Monday, 27 July 2026
THE STATES TIMES TEAM

BLC คว้าคะแนนยั่งยืน คว้า FTSE Russell ESG Scores ประจำปี 2567 3.3 คะแนน ESG ระดับโลก เพิ่มศักยภาพหุ้นในสายตานักลงทุน ตั้งเป้า Green Factory ปี 69 ติดตั้ง Solar Rooftop เพิ่ม 990 kWp

BLC คว้าคะแนน FTSE Russell ESG Scores ประจำปี 2567

สะท้อนมาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล

ถือเป็นหุ้นยาคุณภาพมาตรฐานระดับสากลที่มุ่งขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน สำหรับ บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด (มหาชน) หรือ BLC ล่าสุด ภก.สุวิทย์ งามภูพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญหลังได้รับคะแนนการประเมิน FTSE Russell ESG Scores ประจำปี 2567 ที่ 3.3 คะแนน ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากวิสัยทัศน์การบริหารงานที่โปร่งใส มีความรับผิดชอบต่อสังคม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากล ซึ่งการประเมินนี้ถือเป็น Global Benchmarking ที่นักลงทุนทั่วโลกให้การยอมรับ ช่วยเพิ่มศักยภาพให้หุ้น BLC มีความโดดเด่นและน่าสนใจในสายตานักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศอย่างก้าวกระโดด นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังตั้งเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจเพื่อมุ่งสู่ “Green Factory” ผ่านการเดินหน้าติดตั้ง Solar Rooftop เพิ่มเติมขนาด 990 kWp บนอาคารผลิตยาหลังใหม่ในปี 2569 นี้ เพื่อบรรลุเป้าการใช้พลังงานทดแทนรวมไม่น้อยกว่า 45% ของทั้งโรงงาน สะท้อนความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัฐกับสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างเสถียรภาพด้านต้นทุนการผลิตและผลักดันให้อัตรากำไรแข็งแกร่งอย่างยั่งยืน

เกี่ยวกับ บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด (มหาชน) หรือ BLC

บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด (มหาชน) หรือ BLC เป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพแบบครบวงจร (Comprehensive Healthcare Solutions) ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี ครอบคลุมตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา (R&D) การผลิตตามมาตรฐานสากล ไปจนถึงการจัดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ของบริษัทแบ่งออกเป็น 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ ยาแผนปัจจุบัน (ยาสามัญและยาสามัญใหม่), ผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพร, ผลิตภัณฑ์ยาสสำหรับสัตว์, เครื่องสำอาง, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และผลิตภัณฑ์สุขภาพอื่นๆ โดยมุ่งมั่นสร้างนวัตกรรมเพื่อสุขภาพที่ดี พร้อมสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพให้แก่คนไทย ภายใต้หลักธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

Honda ลุยฟื้นยุทธศาสตร์!! ยกเลิกโครงการรถไฟฟ้า ยอมรับสู้จีนไม่ไหว เร่งเพิ่มทักษะและประสิทธิภาพ ขีดความสามารถต้องกลับมา


Honda ดูจะอยู่ในสภาวะเมาหมัด หลังประกาศยกเลิกโครงการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง แม้จะเริ่มดำเนินงานมาระยะหนึ่งแล้ว โดยมี Honda 0 Series ครอบคลุมตัวถัง SUV และ Sedan รวมไปถึง Afeela ที่พัฒนาร่วมกับ Sony ด้วย ซึ่งมีการประมาณการว่า นี่ทำให้เกิดความเสียหายมูลค่า 15,800 ล้าน USD (ราว 505,000 ล้านบาท) Honda จึงอยู่ระหว่างการตั้งตัวใหม่ และดูเหมือนว่าหนึ่งในสิ่งที่ทำคือ การไปดูงานจากวงการยานยนต์ของจีน และสิ่งที่พวกเขาพบ ถึงกับทำให้ CEO ของ Honda กล่าวว่า ‘เราสู้เขาไม่ได้เลย’

Nikkei Asia รายงานว่า Toshihiro Mibe ตำแหน่ง President และ CEO ของ Honda ประเทศญี่ปุ่น ได้เดินทางไปยังประเทศจีน เพื่อศึกษาดูงานจากโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในเซี่ยงไฮ้ โดยเขาพบว่าโรงงานเหล่านั้นไม่มีมนุษย์ในส่วนการผลิตเลย ทั้งยังสามารถดำเนินงานได้รวดเร็วและใช้ต้นทุนต่ำ พร้อมทั้งสร้างชิ้นงานที่มีคุณภาพ จนเขาถึงกับเอ่ยออกมาว่า ‘เราไม่มีโอกาสที่จะเอาชนะสิ่งนี้ได้เลย’ (We have no chance against this.)

อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ใช่การประกาศยอมแพ้ของ Honda เพราะสิ่งที่ Mibe ทำหลังกลับจากดูงาน คือการออกคำสั่งให้บริษัทและผู้ผลิตชิ้นส่วน ปรับปรุงทักษะและเพิ่มความเร็วในการทำงาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมทั้งย้ายโอนฝ่ายวิจัยและพัฒนาหรือ R&D กลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของส่วนกลาง เฉกเช่นดังที่เคยเป็นมาในอดีต ซึ่งเชื่อว่านั่นจะทำให้ดำเนินงานได้รวดเร็วขึ้น และสามารถสรรสร้างนวัตกรรมที่มีชื่อเสียงก้องโลกได้อีกครั้ง อย่างที่เคยทำมาแล้วกับเครื่องยนต์ CVCC และระบบ VTEC

อนาคตของ Honda นับจากนี้จึงน่าติดตามว่า จะสามารถพลิกฟื้นกลับมาต่อสู้กับคู่แข่งจากจีนได้หรือไม่ ซึ่งไม่ใช่แค่ในตลาดโลกเท่านั้น แต่ยังมีตลาดจีนด้วยที่ Honda ยอดขายตก 5 ปีซ้อน จากเดิมที่เคยมียอดขายสูงถึง 1.62 ล้านคัน ในปี 2020 ก่อนที่จะยอดจะลดลงเหลือ 640,000 คัน ในปี 2025 และคาดว่าจะลดเหลือไม่ถึง 600,00 คันในปี 2026 ทำให้ Honda ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายโรงงานผลิตรถยนต์ เพราะดำเนินการผลิตแค่ครึ่งหนึ่งของกำลังสูงสุด ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของการทำผลกำไรคือต้องผลิตให้ได้ 70 – 80% ของกำลังผลิตสูงสุด

ต้องยอมรับว่าธุรกิจยานยนต์จากจีนนั้นได้รุดหน้าไวมาก จนกลายเป็นภัยคุกคามในสายตาของผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติอื่น เพราะร่นระยะเวลาการพัฒนาได้ไวกว่าวัฎจักรทั่วไปถึงครึ่งหนึ่ง ซึ่งผู้บริหารค่ายอื่นเคยแสดงความกังวลเช่นกันอย่าง Jim Farley ตำแหน่ง CEO ของ Ford ระบุว่า ‘พวกเขามีกำลังการผลิตในจีนสูงพอที่จะกินตลาดอเมริกาเหนือทั้งตลาด และทำให้เราเจ๊งได้เลย’ แม้แต่ Koji Sato อดีต CEO ของ Toyota ยังกล่าวว่า ‘เราไม่รอดแน่นอน ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ผมอยากให้ทุกคนรับรู้ถึงวิกฤตในครั้งนี้’

ที่มา: carbuzz, motor1

 

จีนขุดพบฟอสซิลโบราณ!! ฟอสซิลอายุ 260,000 ปี แหล่งจินหนิวซานในอิ๋งโข่ว เชื่อมโยงวิวัฒนาการมนุษย์ ฟอสซิลสมบูรณ์ทั้งกะโหลกและกระดูก

แหล่งโบราณคดีจินหนิวซาน เมืองอิ๋งโข่ว มรดกอายุ 260,000 ปี ที่เติมเต็มช่องว่างวิวัฒนาการของมนุษย์

สำนักประชาสัมพันธ์ของคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำเทศบาลเมืองอิ๋งโข่ว

อิ๋งโข่ว, จีน, 8 เมษายน 2569 /ซินหัว-เอเชียเน็ท/ดาต้าเซ็ต

แหล่งโบราณคดีจินหนิวซาน ในหมู่บ้านซีเทียน ตำบลหย่งอัน อำเภอต้าสื่อเฉียว เมืองอิ๋งโข่ว มณฑลเหลียวหนิง ประเทศจีน เป็นแหล่งถ้ำโบราณยุคหินเก่าตอนต้นที่มีอายุย้อนกลับไปประมาณ 260,000 ปี และในปี 2564 แหล่งโบราณคดีจินหนิวซานได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน "100 การค้นพบทางโบราณคดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจีนในรอบ 100 ปี"

