Monday, 8 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

มุมโต้แย้งจากฝั่ง “เห็นชอบ” อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่สนับสนุนให้มีการร่างใหม่โต้แย้งข้อกังวลเหล่านี้ว่า การออกเสียงในวันที่ 8 ก.พ. นี้ เป็นเพียง “ประชามติครั้งแรก” เพื่อถามความต้องการในเชิงหลักการเท่านั้น ยังไม่ใช่การยกเลิกรัฐธรรมนูญเก่าทันที และตามกระบวนการยั

 นับถอยหลังสู่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 วันสำคัญที่คนไทยจะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เท่านั้น แต่ยังต้องตัดสินใจอนาคตของกฎหมายสูงสุดผ่านการ “ออกเสียงประชามติ” ในบัตรเลือกตั้งสีเหลือง กับคำถามสำคัญที่ว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”

ท่ามกลางบรรยากาศการรณรงค์ในช่วงโค้งสุดท้าย สังคมได้เห็นจุดยืนที่แบ่งออกเป็นสองฝ่ายชัดเจน ฝั่งหนึ่งสนับสนุนให้ “เห็นชอบ” เพื่อเปิดทางสู่การเปลี่ยนแปลง แต่อีกฝั่งหนึ่งนำโดยแกนนำพรรคการเมืองและนักวิชาการหลายท่าน ออกมารณรงค์ให้ “ไม่เห็นชอบ” (Vote NO) โดยเสนอให้ใช้วิธีแก้ไขรายมาตราแทนการร่างใหม่ทั้งฉบับ
.
เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่รอบด้าน นี่คือสรุป 3 เหตุผลหลัก ที่ฝ่ายคัดค้านหยิบยกขึ้นมาเป็นข้อกังวล

1. ต้องระบุ “วิธีการและเนื้อหา” ให้ชัดก่อนถาม
ด้าน รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจาก พรรครักชาติ ให้ความเห็นแย้งในเชิงหลักการว่า การรณรงค์โดยบอกแค่ว่าจะไม่แตะต้องหมวด 1 และหมวด 2 นั้นยังไม่เพียงพอ เพราะรัฐธรรมนูญมีเนื้อหาเกี่ยวพันกันทั้งฉบับ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องอำนาจหน้าที่ขององค์กรต่างๆ ดร.เจษฎ์ มองว่าคำถามประชามติควรมีความชัดเจนมากกว่านี้ โดยต้องระบุ “วิธีการและเนื้อหาสำคัญ” ให้ประชาชนรับรู้ก่อน ไม่ใช่ขอฉันทามติไปก่อนแล้วค่อยไปว่ากันในรายละเอียด

2. กลัว “ตีเช็คเปล่า” เสี่ยงกระทบโครงสร้างหลัก
พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เป็นหนึ่งในพรรคที่แสดงจุดยืนชัดเจน โดยมองว่าคำถามประชามติครั้งนี้มีลักษณะเป็น “คำถามปลายเปิด” ที่ยังไม่มีกรอบชัดเจนว่าจะร่างใหม่อย่างไร การลงมติเห็นชอบจึงเปรียบเสมือนการเซ็นเช็คเปล่าให้ไปเขียนเงื่อนไขทีหลัง ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะนำไปสู่การกระทบหมวดสำคัญหรือโครงสร้างหลักของประเทศ ทางพรรคจึงเสนอว่า หากรัฐธรรมนูญมีปัญหา ควรใช้วิธี “แก้ไขรายมาตรา” จะตรงจุด ชัดเจน และลดความขัดแย้งได้มากกว่า

3. หวั่น “สิ้นเปลืองงบ” และ “เปิดประตูสู่ความขัดแย้ง”
ขณะที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้า พรรคไทยภักดี สะท้อนมุมมองเรื่องความคุ้มค่าและความสงบเรียบร้อย โดยระบุว่าการยกร่างใหม่ทั้งฉบับต้องใช้งบประมาณมหาศาล และกระบวนการรับฟังความเห็นอาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางความคิดที่รุนแรงในสังคมไทยอีกครั้ง จึงเสนอให้รัฐบาลและภาคการเมืองมุ่งเน้นแก้ปัญหาปากท้องซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วน มากกว่าการทุ่มทรัพยากรไปกับเรื่องรัฐธรรมนูญ

สีจิ้นผิง เผยพร้อมทำงานร่วมกับทรัมป์ พาเรือแห่งสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เดินหน้ามั่นคง

ปักกิ่ง, 5 ก.พ. (ซินหัว) -- เมื่อวันพุธ (4 ก.พ.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เปิดเผยระหว่างสนทนาทางโทรศัพท์กับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่าตนหวังที่จะทำงานร่วมกับทรัมป์ในปี 2026 นี้ เพื่อนำพาเรือลำใหญ่แห่งความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ล่องไปข้างหน้าอย่างมั่นคงท่ามกลางลมพายุ พร้อมบรรลุสิ่งที่ยิ่งใหญ่และดีงามมากยิ่งขึ้น

