Saturday, 25 July 2026
THE STATES TIMES TEAM

หากเราไม่มีขีปนาวุธ ไว้ป้องกันตนเอง อิสราเอลและอเมริกาคงบุกอิหร่านเหมือนที่บุกฉนวนกาซา และพวกเขาคงเข่นฆ่าคนแก่หรือคนหนุ่มสาวไปจนหมดสิ้น

“หากเราไม่มีขีปนาวุธ ไว้ป้องกันตนเอง อิสราเอลและอเมริกาคงบุกอิหร่านเหมือนที่บุกฉนวนกาซา และพวกเขาคงเข่นฆ่าคนแก่หรือคนหนุ่มสาวไปจนหมดสิ้น
พวกเขาเอาแต่พูดถึงสิทธิมนุษยชนต่อประเทศอื่น แต่พวกเขาไม่เคยทำได้ เพราะนั่นเป็นเรื่องโกหกที่พวกเขาสร้างขึ้น
หากเราไม่สามารถป้องกันตนเองได้ พวกเขาคงไม่ปรานีต่อประเทศของเราและคงทำลายพวกเรา”

มาซูด เปเซชเกียน ประธานาธิบดีอิหร่าน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1330146512607039/?rdid=JGDHaxGbIQUoah77#

“บ้านปู” ผสานก๊าซธรรมชาติ–ไฟฟ้าครบวงจร!! ชูบทบาท Energy Architect ออกแบบพลังงาน มั่นคง ยั่งยืน รับยุค AI และดิจิทัล เชื่อมสินทรัพย์คุณภาพในหลายประเทศ เสริมแกร่งรับโลกพลังงานแห่งอนาคต

บ้านปูผสานความครบวงจรของธุรกิจก๊าซธรรมชาติและไฟฟ้า เสริมแกร่งตอบโจทย์โลกพลังงานแห่งอนาคต

เมื่อโลกเผชิญความท้าทายจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน นิยามของ “ความมั่นคงทางพลังงาน” จึงกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่มุ่งเน้นการจัดหาเชื้อเพลิงและไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ สู่การสร้างระบบพลังงานที่สามารถส่งมอบพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง มีเสถียรภาพ และมีความน่าเชื่อถือ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการใช้พลังงานที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความพร้อมด้านพลังงานจึงไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ที่กำหนดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและภาคธุรกิจทั่วโลก ขณะเดียวกันความท้าทายด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังผลักดันให้ระบบพลังงานแห่งอนาคตต้องสามารถสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงานและการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำไปพร้อมกัน

ด้วยประสบการณ์ในธุรกิจพลังงานมากกว่า 4 ทศวรรษ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลาย ได้พัฒนาพอร์ตธุรกิจที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่าด้านพลังงาน ตั้งแต่แหล่งพลังงานต้นน้ำ การผลิตไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน ไปจนถึงการนำเสนอเทคโนโลยีและโซลูชันด้านพลังงานในหลายประเทศทั่วโลก พร้อมขับเคลื่อนการลดการปล่อยคาร์บอน ทำให้บริษัทฯ สามารถเชื่อมโยงศักยภาพของธุรกิจต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ตอบโจทย์ความต้องการของโลกยุคใหม่

นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เรามองตัวเองทำหน้าที่เหมือนผู้ออกแบบพลังงานหรือ Energy Architect ที่พร้อมขยายขีดความสามารถด้านพลังงานของโลกอย่างมีความรับผิดชอบ ด้วยความเชี่ยวชาญที่ครอบคลุมห่วงโซ่คุณค่าด้านพลังงาน ทำให้เราสามารถมองเห็นความเชื่อมโยงขององค์ประกอบต่าง ๆ ในระบบ และออกแบบโซลูชันพลังงานที่ตอบโจทย์ทั้งความมั่นคง ประสิทธิภาพ และความยั่งยืนไปพร้อมกัน เราเชื่อว่าความสามารถในการผสานจุดแข็งจากธุรกิจที่หลากหลาย เทคโนโลยี และองค์ความรู้จากหลายภูมิภาค จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างคุณค่าและโอกาสการเติบโตในโลกยุค AI”

หนึ่งในจุดแข็งสำคัญของบ้านปูคือการมีธุรกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจร ซึ่งก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในการสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้าในช่วงเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ที่สหรัฐอเมริกา เราได้นำเทคโนโลยีมาต่อยอดการสร้างคุณค่าผ่านการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization, and Sequestration: CCUS) ที่พัฒนาสู่การจำหน่ายก๊าซธรรมชาติที่มีคาร์บอนเป็นกลาง (Carbon-Sequestered Gas: CSG) ก๊าซที่ได้มาจะถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้า จึงถือเป็นการเชื่อมต่อสู่ธุรกิจไฟฟ้าเต็มรูปแบบ โดยผสานการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewables) เข้ามาเสริม ทำให้สามารถส่งมอบพลังงานที่ตอบโจทย์ทั้งด้านความมั่นคงและการลดการปล่อยคาร์บอน สอดคล้องกับความต้องการพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นในภาคธุรกิจ ขณะที่เรานำเอาระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) เข้ามาช่วยรักษาสมดุลของระบบ รองรับความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน และเพิ่มความยืดหยุ่นของโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อให้การซื้อขายพลังงาน (Energy Trading) มีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเสริมความสามารถทางการแข่งขันของกลุ่มบ้านปูในตลาดไฟฟ้าเสรี (Merchant Market) การมีห่วงโซ่คุณค่าด้านพลังงานที่ครบวงจรดังกล่าว ทำให้บ้านปูมีความพร้อมในการรองรับคลื่นการเติบโตใหม่ของโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรม Data Center และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งต้องการพลังงานที่สามารถตอบโจทย์ได้พร้อมกันทั้งด้านความคุ้มค่าของต้นทุน ความต่อเนื่องและความน่าเชื่อถือในการจ่ายพลังงาน ตลอดจนการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างมีประสิทธิภาพ