แหล่งโบราณคดีจินหนิวซานได้รับการค้นพบระหว่างการสำรวจโบราณวัตถุในมณฑลเหลียวหนิงในปี 2515 ต่อมาในเดือนกันยายน 2527 คณะนักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งได้ขุดค้นพบฟอสซิลโครงกระดูกของมนุษย์โบราณที่สมบูรณ์อย่างน่าทึ่งในถ้ำ Cave A ของแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ อันประกอบไปด้วยกระดูกส่วนกะโหลกศีรษะและกระดูกสันหลังมากกว่า 50 ชิ้น ซึ่งเป็นของหญิงสาวอายุประมาณ 20-22 ปี มีปริมาตรกะโหลกศีรษะประมาณ 1,335-1,390 มิลลิลิตร "มนุษย์จินหนิวซาน" นี้แสดงให้เห็นทั้งลักษณะที่พัฒนาของโฮโมเซเปียนส์ยุคแรกและลักษณะดั้งเดิมของมนุษย์ปักกิ่ง สะท้อนถึงช่วงเปลี่ยนผ่านจากโฮโมอิเร็กตัสไปสู่โฮโมเซเปียนส์ยุคแรก ฟอสซิลจากช่วงดังกล่าวหายากมากทั้งในประเทศจีนและทั่วโลก จึงช่วยเติมเต็มช่องว่างวิวัฒนาการของมนุษย์ และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาประวัติศาสตร์วิวัฒนาการของมนุษย์

ที่มา: สำนักประชาสัมพันธ์ของคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำเทศบาลเมืองอิ๋งโข่ว

Origin ลุยดึงต่างชาติ!! จับมือ Thailand Longstay ผนึกเอเจ้นท์โลก ปั้นไทยสู่ Safe Haven อสังหาฯระดับเวิลด์คลาส มอบสิทธิ์วีซ่าระยะยาว ฟรี Fast Track สนามบิน คอนโด 3 ล้านขึ้น รับสิทธิพิเศษเต็มที่

ออริจิ้น ผนึก Thailand Longstay และเอเจ้นท์โลก
ปั้นไทยสู่ “Safe Haven” อสังหาฯ ระดับเวิลด์คลาส ดึงเม็ดเงินต่างชาติพำนักระยะยาว
 
ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดอสังหาริมทรัพย์สำหรับลูกค้าต่างชาติ เดินหน้าจับมือ  Thailand Longstay พร้อมผนึกกำลังเครือข่ายเอเจนท์ระดับโลก เปิดตัวแคมเปญพิเศษ Origin x Thailand Longstay Visa Company มอบสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ที่ซื้อคอนโดพร้อมอยู่ในเครือออริจิ้น ดึงดูดชาวต่างชาติให้เข้ามาลงทุนและพำนักอาศัยในประเทศไทย เพื่อขยายฐานลูกค้าต่างชาติและผลักดันยอดขายให้เติบโตอย่างต่อเนื่องมุ่งยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางการอยู่อาศัยระยะยาวและการลงทุนคุณภาพระดับสากล
 
นายธนกร วุฒิพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พาร์ค ลักชัวรี่ จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรี่  ในเครือ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับการเป็นบ้านหลังที่สอง(Second Home) และการลงทุนที่ปลอดภัยของชาวต่างชาติ ทั้งราคาอสังหาริมทรัพย์ในไทยที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับหัวเมืองใหญ่ทั่วโลก ค่าครองชีพที่เอื้อมถึงได้ ที่มาพร้อมคุณภาพชีวิตที่ดีเยี่ยม สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลายระดับโลก รวมทั้งมาตรการส่งเสริมการพำนักระยะยาวสำหรับชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูง ส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นในกลุ่มผู้บริโภคและนักลงทุนต่างชาติ ในการตัดสินใจซื้อ และเพื่อเป็นการเปิดประเทศ กระตุ้นภาพรวมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ออริจิ้น พร้อมเดินหน้าดึงกำลังซื้อชาวต่างชาติมาลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ ทั้งในลักษณะซื้อเพื่อการลงทุนและซื้อเพื่อพำนักอาศัยระยะยาวให้กลับมาอีกครั้ง
 
โดยล่าสุดได้จับมือ กับ บริษัท ไทยจัดการลองสเตย์ จำกัด หรือ Thailand Longstay ผู้เชี่ยวชาญด้านการให้บริการวีซ่าระยะยาวสำหรับชาวต่างชาติ นำโดย นางปิยภัทร สุบรรณ ณ อยุธยา ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร รวมทั้งได้ผนึกกำลังกับเครือข่ายเอเจนท์ระดับโลก เป็น Official Partner ทำหน้าที่เป็นตัวแทนหลักในการขยายช่องทางการขายสู่ตลาดต่างชาติ ครอบคลุมทั้งการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและการสร้างเครือข่ายพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน โดยดำเนินงานร่วมกับ Thailand Longstay เพื่อเสริมศักยภาพในการผลักดันประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางของการอยู่อาศัยและการลงทุนระยะยาวในระดับสากล
 
เพื่อสนับสนุนความร่วมมือกันในครั้งนี้บริษัทได้จัดแคมเปญพิเศษ Origin x Thailand Longstay Visa Company ที่เครือออริจิ้น มุ่งหวังให้เป็นกลไกสำคัญในการดึงเม็ดเงินลงทุนของชาวต่างชาติมาสู่ภาคบริการ และเศรษฐกิจผ่านธุรกิจอสังหาฯ ภายใต้ความร่วมมือลูกค้าต่างชาติที่ซื้อคอนโดทุกยูนิตในโครงการ มูลค่า 3 ล้านบาทขึ้นไป  ที่เข้าร่วมแคมเปญจะได้รับสิทธิพิเศษ ได้แก่  ฟรีวีซ่า 3 ปี , Airport immigration fast track 4 ครั้ง/ปี, Airport Bucky 4 ครั้ง/ปี
 
รวมถึงการอำนวยความสะดวกทุกด้าน จาก Thailand Longstay ที่จะช่วยลดความซับซ้อนในกระบวนการซื้อและการพำนักระยะยาว ขณะเดียวกัน ออริจิ้น พร้อมยกระดับด้วยบริการ Relocation Advisory ที่ให้คำปรึกษาแบบครบวงจร (End-to-End) สำหรับชาวต่างชาติ (Expats) และองค์กร ครอบคลุมการหาที่พัก วีซ่า ใบอนุญาตทำงาน การวางแผนด้านการเงิน ไปจนถึงบริการหลังการขาย การขนย้าย ช่วยลดความยุ่งยากและความเครียดในการเปลี่ยนผ่านสถานที่เพื่อให้ลูกค้าสามารถเริ่มต้นชีวิตในประเทศไทยได้อย่างราบรื่น
 
“การเมืองโลก การเกิดสงคราม ทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิต หรือย้ายถิ่นฐานมาอยู่อาศัย ในสายตาต่างชาติมองไทยเป็นกลางทางการเมืองและเป็น Safe Zone อสังหาฯไทย เป็นบ้านหลังที่สองที่ต่างชาติเลือกเป็นอันดับต้นๆ ที่จะมาพำนักระยะยาว ทำเลหลัก คือ กรุงเทพ ชลบุรี ภูเก็ต และเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ จุดนี้ถือเป็นโอกาสของประเทศไทย” นายธนกร กล่าว
 
ออริจิ้น พร้อมเดินหน้าขยายตลาดต่างชาติอย่างเต็มกำลัง ด้วยพอร์ตโครงการคอนโดพร้อมอยู่ในทำเลศักยภาพทั่วประเทศ ประกอบกับเครือข่ายเอเจนท์คุณภาพจากทั่วโลกรวมกว่า 400 บริษัท พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่ภาพลักษณ์ “Safe Haven” สำหรับนักลงทุนต่างชาติที่มองหาโอกาสด้านอสังหาริมทรัพย์ควบคู่กับไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียมในระยะยาว
 
ทั้งนี้ การผนึกกำลังกับพาร์ทเนอร์ทั้ง Thailand Longstay และเอเจ้นท์ระดับโลก ไม่เพียงเป็นประโยชน์กับลูกค้าของออริจิ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมหรือสนับสนุนยุทธศาสตร์ของประเทศไทยสู่ระดับ World Class Destination สำหรับการอยู่อาศัย การท่องเที่ยว และการลงทุน ซึ่งทุกกิจกรรมที่ทำ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในฐานะภาคเอกชน เครือออริจิ้น ไม่ใช่เพียงแค่สร้างที่อยู่อาศัย แต่สร้าง Ecosystem ที่แข็งแกร่งเพื่อรองรับการเติบโตของประเทศในเวทีโลก
 
