Tuesday, 27 October 2026
THE STATES TIMES TEAM

‘อนุทิน’ ลั่นฟ้อง ‘ยิ่งชีพ iLaw’!! ซัดกล่าวหาไร้หลักฐานทำคนเสียหาย ปมพาดพิงคดีฮั้ว สว. ย้ำพูดต้องมีหลักฐาน ครั้งนี้ไม่ยอมความ คำกล่าวหาทางการเมืองไม่ใช่พื้นที่ปลอดความรับผิด หากพาดพิงให้เสียหาย ต้องเจอกระบวนการกฎหมาย

'อนุทิน' เดินหน้าฟ้อง 'ยิ่งชีพ iLaw' หมิ่นประมาท ไม่มียอมความบอกหลายครั้งแล้ว ทีหลังก่อนพูดได้คิดบ้าง มองเดินเกมเพราะกลัว ภท.ได้ดี ยันไม่เกี่ยวข้อคดีฮั้ว สว. ไม่ได้ทำจะไปกังวลอะไร

22 ก.ค.2569 - นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีเตรียมฟ้องความหมิ่นประมาทกับ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ที่กล่าวหาบุคคลพรรคภูมิใจไทย 9 มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. โดยมีชื่อนายอนุทินรวมอยู่ด้วยว่า ตามกฎหมายการจะพูดกล่าวหาใครต้องมีหลักฐานชัดเจน เรื่องนี้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมและยังไม่มีการส่งฟ้อง แล้วเขาเป็นใครเที่ยวมาพิพากษาแล้วมาเอ่ยชื่อแบบนั้นทำให้คนได้รับความเสียหาย เมื่อดูจากรายงานก็อ้างถึงพยานคนโน้นพูดอย่างนี้ และพยานที่อ้างคือใคร เราก็เคารพกันทุกคนมีสิทธิที่จะพูดแต่พูดอะไรต้องรับผิดชอบ

เมื่อถามว่ามองนายยิ่งชีพ มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองอะไรหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ไม่รู้จะพูดอย่างไร วัตถุประสงค์คงไม่อยากให้พวกผมได้ดี อาจมีความผิดหวังอะไรอย่างนี้”

ถามว่ามองว่ามีการเมืองอยู่เบื่องหลังหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่คิดไม่เสียเวลาคิด เราก็มีกฎหมายทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ถ้าใครมีเจตนาไม่ดีก่อให้เกิดความเสียหาย ทำให้เกิดความแตกแยกของสังคม ความชิงชังซึ่งกันและกันเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ในประเทศนี้ ทุกคนต้องรับผิดชอบคำพูดของตัวเอง

เมื่อถามว่า นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ในฐานะฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กตั้งคำถามถึงเงินบริจาคให้ iLaw ว่ามาต่างชาติ และใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า นายศุภชัย ได้รับมอบหมายจากพรรคให้ไปดำเนินคดี ท่านก็มีแนวทางวิธีการดำเนินการไป สมัยก่อนมีแบบนี้เยอะถึงเวลาฟ้องไปแล้วก็มาขอประนีประนอมขอศาลให้เมตตาแต่ครั้งนี้คงไม่ เพราะหลายครั้งแล้ว

เมื่อถามว่าจะฟ้องหมิ่นประมาทเฉพาะนายยิ่งชีพ รวมถึงคนที่เกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็แล้วแต่นายศุภชัย พรรคบอกว่าหากทำให้พรรคและสมาชิกพรรคเสียหายก็ต้องดำเนินการอีกหน่วยเวลาพูดจะได้คิดบ้าง เป็นคนที่มีผู้ติดตาม เป็นอินฟลูเอนเซอร์ไม่ใช่อยากจะพูดอย่างจะทำอะไรก็ทำ

เมื่อถามถึงความคืบหน้าคดีฮั้ว สว.ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมถึงขั้นไหนแล้ว นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ทราบ เพราะไม่ได้เกี่ยวข้อง

เมื่อถามว่าไม่ได้กังวลใจกับคดีนี้ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ”ถามอย่างนี้แปลว่าอะไร ไม่ได้ทำจะไปกังวลอะไร ถ้ามีส่วนเกี่ยวข้องคงโดนไปนานแล้ว เพราะคดีนี้เพิ่มมาตั้งแต่ผมยังไม่ได้เป็นนายกฯ จึงไม่ต้องมีใครมาเกรงใจ และผมไปเป็นฝ่ายค้าน 3-4 เดือนไม่มีอำนาจวาสนาอะไรเลยจะไปต่อรองอะไรกับใครได้ สิ่งที่ยืนยันได้คือไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่มีความจำเป็นต้องเข้าไปเกี่ยวข้องและไม่มีความคิดเข้าไปเกี่ยวข้อง”

ที่มา : https://www.thaipost.net/hi-light/1036573/?fbclid=IwdGRjcATNTmJjbGNrBM1OX2V4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHgd_Y7sGs5z3hPYyRIBF4GEs0mO2gNQK9L-PLQMOCjklsomdUarJZxFmfGrZ_aem_RzjUYN7Aq-bBDoP3F3-QYA

‘อนุทิน’ เปิดงาน THAILAND² ยกกำลังประเทศไทย รัฐบาลเดินหน้ายกกำลังประเทศไทย เริ่มจากยกศักยภาพคนไทยให้แข็งแรงขึ้น THAILAND² ผนึก 5 กระทรวง ยกระดับทุนมนุษย์ไทย ย้ำพัฒนาคนไทยคือการลงทุนที่มีค่าที่สุดของประเทศ

วันนี้ (21 กรกฎาคม 2569) เวลา 13.10 น. ณ อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน THAILAND² “ยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์”