สีจิ้นผิงระบุว่าตนให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ตัวเขาและทรัมป์มีการติดต่อสื่อสารที่ดีและพบปะหารือในเมืองปูซานของเกาหลีใต้ในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งช่วยกำหนดทิศทางความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ และได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกจากประชาชนของทั้งสองประเทศและประชาคมระหว่างประเทศ

ขณะเดียวกัน สีจิ้นผิงระบุว่าขณะที่สหรัฐฯ มีข้อกังวลในส่วนของตน จีนมีประเด็นที่เป็นข้อกังวลในส่วนของจีนเช่นกัน โดยชี้ว่าจีนยึดมั่นในคำพูดเสมอและพิสูจน์คำพูดผ่านการกระทำและผลลัพธ์ หากทั้งสองฝ่ายทำงานไปในทิศทางเดียวกันบนพื้นฐานของความเสมอภาค ความเคารพ และผลประโยชน์ร่วมกัน ย่อมสามารถหาวิธีจัดการกับข้อกังวลของกันและกันได้อย่างแน่นอน

สีจิ้นผิงระบุว่าทั้งจีนและสหรัฐฯ ต่างมีวาระสำคัญในปี 2026 โดยจีนจะเริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ขณะที่สหรัฐฯ จะเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 250 ปีการประกาศเอกราชของสหรัฐฯ นอกจากนี้ จีนจะเป็นเจ้าภาพการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC Economic Leaders' Meeting) ส่วนสหรัฐฯ จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม จี20 (G20 Summit)

สีจิ้นผิงระบุว่าทั้งสองฝ่ายควรปฏิบัติตามความเข้าใจที่ได้บรรลุร่วมกัน เพิ่มการเจรจาสื่อสาร จัดการความแตกต่างอย่างเหมาะสม และขยายความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม พร้อมเสริมว่าการทำสิ่งที่ดีนั้นถูกต้องเสมอ ไม่ว่าจะเล็กเพียงใด และการทำสิ่งที่ไม่ดีนั้นผิดเสมอ ไม่ว่าจะเล็กเพียงใด ทั้งสองฝ่ายควรก้าวหน้าไปทีละขั้นเพื่อสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ค้นหาวิธีอยู่ร่วมกันอย่างเหมาะสม และทำให้ปี 2026 เป็นปีที่ทั้งสองประเทศใหญ่ก้าวไปสู่ความเคารพซึ่งกันและกัน การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และความร่วมมือแบบได้ประโยชน์ร่วมกัน

สีจิ้นผิงย้ำว่าปัญหาไต้หวันเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดในความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ไต้หวันเป็นดินแดนของจีน และจีนต้องปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของตน โดยจะไม่ยอมให้ไต้หวันถูกแยกออกไป และสหรัฐฯ ต้องจัดการประเด็นจำหน่ายอาวุธให้ไต้หวันอย่างรอบคอบ

อดีต สว. สมชาย แสวงการ เปิดหน้าชนขบวนการแก้รัฐธรรมนูญ แฉพิรุธนักการเมืองจ้องโละมาตราป้องกันทุจริตและวินัยการเงินการคลัง ชี้การทำประชามติร่างใหม่ทั้งฉบับคือการ "ล้างไพ่"

นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และอดีตประธานกรรมาธิการที่มีบทบาทสำคัญในการติดตามการร่างรัฐธรรมนูญมาหลายชุด ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ความพยายามในการผลักดันให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยระบุว่าพฤติการณ์ของนักการเมืองในขณะนี้คือการ “ขาดความกล้าหาญ” ที่จะบอกความจริงกับประชาชนว่าต้องการแก้ไขในประเด็นที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของตัวเอง

นายสมชาย เปิดเผยว่า มาตราที่นักการเมืองพยายามผลักดันให้แก้ไขมาโดยตลอด ไม่ใช่เรื่องของประชาชน แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิและอำนาจของนักการเมืองทั้งสิ้น โดยเฉพาะมาตราที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันทุจริตและการใช้งบประมาณ ได้แก่:
มาตรา 144: การแปรญัตติงบประมาณ
มาตรา 160 (4) และ (5): มาตรฐานจริยธรรมของรัฐมนตรี
มาตรา 98 (4) และ (5): ลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร ส.ส.
มาตรา 185: การก้าวก่ายแทรกแซงข้าราชการ
กฎหมายลูก (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

"เขาอยากเอาเรื่องเหล่านี้ออก แต่ไม่กล้าบอกประชาชนตรงๆ ก็เลยอาศัยมือประชาชนผ่านการทำประชามติเพื่อล้มรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง" นายสมชายระบุ

