Saturday, 25 July 2026
THE STATES TIMES TEAM

EEC เดินเกมเศรษฐกิจฐานราก!! ปั้นกาแฟแปดริ้วสู่เมืองคาเฟ่ภาคตะวันออก หนุนองค์ความรู้ นวัตกรรม ท่องเที่ยวเชิงอาหาร เชื่อมการศึกษา การลงทุน และเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจชุมชนใน EEC

EECO ผนึก เขาช่อง - มรร. สร้างโอกาสใหม่สู่ชุมชนในพื้นที่
ดัน “เมืองกาแฟ” เชื่อมการศึกษา การลงทุน และเศรษฐกิจฐานราก

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO จัดกิจกรรมการมีส่วนร่วมกับพื้นที่และชุมชนระหว่างเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษตามแผนการดำเนินงานในพื้นที่กับวิสาหกิจชุมชน กลุ่ม/ชุมชน เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดหรือการพัฒนากิจกรรม ภายใต้ โครงการสร้างการรับรู้ของประชาชนในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของ สกพอ. ขึ้น เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับบทบาทของสกพอ. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ และนำร่องการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ควบคู่กับการลงทุนขนาดใหญ่ ผ่านความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และชุมชนในพื้นที่ โดยแนวทางการพัฒนาด้านกาแฟเป็นหนึ่งในต้นแบบที่สะท้อนแนวทางดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ (มรร.) จังหวัดฉะเชิงเทรา และบริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัด ในการต่อยอดศักยภาพการปลูกกาแฟ ผลิตภัณฑ์และบริการ การท่องเที่ยว สู่การสร้างอาชีพและรายได้ใหม่ให้กับประชาชนในพื้นที่

กิจกรรมดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็น และการมีส่วนร่วมกับพื้นที่และชุมชนอย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “จากเมล็ดกาแฟสู่โอกาสทางธุรกิจและการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน” โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักคือ วิสาหกิจชุมชน เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ ผู้ประกอบการร้านกาแฟ และผู้สนใจในธุรกิจกาแฟในพื้นที่ EEC มาร่วมฟังความคิดเห็นและรับถ่ายทอดองค์ความรู้ร่วมกัน ก่อนนำร่องไปสู่การต่อยอดในโครงการการยกระดับมูลค่ากาแฟแปดริ้วด้วยนวัตกรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่น สู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์เชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy City) อย่างยั่งยืน ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีเป้าหมายสร้างองค์ความรู้ พัฒนาผลิตภัณฑ์ และเชื่อมโยงเครือข่ายทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ชุมชนสามารถเข้าถึงประโยชน์จากการพัฒนาของ EECO ได้อย่างเป็นรูปธรรม
.
ดร.ดารินันท์ นันทวงค์ รักษาการผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพื้นที่และชุมชน สายงานพื้นที่และชุมชน สกพอ. เผยว่า “แนวทางการพัฒนา EEC จะให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการลงทุนและการพัฒนาคน โดยส่งเสริมให้ประชาชน ชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่นสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในพื้นที่ การสนับสนุนโครงการผ่านกองทุนพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จึงเป็นอีกกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสใหม่ให้กับชุมชน ยกระดับศักยภาพของพื้นที่”

รศ. ดร.ดวงพร ภู่ผะกา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ กล่าวว่า “จังหวัดฉะเชิงเทรามีศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์จากฐานทรัพยากรเดิม ทั้งภาคเกษตร อาหาร และวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยกาแฟแปดริ้วสามารถต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มได้ตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การปลูก การแปรรูป การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ การเปิดร้านกาแฟ ไปจนถึงการเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงอาหาร มรร. จึงเข้ามาเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ในการศึกษาศักยภาพการปลูกกาแฟ พัฒนาผลิตภัณฑ์ ถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เกษตรกรและผู้ประกอบการ รวมถึงสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อผลักดันให้ฉะเชิงเทราก้าวสู่การเป็น เมืองแห่งคาเฟ่และศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านกาแฟของภาคตะวันออกในอนาคต”

ทั้งนี้ อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือ บริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัด แบรนด์กาแฟสัญชาติไทยที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 60 ปี และอยู่ระหว่างการขึ้นทะเบียนเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (บางปะกง) โดยมีความมุ่งมั่นในการยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมกาแฟไทยผ่านนวัตกรรม องค์ความรู้ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจและชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือ บริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัด แบรนด์กาแฟสัญชาติไทยที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 60 ปี และอยู่ระหว่างการขึ้นทะเบียนเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (บางปะกง) โดยมีความมุ่งมั่นในการยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมกาแฟไทยผ่านนวัตกรรม องค์ความรู้ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจและชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

นายอาวิทธ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้บริหาร บริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะแบรนด์กาแฟสัญชาติไทยที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 60 ปี เขาช่องมีความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์กาแฟคุณภาพที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล โดยอาศัยศักยภาพของคนไทย วัตถุดิบไทย และองค์ความรู้ของไทยตลอดห่วงโซ่คุณค่า ความร่วมมือระหว่างเขาช่อง ชุมชนในพื้นที่ และมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ภายใต้ระบบนิเวศที่ EEC ช่วยส่งเสริมและเชื่อมโยงความร่วมมือ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการนำจุดแข็งของทุกภาคส่วนมาผสานเข้าด้วยกัน ทั้งองค์ความรู้ งานวิจัย ภูมิปัญญาท้องถิ่น ทรัพยากรในพื้นที่ และความเชี่ยวชาญของภาคธุรกิจ เพื่อร่วมกันสร้างคุณค่าใหม่ให้กับอุตสาหกรรมกาแฟไทย”

“เราเชื่อว่าการสร้างระบบนิเวศแห่งความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน และชุมชน จะช่วยปลดล็อกศักยภาพใหม่ๆ ให้กับผลิตภัณฑ์กาแฟไทย ทั้งในด้านนวัตกรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างอัตลักษณ์ที่โดดเด่นยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของกาแฟไทยในตลาดโลก สำหรับเขาช่อง ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น แต่เป็นการร่วมสร้างคุณค่าระยะยาวให้กับชุมชน สังคม และเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านการผสานองค์ความรู้ ทรัพยากร และศักยภาพของทุกภาคส่วน เพื่อให้กาแฟไทยสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ยั่งยืน และเป็นที่ยอมรับในเวทีสากลต่อไป” นายอาวิทธ์กล่าวเสริม

ความร่วมมือดังกล่าว จึงเป็นตัวอย่างของโมเดลการพัฒนาแบบ Public-Private Partnership (PPP) ที่ไม่ได้วัดผลสำเร็จจากเม็ดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างคน สร้างองค์ความรู้ สร้างอาชีพ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับชุมชน เพื่อให้ประชาชนสามารถเติบโตไปพร้อมกับการพัฒนาของพื้นที่ EEC ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