ก่อนเริ่มพิธีเปิด ผู้เข้าร่วมงานยืนสงบนิ่งถวายความอาลัย แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมการจัดงานในครั้งนี้ ว่าเป็นไปอย่างเหมาะสม ทั้งถูกที่และถูกเวลา เนื่องจากการพัฒนาคนเป็นวาระเร่งด่วนของโลก ท่ามกลางความท้าทายจากสังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมย้ำว่า ประเทศที่จะสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ จำเป็นต้องมี "ทุนมนุษย์" ที่มีศักยภาพสูงและปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยนายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพคนไทย เพราะทุนมนุษย์เป็นหัวใจของการพัฒนาประเทศ และเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทย

นายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวถึงการหารือกับผู้นำจีนและผู้ประกอบการชั้นนำของไทยและจีน ในระหว่างการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ผ่านมาว่า สาระสำคัญที่ได้พูดคุยกันคือเรื่องของโลกยุคใหม่ที่กำลังแข่งขันกันด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และเศรษฐกิจดิจิทัล ลังสร้างโอกาสทางธุรกิจรูปแบบใหม่ ดังนั้น รัฐบาลจึงเดินหน้าขยายความร่วมมือด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) หลายฉบับกับจีน เพื่อร่วมพัฒนากำลังคนและยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทยให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลก

“การยกกำลังประเทศไทยให้พร้อมทั้ง “รับมือ” และ “รับโอกาส” จากความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ จึงต้องเริ่มต้นจากการยกกำลังคนไทยให้แข็งแรงขึ้น”

นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้คนไทยทุกช่วงวัยเข้าถึงการศึกษา การพัฒนาทักษะ (Upskill) และการเพิ่มพูนทักษะใหม่ (Reskill) ควบคู่กับการดูแลสุขภาวะทางจิต เพื่อให้ประชาชนสามารถปรับตัวและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีชื่นชมการบูรณาการความร่วมมือของ 5 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่ร่วมกันยกระดับศักยภาพคนไทยอย่างเป็นระบบ สะท้อนการทำงานแบบบูรณาการของรัฐบาลที่มุ่งเปลี่ยนทุนมนุษย์ให้เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ

"สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำ คือการลงทุนกับสิ่งที่มีค่าที่สุดของประเทศ นั่นคือคนไทย" นายกรัฐมนตรีกล่าว พร้อมขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาทุนมนุษย์ และเชิญชวนทุกฝ่ายร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างประเทศไทยที่แข็งแรง และเติบโตอย่างยั่งยืนในโลกยุคใหม่ต่อไป

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้ถ่ายภาพร่วมกับคณะผู้จัดงาน ก่อนรับชมวีดิทัศน์ผลงาน 90 วัน ของ 5 กระทรวงภาคีเครือข่าย

สำหรับงาน “THAILAND² ยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์” เป็นงานที่เกิดขึ้นจากการผนึกกำลังของ 5 กระทรวงหลักที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างโอกาสและพัฒนาทักษะให้กับคนไทย ทุกกลุ่ม ทุกสาขาอาชีพ และพลิกโฉมการศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เพื่อรองรับโลกยุคใหม่ โดยภายในงานมีกิจกรรมและวาระสำคัญเพื่อการยกระดับทุนมนุษย์ของประเทศ อาทิ บูทนิทรรศการ ลดความซ้ำซ้อน สู่เกษตรแม่นยำ บูทนิทรรศการตลาดนำการผลิต กรมวิชาการเกษตร บูทนิทรรศการ Net Zero Campus สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ บูทนิทรรศการ CHANGAN กระทรวงแรงงาน เป็นต้น

ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/166718?fbclid=IwdGRjcATNTfFjbGNrBM1N4mV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHiTMRnm9yib3lCWOojOo_LR-lSeGm4hCFywnaM3BZb8El_iW_HsKYcMkGuYw_aem_Gn-gbsVx4Kqvnja9sLTWyA

GGC ดัน Bio Hub นครสวรรค์ผงาดฐานชีวภาพ กระทรวงอุตฯ เยี่ยมชมโครงการ NatureWorks เสริมแกร่งพลาสติกชีวภาพ พร้อมหนุนเศรษฐกิจ BCG ไทย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เยี่ยมชมนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์
GGC ตอกย้ำศักยภาพ Bio Hub แห่งแรกของไทย หนุนเศรษฐกิจ BCG

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมคณะ เยี่ยมชมความก้าวหน้าของโครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ รับฟังการนำเสนอความคืบหน้าโครงการฯ พร้อมเยี่ยมชมโรงงานของ NatureWorks และ GKBI

นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์เชื่อมโยงวัตถุดิบทางการเกษตรเข้ากับอุตสาหกรรม ไบโอเอทานอล พลังงานหมุนเวียน และพลาสติกชีวภาพอย่างครบวงจร โดยโครงการ ทั้ง 2 ระยะได้ดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชีวภาพและเศรษฐกิจ BCG ของประเทศไทย

นครสวรรค์ 22 กรกฎาคม 2569 - บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC ร่วมให้การต้อนรับ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและผู้แทนจากกระทรวงอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐ ในโอกาสเยี่ยมชมความก้าวหน้าของโครงการนครสวรรค์ ไบโอคอมเพล็กซ์ จังหวัดนครสวรรค์

สำหรับการเยี่ยมชมในครั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและคณะได้รับฟังการนำเสนอภาพรวมความคืบหน้าของโครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์จาก NatureWorks และ GKBI พร้อมทั้งเยี่ยมชมโรงงานของ NatureWorks และ GKBI

โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ดำเนินการโดย บริษัท จีจีซี เคทิส ไบโออินดัสเทรียล จำกัด หรือ GKBI ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC บริษัทแกนนำในธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม และบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KTIS ผู้นำในอุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องครบวงจร โดยนำจุดแข็ง ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ของทั้งสองบริษัทมาผสานกัน เพื่อพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมชีวภาพที่เชื่อมโยงตั้งแต่ภาคการเกษตร วัตถุดิบชีวภาพ และการผลิตพลังงาน ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง

ดร.กฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ GGC กล่าวว่า “โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์สะท้อนถึงศักยภาพของ GGC ในการขับเคลื่อนธุรกิจเชื้อเพลิงชีวภาพ และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจไปสู่ผลิตภัณฑ์เคมีชีวภาพและพลาสติกชีวภาพ โดยนำความเชี่ยวชาญของ GGC มาผสานกับจุดแข็งของ KTIS ด้านวัตถุดิบ ทางการเกษตรและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลผลิตทางการเกษตรของไทย และพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมชีวภาพที่มีมูลค่าสูง”

“การลงทุนของ NatureWorks ในโรงงานผลิตพลาสติกชีวภาพ PLA ภายในพื้นที่โครงการ ถือเป็นก้าวสำคัญ ที่ช่วยยกระดับนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ให้เป็นระบบนิเวศอุตสาหกรรมชีวภาพที่ครบวงจรยิ่งขึ้น ตลอดจนเสริมความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับอุตสาหกรรมชีวภาพขั้นสูง และเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพในระดับโลก GGC มุ่งมั่นที่จะร่วมกับพันธมิตรสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ควบคู่กับการสนับสนุนเศรษฐกิจ BCG และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน” ดร.กฤษฎา กล่าว

การพัฒนาโครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์แบ่งออกเป็น 2 ระยะสำคัญ ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการ เชิงพาณิชย์แล้วทั้ง 2 ระยะ ประกอบด้วย

โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ ระยะที่ 1 ประกอบด้วยโรงงานหีบอ้อย โรงงานผลิตเอทานอล และโรงไฟฟ้าจากชีวมวล โดยนำวัตถุดิบและผลพลอยได้จากภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมน้ำตาลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการวัตถุดิบ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนภายในพื้นที่โครงการ รวมถึงช่วยสร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจ ให้แก่เกษตรกรและชุมชนโดยรอบ โดยเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2567

โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ ระยะที่ 2 ประกอบด้วยการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน โดย GKBI เป็นผู้ลงทุนและให้บริการด้านสาธารณูปโภค เพื่อรองรับโรงงานผลิตพลาสติกชีวภาพชนิดพอลิแลกติกแอซิด หรือ Polylactic Acid (PLA) ของบริษัท เนเจอร์เวิร์คส์ เอเชีย

แปซิฟิก จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ NatureWorks LLC ผู้ผลิตพลาสติกชีวภาพรายใหญ่ระดับโลกจากประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงรองรับพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่ที่จะเข้ามาลงทุนภายในพื้นที่ ในอนาคต โดยระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้โครงการระยะที่ 2 ได้เริ่มให้บริการ เชิงพาณิชย์ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2568

นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์สะท้อนถึงศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับอุตสาหกรรมชีวภาพขั้นสูง ทั้งด้านวัตถุดิบทางการเกษตร ระบบสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือระหว่างพันธมิตรตลอดห่วงโซ่คุณค่า อีกทั้งยังช่วยเชื่อมโยงประเทศไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพในระดับโลก

โครงการดังกล่าวนับเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพในประเทศไทย โดยไม่เพียงช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่วัตถุดิบทางการเกษตรและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนและพื้นที่โดยรอบเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยส่งเสริมการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ ตลอดจนการพัฒนาบุคลากร ที่มีทักษะเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ความร่วมมือระหว่าง GGC, KTIS และพันธมิตรระดับโลกอย่าง NatureWorks จะเป็นกลไกสำคัญ ในการผลักดันความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมชีวภาพของประเทศไทย ยกระดับประเทศสู่การเป็นฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

ขายบริการเกลื่อนโซเชียล!! ถึงเวลาทบทวนกฎหมาย คุมให้ชัดก่อนปัญหาสังคมบานปลาย ถ้ารัฐควบคุมไม่ได้ การปล่อยให้ขายบริการอยู่ใต้ดิน อาจยิ่งเปิดช่องให้เอาเปรียบ ค้าคน และปัญหาสังคมโตเงียบกว่าเดิม

กะหรี่เกลื่อนโซเชียล….ถึงเวลาหรือยังสำหรับกฎหมายขายบริการ

เอย่าได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวเรื่องนี้มาสักพักใหญ่ๆแล้ว สำหรับเรื่องการขายบริการที่ต้องยอมรับว่า ณ วันนี้ไม่ได้มีแค่สาวขายบริการ แต่รวมไปถึงหนุ่มขายบริการและกลุ่ม LGBT ที่ขายบริการด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโซเชียลมีเดียและเวปไซท์หรือแอฟหาคู่เดทถือว่าเป็นช่องทางหลักสำหรับคนกลุ่มนี้ไปเลยก็ว่าได้ เอาเป็นว่าเราจะไปโทษผู้ขายเพียงอย่างเดียวก็ไม่ได้เพราะไม่มีอุปสงค์ก็ไม่มีอุปทาน ดังนั้นวันนี้เอย่าจะมาเปิดว่าประเทศไหนขายประเวณีแบบถูกต้องตามกฎหมายและประเทศเหล่านั้นมีการคุ้มครองและควบคุมผู้ขายและผู้ซื้ออย่างไรกันบ้าง