ในฐานะผู้ที่คลุกคลีกับการร่างรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่ชุดของอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ นายสมชายยืนยันว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 สามารถแก้ไขได้แต่ไม่ควร “ล้ม” เพื่อร่างใหม่ทั้งหมด เพราะการตั้ง สสร. มายกร่างใหม่ตั้งแต่มาตรา 1 ถึง 279 จะส่งผลกระทบต่อ:
หมวด 1 และ หมวด 2: บททั่วไปและหมวดพระมหากษัตริย์
พระราชอำนาจ: อีกกว่า 38 มาตราที่อาจถูกรื้อทิ้ง
ความมั่นคง: เสี่ยงต่อการนำประเด็นเรื่องรัฐปัตตานี หรือการแบ่งแยกราชอาณาจักรเข้ามาเป็นเงื่อนไข

‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ ชูโมเดล “น่านสะอาด” ของ วช. โครงการวิจัยลด PM2.5 ชูชุมชนเวียงสาต้นแบบจัดการเศษวัสดุเกษตร ปั้นรายได้จากซังข้าวโพด

จังหวัดน่าน – เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) นำคณะผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่จังหวัดน่าน ติดตามความสำเร็จแผนงานวิจัย “ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5” ชูความสำเร็จเครือข่ายชุมชนเวียงสา เปลี่ยนเศษวัสดุทางการเกษตรเป็นปุ๋ยและเห็ด สร้างรายได้ควบคู่การฟื้นฟูปอดและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาวิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดคณะผู้บริหารและผู้ทรงคุณวุฒิ นำโดย นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ และ นายประลอง ดำรงค์ไทย ผู้อำนวยการแผนงานประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5 ได้ร่วมลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานของ ผศ.ดร.เอกชัย ดวงใจ หัวหน้าโครงการวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน ในพื้นที่อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน

เปลี่ยน “จุดความร้อน” เป็น “จุดสร้างรายได้” ด้วยแนวคิด BCG
หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือการเปลี่ยนทัศนคติจากการ “เผา” สู่การ “ใช้ประโยชน์” โดยเน้นการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอย่างครบวงจรผ่านโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy):

•    สร้างมูลค่าเพิ่ม: นำซังข้าวโพด ฟาง และมูลสัตว์ มาผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์และการเพาะเห็ดภายใต้วิสาหกิจชุมชน "เก้าเห็ดเป็นยา จังหวัดน่าน"
•    พืชเศรษฐกิจใหม่: ส่งเสริมการปลูกถั่วลิสงลายเสือและการผลิตอาหารสัตว์น้ำ เพื่อทดแทนการพึ่งพาพืชเชิงเดี่ยวที่มักมีการเผาหลังการเก็บเกี่ยว
•    นวัตกรรมลดแรงงาน: นำเทคโนโลยีระบบน้ำหยดและการหมักปุ๋ยชีวภาพสูตรเร่งการย่อยสลายมาใช้ เพื่อช่วยเกษตรกรลดภาระแรงงานและเพิ่มผลผลิตต่อไร่

ดูแลสุขภาพควบคู่สิ่งแวดล้อม
นอกเหนือจากการจัดการด้านเกษตรกรรม โครงการยังให้ความสำคัญกับ “ลมหายใจของชุมชน” โดยมีกิจกรรมฟื้นฟูปอดสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นควัน รวมถึงการส่งเสริมการใช้สมุนไพรพื้นบ้านและผักปลอดภัยเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายจากภายใน
 

ผู้แทนที่ดี หน้าตาเป็นยังไง: เช็กลิสต์ก่อนหย่อนบัตร “โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 69” จากรัก–เกลียด สู่การเลือกบนหน้าที่–ความรับผิดชอบ


โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง มักเป็นช่วงที่เสียงดังที่สุด—เสียงเชียร์ เสียงด่า เสียงป้าย เสียงคลิปตัด เสียงคำคม

แต่ “เสียงที่สำคัญที่สุด” ในประชาธิปไตย ไม่ใช่เสียงบนเวที

คือ “เสียงในคูหา” ของคุณ

คำถามคือ…เราจะใช้เสียงนั้นเลือก “ผู้แทนที่ดี” ได้อย่างไร โดยไม่ตกเป็นเหยื่อของอารมณ์รัก–เกลียด หรือกระแสชั่วคราว?

