Tuesday, 27 October 2026
THE STATES TIMES TEAM

‘วราวุธ’ ชู 4 มิติหลัก! โชว์ผลงาน ONE MIND ดันอุตสาหกรรม-SMEs กว่า 12,000 ราย สู่เศรษฐกิจยั่งยืน วางรากฐานอุตสาหกรรมไทย เพิ่มขีดแข่งขัน สร้างการเติบโตยั่งยืน

90 วัน เห็นผล! ‘รมต.วราวุธ’ ผนึกพลัง ‘ONE MIND’ ขับเคลื่อน 4 มิติหลัก
วางรากฐานใหม่ ดันอุตสาหกรรม-SMEs กว่า 12,000 ราย สู่อนาคต สร้างการเติบโตยั่งยืน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดผลงาน 90 วัน ผนึกกำลังทุกหน่วยงานภายใต้กำกับเป็น “ONE MIND” ขับเคลื่อนนโยบาย 4 มิติหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสร้างสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการลงทุน เกิดผลสำเร็จชัดเจนเป็นรูปธรรม สามารถยกระดับเพิ่มศักยภาพให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมและ SMEsกว่า 12,000 ราย พร้อมก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ สร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569) ได้มอบนโยบายชัดเจนแก่ผู้บริหาร และข้าราชการ ทุกระดับของกระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานภายใต้กำกับ ให้รวมกันเป็น “ONE MIND : อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน” เชื่อมโยงการทำงานทุกด้านอย่างไร้รอยต่อ ผ่านการขับเคลื่อนใน 4 มิติหลักสำคัญ ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสร้างสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการลงทุน เพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน ภาคอุตสาหกรรม และ SMEs ไทย มุ่งเน้นยกระดับบริการภาครัฐให้ตอบโจทย์อย่างรวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ อีกทั้ง เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันผู้ประกอบการไทยให้เติบโตได้ในเวทีโลก และวางรากฐานสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ ที่สำคัญเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สร้างการเติบโตยั่งยืน สอดคล้องตามแนวทาง ESG

จากนโยบายที่ชัดเจน และการประสานพลังเป็นหนึ่งเดียว ส่งผลให้การดำเนินงานใน 90 วันที่ผ่านมา เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ทั้ง 4 มิติ ได้แก่ มิติที่ 1 ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรม รองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ และต่อยอดจุดแข็งของไทยสู่การผลิตสินค้ามูลค่าสูง โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรแปรรูป อาหารแห่งอนาคต และสมุนไพร ด้วยการยกระดับผู้ประกอบการอุตสาหกรรม และ SMEsไทย กว่า 12,000 ราย ผ่านกระบวนการ Upskill & Reskill ในรูปแบบต่างๆ มุ่งเน้นการตลาดยุคใหม่ บัญชีบริหารการเงิน และการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม - AI อีกทั้ง มีกิจกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้คำปรึกษา รวมถึง จับมือแพลตฟอร์ม TikTok นำ Influencer-KOL ช่วยรีวิวและขายสินค้าให้ SMEs ในรูปแบบ Live Commerce

ในการวางรากฐานปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมสู่อนาคต ได้จัดทำ 211 มาตรฐานยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และกำหนดหลักเกณฑ์รองรับการผลิตรถยนต์ HEV/MHEV เกิดการผลิตกว่า 97,441 คัน และผลักดันใช้ชิ้นส่วนในประเทศ กระตุ้นการลงทุนกว่า 50,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี ส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมชีวภาพ Bio Hub มูลค่า 71,812 ล้านบาท พื้นที่ EEC นครสวรรค์ อุบลราชธานี และลพบุรี พร้อมจัดทำแผนอุตสาหกรรมชีวภาพ 5 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ เอทานอล ไบโอดีเซล โอเลโอเคมี พลาสติกชีวภาพ และเชื้อเพลิงอากาศยาน (SAF) อีกทั้ง ส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ 1,146 โครงการ มูลค่า 7,861 ล้านบาท
สนับสนุนเงินทุน SMEs โดยมอบหมายธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME D Bank สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐภายใต้กำกับ จัด “สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สนับสนุนสู่ธุรกิจสีเขียว” เกิดผลสำเร็จ สามารถพาเข้าถึงเงินทุนกว่า 21,128 ล้านบาท เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 95,076 ล้านบาท รักษาการจ้างงาน 57,814 ตำแหน่ง ควบคู่กับ “ช่วยเหลือดูแล SMEs กลุ่มเปราะบาง” สามารถประคับประคองและพลิกฟื้นกิจการกว่า 6,033 ราย วงเงินกว่า 12,330 ล้านบาท

