Monday, 8 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

ยูนิเซฟ ต้าน 'Deepfake' ส่อละเมิดเด็กด้วย AI หลังพบข้อมูลมีเด็ก 1.2 ล้านคน ถูกดัดแปลงหรือบิดเบือนให้มีลักษณะส่อไปในทางเพศ

ยูนิเซฟ แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อรายงานที่ชี้ให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของสื่อทางเพศที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ซึ่งถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงการนำภาพถ่ายของเด็กไปดัดแปลงหรือบิดเบือนให้มีลักษณะส่อไปในทางเพศ ซึ่งกำลังแพร่กระจายในวงกว้าง

“Deepfake” หมายถึงภาพ วิดีโอ หรือเสียงที่ถูกสร้างหรือปรับแต่งด้วย AI ให้ดูสมจริง ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้ถูกนำมาใช้มากขึ้นในการผลิตเนื้อหาที่เป็นการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการตัดต่อภาพให้มีลักษณะทางเพศ หรือการใช้เทคนิคที่เรียกว่า “การทำให้เปลือย” ซึ่งเป็นการใช้ AI ลบหรือดัดแปลงเสื้อผ้าในภาพถ่าย เพื่อปลอมแปลงให้เป็นภาพเปลือยหรือส่อไปในทางเพศ

ยูนิเซฟระบุว่า หลักฐานล่าสุดยืนยันว่า ภัยคุกคามนี้กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากการศึกษาของยูนิเซฟร่วมกับ ECPAT และองค์การตำรวจสากล (INTERPOL) ใน 11 ประเทศ พบว่าในปีที่ผ่านมา มีเด็กอย่างน้อย 1.2 ล้านคนที่เปิดเผยว่าภาพของตนถูกดัดแปลงด้วยวิธีการดีปเฟกให้มีลักษณะส่อไปในทางเพศ ในบางประเทศ เด็กมากถึง 1 ใน 25 คนได้รับผลกระทบ ซึ่งหมายความว่า ในห้องเรียนทั่วไป อาจมีเด็กอย่างน้อย 1 คนที่กำลังเผชิญกับการละเมิดในรูปแบบนี้

 “เด็ก ๆ เองก็รับรู้ถึงความเสี่ยงดังกล่าว ในบางประเทศที่เข้าร่วมการศึกษา เด็ก 2 ใน 3 คนแสดงความกังวลว่า AI อาจถูกนำมาใช้สร้างภาพหรือวิดีโอทางเพศปลอม ระดับความกังวลแตกต่างกันในแต่ละประเทศ สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการการเสริมสร้างการตระหนักรู้ การป้องกัน และระบบคุ้มครองเด็กให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น” ยูนิเซฟรายงาน

 พร้อมกันนี้  ยูนิเซฟขอเน้นย้ำว่า ภาพเด็กที่ถูกนำไปใช้ในลักษณะทางเพศ ไม่ว่าจะถูกสร้างหรือดัดแปลงด้วย AI ล้วนถือเป็น สื่อการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก (Child Sexual Abuse Material: CSAM) การละเมิดผ่านดีปเฟกคือการละเมิดจริง และไม่มีสิ่งใดเป็น “ของปลอม” เมื่ออันตรายที่เกิดขึ้นเป็นของจริง

เมื่อภาพหรืออัตลักษณ์ของเด็กถูกนำไปใช้ เด็กคนนั้นย่อมตกเป็นเหยื่อโดยตรง แม้ในกรณีที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ สื่อ CSAM ที่สร้างขึ้นด้วย AI ทำให้การแสวงประโยชน์ทางเพศต่อเด็กถูกมองเป็นเรื่องปกติ อีกทั้งยังกระตุ้นความต้องการเนื้อหาลักษณะนี้ และสร้างอุปสรรคต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการระบุตัว คุ้มครอง และช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบ

“ยูนิเซฟชื่นชมความพยายามของนักพัฒนา AI ที่นำแนวคิดเรื่องความปลอดภัยตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบและมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวดมาใช้ เพื่อลดการนำเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่ผิด อย่างไรก็ตาม มาตรฐานด้านความปลอดภัยในภาพรวมยังคงมีความเหลื่อมล้ำ โดยยังมีโมเดล AI จำนวนมากที่ขาดมาตรการคุ้มครองที่รัดกุมเพียงพอ และความเสี่ยงนี้อาจยิ่งเพิ่มขึ้น เมื่อ AI ถูกเชื่อมเข้ากับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียโดยตรง

 ยูนิเซฟได้เรียกร้องว่า ขอให้ทุกภาคส่วนเร่งดำเนินการดังต่อไปนี้ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่รุนแรงขึ้นจากสื่อการล่วงละเมิดทางเพศเด็กที่ถูกสร้างขึ้นโดย AI  รัฐบาลทุกประเทศ ควรขยายคำนิยามของสื่อการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก (CSAM) ให้ครอบคลุมถึงเนื้อหาที่สร้างขึ้นหรือดัดแปลงด้วย AI และกำหนดให้การสร้าง การจัดหา การครอบครอง และการเผยแพร่เนื้อหาดังกล่าวเป็นความผิดตามกฎหมาย  นักพัฒนา AI ควรนำหลัก “ความปลอดภัยตั้งแต่การออกแบบ” และมาตรการกำกับควบคุมที่เข้มแข็งมาใช้ เพื่อป้องกันการนำ AI ไปใช้ในทางที่ผิด

บริษัทดิจิทัล ควรดำเนินมาตรการเชิงป้องกันตั้งแต่ต้นทาง เพื่อไม่ให้มีการสร้างหรือเผยแพร่สื่อ CSAM ที่สร้างด้วย AI ไม่ใช่เพียงแค่ลบเนื้อหาหลังเกิดการละเมิดแล้ว พร้อมเสริมความเข้มแข็งของระบบการกลั่นกรองเนื้อหา โดยลงทุนในเทคโนโลยีการตรวจจับที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถระบุและลบเนื้อหาดังกล่าวได้อย่างทันท่วงที ไม่ปล่อยให้ล่าช้าหลายวันหลังจากมีการแจ้งเหตุ