คำตอบเริ่มจากการจำให้แม่นว่า ส.ส. ไม่ได้มีหน้าที่ “พูดเก่ง” อย่างเดียว แต่มีหน้าที่ “ทำงานรัฐสภา” อย่างเป็นระบบ—ออกกฎหมาย ตรวจสอบรัฐบาล และกำกับการใช้งบประมาณของประเทศ [1]

1) งานจริงของ ส.ส. มี 3 เรื่องใหญ่ (และนี่คือเหตุผลที่ต้องเลือกให้ดี)
หนึ่ง: ออกกฎหมาย — ชีวิตคุณอยู่ในกฎหมายแทบทุกเรื่อง ตั้งแต่เศรษฐกิจ การศึกษา ไปถึงความปลอดภัยในสังคม การมี ส.ส. ที่อ่านกฎหมายเป็น คิดเป็น และยืนบนหลักการ จึงสำคัญกว่าการมี ส.ส. ที่แค่ “วาทะดี” [1]

สอง: ตรวจสอบรัฐบาล — สภาไม่ได้มีไว้เพื่อปรบมือให้ฝ่ายบริหาร แต่มีไว้เพื่อถามให้ชัด ไล่ให้ตอบ และสะท้อนปัญหาจากประชาชน เช่น กลไก “อภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหา” ที่รัฐธรรมนูญเปิดช่องให้ ส.ส. เข้าชื่อได้ [2]

สาม: งบประมาณ — ถ้า “งบ” คือเงินภาษีของเรา การคุมงบคือหัวใจของการเมือง การเล่นเกมผลประโยชน์ผ่านงบประมาณ หรือการหลับหูหลับตาโหวตให้ผ่าน คือความเสียหายที่ย้อนกลับมาหาประชาชนเสมอ [1]

2) เช็กลิสต์ “ผู้แทนที่ดี” 10 ข้อ (ใช้เป็นเกณฑ์ก่อนกากบาท)
ต่อไปนี้ไม่ใช่คุณสมบัติในอุดมคติแบบลอยๆ แต่หลายข้อสอดคล้องกับหลักจริยธรรมของสมาชิกสภา เช่น ต้องปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต เที่ยงธรรม มีความเป็นอิสระ ไม่อยู่ใต้อิทธิพลเงิน ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง และไม่รับของขวัญผลประโยชน์จากหน้าที่ [3]
1) ยืนข้างประโยชน์ชาติ/ประชาชนจริง — ไม่ใช่ยืนข้างนายทุน ข้างกลุ่มอิทธิพล หรือข้างดีลลับ [3]
2) มีความเป็นอิสระ ไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลการเงิน — ถ้าคนๆ หนึ่ง “ถูกซื้อได้” เขาก็ “ถูกสั่งได้” [3]
3) เคารพสิทธิคนอื่น ไม่ใช้วาจาป้ายสีแบบไร้หลักฐาน — การเมืองที่ดีต้องถกกันด้วยข้อมูล ไม่ใช่การดูหมิ่น ใส่ร้าย โดยไม่มีพยานหลักฐาน [3]
4) ทำงานสภาจริง: เข้าประชุม ตรงเวลา ไม่โดดงาน — ผู้แทนที่ดีไม่ใช่คนที่ “โผล่เฉพาะตอนหาเสียง” [3]
5) ให้ข้อมูลประชาชนครบถ้วน ถูกต้อง ไม่บิดเบือน — คำว่า “สื่อสารเก่ง” ไม่พอ ต้อง “สื่อสารตรง” ด้วย [3]
6) โปร่งใสเรื่องทรัพย์สิน/ผลประโยชน์ทับซ้อน — นักการเมืองมีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามช่องทางที่กำหนด [4]
7) รับฟังและทำงานกับพื้นที่จริง (ไม่เลือกปฏิบัติ) — ปฏิบัติกับประชาชน “เสมอภาคเท่าเทียม” [3]
8) รับผิดชอบเมื่อผิดพลาด — กล้ารับ กล้าแก้ ไม่ใช่ “เบี่ยง–โยน–เงียบ” [3]
9) ไม่รับของขวัญ/ผลประโยชน์จากตำแหน่ง — เพราะเมื่อรับแล้ว “ความเป็นกลาง” มักหายไปพร้อมกัน [3]
10) เล่นการเมืองอย่างสุจริต ไม่ใช้วิธีสกปรก — รวมถึงไม่ยอมให้เกิดการซื้อเสียงหรือการทำให้คนเข้าใจผิดด้วยข้อมูลเท็จ [5]

3) “สัญญาณอันตราย” ที่ควรระวังเป็นพิเศษ
โค้งสุดท้าย คนเรามักยอม “มองข้ามธงแดง” เพราะชอบคำพูดหรือกระแส แต่ธงแดงพวกนี้ควรทำให้คุณชะลอทันที

• มีลักษณะต้องห้ามตามกติกา (ตัวอย่างเช่น ประเด็นเกี่ยวกับสื่อ การถูกเพิกถอนสิทธิ การต้องโทษบางลักษณะ ฯลฯ) ซึ่ง กกต. สรุปไว้เป็นหมวด [5]
• พูดเก่งแต่ตอบคำถาม “สามเรื่องใหญ่” ไม่ได้: กฎหมาย/ตรวจสอบ/งบ
• มีพฤติกรรมชวนเกลียดอีกฝั่งมากกว่าชวนแก้ปัญหา
• ชอบให้สัญญา “แจกง่าย-ได้เร็ว” แต่ไม่พูดแหล่งงบ/ผลกระทบ
• มีข่าวเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ไม่เคยอธิบายอย่างเป็นระบบ
• เกี่ยวข้องกับการให้/รับประโยชน์เพื่อแลกคะแนน ซึ่งเอกสารแนะแนวการเลือกตั้งระบุเป็นข้อห้าม [5]

