Saturday, 25 July 2026
THE STATES TIMES TEAM

น่านฟ้ารัสเซียถูกยกเป็นโล่เหล็ก!! ระบบป้องกันรัสเซียทำลายโดรนเกือบพัน ขีปนาวุธและระเบิดหลายลูกถูกสกัดไว้ สหรัฐฯป้องกันฐานทัพในอ่าวเปอร์เซียพลาด นักประวัติศาสตร์เตือนยุทธวิธีหวังผลทางการเมือง

ระบบป้องกันน่านฟ้าของรัสเซียปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม ยูรี คนูตอฟ นักประวัติศาสตร์ด้านการป้องกันภัยทางอากาศ กล่าวกับ Sputnik

เขาระบุว่า กองกำลังรัสเซียสามารถทำลายโดรนได้ราว 992 ลำ ขีปนาวุธร่อนพิสัยไกล 4 ลูก และระเบิดอีก 10 ลูก ในการโจมตีระลอกล่าสุดของยูเครน

เมื่อเปรียบเทียบกัน ระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ กลับพิสูจน์ให้เห็นว่าไร้ประสิทธิภาพอย่างยิ่ง หลังไม่สามารถป้องกันอิหร่านจากการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ได้ราว 15 แห่ง และทำให้ฐานทัพสหรัฐฯ 5 แห่งในอ่าวเปอร์เซียใช้งานไม่ได้

คนูตอฟมองว่า ยูเครนพยายามสร้างความหวาดกลัวต่อประชาชนพลเรือนของรัสเซีย ด้วยความหวังว่าจะบีบให้รัสเซียยอมจำนน

เขาอธิบายว่า “นี่คือยุทธวิธีคลาสสิกของผู้ก่อการร้ายข้ามชาติ คือจับประชาชนพลเรือนเป็นตัวประกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเมืองของตนเอง”

ที่มา : Sputnik

จีนประหารอดีตซีอีโอ CNOOC!! คดีคอร์รัปชันรัฐวิสาหกิจใหญ่ อดีตซีอีโอรับสินบนกว่า 163 ล้านหยวน ศาลตัดสินประหารชีวิตยึดอำนาจผิดกฎหมาย สะท้อนมาตรการเข้มงวดปราบคอร์รัปชันจีน

จีนพิพากษาประหารชีวิตอดีตผู้บริหารระดับสูง CNOOC เซ่นคดีทุจริต

จีนพิพากษาประหารชีวิตอดีตผู้บริหารระดับสูง CNOOC เซ่นคดีทุจริตและรับสินบนมูลค่ากว่า 163 ล้านหยวน

สำนักข่าวซินหัวรายงานคำตัดสินคดีคอร์รัปชันครั้งใหญ่ในรัฐวิสาหกิจจีน โดยศาลมีคำสั่งพิพากษาประหารชีวิต นายหยวน กวงหยู (Yuan Guangyu) อดีตรองประธานและซีอีโอของบริษัท China National Offshore Oil Corporation (CNOOC) ในวัย 67 ปี

ศาลตัดสินว่านายหยวนมีความผิดจริงในข้อหาทุจริตคอร์รัปชันครั้งใหญ่ การรับสินบน และการใช้อำนาจในทางมิชอบ นายหยวนได้กระทำการรับสินบนรวมเป็นมูลค่ากว่า 163 ล้านหยวน หรือคิดเป็นประมาณ 22.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลอดระยะเวลาตั้งแต่ปี 2004 จนถึงปี 2024 นายหยวนได้ใช้อำนาจและตำแหน่งหน้าที่ในองค์กรเพื่อแสวงหาผลประโยชน์และเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจเอกชน

source: สำนักข่าวXinhua

WHA Group ทะยานสู่ภูมิภาค!! ติด Fortune Southeast Asia 500 กำไรปกติปี 2565 ทะลุ 5.2 พันล. New Record High ต่อเนื่องปีที่ 4 ลงทุน 1.65 หมื่นล. ดันเศรษฐกิจใหม่

