Monday, 20 July 2026
ECONBIZ NEWS

AppliCAD ดันไทยสู่ AI Automation ร่วม JAKA Robotics จัดงานใหญ่ ตั้งไทยเป็น Strategic Hub เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดตัวหุ่นยนต์และแพลตฟอร์ม AI รุ่นใหม่ ส่งเสริมโรงงานไทยสู่ยุค Smart Manufacturing

AppliCAD ผนึก JAKA Robotics วางไทยเป็น Strategic Hub ดันโรงงานสู่ยุค AI Automation

บริษัท แอพพลิแคด จำกัด (มหาชน) (AppliCAD) ผนึกกำลังกับ JAKA Robotics จัดงาน “JAKA Thailand User Conference 2026” เวทีสำคัญที่รวบรวมเทคโนโลยี Cobot (Collaborative Robot) ผสาน AI Vision และระบบ Automation เพื่อผลักดันโรงงานไทยสู่ยุค AI Automation อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีผู้บริหารและวิศวกรจากภาคอุตสาหกรรมกว่า 150 รายเข้าร่วมงาน
.
รูปจากซ้ายไปขวาผู้บริหารJaka-Gordon Pei (Oversea Business Director), Liz Chang (VP), Vic Ng (Oversea Business Manager), Pakin Nithitechamet (Robotics Engineering from JAKA Robotics) และ ผู้บริหาร AppliCAD-Patipat Klampracha (Deputy Director), Suppanat Musigawon (Senior Sales Engineer)
.
ภายในงานได้ตอกย้ำว่า AI Automation ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็น “เครื่องมือเชิงกลยุทธ์” ของโรงงานยุคใหม่ โดย Cobot และ AI ช่วยลดความสูญเสียในกระบวนการผลิต เพิ่มความแม่นยำ ลด Human Error และสนับสนุน Flexible Automation ที่รองรับการผลิตแบบ High-Mix Low-Volume ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นหัวใจของ Lean Manufacturing และ Smart Factory ในยุคอุตสาหกรรม 4.0
.
ผู้บริหาร AppliCAD กล่าวเปิดงานและนำเสนอวิสัยทัศน์ด้าน AI Automation
คุณปฏิพัทธ์ กล่ำประชา รองผู้อำนวยการฝ่าย Hardware Manufacturing Solution บริษัท แอพพลิแคด จำกัด (มหาชน) กล่าวเปิดงานว่า ท่ามกลางการแข่งขันด้านต้นทุนและคุณภาพที่เข้มข้น เทคโนโลยี Automation และ Cobot ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทดแทนแรงงานมนุษย์ แต่เป็น “ผู้ช่วยอัจฉริยะ” ที่ทำงานร่วมกับคน เพื่อเสริมศักยภาพ เพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับ Productivity ของโรงงานอย่างยั่งยืน
.
JAKA Robotics นำเสนอแนวคิด Practical Automation สำหรับภาคอุตสาหกรรมการผลิต
ด้าน JAKA Robotics ประกาศวางประเทศไทยเป็น Strategic Hub ด้าน Automation ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สะท้อนความเชื่อมั่นในศักยภาพของอุตสาหกรรมไทย โดยนำเสนอแนวคิด “Practical Automation” ที่มุ่งเน้นการติดตั้งใช้งานได้จริง ไม่ซับซ้อนเกินความจำเป็น และให้ผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ที่ชัดเจน
.
ไฮไลต์สำคัญของงานคือการเปิดตัวเทคโนโลยีรุ่นใหม่ของ JAKA ได้แก่ JAKA K1 Humanoid Dual-Arm Robot หุ่นยนต์สองแขนระดับอุตสาหกรรม, JAKA Lumi – Embodied AI Training Platform สำหรับฝึกและพัฒนาโมเดล AI จากสภาพแวดล้อมจริง และ JAKA S³ AMR – Autonomous Mobile Robot ที่ผสานแขนกลกับระบบนำทางอัจฉริยะ รองรับงาน Intralogistics ภายในโรงงาน
.
เทคโนโลยีเหล่านี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจาก Fixed Automation สู่ Flexible Automation อย่างเต็มรูปแบบ รองรับการผลิตยุคใหม่ที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง พร้อมการสาธิตการทำงานจริง (Live Demonstration) ให้ผู้บริหารและวิศวกรได้สัมผัสศักยภาพของระบบอัจฉริยะอย่างใกล้ชิด
.
อีกหนึ่งช่วงสำคัญคือเวทีเสวนา Success Case Study จากผู้ใช้งานจริง ซึ่งสะท้อนแนวทาง “Focus on Payback” ที่ให้ความสำคัญกับระยะเวลาคืนทุนควบคู่กับการเพิ่มความแม่นยำ ลดของเสีย และสร้างเสถียรภาพด้านคุณภาพในระยะยาว ไม่เพียงยกระดับประสิทธิภาพการผลิต แต่ยังเสริมความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า
.
นอกจากนี้ ยังมีการผนึกกำลังพันธมิตรใน Ecosystem ด้าน Automation อาทิ Zimmer Group, Mech-Mind Robotics, FIPA รวมถึง System Integrator อย่าง Masspro Automation และ MPM Automation เพื่อร่วมพัฒนาโซลูชันแบบครบวงจร ยกระดับประสิทธิภาพและคุณภาพของโรงงานไทยอย่างยั่งยืน
.
ความร่วมมือระหว่าง AppliCAD และ JAKA Robotics ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการจัดงานแสดงเทคโนโลยี แต่เป็นก้าวสำคัญของการสร้าง Automation Ecosystem ที่แข็งแกร่ง เพื่อผลักดันภาคการผลิตไทยสู่ Smart Manufacturing และเสริมศักยภาพการแข่งขันในระดับโลก
.
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
ฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท แอพพลิแคด จำกัด (มหาชน)
โทร: 02-744-9045
อีเมล: [email protected]
เว็บไซต์: www.applicadthai.com

