Friday, 5 June 2026
ECONBIZ NEWS

ส่องเศรษฐกิจไทยปี 2569: ฝ่ามรสุมสมบูรณ์แบบ (Perfect Storm) สู่การรีเซ็ตโครงสร้างประเทศ

ก้าวเข้าสู่ปีพุทธศักราช 2569 ภูมิทัศน์เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ข้อมูลจากการประเมินของ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และทิศทางนโยบายจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้ให้เห็นว่าปีนี้คือปีแห่งความท้าทายที่ซับซ้อน หรือที่นิยามว่า “Perfect Storm” ซึ่งกดดันให้ประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในระยะยาว

 1. สถิติและตัวชี้วัด: เมื่อเครื่องยนต์เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และหน่วยงานด้านเศรษฐกิจประเมินภาพรวมในปี 2569 ไว้ดังนี้:

-     การขยายตัวของ GDP: คาดการณ์เติบโตเพียง 1.6–2.0% ซึ่งชะลอตัวลงจากปี 2568 (2.0%) สะท้อนถึงกำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
-     ภาคการส่งออก: อาจหดตัวในช่วง -1.5% ถึง -0.5% จากผลกระทบของสงครามการค้าและมาตรการกีดกันทางการค้าโลก
-    ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI): อยู่ในสภาวะเปราะบาง หลายอุตสาหกรรมมีอัตราการใช้กำลังการผลิต ต่ำกว่า 60% (เทียบกับระดับปกติที่ควรอยู่ที่ 70–80%)

 2. เจาะลึกปัจจัย "Perfect Storm" ที่รุมเร้าประเทศไทย

พายุเศรษฐกิจในปี 2569 ไม่ได้มาจากปัจจัยเดียว แต่เป็นการถาโถมของ 3 ปัจจัยหลักที่เกิดขึ้นพร้อมกัน:

1.    แรงกดดันจากภายนอก: ความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก และกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด เช่น CBAM (มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน) และ EUDR (กฎระเบียบว่าด้วยการตัดไม้ทำลายป่า) ซึ่งเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ส่งออกไทย

2.    วิกฤตชายแดนและสินค้าทะลัก: ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา คาดการณ์ความเสียหายทางการค้ากว่า 140,000 ล้านบาท ประกอบกับการไหลบ่าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศและการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า (Transshipment) ที่ทำลายขีดความสามารถของโรงงานไทย

3.    ปัญหาเชิงโครงสร้างภายใน: หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงเรื้อรัง ต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และค่าแรงที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการ SMEs

 3. ทางออกเชิงยุทธศาสตร์: "Reinvent Thailand"

เพื่อตอบโต้กับสภาวะเปราะบาง ส.อ.ท. ได้เสนอแนวคิดการปฏิรูปประเทศขนานใหญ่ โดยเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงฐานผลิต (OEM) ไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง ผ่านกลไกดังนี้:

 ยุทธศาสตร์ CRS เพื่อความยั่งยืน

-     Competitiveness: ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี STEM
-     Resilience: สร้างความยืดหยุ่น กระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)
-    Sustainability: ขับเคลื่อนด้วยแนวคิด ESG และเศรษฐกิจหมุนเวียน มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero

จีนผงาดสู่ผู้นำเทคโนโลยีโลก เปิดผลงาน 5 ปี แผงวงจร-ซอฟต์แวร์แกร่ง พร้อมทัพ Generative AI กว่า 700 โมเดล

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สาธารณรัฐประชาชนจีนได้แสดงให้โลกเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี ท่ามกลางกระแสการแข่งขันที่ดุเดือดในเวทีโลก ล่าสุดมีรายงานความคืบหน้าสำคัญที่ยืนยันว่า จีนได้บรรลุเป้าหมายในการพัฒนาเทคโนโลยีหลัก (Core Technologies) อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะใน 3 เสาหลัก ได้แก่ แผงวงจรรวม (Integrated Circuits), ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และซอฟต์แวร์พื้นฐาน

ความสำเร็จนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความสามารถในการพึ่งพาตนเอง (Self-reliance) แต่ยังแสดงถึงศักยภาพในการเป็นผู้กำหนดทิศทางเทคโนโลยีของโลกในอนาคต

 1. ปรากฏการณ์ AI: กองทัพ Generative AI กว่า 700 รายการ

ไฮไลท์ที่สำคัญที่สุดในรายงานฉบับนี้ คือการเติบโตแบบก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ โดยเฉพาะ "Generative AI" (AI แบบรู้สร้าง)

 ตัวเลขสถิติ: มีการเปิดเผยว่า จีนมีการยื่นจดทะเบียนผลิตภัณฑ์โมเดลปัญญาประดิษฐ์ขนาดใหญ่ (Large Language Models - LLMs) และ Generative AI ไปแล้วกว่า 700 รายการ

 นัยสำคัญ: ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่า จีนไม่ได้เป็นเพียงผู้ตามในกระแส AI ที่เริ่มโดยชาติตะวันตก แต่มีระบบนิเวศการพัฒนาของตนเองที่แข็งแกร่ง ทั้งจากบริษัทยักษ์ใหญ่ (เช่น Baidu, Tencent, Alibaba) และสตาร์ทอัพหน้าใหม่ (เช่น DeepSeek)

 การประยุกต์ใช้: โมเดลเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การแชทโต้ตอบ แต่ถูกนำไปประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรม การแพทย์ การศึกษา และการผลิตขั้นสูง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนอย่างเป็นรูปธรรม

 2. แผงวงจรรวม (Integrated Circuits): ทลายกำแพงเทคโนโลยี

แม้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จะเป็นสมรภูมิที่มีการกีดกันทางการค้าอย่างเข้มข้น แต่จีนรายงานความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีนี้

 นวัตกรรมการผลิต: จีนสามารถพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตชิป (Chip Manufacturing) และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องได้ก้าวหน้าขึ้น ลดช่องว่างทางเทคโนโลยีกับผู้นำตลาดโลก

 การออกแบบที่ซับซ้อน: ความสามารถในการออกแบบชิปสำหรับใช้งานเฉพาะทาง เช่น ชิปสำหรับ AI, ชิปสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และชิปสื่อสาร 5G มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 ห่วงโซ่อุปทาน: มีการสร้างความแข็งแกร่งให้กับ Supply Chain ภายในประเทศ ลดความเสี่ยงจากการถูกตัดขาดเทคโนโลยีจากภายนอก

 3. ซอฟต์แวร์พื้นฐาน (Basic Software): รากฐานใหม่ของโลกดิจิทัล

อีกหนึ่งความสำเร็จที่มักถูกมองข้ามแต่มีความสำคัญสูงสุด คือ "ซอฟต์แวร์พื้นฐาน" ซึ่งเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของโลกไอที

 ระบบปฏิบัติการ (OS): จีนประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์และมือถือของตนเอง (เช่น HarmonyOS ของ Huawei และระบบปฏิบัติการ OpenKylin สำหรับพีซี) เพื่อลดการพึ่งพาระบบจากต่างชาติ

 ซอฟต์แวร์อุตสาหกรรม: มีการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับการออกแบบวิศวกรรม (CAD/CAE) และระบบจัดการฐานข้อมูล (Database) ที่มีความเสถียรและรองรับการใช้งานในระดับองค์กรขนาดใหญ่ได้

 Open Source: จีนกลายเป็นผู้สนับสนุนหลักในชุมชน Open Source ระดับโลก ซึ่งช่วยเร่งความเร็วในการพัฒนานวัตกรรมซอฟต์แวร์ในประเทศ

ความก้าวหน้าทั้ง 3 ด้านในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากยุทธศาสตร์ชาติที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม จีนกำลังเปลี่ยนผ่านจากการเป็น "โรงงานของโลก" สู่การเป็น "ศูนย์กลางเทคโนโลยีของโลก"

