Monday, 20 July 2026
ECONBIZ NEWS

ส.อ.ท. ชี้ราคาน้ำมันลด!! ขอบคุณรัฐลดน้ำมันลง 2.5 บาทต่อลิตร ช่วยบรรเทาค่าครองชีพภาคธุรกิจ เสริมกำลังซื้อประชาชนคลายภาระ เน้นเสถียรภาพกองทุนและอนาคตพลังงานสะอาด

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ส.อ.ท. ขอขอบคุณรัฐบาล กระทรวงพลังงาน คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ที่เร่งดำเนินมาตรการปรับลดราคาขายปลีกน้ำมัน โดยกลุ่มดีเซลลดลง 2.56 บาทต่อลิตร และกลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ลดลง 2.51 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นมาตรการที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และลดต้นทุนให้ภาคธุรกิจในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังอยู่ระหว่างการฟื้นตัว

การปรับลดราคาน้ำมันครั้งนี้เป็นการดำเนินนโยบายที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม เพราะราคาพลังงานในประเทศควรสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และส่งผ่านประโยชน์จากราคาน้ำมันโลกที่ปรับลดลงไปยังประชาชนและผู้ประกอบการอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์พลังงานโลกเริ่มคลี่คลายจากความตึงเครียดก่อนหน้า

มาตรการดังกล่าวมีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างมาก เพราะน้ำมันเป็นต้นทุนที่เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจทั้งห่วงโซ่ ไม่ว่าจะเป็นค่าขนส่ง โลจิสติกส์ การกระจายสินค้า ต้นทุนวัตถุดิบ สินค้าเกษตร อาหาร และต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดในการแบกรับต้นทุน เมื่อราคาน้ำมันลดลง จะช่วยให้ผู้ประกอบการมีพื้นที่ในการบริหารต้นทุนมากขึ้น ลดแรงกดดันต่อราคาสินค้า และช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการหายใจได้คล่องขึ้น

นอกจากนี้ การลดราคาน้ำมันยังช่วยเสริมกำลังซื้อของประชาชน ลดภาระค่าเดินทาง และสร้างความเชื่อมั่นต่อการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ เพราะสะท้อนว่าภาครัฐให้ความสำคัญกับการดูแลต้นทุนที่กระทบต่อชีวิตประจำวันและการดำเนินธุรกิจจริง

อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. เห็นว่าการบริหารราคาพลังงานควรดำเนินควบคู่กับการดูแลเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างสมดุล เพื่อให้มาตรการระยะสั้นไม่สร้างภาระในระยะยาว พร้อมใช้จังหวะนี้เร่งวางรากฐานด้านพลังงานของประเทศ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และการส่งเสริมพลังงานสะอาด เพื่อรองรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต

กฟผ. รักษาอันดับเครดิตสูงสุด “AAA” 10 ปีซ้อนคงเครดิตระดับ AAA สะท้อนความมั่นคงและสถานะการเงิน สอดรับยุคเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด หนุนความเชื่อมั่นนักลงทุนพันธบัตร

10 ปีซ้อน ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิต กฟผ. สูงสุด ที่ระดับ “AAA” สะท้อนบทบาทรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานไฟฟ้าที่แข็งแกร่ง

ทริสเรทติ้งประกาศผลการจัดอันดับเครดิตของ กฟผ. ประจำปี 2569 คงที่ระดับ "AAA" ซึ่งเป็นระดับที่ดีที่สุด เป็นปีที่ 10 ติดต่อกัน สะท้อนบทบาทรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานไฟฟ้าที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

นางสาวสมจิตต์ ด่านศรีประเสริฐ รองผู้ว่าการการเงินและบัญชี (CFO) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้ประกาศผลการทบทวนการจัดอันดับเครดิตของ กฟผ. ประจำปี 2569 คงที่ระดับ "AAA" ซึ่งเป็นระดับที่ดีที่สุด ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ คงที่ เป็นปีที่ 10 ติดต่อกัน สะท้อนถึงบทบาทของ กฟผ. ในฐานะรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานไฟฟ้าที่ดำเนินกิจการบูรณาการกับรัฐบาลอย่างเต็มที่ ทั้งการผลิตและจัดหาพลังงานไฟฟ้า ดูแลความมั่นคงระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงทั่วประเทศ รวมถึงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาโครงข่ายระบบไฟฟ้าให้มีความทันสมัยรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ที่สำคัญคือสะท้อนถึงสถานะทางการเงินและสภาพคล่องที่แข็งแกร่งของ กฟผ.

ทั้งนี้ อันดับเครดิตองค์การเป็นตัวชี้วัดความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนในพันธบัตรของ กฟผ. แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการชำระหนี้ รวมถึงความมั่นคงทางการเงินขององค์การ แม้อุตสาหกรรมไฟฟ้าของประเทศไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดย กฟผ. ยังคงบทบาทสำคัญในฐานะหน่วยงานหลักดูแลรักษาเสถียรภาพระบบไฟฟ้า การบริหารความยืดหยุ่น และการบูรณาการพลังงานไฟฟ้ารูปแบบใหม่ให้สามารถเติบโตควบคู่กับความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน

E20 ทางรอดพลังงานไทย!! ใช้วัตถุดิบในประเทศ ลดคาร์บอน เพิ่มรายได้เกษตรกร ลดนำเข้าพลังงาน เสริมความมั่นคง ถอดบทเรียนบราซิล-อินเดีย ต้นแบบสำเร็จ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพอย่างยั่งยืน

กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมฯ ชี้ “E20 คือทางรอดระยะยาว” ร่วมเดินหน้าต่อยอดมาตรการภาครัฐ พร้อมผนึกกำลังรัฐ-เอกชน-ประชาชน ผลักดันการใช้ E20 ลดการนำเข้าพลังงานของประเทศ

ท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงานโลกที่ผันผวนอย่างรุนแรง ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ล่าสุดทุกภาคส่วนต่างเร่งส่งสัญญาณเตือนว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องปรับมุมมองและตระหนักอย่างจริงจังว่า “แก๊สโซฮอล์ E20” คือทางรอดระยะยาว ของประเทศ ไม่ใช่เพียงแค่พลังงานทางเลือกชั่วคราวในระยะสั้น พร้อมแนะทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์เปลี่ยนผ่าน E20 จากเชื้อเพลิงทางเลือกเพื่อสิ่งแวดล้อมสู่พลังงานหลักจากวัตถุดิบที่มีศักยภาพของประเทศ เพื่อลดภาระการนำเข้าพลังงานและสร้างมูลค่าหมุนเวียนให้ภาคการเกษตรไทยอย่างยั่งยืน โดยถอดบทเรียนความสำเร็จระดับโลกจากประเทศบราซิลและอินเดีย ต้นแบบการพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน

สถานการณ์วิกฤตพลังงานในขณะนี้เรียกได้ว่าเป็น “ความผันผวนด้านพลังงาน” ที่ผูกโยงเศรษฐกิจประเทศไทยไว้กับความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้เกิดความสั่นคลอนต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ชะลอการเติบโตของภาคธุรกิจ และกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง

ข้อมูลจากงานสัมมนา “ฝ่าวิกฤตพลังงานไทยด้วยพลังงานหมุนเวียน โอกาสหรือภาพลวง” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมาระบุว่า หากประเทศไทยยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง 92% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าการนำเข้ามหาศาลกว่า 1.33 ล้านล้านบาทต่อปี หรือเฉลี่ยมีเงินตราไหลออกนอกประเทศสูงถึง 3,600 ล้านบาทในทุกๆ วัน คำถามสำคัญคือ เราจะหยุดยั้ง "ภาวะเลือดไหลทางเศรษฐกิจ" นี้ได้อย่างไร?