ความสามารถในการสร้างมูลค่าของธุรกิจก๊าซธรรมชาติและธุรกิจไฟฟ้า มาจากการผสานจุดแข็งของธุรกิจที่เชื่อมโยงกันตลอดห่วงโซ่คุณค่าพลังงาน โครงสร้างธุรกิจที่ครบวงจรดังกล่าวไม่เพียงเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและเสริมความสามารถในการแข่งขัน แต่ยังช่วยสร้างกระแสเงินสดจากสินทรัพย์ที่มีคุณภาพในตลาดสำคัญ อาทิ สหรัฐอเมริกา จีน ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินทรัพย์ การวิเคราะห์ข้อมูล และการตัดสินใจทางธุรกิจ ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดและต่อยอดองค์ความรู้จากการดำเนินธุรกิจในหลากหลายภูมิภาค เพื่อสร้างคุณค่าจากโอกาสการเติบโตใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมพลังงานโลก และเพิ่มความพร้อมของระบบพลังงานสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต

บ้านปูยังคงยึดมั่นในการสร้างการเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบ โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน การพัฒนาเศรษฐกิจ และการขับเคลื่อนสู่อนาคตพลังงานที่ยั่งยืน ผ่านการลงทุนในธุรกิจที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานการยกระดับประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพด้านพลังงานและสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว ในวันที่โลกต้องการพลังงานมากกว่าที่เคย และในขณะเดียวกันก็ต้องการพลังงานที่สะอาด ยืดหยุ่น และเชื่อถือได้มากขึ้น บ้านปูยังคงเดินหน้าต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านพลังงาน เทคโนโลยี และความเข้าใจในตลาดพลังงานระดับโลก เพื่อร่วมสร้างระบบพลังงานแห่งอนาคตที่สามารถรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้กับทุกภาคส่วนในระยะยาว

7 ยุทธศาสตร์พรรคเล็ก!! พรรคเล็กไม่ต้องรวยที่สุด แต่ต้องชัดที่สุด เปิดสูตรแจ้งเกิดในสนามการเมืองยุคทุนครองเมือง เป้าหมายไม่เกิน 10 ที่นั่ง ชูยุทธศาสตร์ศรัทธาชนทุนใหญ่

7 ยุทธศาสตร์พรรคเล็ก สูตรความอยู่รอดในยุคประชาธิปไตยเงินสด

การเลือกตั้ง 3 ครั้งที่ผ่านมา น่าสนใจว่า พรรคเล็กหลายพรรคแจ้งเกิด 1 ที่นั่งบ้าง 2 ที่นั่งบ้าง 3 ที่นั่งบ้าง และที่สำคัญได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลด้วย ด้วยระบบการเลือกตั้งมี 2 ระบบ คือระบบเขต และบัญชีรายชื่อ

เช่น พรรคครูไทย พรรคท้องถิ่นไทย พรรคท้องที่ไทย พรรคไทยศรีวิไลย์ หรืออย่างการเลือกตั้งล่าสุดปี 69 มีพรรคทางเลือกใหม่ พรรคไทยภักดี หรือแม้แต่พรรคเศรษฐกิจ ก็แจ้งเกิดทางการเมือง แต่ก็มีบางพรรคที่ไม่สำเร็จก็มี เช่น พรรคพร้อม

พรรคที่สำเร็จ ส่วนใหญ่ก็จะมีนักการเมืองตัวจี๊ด แสดงนำ เช่น เต้-มงคลกิตติ์ หมอวรงค์ ราเชน และ/หรือ พล.อ.รังษี ซึ่งตัวจี๊ดเหล่านี้จะใช้คำพูดแรงๆ นโยบายแปลกๆ อาจจะเป็นที่ถูกใจของสายฮาร์ดคอ

ล่าสุดมาร์ค พิตบูล กำลังจะเดินสายนี้ ด้วยการกำหนดยุทธศาสตร์พรรคเล็ก เป้าหมายไม่เกิน 10 ที่นั่ง แต่เลือกตั้งจริงอาจจะได้ 2-3 ที่นั่ง

มาร์ค พิตบูล กำลังจะเข้าไปนั่งบริหาร เป็นหัวหน้าพรรคศรัทธา ที่จะใช้พรรคพร้อม เปลี่ยนชื่อเป็นพรรคศรัทธา ช่วงนี้เป็นช่วงระดมพรรคพวกร่วมกันก่อตั้งพรรค

พรรคเล็กควรมียุทธศาสตร์ ยุทธวิธีอย่างไร เพื่อให้ถูกใจประชาชนในสถานการณ์ที่การภูมิทัศน์ทางการเมืองเปลี่ยนไป เงินสด (money politic) เป็นตัวกำหนดชัยชนะ

มีผู้นำพรรคที่โดดเด่นในการนำเสนอประเด็นปัญหาสังคม

แค่ในอนาคต พรรคเล็กที่อยู่รอดอาจไม่ใช่พรรคที่มีเงินมากที่สุด แต่เป็นพรรคที่มี “เรื่องเล่า” มีจุดยืน และมีบุคลิกทางการเมืองที่ชัดเจนที่สุด เพราะในยุคที่ประชาชนรับข้อมูลผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือทุกวัน การเมืองไม่ใช่เพียงการแข่งขันเรื่องทุนอีกต่อไป แต่เป็นการแข่งขันเรื่องความสนใจของประชาชน และสำหรับพรรคเล็ก การทำให้ประชาชนหันมาฟัง อาจเป็นชัยชนะก้าวแรกที่สำคัญกว่าการมีงบประมาณมหาศาลเสียด้วยซ้ำ

7 ยุทธศาสตร์พรรคเล็ก : สูตรอยู่รอดในสมรภูมิการเมืองยุคทุนครองเมือง

การเมืองไทยในปัจจุบันเป็นการเมืองยุคทุนนิยมทางการเมืองมีบทบาทสูงขึ้น การเลือกตั้งหลายพื้นที่ถูกกำหนดด้วยเครือข่ายอำนาจท้องถิ่น ฐานคะแนนเดิม และเม็ดเงินมหาศาล ทำให้พรรคการเมืองขนาดเล็กยากที่จะต่อสู้กับพรรคใหญ่ในสนามเดียวกัน