การมี Generative AI กว่า 700 โมเดล ควบคู่ไปกับฮาร์ดแวร์ (ชิป) และรากฐานซอฟต์แวร์ที่แข็งแกร่ง จะเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนและเศรษฐกิจโลกในทศวรรษหน้าอย่างแน่นอน
 

สะเทือนท่องเที่ยวเขมร!! Trip.com ประกาศ “ระงับความร่วมมือ” กัมพูชา หลังชาวจีนกังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล . (28 ธ.ค. 2568) – กลายเป็นข่าวใหญ่ส่งท้ายปีที่สั่นคลอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของกัมพูชาอย่างรุนแรง เมื่อ Trip.com Grou

กลายเป็นข่าวใหญ่ส่งท้ายปีที่สั่นคลอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของกัมพูชาอย่างรุนแรง เมื่อ Trip.com Group แพลตฟอร์มให้บริการด้านการท่องเที่ยวออนไลน์ (OTA) ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียและจีน ได้ออกแถลงการณ์ “ระงับความร่วมมือเชิงกลยุทธ์” (Suspension of Strategic Partnership) กับกระทรวงการท่องเที่ยวกัมพูชาอย่างไม่มีกำหนด

การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็น “หมัดน็อค” ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของกัมพูชาที่กำลังพยายามฟื้นตัว โดยนักวิเคราะห์มองว่า นี่คือมาตรการคว่ำบาตรทางอ้อมจากภาคเอกชนจีน ที่หมดความอดทนต่อปัญหาความปลอดภัยและภาพลักษณ์ด้านลบของกัมพูชา

แม้ Trip.com จะระบุเหตุผลในแถลงการณ์ว่าเป็นเรื่องของ “การทบทวนมาตรฐานความปลอดภัยในเส้นทางท่องเที่ยว” แต่เบื้องลึกเบื้องหลังนั้นมาจาก 2 ปัจจัยหลักที่รุมเร้ากัมพูชามาตลอดปี 2568:

1. วิกฤตศรัทธาเรื่อง “แก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์”
แม้รัฐบาลกัมพูชาจะพยายามประชาสัมพันธ์แคมเปญท่องเที่ยว แต่ภาพลักษณ์ของประเทศกลับถูกผูกติดกับคำว่า “Scam Compound” (นิคมมิจฉาชีพ) โดยเฉพาะในเมืองสีหนุวิลล์และปอยเปต ข่าวการล่อลวงนักท่องเที่ยวจีนและชาวต่างชาติไปกักขัง ทำร้ายร่างกาย และบังคับให้ทำงานเป็นสแกมเมอร์ ยังคงหลุดออกมาอย่างต่อเนื่อง
กระแสภาพยนตร์และสารคดีตีแผ่ด้านมืดเหล่านี้ ทำให้ชาวจีนเกิดความหวาดกลัว จนเกิดกระแส #BoycottCambodia ในโซเชียลมีเดียจีน (Weibo/Douyin) การที่ Trip.com ยังคงโปรโมทกัมพูชาต่อไป จึงเสี่ยงต่อการถูกกระแสสังคมตีกลับและเสียภาพลักษณ์แบรนด์

2. ความขัดแย้งตามแนวชายแดน (Border Conflict)
สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ปะทุขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม 2568 ซึ่งมีการปะทะกันของกองกำลังทหาร ส่งผลให้บริษัทประกันภัยการเดินทางหลายแห่ง “ปฏิเสธการคุ้มครอง” นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้าสู่พื้นที่เสี่ยง เมื่อความปลอดภัยของลูกค้าไม่ได้รับการการันตี Trip.com จึงจำเป็นต้องถอดโปรแกรมทัวร์และยุติการส่งเสริมการขายทันที

 ผลกระทบ: เศรษฐกิจกัมพูชา “เจ็บหนัก”
การถอนตัวของ Trip.com ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะ: 
สูญเสียตลาดหลัก: นักท่องเที่ยวจีนคือ “ท่อน้ำเลี้ยง” หลักของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกัมพูชา การหายไปของช่องทางโปรโมทที่ใหญ่ที่สุด เท่ากับการตัดขาดการเข้าถึงนักท่องเที่ยวจีนนับล้านคน

 ความเชื่อมั่นพังทลาย: เมื่อแพลตฟอร์มระดับโลกประเมินว่า “ไม่ปลอดภัย” เอเจนซี่ทัวร์จากประเทศอื่น ๆ (เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น หรือเกาหลีใต้) ก็มีแนวโน้มที่จะดำเนินรอยตาม เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง

กระทบการลงทุน: โครงการโรงแรมและคาสิโนที่หวังพึ่งพากำลังซื้อจากจีนอาจกลายเป็นตึกร้างเพิ่มขึ้น ซ้ำเติมวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ในสีหนุวิลล์

ทั้งนี้ : ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 กัมพูชาได้รับนักท่องเที่ยวชาวจีนประมาณ 1 ล้านคน คิดเป็นมากกว่า 20% ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด 4.8 ล้านคน ตามข้อมูลของนายฮูโอต ฮัก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวของกัมพูชา ก่อนหน้านี้ในเดือนนี้ คณะกรรมการการท่องเที่ยวกัมพูชายืนยันว่าประเทศ ยังคงปลอดภัยและเปิดให้บริการอย่างเต็มที่ และ จุดหมายปลายทางหลัก รวมถึงเสียมเรียบและพนมเปญ ดำเนินการ โดยไม่หยุดชะงัก

นัยยะทางการเมือง: แรงกดดันให้ “กวาดล้าง”

นักรัฐศาสตร์มองว่า ท่าทีของ Trip.com (ซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลจีน) อาจเป็นสัญญาณเตือนจากปักกิ่งถึงพนมเปญ ว่าจีนไม่พอใจอย่างมากที่กัมพูชายังปล่อยให้กลุ่มทุนจีนสีเทาใช้พื้นที่เป็นฐานปฏิบัติการโจมตีทางไซเบอร์กลับมายังพลเมืองจีน และสร้างปัญหาความมั่นคงในภูมิภาค

การเคลื่อนไหวนี้สอดรับกับท่าทีของ ประเทศไทย ภายใต้การนำของนายกฯ อนุทิน ที่เพิ่งประกาศวาระแห่งชาติกวาดล้างสแกมเมอร์และบัญชีม้าอย่างจริงจัง ทำให้กัมพูชาตกอยู่ในที่นั่งลำบาก ถูกบีบจากทั้งเพื่อนบ้านและพี่ใหญ่อย่างจีน

ดังนั้น กรณี Trip.com ยกเลิกความร่วมมือ คือสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดว่า “ยุคของการทำธุรกิจสีเทาควบคู่กับการท่องเที่ยวจบลงแล้ว” หากกัมพูชาต้องการกอบกู้เศรษฐกิจท่องเที่ยวกลับมา ทางเลือกเดียวคือต้องพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า สามารถกวาดล้างขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติได้จริง ไม่ใช่แค่สร้างภาพลักษณ์โฆษณา แต่ต้องสร้าง “ความปลอดภัยที่จับต้องได้” เท่านั้น
 

ออมสิน เคียงข้างวีรบุรุษชายแดน ประกาศ ‘ยกหนี้ปิดบัญชี’ ทหาร – ตชด. ผู้พลีชีพ รวมถึงหนี้ของทายาท พร้อมมอบเงินเยียวยาขวัญและกำลังใจแก่ฮีโร่ผู้เสียสละ

27 ธ.ค. 2568) – นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน รักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลให้เกิดความสูญเสียต่อกำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของประเทศ ล่าสุด ธนาคารออมสิน ออกชุดมาตรการเฉพาะกิจ ประกาศยกหนี้ปิดบัญชีสินเชื่อเป็นกรณีพิเศษ แก่ทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) และกำลังพลหน่วยอื่น ๆ ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 เป็นต้นมา โดยการยกหนี้ยังครอบคลุมถึงบัญชีสินเชื่อของทายาท 3 ลำดับ ได้แก่ บิดามารดา คู่สมรส และบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงการมอบเงินช่วยเหลือแก่ครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิต ตลอดจนกำลังพลและพลเรือนที่บาดเจ็บจากการสู้รบ เพื่อเชิดชูเกียรติที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ และเป็นขวัญกำลังใจแก่ครอบครัวในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