ในด้านการอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจอุตสาหกรรม ได้ยกระดับบริการ สามารถลดขั้นตอนและระยะเวลาการอนุญาตโรงงานได้รวดเร็ว เหลือเพียงไม่เกิน 30 วัน รวมถึงลดขั้นตอนการอนุญาตการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม (Thailand Fast Pass) ลงกว่าร้อยละ 20

มิติที่ 2 การดูแลสังคม มุ่งมั่นรับฟังและแก้ไขปัญหาร้องเรียนของประชาชนและผู้ประกอบการผ่านสายด่วน 1564 ตลอด 24 ชั่วโมง ควบคู่กับการคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน โดยจัดทำเครื่องมือ AI Screening ตรวจสอบ คัดกรอง และประสานปิดกั้นการจำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐานและผิดกฎหมายบนแพลตฟอร์ม E-commerce และโซเชียลมีเดียกว่า 8,757 URL ครอบคลุมสินค้ากว่า 3 แสน SKU พร้อมจับมือ Modern Trade 26 รายใหญ่ และ 1 แพลตฟอร์มดิจิทัล สกัดสินค้าด้อยคุณภาพจากทั่วโลกทะลักเข้าตลาดในประเทศ ช่วยป้องกันความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 7.5 หมื่นล้านบาท พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย Solar Cell ครอบคลุมแผงโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ และอุปกรณ์ต่อพ่วง

มิติที่ 3 รักษาสิ่งแวดล้อม ผลักดันภาคอุตสาหกรรมไทยมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ผ่านการดูแลตรวจสอบการประกอบกิจการโรงงานตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ควบคู่กับส่งเสริมโรงงานเป็นอุตสาหกรรมสีเขียว (Green industry) จำนวน 58,558 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 90 ของโรงงานทั้งหมด ลดอ้อยเผาลงเหลือเพียง 3.8% แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ 13.9 ล้านตัน CO2e ต่อปี มีเกษตรกรได้รับความช่วยเหลือกว่า 140,000 ราย ผลักดันแนวคิด “น้ำตาลสีเขียว” (Green Sugar) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโช่อุปทานด้วยการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นำร่อง Low Carbon City ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จาก 24 บริษัท ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 2.33 ล้านตัน CO2e

มิติที่ 4 สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ปรับปรุงกฎระเบียบ ลดขั้นตอนอนุญาต นำระบบดิจิทัลและ AI มาให้บริการในภาครัฐ รองรับการยื่นขออนุญาตผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์แบบครบวงจร พร้อมเร่งพัฒนาพื้นที่รองรับการลงทุน โดยแปลงสภาพสาธารณสมบัติของแผ่นดินในเขตนิคมอุตสาหกรรม รองรับการลงทุนเพิ่ม 62,119 ล้านบาท เตรียมพื้นที่อุตสาหกรรมเพิ่ม 8,000 ไร่ และนำร่อง 4 นิคมอุตสาหกรรมรองรับการลงทุนของ SMEs และเชื่อมโยงสู่ Global Supply Chain

นายวราวุธ กล่าวว่า ผลสำเร็จในช่วง 90 วันที่ผ่านมา เป็นผลจากการบูรณาการการทำงานเป็น“ONE MIND” มุ่งขับเคลื่อนภารกิจโดยมีเป้าหมายเดียวกัน ที่ต้องการยกระดับศักยภาพภาคอุตสาหกรรม และ SMEsไทย สร้างบรรยากาศการลงทุนเอื้อต่อการเติบโต ควบคู่กำกับดูแลมาตรฐานสินค้าคุ้มครองประชาชน และผลักดันอุตสาหกรรมเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อยู่เคียงคู่ชุมชนและท้องถิ่น สอดคล้องตามแนวทาง ESG ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศไทยเติบโตยั่งยืนในระยะยาว