“อันตรายจากการละเมิดด้วยดีปเฟกเป็นเรื่องจริงและเร่งด่วน เด็ก ๆ ไม่อาจรอให้กฎหมายไล่ตามให้ทันได้” ยูนิเซฟระบุ

ยูนิเซฟ ให้ข้อมูลอีกว่า สำหรับในประเทศไทย การล่วงละเมิดและแสวงประโยชน์ทางเพศทางออนไลน์กำลังเป็นภัยคุกคามที่น่ากังวลมากขึ้นเรื่อย ๆ  รายงานเรื่อง หยุดยั้งอันตรายในประเทศไทย (Disrupting Harm in Thailand)  ซึ่งจัดทำโดยยูนิเซฟ ร่วมกับ ECPAT และอินเตอร์โพล พบว่า ในปี 2564  มีเด็กอายุระหว่าง 12-17 ปีราว 400,000 คนในประเทศไทย หรือร้อยละ 9 ตกเป็นผู้เสียหายจากการล่วงละเมิดและแสวงประโยชน์ทางเพศทางออนไลน์ ผ่านวิธีการหลากหลาย เช่น การส่งต่อภาพทางเพศของพวกเขาโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการแบล็คเมลหรือข่มขู่เด็กให้เข้าร่วมกิจกรรมทางเพศ

ฟางเส้นสุดท้าย!! ‘ปู’ ประกาศยุติความสัมพันธ์ ‘เด๋อ’ เปิดแผลลึก 29 ปี ก่อนตัดใจเดินออกมา เผยความเจ็บปวดครั้งนี้มาจากการค้นพบ "โลกอีกใบ" ยกที่ดิน 4 ไร่ ปิดฉากรักครั้งนี้

(10 ก.พ. 69) ปิดตำนานรักต่างวัยที่หลายคนชื่นชมหลายสิบปี 'ปู กนกวรรณ' หรือที่รู้จักกันในชื่อ 'ปูเด๋อ' ประกาศยุติความสัมพันธ์กับอดีตสามี 'เด๋อ ดอกสะเดา' หลังจากพบความจริงที่ถูกซ่อนมานานเกือบ 3 ทศวรรษ ตัวเธอเปิดเผยว่าความเจ็บปวดครั้งนี้มาจากการค้นพบ "โลกอีกใบ" ที่ซ่อนอยู่ ภายใต้รอยยิ้มครอบครัวของตลกดัง

ปูเล่าว่าเรื่องปัญหานี้วนเวียนมาเนิ่นนานถึง 29 ปี ตั้งแต่แรกเริ่มคบหากัน ซึ่งเมื่อครั้งหนึ่งจับได้ว่าอดีตสามีไปหาผู้หญิงคนหนึ่งที่อพาร์ตเมนต์ แต่ถูกอธิบายว่าเป็นแค่ "เด็กของลูกน้อง" ด้วยความไว้วางใจและชื่อเสียงของฝ่ายชายทำให้เลือกที่จะให้อภัยและรักษาความสัมพันธ์ต่อไป

อย่างไรก็ตาม ความจริงที่ซ่อนอยู่ไม่จบที่นั้น เจ้าตัวเผยว่า "ผู้หญิงคนนี้" โทรเข้ามาบ้านและมือถืออยู่ตลอด จนกระทั่ง 2 ปีที่แล้ว เห็นโปรไฟล์ในไลน์ที่โทรเข้ากลางดึก และฟางเส้นสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 ที่ปูเจอหญิงคนนี้นอนเฝ้าอดีตสามีที่ศูนย์ฯ พร้อมคำกล่าวจากฝ่ายนั้นว่า "ตนเองมาก่อน" ซึ่งทำให้เธอตระหนักว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเธออาจเป็น "มือน้อย" ในความสัมพันธ์นี้โดยไม่รู้ตัว

ความเจ็บปวดที่ทำให้เธอปิดตำนานรักนี้ลง คือคำพูดที่ได้ยินว่า "ที่ผ่านมาต้องขอโทษด้วยนะ ไม่โกรธกันแล้วเนอะ แก่ๆ กันแล้ว" ทำให้ปูตัดสินใจเลิกอย่างเด็ดขาดและเพื่อจบเรื่องราวนี้เธอยอมมอบที่ดิน 4 ไร่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นชื่อฝ่ายชาย แม้จะซื้อด้วยเงินเธอเอง เพราะทั้งสองไม่ได้จดทะเบียนสมรสและแยกทรัพย์สินอย่างชัดเจน

การเลิกราครั้งนี้จึงสะท้อนถึงความเจ็บปวดในการค้นพบความจริงที่ถูกปกปิดเกือบสามทศวรรษและการตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตใหม่ของหญิงสาวในวัยที่ควรได้อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขในบั้นปลายชีวิต