ก่อนอื่นเลยประเทศที่มีการค้าประเวณีแบบถูกต้องตามกฎหมายคือ เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ ออสเตรีย สวิตเซอร์แลนด์ กรีซ
ตุรกี รวมถึงบางรัฐของออสเตรเลียและบางมณฑลของรัฐเนวาดาในสหรัฐอเมริกา แต่นอกจากประเทศเหล่านี้แล้วยังมีประเทศที่มีกฎพิเศษเช่น การค้าประเวณีไม่ได้เป็นความผิดทางอาญาหากเป็นผู้ที่บรรลุนิติภาวะแต่มีความยินยอมได้แก่ นิวซีแลนด์และเบลเยี่ยมและอีกหลายประเทศที่ไม่ได้กฎหมายลงโทษผู้ค้าแต่ลงโทษผู้จัดหา ได้แก่ นอร์เวย์ สวีเดน ฝรั่งเศส แคนาดา และไอร์แลนด์

สำหรับในประเทศที่มีกฎหมายสำหรับการค้าประเวณีแบบถูกกฎหมายนั้น ประเทศเหล่านั้นจะมีข้อกำหนดเรื่อง อายุขั้นต่ำเช่น 18 ปีขึ้นไปและต้องเป็นการสมัครใจทำมีสถานประกอบการขัดเจน ผู้ค้าประเวณีต้องมีใบอนุญาต โดยต้องมีการเช็คประวัติอาชญากรรมและใรใบตรวจโรค ซึ่งผู้ค้าเหล่านี้จะต้องเสียภาษีให้รัฐแลกกับสวัสดิการที่ได้จากรัฐและกฎหมายแรงงานที่คุ้มครองผู้ค้ารวมถึงวันลาต่างๆตามกฎหมายและฟ้องนายจ้างได้หากมีการเอารัดเอาเปรียบ

กลับมาดูกฎหมายการค้าประเวณีในไทย ในกฎหมายตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 จะมีเนื้อหาหลักๆอยู่ 3 ประเด็นคือ ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี ลงโทษผู้ที่แสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีและคุ้มครองและฟื้นฟูผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน โดยสาระสำคัญคือ การค้าประเวณีในประเทศไทย ยังไม่ถูกกฎหมาย แต่ก็ไม่ได้บอกว่าการค้าประเวณีในไทยนั้นผิดกฎหมาย ซึ่งต่างจากข้อความอื่นๆเช่น การชักชวนหรือแสดงตนเพื่อค้าประเวณีในที่สาธารณะถือมีความผิด หรือ ผู้จัดหา นายหน้า ผู้เปิดซ่อง หรือผู้แสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีถือว่ามีความผิด มีโทษหนักกว่าผู้ขาย รวมถึงการค้าประเวณีที่เกี่ยวข้องกับเด็กและผู้เยาว์ถือเป็นความผิดและมีอัตราโทษสูง ซึ่งจะเห็นว่า กฎหมายฉบับนี้มีเป้าหมายหลักในการ ปราบปรามการค้าประเวณีและลงโทษผู้แสวงหาประโยชน์ พร้อมทั้ง คุ้มครองผู้เสียหาย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อรับรองให้การค้าประเวณีเป็นอาชีพที่ถูกกฎหมายในประเทศไทยแต่นี่เองก็เป็นช่องว่างที่ทำให้ผู้ขายบริการรุ่นใหม่สามารถใช้ข้อกฎหมายอ้างสำหรับการค้าประเวณีในไทยได้นั่นเอง ดังนั้นหากควบคุมไม่ได้ภาครัฐควรหาทางควบคุมเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางสังคมในอนาคตและภาพลักษณ์ของประเทศหรือไม่เรื่องนี้เอย่าฝากไว้ให้คิดนะคะ

ที่มา : AYA

สหรัฐ ปลดล็อกนิวเคลียร์ ซาอุ!! ดันซาอุดีอาระเบีย พัฒนาพลังงาน สหรัฐ ทิ้งระเบิด อิหร่านอย่างรุนแรง แต่อนุมัติโครงการนิวเคลียร์ซาอุฯ แสดงมาตรฐานเลือกปฏิบัติทางการเมือง

ในขณะที่สหรัฐกำลังเดินหน้าทิ้งระเบิดใส่อิหร่านอย่างรุนแรงอยู่ในขณะนี้ โดยอ้างว่าต้องหยุดยั้งไม่ให้อิหร่านครอบครองนิวเคลียร์

แต่ในเวลาเดียวกัน ทรัมป์กลับลงนามเปิดทางให้ "ซาอุดีอาระเบีย" พัฒนาโครงการพลังงานนิวเคลียร์ได้อย่างหน้าตาเฉย ทั้งๆที่รู้ว่า ซาอุดีอาระเบียจะก้าวเข้าใกล้การมีเทคโนโลยีเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดสู่การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้ หากมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายในอนาคต

สรุปแล้ว ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เรื่อง "นิวเคลียร์" แต่อยู่ที่ว่า "พวกใคร" จะได้เป็นเจ้าของนิวเคลียร์

ตัวอย่างชัดเจนของความเลือกปฏิบัติ พอเป็นซาอุฯ ชาติที่ยอมจ่ายเงินให้สหรัฐ ทรัมป์ก็แทบจะปูพรมแดง เซ็นอนุมัติ และเรียกมันว่า “โครงการนิวเคลียร์เพื่อสันติ” เพื่อหลบเลี่ยงนโยบายต่อต้านการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์

แบบนี้มันคือมาตรฐานหน้าด้านๆ ที่ตัดสินว่า ศัตรูไม่มีสิทธิ์ แต่พวกเดียวกันเสือกมีได้

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1353583153596708/?rdid=sXHGNEPYUdOYfweV#

อังกฤษ ชี้หนุนยูเครน!! นายกฯ อังกฤษย้ำไม่เปลี่ยนนโยบาย สัญญาสนับสนุนเซเลนสกีเต็มที่ เตรียมโทรคุยผู้นำยูเครนทันที พร้อมผลักดันเปลี่ยนแปลงภายในประเทศ

