Saturday, 25 July 2026
THE STATES TIMES TEAM

บีแอลซีพี ขยายโครงการ!! โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี สานต่อพันธกิจ เปิดโครงการพอร์ตดีมีที่เรียน ปี4 ขยายสู่ 13 โรงเรียนระยอง เสริมทักษะเยาวชนกว่า 7,000 คน

โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี สานต่อพันธกิจด้านสังคม เปิดโครงการ "พอร์ตดีมีที่เรียน ปี4”
ขยายความร่วมมือ 13 โรงเรียนทั่วระยอง ติดอาวุธทางปัญญาด้วยนวัตกรรมแนะแนวเชิงลึก
เพิ่มโอกาสสอบเข้ามหาวิทยาลัยแก่เยาวชนกว่า 7,000 คน

โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ตอกย้ำแนวคิดESG ในมิติด้านสังคม เดินหน้าโครงการ "พอร์ตดีมีที่เรียน ปี4” พร้อมขยายความร่วมมือกับ 13 โรงเรียนทั่วจังหวัดระยอง ติดอาวุธทางปัญญาแก่เยาวชนกว่า 7,000 คน เพิ่มโอกาสการสอบเข้าระดับมหาวิทยาลัยผ่านระบบ TCAS รอบที่ 1 ด้วยนวัตกรรมแนะแนวเชิงลึก 3-Year Strategic Roadmap จากผู้เชี่ยวชาญ พร้อมประยุกต์ใช้ AI และระบบใหม่ ‘TCASFolio’ เปลี่ยนแฟ้มสะสมงานเป็นเครื่องมือวางแผนอนาคต และสร้างทรัพยากรมนุษย์ทักษะสูงในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษอย่างยั่งยืน

นายอดิศร วังมูล ผู้อำนวยการสายงานการเงินและบริหารองค์กร บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด (BLCP) เผยถึงการดำเนินโครงการเพื่อส่งเสริมพัฒนาคนและเยาวชนว่า เป็นหนึ่งในพันธกิจที่โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเชื่อว่า “การศึกษา คือ หัวใจของการพัฒนาศักยภาพมนุษย์และเป็นรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน” การเติบโตของภาคธุรกิจต้องคู่ไปกับสังคม ชุมชนและประชาชน ซึ่งเยาวชนเป็นกำลังหลักที่ขับเคลื่อนอนาคต การลงทุนด้านการศึกษาจึงคุ้มค่าและให้ผลลัพธ์ระยะยาว โดยพื้นที่จังหวัดระยองเป็นหัวใจของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ต้องการแรงงานทักษะสูงจำนวนมาก แต่เยาวชนจำนวนไม่น้อยอาจยังไม่เห็นถึงโอกาสหรือศักยภาพของตนเอง โครงการด้านการศึกษาของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี จึงเสมือนเป็น ‘สะพานเชื่อมโอกาสจากห้องเรียนสู่อนาคต’ ช่วยเสริมทักษะการใช้ชีวิต (Soft Skills) ทั้งด้านความฉลาดทางอารมณ์ การรู้จักปรับตัว การมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต และต้องมีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

ดังนั้น โครงการพอร์ตดีมีที่เรียน ที่ดำเนินการมากว่า 3 ปี ด้วยการสนับสนุนของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ได้ช่วยให้เยาวชนในพื้นที่ได้เรียนรู้การจัดทำแฟ้มสะสมผลงาน หรือ Portfolio ที่ไม่ใช่แค่การรวบรวมผลงาน แต่เป็นกระบวนการที่ช่วยค้นหาตัวตน ค้นพบจุดแข็ง ได้เรียนรู้การนำเสนอศักยภาพของตนเองอย่างมีเป้าหมายและยังเป็นเครื่องมือที่ทำให้มหาวิทยาลัยรู้จักตัวตน ความสามารถและผลงานของนักเรียนผ่านระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย (TCAS) รอบที่ 1 ซึ่งหากการติวสอบคือ การเติม "ความรู้" พอร์ตดีมีที่เรียนก็คือ การเติม "โอกาส" ให้เด็กแสดงความฝัน ความสามารถออกมาได้เต็มศักยภาพ โดยโครงการ "พอร์ตดีมีที่เรียน ปี4” ประจำปี 2569 นั้น ได้ปรับปรุงและพัฒนาเนื้อหาให้ทันต่อสถานการณ์ โดยวาง Roadmap การจัดอบรม และ Workshop อย่างเป็นระบบในลักษณะ 3-Year Strategic Roadmap แบ่งเป็น
ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4 เป็นการอัปเดตระบบ TCAS ล่าสุด ปรับแนวคิดกระบวนการจัดเก็บผลงานอย่างเป็นระบบ เรียนรู้วิธีใช้ระบบใหม่ ‘TCASFolio’ ควบคู่กับระบบของมหาวิทยาลัย ผ่านกิจกรรม Self-Discovery Workshop และวางกลยุทธ์ทำพอร์ตตลอดช่วงมัธยมปลาย

ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 5 เน้นการวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของระบบ TCAS (2568-2570) วางกลยุทธ์การสะสมเกียรติบัตรและกิจกรรมที่ตรงจุด เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนขึ้น ม.6

ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 เป็นการเจาะลึก Portfolio Design ทบทวนระบบ TCASFolio ฝึกฝนการเขียนเรียงความแนะนำตนเอง (Statement of Purpose: SOP) ด้วยเทคนิค Storytelling การนำ AIมาช่วยในการทำพอร์ตและเขียน SOP และเทคนิคการสอบสัมภาษณ์

นอกจากนั้น ยังมี Workshop พิเศษสำหรับนักเรียนที่ผ่านการคัดเลือกใน 5 เส้นทางสายอาชีพ ได้แก่ ค่ายวิศวกร ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้การทำงานจริงในสถานที่จริง จากวิศวกรของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ค่ายธุรกิจ ค่ายสัตวแพทย์ ค่ายการสื่อสาร ค่ายเส้นทางสายการแพทย์และสาธารณสุข และห้องเรียนเตรียมวิศวกรเฉพาะทาง

ตลอด 3 ปี ของโครงการฯ มีเยาวชนเข้าร่วมสะสมกว่า 10,000 คน ช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่เยาวชนและมีเยาวชนที่สอบติดรอบที่ 1 ได้ถึง 700 คน ดังนั้นในปีนี้จึงมีการขยายความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทางการศึกษา และ 12 โรงเรียนพันธมิตรทั่วจังหวัดระยอง ทำให้มีนักเรียนระดับมัธยมปลายเข้าร่วมโครงการฯ กว่า 7,000 คน

นายจตุพันธ์ รุจิรานุกูล รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง ได้สะท้อนภาพความท้าทายของระบบการศึกษาในพื้นที่ EEC ว่า จังหวัดระยองเป็นพื้นที่ที่มีโอกาสสูงจากการเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม แต่เด็กในระบบการศึกษาก็เผชิญความท้าทายในการตัดสินอนาคต หลายคนมีศักยภาพ มีผลงาน แต่ยังขาดเครื่องมือและผู้แนะนำในการสื่อสารศักยภาพออกมาอย่างเป็นระบบ โครงการพอร์ตดีมีที่เรียน เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคเอกชนในการพัฒนาทุนมนุษย์ การวางแผนการทำPortfolio อย่างเป็นระบบ เก็บผลงานและประสบการณ์ตั้งแต่ชั้น ม.4 ไม่ใช่เพิ่งมาทำปลายทางตอน ม.6 ทำให้เยาวชนมีโอกาสในการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษามากขึ้น โครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมระยะสั้น แต่เป็นกลไกที่ช่วยสร้างและเตรียมกำลังคนคุณภาพในระยะยาวให้กับจังหวัดระยองและประเทศอย่างแท้จริง

นางสุมาลี สุขสาร ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดป่าประดู่ หนึ่งในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการพอร์ตดีมีที่เรียน กล่าวว่า รู้สึกยินดีและขอบคุณสำหรับการมอบโอกาสให้กับเด็กๆ อย่างต่อเนื่องมาตลอด 4 ปี โรงเรียนวัดป่าประดู่ ปัจจุบันมีนักเรียนทั้งหมด 2,888 คน เป็นนักเรียนมัธยมปลาย 1,092 คน และเฉพาะระดับชั้น ม.6 ประมาณ 340 คน ซึ่งสถิติ 2-3 ปีที่ผ่านมา เด็ก ม.6 สามารถศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาและปวส. ได้สูงถึง 98% โครงการฯ นี้ ช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรการศึกษาคอร์สกวดวิชา หรือโอกาสในการทำกิจกรรมสะสมผลงานในหน่วยงานหรือองค์กรที่มีอยู่อย่างจำกัด การทำกิจกรรมหรือติวนอกสถานที่ล้วนมีค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าเดินทางไปสอบสัมภาษณ์และค่าที่พัก ทำให้บางครอบครัวเสียโอกาส การจัดอบรมอย่างต่อเนื่องในโรงเรียนยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับรุ่นน้อง เมื่อเห็นรุ่นพี่ทำได้จริงและมาแชร์ประสบการณ์ จะเกิดการตื่นตัว ปรับเปลี่ยนแนวคิดจากคำว่า ‘อยากเรียน’ เป็น ‘รู้ว่าจะต้องทำอะไรเพื่อไปให้ถึง’ เกิดเป็นวัฒนธรรมสร้างสรรค์และแสวงหาโอกาสให้กับตนเอง”

นายอดิศร กล่าวทิ้งท้ายถึงความตั้งใจในการขับเคลื่อนสังคมของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ว่า ความสำเร็จของโครงการเพื่อเยาวชนไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขที่สอบติดมหาวิทยาลัยในวันนี้ แต่เป้าหมายสูงสุดคือ การได้เห็นนักเรียนเรียนจบ มีอาชีพ มีการงานที่ดีและส่งต่อองค์ความรู้ที่ได้รับด้วยการกลับมาพัฒนาบ้านเกิด เมื่อเยาวชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ครอบครัวและชุมชนในท้องถิ่นก็เข้มแข็ง นี่คือกระบวนการสร้าง Ecosystem ของสังคมที่เติบโตอย่างเกื้อหนุนและยั่งยืนตามหลักการ ESG อย่างแท้จริง

