Sunday, 2 August 2026
THE STATES TIMES TEAM

‘บูลเทค ซิตี้’ ร่วมกับ ‘อำเภอบางปะกง’ บริจาคเงินสนับสนุน “วันรวมน้ำใจ สู่กาชาด ประจำปีงบประมาณ 2565”

วันที่ (16 ธ.ค.2564) ที่ห้องประชุมอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา นายไมตรี ไตรติลานันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมด้วย นางจันทรรัตน์ ไตรติลานันท์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดฉะเชิงเทรา และคณะกรรมการและสมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัดฉะเชิงเทรา ร่วมรับมอบเงินและสิ่งของ ในงาน “วันรวมน้ำใจ สู่กาชาด ประจำปีงบประมาณ 2565”

โดยมีทีมงานฝ่าย CSR ของโครงการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม ฉะเชิงเทรา บลูเทค ซิตี้ ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ พ่อค้า และประชาชนชาวจังหวัดฉะเชิงเทรารวมใจร่วมบริจาคเงินและสิ่งของเป็นจำนวนมาก

 

"กรณ์ - สุชาติ" เริ่มแล้ว!! ลงพื้นที่เขต 6 สงขลา เปิดตัว "พงศธร" ผู้สมัครเลือกตั้งซ่อม ย้ำเดินหน้าสร้างการเมืองสร้างสรรค์ในอุดมคติ เดินหน้าสร้างโอกาส เดินหน้าแก้ไขปัญหาในพื้นที่

นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า , พันเอกสุชาติ จันทรโชติกุล สมาชิกพรรคกล้า ประธานยุทธศาสตร์ภาคใต้ ลงพื้นที่เขต 6 จ.สงขลา ที่ศาลาอเนกประสงค์บ้านยูงทอง อ.คลองหอยโข่ง และวัดยางทอง อ.สะเดา เพื่อพบปะประชาชนและเปิดตัวนายพงศธร สุวรรณรักษา (ทนายอาร์ม) ในฐานะว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อมในพื้นที่เขต 6

นายกรณ์ กล่าวกับประชาชนในพื้นที่ว่า ต้องการทำให้ประเทศไทยเราดีขึ้น ทำให้ประชาชนมีโอกาสเหมือนกับที่ตนเองเคยได้รับมา วิธีที่ดีที่สุดที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่แค่อ้างหรือแสดงความเป็นเจ้าของคำว่าประชาธิปไตย และไปรังควานผู้เห็นต่าง นั่นไม่ได้ทำให้การเมืองดีขึ้นได้ และไม่ใช่ประชาธิปไตย การทุจริต ซื้อสิทธิ์เลือกตั้ง หรือการจับตัวผู้เห็นต่าง เพื่อไม่ให้แสดงความเห็นต่อไปในอนาคต ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่เราอยากเห็น

"ผมไม่ได้เป็นคนโลกสวย ผมเป็นนักปฏิบัติที่มีความฝันอยากเห็นบ้านเมืองดีขึ้น เชื่อว่าพี่น้องทุกคนอยากเห็นบ้านเมืองดีขึ้น นั่นคือสาเหตุที่พวกเรามารวมตัวกัน มาช่วยกันสร้างพื้นที่ พื้นที่ให้คนมีความหวัง มีกลุ่มคนพร้อมต่อสู้เพื่อการเมืองในอุดมคติ การเมืองสร้างสรรค์ จุดเริ่มต้นคือที่นี่ การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ มันมีความสำคัญ" นายกรณ์ กล่าว

หัวหน้าพรรคกล้า กล่าวว่า ปัญหาทุกเรื่องที่เราประสบในชีวิต ลูกหลานเข้าเรียน เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ การฉีดวัคซีน การดูแลด้านสาธารณสุข ถนนหนทาง ราคายาง ทุกอย่างเป็นเรื่องการเมืองหมด บางครั้งเราไม่ได้ประโยชน์ที่ควรจะได้ เพราะถูกผลประโยชน์การเบียดบัง