แอนดี เบิร์นแฮม (Andy Burnham) นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอังกฤษ ประกาศว่า รัฐบาลภายใต้การนำของเขาจะยังคงให้การสนับสนุนยูเครนอย่างแน่วแน่ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากนโยบายของรัฐบาลชุดก่อน

"ผมจะสนับสนุนเซเลนสกีอย่างเต็มที่ 100% เหมือนที่สตาร์เมอร์เคยทำ การสนับสนุนจากสหราชอาณาจักรนั้นแน่วแน่ และวันนี้ผมจะแสดงให้เซเลนสกีเห็น"

แม้ว่า เบิร์นแฮมจะกล่าวให้ประชาชนชาวอังกฤษรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง โดยระบุว่า ภารกิจสำคัญที่สุดของรัฐบาลคือการฟื้นฟูเสถียรภาพให้แก่ประเทศ พร้อมประกาศเตรียมผลักดัน “การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 40 ปี” ซึ่งเป็นการกล่าวปราศรัยต่อประชาชนเป็นครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่ง

หลังจากนั้นไม่นาน นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ยืนยันว่า อังกฤษจะยังคงให้ “การสนับสนุนยูเครนอย่างไม่สั่นคลอน” และเปิดเผยว่า เขามีกำหนดโทรศัพท์หารือกับโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ภายในวันนี้เป็นคนแรก

ก่อนหน้านี้ "เบิร์นแฮม" เคยดำรงตำแหน่งเพียงนายกเทศมนตรีของเมืองเกรเทอร์แมนเชสเตอร์ (Greater Manchester) และเคยเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลของกอร์ดอน บราวน์ (Gordon Brown) และได้กลับเข้าสู่รัฐสภา ด้วยการก้าวขึ้นเป็นผู้นำพรรคแรงงานคนปัจจุบัน

เกรเทอร์แมนเชสเตอร์ (Greater Manchester) ไม่ใช่เมืองแมนเชสเตอร์ (City of Manchester) เพียงเมืองเดียว แต่เป็นเขตมหานครระดับเทศมณฑล (Metropolitan County) ที่ประกอบด้วย 10 เขตการปกครอง โดยมีเมืองแมนเชสเตอร์เป็นหนึ่งในนั้น รวมถึงเมืองสำคัญอื่น ๆ เช่น ซอลฟอร์ด (Salford), โบลตัน (Bolton), เบอรี (Bury), โอลด์แฮม (Oldham), รอชเดล (Rochdale), สต็อกพอร์ต (Stockport), เทมไซด์ (Tameside), เทรฟฟอร์ด (Trafford) และวีแกน (Wigan)

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1352957026992654/?rdid=KfGozeSc8gibo75d#

จับตาผลกระทบตลาดยาโลก!! ‘ทรัมป์’ คงนโยบายยาแบรนด์–ยานวัตกรรม แต่เปิดศึกภาษียาสามัญนำเข้าระยะยาว ยาสามัญนำเข้าสหรัฐฯ ยัง 0% ถึงปี 2028 ก่อนถูกปรับภาษี 100% และ 200% ตามลำดับ

ทรัมป์ประกาศ เตรียมขึ้นภาษีนำเข้ายาสามัญเป็น 100% ในปี 2028 และ 200% ในปี 2029 มีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2026 เป็นต้นไป

ยาสามัญ (Generic Drugs) ทุกชนิดที่นำเข้าสู่สหรัฐอเมริกา จะยังคงได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า 0% เป็นระยะเวลา 2 ปี หลังจากนั้น ภาษีนำเข้าจะถูกปรับขึ้นเป็น 100% เป็นเวลา 1 ปี และจะเพิ่มเป็น 200% ในปีถัดไป

ส่วนนโยบายที่ใช้กับ ยาที่มีสิทธิบัตร (Patented Drugs), ยาแบรนด์ (Branded Drugs) และยานวัตกรรม (Innovative Drugs) ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก จะยังคงเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1353540443600979/?rdid=mlyeujuDXrZkKnAo#

‘เมสซี’ ไม่การันตีอนาคตทีมชาติ!! สเปนอาจพรากถ้วยโลกจากอาร์เจนตินา แต่สิ่งที่แฟนบอลฟ้าขาวหวั่นยิ่งกว่า คืออาจเป็นคืนสุดท้ายของ ‘เมสซี’ ในสีเสื้อทีมชาติ ชี้อนาคตกับอาร์เจนตินาเข้าสู่ช่วงไม่แน่นอน

สื่อรายงานอนาคตของ ลิโอเนล เมสซี กับการเล่นทีมชาตินั้นตกอยู่ในความไม่แน่นอนอย่างมากหลังความพ่ายแพ้ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกให้กับ สเปน

โดย เมสซี ไม่สามารถพา อาร์เจนตินา ป้องกันแชมป์ฟุตบอลโลกหลังพ่ายต่อ สเปน 0-1 ในนัดชิงของเวิลด์คัพ 2026 เมื่อวันที่ 19 ก.ค.