‘ภาวุธ’ ตั้งหลักแจง DSI !! ยืนยันเข้าสู่กระบวนการชี้แจง ขอเอกสารการเงินย้อนหลัง ยืนยันพร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงกับพรรค ย้ำเหตุเกิดหลายปีต้องใช้เวลารวบรวมหลักฐาน

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.)
ได้ระบุในเฟสบุ๊คว่า

เนื่องจาก เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อหลายปีแล้ว ทำให้ต้องใช้เวลาพอสมควรรวบรวมเอกสารหลักฐานและข้อเท็จจริงทั้งหมด ผมได้เริ่มกระบวนการในการขอเอกสารจากสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อชี้แจงข้อมูลกับ DSI และพรรค ในลำดับต่อไป

ที่มา : https://www.facebook.com/100045264422018/posts/1564121958439937/?rdid=NQShAL9wqP7eMxxG#

“สวนนงนุชพัทยา” พร้อมรับงานใหญ่!! กระทรวงศึกษาฯ ร่วมยกย่องบุคคลดีเด่น ในงานประชุมใหญ่สภาผู้ปกครองและครูฯ ปี 2568 สวนนงนุชพัทยาชูมาตรฐาน TMVS รองรับงานประชุมระดับชาติ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจร

สภาผู้ปกครองและครูแห่งประเทศไทย จัดประชุมสัมมนาวิชาการและประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 ณ ศูนย์ประชุม NICE สวนนงนุชพัทยา รองรับผู้เข้าร่วมกว่า 1,500 คน

สวนนงนุชพัทยา โดยนายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยาได้เตรียมความพร้อมต้อนรับสภาผู้ปกครองและครูแห่งประเทศไทย จัดการประชุมสัมมนาวิชาการและการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 19-20 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาตินงนุชพัทยา (Nong Nooch Pattaya International Convention and Exhibition Center : NICE) จังหวัดชลบุรี โดยมีผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้แทนเครือข่ายผู้ปกครองจากทั่วประเทศ เข้าร่วมกว่า 1,500 คน

ภายในงานจัดการประชุมสัมมนาวิชาการ พร้อมพิธีมอบโล่ยกย่องเชิดชูเกียรติแก่บุคคลและหน่วยงานดีเด่น โดยได้รับเกียรติจาก นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีมอบโล่รางวัล

การเลือกใช้ศูนย์ประชุม NICE เป็นสถานที่จัดงานครั้งนี้ สะท้อนถึงความพร้อมในการรองรับงานประชุมและกิจกรรมขนาดใหญ่ระดับประเทศ โดยศูนย์ประชุมได้รับการรับรองมาตรฐาน Thailand MICE Venue Standard (TMVS) ซึ่งเป็นมาตรฐานสถานที่จัดงานไมซ์ของประเทศไทย ภายใต้การกำกับของสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) ยืนยันถึงคุณภาพและความพร้อมตามมาตรฐานสากล

ศูนย์ประชุม NICE มีศักยภาพในการรองรับการจัดงานทุกรูปแบบ ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน อาทิ พื้นที่จอดรถรองรับได้มากกว่า 1,000 คัน ระบบภาพและเสียงมาตรฐานสากล จอ LED ขนาดใหญ่ภายในฮอลล์ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Wi-Fi) ครอบคลุมทุกพื้นที่ พื้นอาคารที่สามารถรองรับน้ำหนักได้ประมาณ 2,000 กิโลกรัมต่อตารางเมตร รวมถึงความพร้อมด้านการจัดเลี้ยงและบริการอาหารทุกรูปแบบ

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมงานยังสามารถสัมผัสบรรยากาศของสวนนงนุชพัทยา แหล่งท่องเที่ยวระดับโลกที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ซึ่งผสานความงดงามของสวนพฤกษศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมไทย และสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจรไว้ในพื้นที่เดียว ช่วยยกระดับประสบการณ์การประชุมสัมมนาให้มีความสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

'พาณิชย์' ดันพื้นที่ดิจิทัล!! ชูสุดยอดชุมชนออนไลน์ ช้อปฟิน 4 ภูมิภาคที่งาน OTOP Midyear จัดไลฟ์สดร่วมกับ Influencer ดัง สร้างรายได้ฐานราก-ขยายตลาดออนไลน์

อยู่ไม่ไหว อยู่ไม่ไหว เฮ้ย อยู่ที่นี้สิ “Digital Village @ OTOP Midyear 2026” คัดมาแต่ตัวท็อป ช้อปฟินที่งานนี้เท่านั้น!

การสร้างโอกาสทางการตลาดให้ผู้ประกอบการชุมชนยังคงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าส่งเสริมศักยภาพวิสาหกิจชุมชนไทย ด้วยการคัดเลือกสุดยอดชุมชนออนไลน์ต้นแบบ “Best of Digital Village” จาก 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ เข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในงาน OTOP Midyear 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-28 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นับเป็นครั้งแรกที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้านำผู้ประกอบการชุมชนที่ประสบความสำเร็จด้านการตลาดออนไลน์ เข้าสู่เวทีงานแสดงสินค้าระดับประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้า ขยายฐานลูกค้า และเพิ่มช่องทางการสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม กิจกรรมครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายในงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของผู้ประกอบการชุมชนไทยที่สามารถปรับตัวสู่โลกดิจิทัล สามารถสร้างแบรนด์ด้วยอัตลักษณ์ของสินค้า และเข้าถึงผู้บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ภายในงาน จะได้พบกับบูธสินค้าคุณภาพจากผู้ผลิตโดยตรงจากทั้ง 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ: วิสาหกิจชุมชนมาโซต้าช็อกโกแลต จังหวัดตาก/ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก: วิสาหกิจชุมชนไม้กฤษณาระยอง จังหวัดระยอง /ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: วิสาหกิจชุมชนกลุ่มฟื้นฟูอาชีพแม่บ้านเกษตรกรบ้านแพง จังหวัดมหาสารคาม และภาคใต้: วิสาหกิจชุมชนชาวนาเมืองลุงพัฒนา จังหวัดพัทลุง และอีกหนึ่งไฮไลต์พิเศษ คือ การไลฟ์สดจำหน่ายสินค้าและประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ของชุมชน เพื่อช่วยสร้างยอดขายและการรับรู้ในวงกว้างของชุมชนร่วมกับ Influencer ชื่อดัง อาทิ “SEEDAA THEVILLAIN” และ “ยามหมูปิ้ง” ที่จะมาร่วมสร้างสีสันภายในงาน แนะนำสินค้าเด็ดพร้อมโปรโมชั่นพิเศษ และบอกเล่าเรื่องราวอัตลักษณ์สินค้าของแต่ละชุมชนแบบใกล้ชิด ซึ่งถือเป็นการเชื่อมโยงการตลาดออนไลน์ เข้ากับการจัดงานแบบออฟไลน์ อันจะช่วยเพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภค สร้างการรับรู้สินค้าของชุมชน และเพิ่มโอกาสช่องทางการขายให้แก่ผู้ประกอบการชุมชนในวงกว้าง

อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวทิ้งท้ายว่า การเลือกซื้อสินค้าในงานครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะได้สินค้าคุณภาพกลับบ้าน แต่ยังเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการชุมชนให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เกิดการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น และสร้างโอกาสให้ผลิตภัณฑ์ไทยก้าวสู่ตลาดที่กว้างขึ้นแล้ว ยังร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ กรมขอเชิญชวนให้ประชาชน และนักท่องเที่ยวที่อยู่ในพื้นที่ มาร่วมอุดหนุนสินค้าจากสุดยอดชุมชนออนไลน์ต้นแบบจาก

4 ภูมิภาคทั่วไทย ที่ได้คัดสรรสินค้าอัตลักษณ์ชุมชนมาอย่างดี ในงาน OTOP Midyear 2026 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 20 – 28 มิถุนายน 2569 นี้

KOBBIE MAINOO ผู้ชนะตัวจริง บทเรียนแห่งความอดทนและการเตรียมพร้อมสู่ความสำเร็จ

ในโลกฟุตบอลที่เต็มไปด้วยนักเตะพรสวรรค์ ชื่อของ Kobbie Mainoo โผล่ขึ้นมาราวกับดาวฤกษ์ที่ลุกโชนขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่แท้ที่จริงแล้ว ความสำเร็จของชายหนุ่มวัย 21 ปีผู้นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วย หากแต่ถูกหล่อหลอมจากความอดทน การฝึกซ้อมอย่างไม่หยุดยั้ง และจิตใจที่มั่นคงในยามวิกฤต — คุณสมบัติที่บอกเราว่า ผู้ชนะที่แท้จริงไม่ได้ถูกสร้างในวันแห่งชัยชนะ แต่ถูกสร้างขึ้นจากซากปรักหักพังในวันที่ไม่มีใครมองเห็น

จากสนามหลังบ้านในสต็อคพอร์ตสู่ Old Trafford
Kobbie Boateng Mainoo เกิดเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2005 ในเมือง Stockport มณฑล Greater Manchester ประเทศอังกฤษ เป็นลูกของครอบครัวผู้อพยพชาวกานา เขาเริ่มต้นเส้นทางฟุตบอลจากทีมชุมชนเล็กๆ อย่าง Cheadle & Gatley และ Failsworth Dynamos ก่อนที่ Manchester United จะตามสังเกตการณ์และเชิญตัวเขาเข้าสู่ Academy ตั้งแต่อายุเพียง 6 ขวบ
เส้นทางฟุตบอลเยาวชนของ Mainoo ยาวนานเกือบสิบหกปีก่อนที่เขาจะได้สัมผัสพื้นหญ้าระดับอาชีพ นี่คือความจริงที่หลายคนมองข้าม เขาเซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรกกับ Manchester United ในเดือนพฤษภาคม 2022 และถูกดึงขึ้นฝึกกับทีมชุดใหญ่ในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน ก่อนที่จะเปิดตัวในศึก EFL Cup เมื่อเดือนมกราคม 2023

บทเรียนที่ 1 — ความเจ็บปวดคือโอกาสที่แฝงตัวมา
หากมีช่วงเวลาหนึ่งที่สามารถนิยาม 'บทพิสูจน์แห่งความอดทน' ของ Mainoo ได้ชัดเจนที่สุด นั่นคือช่วงพรีซีซั่นปี 2023 ในระหว่างทัวร์สหรัฐอเมริกา เขาได้รับโอกาสลงสนามในนัดกระชับมิตรพบกับ Real Madrid — และบาดเจ็บเพียงสามนาทีหลังเริ่มเกม เมื่อ Rodrygo ล้มทับข้อเท้าของเขาอย่างไม่ตั้งใจ
Mainoo ถูกพาออกนอกสนามด้วยรองเท้าป้องกัน ก่อนถูกส่งกลับอังกฤษเพื่อตรวจรักษาและถูกตัดสินว่าต้องพักรักษาตัวในช่วงต้นฤดูกาล 2023/24 ทั้งหมด สำหรับนักเตะหนุ่มที่กำลังขึ้นแท่นจะเป็นตัวเลือกหลักของ Erik ten Hag นี่ถือเป็นโศกนาฏกรรมสั้นๆ แต่เขาไม่ยอมให้มันเป็นจุดจบ
"เขากลับมาพร้อมสิ่งที่ต้องพิสูจน์ และทำได้มากกว่าที่ใครคาด"
ช่วงพักรักษาตัวนั้น Mainoo ไม่หยุดพัฒนา เขาใช้เวลาในห้องฟิตเนส ทำความเข้าใจเกม ดูภาพวิเคราะห์คู่แข่ง และเตรียมจิตใจให้พร้อมกลับมาในระดับที่สูงกว่าเดิม เมื่อเขาคืนสนามในเดือนกันยายน 2023 เริ่มจากลงเล่นกับทีม U19 ใน UEFA Youth League เขาแสดงให้เห็นว่าพลังงานและความมั่นใจในตัวเขาเเเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

บทเรียนที่ 2 — ความเงียบคือสัญญาณของผู้ที่เตรียมพร้อม
สิ่งที่ทำให้ Mainoo แตกต่างจากนักเตะพรสวรรค์คนอื่นๆ ไม่ใช่แค่ทักษะฝีเท้า แต่คือความสงบนิ่งที่อยู่เหนืออายุ เขาเปิดตัวลงสนามระดับ Premier League ในวัย 18 ปีโดยไม่มีสัญญาณของความประหม่า ตรงกันข้าม เขาเดินในสนามราวกับว่าเขาอยู่ที่นั่นมาตลอดชีวิต
นักข่าวจาก Manchester United เองก็บรรยายว่า เมื่อ Mainooยิงประตูชัยที่ สนาม Molineux Ground ฝ่าผู้เล่น Wolves สองคนในนาทีสุดท้าย รวมถึงการหลอกตัวประกบก่อนม้วนลูกเข้ามุมที่ยอดเยี่ยม เขาฉลองด้วยการพยักหน้าเบาๆ ยกมือให้สัญญาณสงบนิ่ง แล้วไถลเข่าอย่างสบายๆ ราวกับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปรกติ 
ความสงบนั้นไม่ได้เกิดจากความประมาท แต่เกิดจากการเตรียมพร้อมที่สมบูรณ์ เขาแสดงให้เห็นว่าผู้ที่ฝึกซ้อมมาแล้วนับพันชั่วโมงย่อมไม่ตกใจเมื่อถึงเวลาแข่ง