ด้านความช่วยเหลือสำหรับผู้อพยพที่ต้องได้รับผลกระทบเพราะเข้าพื้นที่ทำมาหากินไม่ได้ เป็นเหตุให้ต้องขาดรายได้ในช่วงเวลานี้ ธนาคารได้ออก มาตรการพักหนี้โดยให้พักชำระเงินต้นและไม่คิดดอกเบี้ย สำหรับลูกหนี้สินเชื่อธนาคารออมสินทุกประเภท* ครอบคลุมสินเชื่อองค์กรชุมชน ที่มีภูมิลำเนา ที่อยู่อาศัย หรือสถานที่ประกอบอาชีพในพื้นที่ภัยพิบัติตามประกาศของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ให้เริ่มพักชำระหนี้งวดแรกหลังจากได้รับอนุมัติ เป็นระยะเวลา 3 งวด/เดือน และไม่ถือเป็นการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ให้คงชั้นหนี้เดิมก่อนเข้าร่วมมาตรการ โดยธนาคารจะยกดอกเบี้ยให้ทั้งหมด ส่วนเงินต้นที่พักไว้ 3 งวด จะถูกรวมไปชำระในงวดสุดท้าย ทั้งนี้ เมื่อครบกำหนดระยะเวลาให้ลูกหนี้กลับมาชำระเงินงวดตามเงื่อนไขสัญญาเดิม ในกรณีสัญญาครบกำหนดแต่ไม่อาจชำระหนี้เงินต้นส่วนที่พักไว้ได้ ลูกหนี้สามารถติดต่อธนาคารเพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ได้ในภายหลัง โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด สามารถแจ้งความประสงค์เข้าร่วมมาตรการได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา หรือที่ศูนย์พักพิงของจังหวัดซึ่งธนาคารได้จัดทีมงานเข้าไปอำนวยความสะดวกให้ด้วย และทางแอปพลิเคชัน MyMo ภายในวันที่ 31 มกราคม 2569

นอกจากนี้ ธนาคารยังคงสนับสนุนงบประมาณให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ปะทะ ตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยการสนับสนุนภารกิจของศูนย์พักพิง ได้แก่ การมอบถุงยังชีพ “ออมสินห่วงใย” รวมถึงเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น และน้ำดื่ม แก่ผู้อพยพ และกำลังพลในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี สระแก้ว และจังหวัดตราด รวมมูลค่ากว่า 7.3 ล้านบาท ธนาคารออมสินขอแสดงความห่วงใยและส่งกำลังใจไปยังทหารและตำรวจตระเวนชายแดนที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งอยู่ในพื้นที่ ตลอดจนครอบครัวของทหารกล้าผู้เสียสละชีวิตปกป้องอธิปไตยของประเทศ และพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยมุ่งหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายและกลับสู่สภาวะปกติในเร็ววัน
 

GISTDA ฉัน "Space Data" ขับเคลื่อนชาติ ชู "ข้อมูลอวกาศ" คือเกมเชนเจอร์เปลี่ยนประเทศ เปิดแผนรกปี 2025 ถึงภาครัฐ-เอกชนใช้ประโยชน์ พร้อมยกระดับการโครงสร้างพื้นฐานอวกาศไทย

GIITDA Unveils Space Technology Revolution to Supercharge Thailand's Growth

Dr. Pakorn Apaphant, head of Thailand's Geo-Informatics and Space Technology Development Agency (GISTDA), revealed that space-based intelligence and geographic data have become game-changers for the nation's progress across economic, social, environmental, and security fronts. The agency is ramping up its data services to empower smarter decision-making at every level while expanding partnerships across all industries

GISTDA recently hosted its Customer Engagement Event 2025 under the compelling theme "Space Data, Powering Performance." The landmark event brought together government bodies, businesses, and key players to harness cutting-edge space technology and unlock the full potential of satellite data for Thailand's digital transformation.

Dr. Siriluk Prukpitikul, GISTDA's Deputy Executive Director, delivered an inspiring talk titled "Together Toward Better Decisions: Co-Creating Our Future Space-Based Solutions." She mapped out bold strategies for using space intelligence to strengthen evidence-based policymaking through cross-sector teamwork and innovation.

Participants explored three dynamic exhibition zones featuring breakthrough technologies:
1. Geo Data Service Intelligence – showcasing the ambitious Mega Constellation Project and AWAGAD platform for seamless data flow
2. Geo Space Solutions – spotlighting platforms like Carbon Atlas, LAND-X, advanced 3D mapping service, and the Dragonfly
3. Capacity Building Hub – highlighting training programs to build Thailand's space-tech workforce

The event culminated with the prestigious GISTDA Awards 2025, celebrating organizations that have excelled in leveraging space data for sustainable national advancement.
2025 Award Winners:
- Data Excellent Utilization Award (Thaichote): Department of Marine and Coastal Resources
- Data Excellent Utilization Award (THEOS-2): Office of the Narcotics Control Board (ONCB)
- Solution for Sustainability Excellence Award: KASIKORNBANK Public Company Limited
- Human Development Excellence Award: Electricity Generating Authority of Thailand (EGAT)
- Long-Term Loyalty Award: Royal Irrigation Department

Dr. Pakorn underscored that this initiative showcases GISTDA's position as Thailand's space technology organization, ready to partner with all sectors to drive data-powered decisions and fuel sustainable growth for generations to come
 

ทลายขีดจำกัดมนุษย์!! จีนโชว์ระบบเชื่อมสมอง-คอมพิวเตอร์ ช่วยผู้ป่วยอัมพาตควบคุมวีลแชร์ด้วยความคิด ปลดล็อกข้อจำกัดร่างกายด้วยความไวต่ำกว่า 0.1 วินาที ให้การใช้ชีวิตในฝันเป็นจริงได้เพียงแค่นึกคิด

นักวิจัยจีนทดลอง 'ส่วนต่อประสานสมอง-คอมพ์' ช่วยผู้ป่วยอัมพาตคุมวีลแชร์ด้วยความคิด

 (22 ธ.ค.) ซินหัว -- เมื่อไม่นานนี้ คณะนักวิจัยจากสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีนได้ดำเนินการทดลองทางคลินิกกับส่วนต่อประสานสมอง-คอมพิวเตอร์ (BCI) โดยผู้ป่วยอัมพาตทั้งแขนขาสามารถควบคุมรถเข็นหรือวีลแชร์อัจฉริยะให้เคลื่อนที่ผ่านย่านชุมชนโดยอาศัยเพียงความคิด รวมถึงสามารถสั่งหุ่นยนต์สุนัขให้ออกไปรับอาหารที่มาส่ง

ความคืบหน้านี้ได้ทลายขอบเขตดั้งเดิมของการฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย สะท้อนว่าการวิจัยของจีนในสาขานี้กำลังก้าวจากการฟื้นฟูปฏิสัมพันธ์ขั้นพื้นฐานสู่การขยายขอบเขตการใช้ชีวิตจริงของผู้ป่วยอัมพาต โดยยกระดับคำสั่งจากสมองที่เดิมทีจำกัดอยู่เพียงการควบคุมเคอร์เซอร์สองมิติบนหน้าจอสู่การมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกับโลกทางกายภาพแบบสามมิติอย่างเต็มรูปแบบทั้งร่างกาย

ส่วนต่อประสานสมอง-คอมพิวเตอร์ถูกออกแบบมาสร้างช่องทางการสื่อสารโดยตรงระหว่างสมองกับอุปกรณ์ภายนอก คณะนักวิจัยทั่วโลกสามารถสร้างความคืบหน้าในห้องปฏิบัติการทดลอง ทั้ง "พิมพ์ข้อความด้วยความคิด" หรือควบคุมแขนกลหุ่นยนต์ ทว่าความท้าทายสำคัญอยู่ที่ทำให้ระบบเหล่านี้น่าเชื่อถือพอจะผสานเข้ากับชีวิตประจำวันของผู้ป่วย