 

‘สวนนงนุช’ มอบสวนหย่อม! สร้างปอดใจกลาง‘ชุมชนคลองเตย’

วันนี้ 16 ธ.ค. 64 พลเอก เจริญชัย หินเธาว์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ได้เป็นประธาน ส่งมอบบ้าน และสวนหย่อม ตามโครงการ ปรับปรังซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ให้กับผู้ยากไร้และด้อยโอกาส ณ ชุมชนคลองเตย ล๊อค 4-5-6 กรุงเทพมหานคร โดยมี นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา พร้อมประชาชนจิตอาสา ร่วมในพิธี

พลเอก เจริญชัย หินเธาว์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า โครงการ “จิตอาสา เราทำความดี ด้วยหัวใจ” ตามพระราโชบายของ สมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ และบรรเทาความเดือดร้อน โครงการดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างสุขอนามัยที่ดีให้แก่ประชาชนในชุมชนแออัด ดำเนินโครงการปรับปรุงซ่อมแซมที่อยู่อาศัย สร้างสวนหย่อม เพื่อให้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ของชุมชน ให้กับผู้มีฐานะยากจน และด้อยโอกาส ตามชุมชนแออัดในเขตพื้นที่ กรุงเทพมหานคร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างสุขอนามัยที่ดี ให้ประชาชนในชุมชน ตามพระราโชบายของ สมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ให้กับผู้อาศัยในชุมชนแออัด โดยตั้งเป้า 100 ชุมชน

 

กาฬสินธุ์ - สองสามีภรรยาเกษตรกร ต้นแบบเลี้ยงโคขุน - ทอผ้าขาย สร้างรายได้ตลอดปี!!

สองสามีภรรยาเกษตรกรต้นแบบชาวอำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ทิ้งอาชีพทำนา ปลูกอ้อย และมันสำปะหลัง หันมาทำฟาร์มเลี้ยงโคขุน 3 สายพันธุ์ เลี้ยงง่าย รายได้ดี และสบายกว่าทำการเกษตรที่ต้นทุนสูงราคาขายผลผลิตไม่แน่นอน ทั้งยังมีเวลาว่างรวมกลุ่มกับเพื่อนบ้านทอผ้าไหมแท้เป็นสไบแพรลายตาคู่  ซึ่งเป็นลายประจำตำบล จำหน่ายสร้างรายได้ตลอดปี

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการติดตามบรรยากาศการประกอบอาชีพของประชาชน ที่มีพื้นที่ทำกินนอกเขตใช้น้ำชลประทานในช่วงฤดูแล้ง หลังเก็บเกี่ยวผลิตทางการเกษตร เช่น ข้าว อ้อย มันสำปะหลังเสร็จสิ้น ซึ่งพบว่าส่วนมากว่างงาน เนื่องจากขาดแหล่งน้ำทำการเพาะปลูกพืชประจำฤดู เป็นสาเหตุของการอพยพแรงงานออกนอกพื้นที่ ปล่อยผู้สูงอายุอยู่เฝ้าบ้าน เลี้ยงหลาน และทำอาชีพเสริมเล็ก ๆ น้อย ๆ พอมีรายได้และอาหารจุนเจือครอบครัว

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้ง มีครอบครัว 2 สามีภรรยา ชาวบ้านโพนสวาง หมู่ 4 ต.นามะเขือ อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ ได้หันหลังให้กับอาชีพการเกษตร ทั้งทำนา ปลูกอ้อย และมันสำปะหลัง โดยได้เปลี่ยนอาชีพใหม่ คือการทำฟาร์มเลี้ยงโคขุน 3 สายพันธุ์ ทั้งบรามันห์ ชาโรเลส์และแองกัส ใช้เวลาเพียง 3 ปีประสบความสำเร็จ กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านปศุสัตว์ระดับอำเภอ ทั้งยังมีเวลาว่างปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และทอผ้าไหมจำหน่าย สร้างรายได้ตลอดปี โดยในแต่ละวันจะมี “นายฮ้อย” และผู้ประกอบการค้าขายโค รวมทั้งมีคณะศึกษาดูงานจากต่างถิ่น แวะเวียนมาติดต่อและสอบถามอย่างต่อเนื่อง