WHA Group ติดทำเนียบ “Fortune Southeast Asia 500 ประจำปี 2026” ตอกย้ำผู้นำ ภูมิภาค ด้วย กำไรปกติปี 2025 รวม 5,261 ล้านบาท ทุบสถิติรอบใหม่ สร้าง New Record High ต่อเนื่อง ติดต่อกันเป็นปีที่ 4

สมุทรปราการ – บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group ประกาศความสำเร็จ ครั้งสำคัญบนเวทีระดับภูมิภาค หลังได้รับการจัดอันดับ ให้เป็นหนึ่งในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในทำเนียบ “Fortune Southeast Asia 500 ประจำปี 2026” ซึ่งจัดทำโดย Fortune นิตยสารธุรกิจ และการเงินชั้นนำระดับโลก โดยความสำเร็จในครั้งนี้ สะท้อนถึง เสถียรภาพทางการเงินที่มั่นคง และการเติบโต ทางธุรกิจที่แข็งแกร่งขององค์กรในระดับภูมิภาคอย่างเด่นชัด

การจัดอันดับในทำเนียบ Fortune Southeast Asia 500 ในปีนี้ พิจารณาจากเกณฑ์รายได้รวม ขั้นต่ำของบริษัทชั้นนำจาก 7 ประเทศในภูมิภาค ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และกัมพูชา สำหรับผลประกอบการในปีงบประมาณ 2025 ที่ผ่านมา WHA Group สามารถสร้างผลงานได้อย่างโดดเด่น โดยมีรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรปกติสูงถึง 18,108 ล้านบาท พร้อมทำกำไรปกติอยู่ที่ 5,261 ล้านบาท เติบโตขึ้น 16% สร้าง New Record High ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 ซึ่งเป็นผลสำเร็จอย่าง เป็นรูปธรรมจากการขับเคลื่อน 5 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ โลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรม สาธารณูปโภคและพลังงาน ดิจิทัล และโมบิลิตี้ ภายใต้แบรนด์ Mobilix โซลูชันระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ครบวงจร

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “การได้รับการยอมรับและจัดอันดับให้อยู่ในทำเนียบ Fortune Southeast Asia 500 ในปีนี้ ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความน่าเชื่อถือ ความมั่นคง ทางการเงิน และทิศทางกลยุทธ์ที่ถูกต้อง ขององค์กรในการขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาค ภายใต้ความมุ่งมั่น ‘WHA: SHAPE THE FUTURE FOR THAILAND’ เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ อุตสาหกรรม และการลงทุนสู่ยุคเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) พร้อมยกระดับองค์กรสู่ Intelligent Enterprise ผ่านงบลงทุนรวมกว่า 16,500 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนอย่างยั่งยืน”

การก้าวเข้าสู่ทำเนียบระดับภูมิภาคของ WHA Group ในครั้งนี้ จึงเป็นเสมือนสิ่งยืนยันที่ช่วย สร้างภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือและชื่อเสียงที่ดี ให้แก่องค์กรในระดับสากล พร้อมตอกย้ำความพร้อม ในการรองรับเมกะเทรนด์โลก (Global Megatrends) โดยเฉพาะการย้ายฐานการผลิตของกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคตมายังภูมิภาคนี้ต่อไป

GISTDA ร่วมยินดี CUSAT จุฬาฯ ชนะโครงการ KiboCUBE จากผู้สมัครกว่า 20 ประเทศทั่วโลก ร่วมมือข้ามสาขาวิชาจากสองมหาวิทยาลัย เน้นแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและศึกษา

GISTDA ขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จครั้งสำคัญของนิสิตจากชมรมเทคโนโลยีดาวเทียมและอวกาศ จุฬาฯ (Chulalongkorn University Satellite and Aerospace Technology Club) หรือ CUSAT ที่ได้รับการประกาศให้เป็น “Awardee” ในโครงการ KiboCUBE Programme 9th Round ซึ่งเป็นโครงการอวกาศระดับนานาชาติ จากผู้สมัครมากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก

โครงการ KiboCUBE เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานกิจการอวกาศแห่งสหประชาชาติ (UNOOSA) และองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพด้านเทคโนโลยีอวกาศ และเปิดโอกาสให้สถาบันการศึกษาจากประเทศกำลังพัฒนาได้ส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศ การประกาศผลอย่างเป็นทางการจัดขึ้นเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ภายในงาน COPUOS 2026 Side Event ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย

ความสำเร็จในครั้งนี้ขับเคลื่อนโดยนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นหลัก ร่วมกับนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยมีการทำงานร่วมกันแบบข้ามสาขาวิชา ทั้งจากคณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะนิติศาสตร์ ทีม CUSAT เริ่มต้นจากการเข้าร่วมโครงการ School Satellite 2024 ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA จากนั้นได้ส่งข้อเสนอโครงการ KiboCUBE Programme 9th Round ช่วงเดือนมิถุนายน 2568 ผ่านการให้คำปรึกษาจาก GISTDA กระบวนการคัดเลือกรวมถึงการปรับปรุงผลงานอย่างเข้มข้นจนผ่านเข้ารอบ 3 ทีมสุดท้าย และได้รับการคัดเลือกเป็นทีมชนะเลิศในที่สุด

ทีม CUSAT ได้พัฒนาดาวเทียมดวงแรกของชมรมฯ ร่วมกับ GISTDA ภายใต้ชื่อ “CUSAT-1” ซึ่งเป็นดาวเทียมคิวบ์แซตขนาด 1U โดยมีกำหนดปล่อยขึ้นสู่อวกาศในปี 2028 ภารกิจหลักของดาวเทียมดวงนี้มุ่งเน้นที่การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการทรัพยากร ได้แก่
-การติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย
-การตรวจจับร่องรอยการเผาพื้นที่เกษตรจากภาพถ่ายดาวเทียม
-การสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การลดความเสียหายทางการเกษตร และติดตามปัญหามลพิษทางอากาศจากการเผาในที่โล่ง

นอกจากภารกิจด้านสิ่งแวดล้อม โครงการ CUSAT-1 ยังมุ่งสร้างโอกาสทางการศึกษา โดยการพัฒนาระบบที่เปิดให้นักเรียน นักศึกษา และสถาบันการศึกษาสามารถเข้าถึงการควบคุมดาวเทียมจริง รับข้อมูลจากสถานีภาคพื้นดิน และวิเคราะห์ข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โครงการนี้จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพบุคลากรด้านอวกาศของประเทศไทยอย่างแท้จริง

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1445489294284269&id=100064696360794&rdid=oc95uazUQcLuCgHY#

สะเทือนวงการคนสอบ IELTS!! ผู้สอบกว่า 6 หมื่นคนสะเทือน Cambridge English ถูกปรับหนัก คะแนนฟัง-อ่านผิดพลาดกระทบ แก้ไขคะแนนมีผู้เปลี่ยนเกิน 2 หมื่น เชื้อเพลิงดราม่าจ่ายชดเชยกว่า 6 ล้านปอนด์

AEG Study&Travel เรียนต่อออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อเมริกา แคนาดา

งานนี้กระทบคนสอบทั่วโลก โดยเฉพาะคนที่ต้องสอบไปเพื่อยื่นวีซ่าอังกฤษ (SELT) หรือใช้เรียนต่อมหาวิทยาลัย จากยอดการสอบทั้งหมด 7.7 ล้านครั้งในช่วงเวลานั้น มีคนที่ได้ผลคะแนนพาร์ทฟังกับอ่านผิดพลาดไปถึง 62,794 คน

พอตรวจทานและแก้คะแนนให้ถูกต้อง ปรากฎว่ามีคนประมาณ 21,717 คนที่คะแนน "Overall" เปลี่ยนแปลง ส่วนใหญ่ขยับขึ้นหรือลง 0.5 คะแนน
แม้ผู้ที่ได้รับผลกระทบเกือบทั้งหมด จะได้คะแนนภาพรวม "เพิ่มขึ้น" แต่นั่นก็แปลว่า ในตอนแรกระบบที่ผิดพลาดกดคะแนนพวกเขาไว้ ไม่เป็นไปตามจริง
ที่น่าเศร้าคือ มีผู้สอบราว ๆ 1,115 คน ที่ตอนแรกระบบให้คะแนนเฟ้อเกินจริง พอตรวจใหม่เลยโดน "ดึงคะแนนลง" ซะงั้น