ที่มา : https://board.postjung.com/1669367

พรรคกลางเสี่ยงสุด: “หลุมกลางตลาดการเมือง” ที่ใหญ่ก็ไม่สุด เล็กก็ไม่ชัด

บทเรียนจากกรณี ชาติไทยพัฒนา-ภูมิใจไทย, พรรคกล้า-ชาติพัฒนา
และชาติพัฒนาไม่ส่งผู้สมัครเลือกตั้งปี 2569
.
การเมืองไทยกำลังเดินเข้า “ยุคกระจุกตัว” แบบที่คนจำนวนมากตัดสินใจจากตัวเลือกหลักไม่กี่พรรค - เพราะเห็นบ่อย จำง่าย และรู้สึกว่า “เลือกแล้วไม่เสียเปล่า” ผลข้างเคียงคือ คนที่เหนื่อยที่สุดไม่ใช่พรรคเล็กเสมอไป แต่คือ “พรรคกลาง”: พรรคที่ไม่ใหญ่พอจะติดชอร์ตลิสต์ของคนส่วนใหญ่ และไม่เล็กพอจะอยู่แบบนิชอย่างชัดเจน
.
พูดให้ชัดกว่านั้น: พรรคกลางคือกลุ่มที่โดนบีบทั้งบนและล่างพร้อมกัน
ทำไมพรรคกลางถึง “เสี่ยงสุด”
ลองนึกภาพตลาดที่มีแบรนด์ใหญ่ 2-3 แบรนด์ครองชั้นวางหลักในห้าง ส่วนแบรนด์เล็กไปยืนโซนเฉพาะทาง คนยังพอหาเจอ แต่แบรนด์ที่ “อยู่ตรงกลาง” มักเจอปัญหา 3 ชั้น
.
ชั้นที่ 1: แพ้พรรคใหญ่เรื่องการมองเห็น (Visibility)
พรรคใหญ่มีพื้นที่สื่อ มีทีม มีงบ และมี “ภาพจำ” ชัดกว่า พรรคกลางพยายามพูดทุกเรื่อง แต่สุดท้ายคนจำไม่ได้ว่า “คุณเด่นเรื่องอะไร”
.
ชั้นที่ 2: แพ้พรรคเล็กเรื่องความชัด (Clarity)
พรรคเล็กที่อยู่รอดได้มักมีฐานเฉพาะ - พื้นที่เฉพาะ กลุ่มเฉพาะ หรือประเด็นเฉพาะ แต่พรรคกลางกลับกลายเป็น “คล้าย ๆ กัน” กับพรรคอื่นไปหมด
.
ชั้นที่ 3: แพ้ทุกฝ่ายเรื่องการโหวตเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic voting)
เมื่อคนรู้สึกว่า “เลือกพรรคที่ไม่ติดลุ้น = คะแนนอาจสูญเปล่า” คะแนนจะไหลไปหาพรรคใหญ่ พรรคกลางยิ่งถูกดูดคะแนนออก เพราะอยู่ในจุดที่คนลังเลที่สุด
.
กรณีศึกษา: พรรค/กลุ่มการเมืองที่ “ตัดสินใจ” เพื่อหนีหลุมกลาง
หมายเหตุสั้น ๆ กันสับสน: “ชาติไทยพัฒนา” กับ “ชาติพัฒนา” เป็นคนละพรรคกัน
.
เคส 1) ชาติไทยพัฒนา “ย้ายยกกลุ่ม” ไปอยู่ภูมิใจไทย: ทางรอดแบบ “เกาะสเกล”
หนึ่งในภาพที่สะท้อนแรงบีบของตลาดการเมืองคือการ “ย้ายค่ายทั้งกลุ่ม” วราวุธ ศิลปอาชา นำอดีต สส.ชาติไทยพัฒนา 10 คน ลงสมัครในนามภูมิใจไทย และรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการระบุว่าได้ไปต่อ 9 จาก 10 ที่นั่ง
.
นี่คือ “สูตรหนีหลุมกลาง” แบบตรงที่สุด: แทนที่จะเสี่ยงอยู่ในตำแหน่งกึ่งกลางที่กระแสไม่พอ ก็เลือกไปอยู่กับแบรนด์ใหญ่ที่มีสเกลและโอกาสชนะสูงกว่า - แลกกับการปรับสีเสื้อ/แบรนด์ แต่ได้ความมั่นคงทางการเมืองมากขึ้น
.
เคส 2) พรรคกล้าไปจับมือกับชาติพัฒนา จนรีแบรนด์เป็น “ชาติพัฒนากล้า”: ทางรอดแบบ “รีโพสิชัน”
อีกสูตรคือ “รวมทรัพยากร + รีแบรนด์” เพื่อให้พ้นจากความเป็นพรรคกลางที่ไม่ชัด ปี 2565 มีรายงานว่า กรณ์ จาติกวณิช และทีมจากพรรคกล้าไปร่วมงานกับพรรคชาติพัฒนา เสริมทีมเศรษฐกิจ และมีมติปรับเปลี่ยนชื่อเป็น “พรรคชาติพัฒนากล้า” (โดยย้ำว่าเป็นการมาร่วมงาน/รีแบรนด์ ไม่ใช่การรวมพรรคแบบทางการ)
.
นัยสำคัญของเคสนี้คือ พรรคกลางบางพรรคพยายาม “หนีหลุม” ด้วยการสร้างจุดขายใหม่ให้ชัดขึ้น (เช่น ทีมเศรษฐกิจ/ภาพลักษณ์ใหม่) แต่ก็สะท้อนอีกด้านว่า “รีแบรนด์อย่างเดียวไม่พอ” ถ้าโครงสร้างฐานเสียงและความเป็นเอกภาพยังไม่แน่น - เพราะต่อมาในปี 2566 มีรายงานว่า กรณ์ จาติกวณิช ยื่นลาออกจากสมาชิกพรรคชาติพัฒนากล้า
.
เคส 3) ชาติพัฒนา “เว้นวรรค” ไม่ส่งผู้สมัครเลือกตั้ง 2569: ทางรอดแบบ “พักเกม” เมื่อสนามแพงเกินคุ้ม
กรณีนี้สะท้อนแรงบีบของยุค “สามขั้ว” ชัดมาก สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ระบุว่าการเมืองกำลังเข้าสู่ยุค 3 ขั้ว แข่งขันสูง พรรคเล็กเสียเปรียบ และพรรคชาติพัฒนามีมติไม่ส่งผู้สมัครเลือกตั้ง 2569 พร้อม “เปิดทางอดีต สส. ย้ายสังกัดตามดุลยพินิจ”
.
นี่คือการยอมรับความจริงแบบนักบริหาร: เมื่อ “ต้นทุนลงสนาม” แพงกว่าผลลัพธ์ที่คาดหวัง บางพรรคเลือกถอยหนึ่งก้าว เพื่อไม่ให้ทรัพยากรหมดไปกับเกมที่เสียเปรียบเชิงโครงสร้าง
.
บทเรียนจาก 3 เคส: พรรคกลางมี 3 ทางเลือกเท่านั้น
จากทั้งสามกรณี เราจะเห็นว่า “พรรคกลาง” ถ้าจะรอด ต้องเลือกทางให้ชัด (ทำพร้อมกันทุกทางมักยิ่งหลุมลึก)
สิ่งที่อันตรายที่สุดคือ “อยู่กลาง ๆ ต่อไป” โดยหวังว่าเดี๋ยวคนจะเห็นเอง - เพราะในยุคที่คนตัดสินใจจากชอร์ตลิสต์ไม่กี่ตัวเลือก ความไม่ชัด = การหายไปอย่างเงียบ ๆ
•    โตให้สุด (Scale up) - รวมกับพรรคใหญ่/เกาะสเกล เพื่อชนะในสนามจริง
•    เล็กให้ชัด (Niche down) - เป็น specialist: ยึดพื้นที่/กลุ่ม/ประเด็นให้แน่น
•    พักเกม (Pause/Exit temporarily) - ไม่ลงแข่ง เมื่อสนามแพงและเสียเปรียบโครงสร้าง
.