บีโอไอเปิดเวทีไทย–จีน ดึงลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง หนุนไทยสู่ฐานผลิตใหม่ ไทยขึ้นแท่นจุดหมายลงทุนใหม่ เปิดเกมรุกดึงทุนจีนไฮเทคเสริมเศรษฐกิจ

บีโอไอเปิดเวทีไทย–จีน ดึงลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง ชูไทยฐานผลิตใหม่ รับคลื่นลงทุนจีนคุณภาพ

บีโอไอร่วมสถานทูตจีนและองค์กรพันธมิตรจัดงาน "Thailand-China Investment Forum" ที่โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 มีนักลงทุนจีนกว่า 800 คนเข้าร่วม เน้นโอกาสลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมให้ข้อมูลกฎระเบียบและแนวปฏิบัติที่ถูกต้อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและฐานการผลิตคุณภาพใหม่ของไทย

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ กล่าวถึงสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลง ร่วมกับจีนเป็นนักลงทุนสำคัญมาก สะท้อนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีคำขอรับการส่งเสริมจากจีนมากกว่า 2,400 โครงการ มูลค่ากว่า 6 แสนล้านบาท โดยบริษัทจีนชั้นนำหลายรายลงทุนในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ดิจิทัล และแบตเตอรี่

“โครงการลงทุนจากจีนในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงช่วยสร้างงานคุณภาพและพัฒนาห่วงโซ่อุปทานระดับโลก” นายนฤตม์กล่าว พร้อมเสริมว่าเวทีนี้ตั้งใจให้ข้อมูลถูกต้องแก่นักลงทุนจีนเพื่อธุรกิจโปร่งใสและเติบโตร่วมอย่างยั่งยืน

เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย 'จาง เจี้ยนเหว่ย' ชู 3 หัวข้อสำคัญ คือ การยึดกฎระเบียบไทยอย่างเคร่งครัด การเสริมความร่วมมือกับผู้ประกอบการไทย และการขับเคลื่อนแนวคิด “In Thailand, For Thailand” เพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืน

งานยังมีการบรรยายเกี่ยวกับกฎและหลักเกณฑ์จากภาครัฐสนับสนุนการลงทุนอย่างครอบคลุม รวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนจีนในประเทศไทย

สงครามซัดศก. สหรัฐฯ-อิหร่านเขย่าตลาดโลก ไทยเผชิญ 2 ฉากทัศน์เศรษฐกิจ น้ำมันยังพอรองรับระยะสั้น แนะรัฐเน้นรักษาจ้างงานไม่แจกเงิน

เปิด 2 ฉากทัศน์และทางรับมือ สงคราม ‘สหรัฐ-อิหร่าน’ เขย่า ศก.ไทย ระยะสั้น ‘น้ำมัน’ ยังไม่ขาดแคลน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ประเมิน 2 ฉากทัศน์ตะวันออกกลาง “ยกระดับสู่สงครามเต็มรูปแบบ-สงครามยืดเยื้อยาวนาน” กระทบเศรษฐกิจไทยแตกต่างกัน ระบุยิ่งยืดเยื้อจะเจ็บหนักกันทุกฝ่าย สหรัฐฯ เสี่ยงจะถูกโดดเดี่ยวทั้งเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ แนะรัฐบาลรับมือ ไม่ควรใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการแจกเงิน แต่ควรสร้างการจ้างงานแทน ยืนยัน “สถานการณ์น้ำมันไทย” ยังอยู่ในระดับที่รับมือได้ในระยะสั้น แต่หากสงครามยืดเยื้อหรือขยายความรุนแรง อาจเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน

ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน กำลังทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายอย่างหนัก และอยู่บนจุดตัดที่จะส่งผลกระทบแตกต่างกันตามสถานการณ์ที่เป็นไปได้ใน 2 ทาง ได้แก่ 1. สงครามรุนแรงขึ้นกว่าเดิมจนกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ (Full-scale war) 2. สงครามรุนแรงในระดับเท่าเดิม แต่ระยะเวลายืดเยื้อยาวนาน

สำหรับกรณีแรกคือ สถานการณ์ยกระดับเป็นสงครามเต็มรูปแบบ จะนำไปสู่การชะงักงันของเศรษฐกิจโลก และจะทำให้เศรษฐกิจไทยที่การเติบโตไม่ค่อยสูงอยู่แล้วแย่ลงกว่าเดิม เพราะ 2 ใน 3 ของเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจโลก ขณะที่การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะทำได้ยาก รวมถึงการเปิดตลาดการค้าใหม่ๆ ในสถานการณ์ที่โลกกำลังทำสงครามก็เป็นไปได้ยาก การลงทุนจะชะลอตัวลง ค่าเงินจะผันผวนมากขึ้นจากเงินที่ไหลเข้าออกเร็วขึ้น