นอกจากนั้นแล้วยังเป็นความพ่ายแพ้ของ เมสซี ในนัดชิงบอลโลกเป็นหนที่ 2 ต่อจากปี 2014 ซึ่งทัพ “ฟ้าขาว” ปราชัยต่อเยอรมนี

ล่าสุด “อีเอสพีเอ็น อาร์เจนตินา” ระบุว่า อนาคตของ เมสซี กับทีมชาติอาร์เจนตินาตกอยู่ในความไม่แน่นอนอย่างมากหลังความพ่ายแพ้ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก

คนใกล้ชิดของกัปตันทีมชาติอาร์เจนตินาเชื่อว่า การเล่นให้กับทัพ “ฟ้าขาวต่อไปจะเป็นเรื่องยากมาก เนื่องจากผลกระทบทางอารมณ์จากความพ่ายแพ้ดังกล่าว

ส่วน “เออร์นาน คาสติลโย” ผู้สื่อข่าวคนดังระบุว่า เมสซี บอกกับเพื่อนร่วมทีมชาติอาร์เจนตินาว่า รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกกับ สเปน คือเกมสุดท้ายของเขาในนามทีมชาติ โดยเขาได้กล่าวสุนทรพจน์สุดซึ้งต่อเพื่อนร่วมทีมในห้องแต่งตัวหลังจบเกม

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10331523

“เถียนมี่มี่” ไม่ใช่แค่เพลงรัก เคยเป็นเสียงเพลงต้องห้าม แต่วันนี้กลับกลายเป็นบทเพลงที่คนจีนจำนวนมาก ใช้ร่วมกันเพื่อจดจำความรัก ความหวาน และยุคเปลี่ยนผ่านของประเทศ

อ้างจากเฟส Chaiyan Chaiyaporn

เถียนมีมี่ และ เติ้งลี่จวิน
เมื่อถาม AI ว่า “คนจีนในสาธารณรัฐประชาชนจีนในปัจจุบันคิดอย่างไรกับเพลงเถียนมีมีและเติ้งลี่จวิน ?”

ได้คำตอบดังนี้
คนจีนในปัจจุบันมองว่า เติ้ง ลี่จวิน และเพลง "เถียนมี่มี่" (Tian Mi Mi) เป็นดั่งมรดกทางวัฒนธรรมและบทเพลงอมตะที่ทรงอิทธิพลที่สุดเพลงหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน

โดยผู้คนทุกเพศทุกวัยให้การยอมรับ ยกย่อง และมักใช้เพลงนี้เป็นตัวแทนของความรักและความทรงจำอันแสนหวาน

สำหรับข้อมูลเชิงลึกและความเป็นมา สามารถแบ่งมุมมองของชาวจีนออกเป็นประเด็นหลักๆ ได้ดังนี้

1. จาก "เสียงเพลงต้องห้าม" สู่ "ตำนานแห่งยุคสมัย"ในยุคทศวรรษที่ 1970 - 1980 ซึ่งเป็นช่วงที่เติ้ง ลี่จวิน โด่งดังที่สุดในเอเชีย
รัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์เคยแบนผลงานของเธอ โดยจัดว่าเป็น "เพลงเสื่อม" (Yellow Music) จากโลกทุนนิยมและอิทธิพลของไต้หวัน
อย่างไรก็ตาม ชาวจีนในยุคนั้นลักลอบฟังเพลงของเธอผ่านวิทยุคลื่นสั้น (Shortwave) จนเกิดวลีเปรียบเปรยที่ว่า "เติ้ง เสี่ยวผิง ปกครองจีนในเวลากลางวัน แต่ เติ้ง ลี่จวิน ปกครองหัวใจคนจีนในเวลากลางคืน" ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความโหยหาเสรีภาพผ่านบทเพลงของเธอ

2. มุมมองของชาวจีนในปัจจุบันปัจจุบันเพลงของเติ้ง ลี่จวิน ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการและถูกนำมาร้องใหม่โดยศิลปินรุ่นหลังนับไม่ถ้วน
คนรุ่นก่อน (Gen X และ Baby Boomers): มองว่าเพลงของเธอคือบทเพลงแห่งความทรงจำที่สะท้อนถึงการก้าวผ่านยุคปิดประเทศมาสู่ยุคเปิดรับเสรีนิยม
คนรุ่นใหม่ (Millennials และ Gen Z): แม้จะเป็นคนละยุคสมัย แต่คนรุ่นใหม่ในจีนก็ยังรู้จักเพลงเถียนมี่มี่เป็นอย่างดี
พวกเขามองว่าเพลงนี้คือผลงานศิลปะชิ้นเอกที่คลาสสิกและมีความหมายเชิงบวก

3. นัยยะทางการเมืองและความรู้สึกระดับชาติเถียนมี่มี่ เป็นเพลงรักที่ไม่มีเนื้อหาทางการเมือง
แต่ด้วยน้ำเสียงหวานๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของเติ้ง ลี่จวิน ทำให้ชาวจีนจำนวนมากมองว่าเธอคือสัญลักษณ์ของความอ่อนโยน ความเป็นจีนที่เชื่อมโยงผู้คนทั่วโลก แม้เธอจะเป็นคนไต้หวันแต่ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ก็ภาคภูมิใจในตัวเธอในฐานะนักร้องเชื้อสายจีนระดับตำนาน
หลักฐานการยอมรับ เถียนมีมี่ และ เติ้งลี่จวิน ในปัจจุบัน

1. การยอมรับอย่างเป็นทางการจากสื่อและหน่วยงานของรัฐบาลจีนรางวัลเพลงคลาสสิกแห่งยุคปฏิรูปประเทศ:
ในปี 2008 หนังสือพิมพ์วิเคราะห์ข่าวการเมืองและสังคมชื่อดังของจีนอย่าง 《南方周末》 (Southern Weekly) ได้จัดอันดับให้เพลง "เถียนมี่มี่" เป็น "1 ใน 10 บทเพลงคลาสสิกที่สุดในรอบ 30 ปีแห่งการปฏิรูปและเปิดประเทศของจีน" (改革开放三十年十大经典歌曲)
ซึ่งเป็นการยืนยันว่ารัฐบาลและสื่อกระแสหลักของจีนได้เปลี่ยนมุมมองและยกย่องเพลงนี้เป็นมรดกทางประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการบุคคล
ผู้ทรงอิทธิพลทางวัฒนธรรม:
ในปีเดียวกัน เติ้ง ลี่จวิน ได้รับการโหวตจากประชาชนจีนและสื่อทางการให้เป็นหนึ่งใน "บุคคลทางวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลมากที่สุดของจีนยุคใหม่" (新中国最有影响文化人物) สะท้อนให้เห็นว่าสถานะของเธอเปลี่ยนจาก "เสียงเพลงต้องห้าม" ในอดีต กลายมาเป็นบุคคลสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์จีนยุคปัจจุบัน