สำหรับ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI จัดโครงสร้างธุรกิจชัดเจนขึ้นในลักษณะ Holding Company ที่เป็นการลงทุนถือหุ้นในบริษัทย่อย บริษัทร่วมค้า ทั้งบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ และนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยมี 5 กลุ่มธุรกิจหลัก ประกอบด้วย  
(1) กลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายประเภทคอนโดมิเนียม ภายใต้ บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จํากัด หรือ ORIGIN VERTICAL
(2) กลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายประเภทบ้านจัดสรร ภายใต้ บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) หรือ BRI
(3) กลุ่มธุรกิจบริการ ภายใต้ บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PRI
(4) กลุ่มธุรกิจ Hospitality and Tourism & Service ภายใต้ บริษัท ออริจิ้น โฮเทล จํากัด (มหาชน) หรือ ORIGIN HOTEL
และ (5) กลุ่มธุรกิจ Logistics and Warehouse ภายใต้ บริษัท แอลฟา อินดัสเทรียล โซลูชั่น จำกัด หรือ ALPHA

CHALK HORSE เปิดโครงการใหม่ โครงการศิลปินพำนัก “CHOK MAA” เตรียมเปิดตัว นิทรรศการรวมผลงานศิลปินสามคน เปิดรับสมัครศิลปินทั่วโลก มิถุนายน 2569 ตั้งในกรุงเทพฯ ย่านเจริญนคร

CHALK HORSE เตรียมเปิดตัวโครงการศิลปินพำนัก “CHOK MAA” เร็วๆ นี้

กรุงเทพฯ 9 เมษายน 2569 – แกลเลอรีศิลปะร่วมสมัยจากออสเตรเลีย CHALK HORSE เตรียมเปิดตัวโครงการศิลปินพำนัก (Artist Residency) “CHOK MAA” อย่างเป็นทางการ ในวันเสาร์ที่ 18 เมษายนนี้ ณ ย่านเจริญนคร

นิทรรศการเปิดตัวจะนำเสนอผลงานกลุ่มของศิลปิน แจสเปอร์ ไนต์ (Jasper Knight), อาร์ม-วันทยา (Arm Wantaya) และ เจสัน ฟู (Jason Phu) ครอบคลุมพื้นที่นิทรรศการและสตูดิโอทั้ง 4 ชั้น โดยจัดแสดงทั้งผลงานใหม่ล่าสุดและผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นล่าสุด รวมถึงงานศิลปะจัดวางที่ตอบสนองต่อพื้นที่โดย เจสัน ฟู ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างช่วงเริ่มต้นของโครงการศิลปินพำนัก ศิลปินทั้งสามจะเข้าร่วมงานเปิดตัวครั้งนี้ โดยถือเป็นโอกาสแรกที่สาธารณชนจะได้สัมผัส CHOK MAA อย่างเป็นทางการ

โครงการศิลปินพำนัก CHOK MAA เป็นโครงการข้ามทวีปที่จะดำเนินอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยจะเปิดโอกาสให้นักสร้างสรรค์นานาชาติได้เข้ามาพำนักและสร้างผลงานภายในพื้นที่ CHOK MAA การรับสมัครศิลปินเข้าร่วมโครงการจะเริ่มขึ้นในเดือนมิถุนายน 2569

รายละเอียดกิจกรรม

งานเปิดโครงการ CHOK MAA และนิทรรศการกลุ่ม

วันเสาร์ที่ 18 เมษายน 2569

เวลา 14.00–20.00 น.

รายละเอียดที่ตั้ง “CHOK MAA” โครงการศิลปินพำนัก (Artist Residency) แห่งใหม่ในกรุงเทพฯ

84 ซอยเจริญนคร 13 แขวงคลองต้นไทร เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร 10600 ประเทศไทย

โดย 3 ศิลปิน:

แจสเปอร์ ไนต์ (Jasper Knight)

อาร์ม-วันทยา (Arm Wantaya)

เจสัน ฟู (Jason Phu)

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ    TQPR Thailand, นุ้ย ฐิติชยาภรณ์, [email protected]

เกี่ยวกับ CHALK HORSE

ก่อตั้งในปี 2550 CHALK HORSE เป็นแกลเลอรีศิลปะร่วมสมัยในนครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ที่นำเสนอผลงานของศิลปินทั้งชาวออสเตรเลียและนานาชาติ ตั้งแต่ศิลปินรุ่นใหม่ไปจนถึงศิลปินที่มีชื่อเสียง แกลเลอรีมุ่งพัฒนาโครงการศิลปะในออสเตรเลียและเอเชีย พร้อมทั้งส่งเสริมศิลปินออสเตรเลียสู่เวทีระดับนานาชาติ

CHALK HORSE เป็นที่รู้จักจากการนำเสนอศิลปินหน้าใหม่ที่มีศักยภาพในวงการศิลปะออสเตรเลีย โดยแกลเลอรีได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากจุดเริ่มต้นในฐานะโครงการที่บริหารโดยศิลปิน (Artist-Run Initiative – ARI) สู่การเป็นแกลเลอรีเชิงพาณิชย์ ปัจจุบัน CHALK HORSE ยังคงเดินหน้าขยายบทบาทอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสร้างโอกาสให้ศิลปินในเครือ และการเปิดรับศิลปินรุ่นใหม่เข้าสู่เครือข่ายของแกลเลอรี

13 เมษายน ของทุกปี วันผู้สูงอายุแห่งชาติ คู่กับวันสงกรานต์ปีไทย ส่งเสริมคุณค่าและศักดิ์ศรี ดอกลำดวนสัญลักษณ์ยืนยง

ในวันที่ 13 เมษายน ของทุกปี นับว่าเป็นวันแรกเริ่มของเทศกาลสำคัญของไทยอย่าง ‘เทศกาลวันสงกรานต์’ แต่นอกจากนี้แล้ววันนี้ยังมีวันสำคัญอีกวันหนึ่งซึ่งจัดตั้งขึ้นมาควบคู่ไปกับวันปีใหม่ไทย นั่นก็คือ ‘วันผู้สูงอายุแห่งชาติ’ 

เพื่อร่วมรณรงค์ให้ประชาชนทุกกลุ่มให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุ เห็นถึงคุณค่าและตระหนักถึงความสำคัญกับผู้สูงอายุ ส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ตามศักยภาพของตนเองอย่างมีคุณค่าและมีศักดิ์ศรี ส่งเสริมการเรียนรู้และการเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้สูงอายุ

โดยความเป็นมาของวันผู้สูงอายุ เกิดขึ้นเมื่อในอดีตสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้มีนโยบายดูแล ส่งเสริมให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดี และดำรงชีวิตในสังคมได้ จึงจัดสถานสงเคราะห์เพื่อให้คนชราได้มีที่พักพิง จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลผู้สูงอายุอย่างจริงจัง โดยกรมประชาสงเคราะห์เป็นหน่วยงานที่ดูแล และได้จัดตั้ง ‘สถานสงเคราะห์คนชราบางแค’ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘บ้านบางแค’ เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2496

ยุคต่อมาเมื่อองค์การสหประชาชาติได้เล็งเห็นความสำคัญของผู้สูงอายุ จึงจัดประชุมสมัชชาเกี่ยวกับผู้สูงอายุที่ประเทศออสเตรเลีย ในปี พ.ศ. 2525 และพิจารณาประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ ‘ผู้สูงอายุ’ ไว้ 3 ประการ ได้แก่ ด้านมนุษยธรรม, ด้านการพัฒนา และด้านการศึกษา โดยกำหนดนิยามผู้สูงอายุว่า คือ บุคคลเพศชาย หรือ เพศหญิง ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป

ซึ่งในปีเดียวกันองค์การอนามัยโลกได้กำหนดคำขวัญส่งเสริมผู้สูงอายุไว้ว่า ‘Add Life to Years’ และคณะกรรมการอำนวยการวันอนามัยโลก กระทรวงสาธารณสุข มีมติใช้คำขวัญเป็นภาษาไทยว่า ‘ให้ความรัก พิทักษ์อนามัย ผู้สูงวัยอายุยืน’ ในวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2525 โดยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้อนุมัติให้วันที่ 13 เมษายน เป็น ‘วันผู้สูงอายุแห่งชาติ’

นอกจากนี้แล้วรัฐบาลสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ยังได้เลือก ‘ดอกลำดวน’ เป็นดอกไม้ประจำวันผู้สูงอายุแห่งชาติ เนื่องจากต้นลำดวนเป็นต้นไม้ที่มีอายุยืนยาวในสวนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ลำดวนเป็นต้นไม้ที่ให้ความร่มรื่น มีใบเขียวตลอดทั้งปี ให้ร่มเงา และดอกมีสีนวล มีกลิ่นหอม กลีบไม่ร่วงโรยง่าย เปรียบเสมือนผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้คงคุณธรรม เหมือนผู้สูงอายุที่มีวัยวุฒิเป็นแบบอย่างแก่รุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป

เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ไทย และ วันผู้สูงอายุ วันนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่ลูกหลานจะเดินทางกลับบ้านเกิด ภูมิลำเนา เพื่อส่งมอบความรักความห่วงใย ให้แก่ผู้สูงอายุที่รอคอยลูกหลานกลับมาเยี่ยมเยียน อีกทั้งยังเป็นการสืบทอดประเพณีอันดีงามของไทยอย่าง ‘วันสงกรานต์’ อีกด้วย

ที่มา : https://www.thairath.co.th/lifestyle/culture/2068083

12 เมษายน 1839 ‘พญามังราย’ ทรงสถาปนาเวียงเชียงใหม่ จุดกำเนิดราชธานีสำคัญแห่งล้านนา ย้อนวันสถาปนานครสำคัญ หมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์ล้านนา

12 เมษายน พ.ศ. 1839 ‘พญามังราย’ ทรงสถาปนาเวียงเชียงใหม่ จุดกำเนิดราชธานีสำคัญแห่งล้านนา

วันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 1839 เป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์ภาคเหนือและของไทยโดยรวม เพราะเป็นวันที่ พญามังราย พญางำเมือง และพญาร่วง (พ่อขุนรามคำแหง) ทรงร่วมกันสถาปนาเมืองแห่งใหม่ขึ้นบริเวณพื้นที่ราบตอนเหนือระหว่างเชิงดอยสุเทพกับแม่น้ำปิง และขนานนามว่า “นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่” ซึ่งก็คือเมืองเชียงใหม่ในปัจจุบัน โดยข้อมูลของกรมศิลปากรและจังหวัดเชียงใหม่ใช้วันที่นี้เป็นวันก่อตั้งเมืองอย่างชัดเจน

การสถาปนาเชียงใหม่ไม่ได้เป็นเพียงการตั้งเมืองใหม่อีกแห่งหนึ่ง แต่คือการวางศูนย์กลางทางการเมือง การปกครอง ศาสนา และวัฒนธรรมของอาณาจักรล้านนาอย่างเป็นระบบ เมืองนี้จึงมีฐานะเป็นราชธานีใหม่ที่ถูกออกแบบให้เป็นหัวใจของรัฐล้านนา และต่อมากลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของภาคเหนือสืบเนื่องยาวนานหลายศตวรรษ

ก่อนหน้าการสร้างเชียงใหม่ พญามังรายได้สร้าง เวียงกุมกาม ขึ้นก่อน และแหล่งข้อมูลของสำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่อธิบายว่า เวียงกุมกามถูกขนานนามว่าเป็น “ราชธานีก่อนเมืองเชียงใหม่” โดยเอกสารประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่กล่าวว่าพญามังรายสร้างเมืองนี้ในปี พ.ศ. 1829 หลังยึดหริภุญชัยได้ไม่นาน อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ลุ่มต่ำและมีปัญหาน้ำท่วม จึงไม่น่าจะเหมาะสำหรับการพัฒนาเป็นราชธานีถาวรของอาณาจักรขนาดใหญ่

ด้วยเหตุนี้ การเลือกทำเลใหม่จึงเป็นการตัดสินพระทัยที่สำคัญมาก พื้นที่ซึ่งต่อมากลายเป็นเชียงใหม่ตั้งอยู่ระหว่าง ดอยสุเทพ กับ แม่น้ำปิง มีทั้งแหล่งน้ำ พื้นที่เกษตรกรรม ความสะดวกด้านคมนาคม และข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ในการป้องกันเมือง กรมศิลปากรระบุชัดว่า พื้นที่นี้ถูกเลือกเพื่อให้เป็น ศูนย์กลางแห่งอาณาจักรล้านนา สะท้อนว่าการสร้างเชียงใหม่เป็นการคำนวณเชิงภูมิรัฐศาสตร์อย่างรอบคอบ ไม่ใช่เพียงการขยายชุมชนตามธรรมชาติ

บุคคลสำคัญที่สุดของเหตุการณ์นี้คือ พญามังราย ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์มังรายและเป็นผู้สร้างอาณาจักรล้านนา พระองค์มิได้เพียงสร้างเมือง แต่ยังทรงวางรากฐานของการปกครอง การศาสนา และกฎหมาย โดยแหล่งข้อมูลของกรมศิลปากรระบุว่าพญามังรายทรงพัฒนาเชียงใหม่ ก่อสร้างวัดวาอาราม ตรากฎหมายที่เรียกว่า มังรายศาสตร์ และทำให้ล้านนามีระบบเศรษฐกิจ สังคม ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม ภาษา และตัวหนังสือของตนเองอย่างเด่นชัด

จุดที่ทำให้เรื่องการสถาปนาเชียงใหม่มีความพิเศษยิ่งขึ้น คือการเกี่ยวข้องกับ “สามกษัตริย์” ได้แก่ พญามังรายแห่งล้านนา พญางำเมืองแห่งพะเยา และพญาร่วงหรือพ่อขุนรามคำแหงแห่งสุโขทัย ข้อมูลจากศิลาจารึกวัดเชียงมั่นซึ่งกรมศิลปากรอ้างถึง ระบุว่าทั้งสามพระองค์ทรงร่วมกันสร้างเมืองเชียงใหม่และวัดเชียงมั่น ความทรงจำเช่นนี้สะท้อนว่า การก่อตั้งเชียงใหม่ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่สัมพันธ์กับเครือข่ายอำนาจและพันธมิตรของรัฐสำคัญในภูมิภาคสุวรรณภูมิขณะนั้น

หลังการสร้างเมืองแล้ว ทั้งสามพระองค์ยังทรงโปรดให้สร้างเจดีย์ขึ้นที่ เวียงเชียงมั่น บริเวณหอนอนหรือที่ประทับชั่วคราวระหว่างควบคุมการสร้างเมือง ซึ่งเดิมเรียกว่า เวียงเหล็ก หรือ เวียงเล็ก จากนั้นพญามังรายทรงย้ายไปประทับยัง เวียงแก้ว และถวายตำหนักเดิมให้สร้างเป็นวัด พระราชทานนามว่า “วัดเชียงมั่น” ซึ่งมีความหมายว่า “บ้านเมืองที่มีความมั่นคง” วัดแห่งนี้จึงไม่ใช่เพียงวัดเก่าแก่ แต่เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์แรกเริ่มของการสถาปนาเชียงใหม่ทั้งในมิติทางการเมืองและศาสนา

หลักฐานสำคัญที่ช่วยยืนยันเรื่องราวนี้ คือ ศิลาจารึกวัดเชียงมั่น ซึ่งกรมศิลปากรระบุว่าเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทรงคุณค่า จารึกดังกล่าวกล่าวถึงความสัมพันธ์ของสามกษัตริย์ การร่วมกันสร้างเมืองเชียงใหม่ การขุดคู ก่อกำแพงสามชั้นทั้งสี่ด้าน และการสถาปนาวัดเชียงมั่นขึ้นจากพระราชมณเฑียรเดิม จึงทำให้เรื่องการสร้างเมืองเชียงใหม่มีฐานรองรับจากทั้งตำนานและหลักฐานจารึกในท้องถิ่นล้านนาเอง

ชื่อเต็มของเมืองที่สร้างขึ้นใหม่คือ “นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่” ซึ่งเป็นนามที่มีนัยมงคลและยิ่งใหญ่ คำว่า “เชียงใหม่” เองก็มีความหมายตรงตัวว่า เมืองใหม่ เป็นการประกาศการเกิดขึ้นของราชธานีใหม่ภายใต้ราชวงศ์มังรายอย่างเด่นชัด ชื่อนี้จึงไม่ใช่แค่ชื่อเรียกทางภูมิศาสตร์ แต่เป็นถ้อยคำที่ประกาศความชอบธรรม ความรุ่งเรือง และความหวังของรัฐล้านนาในระยะเริ่มต้นด้วย

ในมิติที่กว้างกว่าเมืองเดียว การสถาปนาเชียงใหม่ทำให้ล้านนามีศูนย์กลางที่แข็งแรงพอจะพัฒนาเป็นอาณาจักรสำคัญของภูมิภาค กรมศิลปากรอธิบายว่าล้านนาเติบโตร่วมสมัยกับสุโขทัยและล้านช้าง เกิดความผูกพันและการผสมผสานกันทั้งด้านศิลปวัฒนธรรม ประเพณี เศรษฐกิจ และสังคม นั่นทำให้เชียงใหม่ไม่ได้เป็นเพียงเมืองหลวงของล้านนา แต่ยังเป็นศูนย์กลางอารยธรรมที่เชื่อมโลกภาคเหนือเข้ากับรัฐสำคัญอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยุคต้นด้วย