4) สูตรให้คะแนนแบบเร็ว (ทำเองได้ใน 5 นาที)
ให้คะแนนผู้สมัคร/พรรคที่คุณกำลังชั่งใจแบบ “คนทำงาน” ไม่ใช่แบบ “คนอินดราม่า”• ความสามารถด้านนโยบาย/กฎหมาย (25): อธิบายได้เป็นขั้นตอน ไม่ขายฝัน
• ความโปร่งใส (20): ประวัติ–ที่มา–ทรัพย์สิน–ทีมงาน ตรวจสอบได้
• ความเป็นอิสระจากทุน/ดีล (15) [3]
• วินัยการทำงานสภา (15) [3]
• ความรับผิดชอบและจริยธรรม (15) [3]
• ความผูกพันกับพื้นที่/รับฟังประชาชน (10) [3]

คนที่ได้คะแนนสูง ไม่จำเป็นต้อง “ถูกใจเราทุกเรื่อง” แต่ต้อง “ไว้ใจให้ใช้อำนาจแทนเราได้”

5 กุมภาพันธ์ 2404 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง 'ถนนเจริญกรุง' เป็นถนนสายแรกของกรุงเทพฯ กลายเป็นสัญลักษณ์เมืองถนนทันสมัย

ถนนเจริญกรุง ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้กรุงเทพฯ พัฒนาจากเมืองคลองสู่เมืองถนน โดยเริ่มสร้างในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2404 ภายใต้พระราชดำริของรัชกาลที่ 4 ซึ่งเป็นถนนสายแรกของเมืองหลวงที่สร้างขึ้นเพื่อใช้สัญจรภายในใจกลางเมืองและเปิดใช้งานในปี 2407

ต้นเหตุสำคัญมาจากคำร้องของชาวต่างชาติที่ต้องการถนนเพื่อเดินทางและใช้ชีวิตแบบเมืองสมัยใหม่ โดยมีวิศวกรชาวต่างชาติ 'เฮนรี อลาบาสเตอร์' รับผิดชอบสำรวจและเขียนแบบ ขณะที่การก่อสร้างควบคุมดูแลด้วยขุนนางชั้นสูง เช่น 'เจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์' และ 'เจ้าพระยายมราช'

ถนนเจริญกรุงสร้างแบบสมัยใหม่ด้วยการถมดินและอัดทราย ปูพื้นผิวด้วยอิฐ และแบ่งผิวการจราจรเป็นสองแนว ซึ่งสะท้อนถึงการเริ่มใช้แนวคิดโยธาใหม่ในกรุงเทพฯ ขณะเดียวกันในช่วงแรกมีคนใช้ถนนไม่มากจนเกิดความกังวลเรื่องถนนชำรุดและหญ้ารก รัชกาลที่ 4 จึงโปรดให้ระดมทุนซ่อมแซมก่อนที่ถนนนี้จะกลายเป็นเส้นทางเศรษฐกิจหลักในภายหลัง

การสร้างถนนเจริญกรุงจึงไม่เพียงแต่เป็นการทำถนนใหม่ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเมืองทันสมัย เปิดทางให้การคมนาคม การค้า และการขยายตัวของชุมชนพัฒนาอย่างเป็นระบบและยั่งยืนจนถึงปัจจุบัน "ถนนเจริญกรุง" จึงยังคงมีชีวิตและความสำคัญในกรุงเทพฯ มาจนถึงยุคนี้

ที่มา : https://culture.ssru.ac.th/th/news/view/new243

เลือกผู้นำผิด “ชาติพัง” ไม่ใช่คำขู่—คือใบเสร็จที่โลกเคยจ่ายมาแล้ว

โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง มักทำให้คนตัดสินใจด้วย “อารมณ์” มากกว่า “ข้อเท็จจริง”
แต่ประชาธิปไตยไม่ได้พังเพราะประชาชน “โง่” — มันพังเพราะประชาชนจำนวนมาก “ถูกเร่งให้เลือก” โดยไม่ทันมองความเสี่ยงของคนที่จะได้อำนาจ

คำว่า “ชาติพัง” ในโลกจริง ไม่ได้แปลว่าตึกถล่มในวันเดียว
มันแปลว่า ค่าครองชีพพัง, เงินออมพัง, สถาบันพัง, ความเชื่อมั่นพัง และ “เวลา” ของประเทศหายไปเป็นสิบปี

ต่อไปนี้คือบทเรียนที่ “ใส่ชื่อผู้นำชัดๆ” ว่าความผิดพลาดของคนบนยอดพีระมิด สามารถลากทั้งชาติลงเหวได้อย่างไร

