ทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทาย” 

“ในด้านธุรกิจ เราจะยังเดินหน้าสานต่อกลยุทธ์ Barbell Strategy 2.0 โดยเน้นสร้างความสมดุลระหว่าง
การเข้าถึงตลาดแมสด้วยราคาที่คุ้มค่า และการนำเสนอบริการระดับพรีเมียมที่มาพร้อมคุณภาพเพื่อ
จับกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง รวมถึงชาวต่างชาติ พร้อมพัฒนาและนำเสนอนวัตกรรมใหม่ ไม่ว่าจะเป็น
ฟีเจอร์ Group Ride ที่ช่วยให้การเรียกรถเพื่อเดินทางเป็นกลุ่มสะดวกและประหยัดยิ่งขึ้น Discover ที่ชวนผู้ใช้บริการร่วมรีวิวร้านดังเมนูเด็ดในฐานะ Eatfluencer เพื่อสร้างเอนเกจเมนต์และช่วยเพิ่มการมองเห็น ของร้านอาหารต่างๆ รวมถึงฟีเจอร์ Basket Builder ตัวช่วยด้านการช้อปปิ้งที่ทำให้การเติมสต็อกสินค้าประจำวันผ่าน GrabMart เป็นเรื่องง่ายขึ้นเพียงแค่พิมพ์ พูด หรือถ่ายภาพก็สามารถเพิ่มสินค้าที่ต้องการได้ในตะกร้าสินค้า”

“นอกจากนี้ แกร็บยังรุกตลาดเพื่อขยายฐานลูกค้าไปสู่เซกเมนต์ใหม่ๆ อย่างกลุ่มคนนอนดึก โดยเลือก
สเตฟาน ฐสิษฐ์ สินคณาวิวัฒน์ ยูทูบเบอร์คนดังเจ้าของช่อง Antihero Thailand มาร่วมเป็นครอบครัว
Friend of Grab คนล่าสุดเพื่อจับกลุ่มคอบอล การส่งแพ็กเกจ GrabForStudent ที่มัดรวมสิทธิประโยชน์สุดคุ้มทั้งบริการเรียกรถและสั่งอาหาร เพื่อเจาะกลุ่มนักเรียนและนักศึกษา ซึ่งช่วยประหยัดเงินได้สูงสุดถึง 9,000 บาท ต่อปี รวมถึงการทดลองเปิดตัวสินเชื่อเงินสด Grab Quick Cash ซึ่งถือเป็นการให้สินเชื่อกับกลุ่มบุคคลทั่วไป เป็นครั้งแรก โดยมุ่งเจาะกลุ่มผู้ที่ต้องการนำเงินทุนไปใช้ในการประกอบอาชีพ ด้วยวงเงินสูงสุด 20,000 บาท และผ่อนจ่ายได้สูงสุด 6 เดือน”

ในด้านการส่งเสริมความยั่งยืนและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคม แกร็บยังคงยึดมั่นในพันธกิจ GrabForGood โดยให้ความสำคัญกับการสนับสนุนคนขับ-ไรเดอร์และพาร์ทเนอร์ร้านค้าใน 3 ประเด็นหลัก คือ การเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล การพัฒนาศักยภาพเพื่อเพิ่มทักษะและขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านการใช้ AI และโครงการ GrabAcademy และการส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินในระบบ ขณะเดียวกัน แกร็บยังพร้อมเดินหน้าผลักดันโครงการในด้านสิ่งแวดล้อม
ไม่ว่าจะเป็น โครงการ Grab EV เพื่อส่งเสริมให้คนขับและไรเดอร์เปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ทุกคนต้องเผชิญหน้ากับปัญหาราคาน้ำมันพุ่ง โครงการเพื่อโลกสีเขียว (Green Programme) โดยนำเงินบริจาคจากผู้ใช้บริการไปซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยคาร์บอน และสนับสนุนการผลิตถ่านชีวภาพ (Biochar) รวมไปถึงการริเริ่มโครงการใหม่อย่าง GrabFood ร้านรักษ์โลกพร้อมคัดแยก ที่จะร่วมกับ Trash Lucky ส่งเสริมให้พาร์ทเนอร์ร้านอาหารคัดแยกขยะและนำไปรีไซเคิลอย่างเป็นระบบ