แต่ประสบการณ์จากการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า พรรคเล็กไม่จำเป็นต้องมีเงินมากที่สุด ขอเพียงมียุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง ก็สามารถแจ้งเกิดและส่งตัวแทนเข้าสภาได้เช่นกัน ด้วยการเลือกตั้งสองระบบ คือระบบเขต และบัญชีรายชื่อ การคำนวณคะแบบไม่ตกหล่น

ยุทธศาสตร์พรรคเล็ก

1. หา “จุดยืน” ให้เจอ อย่าเป็นพรรคสารพัดนึกความผิดพลาดของพรรคเล็กจำนวนมาก คือ พยายามพูดทุกเรื่องเหมือนพรรคใหญ่
ในความเป็นจริง พรรคเล็กต้องมีอัตลักษณ์ที่ชัดเจน จนประชาชนจดจำได้ทันทีว่า พรรคนี้เกิดมาเพื่ออะไร
บางพรรคยืนเรื่องชาตินิยม บางพรรคยืนเรื่องท้องถิ่น บางพรรคยืนเรื่องเกษตรกร หรือผู้ประกอบการรายย่อย
ยิ่งชัด ยิ่งมีโอกาสสร้างฐานเสียงเฉพาะกลุ่มได้

2. ต้องมี “ตัวจี๊ด” เป็นหัวหอกนำ การเมืองยุคสื่อออนไลน์คือการแข่งขันด้านความสนใจ พรรคเล็กไม่มีงบประมาณซื้อสื่อจำนวนมาก จึงต้องใช้บุคคลเป็นสื่อ ผู้นำพรรคต้องมีบุคลิกโดดเด่น กล้าพูด กล้าแสดงจุดยืน สร้างประเด็นได้ด้วยตัวเอง และต่อเนื่อง (ทฤษฎีของอัลโตนิโอ กรัมชี่)
บางคนอาจไม่ชอบก็ได้ แต่ต้องไม่มองข้ามคนชอบก็มี แต่ทำอย่างไรให้แปลเป็นคะแนน สำหรับพรรคเล็ก การถูกพูดถึงสำคัญกว่าการถูกลืม

3. เปลี่ยนโซเชียลมีเดียให้เป็น “สถานีโทรทัศน์ของพรรค”อดีตพรรคเล็กเสียเปรียบเพราะไม่มีสื่อ
แต่ปัจจุบันโทรศัพท์มือถือหนึ่งเครื่อง สามารถเข้าถึงประชาชนได้ทั้งประเทศ
ไลฟ์สดทุกวัน ทำคลิปสั้นทุกวัน สื่อสารทุกวันในประเด็นทางสังคม นำเสนอทางออกด้วยมธุรสวาจา ไม่กระโชกโฮกฮาก จนกลายเป็นไร้สาระ
เมื่อทำต่อเนื่องนานพอ พรรคจะมีฐานผู้ติดตามที่กลายเป็นฐานคะแนนเสียงในอนาคต

4. เลือกสนามรบ อย่าส่งคนทั่วประเทศ เลือกส่งผู้สมัครในเขตเป้าหมาย ไม่หว่านไปทั่ว พรรคเล็กจำนวนมากพ่ายแพ้ เพราะอยากเป็นพรรคใหญ่เร็วเกินไป
ทุ่มทรัพยากรทั้งหมดลงใน 5-10 เขตเลือกตั้งที่มีศักยภาพ และเป็นพื้นที่เป้าหมาย ชนะ 2 ที่นั่ง ดีกว่าแพ้ 400 เขต

5. สร้างเครือข่ายผู้นำท้องถิ่น ท้องที่ นายกฯอบต.ส่ง.อบต.กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อดีตสมาชิกสภาท้องถิ่น กลุ่มอาชีพ และผู้นำชุมชน คือกำลังสำคัญของพรรคเล็ก
แม้จะไม่มีเงินมหาศาล แต่หากมีเครือข่ายคนทำงานในพื้นที่ ก็สามารถสร้างคะแนนเสียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเมืองไทยยังคงเป็นการเมืองที่ต้องใช้ “คนรู้จัก” ควบคู่กับ “คนรู้ใจ”

6. สร้างประเด็นก่อนเลือกตั้ง อย่ารอหาเสียง
หลายพรรคเริ่มทำงานการเมืองก่อนเลือกตั้งเพียงไม่กี่เดือน แต่พรรคที่ประสบความสำเร็จ มักสร้างประเด็นต่อเนื่องตลอด 4 ปี ยิ่งมีเวลาทำงานมากยิ่งดี ออกมาแสดงความคิดเห็นทุกเรื่องที่ประชาชนสนใจ แต่เน้นประเด็นที่เป็นจุดยืนของพรรคให้มาก ทำให้ชื่อพรรคติดอยู่ในความทรงจำของสังคม เมื่อถึงวันเลือกตั้ง ประชาชนจึงรู้จักพรรคอยู่แล้ว

7. ตั้งเป้าหมายให้เหมาะกับขนาดพรรค พรรคเล็กไม่จำเป็นต้องฝันเป็นรัฐบาลตั้งแต่วันแรก
เป้าหมายที่เหมาะสมอาจเป็น 1 ที่นั่ง 3 ที่นั่ง หรือ 5 ที่นั่ง

เพราะการมี ส.ส.แม้เพียงคนเดียว ก็สามารถสร้างพื้นที่สื่อ สร้างการยอมรับ และต่อยอดสู่การเติบโตในอนาคตได้

การเมืองไม่ใช่การแข่งขันระยะสั้น แต่เป็นการวิ่งมาราธอน
หลายพรรคใหญ่ในวันนี้ ก็เคยเริ่มต้นจากพรรคเล็กเมื่อวานนี้

สรุปว่า ในยุคที่เงินยังมีอิทธิพลต่อการเลือกตั้ง พรรคเล็กอาจไม่มีทางเอาชนะพรรคใหญ่ด้วยงบประมาณ
แต่สามารถเอาชนะด้วยความชัดเจน ความแตกต่าง และความสามารถในการดึงความสนใจของประชาชน
เพราะในโลกการเมืองปัจจุบัน พรรคที่ประชาชนมองเห็น ย่อมมีโอกาสมากกว่าพรรคที่มีเงิน แต่ไม่มีตัวตน

บางครั้ง เสียงที่ดังที่สุดในสภา ก็อาจไม่ได้มาจากพรรคที่มี ส.ส.มากที่สุดเสมอไป ตัวอย่างมีให้เห็น ทำไม “หมอวรงค์”จึงเสียงดัง เป็น ส.ส.หนึ่งเดียวของพรรคไทยภักดี

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ขอเชิญเข้าร่วม “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)”

เรื่อง “พลิกอนาคตประเทศไทย: ฝ่าวิกฤต PM2.5 ภาคเหนือ สู่ความมั่นคงน้ำทั่วไทย” 

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2569

⏰ เวลา 09.00 – 12.00 น.