“บ้านปู” ผนึกพันธมิตร!! พัฒนาบุคลากรแห่งอนาคต จับมือสถาบันบริหารธุรกิจชั้นนำ ฝึกงานนานาชาติเพื่อทักษะใหม่ ขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานยั่งยืน

บ้านปูผนึกพันธมิตรสถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจระดับโลก พัฒนาบุคลากรแห่งอนาคต

24 กรกฎาคม 2569 - บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลาย จับมือสถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจชั้นนำระดับโลกผ่านโครงการฝึกงานนานาชาติ ได้แก่ โครงการ Sasin-MIT ASEAN Action Learning Lab, โครงการ Sasin-Zhejiang Thailand-China Lab และโครงการ Ivey Global Lab (IGL) ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาได้สัมผัสประสบการณ์การทำงานและลงมือแก้โจทย์ธุรกิจผ่านโครงการที่ดำเนินงานจริงของบ้านปู ส่งเสริมการพัฒนาทักษะของคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพสูงให้พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการกระชับความสัมพันธ์กับพันธมิตรชั้นนำที่ช่วยเสริมกลยุทธ์การดำเนินงานของบริษัทให้แข็งแกร่ง

การสนับสนุนนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาโทจากนานาชาติที่เข้าร่วมโครงการเหล่านี้ ช่วยเพิ่มมุมมองระดับสากลที่ทันสมัยมาเสริมการดำเนินงานของบ้านปู ขณะเดียวกันบริษัทฯ ได้ถ่ายทอดประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมพลังงานระดับโลก ปลูกฝังแนวคิดด้านนวัตกรรม มุมมองทางธุรกิจและการค้าให้แก่นิสิตนักศึกษา ซึ่งจะได้ฝึกการทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมผ่านโจทย์เชิงกลยุทธ์ที่สอดรับทิศทางธุรกิจของบ้านปู โดยนิสิตหลักสูตร MBAในโครงการ Sasin-MIT ASEAN Action Learning Lab ระหว่างสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (สถาบันการศึกษาทางบริหารธุรกิจแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล) และ MIT Sloan School of Management สหรัฐอเมริกา ได้รับโจทย์จากบ้านปู ให้จัดหาแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การขยายขนาดธุรกิจ และการลดคาร์บอนในธุรกิจ เพื่อเพิ่มมูลค่าในห่วงโซ่คุณค่าพลังงาน ขณะที่นิสิตในโครงการ Sasin-Zhejiang Thailand-China Lab ระหว่างศศินทร์ ฯและ Zhejiang University School of Management ประเทศจีน ได้รับโจทย์วิเคราะห์และพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานใหม่ในตลาดไทยและจีน เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ส่วนนักศึกษาในโครงการ Ivey Global Lab จาก Ivey Business School ประเทศแคนาดา ได้รับโจทย์ให้ออกแบบการตลาดของบริการที่ปรึกษาด้าน Net Zero สำหรับลูกค้าธุรกิจ (B2B) และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการบุคลากรในยุค AI

นาย Sundaram Iyer – Head of Banpu Academy บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บ้านปูมุ่งพัฒนาศักยภาพคน (Human Empowerment) โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นพลังขับเคลื่อนโลกธุรกิจในอนาคต เราส่งเสริมทักษะและความสามารถของบุคลากรด้วย AI ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับองค์กรเป็นทวีคูณเมื่อนำมาผสานกับแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญเชิงพาณิชย์ ขณะเดียวกันความร่วมมือกับสถาบันเหล่านี้ก็เป็นพื้นที่ให้นิสิตนักศึกษาได้ฝึกฝนความเป็นผู้นำในระดับสากล อีกทั้งช่วยให้บ้านปูได้มุมมองจากคนรุ่นใหม่ที่พร้อมลงมือทำ และตอกย้ำว่าบ้านปูเป็นองค์กรที่คนเก่งซึ่งสนใจธุรกิจพลังงานอยากเข้าร่วมงานด้วย เราภูมิใจที่ได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาชั้นนำทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อร่วมปั้นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและผู้นำทางธุรกิจรุ่นใหม่”