“ผลกระทบที่เห็นชัดๆ ในขณะนี้คือราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง และหลังจากนี้การส่งออกก็จะชะลอตัวลงตามไป ซึ่งในอนาคตหากสถานการณ์ยกระดับกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบก็จะยิ่งน่ากลัว คือรายได้จะไม่โตแต่ค่าครองชีพผู้คนจะเพิ่มสูงขึ้น และจะยิ่งทำให้คนรายได้น้อยลำบากมาก จะบอกให้เป็นหนี้เพิ่มก็ไม่ได้เพราะทุกวันนี้หนี้ครัวเรือนก็สูงถึง 90% ของจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) สุดท้ายปัญหาสังคมก็จะตามมา” ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

สำหรับกรณีที่สองคือ ความรุนแรงของสงครามไม่ได้มากขึ้น จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่ตะวันออกกลางเพียงอย่างเดียว แต่ยืดเยื้อยาวนานออกไป 2 – 3 ปี ซึ่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะไม่รุนแรงเท่ากรณีแรก เพราะโลกจะเกิดเส้นทางการค้าขายใหม่ที่มองข้ามพื้นที่ความขัดแย้งเหล่านี้ไปได้ แต่ก็อาจทำให้ไทยประสบปัญหาในเรื่องการทำตลาด ค่าใช้จ่ายในการขนส่ง รวมถึงเส้นทางการขนส่งที่การเปลี่ยนกองเรือ และการวางแผนการส่งสินค้าต้องเปลี่ยนตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเชื่อว่าสงครามไม่น่าจะขยายวงกว้างมากไปกว่านี้ ความเข้มข้นของการต่อสู้ยังเป็นการยิงและรอดูท่าทีกัน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสที่จะขยายตัว แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้นโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ก็คงโดนแรงต้านเยอะหากจะนำสหรัฐฯ ไปสู่การทำสงครามเต็มรูปแบบ เพราะนอกจากจะทำให้เศรษฐกิจชะงักแล้ว ยังจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการก่อการร้ายในประเทศรุนแรงเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้น ถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุหรือมีปัจจัยที่คาดไม่ถึง สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านคงไปไม่ถึงจุดที่เป็นสงครามเต็มรูปแบบ และส่วนตัวคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่สงครามจะจบลงใน 4-5 สัปดาห์ ตามที่ทรัมป์ระบุ และสุดท้ายหากผ่านไป 4-5 สัปดาห์ แล้วยังไม่จบ ความกดดันก็จะกลับมาอยู่ที่สหรัฐฯ และจะเริ่มถูกตั้งคำถาม

“ยิ่งสงครามยืดเยื้อทุกฝ่ายจะเจ็บหนัก โดยเฉพาะสหรัฐฯ เพราะคู่ค้าจะไม่เอาด้วย และสุดท้ายสหรัฐฯ จะโดดเดี่ยวทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ เพราะก่อนหน้านี้หลายประเทศไม่พอใจเรื่องมาตรการทางภาษีของทรัมป์อยู่แล้ว และรอบนี้เหมือนฟางเส้นสุดท้ายของความอดทนที่มีต่อสหรัฐฯ จะขาดลงไปได้ ซึ่งถึงตอนนั้นภาพที่เกิดขึ้นคือจะเกิดการรวมตัวกันใหม่ และการแข็งข้อต่อสหรัฐฯ อย่างประเทศสเปนตอนนี้ก็ไม่เอาด้วยแล้ว หรือหลายประเทศในยุโรปก็เริ่มสงวนท่าทีจากเดิมที่ดูเหมือนว่าจะช่วยสหรัฐฯ เต็มที่ ตอนนี้ก็ชะลอลงมา จากจุดนี้น่าจะทำให้สหรัฐฯ ต้องระวังค่อนข้างมากถ้าจะทำให้สถานการณ์ไปไกลกว่านี้” ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ระบุ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ที่สุดแล้วไม่ว่าอนาคตจะไปในแนวทางใด เศรษฐกิจไทยก็จะได้รับผลกระทบหมด ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำเพื่อรับมือ คือ ไม่ควรใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้การแจกเงินให้กับประชาชน แต่ควรเป็นการรักษาการจ้างงาน และสร้างการจ้างงาน ที่มีแผนที่ชัดเจน เช่น ช่วงไหนการส่งออกทำได้น้อยหรือต้นทุนของไทยสู้ประเทศอื่นไม่ได้ รัฐบาลอาจมีการช่วยอุดหนุนในการจ่ายเงินเดือนให้พนักงานที่เสี่ยงจะตกงานจากการถูกเลิกจ้างในสัดส่วนคนละครึ่งกับบริษัท หรือแบ่งเป็นปีนี้ช่วย 50% ปีหน้าช่วย 25% เป็นขั้นบันได เพราะตอนนี้การรักษาการจ้างงานถือเป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากทำให้เกิดความมั่นคง และมั่นใจในเศรษฐกิจ อันจะนำไปสู่ความกล้าในการใช้จ่ายเงิน ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนและประคองตัวต่อไปได้

“ศักยภาพทางการคลังของประเทศสามารถทำแบบนี้ได้มากกว่า (อุดหนุนเงินเพื่อรักษาการจ้างงาน) เพราะจะมีการหมุนเวียนกลับมาในรูปแบบภาษีนิติบุคคลจากบริษัท และถ้ามีการทำควบคู่กับการหาตลาดเท่าที่หาได้ก็จะช่วยได้เยอะ และเป็นการทำตลาดเชิงรุกด้วย แม้แต่ในตะวันออกกลางเองการทำสงครามก็ทำให้เจอปัญหาในเรื่องอาหารและอุปโภคบริโภค พวกนี้เป็นโอกาสของไทยเหมือนกัน หรือแม้แต่การส่งเสริมพื้นที่ให้คนมีรายได้เยอะสามารถขอวีซ่าในการมาอยู่ประเทศไทยได้นานขึ้น เม็ดเงินก็จะถูกนำมาหมุนเวียนใช้จ่ายในประเทศไทยได้เหมือนกัน” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