ทำให้ดราม่าใหญ่นี้ มีบทสรุปคือ
ทาง Cambridge English ยอมรับผิดแต่โดยดีและให้ความร่วมมือเต็มที่ ฝั่ง Ofqual เลยยอมลดค่าปรับลงมาเหลือ 875,000 ปอนด์ จากที่ควรจะโดนหนักกว่านี้
แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ต้องควักกระเป๋าตัวเองไปแล้วกว่า 6 ล้านปอนด์ (เกือบ 280 ล้านบาท) เพื่อตามเช็ดตามล้างปัญหานี้
ทั้งการจ่ายเงินชดเชย เปิดศูนย์ช่วยเหลือลูกค้าแบบ 24 ชั่วโมง และอัปเกรดระบบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องพัง ๆ แบบนี้ขึ้นอีกในอนาคต

สรุปง่าย ๆ คือใครที่สอบ IELTS คอมฯ พาร์ทฟังกับอ่าน ในช่วงปี 2023 - 2025 แล้วมีการปรับคะแนนทีหลัง ต้นตอมาจากสิ่งนี้นี่เองค่ะ

ที่มา : Gov UK / #AEGNews
https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1413835807456919&id=100064915381307&rdid=5KOUiilBlpn7Wymd#

นายกปากีสถาน ยินดีดีลประวัติศาสตร์!! ‘เชห์บาซ ชารีฟ’ เผยทรัมป์–เปเซชเกียน ลงนาม MOU อิสลามาบัด เปิดช่องแคบฮอร์มุซทันที เลิกปิดล้อมทางทะเล

"เชห์บาซ ชารีฟ" นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ประกาศว่าบันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด (MoU) ได้รับการลงนามทางอิเล็กทรอนิกส์โดยทรัมป์และเปเซชเกียนแล้ว

ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะประกาศว่า “บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด” (Islamabad Memorandum of Understanding) อันเป็นประวัติศาสตร์ ได้รับการลงนามทางอิเล็กทรอนิกส์แล้วในวันนี้ ระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน

บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ได้รับการลงนามโดยประธานาธิบดีของทั้งสองประเทศ และได้รับการรับรองโดยผมในฐานะผู้ไกล่เกลี่ย การลงนามในข้อตกลงครั้งนี้ในระดับสูงสุดของรัฐบาลทั้งสองฝ่าย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแสวงหาทางออกทางการทูตต่อความขัดแย้ง

บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัดจะมีผลบังคับใช้ทันที โดยในขั้นแรก สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งโดยทันที ขณะที่ สหรัฐอเมริกาจะยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลทันทีเช่นกัน

ผมขอแสดงความยินดีจากใจจริง และขอชื่นชมต่อ โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ (Donald J. Trump) ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งความมุ่งมั่นต่อแนวทางการทูตและความต้องการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีของเขา ได้ช่วยยุติความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่ผลกระทบอันร้ายแรงต่อภูมิภาคและทั่วโลกอีกครั้งหนึ่ง

ผมยังขอชื่นชมความทุ่มเทและความพยายามอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของคณะเจรจาของสหรัฐฯ ซึ่งประกอบด้วย เจดี แวนซ์ (J.D. Vance), สตีฟ วิทคอฟฟ์ (Steve Witkoff) และ จาเร็ด คุชเนอร์ (Jared Kushner) สำหรับบทบาทอันทรงคุณค่าในการทำให้ความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นได้

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1325082423113448/?rdid=TUs9YMQS7ApjCgww#

ด่านไทย–มาเลเซีย สะดุดหนัก!! นักท่องเที่ยวมาเลเซียเดือด ติดด่านไทยขาออก 4-6 ชั่วโมง จุดชนวนเสียงวิจารณ์จากมาเลเซีย กระทบการท่องเที่ยวไทยใต้ช่วงหยุดยาว

มาเลเซีย - ไทย

ประเด็นติดด่าน
ในกลุ่มท่องเที่ยวไทยภาคใต้ มีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียจำนวนมากออกมาแสดงความไม่พอใจและกังวลเกี่ยวกับปัญหาการรอผ่านด่านชายแดนเป็นเวลานานหลายชั่วโมง

ประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงวันหยุดต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งมีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียกว่า 300,000 คน เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในภาคใต้ของไทย ส่งผลให้ด่านตรวจคนเข้าเมืองมีปริมาณผู้ใช้บริการหนาแน่น โดยแม้ด่านขาเข้าจะมีความแออัดอยู่บ้าง แต่ปัญหาที่สร้างความหงุดหงิดให้กับนักท่องเที่ยวมากที่สุดคือด่านขาออก โดยเฉพาะบริเวณด่านนอก ที่มีผู้เดินทางต้องรอนานถึง 4-6 ชั่วโมง

นักท่องเที่ยวบางส่วนไม่สามารถข้ามด่านได้ทันเวลา ขณะที่บางคนต้องจอดรถนอนรออยู่ริมถนนจนถึงเช้า และมีผู้ที่ต้องลางานเพิ่มเนื่องจากเดินทางกลับไม่ทันตามกำหนด

ในสัปดาห์นี้ ข้อความที่ไวรัลในโซเซียล และ กลุ่มมาเลเซียเที่ยวภาคใต้ไทย เขียนแรงๆว่า
“Kuจะไม่เหยียบประเทศไทยอีกแล้ว! การตรวจคนเข้าเมืองเหี้xที่สุดในโลกเลย!”
ข้อความนี้ไวรัลในโซเซียล บางรายบอกว่าขอไม่เข้าไทยช่วงวันหยุดยาวอีก

ที่มา : https://www.facebook.com/100050370353740/posts/1565015331854130/?rdid=g8HejArcmmbasSKx#

ภาพล่าสุดของ ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเกียนของอิหร่าน ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด (MOU) ผ่านระบบดิจิทัลในวันนี้

“ลายเซ็นของทั้งสองปรากฏให้เห็นชัดเจนบนเอกสาร
ข้อตกลงยุติสงครามได้รับการลงนามอย่างเป็นทางการจากทั้งสองฝ่ายแล้ว”

ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ผู้นำอิหร่าน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1325078609780496/?rdid=Boyvjd7VoLw0BfxJ#

‘ปูติน’ เปิดโต๊ะรับผู้นำอาเซียน!! อนุทิน–ภริยาเข้าร่วมงานเลี้ยงเกียรติยศ ก่อนประชุมสุดยอดอาเซียน–รัสเซียสมัยพิเศษ สะท้อนบทบาทไทยบนเวทีภูมิภาค ไทยย้ำสัมพันธ์อาเซียน–รัสเซีย

นายกฯอนุทิน และภริยา เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่ประมุข/ผู้นำรัฐบาลประเทศสมาชิกอาเซียนที่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ โดยนายวลาดิมีร์ ปูติน ปธน.รัสเซียเป็นเจ้าภาพ ณ โรงละครแห่งรัฐตาตาร์ กาเลียสกา คามาล

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/194174770388504/permalink/774466662359309/?rdid=A9zjCwTkAfugspfL#

กนอ. ลุยศึกษาตั้งนิคมฯ!! ศึกษาความเป็นไปได้จัดตั้งนิคมเกษตร ที่สุพรรณบุรี ชูอุตสาหกรรมสีเขียว เน้นเทคโนโลยีเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร จับมือพันธมิตร พัฒนาอย่างยั่งยืน

กนอ. ลุยศึกษาตั้ง “นิคมฯ เกษตรมูลค่าสูงสุพรรณบุรี (Agri-Med)” มุ่งอุตสาหกรรมสีเขียวฝ่าวิกฤตพลังงานโลก

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ขานรับนโยบาย “รมว.อุตสาหกรรม” ลุยศึกษาความเป็นไปได้จัดตั้ง “นิคมอุตสาหกรรมการเกษตรมูลค่าสูง สุพรรณบุรี” (Suphan Buri Agri-Med Innovation Park) เพื่อเปลี่ยนผ่าน ภาคเกษตรกรรมดั้งเดิมสู่อุตสาหกรรมฐานชีวภาพ (Bio-based) และการแพทย์บูรณาการ มุ่งยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก 