ในอนาคต บ้านปูจะยังคงร่วมมือกับพันธมิตรทางวิชาการระดับสากลและเครือข่ายอุตสาหกรรมพลังงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ผ่านนวัตกรรมทางธุรกิจและการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ความร่วมมือเหล่านี้จะช่วยให้บ้านปูรักษามาตรฐานความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมระดับโลก รวมทั้งยังสามารถส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย

สหรัฐฯ–อิหร่าน ตึงเครียดหนัก!! ทรัมป์ขู่โจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ที่สุดของสงคราม ลั่นสหรัฐฯ พร้อมแล้ว ไม่จำเป็นต้องพึ่งใคร ท่ามกลางวิกฤตทะเลแดง–ฮอร์มุซ อ้างเตหะรานยัง “เจ็บปวดไม่พอ”

ทรัมป์เผย ใกล้อนุมัติการโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ที่สุดของสงคราม

“ผมกำลังพิจารณาการโจมตีครั้งใหญ่ ใหญ่กว่าที่เคยมีมา ผมใกล้ตัดสินใจแล้ว เราเตรียมพร้อมไว้ทั้งหมดแล้ว” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวกับ Axios เมื่อวันพฤหัสบดี

ทรัมป์กล่าวเพิ่มเติมว่า อิสราเอล “จะเข้าร่วมภายใน 2 นาที หากผมขอให้พวกเขาร่วม” แต่สหรัฐฯ “ไม่จำเป็นต้องพึ่งใคร” สำหรับความเป็นไปได้ของปฏิบัติการโจมตีรอบใหม่

ทรัมป์ยังย้ำข้อกล่าวอ้างว่า อิหร่านต้องการเจรจา แต่ระบุว่า “พวกเขายังได้รับความเจ็บปวดไม่มากพอ”
คำขู่ล่าสุดของประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีขึ้นหลังจากเขาโพสต์เตือนผ่าน Truth Social ว่า สหรัฐฯ จะ “ถือว่าอิหร่านต้องรับผิดชอบ” ต่อกรณีที่กลุ่มฮูตีโจมตีเรือในทะเลแดง

แยกต่างหากในวันพฤหัสบดี กองทัพอิหร่านประกาศว่า ได้ทำลายเรดาร์ของระบบ THAAD และระบบขีปนาวุธ Patriot ที่ฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน

นอกจากนี้ ในสัปดาห์นี้ ทรัมป์ยังขู่ว่าจะยกระดับการโจมตีสะพานและโรงไฟฟ้าของอิหร่าน หากอิหร่านไม่ลดการโจมตีเรือที่พยายามหลีกเลี่ยงการปิดล้อมโดยพฤตินัยในช่องแคบฮอร์มุซ

ที่มา : Sputnik

ไทยยึดนโยบายจีนเดียว!! ยึดนโยบายจีนเดียวตั้งแต่ปี 2518 ยืนยันต่อเนื่องหลังสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต เหมือนกับหลายประเทศที่มีความสัมพันธ์กับจีน ข้อมูลพื้นฐานตรงกันเพื่อความเข้าใจร่วมกัน

รัชดา ธนาดิเรก กล่าวบนเฟสบุ๊ค

นโยบายจีนเดียว

ไทยยึด “นโยบายจีนเดียว” มาตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2518 ตั้งแต่วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน สมัยรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ และเป็นเช่นเดียวกับอีกนานาประเทศที่ประกาศความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน

ความเห็นเรื่องบ้านเมือง แลกเปลี่ยนกันได้เสมอ แต่ขอให้เรามีข้อมูลพื้นฐานตรงกันจะได้คุยกันด้วยความเข้าใจ