เมื่อถามถึงสถานการณ์ความเพียงพอของปริมาณน้ำมันของไทยว่ามีความน่าเป็นห่วงหรือไม่ ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวว่า ขณะนี้ไทยมีน้ำมันสำรองประมาณ 45-60 วัน แต่ไม่ได้หมายความว่าหลังจากนั้นแล้วจะหาไม่ได้ เพราะแหล่งพลังงานทั้งโลกมีอยู่หลายแหล่ง ถ้ามีความจำเป็นจริงๆ ไทยยังสามารถหาซื้อได้ และเชื่อว่ากลไกตลาดจะทำให้มีทางออกในเรื่องนี้ อีกทั้งไทยยังมีมาตรการในการรองรับผลกระทบอยู่แล้ว เชื่อว่ารัฐบาลไม่ปล่อยให้ไปสู่จุดที่น้ำมันขาดแคลนแน่ๆ แม้ราคาอาจจะแพงขึ้นก็ตาม สิ่งที่ต้องกังวลคือราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อค่าครองชีพ และหากเหตุการณ์ยืดเยื้อและขยายความรุนแรงขึ้นกว่านี้ อาจเกิดการขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรงได้ การเตรียมความพร้อมสำหรับกรณีนี้จึงมีความสำคัญมาก ไม่แพ้การแก้ปัญหาระยะสั้น

ผวาปิดฮอร์มุซ!! สหรัฐฯ-อิหร่านปะทุ “Perfect Storm” เขย่าพลังงานโลก ดีเซลต้นทุนพุ่ง +5.53 บาท วิกฤตน้ำมันลามทั่วโลก ต้นทุนกลั่นดีดแรง คนไทยตื่นตระหนกแห่ตุนน้ำมันทั่วประเทศ

 

สถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่าน สร้าง 'Perfect Storm' วิกฤตพลังงานทั่วโลก

สัญญาณต้นทุนดีเซลดีด +5.53 บาท/ลิตร คนไทยแห่ตุนน้ำมัน

ฝ่าทางรอดประเทศไทย “เอทานอล” พลังงานสำรอง ศักยภาพกำลังผลิต 6.92 ล้านลิตร/วัน

             สถานการณ์สหรัฐอเมริกา กับ อิหร่าน จุดชนวนพายุสมบูรณ์แบบต่อราคาน้ำมันทั่วโลก (Perfect Storm) สัญญาณวิกฤตพลังงาน ต้นทุนน้ำมันดิบและค่าการกลั่นปรับตัวสูงขึ้น วันที่ 4 มี.ค. 69 ต้นทุนดีเซล +5.53 บาท/ลิตร เบนซิน ออกเทน 95 +2.92 บาท/ลิตร หวั่นปิดช่องแคบฮอร์มุซในอนาคต ราคาน้ำมันพุ่งไม่หยุด คนไทยตื่นตระหนกแห่ตุน ปั้มน้ำมันปิดให้บริการ ฝ่าทางรอดประเทศไทยขับเคลื่อน E20 เป็นน้ำมันพื้นฐาน ชูศักยภาพกำลังการผลิตเอทานอล 6.92 ล้านลิตร/วันจากโรงงาน 28 แห่งทั่วประเทศ เป็นพลังงานสำรองพร้อมรับความต้องการใช้งานทันที

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา กับ อิหร่าน ที่ทวีความรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อ “ตะวันออกกลาง” ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่พลังงานของโลกทันที ในระยะอันใกล้หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งน้ำมันดิบกว่า 20% ของทั่วโลกหรือราว 17-18 ล้านบาร์เรล/วัน โดยเฉพาะการขนส่งจากประเทศผู้ส่งออกอย่างซาอุดีอาระเบีย อิรัก และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมทั้งยังมีปัจจัยจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ความเสี่ยงนโยบายและกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ ฯลฯ อาจกระทบต่อราคาน้ำมันทั่วโลก ส่งผลให้เกิดสถานการณ์ที่เรียกว่า ‘Perfect Storm’ หรือพายุสมบูรณ์แบบต่อราคาน้ำมันทั่วโลก

ทั้งนี้ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ส่งผลให้น้ำมันดิบมีแนวโน้มจะสูงขึ้น โดยต้นทุนน้ำมันดิบและค่าการกลั่นปรับตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับวันที่ 2 มี.ค. 69 และวันที่ 4 มี.ค. 69 ต้นทุนหน้าโรงกลั่น (Ex-Refinery) ดีเซล พุ่งจาก 18.9924 เป็น 24.5248 บาท/ลิตร (เพิ่มขึ้น +5.53 บาท) ส่วน เบนซิน ออกเทน 95 ต้นทุนพุ่งจาก 16.6187 เป็น 19.5381 บาท/ลิตร (เพิ่มขึ้น +2.92 บาท) ซึ่งเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569  ปั๊มน้ำมันในประเทศไทยได้ปรับราคาขึ้น สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนคนไทยเกิดกระแสตุนน้ำมันทั่วประเทศ ทำให้ปั๊มน้ำมันเริ่มปิดการให้บริการ ขณะที่โครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในเขตกรุงเทพมหานคร ประจำวันที่ 4 มีนาคม 2569 สรุปราคาขายปลีกน้ำมัน (Retail Price) เบนซิน ออกเทน 95 ราคา 39.14 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 E10 ราคา 30.55 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 30.18 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 E20 ราคา 28.34 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 E85 ราคา 26.29 บาท/ ลิตร, ดีเซล (H-DIESEL) ราคา 29.94 บาท/ลิตร และ LPG ราคา 25.87 บาท/กิโลกรัม

สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 70%  หากเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ หยุดลงชั่วคราว ผลกระทบต่อไทยจะเกิดขึ้นในทันที เพราะปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศไทยมีอยู่ราว 61 วัน โดยเป็นน้ำมันสำเร็จรูปสำรอง 38 วัน และน้ำมันดิบในเรือที่พ้นช่องแคบมาแล้วอีก 23 วัน ซึ่งตัวเลขนี้ ไม่ได้แปลว่าประเทศไทยจะมีความมั่นคงทางพลังงาน 2 เดือนเต็ม เพราะโรงกลั่นไทยต้องใช้น้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเป็นสัดส่วนสูง หากขนส่งหยุดลงนานกว่าระยะสำรอง โรงกลั่นจะขาดวัตถุดิบ ส่งผลให้การผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงสะดุด ทำให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นต่อเนื่อง ต้นทุนขนส่งสูงขึ้น สินค้าอุปโภคบริโภคปรับเพิ่มขึ้น และกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมลดกำลังการผลิตลง

ทั้งนี้ทางรอดที่ยั่งยืนของประเทศไทย คือการยกระดับเอทานอล เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบจากการผลิตมันสำปะหลังภายในประเทศอยู่แล้ว หากภาครัฐเร่งผลักดันให้ E20 เป็นน้ำมันเบนซินพื้นฐานของประเทศ จะสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานโลก และลดการพึ่งพานำเข้าน้ำมันดิบลงได้ทันที 10% ของกลุ่มเบนซิน ซึ่งจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจและสร้างความมั่นคงพลังงานของไทยในระยะยาว ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังการผลิตเอทานอลสูงสุดรวมประมาณ 6.92 ล้านลิตร/วัน จากโรงงานผลิตเอทานอลรวมทั้งสิ้น 28 แห่ง สามารถเป็นพลังงานสำรองรับกับความต้องการใช้งานจริงได้ทันที นอกจากนี้ยังมีกำลังการผลิตสำรองอีกมากกว่า 50–60% หากมีการขยายตัวหรือส่งเสริมการใช้ E20 จากทางภาครัฐ  

ประชาสัมพันธ์และส่งข่าวเผยแพร่ กรุณาติดต่อ: คุณพิภพ (ท้อป) โทร. 081-9298864 

(ในนามสมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง)

บีโอไอถกยานยนต์ หนุนมาตรการยานยนต์ไฟฟ้า กระตุ้นตลาดไทยรับรัฐบาลใหม่ ขับเคลื่อนห่วงโซ่อุปทานไทย สร้างฐานผลิตยานยนต์อนาคต

บีโอไอถกกลุ่มยานยนต์ เตรียมแพ็กเกจหนุนผู้ประกอบการ เสนอรัฐบาลใหม่

บีโอไอเปิดเวทีหารือผู้บริหารอุตสาหกรรมยานยนต์ ถกทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน พร้อมหารือข้อเสนอ 3 เรื่องสำคัญ หนุนความต่อเนื่องของมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) การกระตุ้นตลาดรถยนต์ในประเทศ และการยกระดับห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไทย (Localization) เพื่อเตรียมจัดทำแพ็กเกจสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ เสนอต่อรัฐบาลใหม่

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 บีโอไอได้จัดประชุมหารือกับผู้บริหาร 4 สมาคมหลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ประกอบด้วย นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (TAIA) นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) และนางสาวยุพิน บุญศิริจันทร์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนเพื่อเตรียมจัดทำมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างเป็นระบบ รองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และรักษาความเป็นฐานการผลิตยานยนต์สำคัญของโลก เพื่อเสนอต่อรัฐบาลใหม่ต่อไป

จากการประชุมครั้งนี้ ภาคเอกชนได้มีข้อเสนอมาตรการ 3 ด้านที่สำคัญ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะการสร้างฐานการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้แข็งแกร่งและยั่งยืน ได้แก่

1. ความต่อเนื่องของมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) ทั้งด้านการลงทุน การผลิต การส่งเสริมการส่งออก และการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า โดยให้ครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท ทั้ง HEV, PHEV และ BEV เพื่อให้การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และสามารถรักษาโมเมนตัมของการลงทุนได้อย่างยั่งยืน

2. การกระตุ้นความต้องการของตลาดรถยนต์ในประเทศ เนื่องจากปัญหาหนี้ครัวเรือนและ
ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ได้ทำให้ตลาดรถยนต์หดตัวอย่างรุนแรงในช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะรถปิกอัพที่เป็นรถเชิงพาณิชย์และมีผู้ผลิตชิ้นส่วนในห่วงโซ่อุปทานจำนวนมากกว่ารถยนต์ประเภทอื่น ภาคเอกชนจึงขอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการกระตุ้นตลาดในประเทศ เช่น การให้นำค่าใช้จ่ายในการซื้อรถไปหักภาษีเงินได้ในอัตราสูงกว่าปกติ หรือมาตรการรถเก่าแลกรถใหม่ รวมทั้งการเพิ่มสัดส่วนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทในหน่วยงานภาครัฐ เป็นต้น