บทเรียนจากต่างประเทศ 
1) ศรีลังกา: เมื่อผู้นำ “หักดิบ” นโยบายจนระบบรับไม่ไหว
ยุคประธานาธิบดี โกตาบายา ราชปักษา มีการตัดสินใจแบนปุ๋ยเคมีแบบฉับพลัน จนผลผลิตการเกษตรตกหนัก กระทบต้นทุนอาหารและความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ก่อนจะลุกลามเป็นวิกฤตการเมือง-เศรษฐกิจใหญ่ที่ประชาชนออกมาประท้วงต่อเนื่อง และนายกฯ มหินทรา ราชปักษา ต้องลาออกท่ามกลางความปั่นป่วน [1]

เตือนใจ: “ตั้งใจดี” ไม่พอ ถ้านโยบายไม่มีข้อมูลรองรับ ไม่มีแผนเปลี่ยนผ่าน และไม่ยอมถอยเมื่อเห็นสัญญาณพัง

2) เลบานอน: เมื่อการเมืองล็อกประเทศ จนรัฐ “ตัดสินใจไม่ได้”
World Bank Group ประเมินว่าวิกฤตเศรษฐกิจ-การเงินเลบานอน “รุนแรงระดับต้นๆ ของโลก” ในเชิงประวัติศาสตร์เศรษฐกิจสมัยใหม่—สะท้อนภาพรัฐที่ติดหล่มการเมืองและการบริหาร [2]

เตือนใจ: ประเทศพังได้แม้ไม่มีสงคราม ถ้าผู้นำทำให้รัฐ “ตัดสินใจไม่ได้—รับผิดชอบไม่ได้—ฟื้นความเชื่อมั่นไม่ได้”

3) เวเนซุเอลา: เศรษฐกิจที่ “หลอกตัวเอง” จนเงินกลายเป็นกระดาษ
ในยุคประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร International Monetary Fund เคยประเมินเงินเฟ้ออาจพุ่งถึงระดับ 1,000,000% ในปี 2018 เพื่อสะท้อนความรุนแรงของวิกฤต [3] และมีรายงานตัวเลขเงินเฟ้อรายปีแตะระดับ “หลักล้านเปอร์เซ็นต์” ในช่วงวิกฤตไฮเปอร์อินเฟลชัน [4]

เตือนใจ: แจกได้ชั่วคราว แต่ถ้าฐานเศรษฐกิจพังและวินัยการคลังพัง “เงินทั้งประเทศ” ก็พังตาม

4) ตุรกี: เมื่อผู้นำ “ดื้อกับข้อมูล” ค่าครองชีพจะลงโทษประชาชน
ประธานาธิบดี เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน เคยยืนยันแนวทางลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง ทั้งที่เงินเฟ้อสูงมาก โดย Reuters รายงานช่วงหนึ่งว่าเงินเฟ้อเกิน 70% และผู้นำยัง “เล่นลง” ความรุนแรงของปัญหา [5]

เตือนใจ: เมื่อผู้นำเอาความเชื่อส่วนตัวนำวิชาการ เศรษฐกิจจะตอบโต้ด้วยราคาอาหาร ค่าเดินทาง ค่าเงิน และคนตัวเล็กเจ็บก่อน

5) ฮังการี: อำนาจรวมศูนย์จนกลไกเสรีภาพอ่อนแรง
Freedom House ติดตามแนวโน้มประชาธิปไตยถดถอยในฮังการีภายใต้รัฐบาล วิกตอร์ ออร์บาน [6] และข่าวร่วมสมัยยังสะท้อนความตึงเครียดเรื่องสิทธิและเสรีภาพ [7]

เตือนใจ: ประเทศไม่ได้พังแค่เพราะเศรษฐกิจ—มันพังได้เมื่อ “เบรก” และ “ไฟแดง” ของสังคมถูกทำให้อ่อนแรงทีละนิด

6) ยูเครน: ความพังที่เริ่มจากการตัดสินใจของผู้นำแบบไม่เคารพกติกาโลก
ต้องพูดให้แฟร์: ยูเครนไม่ใช่ประเทศที่ “พังเพราะเลือกผู้นำผิด” แบบสูตรสำเร็จ แต่ยูเครนคือภาพชัดว่า เมื่อผู้นำของประเทศมหาอำนาจตัดสินใจผิดแบบไม่เคารพกติกาโลก—คนทั้งภูมิภาคต้องจ่าย

ภายใต้การตัดสินใจทำสงครามของประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน โลกตอบโต้ด้วยกำแพงมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียอย่างกว้างขวาง [8] ขณะเดียวกัน การประเมินร่วมโดยรัฐบาลยูเครน ธนาคารโลก สหภาพยุโรป และสหประชาชาติ ระบุว่าค่าฟื้นฟูและบูรณะใน 10 ปีอยู่ที่ราว 524 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (อ้างอิงสถานะความเสียหายถึง 31 ธ.ค. 2024) [9]