บทเรียนที่ 3 — วันสำคัญจะมาถึงเมื่อคุณพร้อม
ปี 2024 คือปีที่เปลี่ยนชีวิต Mainoo ไปตลอดกาล ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2024 นัด FA Cup Final ระหว่าง Manchester United และ Manchester City เขายิงประตูชัยในนาทีที่ 88 เพื่อมอบชัยชนะ 2-1 ให้กับ United ในแบบที่แฟนบอลทั่วโลกจะจดจำ
แต่สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือ เพียงไม่กี่สัปดาห์ต่อมา เขาถูกเรียกติดทีมชาติอังกฤษเพื่อลงแข่ง UEFA Euro 2024 ในเยอรมนี ทั้งที่เพิ่งได้รับการเรียกตัวสู่ทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในเดือนมีนาคมปีเดียวกัน — Mainoo บอกว่าตัวเองถึงกับตกใจกับการเรียกตัวดังกล่าว
ใน Euro 2024 Mainoo พิสูจน์ตัวเองในเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ข้อมูลจาก Opta ระบุว่าเขาทำสถิติความแม่นยำในการส่งบอลสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่บันทึกได้ของ Euro สำหรับตำแหน่งกองกลาง และในนัดรอบรองชนะเลิศพบกับเนเธอร์แลนด์ เขากลายเป็นนักเตะอังกฤษที่อายุน้อยที่สุดที่เคยลงเล่นในรอบรองชนะเลิศของรายการ Major Tournament

บทเรียนที่ 4 — บทพิสูจน์ที่โหดร้ายที่สุด: ยุค Ruben Amorim
หากการบาดเจ็บปี 2023 คือบทพิสูจน์แรกของ Mainoo ยุค Ruben Amorim คือบทพิสูจน์ที่โหดร้ายที่สุด เพราะครั้งนี้อุปสรรคไม่ได้มาจากร่างกาย แต่มาจากการตัดสินใจของคนอื่น
เมื่อ Amorim เข้ารับตำแหน่งกุนซือ Manchester United ในเดือนพฤศจิกายน 2024 เขานำปรัชญาเกมแบบใหม่มาด้วย ระบบที่เน้น Bruno Fernandes ในตำแหน่งกองกลางตัวลึก ทำให้ Mainoo กลายเป็นตัสิส่วนเกินในสายตาของ Amorimทันที สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาไม่มีใครคาดคิด นักเตะที่เพิ่งยิงประตูชนะใน FA Cup Final และลงสนามรอบชิงชนะเลิศ Euro 2024 กลับถูกทำให้กลายเป็น 'ตัวสำรอง' ที่ไม่ได้ลงสนาม
ตลอดครึ่งแรกของซีซั่น 2025/26 Mainoo ลงสนามเพียง 171 นาทีใน 9 นัด โดยนัดเดียวที่ได้ลงตั้งแต่ต้นคือนัดพ่าย Grimsby Town ใน Carabao Cup — ทีมจากลีกระดับสี่ของอังกฤษ เขาเริ่มหลุดจากทีมชาติอังกฤษและโอกาสในการลงแข่ง World Cup 2026 เริ่มสั่นคลอน

"He's fighting for the position now with Bruno — กุนซือ Amorim อธิบายสาเหตุที่ Mainoo ไม่ได้ลง"
ความเจ็บปวดนี้ไม่ได้อยู่แค่ในสนาม แต่ลามไปถึงชีวิตส่วนตัว ในคืนที่ United เสมอ Bournemouth 4-4 น้องชายของ Mainoo ชื่อ Jordan Mainoo-Hames ปรากฏตัวในอัฒจันทร์ Old Trafford โดยสวมเสื้อยืดที่ปักข้อความว่า "Free Kobbie Mainoo" เป็นภาพที่ถ่ายทอดความหงุดหงิดของครอบครัวและแฟนบอลออกมาอย่างตรงๆ

ตำนานอย่าง Rio Ferdinand, Paul Scholes และ Nicky Butt ต่างออกมาตั้งคำถามถึงการตัดสินใจของ Amorim ในขณะที่ Gary Lineker ถึงขั้นพูดติดตลกว่า Mainoo น่าจะพิจารณาฟ้องร้อง Amorim ในข้อหา 'ทำลายอาชีพ'

สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อ Napoli ของ Antonio Conte ยื่นข้อเสนอยืมตัว Mainoo ในช่วงซัมเมอร์ 2025 และตัว Mainoo เองก็ขอย้ายออกอย่างชัดเจน แต่ Manchester United ปิดประตูการย้ายทุกรูปแบบทั้งถาวรและยืมตัว ส่วนหนึ่งเพราะบทเรียนจากการขาย Scott McTominay ให้กับ Napoli ที่ตามมาด้วยการกลายเป็นดาวเด่นระดับยุโรป นักเตะหนุ่มจาก Stockport จึงถูกบังคับให้นั่งบนม้านั่งสำรอง ไม่มีทางออก
แต่นี่คือจุดที่ Mainoo พิสูจน์ว่าเขาเป็นผู้ชนะตัวจริง เขาไม่ยอมแพ้ ไม่หยุดซ้อม ไม่แสดงออกให้เห็นถึงการพ่ายแพ้ทางจิตใจ เมื่อ Amorim ถูกปลดออกจากตำแหน่งในวันที่ 5 มกราคม 2026 และ Michael Carrick ก้าวขึ้นมาคุมทีม Mainoo ที่ซ้อมอย่างเต็มที่มาตลอด ก็พร้อมลงสนามทันที

"Mainoo has made the most of his opportunities — and a new contract is now being mooted"
ภายใต้การคุมทีมของ Carrick เขาลงสนามครบ 90 นาทีในนัดดาร์บี้ที่ United เอาชนะ Manchester City 2-0 กลายเป็นผู้เล่นสำคัญในชัยชนะติดต่อกัน 4 นัดรวด พลังงานที่สะสมไว้นานหลายเดือนระเบิดออกมาอย่างงดงาม แฟนบอล United ที่เคยตะโกน 'Free Kobbie' ตอนนี้ต้องเพียงแค่ตะโกนชื่อเขาดังๆ บนอัฒจันทร์