เพื่อแก้ไขวิกฤตเชิงโครงสร้างนี้ ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน จำเป็นต้องประสานพลังร่วมกันขับเคลื่อน "แก๊สโซฮอล์ E20" ให้เป็นยุทธศาสตร์พลังงานแห่งชาติ โดยยกระดับบทบาทของ E20 จากเดิมที่เป็นเพียง "น้ำมันทางเลือกเพื่อสิ่งแวดล้อม" ให้กลายเป็น "เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์" ที่จะสร้างภูมิคุ้มกัน ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศอย่างยั่งยืน และช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

ถอดโมเดลความสำเร็จ Ethanol ระดับโลก: บราซิล และ อินเดีย
ประเทศไทยไม่ได้เดินบนเส้นทางนี้เพียงลำพัง การที่ต้องลดการพึ่งพาน้ำมันดิบด้วยเอทานอลที่เป็นพลังงานชีวภาพ (Biofuel) เราสามารถถอดบทเรียนจาก 2 ประเทศยักษ์ใหญ่ที่เป็นต้นแบบแห่งความสำเร็จ

• บราซิล | ผู้นำด้านเอทานอลโลก: พลิกฟื้นประเทศจากที่เคยต้องนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 80% ในยุค 1970 สู่การเป็นผู้ส่งออกพลังงานในปัจจุบัน ด้วยนโยบายเอทานอลที่ชัดเจนและต่อเนื่อง ปัจจุบันบราซิลกำหนดสัดส่วนผสมเอทานอลขั้นต่ำถึง 30% (E30) ในน้ำมันเบนซิน และรถยนต์ใหม่กว่า 90% เป็นระบบ Flex-Fuel ที่ยืดหยุ่นรองรับการเติมเอทานอลได้ทุกสัดส่วนจนถึงเอทานอลบริสุทธิ์ (E100) นโยบายนี้สร้างงานในระบบเศรษฐกิจชีวภาพกว่า 1.5 ล้านตำแหน่ง และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สะสมไปแล้วมากกว่า 730 ล้านตัน

• อินเดีย | พลิกวิกฤตเป็นโอกาส: จากปัญหาการนำเข้าน้ำมันดิบราคาแพงและมลพิษทางอากาศที่รุนแรงในเมืองใหญ่ รัฐบาลอินเดียได้เร่งผลักดันนโยบายเอทานอลอย่างก้าวกระโดด จนสามารถบังคับใช้ E20
ทั่วประเทศได้สำเร็จในปี 2025 ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายเดิมถึง 5 ปี เทียบกับปี 2014 ที่มีสัดส่วนผสมเอทานอลเพียง 1.5% ช่วยประหยัดงบประมาณนำเข้าน้ำมันดิบได้กว่า 5 แสนล้านบาทต่อปี และสร้างรายได้สะสมให้เกษตรกรอินเดียกว่า 4.7 แสนล้านบาท ทั้งยังคงมีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนในการผสม
เอทานอลขึ้นเป็น 27%

E20 พลังงานหลักเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของไทย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์ชัย อธิคมรัตนกุล ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า “ประเทศไทยควรใช้ศักยภาพและความได้เปรียบที่มีอยู่ เป็นพื้นฐานในการขับเคลื่อนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ” โดยการส่งเสริมการใช้ไบโอเอทานอล (Bioethanol) ซึ่งผลิตจากพืชพลังงานที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการเพาะปลูกและผลิตได้อย่างต่อเนื่อง คืออ้อยและมันสำปะหลัง ที่ไม่ได้เป็นเพียงวัตถุดิบสำหรับการผลิตเอทานอลเท่านั้น แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) และสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาประเทศตามโมเดล BCG Economy (Bio-Circular-Green Economy) ที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรชีวภาพควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม และเป็นพลังงานหมุนเวียนที่สามารถทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลที่สร้างความยั่งยืนให้กับระบบพลังงานของประเทศในระยะยาว

การส่งเสริมอุตสาหกรรมเอทานอลจึงมิใช่เพียงนโยบายด้านพลังงาน แต่ยังเป็นการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การผลิตเชื้อเพลิงเอทานอล การผลิตไฟฟ้าชีวมวลจากชานอ้อยและก๊าซชีวภาพ การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ตลอดจนการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูงอื่นๆ คิดเป็นมูลค่าอุตสาหกรรมโดยรวมประมาณกว่า 1.34 แสนล้านบาทในปี 2568 ซึ่งสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างรายได้หมุนเวียนในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ก่อให้เกิดผลเชิงบวกต่อการจ้างงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน ทั้งภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรมการผลิต รวมไปถึงภาคบริการโดยเฉพาะการขนส่งและโลจิสติกส์และการพัฒนาเศรษฐกิจระดับภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ โดยช่วยสร้างความมั่นคงแก่เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยและมันสำปะหลังกว่า 1 ล้านครัวเรือน หรือกว่า 4 ล้านคน จากพื้นที่เพาะปลูกโดยรวม 20 ล้านไร่ และขณะเดียวกันยังช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศ ส่งเสริมทั้งความมั่นคงด้านพลังงาน ความมั่นคงด้านอาหาร และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ดังนั้น เอทานอลจึงไม่ใช่การเลือกระหว่างการพัฒนาด้านพลังงานกับการสนับสนุนภาคเกษตรกรรม แต่เป็นนโยบายที่เปรียบเสมือน “การยิงกระสุนนัดเดียวได้ประโยชน์หลายทาง” สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พลังงาน สิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนไปพร้อมกันได้อย่างสมดุล สะท้อนให้เห็นถึงการใช้ทรัพยากรในประเทศให้เกิดคุณค่าสูงสุดและนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต”

ทั้งนี้ประเทศไทยมีความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์จากการเป็นผู้ผลิตอ้อยและมันสำปะหลังรายสำคัญของโลก ประกอบกับการมีโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมเอทานอลที่เข้มแข็ง จึงมีศักยภาพในการยกระดับเอทานอลให้เป็นกลไกหลักในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศ โดยภาควิชาการและภาคอุตสาหกรรมมีความเห็นสอดคล้องกันว่าการส่งเสริมการใช้ไบโอเอทานอล (Bioethanol) ผ่านนโยบายผลักดันการใช้น้ำมัน E20 อย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม จะช่วยสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมแปรรูป ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน อันนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน

ด้าน ดร.เสกสรรค์ พรหมนิช รองประธานด้านไบโอฟูเอล กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า “ประเทศไทยมีศักยภาพในการต่อยอดการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพอย่าง E20 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Net Zero การต่อยอดนโยบายที่มีอยู่ด้วยการส่งเสริม ให้ประชาชนเข้าถึง และเลือกใช้น้ำมัน E20 มากขึ้น จะช่วยให้ประเทศไทยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ภายในประเทศได้อย่างคุ้มค่า ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยมากขึ้น สร้างรายได้ให้ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาครัฐไปพร้อมกัน ขณะเดียวกันยังเป็นการยกระดับความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว หากประเทศไทยสามารถผลักดันการใช้ E20 ได้อย่างเต็มศักยภาพ จะทำให้มีการใช้เอทานอลประมาณ 6 ล้านลิตรต่อวัน และสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 3.12 ล้านตัน การส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้ E20 มากขึ้น ควบคู่ไปกับการผลักดันการประหยัดพลังงานในด้านอื่น ๆ จะสามารถช่วยให้ประเทศไทยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน เพิ่มการใช้พลังงานที่ผลิตได้ภายในประเทศ สร้างรายได้หมุนเวียนสู่ภาคเกษตรกร และอุตสาหกรรมไทย พร้อมทั้งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการสร้างทั้งความมั่นคงทางพลังงาน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศใน ระยะยาว”

