Friday, 23 October 2026
THE STATES TIMES TEAM

‘นิพนธ์’ ชี้สงขลาสู่มรดกโลกเดินหน้าต่อ!! คณะกรรมการเห็นชอบเอกสาร PA เปิดทางสู่การขึ้นทะเบียนมรดกโลก เน้นอนุรักษ์การท่องเที่ยวและชุมชน เดินหน้าต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557

“นิพนธ์” ขอบคุณคณะกรรมการมรดกโลก เห็นชอบส่งเอกสาร PA “สงขลาและชุมชนริมทะเลสาบ” ย้ำผลักดันต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2557

วันนี้ (11 กันยายน 2569) นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา กล่าวขอบคุณคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ที่มีมติเห็นชอบร่างเอกสารเพื่อขอรับการประเมินขั้นต้น (Preliminary Assessment: PA) แหล่งมรดกทางวัฒนธรรม “สงขลาและชุมชนที่เกี่ยวเนื่องริมทะเลสาบสงขลา” พร้อมมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเร่งจัดส่งเอกสารต่อศูนย์มรดกโลกให้ทันกำหนดวันที่ 15 กันยายน 2569

มติดังกล่าวเกิดขึ้นในการประชุมคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ครั้งที่ 2/2569 เมื่อ10 กย.69 โดยมี ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมตามที่ได้รับมอบหมายจากนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ทำเนียบรัฐบาล และผ่านระบบประชุมทางไกล

นายนิพนธ์กล่าวว่า การเห็นชอบเอกสาร PA ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการนำคุณค่าทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และภูมิทัศน์รอบทะเลสาบสงขลาเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในระดับนานาชาติ โดยขั้นตอนดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้องค์กรที่ปรึกษาของคณะกรรมการมรดกโลกให้คำแนะนำในการจัดทำเอกสารเสนอขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกฉบับสมบูรณ์ หรือ Nomination Dossier ต่อไป

พื้นที่สงขลาและชุมชนที่เกี่ยวเนื่องริมทะเลสาบสงขลามีความโดดเด่นจากความสัมพันธ์ระหว่างเมือง ชุมชน และระบบนิเวศของทะเลสาบ ซึ่งหล่อหลอมเป็นวิถีชีวิต ประเพณี สถาปัตยกรรม และภูมิทัศน์วัฒนธรรมที่สืบทอดมายาวนาน อีกทั้งยังสะท้อนบทบาทของสงขลาในฐานะเมืองท่าและพื้นที่แลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมตามเส้นทางการค้าทางทะเล

“ต้องขอบคุณคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงวัฒนธรรม ตลอดจนทุกหน่วยงานและทุกภาคส่วนที่ร่วมกันผลักดันเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง การส่งเอกสาร PA ไม่ได้มีความหมายเฉพาะต่อการอนุรักษ์เมืองเก่า แต่จะเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับพื้นที่ ทั้งด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจชุมชน และการส่งต่อมรดกของสงขลาให้คนรุ่นต่อไป” นายนิพนธ์กล่าว

นายนิพนธ์กล่าวเพิ่มเติมว่า การผลักดันสงขลาสู่มรดกโลกเป็นงานที่ได้ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2557 ในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาได้จัดสรรงบประมาณเพื่อศึกษาและจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาสงขลาสู่เมืองมรดกโลก ก่อนประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาชน และชุมชนในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง

“จากจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2557 จนถึงวันนี้ เราเดินมาไกลอีกก้าวหนึ่งแล้ว แต่ภารกิจยังไม่สิ้นสุด ทุกฝ่ายต้องร่วมกันเดินหน้าจัดทำข้อมูลให้สมบูรณ์ ควบคู่กับการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองอย่างสมดุล เพื่อให้สงขลาและชุมชนริมทะเลสาบสงขลาก้าวไปสู่การเป็นมรดกโลกได้อย่างสง่างามและยั่งยืน” นายนิพนธ์กล่าวทิ้งท้าย

รามคำแหง เผยทำเนียบอธิการบดี!! 54 ปีรามคำแหง เปิดไทม์ไลน์อธิการบดี 10 คน ‘รังสรรค์’ ครองตำแหน่งยาวสุด จับตา ‘วุฒิศักดิ์’ รักษาการร่วม 4 ปี ตั้งคำถามรักษาการยืดเยื้อไม่จบ

เปิดทำเนียบอธิการบดี ม.รามคำแหง “รังสรรค์”นั่งยาวที่สุด ตามด้วย “วุฒิศักดิ์”

มหาวิทยาลัยรามคำแหงจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี 2514 เดิมฉบับร่างใช้ว่า “มหาวิทยาลัยรัตนโกสินทร์ แต่ สส.ขอนแก่น ”แคล้ว นรปติ ได้ขอแปรญัตติ เป็นมหาวิทยาลัยรามคำแหง
โดยมีปรัชญาเป็น “ตลาดวิชา” เป็นมหาวิทยาลัยเปิด ไม่ต้องสอบเข้า

ยุคเบบี้บูม มีเยาวชนเรียนจบมัธยมปลายจำนวนมาก และสถานศึกษาระดับอุดมศึกษารองรับได้ไม่เพียงพอ เยาวชนถูกดีดออกนอกระบบการศึกศาล ม.รามคำแหงจึงก่อเกิดขึ้นเพื่อรองรับเยาวชนเหล่านั้น

54 ปี ม.รามคำแหงได้ผลิตบัณฑิตออกสู่ตลาดแรงงานแล้วกว่า 1 ล้านคน เข้าสู่ระบบแรงงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการเมือง ภาคธุรกิจ บัณฑิตรามคำแหงเป็นที่ยอมรับของสังคม ด้วยแต่ละคนกว่าจะจบได้สั่งสมประสบการณ์ วิชาความรู้มากมาย มีการศึกษานอกระบบสืบทอดจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง รุ่นแล้วรุ่นเล่า สร้างชื่อเสียงให้มหาวิทยาลัย หลายคนก้าวขึ้นไปสู่ตำแหน่งสูงสุดในการบริหารองค์กร เช่น นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฏีกา เป็นต้น

54 ปี ม.รามคำแหงผ่านร้อนผ่านหนาวมาโชกโชน น้ำท่วมอย่างน้อย 3 คน ไฟไหม้โรงพิมพ์ การชุมนุมทางการเมือง การสร้างกิจกรรมหล่อหลอมนักศึกษา เป็น 54 ปี ที่ผ่านการบริหารของอธิการบดีมาแล้ว 10 คน มีทั้งอธิการบดีตัวจริง” มีทั้ง “รักษาราชการแทนอธิการบดี” โดยเฉพาะช่วงหลังปี 2564 มีความซับซ้อนในตำแหน่งพอสมควร

อธิการบดีคนแรกของรามคำแหง คือ
ศ.ดร.ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์
บริหารช่วง13 พ.ค. 2514 – 12 พ.ค. 2516 / 30 พ.ค. 2516 – 22 มิ.ย. 2516 และกลับมาอีกครั้ง 28 พ.ย. 2521 – 1 ก.ค. 2523 เคยมีปรากฏการณ์นักศึกษาชุมชุมขับไล่ ศ.ดร.ศักดิ์ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคราวไคร้ของเผด็จการ

ต่อมา ศ.กำธร พันธุลาภ เข้ามารับตำแหน่งอธิการบดี 2 ก.ย. 2517 – 1 ก.ย. 2519 / 21 ก.ย. 2519 – 20 ก.ย. 2521

รศ.ดร.อภิรมย์ ณ นคร เข้ามารับช่วงบริหารต่อจาก ศ.กำธร ระหว่าง
3 ต.ค. 2523 – 2 ต.ค. 2525

รศ.สุขุม นวลสกุล ได้รับเลือกตั้งให้เป็นอธิการบดีต่อ นั่งบริหารช่วง
15 ม.ค. 2526 – 14 ม.ค. 2528 / 15 เม.ย. 2528 – 14 เม.ย. 2530

ศ.ดร.ธรรมนูญ โสภารัตน์ ได้รับเลือกตั้งต่อจาก รศ.สุขุม นวลสกุล บริหารช่วง 13 พ.ค. 2530 – 12 พ.ค. 2532

“ติงลี่-รศ.ชูศักดิ์ ศิรินิล” ได้รับเลือกตั้งเข้ามาบริหารช่วง 6 ก.ค. 2532 – 5 ก.ค. 2534 / 20 ก.ย. 2534 – 2537

รศ.รังสรรค์ แสงสุข ได้รับเลือกตั้งให้อยู่ในตำแหน่งอธิการบดียาวนานที่สุด นั่งบริหารช่วง 13 ม.ค. 2537 – 16 ม.ค. 2550 รวม 4 วาระ

เมื่อ รังสรรค์วางมือ รศ.คิม ไชยแสนสุข เข้ามาสบทอดต่อ ช่วง 18 มิ.ย. 2550 – 10 ก.พ. 2554

ผศ.วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ ได้รับความไว้วางจากจากบุคลากรรามฯ เข้ามาบริหารช่วง
21 ต.ค. 2554 – 20 ต.ค. 2558 และได้รับเลือกตั้งอีกวาระตั้งแต่ 3 มี.ค. 2559