3. การยกระดับห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไทย (Localization) โดยเสนอให้รัฐบาลพิจารณาให้แต้มต่อเป็นพิเศษสำหรับรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ ลดการนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศ รวมทั้งการผลักดันให้ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากขึ้น ผ่านมาตรการของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งกรมศุลกากร (Free Zone) กรมสรรพสามิต (โครงสร้างภาษีสรรพสามิต) กระทรวงอุตสาหกรรม (หลักเกณฑ์กระบวนการผลิตที่เป็นสาระสำคัญ) และบีโอไอ (มาตรการส่งเสริมการลงทุน)

ทั้งนี้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลไทยโดย “คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ หรือบอร์ดอีวี” ได้ออกมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้ามาอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท ทั้ง HEV, PHEV และ BEV รวมทั้งชิ้นส่วนสำคัญ เช่น แบตเตอรี่, มอเตอร์ขับเคลื่อน, อินเวอร์เตอร์ ฯลฯ ตลอดจนมาตรการสนับสนุนให้กลุ่มรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (xEV) โดยออกแบบมาตรการให้สอดคล้องกับทิศทางการลงทุนและสภาพตลาดของอุตสาหกรรมยานยนต์ในแต่ละ Segment อีกทั้งยังได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ (Local Content) เพื่อสนับสนุนการเชื่อมโยงผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่ ซึ่งผลของมาตรการดังกล่าว ได้ทำให้ประเทศไทยสามารถดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้เข้ามาสร้างฐานการผลิตในประเทศ และสามารถพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่เติบโตควบคู่กับฐานอุตสาหกรรมยานยนต์เดิมได้

นายนฤตม์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ บีโอไอพร้อมรับฟังข้อเสนอและทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันพัฒนามาตรการสนับสนุนที่เหมาะสมในทุกมิติ ทั้งด้านการสร้างการเติบโตของตลาดในประเทศ การส่งเสริมการส่งออกไปยังตลาดโลก การรักษาการแข่งขันที่เป็นธรรม การยกระดับและเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยสามารถปรับตัวสู่เทคโนโลยียานยนต์ยุคใหม่ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตยานยนต์สำคัญของโลก”

SCBX แต่งตั้งผู้บริหาร “สารัชต์ รัตนาภรณ์” นั่งซีอีโอ 1 พ.ค. 69 เดินหน้าดิจิทัลแข่งขันเดือด เน้นต่อเนื่องยุทธศาสตร์ ย้ำความเชี่ยวชาญและประสบการณ์กว่า 30 ปี

(4 มี.ค. 69) กลุ่มเอสซีบีเอกซ์แจ้งความคืบหน้าการเปลี่ยนผ่านผู้บริหารระดับสูงของธนาคารไทยพาณิชย์ โดยแต่งตั้ง 'คุณสารัชต์ รัตนาภรณ์' เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ และจะเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เพื่อให้การดำเนินงานต่อเนื่องตามยุทธศาสตร์ของกลุ่มเอสซีบีเอกซ์

'คุณสารัชต์' มีประสบการณ์ในธุรกิจการเงินกว่า 30 ปี ครอบคลุมตลาดเงิน ตลาดทุน และงานบริหารลูกค้าหลากหลายกลุ่ม เขายังเป็นผู้ถือบทบาทสำคัญในการก่อตั้ง CardX ตั้งแต่ปี 2565 จากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ก่อนหน้านี้เขาดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในหลายสายงานของธนาคารไทยพาณิชย์ รวมถึงมีประสบการณ์ในสถาบันการเงินระดับโลก

'คุณอาทิตย์ นันทวิทยา' ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SCBX กล่าวว่า "คุณสารัชต์คือผู้บริหารที่มีความเหมาะสมในบทบาทผู้นำของธนาคารไทยพาณิชย์เป็นอย่างสูง ผ่านประสบการณ์ครบทุกมิติ และพร้อมขับเคลื่อนองค์กรท่ามกลางการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว"

ด้านการศึกษาของ 'คุณสารัชต์' คือการสำเร็จ MBA จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ และปริญญาตรีสาขาเศรษฐศาสตร์ จาก Boston University ประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ยังมีแผนสืบทอดตำแหน่งใน CardX และอยู่ระหว่างการนำเสนอต่อไปเพื่อความชัดเจนในการบริหาร.

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/finance/1223689?anf=

ปตท.ตรึงราคาน้ำมัน ร่วมตอบรับนโยบายรัฐบาลช่วยประชาชน ตรึงราคาน้ำมันดีเซล-แก๊สโซฮอล์ 15 วัน มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน ยืนยันสร้างเสถียรภาพพลังงานมั่นคง

ปตท. และ โออาร์ ตรึงราคาน้ำมัน 15 วัน ตอบรับนโยบายรัฐบาล ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน

วันนี้ (4 มีนาคม 2569) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ประกาศคงราคาน้ำมันดีเซลและแก๊สโซฮอล์ ไว้ในระดับปัจจุบันเป็นระยะเวลา 15 วัน เพื่อร่วมบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้แก่ประชาชน สอดรับกับทิศทางนโยบายพลังงานของรัฐบาล

ปตท. ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ สนับสนุนและร่วมผลักดันนโยบายของรัฐบาลในการดูแลค่าครองชีพของประชาชน โดยเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเสถียรภาพและความยั่งยืนให้กับประเทศ