ทุกวันนี้ จังหวัดเชียงใหม่ยังคงจัดพิธีรำลึกการก่อตั้งเมืองอย่างต่อเนื่อง ดังเช่นข่าวของจังหวัดเชียงใหม่เมื่อปี 2567 ที่ระบุการจัดพิธียอสวยไหว้สาพญามังราย เนื่องในโอกาสครบรอบ 728 ปีการก่อตั้งเมืองเชียงใหม่ สะท้อนว่าเหตุการณ์วันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 1839 ไม่ได้เป็นเพียงประวัติศาสตร์ในเอกสาร แต่ยังเป็นความทรงจำร่วมและอัตลักษณ์สำคัญของชาวเชียงใหม่มาจนถึงปัจจุบัน

ดังนั้น วันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 1839 จึงเป็นมากกว่าวันสถาปนาเมือง เพราะคือวันที่วางรากฐานของราชธานีแห่งล้านนา เมืองซึ่งเติบโตขึ้นจากวิสัยทัศน์ของพญามังราย การเลือกชัยภูมิอย่างรอบคอบ ความร่วมมือของสามกษัตริย์ และการหลอมรวมอำนาจทางการเมืองเข้ากับศาสนาและวัฒนธรรมอย่างแนบแน่น จนทำให้ เชียงใหม่ กลายเป็นหนึ่งในเมืองประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของไทย และยังคงมีชีวิตอยู่ในความทรงจำของผู้คนมากกว่า 700 ปีต่อมา

ที่มา : https://shorturl.asia/ANrnX

มาสด้า ร่วมบำเพ็ญกุศล นำทีมวางพวงมาลาถวายสักการะ พระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เผยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ยืนยันสืบสานพระราชปณิธานอย่างยั่งยืน

มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลและวางพวงมาลาถวายสักการะ พระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

กรุงเทพฯ – ประเทศไทย, 9 เมษายน 2569 – บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร พนักงาน และผู้จำหน่ายมาสด้า ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลและวางพวงมาลาถวายสักการะ ในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม พระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา บำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อพัฒนาประเทศชาติและคุณภาพชีวิตพสกนิกรชาวไทยตลอดมา  ซึ่งจะประทับอยู่ในดวงใจของปวงชนชาวไทยตลอดไป

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม พระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

คณะผู้บริหารมาสด้า พนักงาน และผู้จำหน่าย ณ บริเวณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

ทั้งนี้ บริษัท มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และจะสืบสานพระราชปณิธานอันทรงคุณค่าให้ยั่งยืนตราบนิจนิรันดร์

 

คลายปริศนาคดีลอบปลงพระชนม์ คดีลอบปลงพระชนม์ซาเรวิชแห่งรัสเซีย บทวิเคราะห์เหตุสะเทือนราชวงศ์ เมื่อความหวาดกลัวการสูญเสียอำนาจปะทุ เป็นความรุนแรงในญี่ปุ่นยุคเปลี่ยนผ่าน

คลายปริศนาคดีลอบปลงพระชนม์ ซาเรวิช นิโคลัส อเล็กซานโดรวิช

แห่งรัสเซีย : ใครอยู่ในเหตุการณ์ และอะไรคือความจริงของวันนั้น

ท่านรู้หรือไม่ว่า ก่อนที่ซาเรวิช นิโคลัส อเล็กซานโดรวิช แห่งรัสเซีย จะขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 นั้น พระองค์เคยเกือบสิ้นพระชนม์จากเหตุลอบปลงพระชนม์ระหว่างเสด็จเยือนญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1891 เหตุการณ์ดังกล่าวมิใช่เพียงคดีอาญาธรรมดา หากยังเป็นหน้าต่างสำคัญที่เปิดให้เราเห็นการเมืองญี่ปุ่นปลายยุคเมจิ ความหวาดระแวงต่อมหาอำนาจ และแรงกดดันของรัฐสมัยใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเข้มข้น.

ในความเห็นของข้าพเจ้า หากเรามองคดีนี้เพียงว่าเป็นการที่ตำรวจญี่ปุ่นคนหนึ่งชื่อ ทสุดะ ซันโซ ใช้อาวุธฟันรัชทายาทรัสเซีย เราอาจเข้าใจเพียงเปลือกของเหตุการณ์ แต่ยังไม่เข้าใจแก่นแท้ของมัน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นที่เมืองโอสึในวันนั้น สะท้อนให้เห็นว่าญี่ปุ่นกำลังยืนอยู่บนรอยต่อสำคัญของประวัติศาสตร์ คือรอยต่อระหว่างโลกเก่ากับโลกใหม่ ระหว่างระบอบศักดินากับรัฐสมัยใหม่ และระหว่างความทะเยอทะยานของชาติที่ต้องการยืนเคียงข้างมหาอำนาจ กับความหวาดกลัวลึก ๆ ว่าตนยังไม่แข็งแรงพอจะรับมือกับแรงกดดันจากภายนอก.

ข้อเท็จจริงที่มั่นคงที่สุดของคดีนี้ก็คือ นิโคลัสถูกโจมตีเพียงครั้งเดียวในญี่ปุ่น ระหว่างอยู่ในขบวนรถลากที่เมืองโอสึ  ผู้ลงมือคือทสุดะ ซันโซ ซึ่งเป็นตำรวจคุ้มกันญี่ปุ่น ส่วนผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์และมีบทบาทสำคัญ ได้แก่ เจ้าชายจอร์จแห่งกรีซและเดนมาร์ก พระญาติของนิโคลัส ผู้ใช้ไม้เท้าเข้าขัดขวาง และคนลากรถญี่ปุ่นอีกสองคนที่เข้าช่วยจับกุมผู้ก่อเหตุไว้ได้ ดังนั้น หากถามว่าใครอยู่ในเหตุการณ์วันนั้น คำตอบก็คือมีทั้งผู้ถูกทำร้าย ผู้ลงมือ ผู้เข้าขวาง และผู้ช่วยยุติเหตุร้ายครบถ้วน มิใช่เรื่องลึกลับแบบนิทานประวัติศาสตร์แต่อย่างใด.

จากข้อมูลหาได้ทั่วไปเกี่ยวกับทัศนะของ ทสุดะ ซันโซ ได้ระบุว่า..."ตัวเขาไม่พอใจที่ซาเรวิชไม่ให้เกียรติราชวงศ์ญี่ปุ่น แทนที่จะไปถวายความเคารพจักรพรรดิเมจิก่อนแต่กลับเลือกออกมาเที่ยวเล่น ซ้ำยังแสดงท่าทีไม่เคารพต่อหลุมศพทหารญี่ปุ่นที่สละชีพเพื่อชาติ ซันโซมองว่าการกระทำของรัสเซีย เป็นการแสดงออกทางอ้อมว่าตัวเองเหนือกว่าญี่ปุ่น"

แต่สิ่งที่ทำให้คดีนี้น่าพิจารณาในเชิงวิชาการ มิใช่เพียงคำถามว่า “ใครทำ” หากคือคำถามว่า “เหตุใดเขาจึงทำ” และสำหรับข้าพเจ้า คำตอบนี้ไม่อาจอธิบายด้วยคำว่าอารมณ์ชั่ววูบหรือความบ้าคลั่งเพียงอย่างเดียว แม้จะมีข้อเสนอจากนักประวัติศาสตร์บางส่วนว่าทสุดะอาจมีความไม่มั่นคงทางจิตใจ หรือมีลักษณะหวาดระแวง แต่หากเราจะวิเคราะห์อย่างจริงจัง เราจำเป็นต้องวางเขาไว้ในบริบทของญี่ปุ่นปลายยุคเมจิ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สังคมทั้งสังคมกำลังเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วและรุนแรง.

ญี่ปุ่นในเวลานั้นมิได้ “ซบเซา” ในความหมายของการหยุดนิ่ง หากกลับกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล ทว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เองที่สร้างความกดดันขึ้นในทุกระดับ รัฐกำลังพยายามรวมศูนย์อำนาจ ปรับกองทัพ ปรับระบบราชการ และวางตนให้เป็นชาติสมัยใหม่ที่คู่ควรแก่การยอมรับจากโลกตะวันตก แต่ในอีกด้านหนึ่ง กระบวนการเช่นนี้ย่อมทำให้ผู้คนจำนวนหนึ่งรู้สึกว่าสถานะเดิมของตนถูกพรากไป โดยเฉพาะคนที่มีรากจากระเบียบแบบเก่า ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า ทสุดะ ซันโซ อาจมิใช่เพียงตำรวจธรรมดา หากเป็นหนึ่งในผลผลิตของความตึงเครียดจากการเปลี่ยนผ่านทางสังคมด้วย.