ที่มา : https://www.facebook.com/100002310849686/posts/27522818757378449/?rdid=dNwWBWaqBx2j85c4#

คำพูดจากตำนานถึงดาวรุ่ง!! ‘ยามาล’ ซึ้งคำพูด ‘เมสซี’ “เดินบนเส้นทางของตัวเอง” ยามาลเผยคำแนะนำเมสซีหลังจบนัดชิงบอลโลก คำพูดหลังเกมที่มีค่าดั่งเหรียญทองบนคอ

ลามิน ยามาล แข้งดาวรุ่งทีมชาติสเปน ออกมาเผยคำพูดของ ลิโอเนล เมสซี ดาวยิงตัวเก๋าทีมชาติอาร์เจนตินา ที่เข้ามาพูดกับตนหลังจบนัดชิงชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 2026

สเปน ของ ลามิน ยามาล สามารถเอาชนะ อาร์เจนตินา ของ เมสซี ไปได้ 1-0 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ พร้อมกับคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 2 ไปครองได้สำเร็จ

ซึ่งตอนหลังจบเกมดังกล่าว ได้มีการจับภาพว่าทั้งสองคนได้เข้าไปกอดและพูดคุยกัน และล่าสุดแข้งทีมชาติสเปนได้ออกมาเล่าถึงสิ่งที่รุ่นพี่อย่าง เมสซี ได้มาพูดกับเขา ว่า

“เขาบอกให้ผมเดินทางต่อไปในเส้นทางของผมเอง และอนาคตนั้นเป็นของรุ่นของพวกเรา คำพูดเหล่านั้นมีความหมายสำหรับผมเทียบได้กับเหรียญทองที่อยู่บนคอผมเลย”

“เขาคือคนที่ผมชื่นชอบเสมอ และตอนจบเกมนั้น ผมก็แสดงให้เห็นว่าผมเคารพเขา”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10335289

24 กรกฎาคม 2508 จากนางสาวไทยสู่นางงามจักรวาล ‘อาภัสรา หงสกุล’ คว้าตำแหน่ง 'Miss Universe' นับหญิงไทยคนแรกที่ได้ครองมงกุฎนางงามจักรวาล จารึกประวัติศาสตร์นางงามจักรวาลคนแรกของไทย

วันนี้ในอดีตเมื่อ 60 ปีก่อน ‘อาภัสรา หงสกุล’ นางสาวไทย ได้รับเลือกเป็น 'นางงามจักรวาล' หรือ 'Miss Universe' ในเวทีประกวดที่ชายหาดไมอามี รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2508 (ค.ศ. 1965) นับเป็นนางงามจักรวาลคนแรกของไทย และเป็นคนที่ 2 จากเอเชีย (หลังจาก อากิโกะ โคจิมะ นางงามจากประเทศญี่ปุ่นในปีพ.ศ. 2502)

ในขณะนั้น ‘อาภัสรา หงสกุล’ มีอายุ 18 ปี โดยมีส่วนสูง 164 ซม. (5 ฟุต 7 นิ้ว) สัดส่วน 35-23-35 ซม. สามารถชนะใจกรรมการและคว้ามงกุฎมาครองได้สำเร็จ โดยในปีนั้นรองนางงามจักรวาลอันดับที่ 1 คือนางงามจากประเทศฟินแลนด์ รองฯ อันดับที่ 2 จากสหรัฐอเมริกาเจ้าบ้าน รองฯ อันดับที่ 3 จากประเทศสวีเดน และรองฯ อันดับที่ 4 จากประเทศฮอลแลนด์

อนึ่ง ‘อาภัสรา หงสกุล’ นับเป็นตัวแทนคนที่ 3 ของประเทศไทย ต่อจาก ‘อมรา อัศวนนท์’ รองนางสาวไทย 2496 ซึ่งเป็นตัวแทนคนแรกเข้าร่วมประกวดนางงามจักรวาล 1956 ตามด้วย ‘สดใส วานิชวัฒนา’ ในการประกวดนางงามจักรวาล 1959