📍 ณ ห้องประชุมใหญ่  World Ballroom ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

 ✏️ลงทะเบียนเข้าร่วมได้ที่ https://researchexporegistration.com  โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ 

พบกับ

🔹 พิธีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) "การบูรณาการความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน" 

🔹 ปาฐกถาพิเศษ *“การเปลี่ยนผ่านสู่ความมั่นคงด้านน้ำของประเทศไทย: ความท้าทายเชิงระบบและทางออกเชิงวิจัย” โดย ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ประธาน PC น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด”

🔹 ปาฐกถาพิเศษ “หยุดฝุ่น : ประเทศไทยพร้อม ‘ลงมือทำ’ หรือยังติดกับดักวาทกรรม?” โดย ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์  ประธาน PC “ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5" 

🔹 เสวนา “พลิกอนาคตประเทศไทย: ฝ่าวิกฤต PM2.5 ภาคเหนือ สู่ความมั่นคงน้ำทั่วไทย” 

📞 สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2561-2445 ต่อ 469, 471

UN ชี้อิสราเอลจงใจสังหารเด็ก!! อิสราเอลโจมตีเป้าหมายเด็กในเวสต์แบงค์ รายงานระบุมีหลักฐานชัดว่าเป็นอาชญากรรมสงคราม เด็ก 30% เสียชีวิตจากสงครามในกาซา UNICEF ย้ำเด็กกว่าสี่หมื่นคนได้รับผลกระทบ

UN เผยอิสราเอลตั้งใจสังหารเด็กปาเลสไตน์

คณะกรรมการสืบสวนของสหประชาชาติเปิดเผยว่าอิสราเอลจงใจโจมตีเป้าหมายเพื่อที่จะสังหารเด็กปาเลสไตน์ในพื้นที่เวสต์แบงค์ที่อิสราเอลยึดครองอยู่ ซึ่งการโจมตีของอิสราเอลเข้าข่ายการก่ออาชญากรรมสงคราม อาชญกรรมต่อมนุษยชาติ และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยรายงานของคณะกรรมการสืบสวนอิสระของสหประชาชาติที่สืบสวนเรื่องการละเมิดสิทธิของเด็กชาวปาเลสไตน์ นับตั้งแต่ที่อิสราเอลเปิดฉากโจมตีกาซาตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2023 พบว่าในจำนวนผู้เสียชีวิตในกาซา นับตั้งแต่สงครามเริ่ม 30% ของผู้เสียชีวิตเป็นเด็ก ซึ่งอิสราเอลได้โจมตีเป้าหมายที่เป็นศูนย์ดูแลเด็กเล็ก หรือโรงพยาบาลเด็ก สถานที่ทำคลอด ซึ่งเป็นอันตรายโดยตรงต่อเด็ก ๆ ชาวปาเลสไตน์ โดยเฉพาะเด็กเล็กและเด็กแรกเกิด นอกจากนี้ การโจมตีของอิสราเอลยังทำให้ผู้หญิงตั้งครรภ์จำนวนมาก ต้องแท้งลูก ซึ่งทั้งหมดนี้ ส่งผลกระทบต่ออัตราการเกิดในกาซา และทำให้อนาคตของชาวปาเลสไตน์ที่คิดจะสร้างครอบครัว ตกอยู่ในความไม่แน่นอน

นอกจากการโจมตีโดยตรงแล้ว การที่อิสราเอลขัดขวาง ปิดพรมแดน ไม่ให้สามารถส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าไปในกาซาได้ ก็ทำให้เด็กกาซาจำนวนมากเสียชีวิตจากความหิวโหย ขาดยารักษาโรค และภาวะขาดสารอาหาร แม้ว่าจะมีการทำข้อตกลงหยุดยิงกันแล้ว ตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2025 แต่อิสราเอลก็ยังตั้งใจใช้ปฏิบัติการทางทหาร โดยไม่สนใจว่าจะมีเด็ก ๆ ได้รับผลกระทบมากขนาดไหน ซึ่งในรายงานของสหประชาชาติระบุว่ามีหลักฐานที่พิสูจน์เรื่องนี้อย่างชัดเจน

สหประชาชาติได้จัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนและกฎหมายสากลตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี 2021ก่อนที่การสู้รบรอบล่าสุดระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสจะเริ่มต้นซะอีก เพื่อที่จะค้นหาและสืบสวนให้พบต้นสายปลายเหตุของความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ และในเดือนธันวาคม ปี 2025 คณะกรรมการชุดนี้ ก็ได้สรุปผลการสอบสวนว่า มีเหตุผลที่น่าเชื่อถือได้ที่อิสราเอลทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ในกาซา ซึ่งทาง UNICEF องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ พบว่ามีเด็กในกาซามากกว่า 50,000 คน ที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ จากปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอล

ที่มา : https://www.tnnthailand.com/world/238793/?fbclid=IwdGRjcASn-iFjbGNrBKf6HWV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHvMxEK2KOYUUDVXfAl4LBO64RvjdqOzNRfj9wYiVqFaVslCIwLAHQHSYoMO9_aem_pod4vEUIdjPG4umfcqNyKQ#google_vignette

กรมพัฒนาธุรกิจฯ ลุยเศรษฐกิจชุมชน!! ปั้น 102 ชุมชนต้นแบบสู่การค้าออนไลน์ ดันยอดขายผ่านแพลตฟอร์มชั้นนำ มอบรางวัลองค์กรชุมชนเด่นประจำปี เพิ่มมูลค่าสินค้าไทยสู่ตลาดไร้พรมแดน