“ไม่เพียงเท่านั้น แกร็บยังมุ่งมั่นและพร้อมสนับสนุนนโยบายระดับชาติ โดยเฉพาะการส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่ช่วยสร้างรายได้เข้าประเทศ โดยเรายังคงเดินหน้าผนึกกำลังหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (ทอท.) ผ่านการจัดแคมเปญเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี การสนับสนุนการจัดอีเวนท์ระดับโลกและเทศกาล
เชิงวัฒนธรรม ตลอดจนการรักษามาตรฐานและยกระดับการให้บริการเรียกรถผ่านแอปฯ เพื่อสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมวัฒนธรรมไทยผ่านอัตลักษณ์อาหาร โดยใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยี บิ๊กดาต้า รวมถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ GrabThumbsUp มาร่วมผลักดันแบรนด์ร้านอาหารไทยให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านเครือข่ายธุรกิจของแกร็บ
ในประเทศต่างๆ” นางสาวจันต์สุดา กล่าวทิ้งท้าย

เกี่ยวกับแกร็บ

แกร็บ (Grab) คือ ผู้นำซูเปอร์แอปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งให้บริการทั้งด้านเดลิเวอรี การเดินทางและการเงินดิจิทัล ครอบคลุมกว่า 800 เมือง
ใน 8 ประเทศ อันได้แก่ กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม โดยในทุกวันแกร็บช่วย อำนวยความสะดวกให้ผู้คน
หลายล้านสามารถเข้าถึงบริการต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้ภายในแอปพลิเคชันเดียว ไม่ว่าจะเป็น การสั่งอาหาร การสั่งซื้อสินค้าและของชำ การจัดส่งพัสดุเอกสาร การเรียกรถรับ-ส่งหรือแท็กซี่ ไปจนถึงการทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ เช่น บริการสินเชื่อและการทำประกัน แกร็บยังได้ดำเนินธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตในประเทศมาเลเซียภายใต้แบรนด์ Jaya Grocer และ Everrise ซึ่งสร้างความสะดวกสบาย ในการสั่งซื้อสินค้าและของชำแบบออนดีมานด์ให้กับผู้บริโภคได้มากขึ้น นอกจากนี้ แกร็บยังให้บริการทางการเงินผ่านธนาคารดิจิทัล GXS Bank ในประเทศสิงคโปร์และ GX Bank ในประเทศมาเลเซียด้วย ทั้งนี้ แกร็บก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2555 ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งขับเคลื่อนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปข้างหน้า ผ่านการสร้างโอกาสและส่งเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจให้กับทุกคน และยึดมั่นเจตนารมณ์ในการดำเนินธุรกิจที่มุ่งสร้างผลประกอบการที่แข็งแกร่งให้กับผู้ถือหุ้น ควบคู่ไปกับการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมทั่วทั้งภูมิภาค

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ เวเบอร์ แชนด์วิค (ประเทศไทย)

ไทยอ่วม! ฮอร์มุซสะเทือนไทย นักวิชาการชี้ LNG แพงแรง ค่าไฟรอบใหม่เสี่ยงพุ่ง ชง 4 มาตรการรับมือ ฟื้นโรงไฟฟ้าเก่าทันที

นักวิชาการธรรมศาสตร์ เตือน ปชช. เตรียมเผชิญ “ค่าไฟแพง” หลังสู้รบตะวันออกกลางกระทบการผลิตก๊าซธรรมชาติ ดันราคาก๊าซ LNG โลกพุ่ง-ราคาในประเทศสูงกว่าเดิมเท่าตัว จับตาค่าไฟงวดเดือน พ.ค. - ส.ค. 2569 ระบุวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซทำไทยหา LNG เพิ่มได้อีกไม่มาก เสนอรัฐเร่ง “ฟื้นโรงไฟฟ้าเก่า” พร้อมเดินหน้า 4 มาตรการทันที บนเป้าหมาย “ไฟฟ้าไม่ดับ - ราคาพอรับได้” พูดชัด! หลังจากนี้จะไม่มีค่าไฟที่ไม่แพง