สหรัฐฯ จับตา Moonshot AI !! ทำเนียบขาวกล่าวหา Moonshot AI ใช้ชิป NVIDIA GB300 ผ่านไทย ฝึกโมเดล Kimi K3 ส่อเลี่ยงกฎส่งออกสหรัฐฯ สะท้อนว่าไทยอาจกลายเป็นสมรภูมิทางผ่านในศึกเทคโนโลยี สหรัฐฯ–จีน

ทำเนียบขาวกล่าวหา Moonshot ใช้ NVIDIA GB300 ที่ถูกจำกัดการส่งออกในการฝึก AI

ทำเนียบขาวกล่าวหา Moonshot AI บริษัทผู้พัฒนาโมเดล Kimi K3 ว่าอาจเข้าถึงเทคโนโลยี AI ของสหรัฐฯ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผ่านการใช้งานระบบ NVIDIA GB300 ซึ่งเป็นชิป AI ที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดการส่งออกของสหรัฐฯ และไม่สามารถส่งออกให้บริษัทจีนได้

ตามข้อกล่าวหา Moonshot ได้ส่งภาระงาน (AI Workloads) ไปประมวลผลผ่านโครงสร้างพื้นฐานใน ประเทศไทย ที่ติดตั้งระบบ GB300 เพื่อใช้ในการฝึกโมเดล AI

ขณะนี้ Bureau of Industry and Security (BIS) ของสหรัฐฯ กำลังสอบสวนว่า Moonshot มีการหลีกเลี่ยงมาตรการควบคุมการส่งออกหรือไม่ โดยมุ่งตรวจสอบการใช้บริษัทย่อยในต่างประเทศและการใช้ Cloud Infrastructure ในประเทศที่สาม

นอกจากนี้ ทำเนียบขาวยังกล่าวหาว่า Moonshot อาจใช้เทคนิค Model Distillation กับโมเดล AI เชิงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ซึ่งอาจขัดต่อเงื่อนไขการให้บริการของผู้พัฒนา AI สหรัฐฯ

ด้าน NVIDIA ระบุว่า บริษัทปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดด้านการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ อย่างเคร่งครัด

Michael Kratsios ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งทำเนียบขาว (OSTP) กล่าวว่า Moonshot ได้จัดหาเซิร์ฟเวอร์ที่ติดตั้ง NVIDIA GB300 และส่งงานประมวลผลผ่านโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทยเพื่อฝึกโมเดล AI ซึ่งหากข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นจริง อาจเข้าข่ายละเมิดทั้งกฎการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ และเงื่อนไขการใช้งานที่กำหนดโดยผู้พัฒนา AI ของสหรัฐฯ

ข่าวดีค่าไฟบ้านยังไม่ขยับ!! กกพ. คงค่าไฟ ก.ย.–ธ.ค. 69 ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ให้ กฟผ.แบกหนี้ค้างจ่าย 3.1 หมื่นล้าน คงค่าไฟปลายปี 69 เท่ารอบก่อน ลดแรงกดดันค่าครองชีพประชาชน

กกพ. คงอัตราค่าไฟฟ้างวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2569 ไว้เท่าเดิมที่ 3.95 บาทต่อหน่วย

ที่ประชุม คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติให้คงอัตราค่าไฟฟ้างวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2569 ไว้เท่าเดิมที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งมาจากค่าไฟฟ้าฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย รวมกับค่า Ft 16.23 สตางค์ต่อหน่วย โดยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แบกรับภาระค่าไฟฟ้าที่ค้างจ่ายไว้ทั้งหมด 31,268 ล้านบาทเอาไว้ก่อน

นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุม คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2569 ได้พิจารณาอัตราค่าไฟฟ้างวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2569 ภายหลังจากเปิดรับฟังความเห็นประชาชนเกี่ยวกับค่าไฟฟ้าใน 4 กรณี ไประหว่างวันที่ 13-20 ก.ค. 2569
โดยที่ประชุม กกพ. มีมติเห็นชอบให้คงอัตราค่าไฟฟ้างวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2569 ไว้เท่าเดิมที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งหลังจากนี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) จะประกาศให้ประชาชนได้รับทราบอัตราค่าไฟฟ้า 3.95 บาทต่อหน่วย ดังกล่าวต่อไป