สร้างประโยชน์ร่วมเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของคนไทยทุกคน
การร่วมมือกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พลังงาน E20 ของประเทศไทยจะสร้างผลประโยชน์มหาศาลกลับคืนมาในหลากหลายมิติ โดยเริ่มจากการลดการนำเข้าน้ำมันดิบเพื่อสกัดกั้นการรั่วไหลของเงินตราออกนอกประเทศ และปกป้องเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศจากวิกฤตราคาน้ำมันโลก ควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศอย่าง PM 2.5 ในภาคการขนส่งอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์นี้ยังช่วยยกระดับและเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรเพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคง และยั่งยืนให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยและมันสำปะหลังทั่วประเทศ ตลอดจนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และอุตสาหกรรมชีวภาพ (Bio-economy) มูลค่าสูงภายในประเทศ เพราะ E20 ไม่ใช่แค่เรื่องของน้ำมัน แต่คือ "ทางรอด" ของประเทศไทยที่จะมาร่วมพลิกอนาคตพลังงานไทย เพื่อเศรษฐกิจที่ยั่งยืนของคนไทยทุกคนตั้งแต่วันนี้

“บีโอไอ” หนุน “เนสท์เล่” ลงทุนใหญ่!! ลงทุน 2.3 หมื่นล้านที่สมุทรปราการ โรงงานกาแฟใหม่พร้อมศูนย์กระจายสินค้า เชื่อมโยงเกษตรกรไทย วัตถุดิบกว่า 4.3 พันล้าน ตอกย้ำศักยภาพไทยฐานผลิตภูมิภาค

บีโอไอหนุน “เนสท์เล่” ลงทุนครั้งใหญ่ 2.3 หมื่นล้าน
เชื่อมโยงเกษตรกรไทย ยกระดับไทยสู่ฐานผลิตกาแฟภูมิภาค

บีโอไอไฟเขียว “เนสท์เล่” ยักษ์ใหญ่ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มโลก ทุ่มลงทุน 23,000 ล้านบาท ก่อสร้างโรงงานผลิตกาแฟแห่งใหม่ ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย พร้อมศูนย์กระจายสินค้า ปั้นไทยเป็นฐานการผลิตหลักของกาแฟเนสท์เล่ในภูมิภาคอาเซียน พร้อมเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่น รับซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกรไทยกว่า 4,300 ล้านบาทต่อปี

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เพื่อลงทุนสร้างโรงงานแห่งใหม่สำหรับการผลิตกาแฟครบทุกประเภท ทั้งกาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟผสม 3 in 1 และกาแฟกระป๋องภายใต้แบรนด์เนสกาแฟ (NESCAFÉ) กำลังการผลิตรวมกว่า 1.7 แสนตันต่อปี เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดทั้งในประเทศและภูมิภาค อีกทั้งจะมีการสร้างศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่ในพื้นที่โรงงาน มูลค่าลงทุนรวมประมาณ 23,000 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมอารยะ จังหวัดสมุทรปราการ โดยคาดว่าจะเริ่มผลิตในช่วงปลายปี 2571

การขยายการลงทุนของเนสท์เล่ครั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากการที่รองนายกรัฐมนตรี เอกนิติฯ และเลขาธิการบีโอไอ ได้พบหารือ CEO ที่รับผิดชอบธุรกิจในภาคพื้นเอเชีย โอเชียเนีย และแอฟริกา ของบริษัท เนสท์เล่ ในระหว่างการประชุม World Economic Forum ที่ดาวอส ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา หลังจากนั้น บีโอไอได้ประสานงานกับบริษัทอย่างใกล้ชิดเพื่อนำมาสู่การลงทุนในครั้งนี้ โดยโรงงานแห่งใหม่ของเนสท์เล่ จะใช้เทคโนโลยีการผลิตทันสมัยที่สุด ทั้งระบบอัตโนมัติและ AI พร้อมทั้งสร้างงานให้กับบุคลากรไทยกว่า 520 ตำแหน่ง โดยเฉพาะด้านวิศวกรรม เทคโนโลยี และบุคลากรทักษะเฉพาะทาง นอกจากนี้ ยังจะใช้วัตถุดิบจำนวนมากจากในประเทศไทย ทั้งเมล็ดกาแฟ น้ำตาล และน้ำนมดิบ รวมมูลค่ากว่า 4,300 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกรไทย และช่วยยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไทย

บริษัท เนสท์เล่ (Nestlé) เป็นผู้นำด้านอาหารและเครื่องดื่มรายใหญ่ที่สุดของโลก มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในปี 2568 มีรายได้รวมกว่า 3.7 ล้านล้านบาท สำหรับประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่เนสท์เล่ดำเนินธุรกิจมายาวนานที่สุดแห่งหนึ่ง และเป็น “ฐานยุทธศาสตร์” ของเนสท์เล่ในกลุ่มอินโดจีน โดยมีสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร มีการลงทุนต่อเนื่องในประเทศไทยกว่า 28,000 ล้านบาท ครอบคลุมธุรกิจเครื่องดื่มและอาหารสัตว์เลี้ยง โดยมีการจ้างงานบุคลากรไทยกว่า 3,000 คน พร้อมเชื่อมโยงกับชุมชนและห่วงโซ่อุปทานในประเทศอย่างแข็งแกร่ง การลงทุนโครงการใหม่นี้จึงเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นของบริษัทระดับโลกที่มีต่อศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตอาหารและเครื่องดื่มที่สำคัญของภูมิภาค

นายนิคิล ชัญจ์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีความสำคัญสำหรับเนสท์เล่มายาวนานกว่า 130 ปี การลงทุนนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของเราที่มีต่อประเทศไทย และตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของเนสท์เล่ในการสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมไทย เศรษฐกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม โครงการลงทุนนี้ประกอบด้วยโรงงานผลิตกาแฟที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และศูนย์กระจายสินค้าที่รองรับผลิตภัณฑ์หลายประเภทของเนสท์เล่ โดยจะติดตั้งเทคโนโลยีล่าสุดและ AI เพื่อผลิตสินค้าคุณภาพสูง และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคและลูกค้า โรงงานแห่งใหม่นี้จะผลิตผลิตภัณฑ์เนสกาแฟโดยใช้วัตถุดิบและวัสดุที่จัดหาจากภายในประเทศจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงเมล็ดกาแฟ น้ำตาล และน้ำนมดิบจากเกษตรกรไทย เพื่อสนับสนุนภาคการเกษตรและการพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่นต่อไป”

นอกจากการลงทุนด้านการผลิตแล้ว เนสท์เล่ยังมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟไทยตลอดห่วงโซ่คุณค่า ผ่านการศึกษาสายพันธุ์กาแฟที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย การสนับสนุนต้นกล้ากาแฟคุณภาพสูง การถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกร และการส่งเสริมแนวทางการผลิตที่ยั่งยืน เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิตและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG ของประเทศไทย

“การที่เนสท์เล่ ผู้นำอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก ตัดสินใจลงทุนครั้งใหญ่โดยเลือกมาตั้งฐานการผลิตกาแฟในประเทศไทย แสดงถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อศักยภาพของประเทศไทยและมาตรการสนับสนุนของรัฐบาล รวมถึงเป็นการผลักดันยุทธศาสตร์ของไทยในการเป็นฐานการผลิตอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำของโลก การลงทุนครั้งนี้จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมกาแฟของไทยทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่การพัฒนาเกษตรกรต้นน้ำ การแปรรูปด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ไปจนถึงระบบโลจิสติกส์และการส่งออก พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคการเกษตรที่เป็นรากฐานที่สำคัญของประเทศไทย” นายนฤตม์ กล่าว