ผู้ป่วยรายข้างต้นเป็นอัมพาตทั้งแขนขาในปี 2022 เพราะอาการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง และได้รับการติดตั้งระบบส่วนต่อประสานสมอง-คอมพิวเตอร์ ซึ่งพัฒนาโดยศูนย์ความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์สมองและเทคโนโลยีอัจฉริยะ สังกัดสถาบันฯ เมื่อเดือนมิถุนายน 2025 โดยเขาสามารถควบคุมเคอร์เซอร์คอมพิวเตอร์และแท็บเล็ตหลังจากฝึกฝนนานหลักสัปดาห์

คณะนักวิจัยใช้ระบบส่วนต่อประสานสมอง-คอมพิวเตอร์แบบรุกล้ำเข้าสู่ร่างกายชนิดไร้สายที่มีอัตราการประมวลผลสูง เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมรถเข็นหรือวีลแชร์อัจฉริยะและหุ่นยนต์สุนัขโดยใช้สัญญาณประสาทอย่างมั่นคงต่อเนื่อง ส่งผลให้สามารถเคลื่อนที่ด้วยตนเองและหยิบจับวัตถุในสภาพแวดล้อมจริง

นอกจากนั้นคณะนักวิจัยยังผสานกลยุทธ์การถอดรหัสสัญญาณสมองที่แตกต่างกันสองแบบ เพื่อคัดกรองคำสั่งที่มีความหมายจากสัญญาณประสาทที่มีสัญญาณรบกวน และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมด้วยสมองโดยรวมมากกว่าร้อยละ 15

ขณะเดียวกันคณะนักวิจัยลดความหน่วงของระบบนี้ตั้งแต่การรับสัญญาณประสาทจนถึงการสั่งงานให้ต่ำกว่า 100 มิลลิวินาที ซึ่งเร็วกว่าระยะเวลาตอบสนองตามธรรมชาติของร่างกาย ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าการควบคุมเป็นไปอย่างลื่นไหลตามธรรมชาติ

รู้ทัน Scammers!! สารพัดกลโกงวิวัฒนาการสู่ยุคดิจิทัล เปิดโปง 7 ประเภทมิจฉาชีพออนไลน์ จากเว็บพนัน - เงินกู้ดอกโหด - หลอกให้รัก ถึงขโมยข้อมูล ส่วนตัวทุกธุรกรรมล้วนอันตราย

รู้ทัน...Scammers EP#2 รูปแบบของการหลอกลวงและฉ้อโกง อย่าให้ความหวังเป็นช่องว่าง! เปิดรหัสลับ 7 กลโกงมิติต่างๆ ที่มิจฉาชีพใช้ล่อลวงเหยื่อในยุค AI

การหลอกลวงและฉ้อโกงนั้นเกิดขึ้นมายาวนานต่อเนื่องกว่าสองพันปีแล้ว แต่โลกก็ยังคงเผชิญกับผลกระทบอันเลวร้ายจากอาชญากรรมทางการเงิน การหลอกลวงและฉ้อโกงจึงไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่แต่อย่างใด ตราบเท่าที่มนุษย์ยังต้องทำธุรกิจ แสวงหาความสำเร็จ และไว้วางใจผู้อื่น ก็ยังคงมีคนจำนวนหนึ่งที่ฉกฉวยโอกาสจากความทะเยอทะยานเหล่านี้อยู่ และในยุคดิจิทัลนี้ การหลอกลวงและฉ้อโกงทางการเงินก็มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นกว่าที่เคย และมีการพัฒนาอยู่เรื่อย ๆ ทั้งยังปรับตัวเข้ากับการเติบโตของวิทยากรตามแต่ละยุคสมัย การหลอกลวงและฉ้อโกงก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง การเฝ้าระวังและปรับตัวเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเครื่องมืออำนวยความสะดวกในปัจจุบันอาจกลายเป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ในอนาคต แม้ว่าความพยายามในการหลอกลวงและฉ้อโกงหลายครั้งจะดูเหมือนเป็นเรื่องใหม่ แต่จริง ๆ แล้วเป็นเพียงการหลอกลวงและฉ้อโกงที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วในรูปแบบที่มีความซับซ้อนกว่าเดิม 

การหลอกลวงและฉ้อโกงทั่วไปหลายอย่างยิ่งแพร่หลายมากขึ้นด้วยความก้าวหน้าครั้งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 20 นั่นก็คือ การใช้อินเทอร์เน็ต โดยมิจฉาชีพทำการหลอกลวงและฉ้อโกงมีอยู่หลายรูปแบบ แต่ส่วนใหญ่จะวนเวียนอยู่ในไม่กี่ประเภทหลัก ๆ ดังต่อไปนี้:
1. การหลอกลวงและฉ้อโกงในเรื่องทางการเงิน อาทิ 
- มิจฉาชีพหลอกลวงแบบฟิชชิ่ง-อีเมล ข้อความ หรือเว็บไซต์ปลอมที่แอบอ้างเป็นธนาคาร บริษัท หรือบุคคลที่เหยื่อไว้วางใจ
- นักต้มตุ๋นด้านการลงทุน โดยสัญญาว่าจะให้ผลตอบแทนสูงหรือ "รับประกัน" (คริปโตเคอร์เรนซี ฟอเร็กซ์ หุ้น NFT)
- มิจฉาชีพเรียกเก็บเงินล่วงหน้า ซึ่งมักจะขอเงินเป็นค่ากู้ยืม รางวัล มรดก หรือบริการที่ไม่มีวันได้รับจริง
- มิจฉาชีพหลอกลวงเพื่อขอรับบริจาค ใช้ภัยพิบัติหรือความเศร้าโศกของประชาชนมาเป็นเครื่องมือในการขอรับบริจาค
- มิจฉาชีพหลอกลวงเรื่องภาษีและการคืนภาษี แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่สรรพากรเรียกเก็บเงินหรือเสนอการคืนภาษีปลอม
- มิจฉาชีพหลอกลวงเรื่องการกู้ยืมเงิน ปัจจุบัน “เงินกู้ดอกโหด” ได้แปรสภาพจากออฟไลน์เป็น “เงินกู้ดอกโหดออนไลน์” ออนไลน์แล้ว ด้วยการโฆษณาตามสื่อซเชียลต่าง ๆ และเปิดแอปพลิเคชันเงินกู้ออนไลน์ ทำให้เหมือนว่าเป็นการปล่อยกู้ถูกกฎหมาย แต่กลับเป็นแอปหรือเว็บเงินกู้นอกระบบที่ให้ยืมเงินผ่านออนไลน์ โดยโฆษณาว่าอนุมัติเร็ว ไม่ต้องใช้เอกสารมาก แต่จริง ๆ แล้วมีเงื่อนไข ค่าใช้จ่าย และดอกเบี้ยที่สูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดมาก ๆ

2. การหลอกลวงในเรื่องของการพนัน ปัจจุบัน การพนันออนไลน์ยังคงผิดกฎหมายในประเทศไทย และทั้งผู้เล่นและผู้ให้บริการมีโทษตามกฎหมายโทษตามกฎหมาย โดย ผู้เล่น: จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในส่วนของผู้จัด (เจ้ามือ/เว็บ): จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และฐานความผิดอื่น: อาจต้องคดีตามข้อหาฟอกเงิน (จำคุกสูงสุด 10 ปี ปรับสูงสุด 200,000 บาท) และถูกยึดทรัพย์

