Friday, 5 June 2026
ECONBIZ NEWS

บีโอไอถกยานยนต์ หนุนมาตรการยานยนต์ไฟฟ้า กระตุ้นตลาดไทยรับรัฐบาลใหม่ ขับเคลื่อนห่วงโซ่อุปทานไทย สร้างฐานผลิตยานยนต์อนาคต

บีโอไอถกกลุ่มยานยนต์ เตรียมแพ็กเกจหนุนผู้ประกอบการ เสนอรัฐบาลใหม่

บีโอไอเปิดเวทีหารือผู้บริหารอุตสาหกรรมยานยนต์ ถกทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน พร้อมหารือข้อเสนอ 3 เรื่องสำคัญ หนุนความต่อเนื่องของมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) การกระตุ้นตลาดรถยนต์ในประเทศ และการยกระดับห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไทย (Localization) เพื่อเตรียมจัดทำแพ็กเกจสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ เสนอต่อรัฐบาลใหม่

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 บีโอไอได้จัดประชุมหารือกับผู้บริหาร 4 สมาคมหลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ประกอบด้วย นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (TAIA) นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) และนางสาวยุพิน บุญศิริจันทร์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนเพื่อเตรียมจัดทำมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างเป็นระบบ รองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และรักษาความเป็นฐานการผลิตยานยนต์สำคัญของโลก เพื่อเสนอต่อรัฐบาลใหม่ต่อไป

จากการประชุมครั้งนี้ ภาคเอกชนได้มีข้อเสนอมาตรการ 3 ด้านที่สำคัญ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะการสร้างฐานการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้แข็งแกร่งและยั่งยืน ได้แก่

1. ความต่อเนื่องของมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) ทั้งด้านการลงทุน การผลิต การส่งเสริมการส่งออก และการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า โดยให้ครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท ทั้ง HEV, PHEV และ BEV เพื่อให้การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และสามารถรักษาโมเมนตัมของการลงทุนได้อย่างยั่งยืน

2. การกระตุ้นความต้องการของตลาดรถยนต์ในประเทศ เนื่องจากปัญหาหนี้ครัวเรือนและ
ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ได้ทำให้ตลาดรถยนต์หดตัวอย่างรุนแรงในช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะรถปิกอัพที่เป็นรถเชิงพาณิชย์และมีผู้ผลิตชิ้นส่วนในห่วงโซ่อุปทานจำนวนมากกว่ารถยนต์ประเภทอื่น ภาคเอกชนจึงขอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการกระตุ้นตลาดในประเทศ เช่น การให้นำค่าใช้จ่ายในการซื้อรถไปหักภาษีเงินได้ในอัตราสูงกว่าปกติ หรือมาตรการรถเก่าแลกรถใหม่ รวมทั้งการเพิ่มสัดส่วนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทในหน่วยงานภาครัฐ เป็นต้น

3. การยกระดับห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไทย (Localization) โดยเสนอให้รัฐบาลพิจารณาให้แต้มต่อเป็นพิเศษสำหรับรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ ลดการนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศ รวมทั้งการผลักดันให้ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากขึ้น ผ่านมาตรการของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งกรมศุลกากร (Free Zone) กรมสรรพสามิต (โครงสร้างภาษีสรรพสามิต) กระทรวงอุตสาหกรรม (หลักเกณฑ์กระบวนการผลิตที่เป็นสาระสำคัญ) และบีโอไอ (มาตรการส่งเสริมการลงทุน)

ทั้งนี้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลไทยโดย “คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ หรือบอร์ดอีวี” ได้ออกมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้ามาอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท ทั้ง HEV, PHEV และ BEV รวมทั้งชิ้นส่วนสำคัญ เช่น แบตเตอรี่, มอเตอร์ขับเคลื่อน, อินเวอร์เตอร์ ฯลฯ ตลอดจนมาตรการสนับสนุนให้กลุ่มรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (xEV) โดยออกแบบมาตรการให้สอดคล้องกับทิศทางการลงทุนและสภาพตลาดของอุตสาหกรรมยานยนต์ในแต่ละ Segment อีกทั้งยังได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ (Local Content) เพื่อสนับสนุนการเชื่อมโยงผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่ ซึ่งผลของมาตรการดังกล่าว ได้ทำให้ประเทศไทยสามารถดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้เข้ามาสร้างฐานการผลิตในประเทศ และสามารถพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่เติบโตควบคู่กับฐานอุตสาหกรรมยานยนต์เดิมได้

นายนฤตม์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ บีโอไอพร้อมรับฟังข้อเสนอและทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันพัฒนามาตรการสนับสนุนที่เหมาะสมในทุกมิติ ทั้งด้านการสร้างการเติบโตของตลาดในประเทศ การส่งเสริมการส่งออกไปยังตลาดโลก การรักษาการแข่งขันที่เป็นธรรม การยกระดับและเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยสามารถปรับตัวสู่เทคโนโลยียานยนต์ยุคใหม่ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตยานยนต์สำคัญของโลก”

SCBX แต่งตั้งผู้บริหาร “สารัชต์ รัตนาภรณ์” นั่งซีอีโอ 1 พ.ค. 69 เดินหน้าดิจิทัลแข่งขันเดือด เน้นต่อเนื่องยุทธศาสตร์ ย้ำความเชี่ยวชาญและประสบการณ์กว่า 30 ปี

(4 มี.ค. 69) กลุ่มเอสซีบีเอกซ์แจ้งความคืบหน้าการเปลี่ยนผ่านผู้บริหารระดับสูงของธนาคารไทยพาณิชย์ โดยแต่งตั้ง 'คุณสารัชต์ รัตนาภรณ์' เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ และจะเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เพื่อให้การดำเนินงานต่อเนื่องตามยุทธศาสตร์ของกลุ่มเอสซีบีเอกซ์

'คุณสารัชต์' มีประสบการณ์ในธุรกิจการเงินกว่า 30 ปี ครอบคลุมตลาดเงิน ตลาดทุน และงานบริหารลูกค้าหลากหลายกลุ่ม เขายังเป็นผู้ถือบทบาทสำคัญในการก่อตั้ง CardX ตั้งแต่ปี 2565 จากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ก่อนหน้านี้เขาดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในหลายสายงานของธนาคารไทยพาณิชย์ รวมถึงมีประสบการณ์ในสถาบันการเงินระดับโลก

'คุณอาทิตย์ นันทวิทยา' ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SCBX กล่าวว่า "คุณสารัชต์คือผู้บริหารที่มีความเหมาะสมในบทบาทผู้นำของธนาคารไทยพาณิชย์เป็นอย่างสูง ผ่านประสบการณ์ครบทุกมิติ และพร้อมขับเคลื่อนองค์กรท่ามกลางการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว"

ด้านการศึกษาของ 'คุณสารัชต์' คือการสำเร็จ MBA จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ และปริญญาตรีสาขาเศรษฐศาสตร์ จาก Boston University ประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ยังมีแผนสืบทอดตำแหน่งใน CardX และอยู่ระหว่างการนำเสนอต่อไปเพื่อความชัดเจนในการบริหาร.