‘วีระศักดิ์’ ชี้ Strategic Thinking ยุคโลกเดือด!! ธุรกิจต้องออกแบบอนาคตรับภัยพิบัติถี่–แรง–แปลกกว่าเดิม ต้องอ่านเส้นทางโลกเดือดให้ขาดก่อนเลือกพาหนะธุรกิจ เลือกพาหนะให้ถูก อ่านเส้นทางโลกให้ขาด แล้วเปลี่ยนวิกฤตเป็นนวัตกรรม

ในการบรรยายเรื่อง "Strategic Thinking and Business innovation " ในหลักสูตร W- Lead Global Leadership Transformation Program  จัดโดย คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสมาคมติดตามการพัฒนาสตรีในประเทศไทย ที่อาคารไชยยศสมบัติ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์  ใช้การสื่อความหมายว่า  Strategic Thinking  เปรียบเสมือนการเลือกยานพาหนะในการเดินทาง ส่วนสถานการณ์แวดล้อมขององค์กรและการประกอบกิจการ ก็เสมือนสภาพเส้นทางที่จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นช่วงๆ ตามห้วงเวลา

ถ้าเข้าใจสภาพเส้นทางข้างหน้ามากพอ เราก็จะเลือกพาหนะและอุปกรณ์ติดตัวไปดีพอ

ไม่ใช่แค่รอดตัว แต่ยังอาจใช้สถานการณ์ที่จะมีขึ้นข้างหน้า สร้างคุณค่า สร้างโอกาสที่ดีกว่าให้องค์กรหรือสังคมของตัวได้

โดยนายวีระศักดิ์ได้ให้ข้อมูลเรื่องภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงที่กำลังเป็นสภาวะสุดขั้วในหลากหลายพื้นที่  ดังนั้นยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์องค์กร ยุทธศาสตร์ธุรกิจ จึงต้องยอมรับให้ได้ว่าภัยพิบัติจะมีมากขึ้น แปลกขึ้น และถี่กว่ายุคใดๆที่มนุษย์เคยบันทึกมา

ยุทธศาสตร์การคิดเชิงระบบจึงต้องคิดถึงสภาวะภูมิอากาศสุดขั้วเข้ามาในการออกแบบกิจการ ออกแบบแผนงาน ออกแบบการสร้างวัฒนธรรม ออกแบบผลิตภัณฑ์รองรับไว้ล่วงหน้า

เมื่อเวลานั้นมาถึง เราก็จะมีมากกว่าการรับมืออย่างพร้อมกว่า แต่ยังสามารถนำผลิตภัณฑ์ และหรือบริการออกมาช่วยเหลือ สนองความต้องการได้เเม่นยำกว่า

โดยยกตัวอย่างการออกแบบเครื่องปรับอากาศที่ไม่ต้องติดขัดกับขั้นตอนและระเบียบควบคุมอาคาร ไม่ติดขัดกับระเบียบเครื่องใช้ไฟฟ้าของกติกาท้องถิ่น ไม่ขัดแย้งกับความพยายามอนุรักษ์อาคารสถาปัตยกรรมที่ต้องการสงวนไว้ แต่กลายเป็นสินค้าขายดี และเป็นที่ยอมรับว่าสามารถช่วยเหลือชาวยุโรปที่กำลังเผชิญคลื่นความร้อนที่สูงจัดที่สุดที่เคยมีมาในยุโรปได้

ทั้งนี้นายวีระศักดิ์ยังได้บรรยายสรุปให้เห็นเหตุ และความน่าจะเป็นตามข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศให้ผู้เข้าหลักสูตรได้เห็นโดยละเอียด และแนะแนวทางรับมือเชิงยุทธศาสตร์ ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสุขภาวะ ต่อความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน เป็นประโยชน์ต่อความมีเสถียรภาพทางสังคม และของประเทศ ผ่านข้อมูลแบบจำลองทางภูมิศาสตร์อากาศ การพัฒนาการเชื่อมโยงของชุดข้อมูลที่ทำให้การลงทุน ทั้งคุ้มค่า และทันต่อเวลา

ปิดท้ายด้วยการชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจจากการรับมือสภาวะโลกเดือดเป็นสิ่งที่สร้างได้ และยังสามารถเอื้อเฟื้อต่อผู้เดืดร้อนจากสภาวะแวดล้อมได้อย่างเป็นธรรม หากอกแบบชุดความคิดและนโยบายสาธารณะอย่างรอบด้านเพียงพอ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1389011133042068&id=100057995831937&rdid=6oQUOZnSNsjubpk5#

ไทยออยล์คว้า 5 รางวัล!! เด่น 5 รางวัลยอดเยี่ยมในเอเชีย ย้ำความเป็นเลิศด้านบรรษัทภิบาล ครองใจนักลงทุนด้วยความยั่งยืน สู่การเติบโตมั่นคงในภูมิภาค

ไทยออยล์คว้า 5 รางวัลยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย
จากงานประกาศรางวัล “Asian Excellence Award 2026”

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) โดย คุณวนิดา บุญภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านการเงินและบัญชี คุณธาริกา เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผู้จัดการฝ่ายวางแผนการเงิน และคุณนันทกา บำรุงสุขสวัสดิ์ ผู้จัดการแผนกนักลงทุนสัมพันธ์ เป็นผู้แทนบริษัทฯ รับมอบ 5 รางวัล จากงาน “Asian Excellence Award 2026” ครั้งที่ 16 ซึ่งจัดโดยนิตยสาร Corporate Governance Asia สื่อชั้นนำของฮ่องกงและเอเชียที่มุ่งเสนอประเด็นด้านเศรษฐกิจและการกำกับดูแลกิจการที่ดี ณ โรงแรม JW Marriot เขตปกครองพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยรางวัลที่ได้รับ ได้แก่

1. รางวัลซีอีโอยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย (Asia’s Best CEO)
2. รางวัลซีเอฟโอยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย (Asia’s Best CFO)
3. รางวัลความยั่งยืนแห่งเอเชีย (Sustainable Asia Award) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3
4. รางวัลบริษัทนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม (Best Investor Relations Company) ปีที่ 4
5. รางวัลนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม (Best Investor Relations Professional)

ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงความสามารถของผู้นำในการนำพาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน ตอกย้ำความเป็นเลิศในการดำเนินธุรกิจตามหลักบรรษัทภิบาล ควบคู่กับการดูแลชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม อันเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตขององค์กรอย่างมั่นคงและยั่งยืน

สำหรับบรรณาธิการ
ไทยออยล์เป็นผู้ประกอบธุรกิจการโรงกลั่นนํ้ามันแบบคอมเพล็กซ์ (Complex Refinery) และเป็นโรงกลั่นที่มีประสิทธิภาพสูงสุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2504 โดยมีธุรกิจหลักคือ การกลั่นนํ้ามันปิโตรเลียม ปัจจุบันมีกำลังการผลิต 275,000 บาร์เรลต่อวัน

นอกจากนี้ ไทยออยล์มีระบบการบริหารจัดการที่มุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ (Operational Excellence) โดยบริหารงานเป็นกลุ่มที่มีการเชื่อมโยงธุรกิจ ทั้งธุรกิจการกลั่นน้ำมัน ธุรกิจปิโตรเคมีและธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน โดยร่วมวางแผนการผลิตก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีต้นทุนต่ำ ขณะเดียวกันมีคุณภาพสูงในระดับโรงกลั่นชั้นนำ (Top quartile) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทำให้ได้เปรียบเชิงต้นทุนการผลิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนั้น ยังมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องหลากหลาย เช่น ธุรกิจปิโตรเคมี ธุรกิจไฟฟ้า ธุรกิจสารทำละลาย ธุรกิจบริหารการขนส่ทางท่อ ธุรกิจพลังงานทดแทน ธุรกิจผลิตสารตั้งต้นสำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์สารทำความสะอาด และธุรกิจ New S-Curve