ยิ่งไปกว่านั้น ข้าพเจ้าเห็นว่า ญี่ปุ่นในห้วงเวลานั้นกำลังพัฒนาลัทธิชาตินิยมอย่างจริงจัง ไม่ใช่ในความหมายของความรักชาติแบบอารมณ์ลอย ๆ หากเป็นความรักชาติแบบการเมืองสมัยใหม่ ที่รัฐเป็นผู้จัดวางและผลิตซ้ำขึ้นผ่านกฎหมาย การศึกษา ระบบราชการ และอุดมการณ์สาธารณะ ภายหลังรัฐธรรมนูญเมจิ ค.ศ. 1889 และพระราชโองการว่าด้วยการศึกษา ค.ศ. 1890 ญี่ปุ่นยิ่งตอกย้ำให้ความจงรักภักดีต่อองค์จักรพรรดิและรัฐกลายเป็นศูนย์กลางของศีลธรรมสาธารณะและการปลูกฝังพลเมืองรุ่นใหม่ กระบวนการนี้เกิดขึ้นภายใต้โลกที่ถูกครอบงำด้วยลัทธิล่าอาณานิคม ญี่ปุ่นจึงมิได้เพียงต้องการเอาตัวรอดจากมหาอำนาจตะวันตกเท่านั้น แต่ยังต้องการยกระดับตนเองให้ทัดเทียมมหาอำนาจเหล่านั้นด้วย

ด้วยเหตุนี้เอง ความรักชาติของญี่ปุ่นปลายยุคเมจิจึงค่อย ๆ พัฒนาไปในทิศทางที่ผูกโยงกับรัฐสมัยใหม่ และจิตสำนึกว่าชาติจะอ่อนแอไม่ได้ ***จึงเปลี่ยนจากผู้ถูกล่าเป็นผู้ล่าอาณานิคมเสียเอง*** เพราะหากอ่อนแอ ก็อาจตกเป็นเหยื่อของจักรวรรดินิยมเช่นเดียวกับประเทศอื่นในเอเชีย.

เมื่อมองให้กว้างขึ้นไปอีก คดีนี้ยังต้องอธิบายผ่านบริบทของการเมืองระหว่างประเทศ เพราะเวลานั้นรัสเซียคือมหาอำนาจใหญ่ที่กำลังแผ่อิทธิพลในเอเชียเหนือและตะวันออก ส่วนญี่ปุ่นยังอยู่ในช่วงที่กำลังเร่งสร้างภาพลักษณ์และอำนาจของตนในเวทีโลก กล่าวให้ตรงก็คือ ญี่ปุ่นต้องการให้โลกยอมรับว่าตนเป็นชาติศิวิไลซ์ มีสถาบัน มีระเบียบ และมีวุฒิภาวะพอจะยืนเคียงข้างมหาอำนาจตะวันตก แต่ในเวลาเดียวกัน ญี่ปุ่นก็หวาดกลัวว่าความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจทำให้ตนถูกดูแคลน ถูกกดดัน หรือแม้กระทั่งถูกใช้เป็นข้ออ้างทางการทูตและการทหารจากรัฐที่ทรงพลังกว่า.

เพราะฉะนั้น การเสด็จเยือนของซาเรวิช นิโคลัส จึงไม่ใช่เพียงการท่องเที่ยวหรือธรรมเนียมทางราชสำนักเท่านั้น หากเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง ในสายตาของรัฐญี่ปุ่น พระองค์คือแขกผู้ทรงเกียรติที่ต้องได้รับการอารักขาอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ในสายตาของคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะคนที่หวาดระแวงการขยายตัวของรัสเซีย พระองค์อาจถูกมองเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจต่างชาติที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ญี่ปุ่นมากขึ้นทุกที ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า แรงจูงใจของทสุดะอาจไม่ใช่เพียงความรู้สึกส่วนตัวต่อบุคคล หากยังเป็นการปะทุออกมาของความกลัวเชิงรัฐและความหวาดระแวงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สะสมอยู่ในสังคม.

หลังเกิดเหตุ ปฏิกิริยาของญี่ปุ่นยิ่งทำให้ภาพนี้ชัดขึ้น จักรพรรดิเมจิทรงรีบเสด็จไปเยี่ยมด้วยพระองค์เอง รัฐบาลญี่ปุ่นเร่งแสดงความเสียใจและควบคุมสถานการณ์อย่างถึงที่สุด ประชาชนจำนวนมากส่งสารขออภัย เพราะทุกฝ่ายตระหนักตรงกันว่า คดีนี้มิได้กระทบเพียงตัวนิโคลัส หากกระทบต่อเกียรติภูมิของญี่ปุ่นทั้งชาติ เหตุใดจึงต้องรีบเยียวยาถึงเพียงนั้น คำตอบในความเห็นของข้าพเจ้าก็คือ ญี่ปุ่นมิได้กลัวเพียงความโกรธของรัสเซีย แต่กลัวสายตาของโลกตะวันตกที่อาจตัดสินทันทีว่าญี่ปุ่นยังไม่ใช่รัฐสมัยใหม่ที่ควบคุมตนเองได้จริง.

ในอีกด้านหนึ่ง คดีนี้ยังเผยให้เห็นความพยายามของญี่ปุ่นที่จะพิสูจน์ตนเองผ่านหลักกฎหมายและสถาบันของรัฐ แม้ว่ารัฐบาลต้องการลงโทษผู้ก่อเหตุอย่างหนักเพื่อกอบกู้เกียรติและลดแรงกดดันทางการเมือง แต่ศาลกลับไม่ยอมตีความกฎหมายเกินขอบเขตเพียงเพื่อสนองอารมณ์ของรัฐ นี่คือจุดที่ทำให้คดีโอสึมีความสำคัญเกินกว่าการเป็นข่าวอาชญากรรม เพราะมันสะท้อนว่าญี่ปุ่นกำลังพยายามแสดงต่อโลกว่า ตนมิใช่รัฐที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์อับอายหรือความกลัวเพียงอย่างเดียว หากเป็นรัฐที่กำลังสร้างระบบกฎหมายและสถาบันให้มั่นคงตามแบบสมัยใหม่ด้วย.

ส่วนปริศนาที่ทำให้คนรุ่นหลังมักสับสน คือเหตุใดภาพของวันนั้นจึงไม่เหมือนกันเลย บางภาพดูเหมือนเหตุเกิดในพื้นที่โล่ง บางภาพชวนให้เข้าใจว่าเป็นการโจมตีบนเรือ บางภาพกลับทำให้ผู้ก่อเหตุคล้ายซามูไรหรือนินจา สำหรับข้าพเจ้า เรื่องนี้ไม่ได้สะท้อนว่าความจริงของเหตุการณ์ซับซ้อนนัก หากสะท้อนว่าสื่อและภาพข่าวในปลายศตวรรษที่ 19 มักสร้าง “ภาพแทน” ขึ้นมาเพื่อปลุกเร้าอารมณ์ผู้ชม มากกว่าจะถ่ายทอดข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ดังนั้น ภาพที่ประหลาดและแตกต่างกันจำนวนมาก จึงเป็นผลของการตีความ การแต่งเติม และจินตนาการเชิงสื่อ มากกว่าจะเป็นหลักฐานว่ามีหลายเหตุการณ์จริง.

ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า การคลี่คลายปริศนาคดีนี้ ต้องเริ่มจากการแยกภาพลวงออกจากข้อเท็จจริงก่อน แล้วจึงค่อยย้อนกลับมามองว่า เหตุการณ์จริงเพียงครั้งเดียวบนถนนแคบที่โอสึนั้น ถูกขยายความหมายทางการเมืองอย่างไรในยุคสมัยของมัน และถูกบิดรูปผ่านสื่ออย่างไรในเวลาต่อมา เมื่อเราทำเช่นนั้น เราจะเริ่มเห็นว่า คดีนี้มิใช่เพียงเหตุลอบปลงพระชนม์ที่เกือบสำเร็จ หากเป็นภาพสะท้อนขนาดย่อของญี่ปุ่นปลายยุคเมจิทั้งประเทศ.

ท้ายที่สุด หากจะสรุปในเชิงวิเคราะห์ ข้าพเจ้าขอเสนอว่า เหตุลอบปลงพระชนม์ซาเรวิช นิโคลัส อเล็กซานโดรวิช แห่งรัสเซีย ที่เมืองโอสึนั้น เป็นผลจากแรงกดดันหลายชั้นซ้อนกัน ทั้งความคับข้องของปัจเจกภายใต้การเปลี่ยนผ่านของสังคม การก่อรูปของลัทธิชาตินิยมแบบรัฐสมัยใหม่ ความหวาดระแวงต่อมหาอำนาจรัสเซีย ความเปราะบางของญี่ปุ่นที่กำลังดิ้นรนจะเป็นรัฐสมัยใหม่ และความกลัวว่าจะเสียเกียรติในสายตาโลก หากจะกล่าวให้กระชับที่สุด ดาบที่ฟันลงในวันนั้นอาจมีมือของทสุดะ ซันโซ เป็นผู้กุมไว้ แต่แรงที่ผลักดันดาบเล่มนั้น แท้จริงแล้วมาจากทั้งยุคสมัยและการเมืองระหว่างประเทศร่วมกัน.