บทเรียนที่ 5 — ผู้ชนะไม่หยุดแม้หลังกลับมา
ความสำเร็จในการ 'รอด' จากยุค Amorim ไม่ได้ทำให้ Mainoo หยุดนิ่ง เขายังคงลงสนามถึง 28 นัดในซีซั่น 2025/26 รวมถึงการยิงประตูชัยในนัดที่ United เอาชนะ Liverpool 3-2 อย่างน่าตื่นเต้น
ความผูกพันของเขากับ Manchester United ก็ยิ่งแน่นแฟ้น เมื่อสโมสรต่ออายุสัญญาให้เขาจนถึงปี 2031 Director of Football Jason Wilcox ยกย่องว่าเขาคือหนึ่งในความสำเร็จที่ดีที่สุดของ Academy ในยุคนี้ น่าสังเกตว่า สัญญาฉบับนี้เคยถูกตกลงกันไว้แล้วในปีก่อน แต่ถูก Amorim ปฏิเสธที่จะอนุมัติ จนกุนซือคนนั้นจากไป
"Mainoo has been associated with the club since the age of six — and intends to write many more chapters here"
ในปี 2026 เขายังได้รับการเรียกติดทีมชาติอังกฤษโดย Thomas Tuchel เพื่อเข้าร่วม FIFA World Cup 2026 — ในวัยเพียง 21 ปี เขากลายเป็นส่วนสำคัญของทีมชาติอังกฤษที่หวังเขียนประวัติศาสตร์บทใหม่

บทสรุป — ชัยชนะที่แท้จริงสร้างจากภายใน
เรื่องราวของ Kobbie Mainoo ไม่ใช่แค่เรื่องราวของนักฟุตบอลเก่ง แต่เป็นบทเรียนชีวิตที่ถ่ายทอดได้ทุกสาขาอาชีพ บทเรียนที่หล่อหลอมขึ้นจากทั้งความเจ็บปวด ความเงียบ และการรอคอยที่แสนทรมาน:
ประการแรก ความเจ็บปวดทางร่างกายไม่ใช่จุดสิ้นสุด การบาดเจ็บข้อเท้าปี 2023 ไม่ได้ทำลาย Mainoo แต่ทำให้เขากลับมาแกร่งกว่าเดิม

ประการที่สอง การเตรียมพร้อมในวันที่ไม่มีใครมองเห็น คือสิ่งที่ทำให้คุณส่องแสงในวันที่ทุกคนจับตา ทุกชั่วโมงในห้องซ้อม ทุกครั้งที่เรียนรู้วิเคราะห์เกม ล้วนสะสมและปรากฏผลในนาทีที่สำคัญที่สุด
ประการที่สาม ความสงบนิ่งและการควบคุมอารมณ์ คือสิ่งที่แยกคนเก่งออกจากผู้ยิ่งใหญ่ เขาไม่เคยปล่อยให้แรงกดดันควบคุมตัวเอง แต่ใช้ความสงบควบคุมแรงกดดัน

ประการที่สี่ และบทเรียนที่โหดร้ายที่สุด คือความอยุติธรรมที่มาจากคนอื่น การถูกกีดกันโดย Amorim นั้นอยู่เกินการควบคุมของ Mainoo แต่สิ่งที่เขาควบคุมได้คือ การเตรียมพร้อมไม่หยุด ปรับสภาพจิตใจของตัวเอง มุ่งมั่นและรอวันที่โอกาสของตัวเองจะกลับมา เขาไม่ยอมแพ้ ไม่เรียกร้องสื่อ และไม่ปล่อยให้ความโกรธพาเขาออกนอกเส้นทางและประการสุดท้าย ความสำเร็จมักมาหาคนที่เตรียมพร้อม ไม่ใช่คนที่แค่รอคอย เมื่อโอกาสกลับมาภายใต้ Carrick เขาไม่ต้องใช้เวลาปรับตัว เพราะเขาพร้อมมาตลอด

Kobbie Mainoo ในวันนี้ยังเพิ่งเริ่มต้นเส้นทางสู่ความเป็นสุดยอดนักเตะของโลกและสิ่งที่ดีที่สุดของเขาที่จะมอบให้กับทีมชาติอังกฤษและ Manchester United ยังมาไม่ถึงด้วยซ้ำ

Digest

เก๋ากี้หนิงเซี่ยพุ่งสู่โลก!! แหล่งปลูกหลักบนที่สูง 1,100 เมตร ผลิตด้วยมือไม่ใช้สารเคมี เทคโนโลยีเก็บรักษาสูงสุด ครองตลาด 50 ประเทศทั่วโลก

จากยาอายุวัฒนะยุคโบราณสู่เทรนด์สุขภาพระดับโลก เจาะลึกการยกระดับอุตสาหกรรมและการเดินทางสู่เวทีสากล ของ “เก๋ากี้หนิงเซี่ย”

ผืนไร่อันเขียวชอุ่มทอประกายระยิบระยับล้อแสงแดดตลอดแนวที่ราบลุ่มแม่น้ำเหลือง บนความสูง 1,100 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ทางทิศตะวันออกของเทือกเขาเหอหลาน ที่นี่คืออำเภอจงหนิง ในเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ยหุย ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ซึ่งในขณะที่พิธีเปิดมหกรรมอุตสาหกรรมเก๋ากี้ (Goji Berry Industry Expo) ครั้งที่ 9 เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ เหล่าเกษตรกรในพื้นที่ต่างก็กำลังง่วนอยู่กับการเก็บเกี่ยวผลเก๋ากี้ (โกจิเบอร์รี) ประจำฤดูกาลแรกของปี 2569 กันอย่างขะมักเขม้น

แม้เก๋ากี้จะมีการเพาะปลูกอย่างแพร่หลายทั่วประเทศจีน แต่เก๋ากี้หนิงเซี่ยนั้นโดดเด่นในเรื่องคุณภาพ จนกลายเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงที่สุดของภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะในอำเภอจงหนิง ซึ่งเป็นแหล่งปลูกหลักอันเป็นต้นตำรับของเก๋ากี้หนิงเซี่ยแท้ ๆ พื้นที่แห่งนี้เปิดรับแสงแดดปีละกว่า 3,000 ชั่วโมง อีกทั้งสภาพดินยังมีความเป็นด่างอ่อน ๆ จากการบรรจบกันของแม่น้ำเหลืองและแม่น้ำชิงสุ่ย ทำให้อุดมไปด้วยแร่ธาตุและสารอาหารจำเป็น ปัจจัยทางธรรมชาติที่หาไม่ได้จากที่อื่นนี้เองที่หล่อหลอมให้เกิด “ผลไม้มหัศจรรย์” อันเป็นเอกลักษณ์เช่นนี้