ส.อ.ท. ชี้งบ 2570 ต้องเน้นลงทุน!! งบปี 2570 อยู่ที่ 3.788 ล้านล้าน เพิ่ม 0.2% รายจ่ายประจำสูง 73.6% งบลงทุนลดลง เสนอ 5 มาตรการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ย้ำงบต้องเพิ่มศักยภาพระยะยาวประเทศ

ส.อ.ท. แนะงบประมาณปี 2570 ต้องเน้นงบ “ลงทุนอนาคต” เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เห็นว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ต้องมองด้วยความเข้าใจต่อข้อจำกัดของภาครัฐ เพราะประเทศไทยอยู่ในช่วงที่ต้องดูแลเศรษฐกิจระยะสั้น ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลัง และรับมือกับภาระรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้น ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียง “ใช้งบมากหรือน้อย” แต่คือ “ใช้งบให้เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจได้จริงเพียงใด”

ข้อมูลภาพรวมงบประมาณปี 2570 สะท้อนข้อจำกัดดังกล่าวอย่างชัดเจน วงเงินงบประมาณอยู่ที่ประมาณ 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียง 0.2% ขณะที่ประมาณการรายได้สุทธิอยู่ที่ 3.0 ล้านล้านบาท ทำให้ต้องกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลประมาณ 788,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3.8% ของ GDP ในขณะเดียวกัน รายจ่ายประจำเพิ่มขึ้น 5.0% และมีสัดส่วนสูงถึง 73.6% ของวงเงินงบประมาณ ขณะที่รายจ่ายลงทุนลดลง 8.4% เหลือสัดส่วน 20.8% ของงบประมาณทั้งหมด

ตัวเลขนี้สะท้อนว่า พื้นที่ทางการคลังของประเทศแคบลง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณให้ชัดเจนกว่าเดิม โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไทยปี 2570 ยังถูกประเมินว่าจะขยายตัวเพียง 1.7-2.7% ซึ่งยังไม่สูงพอจะทำให้ประเทศหลุดจากปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งด้านผลิตภาพ ต้นทุนพลังงาน ทักษะแรงงาน ความสามารถในการแข่งขัน และการยกระดับอุตสาหกรรมสู่เทคโนโลยีใหม่

ในมุมของ ส.อ.ท. งบประมาณปี 2570 ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว มากกว่าการกระจายงบเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นรายเรื่อง โดยควรให้น้ำหนักกับโครงการที่เพิ่มผลิตภาพของประเทศ เช่น โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และดิจิทัล การพัฒนาทักษะแรงงานสมัยใหม่ การยกระดับ SMEs ให้ใช้เทคโนโลยีและ AI การลงทุนด้านพลังงานสะอาด การสนับสนุนนวัตกรรมและมาตรฐานสินค้าไทย รวมถึงมาตรการที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเชื่อมต่อกับห่วงโซ่อุปทานโลกได้มากขึ้น

ข้อเสนอด้านการคลังที่สำคัญมี 5 เรื่อง ที่อยากให้ภาครัฐเร่งดำเนินการไปพร้อมกัน
1. จัดสรรงบประมาณโดยยึดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจเป็นหลัก งบลงทุนควรมุ่งไปที่โครงการที่วัดผลได้ว่าเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน เพิ่มการจ้างงาน เพิ่มรายได้ภาคธุรกิจ หรือสร้างขีดความสามารถใหม่ให้ประเทศ ไม่ควรกระจายงบจนขาดจุดเน้น

2. เพิ่มรายได้รัฐโดยขยายฐานเศรษฐกิจ รัฐควรทำให้เศรษฐกิจโตขึ้น ดึงธุรกิจเข้าสู่ระบบภาษีอย่างเป็นธรรม ใช้ดิจิทัลลดการรั่วไหล และส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง มากกว่าการขึ้นภาษีแบบเร่งด่วนที่อาจซ้ำเติมต้นทุนของภาคการผลิต

3. มีระบบติดตามและประเมินผลการใช้งบประมาณแบบเปิดเผยทุกโครงการสำคัญ ควรมีตัวชี้วัดชัดเจน ตั้งแต่ผลผลิต ผลลัพธ์ ไปจนถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ พร้อมเปิดข้อมูลความคืบหน้าให้ประชาชนและภาคเอกชนตรวจสอบได้ เพื่อให้งบประมาณไม่จบแค่การเบิกจ่าย แต่ต้องตอบได้ว่าเกิดประโยชน์จริงหรือไม่

4. เปิดโอกาสให้ประชาชนและภาคเอกชนมีส่วนร่วมมากขึ้น โดยงบประมาณที่ดีต้องสะท้อนความต้องการจริงของพื้นที่ โดยเฉพาะโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐาน แรงงาน พลังงาน และการพัฒนา SMEs ควรมีช่องทางรับฟังความเห็นจากผู้ใช้ประโยชน์โดยตรง เพื่อให้เม็ดเงินรัฐลงสู่โครงการที่ตรงจุดและสร้างผลคูณทางเศรษฐกิจได้สูงสุด

5. ลดรายจ่ายประจำผ่านการปฏิรูประบบราชการสู่รัฐบาลดิจิทัล การลดรายจ่ายประจำไม่ควรมองเพียงการตัดงบ แต่ต้องลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการ ลดงานเอกสาร ลดการอนุมัติหลายชั้น เชื่อมฐานข้อมูลภาครัฐ และยกระดับบริการประชาชนและภาคธุรกิจให้เป็นดิจิทัลมากขึ้น เมื่อระบบราชการมีประสิทธิภาพขึ้น ต้นทุนของรัฐลดลง และต้นทุนแฝงของผู้ประกอบการก็ลดลงด้วย

ส.อ.ท. เห็นว่าในภาวะที่งบประมาณมีข้อจำกัด ทุกบาทของภาครัฐต้องทำหน้าที่มากกว่าการใช้จ่าย แต่ต้องเป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพประเทศ หากงบปี 2570 สามารถลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความโปร่งใส และมุ่งไปที่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจริง ก็จะช่วยให้ไทยมีฐานการเติบโตที่แข็งแรงขึ้นในระยะยาว

“สเลย์ทริกซ์” จับมือ “เพียวชาร์จ”!! เปิดศูนย์ EV PURE CHARGE แจ้งวัฒนะ เครื่องชาร์จเร็ว 180kW พร้อม4 หัวชาร์จ โปรสุดคุ้ม 6.5 บาท/kWh นาน 3 เดือน เน้นบริการสะดวกตอบโจทย์ผู้ใช้รถไฟฟ้า

สเลย์ทริกซ์ จับมือ เพียวชาร์จ เปิด สถานี EV PURE CHARGE แจ้งวัฒนะ 43
ชูชาร์จเร็ว 180kW พร้อมโปร 6.5 บาท/kWh นาน 3 เดือน ผ่าน EleXA