นายประเสริฐ นครชัย อายุ 58 ปี อยู่บ้านเลขที่ 155 หมู่ 4 บ้านโพนสวาง กล่าวว่า เดิมครอบครัวตนทำนา 9 ไร่ ปลูกอ้อย 10 ไร่ และปลูกมันสำปะหลัง 10 ไร่ ระยะหลังประสบปัญหาขาดทุน เนื่องจากปุ๋ยแพง ค่าแรงสูง บางปีฝนทิ้งช่วง ผลผลิตตกต่ำ ไม่คุ้มทุน ทำมากี่ปี ๆ ก็ย่ำอยู่กับที่ เมื่อปี 2561 จึงคิดหาทางออกที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และความชอบของตนเอง คือการเลี้ยงโคเนื้อ เนื่องจากเนื้อโคเป็นที่นิยมของผู้บริโภคตลอดปี และราคาซื้อขายเริ่มขยับสูงขึ้น เริ่มแรกตัดสินใจหาซื้อแม่โคลูกผสม สายพันธุ์บราห์มันที่กำลังตั้งท้องมา 5 ตัว เพื่อประหยัดเวลาในการเลี้ยงและเห็นผลผลิตเร็ว

นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า เมื่อแม่โคทั้ง 5 ตัวออกลูกมา ก็ได้จำนวนโคในคอกเพิ่มขึ้นเป็น 10 ตัว ก็เลี้ยงมาเรื่อยๆ มีโอกาสก็หาซื้อแม่โคที่กำลังตั้งท้องเพิ่มเข้ามา จำนวนโคก็ทวีขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็กลายเป็นฟาร์มโคย่อมๆขึ้นมาเพียงเวลาไม่นาน ทั้งนี้เมื่อลูกโคโตขึ้นได้ขนาดและน้ำหนักพอขาย ก็จะขายเพศผู้ออกไป เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนซื้อโคเพศเมียเข้ามา เพิ่ม โดยจะเลี้ยงและรักษาโคตัวเมียเพื่อขยายพันธุ์ในฟาร์ม ทั้งนี้ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค นอกจากจะเลี้ยงหรือขุนโคสายพันธุ์บรามันห์แล้ว ยังนำสายพันธุ์ชาโรเลส์ และแองกัส ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดทั่วไปมาเลี้ยงด้วย

“การเลี้ยงโคขุนของตนทำง่าย ๆ โดยขังอยู่ในคอกและอยู่ในบริเวณจำกัด ไม่ได้ปล่อยเลี้ยงกลางทุ่ง อาหารมีทั้งหญ้าสด ฟาง และอาหารเสริม ซึ่งมีกินพอเพียงตลอดปี เนื่องจากเปลี่ยนพื้นที่ทำนา 9 ไร่ เป็นนาหญ้า 8 ไร่ ขุดบ่อกักเก็บน้ำ 1 ไร่ เพื่อหล่อเลี้ยงนาหญ้า ขณะที่พื้นที่ที่เคยปลูกอ้อยและมันสำปะหลัง รวม 20 ไร่ ให้เพื่อนบ้านเช่าทำกิน จึงมีเวลาดูแลโคขุนในฟาร์มอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ได้ลงนามความร่วมมือกับผู้ประกอบการรับซื้อโคขุน โดยขายทั้งตัวราคาซื้อขายทุกสายพันธุ์ราคาเดียวกัน คือกิโลกรัมละ 100 บาท โดยโคอายุ 2 ปี น้ำหนักตัวละประมาณ 400-500 กิโลกรัมเริ่มจำหน่าย ซึ่งจะได้ราคาตัวละ 40,000-50,000 บาท” นายประเสริฐกล่าว