รศ. ดร.ภูรี สิรสุนทร อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านในปัจจุบัน ได้ลุกลามบานปลายจนสร้างความเปราะบางต่อห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงานทั้งโลกเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานการผลิตพลังงานกันไปมา ยิ่งทำให้พลังงานโลกเกิดวิกฤตความไม่มั่นคง เพราะไม่มีใครสามารถคาดการณ์ถึงผลลัพธ์ได้ การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานนี้จะส่งผลต่อราคาพลังงานที่จะเพิ่มสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ทั้งในส่วนของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะก๊าซ LNG ที่จะส่งผลกระทบต่อราคาค่าไฟในประเทศไทย

รศ. ดร.ภูรี กล่าวว่า ผลพวงจากกรณีที่อิหร่านตอบโต้อิสราเอลด้วยการยิงขีปนาวุธใส่โรงงานผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของซาอุดีอาระเบีย และกาตาร์ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตและส่งออกก๊าซ LNG รายสำคัญของโลก เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2569 ได้ทำให้ราคาก๊าซ LNG โลกพุ่งสูงขึ้น คาดการณ์กันว่าจากการทำลายโรงงานผลิตก๊าซ LNG จะทำให้ปริมาณก๊าซ LNG ของโลกลดลงไปอยู่ในระดับเดียวกับปี 2564 โดยจะต้องใช้เวลา 1 – 5 ปี ในการซ่อมแซมฟื้นฟูจึงจะสามารถกลับมาดำเนินการผลิตต่อได้เช่นเดิม จึงน่าเป็นห่วงมากสำหรับประเทศไทยที่ต้องนำเข้าก๊าซ LNG มากกว่า 72% เพื่อผลิตไฟฟ้า และเกินครึ่งหนึ่งในนี้เป็นการนำเข้าจากกาตาร์

“ขณะนี้ราคาก๊าซ LNG ก็พุ่งสูงขึ้นเกินกว่า 120% แล้ว คืออยู่ที่ 25 เหรียญสหรัฐฯ ต่อล้านบีทียู ในขณะที่ก่อนเกิดสงครามอยู่ที่ 11 เหรียญสหรัฐฯ ต่อล้านบีทียู และยังมีการคาดการณ์ต่อไปว่า ราคาอาจพุ่งไปถึง 170% ซึ่งหาก LNG ราคาสูงขึ้นภายใต้สูตรการคำนวณค่าไฟของไทยจะทำให้ค่าไฟฟ้าของไทยเพิ่มสูงขึ้นแน่ๆ คาดกันว่าค่าไฟรอบใหม่ในเดือน พ.ค. - ส.ค. 2569 จะเพิ่มขึ้น 0.58 บาทต่อหน่วย แต่เชื่อว่ารัฐบาลจะต้องหาทางแก้ไขเรื่องนี้แน่นอน ซึ่งก็มีการส่งสัญญาณมาแล้วว่าจะตรึงราคาเอาไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย แต่ก็ต้องติดตามต่อว่าจะทำได้หรือไม่” รศ. ดร.ภูรี กล่าว

ทั้งนี้ การตรึงราคาไฟฟ้าจะไม่เหมือนการตรึงราคาน้ำมัน เพราะไทยไม่มีกองทุนไฟฟ้าเหมือนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เวลาที่รัฐบริหารจัดการค่า Ft และราคาค่าไฟฟ้าจะเป็นการกระจายแหล่งการจัดหาเชื้อเพลิงที่ราคาไม่แพง รวมถึงตกลงกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ให้ช่วยแบกรับต้นทุนไว้ช่วงหนึ่ง ซึ่งภายใต้ราคา LNG เดิม รัฐก็มีภาระค่าเชื้อเพลิงและหนี้เดิมที่ต้องจ่ายคืนให้ กฟผ. จำนวนราว 4 หมื่นล้านบาท และ ปตท. อีกจำนวนประมาณ 1.2 – 1.3 หมื่นล้านบาท อยู่แล้ว ดังนั้นในปัจจุบันที่ราคา LNG พุ่งขึ้นอย่างมาก หากรัฐจะให้ กฟผ. และ ปตท. แบกรับต่อก็ต้องหาทางตกลงกันให้ได้ แต่ถ้าเลือกใช้กลไกนี้ต่อจริง ในระยะยาวค่าไฟก็จะแพงขึ้นด้วย