ปราชญ์ สามสี

แกร็บเปิดเกม AI เปิดตัว 13 นวัตกรรมใหม่ ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ ช่วยชีวิตคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขยายบริการเชิงธุรกิจและไลฟ์สไตล์

แกร็บ เปิดตัว 13 นวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในงาน “GrabX 2026”

แกร็บ จัดงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ประจำปี “GrabX 2026” ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เผยโฉม
13 นวัตกรรมและบริการใหม่ล่าสุดที่ขับเคลื่อนด้วย AI ยกระดับแพลตฟอร์มจาก “ซูเปอร์แอป” ไปสู่การเป็น “ผู้ช่วยอัจฉริยะ” (Intelligent Everyday Guide) ที่ทำให้ชีวิตประจำวันของผู้คนนับล้านในภูมิภาค
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้สะดวกสบายยิ่งขึ้น

ฟิลลิป แคนดัล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของแกร็บ กล่าวว่า “ในฐานะผู้พัฒนานวัตกรรม ผมเชื่อว่าเทคโนโลยี AI ควรพัฒนาและทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อทำให้ชีวิตของผู้คนดีขึ้น เช่นเดียวกันกับผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมต่างๆ ที่เปิดตัวในงาน GrabX 2026 ซึ่งเปรียบเสมือนผู้ช่วยอัจฉริยะที่จะอยู่เคียงข้างทุกคน ไม่ว่าจะเป็น ผู้ใช้บริการที่ต้องการเลือกเมนูมื้อกลางวันผ่านแชตบอต ผู้ประกอบการที่ต้องบริหารร้านอาหารหลายสาขาโดยไม่ได้เข้าไปที่ร้าน รวมถึงคนขับที่ต้องการคำแนะนำผ่านระบบสั่งงานด้วยเสียง (โดยไม่ต้องใช้มือ) ทั้งหมดนี้ถูกออกแบบและพัฒนามาเพื่อให้ Grab เป็น Everyday Guide ที่ช่วยจัดการเรื่องต่างๆ ในชีวิต เพื่อให้ทุกคนโฟกัสกับบทบาทในแต่ละวันได้อย่างเต็มที่”

สำหรับไลน์อัพผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมทั้ง 13 ที่เปิดตัวในงานนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังแห่งโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่มาจากอินไซต์และพฤติกรรมการเดินทาง-การสั่งอาหารของผู้ใช้บริการกว่าสองหมื่นล้านครั้ง ซึ่งอยู่ภายใต้ 3 แกนหลัก ประกอบด้วย

FOR LOCAL LIFE: นวัตกรรมเพื่อเชื่อมต่อไลฟ์สไตล์และตอบโจทย์ชีวิตของคนยุคนี้ 

Group Ride บริการเรียกรถสำหรับการเดินทางเป็นกลุ่ม ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้บริการประหยัดค่าโดยสาร
ได้มากถึง 40% เมื่อเดินทางในเส้นทางใกล้เคียงกัน โดยผู้ใช้บริการสามารถเลือกจุดรับ-ส่งได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็น รับจากหลายจุดไปส่งยังที่หมายเดียวกัน หรือรับจากจุดเดียวกันไปส่งหลายที่หมาย โดย AI ของแกร็บจะทำหน้าที่จัดลำดับการเดินทาง พร้อมคำนวณค่าโดยสารของแต่ละคนโดยวัดจากระยะทาง สภาพการจราจร และเวลาที่ใช้จริง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ แกร็บยังเตรียมเปิดตัวฟีเจอร์ “Waiting Room” เร็วๆ นี้ เพื่อให้ทุกคนสามารถเช็คความพร้อมของผู้ร่วมเดินทาง และติดตามสถานะของรถได้แบบเรียลไทม์  

Grab More ฟีเจอร์ที่ให้ผู้ใช้บริการและคนใกล้ชิดสามารถสั่งอาหารจากร้านที่อยู่ใกล้กันในออเดอร์เดียวกันได้โดยไม่ต้องเสียค่าส่งเพิ่ม ไม่มีขั้นต่ำในการสั่งซื้อ และไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมคำสั่งซื้อขนาดเล็ก (Small Order Fee) ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถเพิ่มออเดอร์ได้ทั้งก่อนหรือหลังชำระเงิน โดยมี AI เป็นตัวช่วยเพื่อให้อาหารจากคนละร้านส่งถึงมือได้ในเวลาเดียวกัน

Grab AI Assistant เลขาส่วนตัวอัจฉริยะในรูปแบบ AI ที่จะเข้ามาเปลี่ยนเรื่องยุ่งยากให้กลายเป็นเรื่องง่าย เช่น หากผู้ใช้บริการต้องการวางแผนงานเลี้ยงบริษัท ไม่ว่าจะสั่งผ่านฟู้ดเดลิเวอรีหรือการทานที่ร้าน เพียงแค่ระบุจำนวนคน ประเภทอาหาร หรือข้อจำกัดด้านอาหาร (Dietary restrictions) Grab AI Assistant จะช่วยแนะนำร้านอาหารและทำการจองให้เสร็จเรียบร้อยในแชทเดียว นอกจากนี้ แกร็บยังมี Grab Shopping Agent ผู้ช่วยคนเก่งที่จะทำให้การเลือกซื้อของเข้าบ้านสะดวกสบายยิ่งขึ้น เพียงแค่ถ่ายรูป ส่งข้อความเสียง หรือพิมพ์รายการที่ต้องการเข้าไปในระบบ หลังจากนั้น AI จะช่วยค้นหาสินค้าจากหลากหลายร้านค้า เลือกของลงตะกร้า พร้อมนำเสนอสินค้าทดแทนหากสินค้าที่ต้องการหมดให้โดยอัตโนมัติ 

GrabMaps สำหรับบุคคลทั่วไป ถูกออกแบบมาให้เป็นมากกว่าแผนที่นำทาง แต่เป็นเครื่องมือช่วยตัดสินใจ ทั้งในเรื่องเวลาและวิธีการเดินทางให้กับทุกคน ด้วยฟีเจอร์ “Journey Planner” ที่เชื่อมต่อโดยตรงกับปฏิทินของผู้ใช้บริการ ทำให้ระบบสามารถคาดการณ์จุดหมายปลายทางได้เองโดยอ้างอิงจากประวัติการเดินทาง พร้อมแนะนำ-เปรียบเทียบทางเลือกระหว่างการเรียกแกร็บและขับรถส่วนตัว รวมถึงยังมีการอัพเดตข้อมูล ที่จอดรถแบบเรียลไทม์ จุดชาร์จรถไฟฟ้า และตารางเดินรถสาธารณะได้แบบครบจบในที่เดียว หรือหากผู้ใช้ต้องการค้นหาเส้นทางในพื้นที่ห้างสรรพสินค้าหรือภายในอาคาร ยังสามารถใช้ฟีเจอร์ “Indoor Navigation” เพื่อบอกวิธีเดินทางไปยังร้านนั้นๆ หรือประตูทางออกที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ แกร็บยังได้นำเสนอฟีเจอร์ “Custom Voice” ที่ผู้ใช้บริการสามารถจำลองเสียงของตนเองหรือคนในครอบครัว มาเป็นเสียงนำทาง เพื่อช่วยเติมเต็มความสุขให้กับทุกการเดินทางของทุกคน

Cash Loan สินเชื่อเงินสดสำหรับบุคคลทั่วไปที่ใช้ข้อมูลของแกร็บและ AI มาช่วยวิเคราะห์และประเมินศักยภาพทางการเงินของผู้สมัคร ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถสมัครสินเชื่อได้ด้วยตนเองผ่านแอปพลิเคชัน Grab โดยไม่ต้องใช้เอกสาร พร้อมสามารถระบุจำนวนเงินและระยะเวลาผ่อนชำระตามที่ต้องการ และทราบผล การอนุมัติภายในเวลาไม่กี่วินาที บริการนี้จะช่วยตอบโจทย์ความต้องการทางด้านการเงินของผู้คนหลายล้านคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบหรือไม่มีประวัติทางการเงิน