ด้านนางเกสร ฆารไสย อายุ 52 ปี ภรรยานายประเสริฐ กล่าวว่า หลังจากเปลี่ยนอาชีพจากการทำเกษตรมาเลี้ยงโคอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งมองเห็นอนาคตการเลี้ยงโคขุนจะมีอนาคตดีกว่าทำนา ปลุกอ้อยและมันสำปะหลัง จึงได้ร่วมกับเพื่อนบ้านที่ต้องการเลี้ยงโค ไปขอคำปรึกษากับทางปศุสัตว์ อ.สหัสขันธ์ และ ธ.ก.ส.สาขาสหัสขันธ์ จากนั้นเข้าร่วมโครงการสร้างอาชีพ เพื่อขอสินเชื่อเป็นทุนจัดซื้อแม่โคมาเลี้ยงและขยายพันธุ์ ซึ่งที่ผ่านมามีการเลี้ยงโคเนื้อและโคขุน จำหน่ายหมุนเวียนเรื่อยมา ทำให้มีรายได้ใช้หนี้และจัดซื้อแม่โคเพิ่มเข้ามา ปัจจุบันมีโคในฟาร์ม 40 ตัว

นางเกสรกล่าวต่อว่า การเลี้ยงโคขุนเลี้ยงง่าย ไม่ต้องปล่อยเลี้ยงกลางทุ่ง ไม่ยากลำบาก ไม่เหนื่อย เหมือนทำการเกษตร เพียงแต่ไปตัดหญ้าที่นาหญ้า และซื้อฟางข้าวอัดก้อนมาตุนไว้ให้โคกิน ถึงเวลาก็ให้อาหารเสริมเท่านั้น จึงมีเวลาว่างเยอะ ทำให้มีโอกาสที่จะทำอาชีพอื่นเสริมมากขึ้น ซึ่งการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้า ถือเป็นภูมิปัญญาที่ชาวบ้านเราทำกันมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายายอยู่แล้ว เพียงแต่หาเวลาทำไม่ได้เท่านั้น ดังนั้น หลังจากเลิกทำนา เลิกปลูกอ้อย และมันสำปะหลัง จึงมีเวลาที่จะสานต่ออาชีพทอผ้าอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ โดยการสนับสนุนของทางอำเภอสหัสขันธ์ และพัฒนาชุมชน จ.กาฬสินธุ์ ได้รวมกลุ่มแม่บ้านตั้งกลุ่มปลูกหม่อนไหมเหลืองบ้านโพนสวาง มีสมาชิกกลุ่ม 16 คน กิจกรรมกลุ่มมีปลูกหม่อน เลี้ยงไหม รวมทั้งทุกกระบวนการทั้งสาวไหม เข็นไหม ทอผ้า ตัดเย็บและแปรรูป

 

‘ผบ.ตร.’ นำทีมแถลงผลการช่วยเหลือ ‘เหยื่อค้ามนุษย์’ ในต่างประเทศ!!

ในรอบปี พ.ศ.2564 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ ศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศพดส.ตร.) ได้รับการร้องขอความช่วยเหลือผ่านทางสื่อมวลชนและโซเชียลมีเดีย ว่ามีคนไทยถูกหลอกลวงและตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ในต่างประเทศ และได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยราชการไทยและต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง จนสามารถเข้าให้ความช่วยเหลือคนไทยดังกล่าวและเดินทางกลับประเทศไทย ตามที่ทราบแล้ว นั้น

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้สั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การช่วยเหลือเหยื่อคนไทยที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ พร้อมทั้งขยายผลถึงเครือข่ายผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการตัดวงจรการกระทำผิดของกลุ่มองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้ ที่ได้ใช้โอกาสที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจในช่วงโควิด-19 หลอกลวงคนไทยไปบังคับใช้แรงงานและค้าประเวณีในต่างประเทศ ซึ่งการกระทำในลักษณะดังกล่าวอาจเข้าข่ายการค้ามนุษย์ กระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปในสังคมในวงกว้าง