‘ดร.เจษฎ์’ เตือน กกต. เคลียร์ชัดๆ หวั่นเกิดม็อบทั่วประเทศ

[กรุงเทพฯ] 10 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.00 น. -รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ส่งสัญญาณเตือนถึงสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยระบุว่า ขณะนี้ภารกิจของผู้สมัครและพรรคการเมืองสิ้นสุดลงแล้ว แต่ภารกิจที่ "หนักกว่า" คือหน้าที่ของ กกต. ที่ต้องจัดการกับการเลือกตั้ง ซึ่งถูกครหาว่า "ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม" โดยเฉพาะประเด็นความผิดปกติของการนับคะแนน จากปม "บัตรเขย่ง" ที่ลือสะพัดว่ามีจำนวนมหาศาลอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

"บัตรมันจะเกินได้ยังไงครับ? ที่ว่าบัตรเขย่ง ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เขาก็เขย่งกันจำนวนหลักสิบ จำนวนหลักร้อยก็แทบไม่เคยเกิดในประวัติศาสตร์ ถ้ามันมากมายมหาศาลแบบนี้ การเลือกตั้ง ถูกมองว่าไม่เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวอีกด้วยว่า กกต. มีเครื่องมือและอำนาจล้นมือในตอนนี้ หากพบหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต ต้องกล้าตัดสินใจ อย่าง “ใบเหลือง” สั่งเลือกตั้งใหม่ในเขตที่มีปัญหาเพื่อคืนความชอบธรรม “ใบแดง” ส่งศาลตัดสิทธิ์พวกโกงให้พ้นวงจรการเมือง และต้องชดใช้ค่าเลือกตั้งใหม่ อีกทั้งมีข่าวว่ากัมพูชาเริ่มอีกแล้ว เรื่องของนานาอารยประเทศที่กำลังรุกเข้ามาก็ยังไม่จบ เราจะได้รัฐบาลโดยเร็วหรือไม่ กฎหมายกำหนดครับว่าท่านต้องประกาศผลการเลือกตั้งภายใน 60 วัน จะทำอะไรก็ต้องรีบทำ ปล่อยให้มีข้อครางแคลงสงสัยของพี่น้องประชาชนแบบนี้ ปล่อยให้ผู้เล่นถูกตั้งข้อรังเกียจไม่ได้ กกต.ต้องรีบจัดการโดยเร็ว ไม่ต้องรอครบ 60 วันก็ได้

"เครื่องมือมีอยู่ในมือท่าน อำนาจที่ท่านสามารถทำได้ ถ้าท่านเห็นว่ามันมีเหตุอันควรสงสัย หรือมันมีหลักฐานอันควรเชื่อว่าการเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม ถ้าท่านจะคิดพิจารณาแบบที่คนเขาบอกกันว่าให้ 'ใบเหลือง' คือไม่ได้ไปกระทบสิทธิ์ใคร แต่ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเขตใด ท่านต้องรีบทำ หากว่าท่านพบว่ามีการกระทำผิด มีสิ่งที่ถึงขนาดว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อ ท่านต้องดำเนินการส่งศาลเพื่อให้เกิดสิ่งที่คนเขาเรียกว่า 'ใบแดง' แล้วต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ โดยที่ถ้ามีใครทำผิด คนนั้นก็ต้องถูกตัดสิทธิ์ และถ้าหากศาลได้วินิจฉัยมาแล้ว คนนั้นก็ต้องจ่ายค่าเลือกตั้งใหม่" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว
 

ผู้ต้องสงสัยจากแหล่งฉ้อโกงโทรคมนาคมใน 'เมียนมา' ถูกส่งกลับจีนทั้งหมดแล้ว

ปักกิ่ง, 9 ก.พ. (ซินหัว) -- วันจันทร์ (9 ก.พ.) กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนรายงานว่ามีการส่งตัวผู้ต้องสงสัยจากแหล่งซ่องสุมการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมขนาดใหญ่ในเมืองเมียวดีของเมียนมากลับสู่จีนทั้งหมดแล้ว รวมถึงการทำลายสิ่งปลูกสร้างที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ดังกล่าวมากกว่า 630 หลัง ซึ่งหมายความว่าปฏิบัติการกวาดล้างร่วมกันในพื้นที่ดังกล่าวระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของจีน เมียนมา และไทยได้บรรลุผลลัพธ์ตามระยะเวลาที่กำหนด

รายงานระบุว่าจีน เมียนมา และไทยได้จัดตั้งกลไกการประสานงานระดับกระทรวงเมื่อต้นปี 2025 เพื่อร่วมกันปราบปรามการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและทางออนไลน์ ซึ่งนำสู่การปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายร่วมกันหลายรอบตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยตั้งแต่เริ่มต้นปี 2026 มีการส่งตัวผู้ต้องสงสัยกลับประเทศร่วมกัน 10 ครั้ง เพื่อส่งตัวผู้ต้องสงสัยก่ออาชญากรรมกลับสู่จีนมากกว่า 1,500 ราย

การเมืองแบบแฟนด้อม: เมื่อพรรคการเมืองกลายเป็น “ทีมของฉัน” มากกว่า “นโยบายของเรา”