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/finance/1223689?anf=

ปตท.ตรึงราคาน้ำมัน ร่วมตอบรับนโยบายรัฐบาลช่วยประชาชน ตรึงราคาน้ำมันดีเซล-แก๊สโซฮอล์ 15 วัน มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน ยืนยันสร้างเสถียรภาพพลังงานมั่นคง

ปตท. และ โออาร์ ตรึงราคาน้ำมัน 15 วัน ตอบรับนโยบายรัฐบาล ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน

วันนี้ (4 มีนาคม 2569) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ประกาศคงราคาน้ำมันดีเซลและแก๊สโซฮอล์ ไว้ในระดับปัจจุบันเป็นระยะเวลา 15 วัน เพื่อร่วมบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้แก่ประชาชน สอดรับกับทิศทางนโยบายพลังงานของรัฐบาล

ปตท. ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ สนับสนุนและร่วมผลักดันนโยบายของรัฐบาลในการดูแลค่าครองชีพของประชาชน โดยเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเสถียรภาพและความยั่งยืนให้กับประเทศ

มาตรการดังกล่าวเป็นการดำเนินการในระยะสั้น บนความร่วมมือของ ปตท. และบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มที่ดำเนินธุรกิจสถานีบริการ โดย ปตท. ยืนยันว่า พื้นฐานทางธุรกิจของบริษัทยังคงแข็งแกร่ง และมุ่งมั่นที่จะสร้างความมั่นคงทางพลังงาน สร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักที่ ปตท. ยึดมั่นมาโดยตลอดในฐานะรากฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ไวรัลไม่ใช่เรื่องเล่น!! “คนไม่ใช่หุ่นยนต์” คือใบแจ้งหนี้ของตลาดแรงงานไทย ตัวเลขว่างงานอาจต่ำ แต่ความเหนื่อยล้าของคนทำงาน “สูงขึ้นทุกวัน”

(2 มี.ค. 69) เพลง "คนไม่ใช่หุ่นยนต์" ของลุงสุนเพลงสั้นกลายเป็นเสียงสะท้อนที่ทรงพลังของตลาดแรงงานไทยยุคนี้ โดยแม้ตัวเลขว่างงานยังต่ำ แต่แรงงานจำนวนมากประสบกับงานที่หนัก ผันผวน และเกินลิมิตความทนทานของมนุษย์

เพลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงไวรัลหรือความบันเทิงบน TikTok เท่านั้น แต่เป็นประโยคสาธารณะที่แสดงความจริงพื้นฐานของชีวิตการทำงาน "ก็แดดมันร้อน คนไม่ใช่หุ่นยนต์" เป็นคำแสดงความเหนื่อยล้าของคนทำงานอย่างตรงไปตรงมา ในขณะที่เทคโนโลยีอย่าง AI และ Automation มีบทบาทมากขึ้นในตลาดแรงงาน

บทความระบุว่าการแข่งขันและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ กดดันให้แรงงานต้องแบกรับภาระมากขึ้นและรายได้ไม่เพิ่มตาม งานระดับกลางที่จะถูกแทนที่หรือกดดันให้ไม่มั่นคงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ในขณะที่ SME ที่เป็นฐานจ้างงานหลักต้องเผชิญความท้าทายด้านการเข้าถึงทุนและผลิตภาพ

ผู้แต่งเพลงใช้ภาษาชาวบ้านเพื่อสื่อสารเรื่องใหญ่ระดับโลกอย่าง AI อย่างชาญฉลาด เรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะเชิงการสื่อสารที่เปลี่ยนเพลงไวรัลให้เป็นประเด็นสาธารณะสำคัญ "คนที่อยู่รอดในยุค AI คือคนที่ใช้ความเป็นมนุษย์ได้ดีที่สุด ไม่ใช่คนที่ทนที่สุด" คือบทเรียนสำคัญที่เพลงนี้สอนไว้

การใช้เทคโนโลยีต้องมุ่งลดภาระงานหนัก พร้อมกับเร่งพัฒนา reskill, upskill แรงงาน และยกระดับมาตรฐานการทำงานให้สอดคล้องกับขีดจำกัดของมนุษย์เพื่อให้ตลาดแรงงานไทยมีความยั่งยืนในอนาคต

รัฐบาลใหม่เร่งงาน!! เก้าสิบวันแรกของรัฐบาลใหม่ ภาคเอกชนไม่ได้ขอปาฏิหาริย์ แต่ขอ “สัญญาณว่ารัฐจะเอาเศรษฐกิจจริง” ก่อนความเชื่อมั่นพังตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

(2 มี.ค. 69) ภายหลังการเลือกตั้งใหม่ ภาคเอกชนไทยส่งสัญญาณเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่เร่งทำงานทันทีในช่วงเก้าสิบวันแรก โดยต้องชัดเจนเรื่องทีมเศรษฐกิจที่มีความรู้และทำงานได้ทันที เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นและขับเคลื่อนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว

'หอการค้าไทย' เน้นย้ำว่ารัฐบาลต้องมีเสถียรภาพและอำนาจเต็มเพื่อดำเนินงบประมาณและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมฝากข่าวถึงความสำคัญของทีมงานที่ "รู้งาน-เข้าใจงาน-ทำงานได้ทันที" ไม่ใช่แค่การแบ่งตำแหน่งโควตาการเมือง ขณะที่ 'ส.อ.ท.' เตือนว่าการตั้งครม.มีผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนโดยตรง

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชนสามสถาบัน (กกร.) แสดงความกังวลต่อความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบลงทุนและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมเน้นว่าไม่ใช่แค่คำว่า "กระตุ้น" แต่ต้องมีความชัดเจนเรื่องวิธีการและเวลาที่เม็ดเงินจะถึงผู้ประกอบการและประชาชนจริง

นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังขอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาปากท้องและหนี้ครัวเรือนเป็นวาระแรก เน้นการช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ขาดสภาพคล่องด้วยมาตรการเฉพาะกลุ่มเพื่อเสริมความอยู่รอดของผู้ประกอบการ รวมถึงการรับมือกับแรงกดดันส่งออกและเงินบาทแข็งค่า เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของไทย

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการลดคอร์รัปชันและทุนเท่าที่เป็นต้นทุนแฝงที่ทำลายเศรษฐกิจ ภาคเอกชนเรียกร้องให้มีแผนงานและกลไกที่ชัดเจน พร้อมระบุว่า "สิ่งที่ภาคเอกชนกำลังบอกจริง ๆ คือขอ 'รัฐที่ตัดสินใจได้' ไม่ใช่ 'รัฐที่พูดเก่ง'" โดยเก้าสิบวันแรกจึงเป็นช่วงเวลาที่พิสูจน์ความพร้อมของรัฐบาลใหม่ในการบริหารวิกฤตเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นต่อประเทศ

กองทุนประชารัฐลุยพัฒนา SME สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 500 ล้านบาท ครบ 4 โครงการยกระดับธุรกิจไทย เสริมความรู้-นวัตกรรมเข้มแข็ง เตรียมขยายผลสู่ความยั่งยืน

กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เผยผลสำเร็จ 4 โครงการ
สุขใจ – เปิดใจ – มั่นใจ – สู้สุดใจ มุ่งยกระดับผู้ประกอบการไทย สร้างมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 500 ล้านบาท
ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เปิดเผยว่า กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ มีเป้าหมายเสริมสร้างความเข้มแข็งของผู้ประกอบการ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่สนับสนุนแหล่งเงินทุนเท่านั้น แต่ยังมีการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อติดอาวุธให้กับเอสเอ็มอีไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยปีที่ผ่านมามีการดำเนินโครงการส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอี 4 โครงการประกอบด้วย โครงการสุขใจ – เปิดใจ – มั่นใจ – สู้สุดใจ ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 500 ล้านบาท
“การสร้างองค์ความรู้ให้ผู้ประกอบการถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้อย่างเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน มีความรู้ที่ตรงกับยุคสมัย ทั้งเรื่องสภาพเศรษฐกิจ เทคโนโลยี เทรนด์การตลาด เทคนิคการขาย หรือเทรนด์ทางธุรกิจ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา” ดร.ณัฐพล กล่าว
โดยโครงการแรกคือโครงการเสริมแกร่งการเงิน เพิ่มทุนหนุนธุรกิจ หรือ “สุขใจ” เป็นการจัดฝึกอบรมที่มุ่งเน้นให้ความรู้ด้านการบริหารจัดการเงิน (Financial Literacy) ให้กับผู้ประกอบการ โดยมีการจัดฝึกอบรมทั้งสิ้น 4 ครั้ง ครอบคลุม 4 ภูมิภาค ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นครราชสีมา เชียงใหม่ และสุราษฎร์ธานี ทั้งรูปแบบ Onsite และ Online กว่า 625 คน พร้อมจัดคลินิกให้คำปรึกษาแนะนำธุรกิจ ในการเตรียมเอกสารเพื่อยื่นขอสินเชื่อจากกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ มีผู้เข้าร่วมจำนวน 60 กิจการ
ด้านโครงการยกระดับธุรกิจเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน หรือ “เปิดใจ” ยกระดับขีดความสามารถของ SME ในการปรับเปลี่ยนกระบวนการทางธุรกิจและการบริหารจัดการโดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลหรือการปรับปรุงกระบวนการผลิตและบริการให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีความยั่งยืน โดยให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึกแก่สถานประกอบการ ด้านเทคโนโลยีการผลิต ดิจิทัล นวัตกรรม โลจิสติกส์ และการปรับปรุงกระบวนการ กว่า 202 กิจการ นอกจากนี้ยังมีการจัดงานสัมมนา “SME Sustainable Transformation Forum 2025” เพื่อเสริมแกร่งองค์ความรู้ผู้ประกอบการได้เพิ่มเติมกว่า 400 คน สร้างมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 101,821,032 บาท และก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยรวมสูงถึง 500,588,921 บาท
นอกจากนี้ยังมีโครงการพัฒนาฮาลาลไทยรับรองได้ ขายส่งออกชัวร์ หรือ โครงการ “มั่นใจ” เพื่อเสริมสร้างศักยภาพอุตสาหกรรมฮาลาลไทย ให้มีประสิทธิภาพและมาตรฐานในการขอรับรองเครื่องหมายฮาลาล และมีองค์ความรู้ในด้านการส่งออกผลิตภัณฑ์ฮาลาลไปยังตลาดต่างประเทศ โดยมีการจัดฝึกอบรมผู้ประกอบการด้านการตลาด การส่งออกและการประชาสัมพันธ์ ผู้เข้าร่วมอบรมรวม 369 คน รวมถึงจัดให้มีการวินิจฉัยและให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึกแก่สถานประกอบการ ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และการขอรับรองมาตรฐานฮาลาล จำนวนกว่า 100 กิจการ ทำให้ผู้ประกอบการแสดงความพร้อมในการยื่นขอรับรองเครื่องหมายฮาลาลเพื่อขยายตลาดสู่ต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น
และในส่วนของโครงการพลิกชีวิต ฟื้นธุรกิจปรับหนี้ให้อยู่รอด หรือ “สู้สุดใจ” ที่มุ่งช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบางและกลุ่ม NPL ที่ต้องการคำปรึกษาแนะนำในการแก้ปัญหาหนี้ หรือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าวินิจฉัยสถานะทางการเงินและให้คำปรึกษาเชิงลึกให้กับ 40 กิจการที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ทำให้เกิดการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เชิงป้องกัน (DR) หรือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่มีปัญหา (TDR) ได้สำเร็จ นับเป็นการคืนโอกาสให้ธุรกิจไทยได้กลับมาเดินหน้าต่อได้อีกครั้ง
“กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทุกโครงการส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอีประสบความสำเร็จ มีผู้ประกอบเข้าร่วมและได้รับประโยชน์จำนวนมาก ซึ่งทางกองทุนฯ มีแผนที่จะเตรียมขยายผลโครงการด้านการส่งเสริมฯ เพื่อสร้างแนวทางและปัจจัยที่เอื้อต่อการเติบโตของ SME ให้ SME สามารถยืนหยัดด้วยตนเองและเติบโตอย่างยั่งยืน” ดร.ณัฐพล กล่าวทิ้งท้าย