2. บันทึกประวัติศาสตร์ในสารานุกรม Baidu Baike (กูเกิลของจีน)
หากสืบค้นข้อมูลใน สารานุกรม Baidu Baike ของจีน จะมีการบันทึกถึงอิทธิพลของเพลงนี้ที่มีต่อสังคมจีนแผ่นดินใหญ่ไว้ดังนี้:
การปลุกกระแสแฟชั่นและสังคม: ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1970 ถึงต้น 1980 ทันทีที่เพลงเถียนมี่มี่เริ่มแพร่เข้าสู่จีนแผ่นดินใหญ่ ทรงผม แฟชั่น และท่าทางการโพสต์ถ่ายรูปของเติ้ง ลี่จวิน บนปกอัลบั้ม ได้กลายเป็นต้นแบบที่หญิงสาวชาวจีนทั่วประเทศพากันลอกเลียนแบบ
การเยียวยาจิตใจผู้คน:
ตัวบันทึกของจีนระบุว่า เพลงของเธอเปรียบเสมือน "สายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิที่พัดเข้าสู่จีนแผ่นดินใหญ่ และน้ำเสียงอันอ่อนโยนและเปี่ยมด้วยความเป็นมนุษย์นี้ ได้ช่วยปลุกผู้คนให้ตื่นขึ้นจากยุคสมัยที่ด้านชา"

3. เสียงสะท้อนจากสังคมจีนยุคปัจจุบัน (Zhihu & สื่อดนตรี)ในแพลตฟอร์มถาม-ตอบของจีนอย่าง Zhihu (知乎)
มีการตั้งคำถามยอดฮิตว่า "คนจีนปัจจุบันประเมินค่า เติ้ง ลี่จวิน อย่างไร?"
ซึ่งคำตอบที่ได้รับความนิยมสูงสุดสามารถสรุปได้เป็นคำว่า "最大公约数" (ตัวหารร่วมมากที่สุดของคนจีนทั่วโลก):

นักวิเคราะห์และผู้ใช้ชาวจีนใน Zhihu อธิบายว่า ไม่ว่าคนจีนคนนั้นจะมีแนวคิดทางการเมืองแบบไหน (ไม่ว่าจะเป็นคนจีนแผ่นดินใหญ่ คนไต้หวัน หรือชาวจีนโพ้นทะเลในต่างแดน) ทุกคนสามารถวางความขัดแย้งลงได้ทันทีเมื่อได้ยินเสียงเพลงของเติ้ง ลี่จวินบนแพลตฟอร์มฟังเพลงยักษ์ใหญ่ของจีนอย่าง QQ Music (QQ音乐)

มีบทความพิเศษยกย่องเธอว่า "ในแผ่นดินจีน ฮ่องกง และไต้หวัน มีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้นที่คู่ควรกับคำว่า ตำนาน อย่างแท้จริง"
เพราะเนื้อเพลงของเธอ (รวมถึงเถียนมี่มี่) เป็นเพลงที่บริสุทธิ์ อ่อนโยน และไม่สร้างความเกลียดชังหรือความหม่นหมองให้แก่ผู้ฟัง

ที่มา : https://www.facebook.com/100001287626532/posts/27984994621126750/?rdid=P7BbZXIXamJMcqBj#

CAAT ขับเคลื่อนบินไทย!! วางนโยบาย 4 แนวทางสำคัญ เป้าหมายเป็นศูนย์กลางการบินภูมิภาค พร้อมเป็นเจ้าภาพ ICAO AAM 2026 เพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมยั่งยืน

CAAT ประกาศทิศทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินไทย รับมือเศรษฐกิจโลก
พร้อมเดินหน้าเจ้าภาพ ICAO AAM 2026

กรุงเทพฯ 14 กรกฎาคม 2569 – สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) หรือ CAAT จัดงาน “CAAT Executive Policy Dialogue: เสริมความเชื่อมั่น สนับสนุนการบินของไทย ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน” เพื่อสื่อสารทิศทางการดำเนินงานและแนวนโยบายสำคัญด้านการบิน 4 แนวทางสำคัญแก่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมการบิน ได้แก่ การลดรายจ่าย และสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนการกระตุ้นเศรษฐกิจการบิน การส่งเสริมการบินสีเขียว และการวางรากฐานระบบการบินแห่งอนาคต เพื่อมุ่งเป้าประเทศไทยสู่การเป็น Regional Aviation Hub และยังได้เผยความพร้อมในการจัดประชุม ICAO Second Advanced Air Mobility 2026 (AAM 2026) ที่ไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพ และยังเป็นครั้งแรกในการจัดประชุมสำคัญนี้ในภูมิภาคเอเชีย พร้อมกันนี้ได้เปิดเวทีเพื่อรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากภาคอุตสาหกรรมการบินเพื่อนำข้อมูลไปวางแผนกลยุทธ์เพิ่มเติมเสริมศักยภาพการเติบโตอุตสาหกรรมการบินไทยอย่างยั่งยืน

พลอากาศเอกมนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการ CAAT กล่าวว่า “จากสถานการณ์วิกฤตด้านสงคราม และพลังงานที่ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกเผชิญภาวะชะลอตัว ซึ่งข้อมูลจากสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศหรือ IATA ได้ปรับตัวเลขคาดการณ์กำไรสุทธิของอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกจากเดิมที่ 4.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือเพียง 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้หลังจากสถานการณ์เริ่มคลี่คลายภาคอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกได้เร่งปรับกลยุทธ์การดำเนินงาน ให้สามารถแข่งขันในภาวะผันผวนได้มากขึ้น ทั้งนี้ CAAT ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลมาตรฐานการบิน และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินของประเทศให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน จึงได้วางแผนและนโยบายเชิงรุกเพื่อรับมือกับความผันผวนของภาคอุตสาหกรรมการบิน และยังเน้นย้ำถึงเป้าหมายการผลักดันประเทศสู่การเป็น “ศูนย์กลางการบินของภูมิภาค” (Regional Aviation Hub) แก่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมการบิน”

โดยการจัดกิจกรรมครั้งนี้ได้เชิญทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมการบินของประเทศ ทั้งสายการบิน สนามบิน ผู้ให้บริการการเดินอากาศ หน่วยซ่อมอากาศยาน สถาบันฝึกอบรมด้านการบิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาร่วมรับฟังแนวทางที่ CAAT จะเร่งพัฒนาและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินของไทยตามนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงคมนาคม โดยมุ่งเน้นนโยบายเชิงรุกใน 4 แนวทางสำคัญได้แก่ การลดรายจ่าย และสร้างความปลอดภัยให้ประชาชน การกระตุ้นเศรษฐกิจการบิน การส่งเสริมการบินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการวางรากฐานระบบการบินแห่งอนาคต

พลอากาศเอกมนัท กล่าวต่อว่า ในด้านการดูแลประชาชนและผู้ประกอบการ CAAT ได้ดำเนินมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางทางอากาศ ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพของระบบขนส่งทางอากาศ โดยบูรณาการความร่วมมือกับกรมท่าอากาศยาน (ทย.) บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรองรับผู้โดยสารในช่วงเทศกาลเพิ่มเที่ยวบิน และอำนวยความสะดวกด้านความปลอดภัย พร้อมดำเนินมาตรการลดต้นทุนให้แก่สายการบิน อาทิ การลดค่าบริการการเดินอากาศ การลดค่าบริการขึ้น-ลงและที่เก็บอากาศยาน รวมถึงการขยายระยะเวลาชำระค่าบริการ เพื่อช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนของผู้ประกอบการ รักษาระดับค่าโดยสาร และเพิ่มทางเลือกในการเดินทางของประชาชน

สำหรับผลกระทบต่อต้นทุนด้านพลังงานของสายการบิน ซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วน CAAT ยังได้ประสานหน่วยงานด้านการบิน พลังงาน และภาษี โดยมีการหารือร่วมกับกรมธุรกิจพลังงาน กรมสรรพสามิต บริษัท บางจาก และบริษัท ปตท. รวมถึงสำรวจปริมาณการใช้น้ำมันอากาศยาน JET A-1 ของสายการบิน สัญชาติไทย และติดตามแนวโน้มราคาน้ำมันจากผู้ผลิต เพื่อประเมินผลกระทบและเตรียมมาตรการรองรับอย่างเหมาะสม รวมทั้งรับฟังข้อเสนอจากผู้ประกอบการ และการผลักดันมาตรการช่วยเหลือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรักษาความต่อเนื่องของระบบขนส่งทางอากาศ ลดผลกระทบต่อประชาชน และเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการ

ในด้านการส่งเสริมการบินที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการวางรากฐานระบบการบินแห่งอนาคตได้มีการจัดทำแผน Thailand UAS and AAM Master Plan การพัฒนากฎหมายและมาตรฐานเพื่อรองรับ Advanced Air Mobility (AAM) การส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) การพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตภาคการบิน การส่งเสริมระบบนิเวศการบินทั่วไป (General Aviation: GA) และ Seaplane ตลอดจนการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและระบบข้อมูลด้านการบิน เพื่อสร้างความพร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินไทยในระยะยาว

และจากความพร้อมในมิติต่างๆ ทำให้ไทยได้รับโอกาสเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมระดับนานาชาติ “ICAO Second Advanced Air Mobility 2026 (AAM 2026)” ซึ่งนับเป็นเวทีระดับโลกด้านการพัฒนาอากาศยานแห่งอนาคตที่จะรวบรวมผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานกำกับดูแล ผู้ผลิตอากาศยาน และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมาร่วมกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมการบินยุคใหม่ ซึ่งเป็นการจัดงานครั้งแรกในภูมิภาคเอเชีย โดยองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO ขอพระราชทานกราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเข้าร่วมงาน และเตรียมทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญตราเฉลิมพระเกียรติคุณในพระปรีชาสามารถ ในฐานะพระมหากษัตริย์นักบิน ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาคมการบินโลกต่อศักยภาพและบทบาทของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเทคโนโลยีการบินแห่งอนาคตของภูมิภาค

นอกจากการเผยนโยบายครั้งสำคัญนี้แล้ว CAAT ยังได้จัดเวที “Voices from Industry, Shaping Thailand's Aviation” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมการบินร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ CAAT นำข้อมูลไปประกอบการกำหนดนโยบายและปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องกับบริบทของอุตสาหกรรม และเอื้อต่อการเติบโตของการบินไทยอย่างยั่งยืน

"การได้รับเกียรติให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ICAO Second Advanced Air Mobility 2026 ถือเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพของประเทศต่อประชาคมการบินโลก พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีการบินแห่งอนาคตของภูมิภาค ซึ่ง CAAT พร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อให้การจัดงานครั้งนี้ประสบความสำเร็จ และต่อยอดสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการบินของไทยในระยะยาว" พลอากาศเอกมนัท กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top