สำหรับอัตราค่าไฟฟ้า 3.95 บาทต่อหน่วยดังกล่าว เป็นอัตราค่าไฟฟ้าที่ถูกที่สุดใน 4 กรณีที่ กกพ. ได้เปิดรับฟังความเห็นประชาชน และเป็นอัตราเดิมที่เท่ากับค่าไฟฟ้างวดเดือน พ.ค.-ส.ค. 2569 โดยทั้ง 4 กรณีประกอบด้วย

1.ค่าไฟฟ้ารวม 4.73 บาทต่อหน่วย ซึ่งมาจากค่าไฟฟ้าฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย รวมกับค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) 94.82 สตางค์ต่อหน่วย โดยมีการชำระหนี้ค่าไฟฟ้าค้างจ่ายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในครั้งเดียวหมด 31,268 ล้านบาท

2. ค่าไฟฟ้ารวม 4.25 บาทต่อหน่วย ซึ่งมาจากค่าไฟฟ้าฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย รวมกับค่า Ft 46.27 สตางค์ต่อหน่วย โดย กฟผ. แบกรับค่าไฟฟ้าที่ค้างจ่ายไว้ทั้งหมด 31,268 ล้านบาท ซึ่งเป็นข้อเสนอของ กฟผ.

3. ค่าไฟฟ้ารวม 4.20 บาทต่อหน่วย ซึ่งมาจากค่าไฟฟ้าฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย รวมกับค่า Ft 41.27 สตางค์ต่อหน่วย โดย กฟผ. แบกรับค่าไฟฟ้าที่ค้างจ่ายไว้ทั้งหมด 31,268 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากการปรับปรุงค่า Pool Gas ให้เหมาะสมกับปัจจุบันตามนโยบายกระทรวงพลังงาน

4. ค่าไฟฟ้ารวม 3.95 บาทต่อหน่วย (ค่าไฟฟ้าเท่าเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง) ซึ่งมาจากค่าไฟฟ้าฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย รวมกับค่า Ft 16.23 สตางค์ต่อหน่วย โดย กฟผ. แบกรับค่าไฟฟ้าที่ค้างจ่ายไว้ทั้งหมด 31,268 ล้านบาท ซึ่งอัตราดังกล่าวมาจากการปรับปรุงค่า Pool Gas และ กกพ. นำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) มาใช้ลดค่าไฟฟ้า

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า ก่อนที่สำนักงาน กกพ. จะเปิดรับฟังความเห็นค่าไฟฟ้าใน 4 กรณีดังกล่าว ทางกระทรวงพลังงานได้เชิญ กกพ. มาหารือเรื่องค่าไฟฟ้าเมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2569 โดยได้ขอให้ กกพ. ประสานงานกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ไปดำเนินการปรับประมาณการค่า Pool Gas ใหม่เพื่อให้ได้ค่าไฟฟ้าที่เหมาะสม โดย ปตท. ได้ปรับลดราคานำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวในตลาดจร (Spot LNG) ลง จาก 18.6 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบีทียู เหลือ 17.6 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบีทียู ขณะที่ กฟผ. ได้ปรับลดต้นทุนด้านเงินค้างสะสม (AF) จาก 94.82 สตางค์ต่อหน่วย เหลือ 89.82 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าสามารถอยู่ในระดับที่เหมาะสมและเปิดรับฟังความเห็นประชาชนดังกล่าว

‘หวังอี้’ ชูสัมพันธ์จีน-อาเซียน!! 5 ปีความร่วมมือแน่นแฟ้น เศรษฐกิจ-การค้าโตต่อเนื่อง ช่วยเหลือฉุกเฉินเสริมความเชื่อใจ แลกเปลี่ยนประชาชนทุกระดับเติบโต

หวังอี้เผยความสำเร็จ 'หุ้นส่วนจีน-อาเซียน' ใน 5 ปี ชูผลงาน 4 ด้านหนุนสัมพันธ์แน่นแฟ้น