สมรภูมิ Robotics โลก!! แต้มต่อของไทยไม่ใช่แข่งจีนผลิตแขนกล แต่คือการปั้นคลัสเตอร์สำคัญ "ประกอบ-ทดสอบ-วางระบบ" ผลักดันไทยสู่ “ศูนย์กลางหุ่นยนต์อาเซียน"

“โรงงานหุ่นยนต์ของโลก” ไทยไปไกลได้แค่ไหน? คำตอบอาจไม่ใช่เบอร์ 1 แต่เป็น “ฮับที่โลกต้องพึ่ง”
.
ถ้าถามว่า ไทย จะเป็น “ศูนย์การผลิตหุ่นยนต์แห่งโลก” ได้ไหม—คำตอบแบบไม่อ้อมค้อมคือ ยากมากถ้าหมายถึงการขึ้นแท่นเบอร์ 1 ของโลกในเชิงปริมาณ แต่ถ้าปรับกรอบใหม่ให้เฉียบกว่า: ไทยมีโอกาสสูงมากที่จะเป็น “ศูนย์กลางหุ่นยนต์ของอาเซียน” และเป็นฐานผลิต/ประกอบ/ทดสอบ/คัสตอมโซลูชันหุ่นยนต์ที่โลกต้องใช้จริง
นี่ไม่ใช่การปลอบใจตัวเอง แต่เป็นการอ่านเกมอุตสาหกรรมที่ “กระจุกตัว” และต้องชนะด้วย “ระบบนิเวศ” มากกว่าคำขวัญ
.
โลกกำลังเร่งติดหุ่นยนต์…แต่เกมนี้กระจุกตัวสุดๆ
ข้อมูลจาก International Federation of Robotics ระบุว่า ปี 2024 มีการติดตั้งหุ่นยนต์อุตสาหกรรมทั่วโลกประมาณ 542,000 ตัว และเกิดขึ้นในเอเชียมากถึง 74% ของการติดตั้งใหม่ทั้งหมด
และที่ชัดกว่านั้นคือ “ศูนย์กลางอำนาจ” ในหุ่นยนต์อุตสาหกรรมยังเกาะกลุ่มแน่น—จีน ประเทศเดียวกินสัดส่วนราว 54% ของการติดตั้งหุ่นยนต์ใหม่ทั่วโลกในปี 2024
พูดให้ตรง: ถ้าจะแข่งแบบ “จำนวนการผลิตระดับโลก” คุณกำลังลงสนามที่เจ้าถิ่นถือไพ่เหนือกว่า ทั้งสเกลโรงงาน ซัพพลายเชนชิ้นส่วนหลัก และทรัพย์สินทางปัญญา (IP)
.
แต้มต่อของไทย: เราเป็น “ฐานโรงงานจริง” ที่มีดีมานด์ และมีพื้นที่ยุทธศาสตร์พร้อม
จุดแข็งของไทยไม่ใช่การฝันว่าจะสร้างแบรนด์แขนกลไปชนเจ้าโลกทันที แต่คือการเป็นฐานอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ระบบอัตโนมัติจริง โดยเฉพาะยานยนต์และชิ้นส่วน
ปี 2024 ไทยผลิตรถยนต์รวมประมาณ 1.47 ล้านคัน (ทั้งในประเทศและส่งออก) ซึ่งสะท้อนฐานการผลิตและเครือข่ายโรงงานที่ใหญ่มากพอจะเป็น “ตลาดทดสอบ–ตลาดใช้งาน” ของหุ่นยนต์และระบบออโตเมชันได้
ขณะเดียวกัน ไทยมีพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่าง EEC (Eastern Economic Corridor) ที่ผลักดัน use case ด้านเทคโนโลยีร่วมกับชุมชนหุ่นยนต์/ออโตเมชันในประเทศอย่างชัดเจน
และ “เครื่องมือรัฐ” ก็เริ่มวางแรงจูงใจไว้แล้ว ผ่าน BOI (Board of Investment Thailand) ที่มีมาตรการสนับสนุนการลงทุนระบบออโตเมชัน/หุ่นยนต์ เช่น ยกเว้นภาษีนิติบุคคล 3 ปี ตามเงื่อนไขในคู่มือส่งเสริมการลงทุน
สรุปคือ ไทยมี 3 อย่างที่สำคัญ: ตลาดใช้งานจริง + พื้นที่ยุทธศาสตร์ + แรงจูงใจการลงทุน สิ่งที่เหลือคือ “ต่อให้ติด” เป็น ecosystem การผลิตให้ครบ
.
ปมที่ทำให้ไทย “ยังไม่ใช่โรงงานหุ่นยนต์ของโลก”
1) เราเก่งการใช้งาน/ติดตั้ง แต่ยังไม่หนาพอใน “ชิ้นส่วนหัวใจ”
หุ่นยนต์อุตสาหกรรมไม่ได้แข่งกันที่การประกอบเหล็กเป็นแขนกล แต่แข่งกันที่หัวใจอย่าง เซอร์โวไดรฟ์, มอเตอร์, รีดิวเซอร์, คอนโทรลเลอร์, เซนเซอร์, ซอฟต์แวร์ควบคุม และมาตรฐานความปลอดภัย ประเทศผู้นำถือห่วงโซ่นี้แน่นมาก
2) ไทยมี SI โตได้อีกมาก—แต่ต้องทำให้ “ส่งออกบริการ” ได้จริง
โลกหุ่นยนต์ไม่ได้ขาดแค่เครื่อง แต่ขาด “คนทำให้มันทำงานได้กับโรงงานจริง” นี่คือสนามของ system integrator (SI) และโซลูชันสมาร์ตแฟคทอรี ไทยมีผู้เล่นต่างชาติทำตลาดและถ่ายทอดเทคโนโลยีในประเทศ ซึ่งเป็นโอกาสในการยกระดับเครือข่าย SI ให้แข็งและขยายสู่ภูมิภาค
3) เกมสิทธิประโยชน์ “ภาษีอย่างเดียว” อาจไม่พอในยุคใหม่
ต่อให้มีแรงจูงใจ แต่การแข่งขันดึงฐานการผลิตวันนี้ชนะกันที่ คน (ทักษะ), ซัพพลายเชน, ความเร็ว, คุณภาพ, มาตรฐาน ไม่ใช่แค่ภาษี ดังนั้นถ้าไทยอยากชนะ ต้อง “สร้างความได้เปรียบที่ยืนระยะ” มากกว่าการแจกโปรโมชั่น
.
คำตอบที่คมที่สุด: ไทยควรตั้งเป้าเป็น “ฮับหุ่นยนต์อาเซียน” ด้วย 3 สนามนี้
สนามที่ 1: ศูนย์กลาง System Integration + Retrofit โรงงาน
ทำให้ไทยเป็นที่ที่โรงงานทั้งอาเซียน “มาหาคนทำไลน์ออโตเมชัน” ตั้งแต่ประเมินหน้างาน ออกแบบไลน์ ติดตั้ง เทรนคน ไปจนถึงซ่อมบำรุง ข้อดีคือใช้จุดแข็งฐานอุตสาหกรรมเดิมของไทยได้ทันที และต่อยอดรายได้แบบบริการ/โปรเจกต์ได้เร็ว
สนามที่ 2: ฐานประกอบ–ทดสอบ–คัสตอม เพื่อส่งออกภูมิภาค
ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากผลิตทุกชิ้นเอง แต่เริ่มจาก final assembly, testing, calibration, end-effector และ application-specific package ให้แข็ง ไทยทำได้ดีในงานผลิตชิ้นส่วนโลหะ โครงสร้าง ตู้คอนโทรล สายไฟ ฟิกซ์เจอร์ และงานคัสตอมหน้างาน—ถ้าจัดคลัสเตอร์ให้จริง จะกลายเป็นฐานส่งออกโซลูชัน
สนามที่ 3: สร้าง “แชมป์เฉพาะทาง” ในหุ่นยนต์บริการ/อาหาร/เกษตร/สุขภาพ
ถ้าจะมีโอกาสสร้างแบรนด์ไทยให้ดังระดับโลก ทางลัดไม่ใช่ไปชนตลาดแขนกลมาตรฐานที่เดือดสุด แต่คือหุ่นยนต์ที่ผูกกับจุดแข็งประเทศและ pain point หน้างาน ใครแก้ปัญหาได้จริงก่อน คนนั้นชนะ—even ถ้าสเกลยังไม่เท่ามหาอำนาจ
.
4 เงื่อนไขที่ไทยต้อง “กล้าทำจริง” ถ้าอยากให้โลกย้ายฐานหุ่นยนต์มาที่นี่
1) ปั้นกำลังคนเมคคาทรอนิกส์/คอนโทรล/ซอฟต์แวร์อุตสาหกรรมแบบเร่งด่วน ให้ทำงานได้จริง ไม่ใช่แค่จบใบปริญญา
2) ตั้งศูนย์ทดสอบ–รับรองมาตรฐาน (testing/certification) ให้การประกอบ/คัสตอมในไทย “เชื่อถือได้ระดับสากล”
3) ดึงผู้ผลิตรายใหญ่ให้มาตั้งฐานประกอบ/ทดสอบ/อะไหล่ แล้วผูกกับการพัฒนา local supplier ให้เกิดจริง
4) ทำให้ตลาดในประเทศเป็นสนามทดลอง ผ่านโครงการ retrofit โรงงาน/SME automation เพื่อให้เกิดเคสจริงจำนวนมากและเร็ว
.
บทสรุป: ไทยอาจไม่ใช่ “โรงงานหุ่นยนต์ของโลก” แบบเบอร์ 1 แต่เป็น “จุดยุทธศาสตร์ของภูมิภาค” ได้
โลกกำลังเร่งใช้หุ่นยนต์ และการติดตั้งกระจุกตัวหนักในเอเชีย โดยเฉพาะจีน ดังนั้นการตั้งเป้าแบบฉลาดของไทยคือไม่ใช่ฝืนแข่งเกมปริมาณ แต่ต้องชนะเกม “ระบบนิเวศ” ให้เป็นศูนย์กลางโซลูชัน ห่วงโซ่ประกอบ–ทดสอบ–คัสตอม และการติดตั้งระดับอาเซียน
ถ้าวันหนึ่งนักลงทุนคิดเรื่องหุ่นยนต์แล้วนึกถึงไทยเป็น “ที่ที่ทำให้โรงงานทั้งภูมิภาคเดินได้เร็วขึ้น” —วันนั้นไทยก็เป็นศูนย์กลางในแบบที่มีเงินไหลเข้า มีคนทำงานจริง และมีอำนาจต่อรองจริง ไม่ต้องรอคำว่า “เบอร์ 1 ของโลก” ให้ใครอนุมัติ.
.
แหล่งอ้างอิง (สำหรับบรรณาธิการ):
- International Federation of Robotics (IFR): https://ifr.org/
- Thailand Auto Industry (Facts & Figures 2024): https://data.thaiauto.or.th/
- EEC Fact Sheet 2023: https://image.mfa.go.th/
- BOI A Guide 2025: https://osos.boi.go.th/