บริษัท สเลย์ทริกซ์ จำกัด ร่วมกับ บริษัท เพียวชาร์จ จำกัด เปิดตัวสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EV PURE CHARGE อย่างเป็นทางการ บนถนนแจ้งวัฒนะ ซอย 43 เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 เพื่อรองรับการเติบโตของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าในย่านแจ้งวัฒนะและพื้นที่ใกล้เคียง พร้อมยกระดับความสะดวกในการเดินทางของผู้ใช้รถ EV บนทำเลศักยภาพที่เชื่อมต่อทั้งชุมชน แหล่งธุรกิจ และเส้นทางสัญจรสำคัญ
EV PURE CHARGE มาพร้อมเครื่องชาร์จเร็ว DC ขนาด 180kW จำนวน 2 เครื่อง รวม 4 หัวชาร์จ รองรับการชาร์จได้อย่างรวดเร็วและสะดวก เหมาะสำหรับผู้ใช้รถ EV ที่ต้องการแวะชาร์จระหว่างเดินทาง ในพื้นที่ถนนแจ้งวัฒนะ โดยผู้ใช้สามารถค้นหาและใช้งานสถานี EV PURE CHARGE ได้ผ่านแพลตฟอร์ม EleXA ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มให้บริการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. พร้อมโปรโมชันเปิดตัว 6.5 บาท/kWh เป็นระยะเวลา 3 เดือน
.
นายวณิชชานนท์ ณ นคร กรรมการผู้จัดการ บริษัท สเลย์ทริกซ์ จำกัด กล่าวว่า การเปิด EV PURE CHARGE สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสของธุรกิจสถานีชาร์จ EV ในประเทศไทย โดยเฉพาะในทำเลที่มีศักยภาพและมีพฤติกรรมการใช้งานจริงจากผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า “ธุรกิจสถานีชาร์จ EV ไม่ได้เริ่มจากการติดตั้งเครื่องชาร์จเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจทำเล พฤติกรรมผู้ใช้ เทคโนโลยี แพลตฟอร์มการให้บริการ และโมเดลธุรกิจที่เหมาะสม เราพร้อมเป็นพาร์ตเนอร์ให้กับผู้ประกอบการ เจ้าของพื้นที่ และนักลงทุนที่สนใจพัฒนาสถานีชาร์จ EV ของตนเอง เพื่อสร้างโอกาสเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า”
นายวณิชชานนท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า EV PURE CHARGE ถูกพัฒนาขึ้นโดยให้ความสำคัญกับประสบการณ์ผู้ใช้งานเป็นหลัก ทั้งในด้านความเร็ว ความสะดวกในการใช้งาน และความพร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวกรอบสถานี ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟ ร้านสะดวกซื้อชั้นนำ และร้านอาหาร เพื่อให้ผู้ใช้รถ EV สามารถแวะชาร์จได้อย่างมั่นใจในชีวิตประจำวัน พร้อมรับโปรโมชันเปิดตัว 6.5 บาท/kWh นาน 3 เดือน ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 กันยายน 2569

EV PURE CHARGE พร้อมเปิดให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเข้าใช้บริการแล้วบนถนนแจ้งวัฒนะ ซอย 43 สำหรับผู้ประกอบการ ทั้งนี้ เจ้าของพื้นที่ หรือนักลงทุนที่มองหาโอกาสในธุรกิจสถานีชาร์จ EV สามารถพูดคุยกับ บริษัท สเลย์ทริกซ์ จำกัด เพื่อร่วมประเมินศักยภาพทำเล วางแผนการลงทุน และพัฒนาโมเดลธุรกิจสถานีชาร์จ EV ที่เหมาะสมได้ที่ https://www.slaytrix.com/

Blue Exercise ดันท่องเที่ยว!! จุดเปลี่ยนใหม่การท่องเที่ยวไทย ‘Value is the New Volume’ เน้นคุณค่า ผสานธรรมชาติ สร้างประสบการณ์ใหม่ กระจายรายได้ สร้างการเติบโตยั่งยืน

“Blue Exercise” โอกาสใหม่ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย
ดันแนวคิด “Value is the New Volume” สร้างคุณค่าผ่านกิจกรรมท่องเที่ยว

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แนวโน้มของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโลกได้เปลี่ยนผ่านจาก “การท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อน” ไปสู่ “การท่องเที่ยวเพื่อฟื้นฟูและดูแลสุขภาพ” อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ ทั้ง Gen Y และ Gen Z ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่มีคุณค่า และส่งผลเชิงบวกต่อสุขภาวะในระยะยาว

ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ที่ไม่ได้วัดความสำเร็จจาก “จำนวน” นักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับ “คุณค่า” ที่เกิดขึ้นจากการเดินทางมากยิ่งขึ้น หรือที่เรียกว่าแนวคิด “Value is the New Volume” ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการเติบโตเชิงปริมาณ ไปสู่การเติบโตเชิงคุณภาพ ทั้งในมิติของรายได้ ประสบการณ์ และความยั่งยืน
ประเทศไทยในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับโลก มีศักยภาพสูงในการขับเคลื่อนแนวคิดนี้ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะเมื่อผสานเข้ากับทรัพยากรทางธรรมชาติที่โดดเด่นของประเทศ หนึ่งในแนวคิดที่กำลังได้รับความสนใจในระดับสากล และสามารถตอบโจทย์ Value-Based Tourism ได้อย่างชัดเจน คือ “Blue Exercise”

Blue Exercise คือการออกกำลังกายในสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับ “น้ำ” เช่น ทะเล แม่น้ำ หรือแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งมีงานวิจัยรองรับว่าสามารถช่วยลดความเครียด เสริมสร้างความผ่อนคลาย และเพิ่มคุณภาพชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ภายใต้แนวคิดนี้ “Surf Therapy” จึงถูกนำมาต่อยอดในมิติของการท่องเที่ยว โดยเน้นการสร้างประสบการณ์ผ่านกิจกรรมทางทะเล เช่น การโต้คลื่น (Surfing) Paddle Board และ Wake Board ที่ผสานทั้งความสนุก ความท้าทาย และการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ

“ทิศทางการท่องเที่ยวในปัจจุบันสำหรับคน GEN Y และ GEN Z ไม่ได้มุ่งเพียงการเดินทางเพื่อพักผ่อน แต่ต้องสามารถสร้างประสบการณ์ ที่ส่งผลต่อคุณค่าทางความทรงจำได้ด้วย Blue Exercise
จึงเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาสินค้าทางการท่องเที่ยวไทยให้ตอบโจทย์พฤติกรรมของนักท่องเที่ยว
โลกยุคใหม่ ที่ได้ทั้งการขยับร่างกาย และการทดลองประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่คุณยังไม่เคยได้ลอง”
นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
สำหรับประเทศไทย การพัฒนา Surf Therapy ในมิติของ Blue Exercise ถือเป็นโอกาสใหม่ในการยกระดับสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในพื้นที่ชายฝั่งทะเล เช่น ภูเก็ต พังงา และชายฝั่งภาคใต้ ซึ่งมีศักยภาพทั้งในด้านทรัพยากรธรรมชาติ และความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน แนวคิดดังกล่าว

ได้ถูกนำมาทดลองดำเนินการจริงผ่านกิจกรรม “SUP Healing & Harmony” ภายใต้เส้นทางท่องเที่ยว
Calm Paddle Board ณ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสประสบการณ์ Blue Exercise ผ่านการพาย Paddle Board บนแม่น้ำแควน้อย ท่ามกลางธรรมชาติและสายน้ำที่สวยงาม ควบคู่กับกิจกรรมที่ช่วยสร้างความผ่อนคลายและสมดุลให้กับร่างกายและจิตใจ สะท้อนให้เห็นว่าการท่องเที่ยวสามารถเป็นได้มากกว่าการพักผ่อน แต่เป็นประสบการณ์ที่สร้างคุณค่าและความทรงจำที่มีความหมายได้เช่นกัน

