Sunday, 7 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

ซื้อคืนรถไฟฟ้า 1.4 แสนล้าน!! เปิดทางลดค่าโดยสาร แต่รัฐหรือเอกชนได้ประโยชน์กว่ากัน? ใช้งบ 1.4 แสนล้านบาท เปิดทางลดค่าโดยสาร เอกชนได้ขายเสี่ยงน้อย แลกสัญญาจ้างเดินรถ รัฐแบกรับความเสี่ยง ต้องชั่งน้ำหนักดีๆ

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์  ได้กล่าวว่า

ซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า 1.4 แสนล้าน ใครได้? ใครเสีย?

มีข่าวว่า รัฐจะซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าจากเอกชนผู้รับสัมปทานด้วยวงเงินสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท เพื่อเปิดทางให้ลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า และให้รถไฟฟ้าทุกสายทุกสีอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)

คำถามสำคัญคือ... การตัดสินใจครั้งนี้ “ใครได้” และ “ใครเสีย” กันแน่?

1. จะซื้อคืนสัมปทานสายไหนบ้าง?

ตามข่าวที่ออกมา รัฐมีแนวคิดซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าสายที่เอกชนเป็นผู้ลงทุนหรือร่วมลงทุน และเป็นผู้เก็บรายได้เอง พร้อมรับความเสี่ยงเองทั้งหมด มีทั้งหมด 4 สาย ประกอบด้วยสายสีเขียว (ช่วงหมอชิต-เอกมัย และช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน) สายสีน้ำเงิน สายสีเหลือง และสายสีชมพู ด้วยราคาสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท แล้วจะจ้างให้เอกชนผู้รับสัมปทานรายเดิมเดินรถพร้อมทั้งซ่อมบำรุงรักษา (Operation and Maintenance หรือ O&M) หลังจากซื้อคืนสัมปทานแล้ว รูปแบบการลงทุนจะเปลี่ยนไป จากเดิมที่รัฐลงทุนเป็นบางส่วนเป็นรัฐลงทุนเองทั้งหมด แล้วจ้างให้เอกชนเดินรถ แต่รัฐเก็บรายได้ทั้งหมด พร้อมกับรับความเสี่ยงเองทั้งหมด เช่นเดียวกับรูปแบบการลงทุนรถไฟฟ้าสายสีม่วง และสายสีแดงในปัจจุบัน

2. วงเงิน 1.4 แสนล้านบาท คิดมาได้อย่างไร?

จนถึงตอนนี้ รัฐยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดการคำนวณ แต่โดยทั่วไปการซื้อคืนสัมปทานมักประเมินจากมูลค่าสินทรัพย์ (เช่น ราง รถไฟฟ้า ระบบอาณัติสัญญาณ ระบบตั๋ว) รายได้อื่น (เช่น ค่าโฆษณา ค่าเช่าพื้นที่) และกำไรที่คาดว่าเอกชนจะได้รับตลอดอายุสัญญาที่ยังเหลืออยู่ หากรัฐไม่ซื้อคืนสัมปทาน

3. ใครได้? ใครเสีย?

3.1 ใครได้?

ฝ่ายที่เห็นประโยชน์ชัดที่สุดคือ เอกชนผู้รับสัมปทาน เพราะเมื่อขายคืนสัมปทานแล้ว เอกชนจะไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงเรื่องจำนวนผู้โดยสารอีกต่อไป โดยเฉพาะสายที่มีผู้โดยสารต่ำกว่าที่คาดไว้ ขณะเดียวกัน ยังมีโอกาสได้รับสัญญาจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงต่อ ทำให้มีรายได้ที่แน่นอนทุกปี

3.2 ใครเสีย?

คำถามสำคัญอยู่ที่ว่า... หลังลดค่าโดยสารแล้ว ผู้โดยสารจะเพิ่มขึ้นมากพอหรือไม่? หากจำนวนผู้โดยสารเพิ่มไม่มาก รายได้จากค่าโดยสารอาจไม่พอสำหรับค่าซื้อคืนสัมปทาน และค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุง สุดท้าย รัฐอาจต้องนำงบประมาณมาชดเชยส่วนต่างต่อเนื่องในระยะยาว

นอกจากนี้ ยังมีคำถามเรื่องความสามารถในการบริหาร รฟม.จะสามารถดูแลรถไฟฟ้าทุกสายทุกสีให้มีประสิทธิภาพ และเพิ่มจำนวนผู้โดยสารได้จริงหรือไม่? ที่ผ่านมา รฟม.เคยบริหารเองจริงๆ เพียงสายเดียว คือรถไฟฟ้าสายม่วงเหนือ (ช่วงคลองบางไผ่-เตาปูน) แม้ปัจจุบันจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้น แต่ปัจจัยสำคัญก็มาจากการลดค่าโดยสาร ไม่ได้เกิดจากมาตรการเชิงรุกอื่นๆ ในการดึงผู้โดยสาร

ส่วนรถไฟฟ้าสายอื่นในสังกัดของ รฟม. ไม่ว่าจะเป็นสายสีน้ำเงิน สีเหลือง และสีชมพู ล้วนเป็นการบริหารโดยเอกชนผู้รับสัมปทานทั้งสิ้น

4. “ซื้อคืน” หรือ “ไม่ซื้อคืน” แบบไหนดีกว่า?

รัฐควรพิจารณาเปรียบเทียบกรณีซื้อคืน และไม่ซื้อคืน ว่าทางเลือกใดจะใช้เงินน้อยกว่า และไม่ต้องแบกรับความเสี่ยง

กล่าวคือกรณีซื้อคืน รัฐจะต้องจ่ายเงินเป็นรายปีคิดเป็นมูลค่าปัจจุบันได้ 1.4 แสนล้านบาท (เมื่อรวมดอกเบี้ยจะต้องจ่ายเงินสูงกว่า 1.4 แสนล้านบาท) เปรียบเทียบกับกรณีไม่ซื้อคืน ซึ่งรัฐจะต้องชดเชยรายได้ให้เอกชนหลังจากลดค่าโดยสาร

โดยสรุป ถ้าซื้อคืน รัฐจะต้องจ่ายเงินค่าซื้อคืนเป็นรายปี จ่ายค่าจ้างเดินรถ และแบกรับความเสี่ยงเองทั้งหมด ถ้าไม่ซื้อคืน รัฐจะต้องจ่ายเงินชดเชยตลอดระยะเวลาที่ลดค่าโดยสาร ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างเดินรถ และไม่ต้องแบกรับความเสี่ยง

คุณคิดว่า ระหว่าง “ซื้อคืน” กับ “ไม่ซื้อคืน” แบบไหนดีกว่ากัน?