การเมืองไทยช่วงหลัง ๆ มีอาการหนึ่งที่เห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ: คนจำนวนไม่น้อยไม่ได้ “สนับสนุน” พรรคหรือผู้นำแบบประเมินผลงาน แต่ “เชียร์” แบบแฟนคลับ—แพ้ไม่ยอมรับ ชนะก็ไม่อยากฟังคำเตือน ฝ่ายเราอะไรก็ถูก ฝ่ายเขาอะไรก็ผิดไปหมด
นักวิชาการเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “political fandom” หรือ “fan democracy” คือประชาชนมีพฤติกรรมคล้ายแฟนสื่อ/แฟนดารา/แฟนกีฬา หันไปยึดโยงการเมืองกับอารมณ์ ความเป็นพวก และพิธีกรรมการเชียร์ มากกว่าการถกเถียงเชิงเหตุผลเรื่องนโยบาย

1) แฟนด้อมการเมืองต่างจากการ “มีจุดยืน” ยังไง
การมีจุดยืนคือ “เห็นต่างได้ แต่คุยกันได้” แต่แฟนด้อมคือ “เห็นต่างไม่ได้ เพราะมันคือทีมของฉัน”
สัญญาณแฟนด้อมการเมืองที่พบได้บ่อย:
•    ตัดสิน “คน” ก่อนตัดสิน “เรื่อง”: ถ้าฝ่ายเราพูด = จริง / ถ้าฝ่ายเขาพูด = โกหก
•    ปกป้องแบบอัตโนมัติ: ต่อให้ข้อมูลใหม่หักล้าง ก็ยังต้องมีเหตุผลให้ทีมเรา
•    มองคนอีกฝั่งเป็น “ศัตรู” มากกว่า “คู่แข่งทางความคิด”
•    ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์: โกรธ สะใจ เหน็บแนม มากกว่าข้อเท็จจริง

2) หัวใจของแฟนด้อมคือ “ความรักพวกเรา-ความชังพวกเขา”
หลายงานวิจัยอธิบายปรากฏการณ์นี้ด้วยคำว่า affective polarization คือความรู้สึกรัก/ชอบฝ่ายตัวเองและชัง/รังเกียจฝ่ายตรงข้ามที่เพิ่มขึ้น จนบางครั้งแรงกว่า “ความต่างเชิงนโยบาย” เสียอีก
พูดง่าย ๆ คือ: เราไม่ได้เถียงกันว่า “นโยบายไหนดี” แต่เถียงกันว่า “ใครคือคนดี/คนเลว” และเมื่อการเมืองกลายเป็นศีลธรรมแบบขาว-ดำ การฟังกันก็ยากทันที

3) ทำไมแฟนด้อมถึงโตไวบนโซเชียล
แฟนด้อมโตไวเพราะเข้ากับธรรมชาติของแพลตฟอร์ม: อารมณ์แรง = การมองเห็นสูง เนื้อหาที่กระตุ้นความโกรธ ความสะใจ หรือความกลัว มักถูกแชร์และถูกดันมากกว่าเนื้อหาที่ต้องใช้เวลาคิด
เมื่อเราถูกป้อนเนื้อหาจากคนคิดเหมือนกันซ้ำ ๆ (echo chamber / filter bubble) เราจะมั่นใจขึ้นว่า “ทุกคนต้องคิดแบบเรา” และมองฝ่ายตรงข้ามแปลกประหลาดกว่าเดิม

4) แฟนด้อมมีข้อดีไหม? มี—และนั่นทำให้มันอยู่ยาว
ต้องยอมรับตรง ๆ ว่าแฟนด้อมทำให้คน “มีส่วนร่วม” มากขึ้น: ติดตามข่าว ออกไปเลือกตั้ง ช่วยทำคอนเทนต์ ช่วยหาเสียง ทำงานอาสา พลังแบบนี้ทำให้การเมืองมีชีวิต และทำให้คนจำนวนมาก “สนใจบ้านเมือง”

5) ต้นทุนที่สังคมต้องจ่ายเมื่อการเมืองกลายเป็นแฟนคลับ
1.    นโยบายกลายเป็นพร็อพ: สำคัญกว่าคือ “ทีมชนะ” ไม่ใช่ “ประเทศดีขึ้น”
2.    สังคมคุยกันไม่ได้ แม้เรื่องที่ควรคุยได้: ทุกเรื่องถูกดึงไปเป็นสงครามฝ่าย
3.    เปิดช่องให้ข้อมูลเท็จและการปั่นอารมณ์: คนแชร์เพราะสะใจ ไม่ใช่เพราะจริง
4.    ความชังกลายเป็นอัตลักษณ์: วิจารณ์พรรค = เหมือนวิจารณ์ “ตัวฉัน”

6) ทางออกไม่ใช่ “เลิกเชียร์” แต่คือ “เชียร์แบบมีสติ”
การเมืองไม่เหมือนกีฬา เพราะแพ้-ชนะแล้ว “เราต้องอยู่ประเทศเดียวกันต่อ” โจทย์จึงคือเปลี่ยนจากแฟนคลับเป็นพลเมือง โดยยังสนับสนุนฝ่ายที่ชอบได้
•    แยก “คน” ออกจาก “งาน”: ชอบพรรคได้ แต่อย่าเลิกตรวจงาน
•    ตั้งคำถามเดียวกันกับทุกฝ่าย: เงินมาจากไหน? ทำเมื่อไร? วัดผลยังไง?
•    อ่านข้ามฝั่งแบบไม่ต้องเชื่อ: อ่านเพื่อรู้ว่าเขาคิดอะไร ไม่ใช่อ่านเพื่อโกรธ
•    หยุดแชร์ก่อน 10 วินาที: ถามตัวเองว่า “จริงไหม” ไม่ใช่ “สะใจไหม”
•    ยอมรับว่า “ทีมเรา” ก็ผิดได้: คนทำงานจริงไม่มีใครถูก 100%
•    ลดพิธีกรรมด่ากันในคอมเมนต์: คุณไม่จำเป็นต้องชนะทุกวงสนทนา
•    ให้รางวัลกับความกล้าพูดความจริงของฝ่ายตัวเอง: คนที่เตือนทีมตัวเองคือคนที่ช่วยประเทศ

โลกรวน เขย่าเศรษฐกิจโลก ไทยจะตั้งหลักอย่างไรในโลกการลงทุนยุคใหม่

ปรากฏการณ์โลกรวน (Climate Change) ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งใน “แรงขับเคลื่อนโครงสร้างเศรษฐกิจโลก” ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในศตวรรษนี้ ตั้งแต่ราคาพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร ห่วงโซ่อุปทานโลก ไปจนถึงกติกาการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ

ในวันที่อุณหภูมิโลกสูงขึ้น ภัยพิบัติถี่ขึ้น และต้นทุนความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจโลกกำลังถูกบังคับให้ “เปลี่ยนวิธีคิด” จากการเติบโตแบบใช้ทรัพยากรเข้มข้น ไปสู่การเติบโตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และความมั่นคงระยะยาว

เมื่อโลกรวนกลายเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจ

ผลกระทบจากโลกรวนเริ่มสะท้อนชัดในตัวเลขเศรษฐกิจ จาก รายงาน Climate Risk Index 2025 ระบุว่า ภัยแล้ง น้ำท่วม คลื่นความร้อน และพายุรุนแรง สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับโลกแล้วรวมกว่า 4.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 150 ล้านล้านบาท) ส่งผลต่อผลผลิตภาคเกษตร การผลิตพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นจากการปรับตัวด้านพลังงาน ประกันภัย และการบริหารความเสี่ยง

ในมุมของนักลงทุน ความผันผวนจากสภาพอากาศไม่ได้กระทบแค่กำไรระยะสั้น แต่กำลังเปลี่ยนการประเมิน “ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง” ของประเทศและอุตสาหกรรมในระยะยาว ภัยแล้ง น้ำท่วม ความร้อนจัด หรือความไม่แน่นอนของฤดูกาล ไม่เพียงเพิ่มต้นทุนการผลิตและทำให้ซัพพลายเชนสะดุด แต่ยังบั่นทอนผลิตภาพแรงงาน ความมั่นคงด้านพลังงาน และเศรษฐกิจ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยหลักที่นักลงทุนใช้ประเมินความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ในทางกลับกัน เงินลงทุนกำลังไหลไปสู่กิจการและอุตสาหกรรมที่ พิสูจน์ได้ว่าปรับตัวต่อโลกรวนได้จริง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่ใช้พลังงานสะอาด ลดการปล่อยคาร์บอน มีห่วงโซ่อุปทานยืดหยุ่น หรือสามารถปฏิบัติตามกติกาการค้าใหม่ของโลก เช่น มาตรการคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ได้อย่างไม่เสียเปรียบ ธุรกิจเหล่านี้ไม่ได้ถูกมองว่า “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” เท่านั้น แต่ถูกมองว่า มีความเสี่ยงต่ำกว่าในระยะยาว และมีโอกาสเติบโตท่ามกลางกติกาเศรษฐกิจโลกชุดใหม่

กล่าวได้ว่า โลกรวนกำลังทำหน้าที่เป็น ตัวคัดกรองการลงทุน โดยอัตโนมัติ ใครปรับตัวได้เร็ว วางกลยุทธ์รับมือความเสี่ยงด้านภูมิอากาศได้ชัดเจน ยิ่งได้เปรียบในการดึงดูดเงินทุน ขณะที่ผู้ที่ยังยึดติดกับโมเดลธุรกิจเดิม อาจเผชิญไม่ใช่แค่ความผันผวนของกำไร แต่รวมถึงความเสี่ยงที่จะ “หลุดขบวน” การลงทุนโลกในระยะยาว

Climate Policy และกำแพงภาษีรูปแบบใหม่

จุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คือทั่วโลกมีนโยบายในด้าน Climate Change ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น Net Zero Emission ที่มีเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 43% ภายในปี 2030 และเข้าสู่ Net Zero ให้ได้ภายในประมาณช่วงปี 2050 และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ที่ระบุเป้าหมายเกี่ยวกับการปฏิบัติการเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่เกิดขึ้นให้เป็น 1 ใน 17 เป้าหมายของ SDGs ด้วย รวมไปถึงการที่ประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา เริ่มยกระดับ “นโยบายด้านสภาพอากาศ” จากประเด็นสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ ไปสู่การเป็น เครื่องมือกำหนดกติกาการค้าโลก อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่ผูกโยงเข้ากับการนำเข้าและการลงทุน

ตัวอย่างชัดเจนคือ มาตรการเก็บภาษีคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ของสหภาพยุโรป ที่กำหนดให้สินค้านำเข้าในอุตสาหกรรมหลัก เช่น เหล็ก ซีเมนต์ อะลูมิเนียม ปุ๋ย และไฟฟ้า ต้องรายงานและชำระต้นทุนคาร์บอนในระดับใกล้เคียงกับผู้ผลิตในยุโรป ไม่เพียงแต่ในสหภาพยุโรปเท่านั้น ประเทศคู่ค้าหลักของไทยหลายประเทศอยู่ระหว่างการพิจารณาออกมาตรการปรับค่าคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Border Carbon Adjustment: BCA) เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย เป็นต้น ขณะเดียวกัน หลายประเทศยังเพิ่ม ข้อกำหนดด้านคาร์บอนฟุตพรินต์ การเปิดเผยข้อมูล ESG และเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมในข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อคัดกรองสินค้าที่จะเข้าสู่ตลาดของตน

มาตรการเหล่านี้กำลังทำหน้าที่เป็น “กำแพงภาษีแบบใหม่” ที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนอัตราภาษีศุลกากรแบบเดิม แต่ตั้งอยู่บน “คุณภาพของกระบวนการผลิต” และความสามารถในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศผู้ส่งออกโดยตรง กล่าวคือ ต่อให้สินค้ามีต้นทุนการผลิตต่ำ ราคาแข่งขันได้ แต่หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก็อาจต้องเผชิญต้นทุนแฝงเพิ่มเติมในรูปของภาษีคาร์บอน การถูกจำกัดตลาด หรือแม้แต่การถูกกีดกันทางการค้าโดยปริยาย