3. การหลอกลวงทางความสัมพันธ์และสังคม อาทิ
- มิจฉาชีพหลอกลวงทางความรัก ด้วยการสร้างความสัมพันธ์ทางอารมณ์ทางออนไลน์ แล้วขอเงินจากเหยื่อ
- มิจฉาชีพหลอกลวงโดยใช้ชื่อปลอม หรือใช้ตัวตนปลอมเพื่อหลอกลวงเอาเงินหรือข้อมูลส่วนตัว
- การหลอกลวงแอบอ้างเป็นเพื่อนได้รับความเดือดร้อน หรือแอบอ้างเป็นคนรู้จัก โดยอ้างว่ามีเหตุฉุกเฉิน

4. การหลอกลวงแอบอ้างเป็นบุคคลอื่น อาทิ 
- มิจฉาชีพหลอกลวงด้านบริการช่วยเหลือทางเทคนิค อาทิ การอ้างว่าอุปกรณ์เครื่องใช้ที่สามารถออนไลน์ได้ของเหยื่อมีปัญหาหรือติดไวรัส แล้วเรียกเก็บเงิน
- มิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ อาทิ แอบอ้างเป็น ตำรวจ DSI สรรพากร หรือแม้กระทั่งศาล ฯลฯ
- มิจฉาชีพแอบอ้างเป็นบริษัทบริการลูกค้า หรือบริษัทที่จัดส่งสินค้าปลอมหรือสินค้าที่แทบไม่มีมูลค่าหรือกล่องเปล่า

5. การหลอกลวงในการช้อปปิ้งและตลาดออนไลน์ อาทิ
- ร้านค้าออนไลน์ปลอมเสนอขายสินค้าในราคาที่ถูกมากจนเกินจริง 
- ร้านค้าออนไลน์หลอกลวงไม่ส่งมอบสินค้า หรือรับเงินไปแล้วแต่ไม่ส่งสินค้าให้
- มิจฉาชีพหลอกลวงเกี่ยวกับการจ่ายเงินเกิน โอนเงินผิดแล้วขอเงินคืน

6. การหลอกลวงทางดิจิทัลและการปลอมแปลงข้อมูลส่วนบุคคล อาทิ
- มิจฉาชีพขโมยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อใช้เปิดบัญชีหรือขอสินเชื่อ
- มิจฉาชีพที่พยายามเข้าควบคุมบัญชี หรือเข้าถึงอีเมล โซเชียลมีเดีย หรือบัญชีธนาคารของเหยื่อ
- มิจฉาชีพหลอกลวงด้วยการสลับซิม หรือขโมยหมายเลขโทรศัพท์เพื่อสามารถเข้าถึงบัญชีธนาคาร

7. การหลอกลวงด้านการจ้างงานและการศึกษา อาทิ
- มิจฉาชีพหลอกลวงเรื่องการเสนองาน (ปลอม) ที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม หรือขอข้อมูลส่วนตัว
- มิจฉาชีพหลอกลวงเกี่ยวกับการทำงานจากบ้าน โดยอ้างว่าจะได้รับเงินค่าจ้างอย่างง่าย ๆ ด้วยการทำงานที่ไม่ยาก
- มิจฉาชีพหลอกลวงเกี่ยวกับทุนการศึกษาและเงินช่วยเหลือ โดยเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อแลกกับการรับประกันการให้ทุน (ยังมีตอนต่อไป)

ทรูบิสิเนสโชว์ล้ำ!! จับมือสตาร์ตอัปจากไต้หวัน ใช้ 5G + AI เฝ้าไข้แบบไม่ต้องสัมผัส ลดอัตราการกลับมานอนโรงพยาบาล 9.6% เตรียมพร้อมให้บริการเต็มรูปแบบปีหน้า

ทรูบิสิเนส จับมือ SymptomTrace สร้างนวัตกรรมโซลูชัน 5G Patient Digital Twin ผสานศักยภาพเครือข่าย 5G และ AI พลิกโฉมการดูแลผู้ป่วยเรื้อรังแบบเชิงรุก เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดแบบไร้สัมผัสตลอด 24 ชั่วโมง

(21 ธันวาคม 2568) - ทรูบิสิเนส เดินหน้าทรานสฟอร์มอุตสาหกรรมสาธารณสุขไทยสู่ดิจิทัล ผนึกกำลังร่วมกับ SymptomTrace สตาร์ทอัพด้านเฮลท์เทคสัญชาติไต้หวันที่มุ่งใช้ AI ขับเคลื่อนการบริหารจัดการโรคเรื้อรัง พัฒนานวัตกรรมโซลูชัน 5G Patient Digital Twin ผสานอัจฉริยภาพเครือข่ายทรู 5G และ AI เปลี่ยนวิถีการดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง ชูเทคโนโลยีอุปกรณ์เซ็นเซอร์ตรวจวัดค่าสุขภาพได้แบบไร้การสัมผัสขั้นสูง ดูแลและเฝ้าระวังผู้ป่วยได้อย่างใกล้ชิด รวดเร็ว ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ต้องรบกวนการพักผ่อนของผู้ป่วย ครอบคลุมทั้งการวัดสัญญาณชีพและการเคลื่อนไหวของร่างกาย ส่งข้อมูลสุขภาพแบบเรียลไทม์ผ่านเครือข่ายทรู 5G เพื่อวิเคราะห์และประมวลผลด้วย Edge AI Analytics 

พร้อมเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการดูแลผู้ป่วยโดยรวมผ่านแพลตฟอร์มศูนย์กลาง สามารถแจ้งเตือนบุคลากรทางการแพทย์ทันทีเมื่อพบความผิดปกติหรือเหตุฉุกเฉิน ทั้งยังเอื้อประโยชน์ในการใช้ข้อมูลสุขภาพ ภายใต้ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลขั้นสูง เพื่อวางแผนฟื้นฟูดูแลรักษาผู้ป่วยเฉพาะรายอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมการแพทย์เฉพาะบุคคลให้เกิดขึ้นได้จริงในประเทศไทย เผยเตรียมส่งโซลูชัน 5G Patient Digital Twin เข้าสู่ตลาดผู้ให้บริการด้านสาธารณสุข ทั้งโรงพยาบาล ศูนย์ดูแลผู้ป่วย และสถาบันดูแลสุขภาพ ในปี 2569

นวัตกรรม 5G Patient Digital Twin ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี 5G และระบบตรวจวัดแบบไร้การสัมผัสผ่านอุปกรณ์เซ็นเซอร์ ผสานการทำงานร่วมกับ AI เปลี่ยนรูปแบบการดูแลและเฝ้าระวังผู้ป่วยจากเชิงรับไปสู่เชิงรุก ด้วยระบบติดตามสุขภาพที่มีความปลอดภัยสูง ต่อเนื่อง และมีความเป็นส่วนตัว สร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มความปลอดภัยของผู้ป่วย เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรการแพทย์ และความคุ้มค่าด้านต้นทุนสำหรับโรงพยาบาล ศูนย์ดูแลผู้ป่วย และสถาบันดูแลสุขภาพ 

ดร.ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำบริการสื่อสารและดิจิทัลโซลูชันครบวงจรสำหรับลูกค้าธุรกิจ ทรูบิสิเนสบูรณาการเครือข่ายทรู 5G คลาวด์ เทคโนโลยี AI และอุปกรณ์เซ็นเซอร์อัจฉริยะที่สามารถตรวจจับแบบไร้สัมผัส พัฒนานวัตกรรม 5G Patient Digital Twin ที่จะช่วยให้โรงพยาบาลและศูนย์ดูแลผู้ป่วยสามารถเฝ้าระวังและส่งมอบบริการดูแลรักษาและฟื้นฟูสุขภาพของผู้ป่วยแบบเฉพาะบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย 