เศรษฐกิจสายมูหมื่นล้าน!! เมื่อ 'ความไม่แน่นอน' ของสังคม ผลักให้ 'ความหวัง' กลายเป็นสินค้าขายดี จากเครื่องรางสู่ 'ดิจิทัลโปรดักต์' ตลาดใหญ่ที่แบรนด์และรัฐไม่ควรมองข้าม

“สายมู” ไม่ใช่เรื่องงมงายอีกต่อไป—มันคือเศรษฐกิจ “ความหวัง” ที่สะท้อนการเมืองและสังคมไทยแบบเนียนๆ

ถ้าย้อนดูสังคมไทยช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราจะเห็น “ความไม่แน่นอน” กลายเป็นของประจำวัน—เศรษฐกิจผันผวน ข่าวสารถาโถม ความคาดหวังต่ออนาคตแกว่งไปมา และความเชื่อมั่นต่อระบบต่างๆ ไม่ได้แข็งแรงเท่าเดิม
ในบรรยากาศแบบนี้ “สายมู” จึงไม่ใช่แค่ความเชื่อส่วนบุคคล แต่กำลังกลายเป็นอุตสาหกรรมที่ขายได้จริง ตั้งแต่ดูดวง ฮวงจุ้ย เครื่องราง วอลเปเปอร์มงคล ไปจนถึงทัวร์ไหว้พระสายศรัทธา—และที่สำคัญ มันกำลังทำหน้าที่คล้าย “ประกันใจ” ให้คนจำนวนมากในช่วงเวลาที่โลกจริงให้คำตอบไม่ได้