FOR EFFORTLESS TRAVEL: นวัตกรรมเพื่อการท่องเที่ยวและการเดินทางที่ไร้รอยต่อ

Personalised Travel Experience ที่เปลี่ยนแอปพลิเคชัน Grab ให้กลายเป็น “เพื่อนร่วมเดินทาง”
ของผู้ใช้บริการตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวออกจากบ้าน โดยแกร็บจะนำเสนอประสบการณ์การเดินทาง
เฉพาะบุคคล ด้วยการรวบรวมข้อมูลและตั้งการแจ้งเตือนผู้ใช้ ทั้งในเรื่องพาสปอร์ต ข้อมูลเคาน์เตอร์เช็คอิน ทางออกประตูขึ้นเครื่อง หรือการเปลี่ยนแปลงเที่ยวบิน นอกจากนี้ ภายในแอปยังมีฟีเจอร์ “Travel Checklist” เพื่อช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถจัดการเรื่องสำคัญ อาทิ การซื้อซิมการ์ดดิจิทัล eSIM หรือแพ็คเกจส่วนลด แบบครบวงจร Travel pass ได้อย่างง่ายดาย และเมื่อเดินทางไปถึงจุดหมาย ฟีเจอร์ “Indoor Navigation” ยังสามารถพาไปยังสายพานรับกระเป๋าและจุดเรียกรถได้อย่างแม่นยำ

GrabStays บริการจองโรงแรมภายใต้โปรแกรม Partner Apps ที่เกิดจากความร่วมมือกับ Nuitee แพลตฟอร์มท่องเที่ยวและจองโรงแรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งโดดเด่นในการรองรับการจองแบบนาทีสุดท้าย (Last-minute) ด้วยการมอบข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับการจองห้องในวันเข้าพัก (Same-day rates) ควบคู่กับสิทธิ์ในการรับ GrabCoin ทั้งนี้ ด้วยการบันทึกข้อมูลส่วนตัวและวิธีการชำระเงินของผู้ใช้บริการที่อยู่บนแอป ทำให้การจองโรงแรมกลายเป็นเรื่องง่ายไม่ต่างจากการเรียกรถไป-กลับโรงแรม

Discover by Grab คู่มือแนะนำร้านดังเมนูเด็ดทั่วสารทิศ ที่ให้เหล่าฟู้ดดี้ได้เสพคอนเทนต์อาหารที่รีวิว
โดยผู้ใช้บริการจริง โดยมี AI เป็นตัวช่วยเรียนรู้พฤติกรรมและคัดสรรร้านที่ตรงใจของแต่ละคน ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถกดเซฟ ไลก์ แชร์ หรือร่วมรีวิวได้ด้วยเช่นกัน หรือหากเจอร้านไหนที่ถูกใจ ก็สามารถเลือกสั่งเดลิเวอรี จองโต๊ะ หรือใช้ดีลสำหรับกินที่ร้าน (DineOut deal) เรียกรถไปที่ร้าน หรือชำระเงินผ่านแอปได้ทันที  

GrabPay for Travel ที่ทำให้การจ่ายเงินผ่าน QR Code เมื่อเดินทางไปประเทศต่างๆ ในภูมิภาค
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นเรื่องง่าย เพียงแค่สแกนจ่ายในร้านที่ร่วมรายการด้วยแอปพลิเคชัน Grab ที่บันทึกข้อมูลบัตรเดบิตหรือเครดิตของผู้ใช้บริการไว้ โดยไม่ต้องเสียเวลาดาวน์โหลดแอปอื่นๆ หรือเติมเงินเข้า E-Wallet หมดปัญหาการมีเงินตราต่างประเทศเหลือค้างในบัญชีหลังจบการเดินทาง 

FOR BUSINESS EMPOWERMENT: นวัตกรรมเพื่อเสริมพลังและศักยภาพทางธุรกิจ

Virtual Store Manager ที่เปลี่ยนกล้องวงจรปิดให้กลายเป็นผู้ช่วยจัดการร้านอัจฉริยะ ด้วยการนำเทคโนโลยี AI Computer Vision มาช่วยดูแลร้านค้าทั้งในด้านมาตรฐานสุขอนามัย หรือจำนวนพนักงานประจำร้าน พร้อมส่งการแจ้งเตือนเจ้าของร้านหากมีปัญหาเกิดขึ้น ทั้งนี้ ฟีเจอร์ดังกล่าวยังสามารถวิเคราะห์ความยาวของคิว จำนวนลูกค้าที่เข้าร้าน อัตราการซื้อ และข้อมูลสำคัญอื่นๆ ที่จะช่วยให้เจ้าของร้านที่มีหลายสาขาสามารถบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้ไม่อยู่ที่หน้าร้าน

Cloud Printer เครื่องพิมพ์ใบคำสั่งซื้ออัจฉริยะที่จะช่วยลดปัญหาการส่งต่อคำสั่งซื้อระหว่างหน้าร้าน
และในครัว โดยแต่ละคำสั่งซื้อที่ร้านได้รับจะถูกพิมพ์ออกมาทันทีที่เข้าสู่ระบบ และเมื่ออาหารปรุงเสร็จ พนักงานในครัวจะสามารถสแกน QR Code บนใบคำสั่งซื้อเพื่อแจ้งเตือนให้ไรเดอร์ให้มารับอาหาร
ได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องรอหน้าร้าน นอกจากนี้ เครื่องพิมพ์อัจฉริยะนี้ยังสามารถกด “ปิดร้านชั่วคราว”
ในแอปพลิเคชัน Grab ได้โดยอัตโนมัติ หากร้านค้าไม่มีความเคลื่อนไหวในช่วงเวลาที่กำหนด ซึ่งจะทำให้ร้านค้าหมดกังวลเรื่องคำสั่งซื้อตกค้างเมื่อร้านปิด

Tap to Pay ด้วยการเปลี่ยนสมาร์ทโฟนที่มีแอปพลิเคชัน GrabMerchant ให้กลายเป็นเครื่องรับชำระเงินแบบไร้สัมผัส ซึ่งรองรับทั้งบัตรเดบิต-เครดิต หรือ QR Code ได้ทันที โดยไม่ต้องมีเครื่องรูดบัตร (EDC)

Driver AI Assistant เพื่อนคู่ใจบนท้องถนนของเหล่าคนขับและไรเดอร์ ที่ช่วยให้ข้อมูลและคำแนะนำทั้ง
ในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ วิธีการเพิ่มรายได้ นโยบายของแกร็บ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น เช่น การส่งข้อความหาผู้ใช้บริการ เป็นต้น

ภายในงาน GrabX 2026 ยังเปิดโอกาสให้ผู้ใช้บริการได้สัมผัสฟีเจอร์ใหม่ก่อนใครผ่านโปรแกรม “Grab Early Access” พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทดลองและให้คำแนะนำเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น โดยในปีนี้แกร็บยังได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ “Shake and Share” ที่ช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถแสดงความคิดเห็นหรือแจ้งปัญหาด้านการใช้งานได้ง่ายขึ้น เพียงแค่ “เขย่าโทรศัพท์” โดยผู้ที่สนใจเข้าร่วมโปรแกรมดังกล่าว สามารถลงทะเบียนได้ที่เว็บไซต์ของ GrabX

หมายเหตุ: การเปิดตัวผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละประเทศ ข้อกำหนดทางกฎหมาย การอนุญาต และความพร้อมของพันธมิตร ซึ่งจะส่งผลต่อการตั้งชื่อผลิตภัณฑ์ คุณสมบัติ ค่าธรรมเนียม และช่วงเวลาในการเปิดให้บริการ ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ

เกี่ยวกับแกร็บ

แกร็บ (Grab) คือ ผู้นำซูเปอร์แอปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งให้บริการทั้งด้านเดลิเวอรี การเดินทางและการเงินดิจิทัล ครอบคลุมกว่า 900 เมืองใน 8 ประเทศ อันได้แก่ กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม โดยในทุกวันแกร็บช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้คนหลายล้านสามารถเข้าถึงบริการต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้ภายในแอปพลิเคชันเดียว ไม่ว่าจะเป็น การสั่งอาหาร การสั่งซื้อสินค้าและของชำ การจัดส่งพัสดุเอกสาร การเรียกรถรับ-ส่งหรือแท็กซี่ ไปจนถึงการทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ เช่น บริการสินเชื่อและการทำประกัน แกร็บยังได้ดำเนินธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตในประเทศมาเลเซียภายใต้แบรนด์ Jaya Grocer และ Everrise ซึ่งสร้างความสะดวกสบายในการสั่งซื้อสินค้าและของชำแบบออนดีมานด์ให้กับผู้บริโภคได้มากขึ้น นอกจากนี้ แกร็บยังให้บริการทางการเงินผ่านธนาคารดิจิทัล GXS Bank ในประเทศสิงคโปร์และ GX Bank ในประเทศมาเลเซียด้วย ทั้งนี้ แกร็บก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2555 ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งขับเคลื่อนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปข้างหน้า ผ่านการสร้างโอกาสและส่งเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจให้กับทุกคน และยึดมั่นเจตนารมณ์ในการดำเนินธุรกิจที่มุ่งสร้างผลประกอบการที่แข็งแกร่งให้กับผู้ถือหุ้น ควบคู่ไปกับการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมทั่วทั้งภูมิภาค


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top