หลายงานวิจัย*เกี่ยวกับ 5G Patient Digital Twin ได้ระบุผลการศึกษาเชิงประจักษ์ว่า การตรวจวัดสัญญาณชีพระยะไกล ช่วยให้ตรวจพบภาวะทรุดลงได้เร็วยิ่งขึ้น และในหลายกรณีสัมพันธ์กับการลดการกลับมารักษาซ้ำภายใน 30-60 วัน ทั้งยังสามารถตรวจพบความเสี่ยงได้เร็วขึ้น ช่วยพัฒนาผลลัพธ์ด้านการรักษา ลดอัตราการเข้ารักษาในโรงพยาบาล 9.6% และลดอัตราการเสียชีวิต 3% นอกจากนี้ ระบบเฝ้าระวังสัญญาณชีพระยะไกลแบบอัตโนมัติ ช่วยลดเวลาในการดูแลตามขั้นตอนประจำและการประสานงานได้ประมาณ 45.9% ทำให้พยาบาลมีเวลามากขึ้นในการดูแลผู้ป่วยโดยตรง”

นายจอร์จ ไท ประธานกรรมการบริหาร บริษัท SymptomTrace เปิดเผยว่า “ด้วยโครงสร้างพื้นฐานขั้นสูงของทรูบิสิเนส เสริมด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สุดล้ำของอินเทล (Intel) เราสามารถขยายการให้บริการเทคโนโลยีการดูแลสุขภาพภายใต้คอนเซ็ปต์ Digital Twin ให้ครอบคลุมทั่วประเทศไทย เพื่อช่วยให้โรงพยาบาลต่างๆ ติดตามอาการของผู้ป่วยเรื้อรังได้อย่างปลอดภัยและชาญฉลาด”

สำหรับ เทคโนโลยีที่เบื้องหลัง 5G Patient Digital Twin ทำงาน 2 ฟังก์ชันหลัก คือ การวัดสัญญาณชีพ และ การตรวจจับความเคลื่อนไหว ตลอดจนแนวโน้มการพลัดตกเตียงและการล้ม โดยใช้เซ็นเซอร์ตรวจวัดแบบไร้การสัมผัสขั้นสูง และเรดาร์ (Radio Detection And Ranging) เพื่อตรวจจับการเคลื่อนไหวและสร้างข้อมูลแผนที่ 3 มิติของอัตราการเต้นของหัวใจ การหายใจ และลักษณะการเคลื่อนไหวของร่างกาย ขณะที่ยังคงความเป็นส่วนตัว ด้วยการตรวจจับเพียงโครงร่างและรูปแบบการเคลื่อนไหวเท่านั้น สามารถดูแลและเฝ้าระวังได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องรบกวนการพักผ่อนของผู้ป่วย

สงครามพิมพ์เงิน!! TISCO ESU ชี้ปี 69 "การคลัง" นำโลก! สหรัฐฯ-จีนแข่งพิมพ์เงินพยุงเศรษฐกิจ ชูเทรนด์ AI ยังร้อนแรงและยั่งยืนกว่ายุค Dotcom พร้อมเตือนไทยเผชิญ "ปีม้าไฟ" จีดีพีโตเพียง 1.6%

TISCO ESU ชี้ปี 2569 การคลังพลิกโฉมเศรษฐกิจโลก สหรัฐ vs จีน แข่งพิมพ์เงิน - AI ยังร้อนแรง – ด้านไทยโตต่ำเสี่ยงปากเหว

(20 ธันวาคม 2568) ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ประเมินเศรษฐกิจโลกปี 2569 เติบโตภายใต้บริบทใหม่  โดยนโยบายการคลังกลายเป็นเครื่องยนต์หลัก ส่วนนโยบายการเงินลดบทบาทลงชัดเจน พร้อมจับตากระแสลงทุน AI ยังร้อนแรง ด้านสหรัฐฯ - จีนแข่งพิมพ์เงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ไทยยังไม่พ้นปากเหว  โตต่ำจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง - การเมืองไม่แน่นอน แม้มีแรงหนุนจาก FDI

เศรษฐกิจโลกภายใต้เกมการคลังของประเทศมหาอำนาจ
นายธนภัทร ธนชาต นักเศรษฐศาสตร์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะขยายตัวภายใต้บริบทใหม่ โดยมีนโยบายการคลังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ขณะที่บทบาทของนโยบายการเงินลดลงอย่างชัดเจน หลังธนาคารกลางทั่วโลกทยอยปรับลดดอกเบี้ยลงตามเงินเฟ้อที่ชะลอตัวใกล้ระดับเป้าหมาย นโยบายการคลังจึงกลายเป็นกลไกหลักสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

สหรัฐฯ เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลังภายใต้กฎหมาย One Big Beautiful Bill Act (OBBBA) เพิ่มวงเงินการลดหย่อนภาษี หนุนกำลังซื้อภาคครัวเรือน พร้อมออกมาตรการจูงใจลงทุนภาคเอกชน เช่น การหักค่าเสื่อมราคาแบบพิเศษ (Bonus Depreciation) และการบันทึกรายจ่ายทันที (Expensing) อีกทั้งกระแสลงทุนในเทคโนโลยี AI และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องยังมีความร้อนแรง หากอ้างอิงจากแผนธุรกิจและนักวิเคราะห์คาดว่าการลงทุนใน Data Center และ Software ของบริษัทชั้นนำใน S&P จะเพิ่มขึ้นกว่า 25% ในปี 2569 หนุนอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเรามองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มเติบโตประมาณ 1.9% และมีพลวัตที่สมดุลมากขึ้น

ยูโรโซน คาดว่าจะขยายตัวราว 1.1% จากอุปสงค์ภายในประเทศที่ฟื้นตัว โดยเฉพาะเยอรมนีที่เดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเพิ่มงบกลาโหม ประกอบกับสภาวะการเงินที่ผ่อนคลายและการลดดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งช่วยเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อและหนุนการลงทุนของภาคธุรกิจ ขณะที่การใช้จ่ายครัวเรือนจะปรับตัวดีขึ้นตามรายได้ที่แท้จริง หลังเงินเฟ้อชะลอและตลาดแรงงานยังแข็งแกร่ง

จีน คาดว่าเศรษฐกิจจะชะลอลงเล็กน้อยในปีหน้า ตามภาคการส่งออกที่จะเป็นแรงส่งเศรษฐกิจได้น้อยลง แต่รัฐบาลยังมีแนวโน้มใช้นโยบายการคลังเชิงรุกเพื่อกระตุ้นการบริโภค เพิ่มโครงข่ายความปลอดภัยทางสังคม (Safety Nets) ฟื้นความเชื่อมั่นผู้บริโภค และยกระดับอุตสาหกรรมไฮเทค ส่วน ญี่ปุ่น คาดเศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่มีความเสี่ยงมากขึ้น ตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์กับจีนที่เข้มงวดขึ้น ขณะที่นโยบายการคลังยังมุ่งไปยังการบรรเทาภาระค่าครองชีพของครัวเรือน

ด้าน นโยบายการเงิน คาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ยลง 0.25–0.50% ตามเงินเฟ้อที่ชะลอตัวในครึ่งปีหลัง ขณะที่ ECB มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยที่ 2.0% จากเงินเฟ้อเข้าใกล้ระดับเป้าหมายและอุปสงค์ในประเทศฟื้นตัว ส่วนญี่ปุ่นแตกต่าง คาดว่า BoJ จะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 1.00% ตามเงินเฟ้อที่ทรงตัวใกล้เป้าหมาย

AI Boom vs Dotcom Bubble ทำไมรอบนี้ไม่เหมือนเดิม
นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกได้รับแรงหนุนจากกระแสเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จนหลายคนตั้งคำถามว่า เรากำลังเข้าสู่ฟองสบู่แบบยุค Dotcom หรือไม่ โดย TISCO ESU ประเมินความแตกต่างเชิงโครงสร้างระหว่างสองยุค และเหตุผลว่าทำไมการปรับขึ้นของตลาดครั้งนี้มีความยั่งยืนมากกว่าเดิม