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10233133999517257&id=1387533272&rdid=upjTp0vzuboLMHcU#

‘อาจารย์อุ๋ย’ ฟันธง!! ศึกฮอร์มุซไม่ใช่เกมชนะ แต่คือการยื้อเวลาพ่ายแพ้ของ “พญาอินทรีปีกหัก” อาจารย์อุ๋ยชี้สหรัฐฯ ทุ่มกำลังยื้ออิทธิพล ขณะอิหร่านยังคุมแต้มภูมิรัฐศาสตร์

อาจารย์อุ๋ย ฟันธง! ศึกฮอร์มุสล่าสุด แค่เกมยื้อเวลาพ่ายแพ้ของพญาอินทรีปีกหัก !

การขยับเขยื้อนกำลังพลและสรรพาวุธของสหรัฐฯ เข้าสู่ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ในระลอกล่าสุดนี้ หากมองผิวเผินอาจดูเหมือนการสำแดงแสนยานุภาพที่น่าเกรงขามของมหาอํานาจอย่างสหรัฐฯ

แต่ในมุมมองทางยุทธศาสตร์และการเมืองระหว่างประเทศ นี่ไม่ใช่ศึกเพื่อชัยชนะเชิงโครงสร้าง แต่เป็นเพียง"การยื้อเวลาความพ่ายแพ้" ของสหรัฐฯ ในสมรภูมิที่ตนเองเริ่มสูญเสียการควบคุมอย่างถาวร ด้วย 5 เหตุผลดังต่อไปนี้ ว่าทำไมอิหร่านยังเหนือกว่า แม้สหรัฐฯ จะทุ่มหมดหน้าตัก

1. ยุทธศาสตร์ "ปลดปล่อย" ที่สายเกินการณ์ และคำถามเรื่องประสิทธิภาพ: 

หากสหรัฐฯ เชื่อว่าตนสามารถ "ปลดปล่อย" (หรือยึดครอง) ช่องแคบฮอร์มุซได้เบ็ดเสร็จจริง ทำไมถึงต้องรอจนถึงตอนนี้? 

การที่สหรัฐฯ ต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล ทั้งขีปนาวุธร่อน Tomahawk และ JASSM-ER ไปเกือบครึ่งหนึ่งของคลังแสงที่มีอยู่ (Inventory) รวมถึงงบประมาณที่บานปลายกว่า 800,000 ล้านบาท ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่เดือน สะท้อนให้เห็นว่า "อำนาจในการป้องปราม" (Deterrence) ของสหรัฐฯ เสื่อมถอยลงจนต้องใช้ "อำนาจทำลายล้าง" เข้าแลก ซึ่งเป็นการลงทุนที่ขาดทุนย่อยยับในเชิงภูมิรัฐศาสตร์

2. ภูมิศาสตร์ที่ไม่มีวันเปลี่ยน เพราะอิหร่านคือ "เจ้าบ้าน" ตลอดกาล:

ช่องแคบฮอร์มุซมีความกว้างในส่วนที่แคบที่สุดเพียง 33 กิโลเมตร อิหร่านครองความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์อย่างสมบูรณ์ ด้วยยุทธวิธี "สงครามไม่สมมาตร" (Asymmetric Warfare) ทั้งทุ่นระเบิดอัจฉริยะ, โดรนพลีชีพ และเรือเร็วโจมตี ต่อให้สหรัฐฯ จะส่งเรือบรรทุกเครื่องบินมากี่ลำ ก็ไม่สามารถเปลี่ยนความจริงที่ว่า อิหร่านสามารถ "เปิด/ปิดวาล์ว" พลังงานโลกได้ทุกเมื่อที่ต้องการ โดยไม่ต้องใช้ต้นทุนที่สูงเท่าสหรัฐฯ

3. พันธมิตรที่ "เมินเฉย" และความโดดเดี่ยวของทรัมป์:

ความพยายามในการขอความช่วยเหลือจากพันธมิตร NATO และชาติในเอเชียเพื่อร่วมปฏิบัติการคุ้มครองการเดินเรือ กลับได้รับเสียงตอบรับที่เย็นชา ชาติส่วนใหญ่เริ่มตระหนักว่าการกระโจนเข้าสู่สงครามที่ไม่มีวันชนะมีแต่จะสร้างความพินาศทางเศรษฐกิจ การที่สหรัฐฯ ต้อง "ฉายเดี่ยว" (หรือกึ่งเดี่ยว) คือสัญญานชัดเจนว่า ระเบียบโลกขั้วเดียว (Unipolar Moment) ได้จบสิ้นลงแล้ว

4. คะแนนนิยมที่ "ดิ่งเหว" สวนทางกับควันปืน

ในขณะที่ระเบิดถูกทิ้งลงในตะวันออกกลาง คะแนนนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์กลับร่วงไปอยู่ที่ราว 34% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในวาระการดำรงตำแหน่ง เพราะชาวอเมริกันกำลังเผชิญกับวิกฤตค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากภาวะสงคราม 

สงครามครั้งนี้จึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็น "ตัวช่วย" ในการเลือกตั้ง แต่มันคือ "ตัวถ่วง" ที่ทำให้สถานะทางการเมืองของทรัมป์สั่นคลอนอย่างหนัก

5. อำนาจต่อรองของอิหร่านที่ยิ่งรบ ยิ่งแกร่ง:

การที่อิหร่านสามารถยืนระยะต่อสู้กับมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกได้ โดยที่ระบบการควบคุมช่องแคบยังไม่ล่มสลาย ยิ่งเป็นการตอกย้ำ อำนาจต่อรอง (Bargaining Power) ของอิหร่านในเวทีโลก เพราะอิหร่านไม่ได้สู้เพียงเพื่อยึดครองพื้นที่ทางน้ำ แต่สู้เพื่อพิสูจน์ว่า "ระเบียบความมั่นคงในอ่าวเปอร์เซีย ต้องถูกกำหนดโดยคนในภูมิภาค" ไม่ใช่คนต่างแดนจากซีกโลกตะวันตก

บทสรุป:

การเปิดศึกครั้งนี้ไม่ใช่การเปลี่ยนเกม (Game Changer) แต่เป็นเพียง "ฉากสุดท้าย" ของความพยายามรักษาอิทธิพลที่กำลังจางหาย สหรัฐฯ กำลังสูญเสียทั้งอาวุธ งบประมาณ และพันธมิตร ในขณะที่อิหร่านยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้คุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลกเช่นเดิม 