ที่สำคัญ Surf Therapy ไม่ได้สร้างเพียง “กิจกรรม” แต่สร้าง “คุณค่า” ให้กับนักท่องเที่ยวในหลายมิติ ทั้งด้านสุขภาพ ประสบการณ์ และความทรงจำ ซึ่งสอดคล้องโดยตรงกับแนวคิด Value is the New Volume ที่มุ่งเน้นการเพิ่ม “มูลค่าเฉลี่ยต่อทริป” มากกว่าการเพิ่ม “จำนวนนักท่องเที่ยว” ซึ่งในยุคปัจจุบันอาจทำได้ยากขึ้นด้วยข้อจำกัดทางทรัพยากรธรรมชาติ และแนวโน้มเศรษฐกิจโลก
“เรามองว่า การพัฒนาสินค้าท่องเที่ยวในอนาคต ต้องขับเคลื่อนด้วย ‘ประสบการณ์’ มากกว่าสถานที่ และต้องสามารถสร้างความรู้สึกที่ดีทั้งต่อร่างกายและจิตใจ ซึ่ง Surf Therapy ภายใต้แนวคิด Blue Exercise เป็นตัวอย่างของการผสานธรรมชาติและกิจกรรมเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว

กิจกรรม SUP Healing & Harmony ที่จังหวัดกาญจนบุรี เป็นตัวอย่างที่ดีของการนำแนวคิด Blue Exercise มาสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ผู้เข้าร่วมไม่ได้เพียงแค่เดินทางไปยังจุดหมายปลายทาง แต่ได้ออกไปสัมผัสธรรมชาติผ่านกิจกรรมทางน้ำ เรียนรู้การใช้ร่างกาย สร้างสมดุล และใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวยุคใหม่ให้ความสำคัญอย่างมาก”
นาย อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ กล่าวเสริม
อีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญ คือการที่ Blue Exercise สามารถตอบโจทย์นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่ต้องการ
“รีเซ็ตชีวิต” จากความเร่งรีบในเมืองใหญ่ และมองหาประสบการณ์ที่มีความหมายมากกว่าการท่องเที่ยวแบบเดิม

ในมิติของการตลาด แนวคิดนี้ยังสามารถช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะ “Wellness Destination” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการนำเสนอประสบการณ์จริง (Experience-Based Tourism) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้าง Value ให้กับการท่องเที่ยว
นอกจากนี้ โครงการนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการท้องถิ่น ทั้งโรงแรม โรงเรียนสอนโต้คลื่น ร้านอาหาร และธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้อง เกิดเป็นระบบนิเวศทางการท่องเที่ยวที่เข้มแข็ง และสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

“เราหวังว่า Blue Exercise จะไม่เป็นเพียงกิจกรรมด้านการท่องเที่ยว แต่เป็นแนวคิดที่สามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาพื้นที่ การสร้างรายได้ให้ชุมชน และการยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวของประเทศในระยะยาว จุดแข็งของโครงการนี้คือการตอบโจทย์นักท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานที่ต้องการรีเซ็ตชีวิตและมองหาประสบการณ์ใหม่ที่มีความหมาย จากการดำเนินกิจกรรม SUP Healing & Harmony พบว่าผู้เข้าร่วมให้ความสนใจและตอบรับแนวคิด Blue Exercise เป็นอย่างดี สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของกิจกรรมทางน้ำในการสร้างแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวออกเดินทางเพื่อค้นหาประสบการณ์ใหม่ ๆ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ได้มีส่วนร่วมในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางการท่องเที่ยวร่วมกัน

เมื่อกิจกรรมทางน้ำถูกพัฒนาให้เป็นประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับสุขภาพ ความสนุก และคุณค่าทางใจ ก็จะกลายเป็นแรงจูงใจใหม่ให้คนออกเดินทาง ส่งผลให้เลือกใช้บริการที่มีคุณภาพมากขึ้น และใช้จ่ายในพื้นที่มากขึ้น ทั้งด้านกิจกรรม ที่พัก อาหาร และบริการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าเฉลี่ยต่อทริป และกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม” นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ กล่าวปิดท้าย

“ปูนแดง” ปั้นธุรกิจโต!! ธุรกิจร้านอาหารไทยรายได้เกิน 400 ล้าน ขยายสาขาต่อเนื่องทั้งเชียงใหม่กรุงเทพฯ ใช้ระบบบริหารเข้มแข็ง รับมือวัฏจักรเศรษฐกิจ กลยุทธ์สำคัญเน้นคน ระบบ และความเสี่ยง

“ปูนแดง แกงร้อน” บทเรียนต่อยอดธุรกิจ 400 ล้าน
เมื่อความสำเร็จไม่ได้เริ่มที่รสชาติ แต่ขับเคลื่อนด้วย “คน ระบบ และการคิดเผื่อความเสี่ยง”

ในวันที่ธุรกิจร้านอาหารต้องเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้น กำลังซื้อที่ชะลอตัว และผู้บริโภคที่มีตัวเลือกมากขึ้น หลายคนอาจรู้จัก “ปูนแดง แกงร้อน” ในฐานะร้านอาหารไทยรสจัดจ้านที่ได้รับมิชลินปี 2569 แต่เบื้องหลังความสำเร็จของธุรกิจที่เติบโตจากร้านอาหารสู่เครือร้านอาหารและธุรกิจขนมที่มีรายได้รวมกว่า 400 ล้านบาทต่อปีนั้น ไม่ได้เกิดจากรสชาติอาหารเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากการบริหารคน การวางระบบ และการมองความเสี่ยงทางธุรกิจล่วงหน้าอย่างมีวินัย

จุดเริ่มต้นของปูนแดง แกงร้อน เกิดจากความตั้งใจของครอบครัว ที่อยากถ่ายทอดอาหารไทย 3 ภาคในแบบรสชาติของคนเมือง ใช้วัตถุดิบสดคุณภาพ จนเกิดการบอกต่อแบบปากต่อปากในจังหวัดเชียงใหม่ ก่อนต่อยอดความสำเร็จสู่กรุงเทพฯ และได้รับการยอมรับในระดับสากลผ่านเวที Michelin Guide

จีรภัทร ศรีทองคำ ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารกลุ่มธุรกิจปูนแดง แกงร้อน กล่าวว่า “ธุรกิจต้องเริ่มจากความหลงใหล แต่ต้องเติบโตด้วยระบบ ผมเป็นคนที่ใช้ใจนำทาง แต่การทำธุรกิจด้วยใจอย่างเดียวไม่พอ สุดท้ายต้องมีระบบรองรับ ทั้งเรื่องคน ต้นทุนและการบริหารความเสี่ยง” ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจมีร้านอาหารภายใต้การบริหารรวม 14 สาขา มีพนักงานเกือบ 400 คน และใช้ระบบรับชำระเงินผ่านเครื่อง EDC ของเคทีซีในทุกสาขา เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดความซับซ้อนในการบริหาร และเชื่อมการทำงานหน้าร้านสู่ระบบหลังบ้านอย่างมีประสิทธิภาพ

จุดพลิกในวันที่หลายธุรกิจ “หยุด” เขาเลือก “เดิน”
ความแตกต่างสำคัญของ “ปูนแดง แกงร้อน” เกิดขึ้นในช่วงวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นโควิด ความผันผวนทางเศรษฐกิจ หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่กระทบกำลังซื้อ ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้ประกอบการจำนวนมากเลือก “ชะลอ” หรือ “ลดความเสี่ยง” ด้วยการชะลอการลงทุน แต่จีรภัทรกลับมองต่าง “ในวันที่คนหยุด เรากลับมองเห็น ‘ช่องว่าง’ มากกว่า ‘ความเสี่ยง’ เพราะต้นทุนบางอย่างถูกลง ทำเลดีมีโอกาสมากขึ้นและคู่แข่งน้อยลง ถ้าเรามีระบบรองรับเราควรกล้าเดิน การตัดสินใจขยายธุรกิจในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน ไม่ได้อาศัยความกล้าเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “ความพร้อม” ของระบบภายใน ทั้งการบริหารเงินสด การควบคุมต้นทุน และการบริหารทีมงาน ผลลัพธ์คือ แบรนด์สามารถขยายสาขา สร้างการรับรู้ และวางฐานลูกค้าประจำได้เร็วขึ้น ในขณะที่หลายธุรกิจยังอยู่ในโหมดตั้งรับ