ตัวเลขที่ต้องรู้: ตลาดหมื่นล้าน แต่จดทะเบียนจริงแค่หลักร้อยราย
ฝั่ง “มูลค่าตลาด” ที่ถูกอ้างอิงบ่อย คือการประเมินว่าตลาดสินค้าและบริการสายมู (รวมดูดวง/ฮวงจุ้ย/พิธีกรรม ฯลฯ) มีมูลค่าราว 10–15 พันล้านบาท จากผลสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งถูกสรุปไว้โดย Krungsri Research
ขณะเดียวกัน “ท่องเที่ยวสายมู” ก็ถูกประเมินว่าแตะราว 15,000 ล้านบาทในปี 2023 และเพิ่มจาก 10,800 ล้านบาทในปี 2019 ตามการประเมินของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่ถูกนำเสนอใน Bangkok Post
แต่ถ้ามองฝั่ง “นิติบุคคลจดทะเบียน” จะเห็นภาพอีกแบบ: ข้อมูลที่สรุปจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า ณ 31 พฤษภาคม 2568 ธุรกิจกลุ่มนี้ (ที่นับตามหมวดเฉพาะ) มีผู้ประกอบการดำเนินกิจการอยู่ 170 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 221.95 ล้านบาท
สาระสำคัญเชิงธุรกิจ: “ตลาดหมื่นล้าน” แต่ “จดทะเบียนเฉพาะหมวด” ยังหลักร้อย—แปลว่าเงินจริงจำนวนมากไหลอยู่ในหมวดอื่น ๆ (ค้าปลีก ออนไลน์ คอนเทนต์ ท่องเที่ยว บริการบุคคล ฯลฯ) และมีเศรษฐกิจนอกระบบ/กึ่งระบบอยู่พอสมควร

ทำไม “สายมู” โตจริงในยุคนี้
1) มันคือสินค้าที่ขาย “ความแน่นอน” ในยุคที่คนไม่แน่ใจอะไร
ในโลกที่ค่าครองชีพ ความเสี่ยงงาน และข่าวการเมืองเปลี่ยนเร็ว “คำตอบแบบเร็ว” และ “พิธีกรรมที่ทำแล้วรู้สึกคุมเกมได้” กลายเป็นสินค้าที่มีมูลค่า นี่คือมุมที่โยงการเมืองและสังคมแบบเนียนๆ: เมื่อความมั่นใจต่ออนาคตสั่น—ตลาดที่ขายความอุ่นใจก็โต
2) ดิจิทัลทำให้มู “สินค้าแพ็กได้” และขายซ้ำได้
ยุคก่อน “มู” ต้องไปหาครู/สำนัก แต่วันนี้กลายเป็นดิจิทัลโปรดักต์ได้ทันที (วอลเปเปอร์มงคล เบอร์มงคล คอนเทนต์ดูดวงรายเดือน ไลฟ์ขายเครื่องราง) ผลคือ “สเกล” เกิดเร็ว และผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาง่าย
3) ท่องเที่ยวสายศรัทธา = โมเดลเงินหมุนเวียนที่รัฐก็เล่นเกมนี้
ตัวเลขท่องเที่ยวสายมูที่ถูกประเมินระดับหมื่นล้าน ทำให้มันถูกวางเป็นหนึ่งในหมวด soft power เชิงท่องเที่ยวได้โดยธรรมชาติ พูดแบบการเมือง: เมื่อรัฐอยากกระตุ้นเศรษฐกิจเร็ว “กิจกรรมที่คนพร้อมจ่ายอยู่แล้ว” มักถูกผลักขึ้นมาเป็นแคมเปญได้ไม่ยาก

โอกาสธุรกิจ: เงินหมื่นล้านไม่ได้อยู่แค่ “เครื่องราง”
ถ้าคิดแบบนักธุรกิจ “สายมู” เป็นอุตสาหกรรม O2O ที่แตกแขนงได้หลายรายได้
1) Content → Community → Commerce: เริ่มจากคอนเทนต์ (ดวง/ฮวงจุ้ย/พิธีกรรม) ไปสู่คอมมูนิตี้ ก่อนต่อยอดขายสินค้า/บริการ
2) Subscription & Retainer: แพ็กเกจดูแลรายเดือน (ดูฤกษ์ ตั้งชื่อ วิเคราะห์บ้าน/ออฟฟิศ) รายได้สม่ำเสมอกว่าขายเป็นชิ้น
3) Tour Package + Local Economy: ทัวร์สายศรัทธาไม่ใช่แค่พาไหว้พระ แต่คือการออกแบบ “ประสบการณ์” ให้คนรู้สึกคุ้มค่า—และกระจายรายได้ถึงพื้นที่
4) B2B: Muketing / Spiritual Branding: แบรนด์จำนวนมาก “แอบ” ใช้องค์ประกอบมูในแคมเปญ (สีมงคล วันเปิดตัว ฤกษ์โปรฯ) เพราะมันทำงานกับอารมณ์ผู้บริโภคได้จริง

ความเสี่ยงที่ต้องพูดตรงๆ: ถ้าปล่อยให้ “ตลาดความหวัง” ไร้มาตรฐาน จะกลายเป็นกับดักสังคม
นี่คือจุดที่โยงการเมืองและสังคมแบบชัดขึ้นเล็กน้อย: ถ้าคนจำนวนมากต้อง “ซื้อความมั่นใจ” แทนการเข้าถึงโอกาส/สวัสดิการ/ความยุติธรรม นั่นสะท้อนว่าโครงสร้างความมั่นคงในชีวิตยังมีช่องโหว่
ธุรกิจสายมูที่โตเร็วในโลกออนไลน์ เสี่ยงต่อการหลอกลวง/เคลมเกินจริง/เอาเปรียบคนเปราะบางได้ง่าย และหากภาครัฐจะใช้เป็น soft power หรือเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ควรมีมาตรฐานขั้นต่ำด้านการโฆษณาและคุ้มครองผู้บริโภค ไม่ให้กลายเป็นการดันอุตสาหกรรมที่ทำร้ายคนของตัวเอง

บทสรุปแบบ TST
“สายมู” ไม่ได้ชนะเพราะคนไทยงมงายขึ้น แต่ชนะเพราะมันตอบสนองความไม่แน่นอนได้ไว และแปลงความเชื่อให้เป็นสินค้าที่ซื้อซ้ำได้
ตัวเลขตลาดระดับ 10–15 พันล้านบาท และท่องเที่ยวสายมูแตะราว 15,000 ล้านบาทในปี 2023 บอกชัดว่า นี่คือธุรกิจจริง ไม่ใช่เรื่องเล่าเล่นๆ
และที่แสบแบบเนียนๆ คือ: ยิ่งสังคมรู้สึกว่าอนาคต “เดาไม่ได้” เท่าไร ตลาดที่ขาย “คำตอบ” ก็ยิ่งโตเท่านั้น