มาตรการดังกล่าวเป็นการดำเนินการในระยะสั้น บนความร่วมมือของ ปตท. และบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มที่ดำเนินธุรกิจสถานีบริการ โดย ปตท. ยืนยันว่า พื้นฐานทางธุรกิจของบริษัทยังคงแข็งแกร่ง และมุ่งมั่นที่จะสร้างความมั่นคงทางพลังงาน สร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักที่ ปตท. ยึดมั่นมาโดยตลอดในฐานะรากฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ไวรัลไม่ใช่เรื่องเล่น!! “คนไม่ใช่หุ่นยนต์” คือใบแจ้งหนี้ของตลาดแรงงานไทย ตัวเลขว่างงานอาจต่ำ แต่ความเหนื่อยล้าของคนทำงาน “สูงขึ้นทุกวัน”

(2 มี.ค. 69) เพลง "คนไม่ใช่หุ่นยนต์" ของลุงสุนเพลงสั้นกลายเป็นเสียงสะท้อนที่ทรงพลังของตลาดแรงงานไทยยุคนี้ โดยแม้ตัวเลขว่างงานยังต่ำ แต่แรงงานจำนวนมากประสบกับงานที่หนัก ผันผวน และเกินลิมิตความทนทานของมนุษย์

เพลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงไวรัลหรือความบันเทิงบน TikTok เท่านั้น แต่เป็นประโยคสาธารณะที่แสดงความจริงพื้นฐานของชีวิตการทำงาน "ก็แดดมันร้อน คนไม่ใช่หุ่นยนต์" เป็นคำแสดงความเหนื่อยล้าของคนทำงานอย่างตรงไปตรงมา ในขณะที่เทคโนโลยีอย่าง AI และ Automation มีบทบาทมากขึ้นในตลาดแรงงาน

บทความระบุว่าการแข่งขันและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ กดดันให้แรงงานต้องแบกรับภาระมากขึ้นและรายได้ไม่เพิ่มตาม งานระดับกลางที่จะถูกแทนที่หรือกดดันให้ไม่มั่นคงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ในขณะที่ SME ที่เป็นฐานจ้างงานหลักต้องเผชิญความท้าทายด้านการเข้าถึงทุนและผลิตภาพ

ผู้แต่งเพลงใช้ภาษาชาวบ้านเพื่อสื่อสารเรื่องใหญ่ระดับโลกอย่าง AI อย่างชาญฉลาด เรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะเชิงการสื่อสารที่เปลี่ยนเพลงไวรัลให้เป็นประเด็นสาธารณะสำคัญ "คนที่อยู่รอดในยุค AI คือคนที่ใช้ความเป็นมนุษย์ได้ดีที่สุด ไม่ใช่คนที่ทนที่สุด" คือบทเรียนสำคัญที่เพลงนี้สอนไว้

การใช้เทคโนโลยีต้องมุ่งลดภาระงานหนัก พร้อมกับเร่งพัฒนา reskill, upskill แรงงาน และยกระดับมาตรฐานการทำงานให้สอดคล้องกับขีดจำกัดของมนุษย์เพื่อให้ตลาดแรงงานไทยมีความยั่งยืนในอนาคต

รัฐบาลใหม่เร่งงาน!! เก้าสิบวันแรกของรัฐบาลใหม่ ภาคเอกชนไม่ได้ขอปาฏิหาริย์ แต่ขอ “สัญญาณว่ารัฐจะเอาเศรษฐกิจจริง” ก่อนความเชื่อมั่นพังตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

(2 มี.ค. 69) ภายหลังการเลือกตั้งใหม่ ภาคเอกชนไทยส่งสัญญาณเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่เร่งทำงานทันทีในช่วงเก้าสิบวันแรก โดยต้องชัดเจนเรื่องทีมเศรษฐกิจที่มีความรู้และทำงานได้ทันที เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นและขับเคลื่อนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว

'หอการค้าไทย' เน้นย้ำว่ารัฐบาลต้องมีเสถียรภาพและอำนาจเต็มเพื่อดำเนินงบประมาณและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมฝากข่าวถึงความสำคัญของทีมงานที่ "รู้งาน-เข้าใจงาน-ทำงานได้ทันที" ไม่ใช่แค่การแบ่งตำแหน่งโควตาการเมือง ขณะที่ 'ส.อ.ท.' เตือนว่าการตั้งครม.มีผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนโดยตรง

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชนสามสถาบัน (กกร.) แสดงความกังวลต่อความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบลงทุนและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมเน้นว่าไม่ใช่แค่คำว่า "กระตุ้น" แต่ต้องมีความชัดเจนเรื่องวิธีการและเวลาที่เม็ดเงินจะถึงผู้ประกอบการและประชาชนจริง

นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังขอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาปากท้องและหนี้ครัวเรือนเป็นวาระแรก เน้นการช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ขาดสภาพคล่องด้วยมาตรการเฉพาะกลุ่มเพื่อเสริมความอยู่รอดของผู้ประกอบการ รวมถึงการรับมือกับแรงกดดันส่งออกและเงินบาทแข็งค่า เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของไทย

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการลดคอร์รัปชันและทุนเท่าที่เป็นต้นทุนแฝงที่ทำลายเศรษฐกิจ ภาคเอกชนเรียกร้องให้มีแผนงานและกลไกที่ชัดเจน พร้อมระบุว่า "สิ่งที่ภาคเอกชนกำลังบอกจริง ๆ คือขอ 'รัฐที่ตัดสินใจได้' ไม่ใช่ 'รัฐที่พูดเก่ง'" โดยเก้าสิบวันแรกจึงเป็นช่วงเวลาที่พิสูจน์ความพร้อมของรัฐบาลใหม่ในการบริหารวิกฤตเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นต่อประเทศ