หนุ่มญี่ปุ่นถูกปล้น!! เงินสด 5 ล้านเยนจ่อขโมย เกิดเหตุที่โอซาก้าช่วงดึกวันที่ 13 มิ.ย. ถูกทำร้ายร่างกายบาดเจ็บกระดูกขาหัก ตำรวจเร่งล่าผู้ต้องสงสัยสองรายหลบหนี

หนุ่มญี่ปุ่นถูกปล้น 5 ล้านเยน ที่โอซาก้า หลังนัดซื้อรถผ่านทางโซเชียล

วันนี้ (14 มิ.ย. 69) สื่อท้องถิ่นของญี่ปุ่นหลายสำนักเช่น FNN Prime Online, Asahi Broadcasting Corporation ต่างรายงานถึงเหตุการณ์ที่ชายวัย 24 ปีจากเมืองโยโกฮาม่า ถูกปล้นเงินสด 5 ล้านเยน (ราว 1.03 ล้านบาท) บนถนนในเมืองโอซาก้าเมื่อคืนวานนี้ (13 มิ.ย.) ภายหลังจากที่เขาเดินทางมาเพื่อซื้อรถยนต์จากผู้ขายที่รู้จักกันผ่านสื่อสังคมออนไลน์

รายงานระบุว่าชายรายนี้เดินทางมาจากเมืองโยโกฮาม่า โดยมาถึงจุดนัดพบในเขตมิยาโกจิมะของเมืองโอซาก้าตอนเวลาประมาณ 23.15น. ตามเวลาท้องถิ่น ก่อนถูกชาย 2 คนทำร้ายและชิงกระเป๋าที่บรรจุเงินสดราว 5 ล้านเยน ก่อนที่คนร้ายทั้ง2 คนจะหลบหนีไปด้วยรถยนต์

ผู้เสียหายให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ตนเองได้เดินทางมาที่โอซาก้าเพื่อซื้อรถยนต์จากบุคคลที่รู้จักกันผ่านทาง โซเชียลมีเดียแต่เมื่อเดินทางมาถึงยังจุดนัดพบ กลับถูกคนร้ายเข้ามาทำร้ายร่างกายด้วยอาวุธที่ลักษณะคล้ายกับกระบองดิ้ว (警棒)"

ตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังติดตามตัวผู้ก่อเหตุทั้งสอง ฐานก่อเหตุปล้นทรัพย์จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นบาดเจ็บ โดยเหยื่อผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บกระดูกขาซ้ายหัก และเขาเป็นผู้โทรศัพท์แจ้งเหตุฉุกเฉินด้วยตนเอง

ที่มา : FNN Prime Online / ABC News / Xinhua
: https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1599000228899115&id=100063674585845&rdid=U0XOfy077ofXQulp#

อังกฤษ ยกระดับคุมโลกออนไลน์เด็ก!! ห้ามเยาวชนต่ำกว่า 16 ปีใช้ TikTok–Instagram–Facebook–X มาตรการเข้มปกป้องเด็กจากเนื้อหาอันตราย ราว 90% ผู้ปกครองหนุนแนวทางนี้ สงครามกฎหมายกับวัยรุ่นเริ่มต้นแล้ว

นายกรัฐมนตรีอังกฤษ Keir Starmer ประกาศมาตรการครั้งประวัติศาสตร์ ห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้งานสื่อสังคมออนไลน์หลัก เช่น TikTok, Instagram, Snapchat, Facebook, YouTube และ X โดยรัฐบาลระบุว่าเป้าหมายคือการปกป้องเด็กจากเนื้อหาที่เป็นอันตราย การเสพติดหน้าจอ การกลั่นแกล้งทางออนไลน์ และการติดต่อกับคนแปลกหน้าในโลกดิจิทัล

มาตรการดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในกฎควบคุมเทคโนโลยีสำหรับเด็กที่เข้มงวดที่สุดในโลก โดยได้รับแรงบันดาลใจจากแนวทางของออสเตรเลีย แต่ขยายขอบเขตกว้างกว่าเดิม รวมถึงการจำกัดฟีเจอร์บางอย่างในเกมและแพลตฟอร์มไลฟ์สตรีม เช่น การพูดคุยกับคนแปลกหน้า ขณะที่แอปส่งข้อความบางประเภท เช่น WhatsApp และ Signal จะไม่อยู่ในข่ายคำสั่งห้าม