อีกด้านหนึ่ง สงครามยัง “บิดรูปประชาธิปไตย” เพราะยูเครนอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก ซึ่ง Reuters อธิบายว่าเลือกตั้งถูกห้ามภายใต้กฎอัยการศึก และทำให้ประธานาธิบดี โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ต้องบริหารแรงกดดันทางการเมืองไปพร้อมกับภารกิจความอยู่รอดของรัฐ [10]

เตือนใจ: อย่าหลงเสน่ห์ “ผู้นำที่ชอบเดิมพันใหญ่” เพราะเดิมพันของเขา อาจกลายเป็นบ้าน เมือง เศรษฐกิจ และอนาคตของคนทั้งชาติ

นาโตเริ่มวางแผนภารกิจ 'อาร์กติก เซนทรี' เฝ้าระวังความมั่นคง ท่ามกลางข้อพิพาทกรีนแลนด์

บรัสเซลส์, 4 ก.พ. (ซินหัว) -- เมื่อวันอังคาร (3 ก.พ.) เจ้าหน้าที่องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือหรือนาโต (NATO) รายหนึ่งเปิดเผยกับสำนักข่าวซินหัวของจีนว่าองค์การฯ ได้เริ่มวางแผนด้านการทหารสำหรับภารกิจที่ใช้ชื่อว่า "อาร์กติก เซนทรี" (Arctic Sentry) เพื่อเสริมสร้างการเฝ้าระวังความมั่นคง ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับพันธมิตรยุโรปในประเด็นกรีนแลนด์ที่ยังคงอยู่ ทว่าไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

เจ้าหน้าที่ยังยืนยันเกี่ยวกับรายงานก่อนหน้านี้ที่อ้างอิงคำกล่าวของมาร์ติน โอ'ดอนเนลล์ โฆษกกองบัญชาการสูงสุดของกองกำลังพันธมิตรยุโรป สังกัดองค์การฯ ซึ่งระบุว่าการวางแผนสำหรับภารกิจอาร์กติก เซนทรีได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว โดยจะช่วยเสริมแกร่งสถานะขององค์การฯ ในภูมิภาคยุโรปตอนเหนือและอาร์กติก

พัฒนาการที่ดีขึ้นมากของไทย ก่อนเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อข้อมูล–กติกา–การตรวจสอบ “เข้าถึงได้” มากกว่าเดิม

ในวันที่การเมืองไทยยังถูกเล่าด้วยคำว่า “แตกขั้ว” “ดราม่า” และ “ความไม่ไว้วางใจ” มีอีกด้านหนึ่งที่ค่อยๆ โตขึ้นเงียบๆ และน่าจะเป็นความหวังแบบจับต้องได้ของสังคมไทย—คือ “วัฒนธรรมการเลือกตั้ง” ที่เริ่มขยับจากการเชื่อตาม ไปสู่การตรวจสอบเองมากขึ้น

การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 (พร้อมการทำประชามติในวันเดียวกัน) จึงไม่ใช่แค่วันหย่อนบัตร แต่คือบททดสอบความเป็นผู้ใหญ่ของระบอบ ว่าเราจะบริหารความเห็นต่างด้วยระบบได้แค่ไหน [1]
1) “ข้อมูลอยู่ในมือประชาชน” มากกว่ายุคก่อน
สัญญาณที่ดีขึ้นชัดที่สุด คือภาครัฐเริ่มผลัก “ข้อมูลเลือกตั้ง” ให้คนตรวจสอบเองได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรายชื่อผู้สมัคร รายชื่อบุคคลที่พรรคเสนอเป็นแคนดิเดตนายกฯ ไปจนถึงข้อมูลหน่วยเลือกตั้ง โดยสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งระบุช่องทางตรวจสอบผ่านเว็บไซต์และแอปฯ (เช่น Smart Vote) อย่างเป็นทางการ [2]

ในทางปฏิบัติ นี่คือการลดช่องว่างอำนาจข้อมูล เพราะเมื่อประชาชนเข้าถึงชุดข้อมูลเดียวกันได้มากขึ้น การตัดสินใจย่อมพึ่งพาข้อเท็จจริงมากกว่าคำบอกเล่าหรือกระแสรายวัน
2) กติกาชัดขึ้น และโยงกับความปลอดภัยมากขึ้น
กติกาไม่ได้อยู่ในความคลุมเครือเหมือนเดิม ตัวอย่างที่เห็นชัดคือแนวทางเรื่อง “ป้ายหาเสียง” ที่เน้นความปลอดภัย ไม่บดบังทัศนวิสัย และไม่กีดขวางการจราจร—สื่อสารตรงๆ แบบเป็นเอกสารอ้างอิงได้ [3]