กองทุนประชารัฐลุยพัฒนา SME สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 500 ล้านบาท ครบ 4 โครงการยกระดับธุรกิจไทย เสริมความรู้-นวัตกรรมเข้มแข็ง เตรียมขยายผลสู่ความยั่งยืน

กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เผยผลสำเร็จ 4 โครงการ
สุขใจ – เปิดใจ – มั่นใจ – สู้สุดใจ มุ่งยกระดับผู้ประกอบการไทย สร้างมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 500 ล้านบาท
ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เปิดเผยว่า กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ มีเป้าหมายเสริมสร้างความเข้มแข็งของผู้ประกอบการ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่สนับสนุนแหล่งเงินทุนเท่านั้น แต่ยังมีการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อติดอาวุธให้กับเอสเอ็มอีไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยปีที่ผ่านมามีการดำเนินโครงการส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอี 4 โครงการประกอบด้วย โครงการสุขใจ – เปิดใจ – มั่นใจ – สู้สุดใจ ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 500 ล้านบาท
“การสร้างองค์ความรู้ให้ผู้ประกอบการถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้อย่างเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน มีความรู้ที่ตรงกับยุคสมัย ทั้งเรื่องสภาพเศรษฐกิจ เทคโนโลยี เทรนด์การตลาด เทคนิคการขาย หรือเทรนด์ทางธุรกิจ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา” ดร.ณัฐพล กล่าว
โดยโครงการแรกคือโครงการเสริมแกร่งการเงิน เพิ่มทุนหนุนธุรกิจ หรือ “สุขใจ” เป็นการจัดฝึกอบรมที่มุ่งเน้นให้ความรู้ด้านการบริหารจัดการเงิน (Financial Literacy) ให้กับผู้ประกอบการ โดยมีการจัดฝึกอบรมทั้งสิ้น 4 ครั้ง ครอบคลุม 4 ภูมิภาค ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นครราชสีมา เชียงใหม่ และสุราษฎร์ธานี ทั้งรูปแบบ Onsite และ Online กว่า 625 คน พร้อมจัดคลินิกให้คำปรึกษาแนะนำธุรกิจ ในการเตรียมเอกสารเพื่อยื่นขอสินเชื่อจากกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ มีผู้เข้าร่วมจำนวน 60 กิจการ
ด้านโครงการยกระดับธุรกิจเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน หรือ “เปิดใจ” ยกระดับขีดความสามารถของ SME ในการปรับเปลี่ยนกระบวนการทางธุรกิจและการบริหารจัดการโดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลหรือการปรับปรุงกระบวนการผลิตและบริการให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีความยั่งยืน โดยให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึกแก่สถานประกอบการ ด้านเทคโนโลยีการผลิต ดิจิทัล นวัตกรรม โลจิสติกส์ และการปรับปรุงกระบวนการ กว่า 202 กิจการ นอกจากนี้ยังมีการจัดงานสัมมนา “SME Sustainable Transformation Forum 2025” เพื่อเสริมแกร่งองค์ความรู้ผู้ประกอบการได้เพิ่มเติมกว่า 400 คน สร้างมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 101,821,032 บาท และก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยรวมสูงถึง 500,588,921 บาท
นอกจากนี้ยังมีโครงการพัฒนาฮาลาลไทยรับรองได้ ขายส่งออกชัวร์ หรือ โครงการ “มั่นใจ” เพื่อเสริมสร้างศักยภาพอุตสาหกรรมฮาลาลไทย ให้มีประสิทธิภาพและมาตรฐานในการขอรับรองเครื่องหมายฮาลาล และมีองค์ความรู้ในด้านการส่งออกผลิตภัณฑ์ฮาลาลไปยังตลาดต่างประเทศ โดยมีการจัดฝึกอบรมผู้ประกอบการด้านการตลาด การส่งออกและการประชาสัมพันธ์ ผู้เข้าร่วมอบรมรวม 369 คน รวมถึงจัดให้มีการวินิจฉัยและให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึกแก่สถานประกอบการ ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และการขอรับรองมาตรฐานฮาลาล จำนวนกว่า 100 กิจการ ทำให้ผู้ประกอบการแสดงความพร้อมในการยื่นขอรับรองเครื่องหมายฮาลาลเพื่อขยายตลาดสู่ต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น
และในส่วนของโครงการพลิกชีวิต ฟื้นธุรกิจปรับหนี้ให้อยู่รอด หรือ “สู้สุดใจ” ที่มุ่งช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบางและกลุ่ม NPL ที่ต้องการคำปรึกษาแนะนำในการแก้ปัญหาหนี้ หรือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าวินิจฉัยสถานะทางการเงินและให้คำปรึกษาเชิงลึกให้กับ 40 กิจการที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ทำให้เกิดการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เชิงป้องกัน (DR) หรือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่มีปัญหา (TDR) ได้สำเร็จ นับเป็นการคืนโอกาสให้ธุรกิจไทยได้กลับมาเดินหน้าต่อได้อีกครั้ง
“กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทุกโครงการส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอีประสบความสำเร็จ มีผู้ประกอบเข้าร่วมและได้รับประโยชน์จำนวนมาก ซึ่งทางกองทุนฯ มีแผนที่จะเตรียมขยายผลโครงการด้านการส่งเสริมฯ เพื่อสร้างแนวทางและปัจจัยที่เอื้อต่อการเติบโตของ SME ให้ SME สามารถยืนหยัดด้วยตนเองและเติบโตอย่างยั่งยืน” ดร.ณัฐพล กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top