นอกจากนี้ Climate Policy ยังสะท้อนการเปลี่ยนดุลอำนาจทางเศรษฐกิจ จากการแข่งขันด้าน “ต้นทุนแรงงานและทรัพยากร” ไปสู่การแข่งขันด้าน เทคโนโลยีสะอาด มาตรฐานการผลิต และความสามารถในการบริหารจัดการคาร์บอน ประเทศหรืออุตสาหกรรมที่ปรับตัวไม่ทัน มีความเสี่ยงสูญเสียฐานการผลิต ส่งออกได้น้อยลง และถูกลดบทบาทในห่วงโซ่มูลค่าโลก กติกาการค้าโลกใหม่ กลายเป็นกลไกกำหนดทิศทางการลงทุน การย้ายฐานการผลิต และความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

เศรษฐกิจไทยในสมรภูมิการค้าโลกยุคคาร์บอน

สำหรับประเทศไทย ซึ่งพึ่งพาการส่งออกและการลงทุนจากต่างชาติเป็นหลัก ผลกระทบจากกติกาโลกร้อนจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว อุตสาหกรรมหลักอย่างยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เหล็ก ปิโตรเคมี และอาหาร ล้วนอยู่ในกลุ่มที่ถูกจับตาด้านการปล่อยคาร์บอน หากไทยไม่เร่งปรับโครงสร้างการผลิตและนโยบายสนับสนุน การแข่งขันในตลาดโลกอาจไม่ได้วัดกันที่ต้นทุนแรงงานหรือโลจิสติกส์อีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของ “ต้นทุนคาร์บอน” และความโปร่งใสของซัพพลายเชน

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้ออกแบบมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างเศรษฐกิจใหม่ โดยยึดโยงกับกฎ กติกา และเศรษฐกิจในโลกการค้ายุคใหม่ ที่ไม่ได้มองเป็นแค่เครื่องมือดึงเม็ดเงินลงทุน แต่เป็นกลไกกำหนด “ทิศทางเศรษฐกิจไทยในโลกคาร์บอนต่ำ” โดยผลักดันให้อุตสาหกรรมไทยปรับตัวให้สอดรับกับกติกาการค้าโลกยุคใหม่ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า ดาต้า เซ็นเตอร์ โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล และเทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอน เช่น ระบบกักเก็บพลังงาน ไม่ได้ตอบโจทย์แค่สิ่งแวดล้อม แต่เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

เลือกตั้งไทยในยุค “ตลาดกระจุก”: เมื่อกฎสามรายเริ่มครองเกมการเมือง

เวลาคนจะซื้อของชิ้นใหญ่ ๆ เรามักนึกออกแค่ไม่กี่ยี่ห้อก่อนเสมอ - มือถือก็มีไม่กี่แบรนด์ที่ติด “ชอร์ตลิสต์” รถยนต์ก็เช่นกัน การเมืองไทยช่วงหลังเริ่มมีหน้าตาคล้าย ๆ แบบนั้น: คนจำนวนมากตัดสินใจจาก “ตัวเลือกหลัก” ไม่กี่พรรค แล้วปล่อยให้พรรคอื่น ๆ ไปแย่งพื้นที่เฉพาะทางกันเอง

เลนส์หนึ่งที่ช่วยอธิบายภาพนี้ได้คม คือ “Rule of Three” หรือ “กฎสามราย” ของ Jagdish Sheth และ Rajendra Sisodia ซึ่งเสนอว่า ในตลาดที่แข่งขันจัดและเริ่มโตเต็มที่ มักเหลือผู้เล่นสายกว้าง 3 รายครองส่วนใหญ่ของตลาด ส่วนรายอื่นจะอยู่ได้ด้วยการเป็นรายเฉพาะทาง ไม่จำเป็นต้อง “ตายหมด” แต่ต้องรู้บทบาทของตัวเองให้ชัด
คำถามคือ...ถ้านำเลนส์นี้มาส่อง “ผลเลือกตั้งไทย” เราจะเห็นอะไร?

Rule of Three คืออะไร (แบบไม่วิชาการ)
แก่นของกฎนี้สรุปได้ 3 ข้อ:
1) ตลาดที่แข่งขันสูงและสุกงอม มักเหลือผู้เล่น “สายกว้าง” (generalists) 3 รายที่ยึดพื้นที่หลักของตลาด
2) ผู้เล่นที่เหลือจะไปอยู่ฝั่ง “เฉพาะทาง” (specialists) คือเล็กแต่ชัด - เชี่ยวชาญบางหมวด บางกลุ่มลูกค้า หรือบางพื้นที่
3) กลุ่มที่เสี่ยงที่สุดคือ “รายกลาง” ที่ไม่ติด Top 3 และก็ยังไม่ยอมเล็กให้ชัด เพราะจะถูกบีบทั้งจากผู้เล่นใหญ่ (สเกล งบ และการถูกพูดถึง) และผู้เล่นนิช (ความเฉพาะและความภักดีของฐานลูกค้า)

แปลงเป็นภาษาเลือกตั้ง: พรรค = แบรนด์ / คะแนน = ส่วนแบ่งตลาด
สนามเลือกตั้งก็เป็น “ตลาดความสนใจ” แบบหนึ่ง พรรคการเมืองต้องแข่งกันทั้งการรับรู้ (คนเห็น-คนจำ) และการแปลงเป็นคะแนน/ที่นั่ง (คนเลือกจริง)
พอการแข่งขันเข้มขึ้น คนจำนวนมากจะตัดสินใจจาก “ตัวเลือกหลัก” ไม่กี่ตัว เพราะเวลาและข้อมูลจำกัด คล้ายพฤติกรรมผู้บริโภคที่นึกแบรนด์หลัก ๆ ออกไม่กี่แบรนด์ก่อนเสมอ
ผลคือพื้นที่สื่อ กระแส และการคุยกันของสังคม จะเริ่มหมุนรอบ “สามเหลี่ยม” ของพรรคหลัก ขณะที่พรรคอื่นต้องดิ้นรนหาจุดยืนเฉพาะให้สังคมจำได้