มะนิลา, 23 ก.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันพุธ (22 ก.ค.) หวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน และกรรมการกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศจีน-อาเซียน ในกรุงมะนิลาของฟิลิปปินส์ กล่าวถึงความสำเร็จเป็นรูปธรรมของความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านจีน-อาเซียนตลอด 5 ปีที่ผ่านมา พร้อมสรุปความก้าวหน้าสำคัญ 4 ประการที่ช่วยเสริมแกร่งความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่าย

หวังระบุว่าการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้านก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยจีนได้บรรลุความเข้าใจสำคัญกับ 8 ประเทศสมาชิกอาเซียนในการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันในระดับทวิภาคี ขณะที่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้ารักษาแนวโน้มขาขึ้นหลังจากการลงนามอย่างเป็นทางการในพิธีสารยกระดับเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน เวอร์ชัน 3.0 โดยจีนและอาเซียนยังครองตำแหน่งคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของกันและกันติดต่อกันเป็นปีที่ 6 ด้วยมูลค่าการค้าทวิภาคีสูงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 33.7 ล้านล้านบาท) ในปี 2025

จีนและอาเซียนยังแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันท่ามกลางหลายวิกฤติการณ์ ดังที่เห็นได้จากการที่จีนเร่งให้ความช่วยเหลือการบรรเทาสาธารณภัยฉุกเฉินหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงในเมียนมา และเกาะมินดาเนาในฟิลิปปินส์

ส่วนการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีการจัดกิจกรรมสำคัญที่ได้รับการตอบรับอย่างดีเกือบ 200 รายการในช่วงปีแห่งการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนอาเซียน-จีน ประจำปี 2024-2025 และมีการเปิดตัวโครงการวีซ่าสำหรับประเทศในกลุ่มอาเซียนเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนโดยเฉพาะ

ที่มา : Xinhua

‘วีระศักดิ์’ บรรยายรับมือภูมิอากาศ ธ.ก.ส. ผลักดันสินเชื่อเขียว อบรมกลุ่มผู้บริหารธนาคารต้นไม้ 3 วัน แลกเปลี่ยนรู้และดูงานปลูกป่า เตรียมพร้อมเกษตรกรรับมือภัยแล้งและน้ำท่วม

คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่วิทยากรพิเศษบรรยายหัวข่อ "การปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและร่างพรบ.อากาศสะอาด" ในเวทีโครงการเตรียมความพร้อมสำหรับกลุ่มผู้บริหารธนาคารต้นไม้ และผู้บริหารโครงการสินเชื่อของ ธ.ก.ส. ในฐานะกลไกหลักที่กำลังมุ่งช่วยเหลือเกษตรกรที่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวน ภัยแล้ง น้ำท่วมฉับพลัน และคลื่นความร้อน โดย ธ.ก.ส. ได้พยายามผลักดันให้ลูกค้าและเจ้าหน้าที่ธนาคารที่กำลังดูแลลูกค้าให้สามารถปรับตัว โดยเน้นการปล่อยสินเชื่อสีเขียว (Green Credit) และการสนับสนุนเกษตรกรให้เปลี่ยนผ่านสู่วิถีเกษตรที่ยั่งยืน เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาธรรมชาติเพียงอย่างเดียว ลดการเผาในที่โล่ง ใช้กลไกธรรมชาติและความรอบรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมาช่วยลดความเสี่ยง การเข้าถึงแหล่งข้อมูล และการรวมกลุ่มในการจัดการ เพื่อให้ฐานชุมชนเข้มแข็ง ดูแลกันและกันได้เต็มศักยภาพดีขึ้น

การอบรมนี้ เป็นหลักสูตร 3 วัน จัดขึ้นเพื่อตัวแทนกลุ่มผู้บริหารธนาคารต้นไม้จากแต่ละภาคของประเทศได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และดูงานระหว่างกัน จัดที่โรงแรมมารวยการ์เด้น และมีกิจกรรมไปดูงานในพื้นที่ป่า ที่ปลูกในจังหวัดอ่างทอง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top