“เก๋ากี้ทุกเมล็ดผ่านการเก็บด้วยมืออย่างพิถีพิถัน” คุณพาน ไท่อัน (Pan Tai'an) ประธานบริษัท หนิงเซี่ย วูล์ฟเบอร์รี โกจิ อินดัสทรี จำกัด (Ningxia Wolfberry Goji Industry Co., Ltd.) ผู้ผลิตเก๋ากี้ชั้นนำในภูมิภาค กล่าว “ต้นเก๋ากี้จะออกดอกและติดผลไปพร้อม ๆ กันในเวลาเดียวกัน ส่งผลให้ผลผลิตทั้งหมดต้องใช้แรงงานคนในการเก็บเกี่ยว”

คุณพาน กล่าวเสริมว่า “นอกจากนี้ ด้วยสภาพอากาศที่เย็นสบายของหนิงเซี่ย ทำให้แทบไม่มีปัญหาเรื่องโรคพืชและแมลงศัตรูพืชรบกวน ถึงกระนั้น เรายังคงยึดมั่นในมาตรฐาน โดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมีหรือยาฆ่าแมลงใด ๆ ทั้งสิ้น และเลือกใช้เฉพาะปุ๋ยหมักอินทรีย์เพื่อรับประกันว่าเก๋ากี้ของเราจะมีคุณภาพ บริสุทธิ์ และมาจากธรรมชาติอย่างแท้จริง”

จากสินค้าพื้นบ้านขึ้นชื่อ สู่เทรนด์สุขภาพและไลฟ์สไตล์ระดับโลก

ในจีนนั้น เก๋ากี้หนิงเซี่ยได้รับการยกย่องมาช้านาน ว่าเป็นสมุนไพรบำรุงร่างกายและวัตถุดิบอาหารชั้นเลิศ ทั้งยังเป็นเก๋ากี้สายพันธุ์เดียวที่ได้รับการบรรจุในตำรายาแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการว่ามีสรรพคุณทางยา นอกจากนี้ เฉินหนงเปิ๋นเฉ่าจิง (Shennong Ben Cao Jing) ซึ่งเป็นคัมภีร์แพทย์แผนจีนโบราณอันทรงคุณค่า ยังได้บันทึกสรรพคุณในการชะลอวัยเอาไว้ด้วย มรดกทางวัฒนธรรมอันลึกซึ้งนี้เองที่กลายเป็นรากฐานอันแข็งแกร่งในการขับเคลื่อนเก๋ากี้หนิงเซี่ยสู่ตลาดสากล

ปัจจุบัน ผลเบอร์รีสีแดงจากยุคโบราณนี้กำลังได้รับความนิยมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนทั่วโลก ด้วยคุณประโยชน์อันโดดเด่นในการชะลอวัย มีวิตามินซีสูง และอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ส่งผลให้เก๋ากี้หนิงเซี่ยกลายเป็น “ซูเปอร์ฟู้ด” ที่กำลังเป็นกระแสมาแรงบนโลกโซเชียลมีเดียทั่วโลก ยิ่งไปกว่านั้น ผู้บริโภคในต่างประเทศยังยินดีที่จะจ่ายแพงขึ้นเพื่อซื้อผลิตภัณฑ์เก๋ากี้หนิงเซี่ยแท้ ๆ ซึ่งช่วยสลัดภาพจำเดิม ๆ จากการเป็นเพียงสินค้าพื้นบ้านเฉพาะกลุ่มได้อย่างสิ้นเชิง

“นักวิจัยในโลกตะวันตกได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับสรรพคุณทางสุขภาพของเก๋ากี้มาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน การต้านเนื้องอก รวมถึงคุณสมบัติในการชะลอวัย โดยยกย่องให้เก๋ากี้เป็น ‘ซูเปอร์ฟู้ด’ และมีการสกัดสารสำคัญไปใช้ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอาง” คุณพาน ไท่อัน อธิบาย “จุดนี้เองที่จุดประกายให้ผมหันมามุ่งเน้นในเรื่องการแปรรูปขั้นสูง เพราะเป็นส่วนที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ได้อย่างแท้จริง”

อุตสาหกรรมนี้เผชิญกับข้อจำกัดใหญ่ 2 ประการมาหลายทศวรรษแล้ว โดยผลเก๋ากี้สดเน่าเสียและบอบช้ำได้ง่ายมาก ประกอบกับเทคโนโลยีการแปรรูปขั้นสูงที่ยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว บริษัทฯ จึงได้ทุ่มเทวิจัยและพัฒนาอย่างเข้มข้นนานถึง 6 ปี จนประสบความสำเร็จในการคิดค้นเทคโนโลยีเก็บรักษาเก๋ากี้สกัดเข้มข้นในอุณหภูมิห้อง ซึ่งความสำเร็จระดับบุกเบิกในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยทลายข้อจำกัดทางเทคโนโลยีที่เคยมีมา แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในอุตสาหกรรมเก๋ากี้ระดับโลกด้วย

เพื่อรักษาสารอาหารที่เป็นประโยชน์เอาไว้ ผลเก๋ากี้สดจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการทำความสะอาด บดคั้น สเตอริไลซ์ และบรรจุลงบรรจุภัณฑ์ภายในเวลา 2 ชั่วโมงหลังเก็บเกี่ยว ซึ่งขั้นตอนการทำงานที่เข้มงวดนี้ช่วยคงคุณค่าของสารอาหารสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นสารพอลิแซ็กคาไรด์ในเก๋ากี้ บีเทน และซีแซนทิน ไว้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

นวัตกรรมอันล้ำหน้าเช่นนี้ส่งผลให้บริษัทฯ ผลิตเก๋ากี้สกัดเข้มข้นได้มากกว่า 100,000 ตัน กวาดรายได้จากยอดขายรวมทะลุ 2 พันล้านหยวน (ประมาณ 293 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น เทคโนโลยีนี้ยังเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนให้เกิดการสร้างสายการผลิตมาตรฐานสูงถึง 50 สายการผลิตทั่วทั้งหนิงเซี่ย ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในการพลิกโฉมกลุ่มธุรกิจในภูมิภาค จากเดิมที่เป็นเพียงผู้จำหน่ายวัตถุดิบ ก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

ข้อมูลล่าสุดจากศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมเก๋ากี้ สังกัดสำนักงานป่าไม้และทุ่งหญ้าเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ย ระบุว่า เครือข่ายการตลาดเก๋ากี้ของหนิงเซี่ยครอบคลุมกว่า 50 ประเทศและภูมิภาค ทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยุโรป และทวีปอเมริกา โดยในปี 2568 หนิงเซี่ยมีปริมาณผลผลิตเก๋ากี้สดสูงถึง 200,000 ตัน และมีมูลค่ารวมตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมทะลุ 2.13 หมื่นล้านหยวน