นี่คือภาพสะท้อนของความล้มเหลวในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่เน้นแต่การใช้กำลัง แต่ขาดความเข้าใจในรากฐานของอำนาจที่แท้จริง

โดย: ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย) 

นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

https://www.facebook.com/share/p/18PMYKtFWu/?mibextid=wwXIfr

“เบทาโกร” อัปเกรดอาหารสัตว์ ยกระดับสูตรพรีเมียมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ผสานโภชนาการครบถ้วนเพื่อสุขภาพดี เสริมภูมิคุ้มกันนวัตกรรม 3X Biotics ราคาจับต้องง่าย ดีไซน์ทันสมัยโดนใจ

เบทาโกรยกระดับผู้นำอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียม 

ปรับสูตรผลิตภัณฑ์ใหม่ เติมเต็มโภชนาการเพื่อเพื่อนรักสี่ขา

กรุงเทพฯ – 30 เมษายน 2569 – บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) หรือ “BTG” บริษัทอาหารครบวงจรชั้นนำของไทย เดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งพอร์ตสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยง เปิดตัวผลิตภัณฑ์สูตรอัปเกรดใหม่ ครอบคลุมทั้งกลุ่มพรีเมียมและสแตนดาร์ด ภายใต้แบรนด์ Perfecta และ DOG n joy ตอกย้ำภาพลักษณ์ของแบรนด์คุณภาพที่ให้ความสำคัญด้านคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตสัตว์เลี้ยงที่ดีแบบครบวงจร ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรักสัตว์ยุคใหม่

Perfecta แบรนด์อาหารสุนัขและแมวระดับพรีเมียม ยกระดับการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงสู่มาตรฐาน Human Grade เทียบเท่าอาหารคน พร้อมนำเสนอสูตร Wellness ใหม่ แบบ All-in-1 ที่ผสานแนวคิด Healthy, Beauty และ Safety ไว้อย่างลงตัว โดยพัฒนาร่วมกับนักโภชนาการและสัตวแพทย์ชั้นนำ Healthy ด้วยเนื้อไก่สดคุณภาพมาตรฐานเบทาโกร ผ่านกระบวนการความร้อนชั้นเดียวเพื่อคงคุณค่าสารอาหาร เสริมซูเปอร์ฟู้ด 6 สี ช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ พร้อม 3X Biotics (Pre, Pro, Post Biotics) เสริมสร้างสมดุลลำไส้ เพิ่มวิตามินและแร่ธาตุจากเดิม 1.5 เท่า ตามมาตรฐาน AAFCO Beauty ด้วยน้ำมันปลาแซลมอนที่มี Omega 3 & 6 บำรุงผิวหนังและขนสวยเงางาม Safety ปลอดภัยด้วยสูตรปราศจากกลูเตน ข้าวโพด ข้าวสาลี สีสังเคราะห์ สารกันบูด และผลพลอยได้จากสัตว์ ครบจบในสูตรเดียว มั่นใจได้ถึงการใส่ใจคุณภาพตั้งแต่วัตถุดิบ กระบวนการผลิต เพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนของสัตว์เลี้ยงแสนรัก

ด้านแบรนด์ DOG n joy ผลิตภัณฑ์อาหารสุนัขระดับมาตรฐาน อัปเกรดสูตรใหม่เช่นกันเพื่อตอบโจทย์น้องหมาสายแอกทีฟ ให้พร้อมลุยทุกกิจกรรมได้อย่างเต็มที่ ชูจุดเด่นด้วยวัตถุดิบหลักเนื้อสัตว์แท้เป็นอันดับ 1 และใช้เนื้อสัตว์ชนิดเดียว (Single Animal Protein) ช่วยให้ย่อยง่าย ลดอาการแพ้ ผนวก 3 พลังเสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง เสริมซินไบโอติกส์ช่วยปรับสมดุลลำไส้และระบบขับถ่าย ขมิ้นชันที่ช่วยลดการระคายเคือง พร้อมวิตามินและแร่ธาตุจำเป็น 23 ชนิดที่ช่วยเสริมสร้างเกราะป้องกันให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรง

โดยทั้งผลิตภัณฑ์ Perfecta และ DOG n joy สูตรอัปเกรดใหม่นี้ ยังมาพร้อมดีไซน์บรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัยและโดนใจผู้เลี้ยงมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังผ่านการทดสอบความอร่อยจากศูนย์นวัตกรรมสัตว์เลี้ยงของเบทาโกร เพื่อให้น้องหมาและน้องแมวทานได้อย่างเอร็ดอร่อย มั่นใจได้ในคุณค่าสารอาหาร โซเดียมต่ำ และราคาที่เข้าถึงได้ง่าย 

นายสมชาญ ศุภปีติพร ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจสัตว์เลี้ยง บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการดูแลและใส่ใจสัตว์เลี้ยงมากขึ้น โดยเฉพาะการเลือกอาหารคุณภาพที่ช่วยเสริมสุขภาพที่ดีและอายุที่ยืนยาว สะท้อนถึงสถานะของสัตว์เลี้ยงได้ถูกยกระดับให้เป็นสมาชิกสำคัญของครอบครัว และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในปัจจุบัน เบทาโกรจึงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบรับความต้องการของผู้เลี้ยงยุคใหม่ และตอกย้ำบทบาทการเป็นผู้นำตลาดด้านอาหารสัตว์เลี้ยงคุณภาพ และโภชนาการที่เชื่อถือได้”

กลุ่มธุรกิจสัตว์เลี้ยงของเบทาโกรผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงที่รวมถึงขนมขบเคี้ยวสำหรับสุนัขและแมว ภายใต้แบรนด์ Perfecta, DOG n joy, CAT n joy และ BingoStar โดยจำหน่ายผ่านช่องทางต่าง ๆ อาทิ ร้านค้าปลีกจำหน่ายอาหารสัตว์ โรงพยาบาลสัตว์และคลินิกสัตวแพทย์ ห้างสรรพสินค้า และแพลตฟอร์มออนไลน์

ฟังให้ลึกก่อนตัดสิน!! แนวคิดองค์กรยุคใหม่ ลด Blind Spot เพิ่มคุณค่าร่วมทุกฝ่าย ยกระดับบริการเข้าใจลูกค้า สร้างความปลอดภัยทางความคิด