รัฐบาลอังกฤษอ้างผลการรับฟังความคิดเห็นประชาชนกว่า 116,000 ราย ซึ่งพบว่าประมาณ 90% ของผู้ปกครองสนับสนุนให้กำหนดอายุขั้นต่ำ 16 ปีสำหรับการใช้โซเชียลมีเดีย อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยา นักวิชาการ และกลุ่มสิทธิเด็กบางส่วนตั้งคำถามว่า “การแบน” จะช่วยแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ หรือเพียงแค่ผลักให้วัยรุ่นหาวิธีลักลอบเข้าใช้งานผ่านบัญชีปลอม VPN หรือแพลตฟอร์มที่ควบคุมได้ยากกว่าเดิม

ในแถลงการณ์ นายกรัฐมนตรี Starmer ยอมรับว่าโซเชียลมีเดียมีประโยชน์ต่อคนหนุ่มสาว แต่กล่าวว่ารัฐบาลจำเป็นต้องเลือก “ความปลอดภัยของเด็กมาก่อน” พร้อมเปรียบเทียบแนวคิดนี้กับกฎหมายห้ามเด็กซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คือแม้จะไม่สามารถป้องกันการฝ่าฝืนได้ 100% แต่รัฐยังมีหน้าที่กำหนดเส้นแบ่งว่าพฤติกรรมใดเหมาะสมกับวัยใด

สำหรับเหล่าวัยรุ่นอังกฤษ ข่าวนี้อาจเป็นครั้งแรกที่พวกเขาต้องเผชิญกับความจริงอันโหดร้ายว่า “การถูกพ่อแม่บอกให้วางมือถือ” อาจไม่ใช่คำสั่งที่น่ากลัวที่สุดอีกต่อไป เพราะต่อไปอาจมีรัฐบาลทั้งประเทศมายืนอยู่ข้างหลังพร้อมพูดว่า “วางมันลง ลูก”

ส่วนบริษัทเทคโนโลยีเองก็เข้าสู่ยุคใหม่ที่ต้องพิสูจน์ตัวตนผู้ใช้อย่างเข้มงวดขึ้น คำถามใหญ่จึงไม่ใช่แค่ว่าเด็กจะเข้าโซเชียลได้หรือไม่ แต่คือใครจะชนะในสงครามระหว่างกฎหมายกับวัยรุ่นอายุ 15 ปีที่รู้วิธีตั้งค่า VPN ได้เร็วกว่าพ่อแม่หาวิธีเปลี่ยนรหัส Wi-Fi เสียอีก

ที่มา : https://www.facebook.com/100004281102701/posts/3689020144583986/?rdid=KG3FOIYGpjz83wgS#

16 มิถุนายน 2513 ในหลวง ร.9 เสด็จฯ บ้านปอน อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน ทรงห่วงใยทหาร–ตำรวจชายแดน พระราชกรณียกิจกลางพื้นที่สู้รบ เพื่อขวัญกำลังใจผู้พิทักษ์แผ่นดิน

วันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2513 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญที่สะท้อนพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่มีต่อเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ห่างไกลและพื้นที่เสี่ยงภัย โดยในวันดังกล่าว พระองค์เสด็จพระราชดำเนินโดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง ไปยังบ้านปอน อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน เพื่อทรงเยี่ยมทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติภารกิจในเขตต่อสู้ผู้ก่อการร้าย

ช่วงเวลานั้น จังหวัดน่าน โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนและพื้นที่ภูเขาในอำเภอทุ่งช้าง เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีสถานการณ์ความมั่นคงตึงเครียด เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน และหน่วยงานพลเรือนต้องปฏิบัติหน้าที่ท่ามกลางความยากลำบาก ทั้งจากสภาพภูมิประเทศที่เป็นป่าเขา เส้นทางคมนาคมที่ทุรกันดาร และภัยคุกคามจากผู้ก่อการร้ายในพื้นที่

การเสด็จฯ ไปยังบ้านปอนในครั้งนั้น จึงมิใช่เพียงการเสด็จเยี่ยมพื้นที่ห่างไกล หากเป็นการพระราชทานขวัญและกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ด่านหน้า ซึ่งต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศ ในขณะเดียวกัน ยังสะท้อนถึงพระราชหฤทัยที่ทรงห่วงใยประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนอย่างใกล้ชิด

ราชกิจจานุเบกษาบันทึกไว้ว่า พระองค์เสด็จฯ โดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งจากอำเภอเชียงคำไปยังบ้านปอน อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน และเสด็จฯ ถึงเมื่อเวลา 15.10 น. โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เฝ้าฯ รับเสด็จ จากนั้นเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรความเสียหายของรถแทรกเตอร์ 2 คัน ซึ่งถูกผู้ก่อการร้ายเข้าโจมตีในเส้นทางห่างจากบ้านปอนประมาณ 8 กิโลเมตร และ 11 กิโลเมตร