จากกรณีดังกล่าว พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร./ผู้อำนวยการ ศพดส.ตร. และ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผบ.ตร./ รองผู้อำนวยการ ศพดส.ตร. ในการดำเนินการประสานงานหน่วยงานและส่วนราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กองต่อต้านการค้ามนุษย์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน กรมการกงสุล กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย รวมทั้งความร่วมมือจากภาคเอกชน เช่น NGO ต่าง ๆ ที่ช่วยให้ข้อมูลของคนไทยที่ร้องขอความช่วยเหลือ จนสามารถช่วยเหลือคนไทยซึ่งถูกหลอกลวงกลับมาได้อย่างปลอดภัยจำนวนทั้งสิ้น 364 คน แบ่งเป็นการช่วยเหลือจากประเทศกัมพูชาจำนวน 361 คน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จำนวน 3 คน นอกจากนี้ยังมีการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดในกรณีดังกล่าวได้เป็นจำนวนมาก โดยมีการออกหมายจับผู้กระทำผิดที่หลอกลวงคนไทยไปบังคับใช้แรงงานในกัมพูชาได้ทั้งสิ้น 32 ราย จับกุมแล้ว 15 ราย คงเหลือ 17 ราย และออกหมายจับผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงคนไทยไปค้าประเวณีที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ทั้งสิ้น 25 ราย จับกุมแล้ว 6 ราย คงเหลือ 19 ราย

กรณีผู้เสียหายจากกัมพูชานั้น เป็นกรณีที่ผู้เสียหายได้ถูกหลอกลวงจากข้อมูลการรับสมัครงานทางโซเชียลมีเดียเหมือนปกติทั่วไป ตั้งแต่งานรับจ้างทั่วไป จนถึงงานในคาสิโน โดยมีการใช้ตัวเลขรายได้ที่สูงมาล่อใจ เพื่อให้ผู้เสียหายมีความสนใจสมัครไปทำงานดังกล่าว แต่แท้จริงแล้วได้มีการนำพาผู้เสียหายข้ามชายแดนโดยผิดกฎหมายตามช่องทางธรรมชาติ และมีการยึดหนังสือเดินทาง และบังคับให้ทำงานที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การหลอกลวงให้คนไทยลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีอยู่จริง หรือคอลเซ็นเตอร์ สร้างความเสียหายมูลค่าหลายล้านบาท หากใครไม่ยอมทำงานดังกล่าวก็จะถูกบังคับทุบตี ทำร้ายร่างกาย กักขัง และอดอาหาร จะต้องหาทางร้องขอความช่วยเหลือจากทางการไทยเพื่อช่วยเหลือกลับประเทศไทย

 

‘สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี’ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิด “งานกาชาดประจำปี 2564” บนแพลตฟอร์มออนไลน์

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากวังสระปทุม ไปยังห้องประชุม 1210 Auditorium ชั้น 12 อาคารภูมิสิริ มังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ไปทรงเปิดงานกาชาดประจำปี 2564 บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ภายใต้แนวคิด “ประสบการณ์สนุก สร้างสุขทุกมิติ #Fun(D) Fair x Sharing” โดยมี นายเตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย ประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงานกาชาด พร้อมด้วยผู้บริหารสภากาชาดไทยและกรรมการอำนวยการจัดงานกาชาด เฝ้าฯ รับเสด็จ

ในโอกาสนี้ นายเตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย ประธานกรรมการอำนวยการจัดงานกาชาด กราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานกาชาดประจำปี 2564 จากนั้น นางจันทร์ประภา วิชิตชลชัย กรรมการ และเลขานุการคณะกรรมการอำนวยการจัดงานกาชาด เบิกผู้ชนะการประกวดร้านกาชาดออนไลน์เข้ารับพระราชทานเกียรติบัตร จำนวน 12 ราย และผู้ให้การสนับสนุนการจัดงานกาชาดเข้ารับพระราชทานเกียรติบัตร จำนวน 11 ราย