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า  ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญกับโจทย์ท้าทายครั้งสำคัญรอบด้าน โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง และปัจจัยการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กนอ. จึงเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (นายวราวุธ ศิลปอาชา) ที่มุ่งเน้นส่งเสริม 'อุตสาหกรรมสีเขียวและความยั่งยืน' (Green Industry) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ผู้ประกอบการไทย และปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมให้พึ่งพาตนเองได้ด้วยการใช้ทรัพยากรภายในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมการเกษตรมูลค่าสูงที่จังหวัดสุพรรณบุรีในครั้งนี้ ถือเป็นคำตอบเชิงยุทธศาสตร์ที่ กนอ. ตั้งใจผลักดันให้เกิดขึ้นจริง เรามุ่งหวังที่จะขานรับการดูแลและสนับสนุนให้เกิดการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรให้เป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง (High-Value Products) เปลี่ยนความท้าทายด้านพลังงานและต้นทุนให้เป็นโอกาสด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูงในการแปรรูปวัตถุดิบต้นน้ำในพื้นที่

นายสุเมธ กล่าวอีกว่า จากผลการศึกษาและพิมพ์เขียวด้านยุทธศาสตร์เบื้องต้น ระบุว่า จังหวัดสุพรรณบุรีมีศักยภาพและความพร้อมใน 6 มิติหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “มิติด้านศักยภาพฐานวัตถุดิบทางการเกษตรและห่วงโซ่อุปทาน” ที่มีความหลากหลายสูง ทั้งพืชเชิงปริมาณ เช่น ข้าว อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และสินค้าอัตลักษณ์ที่มีชื่อเสียงอย่าง “แห้วสุพรรณ” ซึ่งความอุดมสมบูรณ์นี้สามารถนำมาต่อยอดและเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ อาหารฟังก์ชัน (Functional Food) สารเสริมอาหาร (Nutraceuticals) ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ (Bio-based) พลังงานหมุนเวียน (Bioenergy) รวมถึงระบบคลังสินค้าอุณหภูมิต่ำ (Cold Chain) และการขนส่งสินค้าเกษตร (Agri-Food Logistics)

นอกจากนี้ โครงการยังออกแบบภายใต้แนวคิดการลงทุนแบบคล่องตัว (Agile) และพัฒนาเป็นขั้นตอน (Phased Development) เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) โดย กนอ. ได้วางปัจจัยความสำเร็จไว้ 3 ด้านหลัก คือ 1.การจับมือพันธมิตรหลัก (Anchor Partnerships) บูรณาการร่วมกับหน่วยงานวิจัยและสถาบันการศึกษาชั้นนำ เช่น กรมการข้าว, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, Food Innopolis และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อดึงดูดผู้เช่าหลักรายใหญ่และผลักดันให้เกิดการใช้นวัตกรรมชั้นสูง 2.สิทธิประโยชน์และการบริการจุดเดียว (OSS) ประสานความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.), กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้บริการอนุมัติอนุญาตที่รวดเร็ว ณ จุดเดียว (Onsite) อำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนอย่างครบวงจร และ 3.การสร้างระบบนิเวศที่เป็นมิตรต่อชุมชน (Eco-industrial & Community License) พัฒนานิคมอุตสาหกรรม ตามมาตรฐานเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ เชื่อมโยงผลประโยชน์และกระจายรายได้สู่สหกรณ์การเกษตรและแรงงานท้องถิ่นโดยตรง เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนร่วมกัน

“หากโครงการนิคมอุตสาหกรรมการเกษตรมูลค่าสูงจังหวัดสุพรรณบุรีสำเร็จลุล่วง จะสามารถยกระดับจังหวัดสุพรรณบุรีจากฐานการผลิตภาคเกษตรกรรมดั้งเดิมของภาคกลาง สู่การเป็น “ศูนย์กลางอุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูง (Agri-Med Hub)” ของภูมิภาคได้อย่างแท้จริง ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรไทยแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก เชื่อมโยงเศรษฐกิจในพื้นที่เข้ากับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตลอดจนสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและรายได้ของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนตามเป้าหมายของกระทรวงอุตสาหกรรม”นายสุเมธ กล่าวสรุป

กองสื่อสารองค์กร 

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top