ภาพจากผลเลือกตั้ง: Top 3 กินพื้นที่สภามากขึ้น
ถ้ามองเชิงโครงสร้าง “ที่นั่ง” จะเห็นภาพการกระจุกตัวชัดขึ้น
ในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 (ผลไม่เป็นทางการ ณ ช่วงที่นับได้ราว 94% ของหน่วยเลือกตั้ง) สามพรรคที่ได้ที่นั่งมากสุดคือ ภูมิใจไทย 193 ที่นั่ง, พรรคประชาชน 118 ที่นั่ง และเพื่อไทย 74 ที่นั่ง รวมกัน 385 จาก 500 ที่นั่ง หรือประมาณ 77% ของสภา ขณะเดียวกันมีรายงานอัตราผู้มาใช้สิทธิราว 65%
ย้อนกลับไปเลือกตั้งปี 2566 ก็เห็นรูปแบบคล้ายกัน: สามพรรคที่ได้ที่นั่งมากสุดรวมกันราว 73% ของสภา
นั่นหมายความว่า “พื้นที่ชั้นวาง” ในสภาเริ่มถูกยึดโดยตัวเลือกหลักไม่กี่พรรคมากขึ้นเรื่อย ๆ

ทำไมการเมืองถึงเข้าสู่ยุคตลาดกระจุก
อย่างน้อยมี 3 แรงส่งที่มักทำให้การแข่งขันกระจุกตัว:
• กติกาและโครงสร้างการเลือกตั้ง: การมีทั้งเขตและบัญชีรายชื่อทำให้ “เครื่องจักรพื้นที่” และ “แบรนด์ระดับชาติ” สำคัญพร้อมกัน พรรคที่ทำได้ครบจะได้เปรียบ
• ต้นทุนการแข่งขัน: ผู้สมัคร เครือข่าย งบหาเสียง ทีมสื่อสาร และความสามารถในการเล่าเรื่องใหญ่ของประเทศ ต้องใช้สเกลและทรัพยากร
• การโหวตเชิงยุทธศาสตร์: เมื่อคนเชื่อว่ามีไม่กี่พรรคที่ลุ้นได้จริง คะแนนของพรรคอื่นยิ่งไหลออก และยิ่งทำให้ Top 3 แข็งแรงขึ้น

จาก ทหารมีไว้ทำไม ถึง แก่ จน โง่ ‘อัจฉราวดี’ ชี้ พลังเงียบรวมตัวสู้กระแสเหยียดคนไทย

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 อาจารย์อ้อย อัจฉราวดี วงศ์สกล ประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต และมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ต้องยกให้เป็น อินฟลูเอนเซอร์ ที่ออกมาแสดงจุดยืนแถวหน้าในฝ่ายของผู้รักชาติ โพสต์ข้อความระบุว่า เวลาพวกนี้เข้าก๊วนกัน ดูราวกับเขาคิดว่า

เขาเป็นคนรุ่นใหม่ รวย ทันสมัย จนนำมาสู่ความผยอง

วันนี้พรรคส้มรู้ซึ้งแล้วว่า ความผยองฆ่าพรรคได้ยังไง

แค่วลี "ทหารมีไว้ทำไม รบกับใครก็ไม่ชนะ" ก็หนักหนาแล้ว

ยังมาเจอ "แก่ จน โง่" ถ้อยวาจาสุดเหยียด

ที่กลายมาช่วยปลุกกระแสรักชาติ

จากที่ตื่นแล้ว ก็ตื่นยิ่งขึ้นไปอีก

ชื่อดิว วีรวัฒน์ ต้องถูกบันทึกไว้

ในเส้นทางการเมืองของพรรคส้ม

ว่าเป็นผู้ร่วมทำลายโอกาสของพรรค

ไม่ใช่ผู้สนับสนุนพรรค

10 กุมภาพันธ์ ของทุกปี วันอาสารักษาดินแดน หน่วยพลเรือนอาสาผู้เสียสละเพื่อบ้านเมือง ย้ำบทบาท อส. เสาหลักความสงบระดับท้องถิ่น เชิดชูผู้ปิดทองหลังพระ

(10 ก.พ. 69) วันที่ 10 กุมภาพันธ์ของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น "วันอาสารักษาดินแดน" เพื่อสดุดีกำลังพลอาสาในกองอาสารักษาดินแดน (อส.) ที่ถือเป็นเสาหลักความมั่นคงในระดับพื้นที่ของประเทศ โดย อส. ได้ปฏิบัติหน้าที่ช่วยดูแลความสงบเรียบร้อย สนับสนุนงานฝ่ายปกครอง และช่วยเหลือประชาชนในเหตุฉุกเฉินต่าง ๆ

วันอาสารักษาดินแดนที่กำหนดขึ้น ผูกอยู่บนพื้นฐานของพระราชบัญญัติกองอาสารักษาดินแดน พ.ศ. 2497 ซึ่งวางโครงสร้างให้ อส. อยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย มีทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อทำภารกิจสนับสนุนความมั่นคงและการปกครองในพื้นที่ท้องถิ่น

ภารกิจของ อส. ไม่ใช่เพียงกำลังเสริมทั่วไป แต่เป็นกลไกที่ออกแบบให้ทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐในสถานการณ์หลากหลาย รวมถึงการรักษาความสงบในพื้นที่ การรักษาสถานที่สำคัญ สนับสนุนความปลอดภัยด้านการคมนาคม และช่วยเหลือประชาชนเวลาประสบภัย "ความมั่นคง" จึงหมายถึงการมีคนทำงานจริงในชุมชน

กฎหมายกำหนดคุณสมบัติของสมาชิก อส. อย่างชัดเจน ต้องมีสัญชาติไทย อยู่ในช่วงอายุและสุขภาพที่เหมาะสม พร้อมปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยมีข้อจำกัดไม่ให้ซ้อนทับกับกำลังประจำการอื่น

วันอาสารักษาดินแดนจึงเป็นวันสำคัญที่สะท้อนความร่วมมือเชิงเครือข่ายระหว่างรัฐกับประชาชน เพื่อรักษาความปลอดภัยและความสงบให้สังคมเดินหน้าต่อไปได้ในทุกสถานการณ์ พร้อมย้ำว่า "ความปลอดภัยของประชาชน" ต้องอาศัยคนทำงานที่รู้จักพื้นที่และพร้อมปฏิบัติหน้าที่เสมอ

ที่มา : https://www.myhora.com/calendar/important-day.aspx?23


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top