จากนั้นเสด็จฯ ไปยังโถงหน้าห้องประชุม ทรงสัมผัสหุ่นยนต์น้องแสนสุขเปิดงานกาชาดออนไลน์ ภายใต้แนวคิด “ประสบการณ์สนุก สร้างสุขทุกมิติ #Fun(D) Fair x Sharing” จากนั้นทอดพระเนตรการแสดงโขน ชุด “หนุมานเถลิงสุข สนุกทุกมิติ” และก่อนทอดพระเนตรกิจกรรมบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ทรงเลือก AVATAR ไปยังร้านโครงการส่วนพระองค์ ประกอบด้วย ร้านสมเด็จองค์สภานายิกาสภากาชาดไทย ร้านมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ร้านสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ร้านองค์อุปนายิกาสภากาชาดไทย ร้านโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ร้านมูลนิธิชัยพัฒนา (ร้านภัทรพัฒน์  และร้านโครงการทหารพันธุ์ดี) มูลนิธิสายใจไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร้านมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ร้านที่ชนะการประกวดออกแบบร้านงานกาชาดออนไลน์ ร้านกิจกรรมสภากาชาดไทย และกิจกรรมต่าง ๆ เป็นต้น

การจัดงานกาชาดประจำปี 2564 บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ภายใต้แนวคิด “ประสบการณ์สนุก สร้างสุขทุกมิติ #Fun(D) Fair x Sharing” ระหว่างวันที่ 14 – 27 ธันวาคม 2564 รวม 14 วัน ตลอด 24 ชั่วโมง สามารถเข้าร่วมงานได้ที่ www.งานกาชาด.com และ www.redcrossfair.com โดยในปีนี้ได้พัฒนารูปแบบและกิจกรรมภายในงาน ให้มีความหลากหลายสอดคล้องกับวิถีชีวิตและความชื่นชอบของผู้เที่ยวชมงานทุกวัยมากยิ่งขึ้น ลดขั้นตอนการเข้าแพลตฟอร์มแบบไม่ต้อง Log in เข้าระบบ กรอกข้อมูลเพียงครั้งเดียวเมื่อถึงขั้นตอนชำระสินค้าหรือการบริจาคเงิน โดยแบ่งเป็น 2 รูปแบบ เมื่อเข้าแพลตฟอร์มแล้วจะพบกับหน้า Lite Version สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อสินค้าโดยเฉพาะ และหน้า Full Version ที่ Main map สำหรับผู้ที่ต้องการเที่ยวชมงาน ร่วมกิจกรรม เล่นเกม ลุ้นรับของรางวัลและซื้อสินค้า

ท่องเที่ยวอุ่นใจและปลอดภัย ไปกับ ตร.ท่องเที่ยว!! ด้วยแอปพลิเคชัน “Tourist Police i lert u”

วันนี้ 15 ธ.ค.64 พล.ต.ท.สุคุณ พรหมายน ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยวร่วมการแถลงข่าวเปิดตัวแพลตฟอร์ม “ระบบการอำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทาง (Ease of Traveling)” อันเป็นการขานรับนโยบายการเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวบนเว็บไซต์ Entry Thailand มุ่งหวังจะช่วยอำนวยความสะดวกและบูรณาการการปฏิบัติต่าง ๆ สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้าประเทศไทย ภายหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย

ในการนี้ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวได้ดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล โดยได้ร่วมมือกับบริษัท เอนนี่แวร์ ทู โก จำกัด พัฒนาแอปพลิเคชันในการรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน รวมถึงการขอความช่วยเหลือจากนักท่องเที่ยว ผ่านแอปพลิเคชัน Tourist  Police i lert u บน Smartphone โดยใช้ระบบ Global positioning System หรือ GPS การใช้งานเพียงนักท่องเที่ยวที่ประสบเหตุ กดปุ่มขอความช่วยเหลือ