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปลุกพลังเศรษฐกิจชุมชนดิจิทัล! ปั้น 102 ชุมชนต้นแบบ สู่การค้าไร้พรมแดน
ดันยอดขายออนไลน์เติบโต พร้อมมอบรางวัล “Best of Digital Village 2026”

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการ Digital Village by DBD ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “ชุมชนออนไลน์สู่การค้าไร้พรมแดน” ยกระดับผู้ประกอบการชุมชนทั่วประเทศสู่การค้าออนไลน์อย่างเป็นระบบ ด้วยการพัฒนาทักษะดิจิทัล การตลาดออนไลน์ และการเชื่อมโยงสู่แพลตฟอร์ม e-Commerce ชั้นนำ สร้างโอกาสทางการค้าให้ชุมชนไทยสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ทั่วประเทศ

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ปัจจุบันการค้าออนไลน์เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจึงได้ดำเนินโครงการ Digital Village by DBD อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการชุมชนสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือสร้างรายได้ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ตลาดยุคใหม่

สำหรับการดำเนินงานในปี 2569 ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยกิจกรรมแรก “Digital Village Bootcamp” ได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการใน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ มีชุมชนสมัครเข้าร่วมโครงการถึง 221 ชุมชน ก่อนผ่านกระบวนการคัดเลือกและพัฒนาเป็นชุมชนต้นแบบจำนวน 102 ชุมชน ครอบคลุมสมาชิกของชุมชนรวม 218 ราย ซึ่งได้รับองค์ความรู้ด้านการตลาดดิจิทัล การสร้างแบรนด์ การผลิตคอนเทนต์ และการบริหารร้านค้าออนไลน์ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้ประกอบการยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ
นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้คัดเลือก 20 ชุมชนต้นแบบศักยภาพสูง เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและแคมเปญส่งเสริมการขายเชิงลึก โดยสนับสนุนการจัดทำคอนเทนต์ประชาสัมพันธ์สินค้าในรูปแบบภาพถ่ายและคลิปวิดีโอสั้นแบบ Story Telling ถ่ายทอดอัตลักษณ์ ภูมิปัญญา และเรื่องราวความเป็นมาของผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อสร้างการรับรู้และเพิ่มมูลค่าสินค้าให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อมกันนี้ ในช่วงระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม – 15 มิถุนายน 2569 ยังได้สนับสนุนการจัดทำแคมเปญส่งเสริมการขายผ่านแพลตฟอร์ม

e-Marketplace ชั้นนำ ผ่านแพลตฟอร์ม Shopee ประเทศไทย โดยมอบคูปองส่วนลดกว่า 200,000 บาท ช่วยเพิ่มการเข้าถึงลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ รวมถึงกระตุ้นยอดขายอย่างมีประสิทธิภาพ มีจำนวนสั่งซื้อกว่า 6,400 ออเดอร์ สร้างมูลค่ากว่า 650,000 บาท พร้อมกับการประชาสัมพันธ์ผ่าน Influencer ชื่อดังที่ร่วมผลิตคลิปรีวิวและโปรโมทสินค้า สร้างการรับรู้และขยายฐานลูกค้าให้แก่ผู้ประกอบการชุมชนอย่างกว้างขวาง

วานนี้ (22 มิถุนายน 2569 ) กรมฯ มอบรางวัล “Best of Digital Village” เพื่อเชิดชูชุมชนต้นแบบที่สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสร้างความสำเร็จทางธุรกิจได้อย่างโดดเด่น พร้อมพาผู้ประกอบการจาก 4 ชุมชนที่เป็นผู้ชนะจากทั้ง 4 ภูมิภาคของประเทศ เพื่อเข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในงาน OTOP Midyear 2026 ระหว่างวันที่ 20 – 28 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นเวทีแสดงศักยภาพสินค้าชุมชนระดับประเทศ คาดว่าจะสร้างมูลค่าการจำหน่ายสินค้าและคำสั่งซื้อทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์รวมไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาท พร้อมต่อยอดโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการชุมชน โดยผู้ได้รับรางวัลจะได้รับโอกาสพิเศษในการร่วม Live Commerce จำหน่ายสินค้ากับ Influencer ชื่อดังภายในงาน เชื่อมต่อช่องทางการตลาดออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งจะช่วยขยายฐานลูกค้าและสร้างการรับรู้สินค้าในวงกว้างยิ่งขึ้น รวมถึงได้รับรางวัลและสิทธิประโยชน์รวมมูลค่ากว่า 200,000 บาท อาทิ แพ็กเกจ AI Premium สำหรับพัฒนาธุรกิจออนไลน์ และอุปกรณ์ Gadget ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการร้านค้าออนไลน์ในยุคดิจิทัล

โครงการ “Digital Village by DBD ชุมชนออนไลน์สู่การค้าไร้พรมแดน” ไม่ได้เป็นเพียงโครงการอบรมให้ความรู้ แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศทางการค้าดิจิทัลให้แก่ชุมชนไทยอย่างครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาศักยภาพ การสร้างสื่อการตลาดดิจิทัล การทำตลาดออนไลน์ ไปจนถึงการเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจสู่ตลาดจริง ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ที่มั่นคง และผลักดันให้ชุมชนไทยก้าว

สู่การค้าไร้พรมแดนได้อย่างยั่งยืน
“กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเชื่อมั่นว่า โครงการ Digital Village by DBD จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญในการส่งเสริมผู้ประกอบการชุมชนไทยให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างเต็มศักยภาพ สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าของชุมชนให้เหมาะสมกับช่องทางการตลาดออนไลน์ยุคใหม่ พร้อมขยายโอกาสทางการค้าไปสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศและตลาดโลกในอนาคต” อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวปิดท้าย

24 มิถุนายน 2475 วันเปลี่ยนแผ่นดินสยาม คณะราษฎรยึดอำนาจ เปลี่ยนแปลงการปกครอง จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย

วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เป็นหนึ่งในวันสำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อ “คณะราษฎร” กลุ่มนายทหาร ข้าราชการ และพลเรือน ได้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยาม จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีรัฐธรรมนูญเป็นหลักในการปกครองประเทศ
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเช้ามืดของวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ขณะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จแปรพระราชฐานประทับอยู่ที่พระราชวังไกลกังวล หัวหิน คณะราษฎรได้เคลื่อนกำลังเข้าควบคุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญในพระนคร รวมถึงสถานที่ราชการ เส้นทางคมนาคม และระบบการสื่อสาร เพื่อป้องกันการตอบโต้จากฝ่ายรัฐบาลเดิม

หนึ่งในภาพจำสำคัญของเช้าวันนั้น คือการรวมกำลังที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งกลายเป็นพื้นที่ประกาศเจตนารมณ์ของคณะราษฎรต่อสาธารณะ การดำเนินการเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจของรัฐให้มีรัฐธรรมนูญเป็นกติกาสูงสุด และให้ประชาชนมีสถานะเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย

ก่อนปี พ.ศ. 2475 สยามปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจสูงสุดในการบริหารราชการแผ่นดิน แม้ในสมัยรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 จะมีการปฏิรูประบบราชการ การศึกษา กฎหมาย และโครงสร้างรัฐให้ทันสมัยมากขึ้น แต่การเมืองการปกครองยังไม่ได้มีรัฐธรรมนูญหรือสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

คณะราษฎรประกอบด้วยบุคคลจากทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน หลายคนได้รับการศึกษาในต่างประเทศ และได้รับอิทธิพลจากแนวคิดรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค ซึ่งแพร่หลายในโลกสมัยใหม่ พวกเขาเห็นว่าสยามควรปรับเปลี่ยนรูปแบบการปกครองให้สอดคล้องกับกระแสโลก และลดการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ภายหลังการยึดอำนาจ คณะราษฎรได้ประกาศหลัก 6 ประการ เป็นแนวทางสำคัญในการบริหารประเทศ ได้แก่ การรักษาเอกราช ความปลอดภัยของประเทศ เศรษฐกิจ ความเสมอภาค เสรีภาพ และการศึกษา หลักการเหล่านี้สะท้อนความพยายามของคณะราษฎรที่จะวางรากฐานรัฐสมัยใหม่ โดยให้รัฐมีหน้าที่ดูแลความมั่นคงและคุณภาพชีวิตของประชาชน

การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงมิใช่เพียงการเปลี่ยนตัวผู้มีอำนาจ แต่เป็นการเปลี่ยนหลักคิดทางการเมืองของประเทศ จากระบบที่อำนาจสูงสุดอยู่ที่พระมหากษัตริย์ มาเป็นระบบที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย และมีรัฐธรรมนูญเป็นหลักกำหนดอำนาจหน้าที่ของสถาบันการเมืองต่าง ๆ

หลังเหตุการณ์ 24 มิถุนายน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยอมรับการเปลี่ยนแปลง และต่อมาได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกของสยามในปีเดียวกัน นับเป็นจุดเริ่มต้นของระบอบรัฐธรรมนูญและการเมืองสมัยใหม่ของไทย แม้เส้นทางประชาธิปไตยหลังจากนั้นจะเต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งรัฐประหาร ความขัดแย้งทางการเมือง และการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญหลายครั้ง

เหตุการณ์ 2475 ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกตีความแตกต่างกันในสังคมไทย บางฝ่ายมองว่าเป็น “อภิวัฒน์สยาม” ที่เปิดประตูให้ประชาชนเข้าสู่การเมืองสมัยใหม่ ขณะที่บางฝ่ายมองว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านอำนาจที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน และนำไปสู่ปัญหาทางการเมืองต่อเนื่องในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะมองจากมุมใด เหตุการณ์นี้ยังคงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ไม่อาจลบออกจากหน้าประวัติศาสตร์ไทยได้

ความสำคัญของวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 อยู่ที่การทำให้คำว่า “รัฐธรรมนูญ” กลายเป็นศูนย์กลางของการปกครองไทย และทำให้แนวคิดเรื่องประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยเริ่มมีที่ทางในโครงสร้างทางการเมืองของประเทศ แม้การนำแนวคิดดังกล่าวไปปฏิบัติจริงจะเผชิญอุปสรรคมากมาย แต่จุดเริ่มต้นของการเมืองไทยยุคใหม่ก็เกิดขึ้นในวันนั้น

ในเชิงประวัติศาสตร์โลก เหตุการณ์ 2475 เกิดขึ้นในยุคที่หลายประเทศกำลังปรับตัวเข้าสู่ระบอบการเมืองสมัยใหม่ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และความคิดทางการเมือง สยามเองก็ไม่อาจแยกตัวออกจากกระแสโลกได้ การเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงสะท้อนทั้งแรงกดดันภายในประเทศและอิทธิพลของโลกภายนอก

สำหรับประเทศไทย วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงเป็นวันที่ควรศึกษาอย่างรอบด้าน เพราะเป็นเหตุการณ์ที่มีทั้งความหวัง ความขัดแย้ง ความเปลี่ยนแปลง และบทเรียนทางการเมือง การเข้าใจเหตุการณ์นี้ไม่ควรหยุดอยู่เพียงการยกย่องหรือปฏิเสธฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ควรมองให้เห็นบริบทของยุคสมัย เหตุผลของผู้ก่อการ ผลกระทบต่อสถาบันทางการเมือง และเส้นทางประชาธิปไตยไทยที่ตามมา
วันนี้จึงเป็นโอกาสให้สังคมไทยทบทวนความหมายของรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และหน้าที่ของพลเมือง เพราะหัวใจของการเปลี่ยนแปลงการปกครองไม่ได้อยู่ที่เหตุการณ์ในเช้าวันเดียวเท่านั้น แต่อยู่ที่คำถามสำคัญว่า ประเทศควรถูกปกครองด้วยกติกาแบบใด และประชาชนควรมีบทบาทอย่างไรต่ออนาคตของบ้านเมือง

24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงเป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทย วันที่คณะราษฎรยึดอำนาจและเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบอบรัฐธรรมนูญ เป็นวันที่สยามก้าวเข้าสู่การเมืองยุคใหม่ และเป็นวันที่ยังคงส่งผลต่อการถกเถียงเรื่องประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตย และอนาคตของประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบัน

นอร์เวย์จ่อห้ามเด็กประถมใช้ AI ในห้องเรียน!! หวั่นข้ามพื้นฐาน อ่าน–เขียน–คณิตศาสตร์ เตรียมเพิ่มหนังสือในห้องเรียน ลดพึ่งแท็บเล็ต AI จำกัดการใช้เด็กโตอย่างเข้มงวด ดึงเด็กกลับสู่หนังสือและลายมือ

นอร์เวย์เกือบสั่งห้ามใช้ AI ในโรงเรียนประถม

ออสโล, 19 มิถุนายน (Reuters) — นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ว่า นอร์เวย์จะใช้มาตรการ “เกือบห้าม” นักเรียนระดับประถมศึกษาใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์แบบสร้างสรรค์ หรือ Generative AI พร้อมทั้งจำกัดการใช้ AI ในการศึกษาของเด็กโต เพื่อป้องกันผลกระทบเชิงลบต่อการเรียนรู้

ท่ามกลางผลคะแนนการศึกษาที่ลดลงในวงกว้าง รัฐบาลนอร์เวย์ได้สั่งห้ามใช้สมาร์ตโฟนในโรงเรียนเมื่อปี 2024 และให้อำนาจครูกลับมามากขึ้นในการควบคุมระเบียบวินัยในห้องเรียน

นายกรัฐมนตรีโยนาส การ์ สเตอเร กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันศุกร์ว่า การใช้ AI เพิ่มความเสี่ยงที่เด็กเล็กจะข้ามขั้นตอนสำคัญในการเรียนรู้

“สิ่งสำคัญที่สุดในโรงเรียนคือ เด็ก ๆ ของเราต้องเรียนรู้การอ่าน การเขียน และคณิตศาสตร์” สเตอเรกล่าว พร้อมระบุว่ามาตรฐานใหม่นี้จะถูกบังคับใช้ตั้งแต่ปีการศึกษาใหม่ ซึ่งจะเริ่มในช่วงปลายเดือนสิงหาคม

รัฐบาลระบุว่า นักเรียนตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ถึงชั้นปีที่ 7 ซึ่งมีอายุ 6-13 ปี โดยหลักทั่วไปไม่ควรใช้ AI ขณะที่นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น อายุ 14-16 ปี สามารถเริ่มใช้เครื่องมือเหล่านี้ได้อย่างระมัดระวังภายใต้การกำกับดูแลของครู

ส่วนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย อายุ 17-19 ปี นักเรียนควรเรียนรู้การใช้ AI อย่างเหมาะสม เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการศึกษาต่อและการทำงานในอนาคต

นอร์เวย์เริ่มนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในห้องเรียนตั้งแต่ทศวรรษ 1990 และเริ่มใช้แท็บเล็ตหลังจาก iPad เปิดตัวตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา ส่งผลให้การพึ่งพาหนังสือและการเขียนด้วยลายมือลดลง

แต่ในแถลงการณ์ที่เกี่ยวข้องเมื่อวันศุกร์ รัฐบาลนอร์เวย์ยังระบุด้วยว่า จะเสนอร่างกฎหมายเพื่อจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการใช้หนังสือในห้องเรียนมากขึ้น ซึ่งเป็นการสวนทางกับแนวโน้มการใช้แท็บเล็ตคอมพิวเตอร์

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนเมษายน รัฐบาลนอร์เวย์ยังประกาศแผนห้ามเด็กใช้สื่อสังคมออนไลน์จนกว่าจะมีอายุครบ 16 ปี ตามกระแสที่เริ่มต้นโดยออสเตรเลียและบางประเทศอื่น ๆ เพื่อลดการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของเยาวชน

ที่มา : https://www.reuters.com/technology/norway-imposes-near-ban-ai-elementary-school-2026-06-19/?fbclid=IwdGRjcASnHjBjbGNrBKceKmV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHuHzuYuEhK86brxrpLBxp4LVAXwQhzYiMtP76yNpnBGAqikG5rl5rqpGqwZy_aem_LxgOA0lIo_jiTid8vsLhWg

'เฮมมาตี' ชี้ซื้อสินค้าตามราคาและคุณภาพ!! ดีลปลดล็อกเงินอิหร่านยังร้อน อิหร่าน ยืนยันเงินที่ปลดล็อคเป็นของตนเอง ไม่ผูกมัดต้องซื้อจากสหรัฐฯ เท่านั้น ขณะ 'ทรัมป์' กับ 'แวนซ์' ตั้งข้อกล่าวหา

อิหร่านยืนยัน เงินที่ถูกปลดล็อคเป็นทรัพย์สินของอิหร่าน และรัฐบาลเตหะรานจะเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าจะใช้จ่ายอย่างไร โดยพิจารณาจากราคา คุณภาพของสินค้า

อับดุลนาสเซอร์ เฮมมาตี (Abdolnasser Hemmati) ผู้ว่าการธนาคารกลางอิหร่าน หนึ่งในคณะผู้แทนหลักในการเจรจาเชิงนโยบายเศรษฐกิจและการปลดล็อกมาตรการคว่ำบาตรกับสหรัฐอเมริกา ตอบโต้คำกล่าวของ "ทรัมป์" และ "เจดี แวนซ์" เกี่ยวกับข้อตกลงปลดล็อกทรัพย์สินอิหร่านที่ถูกอายัด โดยยืนยันว่า เอกสารที่มีการลงนามไม่ได้กำหนดให้อิหร่านต้องนำเงินที่ได้รับคืนไปซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ แต่อย่างใด

เฮมมาตีกล่าวว่า หากสินค้าอาหารจากสหรัฐฯ มีราคาถูกกว่าและคุณภาพดีกว่า อิหร่านก็สามารถเลือกซื้อได้ แต่ไม่ได้มีข้อผูกมัดให้ต้องซื้อจากสหรัฐฯ เท่านั้น พร้อมระบุว่า เงินทุนส่วนที่สองที่ได้รับการปลดล็อกยังสามารถนำไปใช้จัดซื้อสินค้าอื่น ๆ ที่ไม่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรได้เช่นกัน