1. มูลค่าหุ้นไม่ได้สูงเกินจริงเหมือนอดีต: ในยุค Dotcom ปี 2000 หุ้นผู้นำเทคโนโลยีมีค่า P/E เฉลี่ยสูงถึง 95.6 เท่า ขณะที่ปัจจุบันกลุ่ม Magnificent 7 รวม Microsoft, Apple, Nvidia และ Amazon มีค่าเฉลี่ยเพียง 35.5 เท่า ไม่นับรวม Tesla  ที่มีค่า P/E สูงถึง 308.7 เท่า แต่โดยรวมตลาดไม่ได้อยู่ในระดับฟองสบู่แบบเดิม
2. IPO Activity ไม่มีความร้อนแรงแบบ FOMO: ปัจจุบันจำนวนและมูลค่า IPO ยังอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับปี 1999–2000 ที่มีการระดมทุนอย่างบ้าคลั่ง สะท้อนว่าการปรับขึ้นของตลาดครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความตื่นตระหนกหรือการเก็งกำไรแบบสุดโต่ง (FOMO : Fear of Missing Out)
3. โครงสร้างเงินทุนแข็งแกร่ง: ยุค Dotcom ใช้เงินทุนจากหนี้สินเป็นหลัก ทำให้ความเสี่ยงสูงเมื่อกระแสเงินสดไม่เป็นไปตามคาด แต่รอบนี้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่มีงบดุลแข็งแกร่งและใช้เงินสดลงทุน โดยสัดส่วนหนี้ต่อมูลค่าตลาดของ S&P 500 ลดลงต่อเนื่อง แสดงถึงความมั่นคงทางการเงิน
4. สภาพคล่องและเครดิตยังแข็งแรง: Credit Spread อยู่ในระดับต่ำ ไม่มีสัญญาณความตึงเครียดในตลาดตราสารหนี้ ขณะที่ดอกเบี้ยเป็นขาลงและสภาพคล่องยังคงผ่อนคลาย ซึ่งต่างจากช่วงก่อนฟองสบู่แตกในอดีต
5. แนวโน้มกำไรยังหนุนตลาด: EPS ของ S&P500 คาดว่าจะเติบโตในระดับสูงต่อเนื่องใน 2 ปีข้างหน้า หากกำไรยังเป็นขาขึ้น ความเสี่ยงที่ตลาดจะปรับฐานแรงจะต่ำลง

“การปรับขึ้นของตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย AI แตกต่างจากยุคฟองสบู่ Dotcom อย่างชัดเจน ดังนั้น แม้จะมีความผันผวนตามธรรมชาติของตลาด แต่โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งทำให้รอบนี้มีความยั่งยืนมากกว่าเดิม”
 
เมื่อเศรษฐกิจโลกผูกโยง “สงครามพิมพ์เงิน” สหรัฐฯ–จีน
นายธนธัช ศรีสวัสดิ์ นักกลยุทธ์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิส กล่าวว่า ทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนโลกในช่วงหลายปีข้างหน้า ไม่อาจแยกออกจากการแบ่งแยกห่วงโซ่เศรษฐกิจโลก (Decoupling) และการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสองมหาอำนาจ “สหรัฐ ฯ และจีน” จากเดิมที่เน้นสงครามการค้าและเทคโนโลยี ปัจจุบันสมรภูมิใหม่เริ่มชัดเจนขึ้น นั่นคือ “สงครามพิมพ์เงิน” ที่ทั้งสองประเทศใช้เป็นเครื่องมือเร่งสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ

ฝั่งสหรัฐฯ ระบุในยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติชัดว่า ความมั่นคงทางเศรษฐกิจถูกยกระดับให้เป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงแห่งชาติ โดยจะเน้นเสริมศักยภาพการผลิต การพึ่งพาตนเอง และการสร้างห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมสำคัญ ความพยายามลดการพึ่งพาจีนและดึงฐานการผลิตกลับประเทศ ทำให้สหรัฐฯ ต้องใช้โมเดลเศรษฐกิจที่เรียกว่า “4F” ที่อาศัยความยืดหยุ่นของระบบการเงินแบบ Fiat Currency เพื่อผลักดันนโยบายการคลังเชิงขยายตัว จนนำไปสู่ภาวะ Fiscal Dominance ที่ภาระหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ธนาคารกลางจึงถูกกดดันให้ใช้นโยบาย Financial Repression กดอัตราดอกเบี้ยแท้จริงให้อยู่ในระดับต่ำ จูงใจเงินทุนเข้าสู่การลงทุนมากกว่าการออม ส่งผลให้เกิด Passive Flows ที่หล่อเลี้ยงตลาดทุนสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ทั้งจากเงินออมในประเทศและเงินทุนต่างชาติ

“ปัจจัยทั้งหมดนี้ทำให้เศรษฐกิจจริงของสหรัฐฯ เชื่อมโยงกับตลาดทุนอย่างแนบแน่น และขยายตัวแรงกว่าศักยภาพ เพื่อเร่งยกระดับขีดความสามารถแข่งขันกับจีน ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างสำคัญเช่นกัน”

ด้านจีน เคยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่เมื่อทศวรรษก่อน โดยลดบทบาทอสังหาริมทรัพย์ และย้ายทรัพยากรสู่ภาคอุตสาหกรรม จนกลายเป็นผู้นำการผลิตโลกที่สามารถยืนหยัดต้านทานแรงกดดันจากสงครามการค้ารอบใหม่ได้ ล่าสุดจีนส่งสัญญาณเปลี่ยนทิศอีกครั้ง ผ่านมาตรการ Anti-Involution และแผน 19 ประการ เน้นพัฒนาธุรกิจขนาดย่อม กระตุ้นการบริโภค ฟื้นความมั่งคั่งครัวเรือน และกระจายรายได้ออกจากภาคการผลิต ขณะเดียวกันต้องขยายปริมาณเงินเพื่อสกัดแรงแข็งค่าของเงินหยวน ท่ามกลางดอลลาร์ที่อ่อนค่าจากกลยุทธ์ 4F ของสหรัฐฯ

“เมื่อทั้งสองมหาอำนาจต่างเร่งสร้างในสิ่งที่ตนเองขาด สภาพคล่องโลกจึงยังถูกคงไว้ในระดับสูงในฐานะเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ และจะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะตลาดหุ้นของทั้งสองประเทศ ในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคโลกาภิวัตน์สู่ยุคภูมิภาคนิยม”
 
เศรษฐกิจไทยปีม้าไฟยังไม่พ้นปากเหว
นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) กล่าวว่า ปี 2569 เศรษฐกิจไทยยังคงเปราะบาง และประเมินว่าจะเป็น “ปีม้าไฟ” ที่ยังไม่พ้นจากปากเหว โดยคาดว่าทั้งปีจะเติบโตเพียง 1.6% ซึ่งเป็นระดับที่ค่อนข้างต่ำกว่าศักยภาพมาก โดยมองครึ่งปีแรกยังคงอ่อนแรง ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยในครึ่งหลัง แรงกดดันสำคัญมาจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่จะมีผลเต็มปี ความไม่แน่นอนทางการเมือง ความขัดแย้งชายแดน ตลอดจนภาคการผลิตที่อ่อนแอและสูญเสียความสามารถในการแข่งขันจากการขาดการลงทุนและพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ ขณะที่การท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัวเท่าระดับก่อนโควิด สวนทางกับคู่แข่งคนสำคัญอย่างญี่ปุ่น และเวียดนาม ทำให้เครื่องยนต์หลักทั้งสองอย่างการท่องเที่ยวและการส่งออกแผ่วลงจนไม่สามารถจะเป็นแรงส่งที่สำคัญได้เหมือนในอดีต

ขณะเดียวกัน แรงขับเคลื่อนจากภายในก็เผชิญข้อจำกัดจากภาระหนี้สินต่อจีดีพีที่สูง ทั้งหนี้ครัวเรือนที่แม้จะลดลงต่อเนื่องแต่ยังสูงเกือบ 90% ของจีดีพี และหนี้สาธารณะที่ใกล้ชนเพดาน 70% ของจีดีพีแล้ว ทำให้การบริโภคภาคเอกชนและการใช้จ่ายภาครัฐเผชิญกับข้อจำกัด และมีแนวโน้มชะลอลงจากปีนี้ นอกจากนี้ หากไม่มีการปฏิรูปแผนการใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี ก็จะทำให้อันดับเครดิตของประเทศมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกปรับลดอันดับลงในปี 2570

สำหรับปัจจัยบวกนอกเหนือไปจากดอกเบี้ยนโยบายที่คาดว่าจะต่ำลงแล้ว คือการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) หากมาตรการ Fast Pass สามารถดึงเม็ดเงินลงทุนได้ตามเป้าราว 4.8 แสนล้านบาท คาดว่าส่งผลบวกต่อเสรษฐกิจได้ราว 0.6 ppt. แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากประเด็นการเมืองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะนโยบายและระยะเวลาในการตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ตลอดจนกระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570 ที่มีแนวโน้มจะล่าช้าไปไม่น้อยกว่า 2-3 เดือน นอกจากนี้ การยุบสภาก่อนกำหนดเวลาเดิมส่งผลให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่คาดว่าจะทยอยออกมาช่วยฟื้นกำลังซื้อในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้าอย่าง “คนละครึ่งพลัสเฟสสอง” หรือ “ช็อปดีมีคืน” เป็นอันต้องสะดุด ไปทำให้กำลังซื้อในไตรมาสแรก และภาพรวมเศรษฐกิจอาจซึมกว่าที่คาด นอกจากนี้ สถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนกับกัมพูชา หากยืดเยื้ออาจทำให้มีความเสี่ยงที่การเลือกตั้งอาจล่าออกไป โดยประเด็นความไม่แน่นอนเหล่านี้ อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติชะลอการตัดสินใจลงทุนได้ ดังนั้นจึงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

ด้านนโยบายการเงิน หลัง กนง. มีมติเอกฉันท์ให้ลดดอกเบี้ยลงมาอยู่ที่ 1.25% ตามที่คาด และเน้นย้ำว่านโยบายต้องสอดประสานกันทั้งการคลัง และการเงิน ซึ่งภายใต้สถานการณ์ที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ต่ำกว่าศักยภาพ และมีความเสี่ยงเพิ่มเติมเข้ามา ตลอดจนอัตราเงินเฟ้อที่จะยังต่ำกว่าเป้าหมายต่อเนื่อง คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจพิจารณาลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% เหลือ 1.00%  ในการประชุมวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อดูแลค่าเงินบาทและลดภาระหนี้ รวมถึงภาวะการเงินที่ตึงตัวเกินไป อีกทั้งเพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจในช่วงที่นโยบายการคลังเผชิญกับข้อจำกัด ขณะเดียวกันหากเศรษฐกิจเผชิญแรงกดดันด้านลบ (Negative Shocks) ที่รุนแรงเพิ่มเติม ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่จะเห็นการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกราว 1-2 ครั้งเป็น 0.50% ได้

‘เจ้าสัวธนินท์’ คืนถิ่น!! กล่าวสุนทรพจน์ปลุกพลังแต้จิ๋วโลก หนุนธุรกิจปรับตัวรับยุคปัญญาประดิษฐ์ พลิกโฉมอุตสาหกรรมดั้งเดิมสู่เวทีสากล แนะเรียนรู้จากองค์กรที่ลงทุนด้านเทคฯอย่างจริงจัง

ประธานอาวุโสซีพีกล่าวสุนทรพจน์ในงานประชุมชาวแต้จิ๋วโลก ครั้งที่ 23 ณ เมืองเฉาโจว ย้ำจีนคือโอกาสสำคัญ พร้อมแนะนักธุรกิจทั่วโลกเร่งปรับตัวผสานเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อความอยู่รอดในการแข่งขันยุคใหม่ 
(20 ธันวาคม 2568) นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ และในฐานะนายกสมาคมนักธุรกิจชาวจีนโพ้นทะเลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้รับเกียรติเข้าร่วมพิธีเปิดและกล่าวสุนทรพจน์ใน การประชุมใหญ่ชาวแต้จิ๋วโลก ครั้งที่ 23 (The 23rd International Teochew Convention) ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “รากเหง้าแน่นแฟ้น บ้านเมืองมั่นคง” ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติ เมืองเฉาโจว มณฑลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568

นายธนินท์ ได้ถ่ายทอดมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก พร้อมชี้ให้เห็นถึงบทบาทของเทคโนโลยีในฐานะกลไกสำคัญของการเติบโตในอนาคต โดยระบุว่า จีนเป็นประเทศที่เปิดกว้างต่อการลงทุนจากนานาชาติมาอย่างต่อเนื่อง และมีความพร้อมในการยกระดับการเติบโตสู่อนาคต ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทั้งยังมีบริษัทชั้นนำระดับโลกและบุคลากรคุณภาพจำนวนมาก พร้อมย้ำว่า “การพัฒนาของจีน คือโอกาสสำคัญของนักธุรกิจชาวแต้จิ๋วทั่วโลก”

สำหรับเครือเจริญโภคภัณฑ์ นายธนินท์ กล่าวว่า ซีพียังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดจีน และมีความมั่นใจในแนวโน้มการเติบโตของเมืองเฉาโจวในอนาคต

พร้อมทั้งได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของ นวัตกรรม เทคโนโลยีขั้นสูง และปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยชี้ว่า ภาคธุรกิจจำเป็นต้องเรียนรู้จากองค์กรที่ลงทุนด้านเทคโนโลยีอย่างจริงจัง และเร่งปรับตัวให้ทันกับยุค AI โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมดั้งเดิม ซึ่งจำเป็นต้องนำ หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ มาใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพ เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเสริมความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

ขณะที่ การแข่งขันในอนาคตจะเป็นการแข่งขันในระดับโลก และผู้ที่อยู่รอดได้ คือผู้ที่สามารถผสานการลงทุนเข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูงได้อย่างเหมาะสม

การประชุมใหญ่ชาวแต้จิ๋วโลก ครั้งที่ 23 จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ โดยภายในงานมีกิจกรรมสำคัญหลายรายการ อาทิ การเปิดตัว ทำเนียบนักธุรกิจชาวแต้จิ๋ว, การเริ่มต้นความร่วมมือด้านซัพพลายเชนระหว่างประเทศ, การเปิดศูนย์จัดแสดงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมชาวแต้จิ๋วโลก และการเผยแพร่ข้อริเริ่มเพื่อรวมพลังเครือข่ายชาวแต้จิ๋วทั่วโลก

ในโอกาสนี้ ผู้แทนจากแวดวงวิชาการและภาคสังคมที่เข้าร่วมงานต่างสะท้อนความประทับใจต่อ ความเฉียบคมทางความคิดและวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ ของท่านประธานอาวุโสธนินท์ เจียรวนนท์ โดยกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า แม้ในวัย 86 ปี ท่านยังคงสามารถวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีโลกได้อย่างลึกซึ้ง ตรงประเด็น และสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้เข้าร่วมงานจำนวนมาก

ในช่วงเย็นวันเดียวกัน ท่านประธานอาวุโสและคณะได้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะงานปักเฉาโจว เพื่อเรียนรู้มรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น และเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรอง พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการหัตถศิลป์ที่สะท้อนอัตลักษณ์และภูมิปัญญาของชาวเฉาโจว

นอกจากนี้ ในการเยือนเมืองแต้จิ๋วครั้งนี้ ท่านประธานอาวุโสธนินท์ยังได้ร่วมพิธีเข้าเมืองเก่า และเยี่ยมชมนิทรรศการประวัติศาสตร์ชาวแต้จิ๋วโพ้นทะเล ซึ่งมีการจัดแสดงภาพของ ท่านเจี่ย เอ็กชอ บิดาของท่านประธานอาวุโส ผู้บุกเบิกชีวิตด้วยความวิริยะอุตสาหะในต่างแดน ภาพดังกล่าวสะท้อนรากเหง้าของความมุ่งมั่น ความกตัญญู และคุณค่าการทำงานที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น และเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตของเครือเจริญโภคภัณฑ์มาจนถึงปัจจุบัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top