เหตุการณ์รถแทรกเตอร์ถูกโจมตีสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาเส้นทางคมนาคมในพื้นที่ชายแดนมิใช่เรื่องง่าย เพราะเจ้าหน้าที่กรมทางหลวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำงานท่ามกลางภัยอันตรายจากสถานการณ์ความไม่สงบ การสร้างถนนในพื้นที่เช่นนี้จึงไม่ใช่เพียงงานก่อสร้าง แต่เป็นภารกิจที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง การพัฒนา และการเชื่อมโยงประชาชนในพื้นที่ห่างไกลเข้ากับส่วนอื่นของประเทศ
ในการเสด็จฯ ครั้งนั้น พระองค์ทรงรับฟังรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์และการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โดยมีรายงานว่า ทางการทหารและตำรวจตระเวนชายแดนได้ร่วมมือกันนำรถแทรกเตอร์กลับคืนมาได้ตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2513 หลังจากนั้น พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสิ่งของแก่ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่กรมทางหลวงที่ปฏิบัติการในเขตนั้นทุกคน

พระราชกรณียกิจดังกล่าวมีความหมายอย่างยิ่งต่อผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ เพราะการเสด็จฯ ไปถึงแนวหน้าด้วยพระองค์เอง แสดงให้เห็นว่า พระองค์มิได้ทรงมองปัญหาความมั่นคงและความเดือดร้อนของประชาชนจากระยะไกล แต่ทรงเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรสภาพจริง รับฟังข้อมูลจริง และพระราชทานกำลังใจแก่ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่จริงในพื้นที่

สำหรับทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่พลเรือนในขณะนั้น การได้เฝ้าฯ รับเสด็จในพื้นที่เสี่ยงภัยย่อมเป็นขวัญกำลังใจอย่างใหญ่หลวง เพราะเป็นการยืนยันว่าภารกิจของพวกเขาไม่ได้ถูกมองข้าม และความเสียสละของผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อแผ่นดินได้รับการรับรู้และทรงห่วงใยจากพระมหากษัตริย์

นอกจากนี้ การเสด็จฯ บ้านปอนยังสะท้อนแนวพระราชดำริสำคัญของในหลวง ร.9 ที่ทรงมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างความมั่นคงกับการพัฒนา พื้นที่ใดที่ประชาชนยังขาดถนน ขาดสาธารณูปโภค ขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการของรัฐ พื้นที่นั้นย่อมเปราะบางต่อปัญหาความไม่สงบ การพัฒนาเส้นทางคมนาคมและการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืน
หลังจากเสด็จฯ บ้านปอนแล้ว ในวันเดียวกัน พระองค์ยังเสด็จฯ ต่อไปยังบ้านน้ำยาว อำเภอบัว จังหวัดน่าน เพื่อทรงตรวจเยี่ยมบริเวณฐานปฏิบัติการ ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับทหารและข้าราชการกรมทางหลวง ทรงฟังรายงานสถานการณ์ทั่วไป และพระราชทานสิ่งของแก่ทหารและเจ้าหน้าที่กรมทางหลวงทุกคน

ภาพการเสด็จฯ ไปยังพื้นที่ห่างไกลและพื้นที่เสี่ยงภัยเช่นบ้านปอนและบ้านน้ำยาว จึงเป็นหนึ่งในภาพสะท้อนพระราชจริยวัตรของในหลวง ร.9 ที่ทรงใกล้ชิดกับประชาชนและเจ้าหน้าที่ทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นราษฎรในหมู่บ้านห่างไกล ทหารในฐานปฏิบัติการ ตำรวจตระเวนชายแดน หรือเจ้าหน้าที่ผู้สร้างถนนในพื้นที่อันตราย

เหตุการณ์เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2513 จึงควรถูกจดจำในฐานะพระราชกรณียกิจสำคัญด้านขวัญกำลังใจและความมั่นคงของชาติ วันที่ในหลวง ร.9 เสด็จฯ ไปยังบ้านปอน อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน เพื่อทอดพระเนตรสภาพพื้นที่จริง ทรงรับฟังรายงานเหตุการณ์ และพระราชทานกำลังใจแก่ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในเขตต่อสู้ผู้ก่อการร้าย

พระราชกรณียกิจครั้งนั้นยังเป็นเครื่องเตือนใจว่า ความมั่นคงของประเทศไม่ได้เกิดจากกำลังอาวุธเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการพัฒนา ความเข้าใจประชาชน การดูแลเจ้าหน้าที่แนวหน้า และการเชื่อมโยงพื้นที่ห่างไกลให้เข้าถึงโอกาสของรัฐ

16 มิถุนายน พ.ศ. 2513 จึงเป็นวันสำคัญที่สะท้อนพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง ร.9 ต่อทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่พลเรือน และประชาชนในพื้นที่ชายแดนจังหวัดน่าน เป็นวันที่พระองค์เสด็จฯ ไปพระราชทานขวัญกำลังใจถึงพื้นที่จริง และเป็นหนึ่งในหลักฐานแห่งพระราชปณิธานที่ทรงอุทิศพระองค์เพื่อความสงบสุขและความมั่นคงของแผ่นดินไทย

ที่มา : https://sakaeo.prd.go.th/th/content/category/detail/id/3393/iid/441615?