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า แม้ขณะนี้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องอย่างสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะพยายามเดินหน้าหาซัพพลาย LNG เพิ่ม หรือเพิ่มสัดส่วนการนำเข้าจากประเทศอื่นๆ ที่นอกจากกาตาร์ แต่วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซจะทำให้ประเทศต่างๆ ลดหรือห้ามส่งออก LNG ให้อยู่ดี ดังนั้นประเทศไทยอาจจะต้องเตรียมใจด้วยว่าอาจหา LNG เพิ่มขึ้นไม่ได้มาก

สำหรับข้อเสนอเพื่อรับมือวิกฤตก๊าซธรรมชาติที่รัฐบาลจะต้องเร่งดำเนินการในทันที คือ 1. รัฐบาลต้องเพิ่มสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติที่ผลิตในประเทศให้ได้ เพื่อทดแทนบางส่วนที่นำเข้าได้ลดลง 2. รัฐบาลต้องมีการฟื้นการผลิตของโรงไฟฟ้าเก่าๆ ที่ยังสามารถเรียกกลับมาใช้งานได้ เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ฯลฯ  ไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรอง (Reserve Margin) ที่ค่อนข้างสูง โดยสูงกว่าความต้องการในช่วงที่ต้องการใช้ไฟฟ้ามากที่สุดอย่างเดือน เม.ย. - พ.ค. พอสมควร แต่ก่อนหน้านี้โรงไฟฟ้าบางแห่งต้องหยุด หรือปิดไป เนื่องจากขณะนั้นกำลังการผลิตไฟฟ้าเกินกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ

3. การออกมาตรการให้ทุกภาคส่วนร่วมกันประหยัดพลังงาน และลดการใช้พลังงานโดยไม่จำเป็น เช่น ป้ายไฟโฆษณาอาจต้องลดการใช้ลง ปิดสถานศึกษา หลังเที่ยงคืนอาจพิจารณาให้ปิดร้านสะดวกซื้อที่เปิด 24 ชั่วโมง ฯลฯ

4. การใช้วิกฤตพลังงานในครั้งนี้เป็นบทเรียน และให้ความสำคัญกับ “ความเสี่ยง” ด้านภูมิรัฐศาสตร์เป็นอันดับต้นๆ ในการเดินหน้าปรับแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับปัจจุบัน โดยเน้นไปที่การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน หรืออื่นๆ เต็มรูปแบบ และลดการพึ่งพาการใช้ก๊าซธรรมชาติ เพราะการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้เกิดภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทาน Gas Turbine ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ อีกด้วย ชิ้นส่วนนี้จะเข้าสู่ภาวะขาดแคลนเช่นกัน ทำให้เงินลงทุนสูงและจะกระทบต่อค่าไฟฟ้าฐานในอนาคต

“การบริหารจัดการเรื่องไฟฟ้าจะไม่เหมือนน้ำมัน เพราะไฟฟ้ากักตุนไม่ได้ ฉะนั้นต้องตั้งเป้าคือทำยังไงก็ได้ให้ประเทศไฟไม่ดับ ซึ่งจาก Reserve Margin ของไทยที่สูงขนาดนี้ถ้าบริหารดีๆ เรื่องไฟดับก็ไม่ควรจะเกิดขึ้น ส่วนราคาก็ควรต้องทำให้อยู่ในระดับที่พอรับได้ ต้องยอมรับว่าหลังจากนี้จะไม่มีค่าไฟที่ไม่แพง และหลายภาคส่วนจะได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มเปราะบาง ผู้มีรายได้น้อย ภาคการบริการ ธุรกิจธนาคาร ห้างสรรพสินค้า หรือแม้แต่โรงพยาบาล รวมถึงการลงทุนทำ Data Center ที่ต้องการใช้ไฟฟ้าจำนวนมากด้วย” รศ. ดร.ภูรี กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top