เมื่อ “การฟังที่ดี” ช่วยทั้งคนทำงาน ลูกค้าและสังคม

ในวันที่โลกการทำงานต้องเผชิญความซับซ้อนรอบด้าน ตั้งแต่เศรษฐกิจที่ผันผวน เทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว ไปจนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่คาดเดาได้ยากขึ้น “การตัดสินใจที่ดี” ขององค์กรไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่า องค์กรสามารถ เข้าถึงข้อมูลที่แท้จริง ได้มากเพียงใด และหนึ่งในข้อมูลที่ทรงพลังที่สุดกลับเป็นข้อมูลที่…ไม่เคยถูกพูดออกมา

หนึ่งในความท้าทายสำคัญขององค์กรไทยในวันนี้ คือ “ข้อมูลที่ไม่เคยถูกพูดออกมา” จากคนทำงานหน้างาน ซึ่งมักเกิดจากวัฒนธรรมการทำงานที่รีบตัดสิน จนทำให้พนักงานลังเลที่จะแสดงความคิดเห็นหรือสะท้อนความเสี่ยง แนวคิด “We listen, but we don’t judge” จึงไม่ใช่เพียงกระแสในโลกออนไลน์ แต่สะท้อนโจทย์เชิงโครงสร้างขององค์กรยุคใหม่ ที่ต้องสร้าง “พื้นที่ปลอดภัยทางความคิด” (Psychological Safety) เพื่อให้ทุกเสียงมีโอกาสถูกได้ยิน ก่อนที่ปัญหาจะขยายตัว

การฟัง: กลไกสำคัญของธุรกิจ ไม่ใช่แค่ Soft Skill
สำหรับ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) องค์กรที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนโดยการใช้ Coaching มองว่า “การฟัง” ซึ่งเป็นหัวใจของการ Coaching ไม่ใช่เพียงทักษะด้านบุคคล แต่เป็น Business Enabler ที่เชื่อมโยงกับคุณภาพการตัดสินใจและประสิทธิภาพองค์กรโดยตรง แนวทางนี้ช่วยให้องค์กรสามารถลดต้นทุนจากความผิดพลาดซ้ำซ้อน เพิ่มความคล่องตัว และยกระดับประสบการณ์ลูกค้าได้ในระยะยาว ซึ่งการฟังถูกนำมาใช้ใน 3 ระดับสำคัญ คือ

ระดับทีม: เปิดพื้นที่ให้พนักงานสะท้อนปัญหาและความเสี่ยงได้ตั้งแต่ต้น
ระดับองค์กร: เชื่อมข้อมูลจากหลายมุมมอง เพื่อลด Blind Spot ในการตัดสินใจ
ระดับลูกค้า: เข้าใจความต้องการที่แท้จริง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาบริการที่ตอบโจทย์ 

เมื่อการฟังสร้างคุณค่าร่วมของทุกฝ่าย (Shared Value)

วัฒนธรรมการฟังที่ดี ไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะภายในองค์กร แต่ส่งผลเชิงบวกต่อผู้มีส่วนได้เสียในวงกว้าง “พนักงาน” มีพื้นที่ปลอดภัยในการแสดงความคิดเห็น ลดความเครียด และเพิ่มคุณภาพการทำงาน “องค์กร” เห็นปัญหาเร็ว ตัดสินใจแม่นยำ ลดความสูญเสียจากความผิดพลาด “ลูกค้า” ได้รับบริการที่เข้าใจความต้องการจริง ไม่ใช่การคาดเดา “สังคม” ได้องค์กรที่โปร่งใส รับฟัง และเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบ ตามแนวคิด ESG ในมิติ Social

เริ่มต้นจากพฤติกรรมเล็กๆ ที่เปลี่ยนทั้งองค์กร
การสร้างวัฒนธรรม “ฟังโดยไม่ตัดสิน” สามารถเริ่มได้ทันทีในชีวิตการทำงานประจำวัน สำหรับผู้นำเปลี่ยนคำถามจาก “ใครผิด” เป็น “เกิดอะไรขึ้น” ฟังให้ครบก่อนสรุป และแยกปัญหาคนออกจากปัญหาระบบ ใช้การตั้งคำถามเพื่อเปิดมุมมอง แทนการรีบให้คำตอบ สำหรับพนักงาน กล้าสะท้อนเมื่อไม่เข้าใจหรือเห็นความเสี่ยง ไม่ปล่อยให้ปัญหาเล็กสะสมจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ รับผิดชอบต่อสิ่งที่สื่อสาร เพื่อให้การฟังนำไปสู่การแก้ไขจริง

“We listen, but we don’t judge” จึงไม่ใช่เพียงประโยคที่ถูกพูดถึงในโลกออนไลน์ แต่เป็นหลักคิดที่องค์กรสามารถนำมาใช้ เพื่อยกระดับทั้งคุณภาพการทำงาน การตัดสินใจ และความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน เพราะในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์กรที่ฟังได้ลึกกว่า มักสร้างคุณค่าได้มากกว่า ทั้งต่อคนทำงาน ลูกค้า และสังคมในระยะยาว

The BESTS เปิดตัวเพลง แรปเปอร์หนุ่มสายเมโลดิกเรปร่วมงาน feat. SIMON และ 2Ectasy ถ่ายทอดเรื่องรักสาวชุดนักศึกษา พร้อมบีท Trap ฟังง่ายติดหู

การเงินมีปัญหา? ใส่ชุดนักศึกษามาหา The BESTS
ซิงเกิลล่าสุด “ชุดนักศึกษา (ft. SIMON & 2Ectasy)”

“ชุดนักศึกษา (ft. SIMON & 2Ectasy)” ผลงานใหม่ล่าสุดจาก The BESTS แรปเปอร์หนุ่มขวัญใจ Gen Z เป็นเพลงแนว Melodic Rap ที่ผสมผสานความเท่และความละมุนได้อย่างลงตัว ถ่ายทอดเรื่องราวของความคลั่งรักที่มีต่อสาวในชุดนักศึกษา ผ่านท่อนแร็ปที่สะท้อนไลฟ์สไตล์แบบ Young & Rich เต็มไปด้วยความมั่นใจและความพร้อมจะเปย์แบบไม่มีกั๊กดนตรีมาในบีท Trap ฟังสบาย แฝงกลิ่นอายโรแมนติกและความ