ญี่ปุ่น ปรับชื่อกองกำลัง!! เตรียมเปลี่ยนชื่อ ASDF เป็นกองกำลังอวกาศ ขยายกำลังพลอวกาศเพิ่มเป็น 880 นายในปี 26 ความกังวลเพิ่มขึ้นเรื่องขยายกำลังทหาร 'โทโมโกะ' เตือนอวกาศเสี่ยงแข่งอาวุธรุนแรง

โตเกียว, 15 มิ.ย. (ซินหัว) -- เมื่อวันอาทิตย์ (14 มิ.ย.) นิกเคอิ (Nikkei) สื่อท้องถิ่นญี่ปุ่น รายงานว่ารัฐ

สภาญี่ปุ่นอยู่ระหว่างพิจารณาร่างกฎหมายเปลี่ยนชื่อกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศ (ASDF) เป็น "กองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศและอวกาศ" ภายในปีงบประมาณ 2026 เพื่อขยายกรอบงานความมั่นคงสู่ภาคอวกาศ ทว่าแผนการนี้ได้สร้างความกังวลเกี่ยวกับการขยายกำลังทางทหารภายในญี่ปุ่น

รายงานระบุว่าหากร่างกฎหมายข้างต้นผ่านการอนุมัติ จะถือเป็นการเปลี่ยนชื่อกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นครั้งแรกนับตั้งแต่มีการก่อตั้งกองกำลังป้องกันตนเองทางบก ทางทะเล และทางอากาศในปี 1954 ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวมีจุดประสงค์กำหนดให้ห้วงอวกาศเป็นหนึ่งในขอบเขตปฏิบัติการของกองกำลังป้องกันตนเองอย่างเป็นทางการ และสิ่งนี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนชื่อ แต่เป็นก้าวสำคัญในการขยายแนวคิดด้านความมั่นคงของญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นได้จัดตั้งและขยายหน่วยงานที่อุทิศให้กับปฏิบัติการด้านอวกาศอย่างต่อเนื่อง โดยมีการริเริ่มกองกำลังอวกาศในปี 2020 ด้วยการจัดตั้งฝูงบินปฏิบัติการในอวกาศ ซึ่งในระยะแรกมีบุคลากรราว 20 นาย ต่อมาหน่วยดังกล่าวถูกปรับโครงสร้างเป็นกลุ่มปฏิบัติการอวกาศในปี 2022 และขยายตัวเพิ่มเติมเป็นกองบินปฏิบัติการอวกาศเมื่อเดือนมีนาคม 2026 พร้อมด้วยบุคลากรที่เพิ่มเป็น 670 นาย โดยในช่วงปีงบประมาณ 2026 ญี่ปุ่นมีแผนยกระดับกองบินนี้ให้เป็นกองบัญชาการปฏิบัติการด้านอวกาศ พร้อมทั้งขยายกำลังพลเพิ่มขึ้นเป็นราว 880 นาย

แผนดังกล่าวก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการขยายกรอบนโยบายด้านความมั่นคงของประเทศ โดยประชาชนญี่ปุ่นตั้งคำถามต่อการที่รัฐบาลเดินหน้าขยายขอบเขตการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงและเพิ่มงบประมาณกลาโหม พร้อมแสดงความกังวลว่านโยบายดังกล่าวอาจสร้างภาระต่อการคลังสาธารณะ และลดทอนงบประมาณที่ควรนำมาใช้สำหรับสวัสดิการสังคม

โทโมโกะ ทามูระ ประธานพรรคคอมมิวนิสต์ญี่ปุ่น (JCP) ได้กล่าวเตือนในการอภิปรายสภาครั้งล่าสุดว่า ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลจะทำให้กองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นรับหน้าที่ปฏิบัติภารกิจการสู้รบในอวกาศอย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจยิ่งผลักดันให้อวกาศกลายเป็นเวทีการแข่งขันทางทหาร และเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้การแข่งขันด้านอาวุธในอวกาศทวีความรุนแรงขึ้น

ที่มา : Xinhua

กาตาร์ชื่นชม MoU สหรัฐ-อิหร่าน!! ข้อตกลงสร้างสันติภาพระหว่างคู่ขัดแย้ง รับรองเสรีภาพเดินเรือช่องแคบฮอร์มุซ ชมความมุ่งมั่นแก้ไขความขัดแย้งผ่านวิธีสันติ สนับสนุนความมั่นคงและความร่วมมือภูมิภาค

แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ 15 มิถุนายน 2026

รัฐกาตาร์ขอแสดงความยินดีต่อข้อตกลงบันทึกความเข้าใจ (MoU) ที่บรรลุร่วมกันระหว่างสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ในการจัดการประเด็นปัญหาค้างคาระหว่างทั้งสองประเทศ รวมถึงการรับรองเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยกาตาร์มองว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นก้าวสำคัญสู่การสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน และส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ

กระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ขอชื่นชมความมุ่งมั่นของทั้งฝ่ายสหรัฐฯ และอิหร่าน ที่ยังคงเดินหน้าแก้ไขความขัดแย้งผ่านการเจรจาและแนวทางสันติวิธี พร้อมทั้งขอชื่นชมบทบาทและความพยายามของสาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน ตลอดจนทุกฝ่ายทั้งในระดับภูมิภาคและนานาชาติ ที่มีส่วนช่วยลดความตึงเครียด สร้างความเข้าใจร่วมกัน และนำไปสู่การบรรลุข้อตกลงบันทึกความเข้าใจฉบับนี้

กระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ขอยืนยันการสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อทุกความพยายามและทุกข้อริเริ่มที่มุ่งเสริมสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาค รวมถึงการแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนผ่านการเจรจาและสันติวิธี ภายใต้หลักการของกฎหมายระหว่างประเทศและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเปิดโอกาสใหม่ด้านความร่วมมือ การพัฒนา และความเจริญรุ่งเรือง ตลอดจนส่งเสริมผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชนในภูมิภาคและประชาคมโลกโดยรวม

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1322644156690608/?rdid=eYC0Nru8VA2KcRHl#

บ้านปูเน้น AI ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี!! จาก Anxiety สู่ Agility บ้านปูชี้องค์กรต้องสร้างทั้งทักษะ ความมั่นใจและวัฒนธรรมเรียนรู้ AI ปั้นคนพร้อมใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนธุรกิจอนาคต

บ้านปูแชร์มุมมองการเตรียมความพร้อมบุคลากรยุค AI ในงาน Transform Talent 2026 Thailand

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นาย Sundaram Iyer - Head of Banpu Academy บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมแชร์แนวทางของบ้านปูในการเตรียมความพร้อมบุคลากรทุกระดับ ตั้งแต่พนักงานระดับปฏิบัติการไปจนถึงผู้บริหารระดับสูง ให้สามารถนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในการทำงานได้อย่างมั่นใจและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ในงาน Transform Talent 2026 Thailand ซึ่งจัดโดย Human Resources Online นาย Sundaram ได้ร่วมบรรยายภายใต้หัวข้อ “From Anxiety to Agility: Accelerating Workforce Readiness by Reducing the AI Adoption Gap” โดยให้มุมมองเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมบุคลากรให้สามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี AI และนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยบ้านปูมอง AI เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเสริมศักยภาพของบุคลากร ยกระดับการตัดสินใจ เพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ และช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ดียิ่งขึ้น พร้อมเน้นย้ำว่าการสร้างความพร้อมด้าน AI ในองค์กรไม่ได้เกิดจากการพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องสร้างความมั่นใจในการใช้งาน ควบคู่ไปกับการส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ การคิดวิเคราะห์ และการเปิดรับการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

ภายในงาน นาย Sundaram ยังเล่าถึงแนวทางที่บริษัทใช้เพื่อลดความกังวลในการเอา AI มาประยุกต์ใช้ ผ่านการกำหนดทิศทางที่ชัดเจน การส่งเสริมการนำ AI ไปประยุกต์ใช้จริงในการทำงาน (Use Case) การพัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้ด้าน AI ให้กับพนักงานทุกระดับและทุกสายงาน ตลอดจนการสนับสนุนให้พนักงานสามารถนำ AI มาผสานกับการทำงานของตนเองและต่อยอดสู่การสร้างคุณค่าทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบ้านปูในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้ถึงพร้อม และขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่การเป็นบริษัทพลังงานระดับโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ

เรซา ปาลาวี ไม่ยอมรับเกมดีลืมหาอำนาจ!! ฝ่ายเรซา ปาห์ลาวีชี้การต่อสู้ของชาวอิหร่านยังดำเนินต่อ ไม่ยอมรับเกมดีลมหาอำนาจ ดีลสันติภาพไม่หยุดแรงต้าน ชี้อนาคตอิหร่านต้องให้ประชาชนกำหนด

"คาเมรอน คานซาริเนีย" (Cameron Khansarinia) หัวหน้าคณะทำงานของ "เรซา ปาห์ลาวี" (Reza Pahlavi) มกุฎราชกุมารแห่งอิหร่านผู้ทรงพลัดถิ่นและประทับอยู่ต่างประ เทศนานกว่า 50 ปี โพสต์ข้อความต่อต้านข้อตกลงสันติภาพของสหรัฐและอิหร่าน

"ไม่ว่าจะมีข้อตกลงหรือไม่ การต่อสู้เพื่อเสรีภาพของชาวอิหร่านจะไม่มีวันยุติ
อนาคตของอิหร่านเป็นเรื่องที่ชาวอิหร่านต้องเป็นผู้กำหนดเอง และพวกเขาจะทำเช่นนั้น
ไม่ว่าจะได้รับความช่วยเหลือหรือไม่ ชาวอิหร่านจะโค่นล้มสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน
การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไป และเจ้าชายเรซา ปาห์ลาวี จะนำอิหร่านไปสู่เสรีภาพ"

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1322647050023652/?rdid=Hc9vvHE1nX9lyueR#

จากคำพูดสู่บาดแผลทั้งชีวิต!! ยุติเรียก "เงาะป่า" และ "ซาไก" ยื่นหนังสือถึง 'รัดเกล้า' ขอคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรี กำหนดใช้คำว่า "มานิ" ในเอกสารราชการ