พร้อมกับ “ข้อความขอความช่วยเหลือและภาพถ่าย” ระบบจะส่งตำแหน่งสถานที่จุดเกิดเหตุ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องของนักท่องเที่ยวที่ขอความช่วยเหลือ ส่งไปยังศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 1155 และเจ้าหน้าที่อยู่บนพื้นที่ใกล้จุดเกิดเหตุ จากนั้นเจ้าหน้าที่ Call Center 1155 จะติดต่อกลับไปยังเบอร์โทรศัพท์ที่นักท่องเที่ยวได้แจ้งไว้ตามที่ลงทะเบียนในการดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน โดยจะใช้การสื่อสารด้วยภาษาเดียวกันกับนักท่องเที่ยว ซึ่งในปัจจุบันสายด่วน 1155 สามารถรองรับได้ 5 ภาษา คือ อังกฤษ, จีน, รัสเซีย, ญี่ปุ่น และเกาหลี และจะเพิ่มการให้บริการในภาษาฝรั่งเศส, เยอรมัน, อาเซียน และอาหรับ รวมเป็น 9 ภาษาในปี 2565

 

นราธิวาส - ศึกษาธิการจังหวัด นำประกาศเจตจำนงต่อต้านการทุจริต!!

เมื่อวันพุธ ที่ 15 ธันวาคม 2564 ศึกษาธิการจังหวัดนราธิวาสนำทีมผู้บริหารและบุคลากรสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดนราธิวาสประกาศเจตจำนงต่อต้านการทุจริต ณ ห้องประชุมบุหงาตันหยง สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดนราธิวาส

นายชาร์รีฟ สือนิ ศึกษาธิการจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า “ในวันนี้กระทรวงศึกษาธิการได้จัดงานวันต่อต้านการทุจริต กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งภายในงานได้มีพิธีประกาศเจตนารมณ์การต่อต้านการทุจริตและมอบนโยบายNo Gift Policy ของกระทรวงศึกษาธิการโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) ภายใต้แนวคิด “กระทรวงศึกษาธิการโปร่งใส ไม่ทนต่อการทุจริต” (MOE TRUST & Zero Tolerance) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 โดยได้ให้บุคลากรสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดทุกจังหวัดได้เข้าร่วมรับชมการถ่ายทอดสดกิจกรรมดังกล่าวทาง Facebook Live

ทั้งนี้ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดนราธิวาสได้จัดกิจกรรมต่อต้านการทุจริต โดยศึกษาธิการจังหวัดนราธิวาสเป็นประธานในการประกาศเจตนารมณ์การต่อต้านการทุจริตของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดนราธิวาสซึ่งมีใจความว่า “จะปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์  สุจริต มีความโปร่งใส และมีคุณธรรมในการปฏิบัติงาน บริหารงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ

 

เพชบูรณ์ - มณฑลทหารบกที่ 36 สนับสนุนผลผลิตลำใย ที่ได้รับผลกระทบผลไม้ล้นตลาดและราคาตกต่ำ ของเกษตรกรในพื้นที่ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 36 ได้มอบลำไยพันธ์อีดอ (เกรดเอ) ให้กับกำลังพลของหน่วย โดยรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากกรณีผลไม้ล้นตลาด และราคาตกต่ำของเกษตรในพื้นที่ อ.จอมทอง จว.ช.ม. จำนวน 25 ตัน ผ่านกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.)