พาดหัวสำรอง (เลือกใช้ได้)
1) สายมูหมื่นล้าน: เมื่อ “ความหวัง” กลายเป็นสินค้า—และสะท้อนวิกฤตความมั่นใจของสังคมไทย
2) ตลาดมูโตเพราะคนไทยงมงายขึ้น? หรือเพราะอนาคตมันไม่ชัดพอให้คนวางใจ
3) ทัวร์สายมู–วอลเปเปอร์มงคล–ดูดวงรายเดือน: เศรษฐกิจศรัทธาที่รัฐและแบรนด์กำลังเล่นเกมเดียวกัน

แหล่งอ้างอิง (ลิงก์สำหรับบรรณาธิการ):
- Krungsri Research: Mutelu / Spiritual economy overview (อ้างอิงผลสำรวจ UTCC): https://www.krungsri.com/en/research/research-intelligence/muteluh-2024
- Bangkok Post: Faith travel remains evergreen (ตัวเลข 2019/2023): https://www.bangkokpost.com/business/general/2728262/faith-travel-remains-evergreen
- PostToday (อ้างอิง DBD): สถิติธุรกิจโหราศาสตร์/ความเชื่อ ณ 31 พ.ค. 2568: https://www.posttoday.com/smart-sme/725997
- Frontiers in Communication (งานวิจัยเกี่ยวกับ Muketing/ความเชื่อกับการตลาด): https://www.frontiersin.org/journals/communication/articles/10.3389/fcomm.2025.1662524/full

มากกว่าทัวร์นาเมนต์กีฬา!! ถอดรหัส LPGA ในไทย อีกหนึ่งเวทีโชว์ 'ซอฟต์พาวเวอร์' อีเวนต์ระดับโลกที่ได้ทั้งเม็ดเงิน พร้อมภาพลักษณ์ และความภูมิใจของคนในชาติ

ทำไมคนไทยต้องสนใจ LPGA ที่จัดในไทย? เพราะนี่ไม่ใช่แค่กีฬา แต่มันคือเวทีโชว์ศักยภาพประเทศ

เพราะนี่ไม่ใช่แค่ “ทัวร์นาเมนต์กีฬา” แต่มันคือเวทีโชว์ศักยภาพประเทศที่เชื่อม เศรษฐกิจ–ภาพลักษณ์–โอกาสเยาวชน และสะท้อน “อารมณ์ร่วมของสังคม” ได้แบบเนียนๆ โดยเฉพาะในช่วงที่ข่าวการเมืองทำให้คนไทยแตกเป็นหลายฝั่ง

รายการอย่าง Honda LPGA Thailand ที่จัดในไทย คืออีเวนต์ระดับโลกที่มีนักกอล์ฟหญิงแถวหน้ามารวมตัวกัน พร้อมมาตรฐานการจัดงานแบบสากล ซึ่งส่งผลไกลกว่าความสนุกในสนาม

1) มันคือ “ซอฟต์พาวเวอร์ที่จับต้องได้” ของไทย
บนเวทีระดับโลก ประเทศไม่ได้แข่งกันแค่การท่องเที่ยว แต่แข่งกันที่ “ความน่าเชื่อถือในการเป็นเจ้าภาพ”: ระบบสนาม การจัดการอีเวนต์ มาตรฐานผู้ชม สื่อ ถ่ายทอดสด โลจิสติกส์ ทั้งหมดคือการโชว์ระบบให้โลกเห็น
พูดแบบธุรกิจ: นี่คือการตลาดประเทศที่ไม่ต้องพูดเยอะ—ให้มาตรฐานงานเป็นคนพูดแทน

2) เงินไม่ได้อยู่แค่ในสนาม—แต่มันกระจายลงพื้นที่จริง
อีเวนต์ระดับโลกทำให้เม็ดเงินเกิดหลายชั้น: โรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง ทีมงานอีเวนต์ สปอนเซอร์ สื่อ และบริการรอบเมือง โดยเฉพาะเมืองเจ้าภาพที่ได้แรงกระเพื่อมตรงๆ
แม้เงินรางวัลไม่ใช่ “ตัวเลขเศรษฐกิจทั้งงาน” แต่มันบอกสเกลและความจริงจังของอีเวนต์ได้ดี และทำให้พื้นที่รอบสนาม “คึกคักจริง” ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์

3) เพราะไทยมี “ตัวท็อประดับโลก” ให้เชียร์จริง ไม่ใช่แค่เจ้าภาพ
ถ้าไม่มีฮีโร่ คนก็ดูยาก แต่กอล์ฟหญิงไทยมีเรื่องเล่าที่แข็งมาก ทั้งโปรระดับท็อปและความหนาแน่นของนักกอล์ฟไทยที่ทำผลงานดีในทัวร์
นี่ทำให้รายการที่จัดในบ้านเราไม่ใช่แค่งานรับแขกต่างชาติ แต่เป็น “เวทีเชียร์คนของเรา” ที่โลกก็หันมามอง

4) “กีฬา” คือพื้นที่ร่วมของสังคม ในวันที่การเมืองพาคนแบ่งข้าง
พูดให้แอบโยงการเมืองนิดๆ แบบไม่ต้องชี้ฝ่าย: ในช่วงที่ข่าวการเมืองทำให้คนไทยเถียงกันทุกวัน อีเวนต์กีฬาระดับโลกที่จัดในไทยทำหน้าที่เหมือน “พื้นที่กลาง” ที่คนเห็นต่างยังเชียร์ธงเดียวกันได้
นี่มีนัยเชิงสังคมมาก—เพราะประเทศที่คนยังมี “เรื่องดีร่วมกัน” จะรักษาพลังใจและความเชื่อมั่นร่วมได้ดีกว่า ประเทศที่เหลือแต่ประเด็นให้ด่ากัน

5) มันไม่ใช่แค่บันเทิง—แต่มีมิติ “คืนกำไรสังคม”
หลายรายการมีมิติการกุศลและกิจกรรมคืนกำไรสังคม ทำให้ภาพของอีเวนต์ไม่ใช่แค่มาแข่งแล้วกลับ แต่มีผลกับพื้นที่จริง ทั้งในมุมโรงพยาบาล ชุมชน หรือกิจกรรมเพื่อสังคมอื่นๆ

สรุปแบบตรงๆ
คนไทยควรสนใจ LPGA ที่จัดในไทย เพราะมันคือแพลตฟอร์มที่ทำให้
• ประเทศได้ภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือระดับโลก
• เมืองเจ้าภาพได้แรงกระเพื่อมเศรษฐกิจจากอีเวนต์มาตรฐานสูง
• เยาวชนได้แรงบันดาลใจจากนักกีฬาหญิงไทยระดับโลก
• สังคมได้ “เรื่องร่วม” ให้เชียร์ในวันที่เราเหนื่อยกับความขัดแย้ง