ยกระดับผลิตภัณฑ์สู่การสร้างแบรนด์วัฒนธรรมระดับสากล

ในขณะที่บริษัทผู้ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอย่างหนิงเซี่ย วูล์ฟเบอร์รี กำลังเดินหน้าเสริมแกร่งในซัพพลายเชนโลก บรรดาผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในอุตสาหกรรมเก๋ากี้ก็กำลังเร่งเปลี่ยนมุมมองของผู้บริโภคที่มีต่อเก๋ากี้ จากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นเพียง “สมุนไพรโบราณ” ให้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยบริษัท หนิงเซี่ย ชีหลีเซียง โกจิ จำกัด (Ningxia Qilixiang Goji Co., Ltd.) ในฐานะผู้นำด้านอีคอมเมิร์ซ ได้มุ่งมั่นยกระดับยาบำรุงกำลังตามตำรับดั้งเดิมนี้ให้เข้าถึงและโดนใจคนรุ่นใหม่ บริษัทแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2552 โดยกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย 3 คน ด้วยเงินทุนเริ่มต้นเพียง 700 หยวนที่รวบรวมมาจากค่าขนมที่ได้มา ทว่าในปัจจุบัน บริษัทได้เติบโตอย่างก้าวกระโดดจนกลายเป็นแบรนด์ระดับแถวหน้า ที่กวาดยอดขายได้ถึงปีละกว่า 1 พันล้านหยวน

เพื่อเปลี่ยนวิถีการดูแลสุขภาพแบบเดิม ๆ ให้กลายเป็นไลฟ์สไตล์สุดอินเทรนด์ ชีหลีเซียงจึงได้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เก๋ากี้สกัดเข้มข้นสูตรผสมขึ้นมาอย่างหลากหลาย ทั้งเก๋ากี้ผสมโสม เก๋ากี้ผสมพุทราจีน และเก๋ากี้ผสมมัลเบอร์รี ทั้งหมดนี้มาพร้อมกับดีไซน์บรรจุภัณฑ์อันสะดุดตา ปัจจุบัน บริษัทฯ เป็นผู้บริหารจัดการร้านค้าออนไลน์ราว 200 แห่ง และครองแชมป์ยอดขายอันดับหนึ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์เก๋ากี้บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซมาอย่างเหนียวแน่น

ผลิตภัณฑ์แปรรูปมูลค่าสูงเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเก๋ากี้สกัดเข้มข้น น้ำมันเมล็ดเก๋ากี้ หรือน้ำเก๋ากี้พร้อมดื่ม กำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดโลก จากที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงสมุนไพรจีนโบราณอันลึกลับ ในวันนี้ เก๋ากี้หนิงเซี่ยได้ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของครอบครัวชนชั้นกลางตั้งแต่นิวยอร์กไปจนถึงลอนดอน ทั้งยังเป็นไอเทมโปรดของเหล่าเซเลบริตี้ชื่อดังในฮอลลีวูด และเป็นวัตถุดิบยอดนิยมในร้านอาหารระดับพรีเมียมทั่วโลก

ชื่อเสียงในเวทีสากลที่ว่านี้เป็นผลมาจากมาตรฐานควบคุมคุณภาพอันเข้มงวด โดยผู้ประกอบการเก๋ากี้ในหนิงเซี่ยต่างปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เข้มงวดที่สุดในโลก เพื่อให้สอดรับกับมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารระดับสากลสำหรับผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก ตัวอย่างเช่น หนิงเซี่ย วูล์ฟเบอร์รี ที่สามารถคว้าใบรับรองมาตรฐานออร์แกนิกจากอเมริกาเหนือ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ติดต่อกันมายาวนานถึง 21 ปีซ้อน ถือเป็น “ใบเบิกทางสีเขียว” ให้ผลิตภัณฑ์นี้เจาะตลาดโลกได้อย่างราบรื่น ซึ่งจนถึงปัจจุบัน บริษัทฯ ได้ส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยัง 33 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลกแล้ว
ปัจจุบัน อุตสาหกรรมเก๋ากี้ของหนิงเซี่ยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ภาคการผลิตและการจำหน่ายอีกต่อไป แต่กำลังยกระดับสู่โมเดลธุรกิจที่หลากหลายยิ่งขึ้น ด้วยการจัดตั้งหอศิลป์ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ และศูนย์เปิดประสบการณ์เก๋ากี้ ซึ่งพลิกโฉมจากเดิมที่มุ่ง “ขายผลิตภัณฑ์” ไปสู่การ “ขายทัศนียภาพ” และการ “ขายวัฒนธรรม” ส่งผลให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตจนกลายเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจในมิติที่หลากหลายและครบวงจร

การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของเก๋ากี้หนิงเซี่ยสะท้อนให้เห็นความก้าวหน้าและการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของผลิตภัณฑ์และแบรนด์จีน โดยได้ยกระดับจากสินค้าพื้นบ้านเฉพาะกลุ่มในแถบตะวันตกเฉียงเหนือและผู้ส่งออกวัตถุดิบระดับล่าง สู่การเป็นเทรนด์สุขภาพระดับโลก และเป็นอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และวัฒนธรรม เส้นทางการเติบโตนี้ถือเป็นภาพสะท้อนการยกระดับภาคเกษตรกรรมดั้งเดิมของจีน และแรงขับเคลื่อนนวัตกรรมของภาคเศรษฐกิจจริงในภาพรวมได้อย่างชัดเจน

ที่มา: ศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมเก๋ากี้ สังกัดสำนักงานป่าไม้และทุ่งหญ้าเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ย

"ถุงหอมชิงหยาง" จากจีนบุกอุซเบฯ เปิดตลาดเอเชียกลางครั้งแรก ถุงหอมชิงหยางมูลค่า 2,000 ดอลลาร์ งดงามด้วยผ้าไหมสีเขียวมรกต บรรจุความหมายมงคลและวัฒนธรรมโบราณ

"ถุงหอมชิงหยาง" จากจีน เดินทางสู่อุซเบกิสถาน เปิดประตูสู่เอเชียกลางเป็นครั้งแรก

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา "ถุงหอมชิงหยาง" (Qingyang Scented Sachet) จำนวนหนึ่ง มูลค่าประมาณ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ ได้ถูกจัดส่งจากมณฑลกานซูของจีนไปยังประเทศอุซเบกิสถาน นับว่าถุงหอมชิงหยางของจีนได้เข้าสู่ตลาดเอเชียกลางเป็นครั้งแรก