คำชี้แจงดังกล่าวแตกต่างจากจุดยืนของทรัมป์และแวนซ์ ซึ่งก่อนหน้านี้พยายามนำเสนอว่าการปลดล็อกเงินทุนอิหร่านจะส่งผลให้เม็ดเงินจำนวนมากไหลกลับเข้าสู่ภาคเกษตรของสหรัฐฯ ผ่านการสั่งซื้อข้าวโพด ถั่วเหลือง และข้าวสาลีจากเกษตรกรอเมริกัน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1329389866016037/?rdid=Qfc8YO60qaVTBzCd#

ครม.เคาะ SEA สงขลา–ปัตตานี!! เปิดทาง “จะนะ” เดินหน้าบนสมดุลพัฒนา วางกรอบพัฒนาเศรษฐกิจใต้ตอนล่าง ยกระดับคุณภาพชีวิต–เศรษฐกิจฐานราก–อุตสาหกรรมมูลค่าสูง ดันเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต

ครม.เห็นชอบผลการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาสงขลา-ปัตตานี

ทำเนียบรัฐบาล (16 มิถุนายน 2569) – นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยที่ประชุมมีมติสำคัญรับทราบและเห็นชอบผลการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี

การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นวาระแห่งชาติที่มุ่งพลิกโฉมเศรษฐกิจภาคใต้ตอนล่าง ให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาคและของประเทศในอนาคต

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ ดังนี้

1. รับทราบการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environment Assessment : SEA) สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี (แผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ) ตามที่ได้รับมอบหมาย จากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2564 รวมระยะเวลาดำเนินงาน 2 ปี 8 เดือน (ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2565 -   28 สิงหาคม 2568)  

ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีมีมติเกี่ยวกับโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ดังนี้ 

คณะรัฐมนตรีมีมติ (4 ตุลาคม 2559 และ 7 พฤษภาคม 2562) อนุมัติในหลักการโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เพื่อพัฒนาพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจเฉพาะ ด้วยการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชน โดยนำร่องในพื้นที่

(1) อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เป็นเมืองต้นแบบ อุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร

(2) อำเภอสุไหงโก - ลก จังหวัดนราธิวาส เป็นศูนย์กลางการค้าชายแดนระหว่างประเทศ

(3) อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นเมืองต้นแบบการพัฒนาที่พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ซึ่งต่อมาได้ขยายผลไปสู่เมืองต้นแบบที่ 4 อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคตเพื่อยกระดับการพัฒนาเชิงพื้นที่ทั้งระบบและครบวงจร ซึ่งต่อมาชาวบ้านเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นเรียกร้องให้หยุดโครงการ นิคมอุตสาหกรรมจะนะ และให้จัดทำ SEA เพื่อเสนอให้ครม.รับทราบเป็นมติครม. หากไม่มีผู้ใดในครม.คัดค้าน ก่อนเดินหน้าโครงการดังกล่าว โดยมีข้อเสนอให้สร้างการพัฒนาอำเภอจะนะที่ยั่งยืนด้วยกระบวนการจัดทำ SEA เพื่อแสวงหารูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจที่หลากหลาย เป็นธรรม กระจายรายได้ และสร้างสมดุลสิ่งแวดล้อม 

ต่อมา สศช. ได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ดำเนินโครงการการจัดทำ SEA สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ วงเงิน 27.95 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ 29 ธันวาคม 2565 - 28 สิงหาคม 2568 โดยมีกิจกรรมที่ดำเนินการ เช่น การตรวจสอบพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการพัฒนาการจัดทำแผนการติดตามและประเมินผลของการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์และแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ การจัดเวทีเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและเตรียมความพร้อมสำหรับขั้นตอนการพัฒนาและการประเมินทางเลือก 

การจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ ด้วยกระบวนการ SEA มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เน้นการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ การยอมรับร่วมกัน และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งการดำเนินงานจะใช้รูปแบบการวางแผนแบบบูรณาการ 

2. มอบหมายจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องนำแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ ไปใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนงาน/โครงการ เพื่อการพัฒนาในพื้นที่จังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานีต่อไป 

ยกระดับ “จะนะ” ฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ

หัวใจสำคัญของแผนพัฒนาครั้งนี้ คือการผลักดันอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ให้เป็น “เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต” (เมืองต้นแบบที่ 4) โดยโครงการดังกล่าวได้รับการออกแบบให้เป็นโมเดลการพัฒนาเชิงพื้นที่แบบครบวงจร มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างความกินดีอยู่ดี และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน 

การดำเนินโครงการจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว 

SEA: รากฐานของความสำเร็จและการยอมรับ 

มติ ครม. ที่เห็นชอบให้เดินหน้าผ่านกระบวนการ SEA ถือเป็นนิมิตหมายอันดีของการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง โดยมีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 10 กลุ่ม รวมกว่า 5,000 คน 

กระบวนการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นใจว่าการพัฒนาจะเกิดความสมดุลในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างความเชื่อมั่น ความโปร่งใส และความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในพื้นที่ 

เดินหน้าแผนแม่บทฯ สู่ความสำเร็จร่วมกัน 

จากความคืบหน้าดังกล่าว ครม. ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแผนแม่บทฯ ไปใช้เป็นกรอบในการจัดทำโครงการพัฒนาพื้นที่โดยมีเป้าหมายสำคัญ ดังนี้ 

• ยกระดับคุณภาพชีวิตและคุณภาพการศึกษาของเยาวชนและประชาชนในพื้นที่ 

• สร้างรายได้และโอกาสทางอุตสาหกรรม เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งในระดับ GDP และเศรษฐกิจฐานราก 

• พัฒนาพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางการค้า การคมนาคมขนส่ง และอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตรมูลค่าสูงของภาคใต้ 

โครงการพัฒนาเชิงพื้นที่สงขลา–ปัตตานี จะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาพื้นที่ไปสู่ความสันติสุข ความมั่งคั่ง และการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมสร้างโอกาสและอนาคตที่ดีให้แก่ลูกหลานชาวใต้และประชาชน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top