แหล่งอ้างอิง (ลิงก์สำหรับบรรณาธิการ):
- เว็บไซต์ทางการ Honda LPGA Thailand: https://www.hondalpgathailand.com/
- LPGA.com ข่าว/สรุปผลรายการ: https://www.lpga.com/
- Reuters (รายงานเกี่ยวกับนักกอล์ฟ/บรรยากาศรายการ): https://www.reuters.com/
- Bangkok Post (ข่าวกีฬา/อีเวนต์ในไทย): https://www.bangkokpost.com/

มจธ. จับมือ EV ALL ประเทศเกาหลีใต้ พัฒนา “EV Guard” นวัตกรรมแผ่นทำความสะอาดสำหรับหัวชาร์จรถ EV เพื่อความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าลัดวงจร และช่วยยืดอายุให้อุปกรณ์

ปัจจุบันการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากศูนย์วิจัยกรุงศรีคาดว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทย ปี 2569-2571อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยจะยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยยอดจดทะเบียนใหม่ของรถยนต์นั่ง BEV คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 125,000 คันต่อปี หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 3.8% (CAGR) 

เมื่อจำนวนผู้ใช้รถ EV เพิ่มขึ้น ความสำคัญของ จุดจ่ายไฟหรือสถานีชาร์จ ก็เพิ่มตามไปด้วย เนื่องจากหัวชาร์จและระบบแบตเตอรี่เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีความอ่อนไหวสูง หากขาดการดูแลรักษาที่เหมาะสม โดยเฉพาะในกรณีที่มีฝุ่น และความชื้นสะสม อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟฟ้าลัดวงจร ประกายไฟ หรือความเสียหายต่อระบบชาร์จได้

ผศ. ดร.ธิดารัตน์ บุญศรี อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ และหัวหน้ากลุ่มวิจัยวัสดุชีวภาพอัจฉริยะและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า จากปัญหาดังกล่าว ทีมวิจัยจึงได้พัฒนา EV Guard นวัตกรรมแผ่นทำความสะอาดสำหรับหัวชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน และลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าลัดวงจร และความชื้นสะสม EV Guard เป็นการต่อยอดจากผลงานวิจัยด้านวัสดุชีวภาพของทีม ได้แก่ แผ่นนุ่นทนไฟ แผ่นนุ่นซับคราบน้ำมัน และแผ่นนุ่นป้องกันไฟฟ้าสถิต โดยนำแผ่นนุ่นทั้งสามคุณสมบ้ติมาออกแบบเป็นแผ่นเช็ดทำความสะอาดแบบ 3 ชั้น วางซ้อนกันและเชื่อมติดกันด้วยกาวไบโอโพลิเมอร์ เพื่อให้เป็นแผ่นเดียวที่สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยกับหัวชาร์จรถ EV โดยเฉพาะ

ผศ. ดร.ธิดารัตน์ อธิบายเพิ่มเติมว่า หัวชาร์จและแบตเตอรี่รถ EV ต้องเผชิญกับฝุ่น น้ำ และความชื้นอยู่ตลอดเวลา แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่า ผู้ใช้งานจำนวนมากไม่ได้ทำความสะอาดหัวชาร์จเป็นประจำ ทั้งที่อุปกรณ์นี้ต้องอยู่ในสภาพ “แห้งและสะอาด” เพื่อป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร การเกิดประกายไฟ รวมถึงการกัดกร่อนและสนิม ซึ่งทำให้ระบบชาร์จขัดข้องและมีอายุการใช้งานสั้นลง

EV Guard จึงออกแบบให้ทำงานเป็นลำดับภายในแผ่นเดียว ชั้นที่หนึ่ง ช่วยลดประจุไฟฟ้าและลดความเสี่ยงจากสนามไฟฟ้า (ใช้นุ่นผสมเส้นใยไผ่ เพิ่มความแข็งแรง) ชั้นที่สอง ทำหน้าที่ดูดซับ และกักเก็บความชื้นไม่ให้ไหลย้อนกลับ (ใช้นุ่นล้วน) และชั้นที่สาม ช่วยลดไฟฟ้าสถิต ป้องกันไม่ให้ฝุ่นกลับมาเกาะซ้ำ โดยทุกชั้นยึดติดด้วยกาวไบโอโพลิเมอร์ ไม่ใช้สารเคมีอันตราย ไม่มีสารตกค้าง ใช้ซ้ำได้ และย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ 

นวัตกรรม EV Guard พัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มความปลอดภัยทั้งสำหรับผู้ใช้รถ EV ทั่วไป และผู้ดูแลระบบในสถานีชาร์จ สามารถใช้เช็ดทำความสะอาดหัวชาร์จที่อยู่ภายนอกตัวรถ เพื่อกำจัดฝุ่น น้ำ และความชื้น ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของไฟฟ้าลัดวงจร และช่วยลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าสถิตในระหว่างการใช้งาน 

ในอนาคต ทีมวิจัยมีแผนต่อยอด EV Guard ให้เป็นอุปกรณ์ความปลอดภัยที่ทำหน้าที่เหมือน “ฉนวนป้องกันไฟฟ้า” เพื่อลดการถ่ายโอนประจุไฟฟ้าสู่ผู้ใช้ โดยเฉพาะในกรณีที่แบตเตอรี่ EV ซึ่งมักติดตั้งอยู่ใต้ท้องรถ ต้องเผชิญกับน้ำ และความชื้น รวมทั้งแรงดันไฟฟ้ากระแสตรง (DC) สูงถึง 600 โวลต์ EV Guard จะช่วยดูดซับความชื้นได้ทันที และลดความเสี่ยงจากเหตุไม่คาดคิด เปรียบเหมือน “เกราะป้องกันที่มองเห็นได้” สำหรับอันตรายทางไฟฟ้าที่มองไม่เห็น

ผลงานวิจัยนี้เป็นความร่วมมือกันระหว่างนักวิจัย มจธ. กับ บริษัท EV ALL จากประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักด้านอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าที่มีความเชี่ยวชาญตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ตั้งแต่การผลิต การซ่อมบำรุง การดูแลจัดการแบตเตอรี่ สถานีชาร์จ ไปจนถึงการรีไซเคิลแบตเตอรี่ และกำลังขยายตลาดรถ EV ในประเทศไทย 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top