ถุงหอมดังกล่าวมีรูปทรง "บ๊ะจ่าง" อันเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิม ตัวถุงตัดเย็บจากผ้าไหมสีเขียวมรกต เย็บเก็บขอบอย่างประณีตบรรจง ด้านบนประดับสายห้อยเป็นเชือกถักจีนสีเขียวเข้ม ร้อยด้วยลูกปัดไม้เนื้อแข็งอย่างสวยงาม ส่วนด้านล่างตกแต่งด้วยจี้ไม้แกะสลักอักษรมงคล "ฝู" พร้อมพู่สีเขียวโทนเดียวกับสายห้อย บนตัวถุงปักลวดลายมังกรทอง ปลาคาร์ปสีแดง และเกลียวคลื่นด้วยเส้นด้ายหลากสีสัน พร้อมงานปักข้อความ "ผูกพันด้วยสายใยอันเหนียวแน่น" ด้วยฝีเข็มอันละเอียดและประณีต

ถุงหอมชิงหยาง ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นหนึ่งในมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติชุดแรกของจีน ถือเป็นประเพณีสำคัญในช่วงเทศกาลเรือมังกรที่สืบทอดมานานหลายพันปีบริเวณที่ราบสูงดินลมหอบ (Loess Plateau) ของจีน โดยถุงหอมรูปทรงต่าง ๆ เช่น หัวเสือ สัญลักษณ์พิษทั้งห้า และบ๊ะจ่าง ล้วนสะท้อนความเชื่อพื้นบ้านและความปรารถนาที่เรียบง่ายของชาวจีนในการขับไล่สิ่งชั่วร้าย เสริมความเป็นสิริมงคล พร้อมทั้งอธิษฐานให้มีสุขภาพแข็งแรงและสมบูรณ์พูนสุข ถุงหอมปักลายสำหรับเทศกาลเรือมังกรเหล่านี้ได้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล กลายเป็นของที่ระลึกทางวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดมิตรภาพและความเข้าใจอันดีระหว่างจีนกับนานาประเทศ

ที่มา: ศูนย์สื่อบูรณาการชิงหยาง

สุยโจว จัดพิธีใหญ่!! รำลึกจักรพรรดิเหยียน ต้นกำเนิดเกษตรและแพทย์จีน พิธีเคร่งครัดตามมรดกชาติ ชาวจีนนอกแผ่นดินร่วมงานอบอุ่น

เมืองสุยโจวจัดพิธีสักการะจักรพรรดิเหยียนอย่างยิ่งใหญ่ สืบสานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติ
คณะกรรมการจัดพิธีสักการะจักรพรรดิเหยียนแห่งสุยโจว

เช้าวันที่ 11 มิถุนายน (ตรงกับวันที่ 26 เดือน 4 ตามปฏิทินจันทรคติจีน อันเป็นวันคล้ายวันประสูติของจักรพรรดิเหยียน) ได้มีการจัดพิธีสักการะครั้งยิ่งใหญ่เพื่อรำลึกถึง "จักรพรรดิเหยียน" ปฐมบรรพชนแห่งการเกษตรและการแพทย์ของชนชาติจีน ณ เมืองสุยโจว มณฑลหูเป่ย ทางภาคกลางของจีน อันเป็นถิ่นกำเนิดของจักรพรรดิเหยียน ผู้เป็นที่รู้จักในอีกพระนามหนึ่งว่า "เสินหนง" หรือ "เทพกสิกร"

พิธีดังกล่าวจัดขึ้นโดยความร่วมมือของสำนักงานกิจการไต้หวันแห่งคณะมุขมนตรีจีน สหพันธ์วงการวรรณกรรมและศิลปะแห่งประเทศจีน สหพันธ์ชาวจีนโพ้นทะเลที่หวนคืนสู่มาตุภูมิ สมาคมวัฒนธรรมเหยียน-หวงแห่งประเทศจีน และรัฐบาลประชาชนมณฑลหูเป่ย โดยมีชาวจีนจากฮ่องกง มาเก๊า และไต้หวัน รวมถึงผู้แทนชาวจีนโพ้นทะเล ตลอดจนบุคคลจากหลากหลายวงการเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

พิธีเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการท่ามกลางท่วงทำนองอันสง่างามของระฆังโบราณ โดยดำเนินการอย่างเคร่งครัดตามแบบแผนพิธีสักการะเสินหนงแห่งสุยโจว ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติของจีน พิธีประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญ 9 ประการ ได้แก่ การประโคมกลองและระฆัง การเปิดประตูศักดิ์สิทธิ์ การจุดเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ การถวายกระเช้าดอกไม้ การถวายธูปสักการะบรรพชน การกล่าวบทสดุดี การแสดงความเคารพต่อบรรพชนร่วมกัน การขับร้องบทสรรเสริญ และการสักการะรูปเคารพศักดิ์สิทธิ์

เมืองสุยโจวได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดสำคัญของดนตรีพิธีการ และยังเป็นที่ตั้งของ "เปียนจง" หรือชุดระฆังสัมฤทธิ์แห่งเจิงโหวอี้ ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น "สิ่งมหัศจรรย์อันดับแปดของโลก" เสียงประโคมกลองโบราณขนาดใหญ่และเสียงระฆังกังวานขับเน้นบรรยากาศอันสง่างาม เปี่ยมด้วยความขลังและความเคารพตลอดทั้งพิธี ซึ่งดำเนินไปอย่างกระชับ เป็นระเบียบ และสมพระเกียรติ

ขณะเดียวกัน ชุมชนท้องถิ่นยังได้ยกระดับพิธีสักการะจักรพรรดิเหยียนประจำปีให้เป็นกิจกรรมการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง โดยในส่วนของพิธีการ นักเรียนนักศึกษาในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษาในเมืองสุยโจวได้เข้าร่วมขบวนพิธีและการแสดงทางวัฒนธรรม ขณะที่การเผยแพร่วัฒนธรรมสู่สาธารณชนก็ได้รับการส่งเสริมควบคู่กันไป ผ่านการบูรณาการวัฒนธรรมจักรพรรดิเหยียนเข้ากับการให้ความรู้ในสถานศึกษา การทำกิจกรรมของชุมชน รวมถึงการหล่อหลอมอัตลักษณ์และจิตวิญญาณของเมือง เพื่อธำรงรักษาขนบธรรมเนียมอันทรงคุณค่านี้ให้คงอยู่และสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมสนับสนุนต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนเมษายนถึงมิถุนายน โดยมีกิจกรรมแลกเปลี่ยนหลากหลายรูปแบบสำหรับชาวจีนจากฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน ตลอดจนชาวจีนโพ้นทะเล เพื่อให้ได้สัมผัสและเรียนรู้วัฒนธรรมของเมืองสุยโจวอย่างแท้จริง

ที่มา: คณะกรรมการจัดพิธีสักการะจักรพรรดิเหยียนแห่งสุยโจว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top