"ไม่ใช่เงาะป่า ไม่ใช่ซาไก" คำเรียกที่เจ็บปวดมาทั้งชีวิต ชาวมานิยื่นรัดเกล้า วอนรัฐคืนศักดิ์ศรีชาติพันธุ์

วันนี้ (15 มิถุนายน 2569) ตัวแทนประชาชนชาวมานิ พร้อมเครือข่ายภาคประชาชนและนักวิชาการ เข้ายื่นหนังสือต่อ นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ด้านสิทธิ ความเท่าเทียม และความยั่งยืน เพื่อขอความเป็นธรรมและผลักดันการแก้ไขปัญหาการใช้คำเรียก "เงาะป่า" และ "ซาไก" ในเอกสารราชการ ป้ายสาธารณะ และสื่อการเรียนรู้ของหน่วยงานรัฐ

ตัวแทนชาวมานิระบุว่า แม้คำเหล่านี้จะถูกใช้มาเป็นเวลานาน แต่สำหรับคนในชุมชนกลับเป็นคำที่สร้างความเจ็บปวดและตอกย้ำภาพจำเชิงลบทางชาติพันธุ์ ส่งผลกระทบต่อความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ การยอมรับทางสังคม และโอกาสของเด็กและเยาวชนจำนวนไม่น้อยที่ต้องเผชิญกับการล้อเลียนและการเลือกปฏิบัติ

กลุ่มผู้ยื่นหนังสือจึงเสนอให้หน่วยงานของรัฐทุกแห่งยุติการใช้คำดังกล่าว และกำหนดให้ใช้คำว่า "มานิ" ซึ่งเป็นชื่อที่กลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกตนเอง พร้อมทั้งปรับปรุงเอกสารราชการ ป้ายสาธารณะ แบบเรียน และสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568

นางรัดเกล้า กล่าวว่า การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต้องเริ่มต้นจากการเคารพตัวตนของผู้คน การเรียกขานบุคคลหรือกลุ่มชาติพันธุ์ด้วยชื่อที่พวกเขาเลือกใช้เรียกตนเอง ไม่ใช่เพียงเรื่องของถ้อยคำ แต่เป็นเรื่องของสิทธิ ความเสมอภาค และการยอมรับความหลากหลายของสังคม

"บางครั้งสิ่งที่คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นเพียงคำพูด อาจเป็นบาดแผลที่คนอีกกลุ่มหนึ่งต้องแบกรับมาทั้งชีวิต เราควรรับฟังเสียงของผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง และร่วมกันสร้างสังคมที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคนอย่างแท้จริง" นางรัดเกล้ากล่าว

ทั้งนี้ นางรัดเกล้าได้รับหนังสือและข้อเสนอจากตัวแทนชาวมานิไว้พิจารณา พร้อมยืนยันว่าจะนำประเด็นดังกล่าวไปประสานและผลักดันผ่านกลไกที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่สังคมที่เคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความเท่าเทียมของประชาชนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง

FIFA ชื่นชมแฟนบอลญี่ปุ่น!! แฟนบอลญี่ปุ่นสร้างภาพจำอีกครั้ง ญี่ปุ่นเสมอเนเธอร์แลนด์ 2-2 แต่แฟนบอลชนะใจโลก ด้วยการช่วยกันเก็บขยะหลังเกม สะท้อนวัฒนธรรมแห่งความเคารพ

เฟซบุ๊ก FIFA เฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ โพสต์คลิปชื่นชมแฟนบอลญี่ปุ่น หลังจากเกมที่ทัพซามูไรบลูส์ เสมอกับ เนเธอร์แลนด์ 2-2 ในศึกฟุตบอลโลก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มเอฟ หลังแฟนๆช่วยกันเก็บขยะหลังเกมดังกล่าว

แฟนบอลทีมชาติญี่ปุ่น ได้รับคำชื่นชมอยู่เสมอ เนื่องจากพวกเขามักจะเดินเก็บขยะในพื้นที่บริเวณที่นั่งหลังจบเกม ซึ่งถือเป็นภาพชินตาของแฟนบอลชาติอื่นๆ

ล่าสุด เฟซบุ๊กทางการของ FIFA ได้โพสต์คลิปที่สัมภาษณ์แฟนบอลชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งถึงเหตุผลที่พวกเขามักจะเก็บขยะหลังเกมอยู่เสมอ

โดยในคลิปดังกล่าวแฟนบอลรายนี้ระบุว่า “”นั่นคือวัฒนธรรมของเรา แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องของการให้ความเคารพต่อทุกสิ่ง ทั้งนักเตะ แฟนบอล และรวมถึงสนามกีฬาด้วย

พวกเรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มาอยู่ที่นี่ ดังนั้นเราจึงไม่อยากสร้างความสกปรกหรือทิ้งขยะเอาไว้แล้วเดินจากไป ฉันคิดว่านั่นคือเหตุผลว่าทำไมพวกเราถึงทำแบบนี้”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10283181


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top