ขี้เล่น จนกลายเป็นเพลงที่ฟังง่ายและติดหู
จุดเริ่มต้นของเพลงมาจากไอเดียสนุกๆ ของ The BESTS ที่หยิบภาพสาวๆ ในชุดนักศึกษามาเป็นแรงบันดาลใจ ก่อนจะต่อยอดเป็นมุมมองความคลั่งรักแบบ “พร้อมเปย์” ที่ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างมีสไตล์ โดยได้ SIMON เพื่อนซี้จากกลุ่ม DIEOUT มาร่วมเติมสีสันให้เพลงนี้ และเพิ่มอีกหนึ่งความพิเศษด้วยการชวน “2Ectasy” มาร่วม featuring ซึ่งนับเป็นการร่วมงานกันครั้งแรกของทั้งคู่ โดยนอกจากจะมีส่วนร่วมในการเขียนเนื้อร้องและถ่ายทอดพาร์ตของตัวเองแล้ว 2Ectasy ยังรับหน้าที่ดูแลในขั้นตอน Mix Master อีกด้วย

ในด้าน Visualizer เพลงนี้ยังถือเป็นอีกหนึ่งก้าวใหม่ของ The BESTS กับการทดลองนำเสนอ Lyric Video ในสไตล์เฉพาะตัวอีกด้วย
รับฟังเพลง “ชุดนักศึกษา (ft. SIMON & 2Ectasy)” จาก The BESTS ได้แล้ววันนี้ทุกช่องทางสตรีมมิ่ง พร้อมรับชม Visualizer ได้ทาง YouTube ช่อง The BESTS
https://youtu.be/1tWLJSuxaK4?si=W4uBZMt9-ob5lAXp

ผนึกกำลังแก้วิกฤตพลังงาน!! จากปัญหาต้นทุนสู่โจทย์ความมั่นคงพลังงาน วุฒิสภาเปิดเวทีฟังเสียงเอกชน–โลจิสติกส์–เอสเอ็มอี ถกทางออกวิกฤตพลังงานไทย ลดแรงกดดันต้นทุนธุรกิจ

วุฒิสภาเปิดโต๊ะกลม "ไขวิกฤตพลังงานไทย" ผนึกกำลังภาคีรัฐ-เอกชน หาทางรอดต้นทุนพุ่ง

กรุงเทพฯ– เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ณ วุฒิสภาได้จัดเวทีเสวนาครั้งสำคัญ “วุฒิสภา...ไขปัญหาวิกฤตพลังงานไทย” เพื่อระดมความเห็นจากทุกภาคส่วนในการหาทางออกวิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

การรวมตัวครั้งสำคัญของผู้นำนโยบายและภาคเศรษฐกิจ
งานเสวนาเริ่มต้นอย่างเป็นทางการโดยได้รับเกียรติจาก นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานกล่าวเปิดการอภิปราย และ นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา กล่าวต้อนรับคณะตัวแทนจากสมาคมนำเข้าสินค้าไทย และสมาคมการค้าส่งเสริมการส่งออกและการลงทุน (กสสท.)

โดยมีผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานหลักเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างคับคั่ง ดังนี้:
นายสมภพ พัฒนอริยางกูล รองปลัดกระทรวงพลังงาน
นายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

ดร. คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
ดร. คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย (PEIT)
นายจิระเดช ห้วยหงษ์ทอง นายกสมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย
ดร. สุนทร ผจญ นายกสมาคมขนส่งสินค้านำเข้า–ส่งออก
ดร. ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย
*นายเมธวิน อังคทะวานิช ผู้อำนวยการอภิปราย (ช่วงบ่าย)

พร้อมด้วยตัวแทนจาก สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.), คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.), ภาควิชาการ และผู้ประกอบการภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง

เจาะลึกปมปัญหาและข้อเสนอแนะ
ประเด็นหลักในการเสวนามุ่งเน้นไปที่ผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น และความเสี่ยงจากการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจส่งออกและโลจิสติกส์ โดยที่ประชุมได้เสนอแนวทางแก้ไขเบื้องต้น อาทิ:
การปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
การเร่งส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว
การกำหนดนโยบายที่ชัดเจน เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถวางแผนธุรกิจได้อย่างแม่นยำ

มิติใหม่แห่งความร่วมมือ
บรรยากาศการเสวนาเป็นไปอย่างเปิดกว้างและสร้างสรรค์ นอกจากนี้ คณะผู้เข้าร่วมยังได้รับเกียรติเข้าร่วมรับฟังการประชุมในห้องวุฒิสภา ซึ่งมีการถ่ายทอดสดในบางช่วงเวลา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของวุฒิสภาในการเป็นเวทีกลางเพื่อเชื่อมโยงปัญหาของภาคประชาชนและเอกชน สู่การแก้ไขปัญหาในระดับนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม

ที่มา : https://peita.org/th/news/147216-050569

ททท. ดัน Workation ผนึกพันธมิตรกระตุ้นท่องเที่ยววันทำงาน 17 จังหวัดภาคกลาง พร้อมสิทธิพิเศษมากมาย เปิดโอกาสทำงานควบคู่ท่องเที่ยวได้จริง รองรับเทรนด์ Hybrid และ Work from Anywhere

“ททท. ผนึกพันธมิตรชวนคนทำงานออกเดินทาง ‘WORK WONDER BELONG’ 

ใน 17 จังหวัดภาคกลาง เที่ยวใกล้ได้งาน”

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ผนึกกำลังพันธมิตรชั้นนำ ได้แก่ NEXTOPIA Siam Paragon, Megatix Thailand, Bolt และ Sanook.com ชวนคนทำงานยุคใหม่ออกเดินทางเปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวพร้อมทำงานไปด้วยกัน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคกลาง ภายใต้แคมเปญ WORK WONDER BELONG เที่ยวใกล้ได้งาน เปลี่ยนวันทำงานธรรมดาให้กลายเป็นช่วงเวลาพิเศษ ผ่านการค้นหาสถานที่ทำงานใหม่ ๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่ผ่อนคลายและสร้างแรงบันดาลใจช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ในแคมเปญรวบรวมสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นที่พัก แหล่งท่องเที่ยว สถานที่ทำงานที่เหมาะกับการทำงานนอกสถานที่ รวมถึงสินค้าและบริการที่ช่วยให้การทำงานจากทุกที่เป็นไปอย่างราบรื่น เพื่อรองรับเทรนด์การทำงานรูปแบบใหม่ที่ผสาน “การทำงาน” และ “การท่องเที่ยว” เข้าด้วยกันอย่างลงตัว สัมผัสเสน่ห์ของการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทยในมุมมองที่แตกต่างออกไป โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม – 25 กรกฎาคม 2569.