โดย มณฑลทหารบกที่ 36 สนับสนุนการรับซื้อลำไยจากเกษตรกรที่ได้รับ ผลกระทบ จำนวน 350 กิโลกรัม (117 ตะกร้า) ณ กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 36 ค่ายพ่อขุนผาเมือง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์

กระบี่ - ทำพิธี! “จมฝูงเรือรบหลวง” อย่างสมเกียรติ สร้างอุทยานเรียนรู้ใต้ท้องทะเลเกาะลันตา

วันที่ 15 ธ.ค.64 นายไชยยศ จิรเมธากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีจมเรือรบหลวง รวม 3 ลำ ใกล้กับเกาะหมา ท้องทะเล อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ ลงสู่ใต้ทะเล เป็นอุทยานการเรียนรู้เพื่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟูระบบนิเวศทรัพยากรทางทะเล และเป็นแหล่งท่องเที่ยวดำน้ำ ระดับโลก ในพื้นที่ทะเลเกาะลันตา จ.กระบี่ โดยมีนายสมชาย หาญภักดีปฏิมา รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ / พลเรือตรี พัลลภ เขม้นงาน รองผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 / นายชวน ภูเก้าล้วน ประธานสภาการศึกษาจังหวัดกระบี่ หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ และประชาชน เข้าร่วม

โดยก่อนการจมเรือหลวง ทั้ง 3 ลำ คือ เรือหลวงปราบปรปักษ์ เรือ ต 15 หรือเรือหลวงสู้ไพรินทร์ และเรือ ต 16 หรือเรือหลวงหาญหักศัตรู ลงสู่ใต้ท้องทะเล ได้มีพิธีวางพวงมาลาไว้อาลัยอย่างสมเกียรติ พร้อมทำการนำน้ำเข้าเรือใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมง กว่าเรือจะจมดิ่งสู่ก้นทะเลทั้งลำ ซึ่งพิธีจมเรือดังกล่าวเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งอาศัยของสัตว์น้ำ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวดำน้ำของจังหวัดกระบี่ และจังหวัดฝั่งอันดามัน ตามโครงการอุทยานการเรียนรู้ใต้ท้องทะเล โดยความร่วมมือระหว่างจังหวัดกระบี่ ร่วมกับกองทัพเรือ และสภาการศึกษา จ.กระบี่

นายไชยยศ จิรเมธากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการสร้างอุทยานการเรียนรู้ใต้ท้องทะเลจังหวัดกระบี่ ได้รับการอนุเคราะห์จากกองทัพเรือ มอบเรือปลดประจำการ จำนวน 11 ลำ ซึ่งเป็นเรือที่ปลดประจำการ เพื่อจมใต้ท้องทะเลเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำ โดยในวันนี้ ทำการจมเรือรบปลดประจำการจำนวน 3 ลำ ได้มีการทำพิธีวางเรือไปแล้ว จำนวน 3 ลำ เพื่อเป็นการจัดสร้างปะการังเทียม ตามโครงการอุทยานเรียนรู้ใต้ท้องทะเล จังหวัดกระบี่ ส่วนอีก 8 ลำ จะนำมาจมอีก ประมาณเดือนมีนาคม 65 ซึ่งจากนี้ไปเรือรบทั้ง 3 ลำ จะทำหน้าที่อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล ตามโครงการอุทยานเรียนรู้ใต้ท้องทะเลจังหวัดกระบี่ตลอดไป

ด้านนายสมชาย หาญภักดีปฎิมา รอง ผวจ.กระบี่ กล่าวว่า เชื่อว่าในอนาคต จังหวัดกระบี่ จะเป็นศูนย์กลางการดำน้ำดูปะการังที่ใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดในท้องทะเลฝั่งอันดามัน เนื่องจากมีปะการัง ที่เป็นโครงการอุทยานเรียนรู้ และปะการังธรรมชาติ โดยก่อนหน้านี้ทางจังหวัดกระบี่ ได้นำเรือรบที่ปลดประจำการ ไปวางไว้ท้องทะเล จำนวน 2 จุด ได้แก่บริเวณเกาะยาวาซำ และเกาะพีพีเล ต.อ่าวนาง พบว่ามีปะการังเริ่มเจริญงอกงาม และกำลังเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยว

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top