สารสำคัญไม่ใช่แค่มีข้อห้าม แต่คือการทำให้สังคมเริ่มเข้าใจว่า “การเลือกตั้งที่ดี ต้องไม่แลกด้วยความเสี่ยงและความเดือดร้อนของคนส่วนรวม”
3) ความโปร่งใสเริ่มเป็น “ระบบ” ไม่ใช่แค่ “ความรู้สึก”
ความไว้วางใจในผลเลือกตั้งไม่ได้เกิดจากคำว่า “เชื่อเถอะ” แต่มาจาก “ตรวจได้” การมีระบบรายงานผลรวมศูนย์ให้ติดตามคะแนนได้สะดวกขึ้น (เช่น ECT Score) คือทิศทางที่ถูกต้องในเชิงโครงสร้าง เพราะอย่างน้อยทำให้สาธารณะเห็นว่า การรายงานผลถูกออกแบบให้ตามตรวจได้ในระดับระบบ [4]

แน่นอน ระบบไม่ทำให้ทุกข้อกังขาหายไปทันที แต่การยอมรับร่วมจะเกิดง่ายขึ้น เมื่อคนรู้สึกว่าเกมนี้มีกลไกตรวจสอบจริง ไม่ใช่การเล่าเรื่องฝ่ายเดียว
4) เลือกตั้ง + ประชามติวันเดียวกัน: บทเรียน “จัดการความซับซ้อน” ของประเทศ
รอบนี้ไม่ใช่แค่เลือกผู้แทน แต่มีคำถามใหญ่เรื่องทิศทางรัฐธรรมนูญ การตัดสินใจเชิงโครงสร้างของประเทศถูกนำมาวางไว้บนคูหาในวันเดียวกับการเลือกตั้ง [1]

ความสำคัญอยู่ตรงนี้: เมื่อสังคมเอาความเห็นต่างมาวางบนคูหา แทนการเอาไปวางบนท้องถนน มันคือพัฒนาการของประเทศ—อย่างน้อยคือการยอมรับว่า ความขัดแย้งใหญ่ต้องถูกตัดสินด้วยกระบวนการ
5) “ไม้บรรทัดมาตรฐานสากล” ช่วยยกระดับความคาดหวังของสังคม
องค์กรติดตามการเลือกตั้งอย่าง ANFREL วิเคราะห์การเลือกตั้งไทยปี 2026 ในกรอบความน่าเชื่อถือ ความโปร่งใส และความเชื่อมั่นของสาธารณะ พร้อมชี้ตัวชี้วัดตั้งแต่ความเท่าเทียมในการแข่งขัน การเข้าถึงการลงคะแนน ไปจนถึงผลที่ตรวจสอบได้ [5]

มจธ. ขยายผลโครงการโมเดลการฝึกอบรม-ฝึกงานคนพิการ มจธ. ระยะที่ 2 ผนึก 8 มหาวิทยาลัย ร่วมพัฒนาศักยภาพคนพิการเพื่อการประกอบอาชีพอย่างยั่งยืน

กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และเครือข่ายมหาวิทยาลัย รวม 9 แห่ง เปิดตัวโครงการการขยายผลเครือข่ายอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาศักยภาพคนพิการเพื่อการประกอบอาชีพ ผ่านโมเดลการฝึกอบรม–ฝึกงานคนพิการ มจธ. ระยะที่ 2 

รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวต่อยอดจากความสำเร็จของโครงการฯ ระยะที่ 1 (เมษายน 2567 – มีนาคม 2568) ซึ่งสามารถพัฒนาศักยภาพคนพิการให้เข้าสู่การทำงานจริงและมีรายได้ คิดเป็นร้อยละ 85 ของผู้เข้าร่วมโครงการ สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิผลของโมเดลการฝึกอบรม–ฝึกงานคนพิการ มจธ. ที่เชื่อมโยงการพัฒนาทักษะกับตลาดแรงงานอย่างเป็นรูปธรรม

จากความสำเร็จดังกล่าว นำไปสู่การดำเนินโครงการในระยะที่ 2 ซึ่งเป็นการขยายผลในระดับประเทศ ภายใต้ความร่วมมือเชิงนโยบายระหว่าง กระทรวง พม. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2567 ถือเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการภาครัฐในการยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการอย่างเป็นระบบ

ในระยะที่ 2 โครงการได้ขยายเครือข่ายความร่วมมืออย่างเข้มแข็ง ครอบคลุมพื้นที่ทุกภูมิภาคของประเทศ โดยเพิ่มจำนวนผู้เข้าร่วมจาก 300 คน เป็น 370 คนต่อปี และเพิ่มจำนวนหลักสูตรจาก 6 หลักสูตร เป็น 12 หลักสูตร เน้นทั้งการทำงานในสถานประกอบการและการประกอบอาชีพอิสระ โดยมีมหาวิทยาลัยเครือข่ายเข้าร่วมดำเนินโครงการ ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิทยาเขตสุพรรณบุรี มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ศูนย์การศึกษาอู่ทองทวารวดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top