“ลูกค้ากลับมา ไม่ได้เพราะอาหารอย่างเดียว”
แม้หน้าร้านจะเป็นพื้นที่ของประสบการณ์ แต่สิ่งที่ทำให้ธุรกิจเติบโตได้จริงคือ “ระบบหลังบ้าน” ตั้งแต่การบริหารวัตถุดิบ สต๊อก ไปจนถึงการวางแผนล่วงหน้าในทุกสถานการณ์ “ธุรกิจอาหารต้องคิดเผื่อเสมอ น้ำมันหมดทำอย่างไร วัตถุดิบขาดจะทำอย่างไร เพราะความเสียหายจากการไม่มีของขาย แพงกว่าต้นทุนการเตรียมของ” หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญคือการควบคุม Food Cost ไม่เกิน 30% พร้อมรักษามาตรฐานคุณภาพให้เท่ากันในทุกสาขา

อย่างไรก็ตาม จีรภัทรย้ำว่า หัวใจของธุรกิจคือ “คน” มากกว่า “เมนู” องค์กรมีอัตราการลาออกต่ำกว่า 1.5% ต่อปี ซึ่งถือว่าต่ำมากในอุตสาหกรรมร้านอาหาร “ผมอาจไม่ได้คาดหวังให้พนักงานทุกคนรู้จักผม แต่ผมต้องรู้จักเขา ผมจำชื่อทีมงานได้เกือบทั้งหมด และรู้ว่าแต่ละคนต้องการอะไร”

Michelin ไม่ใช่เป้าหมาย แต่คือ “ผลลัพธ์ของความสม่ำเสมอ”
การก้าวสู่ Michelin Guide ภายในเวลาเพียง 1 ปี ไม่ได้เกิดจากแคมเปญระยะสั้น แต่เกิดจากแนวคิดที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น “เราไม่ได้เริ่มจากการอยากได้รางวัล แต่เริ่มจากคำถามว่า จะทำอย่างไรให้ทุกคำที่ลูกค้ากิน รู้สึกภูมิใจ เพื่อสะท้อนแนวคิดว่า อาหารไม่ใช่แค่รสชาติ แต่คือความรู้สึกที่ทำให้ลูกค้าอยากกลับมา

“หมูผัดสมหวัง” ส่งต่อความหมายของความสมหวัง วัตถุดิบจากแห้ว หรือที่เรียกกันว่า "สมหวัง" เป็นคำง่ายๆ ที่ทุกคนอยากได้ยิน และกลายเป็นแรงบันดาลใจของชื่อเมนูจานนี้ และเป็นตัวแทนของความตั้งใจที่อยากส่งต่อความสุขเล็กๆ ผ่านมื้ออาหาร ให้ลูกค้าได้อิ่มท้อง อิ่มใจและกลับบ้านพร้อมรอยยิ้ม “แกงรัญจวน” ออกแบบให้ “ติดความทรงจำ” เป็นแกงใต้รสชาติถูกปากคนไทย หาทานไม่ได้ง่าย กลิ่นกะปิเบาๆ ในแกงร้อนเติมความครบเครื่องด้วยปลาสลิดกรอบ คำว่า "รัญจวน" เป็นคำที่มีความหมายมาก การปรุงรสชาติที่จะทำอยู่ในความทรงจำ ทำอย่างไรให้ลูกค้ากลับมาอีกครั้ง แกงรัญจวนจึงไม่ใช่แค่ชื่อเมนู แต่เป็นแนวคิดในการทำธุรกิจ เราไม่ได้อยากให้ลูกค้าจำได้แค่ว่าอาหารอร่อย แต่อยากให้เขาคิดถึงประสบการณ์ ความรู้สึก และความประทับใจที่ได้ลิ้มลองเมนู

จาก “ร้านอาหาร” สู่ “Portfolio of Brands”
การเติบโตของธุรกิจไม่ได้หยุดที่แบรนด์เดียว แต่ขยายไปสู่ Portfolio เช่น Pasta Ama, Karamizu และธุรกิจขนมทิรามิสุ “เราไม่อยากฝากอนาคตไว้กับธุรกิจเดียว เพราะโลกวันนี้เปลี่ยนเร็ว ต้องมีหลายรายได้” แนวคิดนี้ช่วยกระจายความเสี่ยง และสร้างโอกาสใหม่ในระยะยาว อีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ของธุรกิจวันนี้ คือพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป “ลูกค้ายังอยากใช้จ่าย แต่เขาใช้เวลาตัดสินใจมากขึ้น เราจึงต้องทำให้ความคุ้มค่าชัดขึ้น ตั้งแต่การจัดชุดเมนู โปรโมชั่น ไปจนถึงประสบการณ์ในร้าน กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำให้ลูกค้าตัดสินใจและ “กลับมา”

ระบบที่ดี ทำให้ “กล้าโต”
หนึ่งในเบื้องหลังสำคัญของการตัดสินใจขยายธุรกิจในช่วงท้าทาย คือ “ระบบที่เชื่อถือได้” ตั้งแต่ระบบสต๊อก ระบบบริหารต้นทุน ไปจนถึงระบบการรับชำระเงิน ซึ่งส่งผลต่อทั้งประสบการณ์ลูกค้าและความแม่นยำในองค์กร กลุ่มธุรกิจเลือกใช้เครื่อง EDC ของเคทีซีในทุกสาขา เพื่อเชื่อมการจ่ายเงินเข้ากับระบบหลังบ้าน ลดการใช้เงินสด และลดความเสี่ยงจากความผิดพลาด “เราไม่ได้เลือกแค่เครื่อง แต่เลือกพันธมิตรที่ช่วยแก้ปัญหาได้จริง ในวันที่เราขยายหรือเจอปัญหา ถ้าระบบไม่พร้อม เราจะไม่กล้าขยาย แต่ถ้าระบบดี มันทำให้เราตัดสินใจเร็วและมั่นใจขึ้น”

จาก “ขาจร” สู่ “ขาประจำ” ตัวชี้วัดธุรกิจที่แท้จริง
จีรภัทรมองว่า ธุรกิจที่ยั่งยืนไม่ได้วัดจากจำนวนลูกค้าใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากลูกค้าที่กลับมา “การกลับมาของลูกค้า คือผลลัพธ์ของทุกองค์ประกอบ ทั้งอาหาร บริการ และประสบการณ์” ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจ “ปูนแดง แกงร้อน” สะท้อนให้เห็นว่า ธุรกิจที่เติบโตได้จริง ไม่ได้อาศัยเพียงจุดขายเดียว แต่ต้องมีทีมที่แข็งแรง ระบบที่ดีรองรับ และความกล้าในการตัดสินใจในจังหวะที่คนอื่นลังเล “อาหารที่อร่อยอาจทำให้ลูกค้ามาครั้งเดียว แต่คนที่แข็งแรง ระบบที่ดี และความสม่ำเสมอ จะทำให้เขากลับมาอีกครั้ง แล้วอีกครั้ง” จีรภัทรกล่าวสรุป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top