นางสาว วรรณภา เกียรติพงษา ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคกลาง กล่าวว่า “ปัจจุบันหลายองค์กรในประเทศไทยเริ่มนำรูปแบบการทำงานแบบ Hybrid และ Remote Working มาใช้มากขึ้น เพื่อตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของพนักงานและความคาดหวังของคนทำงานรุ่นใหม่ ส่งผลให้เกิดความเป็นไปได้ในการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันธรรมดา และทำให้แนวคิด Workation หรือการทำงานควบคู่กับการท่องเที่ยว กลายเป็นดีมานด์ที่เติบโตขึ้นอย่างชัดเจน หนึ่งในพฤติกรรมที่สะท้อนเทรนด์ดังกล่าวคือ ‘Weekend Extenders’ หรือการยืดช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ออกไปโดยไม่ต้องใช้วันลาพักร้อน ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการเดินทางและพักผ่อน พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในจังหวัดใกล้กรุงเทพฯ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลางที่มีการเดินทางสะดวก และมีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการทำงานได้เป็นอย่างดี ททท. และพันธมิตรจึงร่วมกันคัดสรรสถานที่ท่องเที่ยว โรงแรม กิจกรรม รวมถึง Co-working Space ที่เหมาะกับการทำงานและท่องเที่ยวไปพร้อมกัน พร้อมมอบส่วนลดและสิทธิพิเศษต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นให้คนออกเดินทางในวันธรรมดามากขึ้น ทั้งในเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยวในภูมิภาคภาคกลาง โดยคาดหวังว่าแคมเปญนี้จะช่วยให้การทำงานควบคู่กับการท่องเที่ยวเกิดประสิทธิภาพ และสร้างประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่ให้กับคนทำงานยุคปัจจุบัน”

คุณชนิสา แก้วเรือน ผู้บริหารสายงานสร้างสรรค์และนวัตกรรม บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัดผู้บริหาร กล่าวว่า  “NEXTOPIA มีความยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญนี้ในการสนับสนุนไลฟ์สไตล์ของคนทำงานยุคใหม่ที่ผสานการทำงานและการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน โดยเราเปิดพื้นที่ NEXTOPIA ให้เป็นอีกหนึ่งจุดหมายสำหรับการนั่งทำงาน พักผ่อน และพบปะสังสรรค์ในบรรยากาศที่สร้างแรงบันดาลใจใจกลางกรุงเทพฯ เพื่อร่วมกระตุ้นให้เกิดการเดินทางและการใช้ชีวิตนอกสถานที่ทำงานแบบเดิมๆ พบกับโปรโมชั่นมากมายตลอดแคมเปญ อาทิ ใช้จ่ายที่ศูนย์การค้าสยามพารากอนครบตามยอดที่กำหนดแลกรับของรางวัล พร้อมแลกรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 22%  จากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ และ Nextopia มอบคูปองช้อป กิน ดื่ม ส่วนลดสูงสุด 200 บาท  ในพื้นที่ Zone Nextopia เพียงโชว์ Banner แคมเปญ หรือ แจ้งทราบข่าวจากแคมเปญ Work Wonder Belong พร้อมบัตรประชาชน ที่เคาน์เตอร์ INFORMATION COUNTER ชั้น G ฝั่ง North, ชั้น 1 Star Dome และชั้น 5 NEXTOPIA โดยนักท่องเที่ยวชาวไทย จะได้รับ E-GIFT CARD เมื่อลงทะเบียนผ่าน ONESIAM SuperApp สมบูรณ์แล้วเท่านั้น

·      นักท่องเที่ยวในเขตพื้นที่ กทม และปริมณฑล ได้รับฟรี! E-GIFT CARD มูลค่า 100 บาท (สำหรับใช้จ่ายขั้นต่ำ 500 บาท) จำนวน 300 สิทธิ์ (จำกัด 1 สิทธิ์/สมาชิกตลอดรายการ)

·      นักท่องเที่ยวนอกเขตพื้นที่ กทม ตามบัตรประชาชน ได้รับฟรี! E-GIFT CARD มูลค่า 200 บาท (สำหรับใช้จ่ายขั้นต่ำ 800 บาท) จำนวน 150 สิทธิ์ (จำกัด 1 สิทธิ์/สมาชิก ตลอดรายการ)

Onur Astasoy - Managing Director กล่าวว่า  “Megatix Thailand  มีความยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนแคมเปญครั้งนี้ เพื่อช่วยกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะภูมิภาคภาคกลาง โดยเราได้นำเสนอสิทธิพิเศษและส่วนลดสำหรับที่พักและสปา เมื่อจองผ่านแพลตฟอร์ม Megatix สูงสุด 20-50% เพื่อช่วยให้คนทำงานสามารถวางแผนการเดินทางและพักผ่อนได้ง่ายขึ้น เรามองว่าเทรนด์การท่องเที่ยวในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงวันหยุดสุดสัปดาห์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเดินทางในวันธรรมดา โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานที่สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) การมอบดีลพิเศษผ่าน Megatix จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินทางมากขึ้น พร้อมทั้งสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่สะดวก คุ้มค่า และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของนักเดินทางยุคใหม่” จองที่พัก  https://megatix.in.th/workwonderbelong

คุณณัฐดนย์ สุขศิริฐานันท์  ผู้จัดการทั่วไปประจำ โบลท์ ประเทศไทย (Bolt) กล่าวว่า “โบลท์ ประเทศไทย รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญนี้ ซึ่งมีเป้าหมายในการกระตุ้นให้ผู้คนออกเดินทางและเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ผสานการทำงานเข้ากับการเดินทางได้อย่างลงตัว โบลท์มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการเดินทางที่สะดวก รวดเร็ว และเข้าถึงได้ง่าย เพื่อช่วยให้การเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยว ที่พัก หรือพื้นที่ทำงานต่าง ๆ เป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น เราเชื่อว่าการมีระบบการเดินทางที่สะดวกจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้คนออกเดินทางมากขึ้น และช่วยผลักดันให้การท่องเที่ยวในประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง โบลท์ ยินดีมอบ โค้ดส่วนลด 200,000 โค้ด (สำหรับพื้นที่ภาคกลางเท่านั้น) ชื่อ Code “GOWORK” ระยะเวลาใช้งาน ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน – 25 กรกฎาคม 2569

7 ปีแห่งการวางรากฐาน!! สอวช. ตอกย้ำบทบาทหน่วยงานนโยบายชาติ ดันไทยสู่ Net Zero อาหารอนาคต กำลังคนทักษะสูง และวิจัยเชิงพาณิชย์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ–สังคม–กำลังคนด้วยนวัตกรรม ยกระดับไทยสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม

สอวช. ครบรอบ 7 ปี ชู “7 นโยบายหลัก” ยกระดับประเทศทุกมิติ วางรากฐานเศรษฐกิจนวัตกรรม สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

2 พฤษภาคม 2569 - สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ตอกย้ำบทบาทหน่วยงานนโยบายระดับชาติ ในโอกาสครบรอบ 7 ปีแห่งการก่อตั้ง โดย ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ เปิดเผยผลสำเร็จจากการขับเคลื่อน “7 นโยบายหลัก” ที่ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ สังคม กำลังคน และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่ “เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม” อย่างเป็นระบบและยั่งยืน

นโยบายที่ 1 การขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ (Climate & Net Zero) สอวช. ทำหน้าที่ออกแบบนโยบายและกลไกเชิงระบบเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero โดยมีโครงการ “Net Zero Campus” เป็นหนึ่งในผลลัพธ์สำคัญที่ยกระดับมหาวิทยาลัยกว่า 50 แห่งให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านคาร์บอนต่ำของประเทศ คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ไม่น้อยกว่า 10 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า พร้อมทั้งพัฒนากำลังคนด้านการประเมินคาร์บอนรองรับมาตรฐาน ESG ในอนาคต รวมถึงการพัฒนา “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” และเครื่องมือ Green Enterprise Indicator (GEI) เพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างเป็นรูปธรรม

นโยบายที่ 2 การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food) สอวช. เร่งยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่การผลิตอาหารมูลค่าสูง ผ่านการพัฒนากลไกสำคัญ เช่น บัญชีสารสำคัญ (Positive List) และ Regulatory Sandbox เพื่อรองรับการกล่าวอ้างด้านสุขภาพและเร่งการนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาด ปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารอนาคตของไทยมีมูลค่าส่งออกประมาณ 140,000 ล้านบาท และตลาดในประเทศประมาณ 190,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนศักยภาพของไทยในการยกระดับเศรษฐกิจฐานเกษตรสู่ฐานนวัตกรรม

นโยบายที่ 3 การผลักดันกลไก University Holding Company และธุรกิจ Spin-off เพื่อเร่งนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ปัจจุบันมีสถาบันอุดมศึกษาจัดตั้ง Holding Company แล้ว 12 แห่ง ลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมกว่า 110 แห่ง มูลค่ารวมกว่า 500 ล้านบาท และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดย สอวช. มุ่งพัฒนาระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเชื่อมโยงมหาวิทยาลัยกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด

นโยบายที่ 4 Higher Education Sandbox ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการปฏิรูปการอุดมศึกษา เปิดโอกาสให้สถาบันการศึกษาทดลองรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ตลาดแรงงาน โดยมีการอนุมัติหลักสูตรแล้ว 24 ข้อเสนอ และคาดว่าจะผลิตกำลังคนสมรรถนะสูงกว่า 26,620 คน พร้อมทั้งเกิดนวัตกรรมการเรียนรู้ เช่น Competency-based Learning การออกแบบหลักสูตรแบบ Modular และการร่วมพัฒนาหลักสูตรกับภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการพัฒนา Top-down Sandbox ในสาขาเซมิคอนดักเตอร์ และรูปแบบสหกิจศึกษา Coop+ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

นโยบายที่ 5 STEMPlus Platform เป็นกลไกเชื่อมโยงการพัฒนาทักษะกับการจ้างงานจริง โดยสามารถสร้างงานทักษะสูงด้าน STEM แล้วกว่า 13,000 ตำแหน่ง จากกว่า 200 บริษัท คิดเป็นมูลค่าเงินเดือนรวมกว่า 4,400 ล้านบาทต่อปี และมีผู้ผ่านการพัฒนาทักษะแล้วมากกว่า 450,000 คน พร้อมทั้งขับเคลื่อนมาตรการ STEM++ ร่วมกับ BOI เพื่อพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และสร้างฐานข้อมูลความต้องการกำลังคนของประเทศอย่างเป็นระบบ

นโยบายที่ 6 Social Enterprise Incubation Platform (SEIP) เป็นกลไกบ่มเพาะวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยทำงานร่วมกับวิสาหกิจชุมชนและหน่วยบ่มเพาะในพื้นที่จริงทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาโมเดลธุรกิจที่สร้างผลกระทบทางสังคมอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา ผ่านโครงการนำร่องในพื้นที่ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ และ อ.อุ้มผาง จ.ตาก ซึ่งใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่ในการออกแบบนโยบายและกลไกความร่วมมือที่สอดคล้องกับบริบทเฉพาะ และสามารถขยายผลเชิงนโยบายในระยะต่อไป

นโยบายที่ 7 การปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรม ผ่านการจัดตั้ง สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (รวพ.) ซึ่งเริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2568 เพื่อเป็นกลไกใหม่ที่มีความคล่องตัวสูงในการบริหารจัดการทุนวิจัย การลงทุนร่วมกับภาคเอกชน และการผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร โดยมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับการลงทุนด้านวิจัยและนวัตกรรมของประเทศให้ถึงร้อยละ 2 ของ GDP ภายในปี 2570

ดร.สุรชัย กล่าวด้วยว่า ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา สอวช. ได้วางรากฐานสำคัญของระบบ อววน. ให้สามารถขับเคลื่อนประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งการพัฒนากำลังคน การยกระดับเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม และการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

“สอวช. ไม่ได้เพียงทำหน้าที่ออกแบบนโยบาย แต่ยังยกระดับ ‘ระบบ’ ของประเทศ เพื่อให้สามารถใช้ศักยภาพของ อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อววน. ในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้อย่างมั่นคง แข่งขันได้ และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวปิดท้าย

6 พฤษภาคม 2562 วันประวัติศาสตร์แห่งแผ่นดินไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท เป็นภาพความผูกพันอดีตกาลถึงปัจจุบัน

6 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 วันประวัติศาสตร์แห่งแผ่นดินไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท

วันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ให้พสกนิกรเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 โดยหมายกำหนดการที่ประกาศไว้ระบุชัดว่า การเสด็จออก ณ สีหบัญชรมีขึ้นในวันที่ 6 พฤษภาคม 2562 ก่อนเสด็จออก ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทให้คณะทูตานุทูตและกงสุลต่างประเทศถวายพระพรชัยมงคลต่อไป

เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ได้เป็นเพียงช่วงหนึ่งของพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเท่านั้น แต่ยังเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่มีความหมายอย่างลึกซึ้งต่อประชาชนไทย เพราะเป็นวาระที่พระมหากษัตริย์เสด็จออกให้ประชาชนได้เฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคลโดยพร้อมเพรียงกัน ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความปลื้มปีติและความเป็นสิริมงคลของบ้านเมือง ภาพการเสด็จออก ณ สีหบัญชรในวันนั้นจึงกลายเป็นภาพจำสำคัญของพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 2562 และเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ผู้คนจำนวนมากจดจำได้อย่างชัดเจน

ความสำคัญของ “สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท” อยู่ที่การเป็นพื้นที่แห่งราชประเพณีและการสื่อความหมายระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชน พระที่นั่งองค์นี้ตั้งอยู่บนกำแพงพระบรมมหาราชวังด้านตะวันออก ระหว่างประตูเทวาพิทักษ์กับประตูศักดิ์ไชยสิทธิ์ เดิมสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2327 และต่อมาได้รับการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมในรัชกาลต่อ ๆ มา จนมีการต่อเติมเฉลียงไม้ด้านตะวันออกเป็น “สีหบัญชร” ใน พ.ศ. 2492 เพื่อใช้เป็นที่เสด็จออกให้ประชาชนถวายพระพรชัยมงคล

การเสด็จออก ณ สีหบัญชรในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกมีนัยสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ด้วย เพราะสื่อไทยที่อ้างเอกสารประมวลองค์ความรู้พระราชพิธีบรมราชาภิเษกของกระทรวงวัฒนธรรมระบุว่า การเสด็จออก “สีหบัญชร” ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกถือเป็นธรรมเนียมใหม่ที่เกิดขึ้นครั้งแรกในรัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2493 และในปี 2562 พระราชพิธีของรัชกาลที่ 10 ก็ได้สืบทอดความหมายเชิงราชประเพณีนี้ต่อมาอย่างสง่างาม

สำหรับประชาชนไทย วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 จึงเป็นมากกว่าวันหนึ่งในหมายกำหนดการพระราชพิธี หากแต่เป็นวันที่สะท้อนความผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับพสกนิกรอย่างชัดเจนที่สุดวันหนึ่งในยุคปัจจุบัน เพราะการเสด็จออก ณ สีหบัญชรเป็นภาพแทนของการที่พระมหากษัตริย์เสด็จออกให้ประชาชนได้ร่วมถวายพระพรชัยมงคลในห้วงมหามงคลของแผ่นดิน เป็นทั้งพิธีการตามราชประเพณี และเป็นช่วงเวลาที่สังคมไทยร่วมเป็นประจักษ์พยานในหน้าประวัติศาสตร์ร่วมกัน

เมื่อมองย้อนกลับไป เหตุการณ์ในวันนั้นยังสะท้อนความต่อเนื่องของราชประเพณีไทยที่ดำรงอยู่ควบคู่กับสังคมร่วมสมัยได้อย่างทรงความหมาย พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 เป็นพระราชพิธีครั้งสำคัญของชาติ และการเสด็จออก ณ สีหบัญชรในวันที่ 6 พฤษภาคม ก็เป็นหนึ่งในวาระที่ทำให้พระราชพิธีครั้งนี้ฝังอยู่ในความทรงจำของคนไทยอย่างเด่นชัดที่สุด

ดังนั้น วันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันประวัติศาสตร์ของแผ่นดินไทย วันที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท ให้พสกนิกรถวายพระพรชัยมงคลในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก อันเป็นภาพแห่งพระราชพิธี ความจงรักภักดี และความผูกพันระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชนที่ตราตรึงอยู่ในประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่

ที่มา : https://url.in.th/LkqJH

‘ลัลนา’ ขยับอันดับโลก ขึ้นท็อป 100 ครั้งแรก จากอันดับ113 เป็น 99 โลก ผลงานโดดเด่นคว้าแชมป์ WTA พร้อมลุ้นเจียงซี โอเพ่นจีน

"ลัลนา" รั้งอันดับ 99 ของโลก - นักเทนนิสหญิงไทยคนที่ 4 เข้าท็อป 100

สมาคมเทนนิสอาชีพหญิง (ดับเบิลยูทีเอ) ได้ประกาศผลการจัดอันดับโลก ประจำสัปดาห์ เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2569 ออกมาเป็นที่เรียบร้อย ปรากฏว่า "รวงข้าว" ลัลนา ธาราฤดี นักเทนนิสหญิงมือ 1 ของไทย ขยับขึ้นมา 14 อันดับ จาก 113 ของโลก ล่าสุดขยับขึ้นมารั้งอันดับ 99 ของโลก โดยนับเป็นการติดอันดับท็อป 100 ของโลกเป็นครั้งแรกของนักเทนนิสสาววัย 21 ปี จากนครศรีธรรมราช

ในปี 2026 ลัลนา ทำผลงานโดดเด่นด้วยการคว้าแชมป์ ดับเบิลยูทีเอ 125 ได้เป็นครั้งแรก ในรายการ ออสติน 125 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงการผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศในระดับไอทีเอฟ ดับเบิลยู 100 ขณะเดียวกันในช่วงต้นปีสามารถเข้ารอบเมนดรอว์  แกรนด์ สแลม ได้เป็นครั้งแรกในศึกออสเตรเลียน โอเพ่น

จากผลงานดังกล่าวทำให้ ลัลนา เป็นนักเทนนิสหญิงไทย คนที่ 4 ที่ทำอันดับติดท็อป 100 ของโลก ต่อจาก แทมมารีน ธนสุกาญจน์, ลักษิกา คำขำ และ มนัญชญา สว่างแก้ว

ส่วนอันดับโลกของ "ไหม" มนัญชญา สว่างแก้ว ที่เพิ่งจะคว้าแชมป์ ไอทีเอฟ ดับเบิลยู 100 ที่ญี่ปุ่น สัปดาห์นี้ขยับขึ้นมา 11 อันดับ มารั้งอันดับ 175 ของโลก 

สำหรับสัปดาห์นี้ ลัลนา มีโปรแกรมลงแข่งขันในรายการ เจียงซี โอเพ่น ที่ประเทศจีน ซึ่งเป็นรายการระดับ ดับเบิลยูทีเอ 125 โดย ลัลนา ในฐานะมือวางอันดับ 1 ของรายการ จะลงเล่นรอบเมนดรอว์ รอบแรก พบกับ โซเฟีย แลนเซียร์ นักเทนนิสรัสเซีย มืออันดับ 268 ของโลก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top