ผศ.ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ ลุกขึ้นมาท้าชิงตำแหน่งอธิการบดีจากวุฒิศักดิ์ และได้รับความไว้วางใจให้บริหารช่วง
12 ก.ย. 2564 – 9 พ.ย. 2565

ข้อมูลทำเนียบเดิมระบุรายละเอียดวันเริ่ม-สิ้นสุดของแต่ละวาระไว้ค่อนข้างชัด โดยเฉพาะ 7 คนแรก และยืนยันว่ารังสรรค์ แสงสุขดำรงตำแหน่ง 4 วาระยาวที่สุดในประวัติศาสตร์รามคำแหง

แต่มี “ช่วงรักษาการ” ที่ต้องใส่ในไทม์ไลน์ด้วย

10 ก.พ. 2554 – ก่อน 21 ต.ค. 2554 หลัง รศ.คิม ไชยแสนสุข พ้นจากตำแหน่ง วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ได้รับแต่งตั้งเป็น รักษาราชการแทนอธิการบดี ตั้งแต่ 10 ก.พ. 2554

จากนั้นวุฒิศักดิ์จึงได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งเป็น อธิการบดีตัวจริง ตั้งแต่ 21 ต.ค. 2554 และอีกวาระตั้งแต่ 3 มี.ค. 2559

หลังสืบพงษ์ถูกถอดถอน 9 พ.ย. 2565
สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้ง ผศ.บุญชาล ทองประยูร เป็นผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี แต่เรื่องถูกศาลปกครองเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะศาลปกครองกลางเคยมีคำสั่งทุเลาการถอดถอนและการแต่งตั้งรักษาการดังกล่าว ก่อนสถานะจะเปลี่ยนตามกระบวนการศาลภายหลัง

และที่สำคัญมากคือ ปัจจุบันปี 2569 วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ ยังปรากฏเป็น “ผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี” ไม่ใช่อธิการบดีที่ได้รับแต่งตั้งตามวาระ 4 ปี แต่เป็นการรักษาราชการแทนที่ยาวนานร่วม 4 ปี

ส่วน สืบพงษ์ ปราบใหญ่ มีพระบรมราชโองการถอดถอนย้อนหลังให้มีผลตั้งแต่ 9 พ.ย. 2565 ซึ่งประกาศออกมาในปี 2569 หลังผ่านกระบวนการศาล

จนถึงขณะวุฒิศักดิ์ ยังคงรักษาราชการในตำแหน่งอธิการบดีอยู่ โดยยังไม่มีทีท่าใดๆว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่ ซึ่งเป็นหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัยในการริเริ่มให้มีการเลือกตั้ง แต่ยังไม่มีอะไรปรากฏว่าจะมีดำริให้มีการเลือกตั้ง ทั้งๆที่อยู่รักษาการมาแล้วร่วม 4 ปี

จึงมีคำถามว่า “คำว่ารักษาการ”ควรจะอยู่นานแค่ไหน ใครไม่ทำหน้าที่ให้ได้มาซึ่งอธิการบดีตาม พรบ.จัดตั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหง ฉบับปี 2541

ฮันซี ฟลิก หนุน ‘ลามิน ยามาล’ คว้าบัลลงดอร์!! ชี้ฟอร์มพิเศษไร้ใครเหมือน เหมาะสมบัลลงดอร์ ชี้ความพิเศษเห็นได้ในทุกเกม หลังพาบาร์ซา–สเปนทำผลงานสุดร้อนแรง หลังติดโผ 30 คนสุดท้าย

ฮันซี ฟลิก เฮดโค้ชของ บาร์เซโลา ออกมาหนุน ลามิน ยามาล สตาร์ดังประจำทีมว่าคู่ควรที่จะได้รับรางวัลบัลลงดอร์ หลังทำผลงานได้ยอดเยี่ยม

ยามาล ถือเป็นนักเตะที่โดดเด่นอย่างมากในการเล่นให้กับทั้ง บาร์เซโลนา และทีมชาติสเปน ซึ่งเขาเพิ่งจะคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2026 กับทัพกระทิงดุมาด้วย

และล่าสุดทาง ฮันซี ฟลิก ออกมาสนับสนุนว่าแข้งรายนี้นั้นคู่ควรที่จะได้รับรางวัลบัลลงดอร์ในครั้งนี้ หลังมีชื่อติดโผเป็น 1 ใน 30 คน ที่มีลุ้นรางวัลดังกล่าว

“แน่นอนเลย เขาเป็นนักเตะของผม นักเตะจากบาร์เซโลนา เขาคู่ควรที่จะได้รับรางวัลบัลลงดอร์ สำหรับผมแล้ว มันยอดเยี่ยม คุณสามารถเห็นได้จากทุกเกมว่าเขามีความพิเศษ ไม่มีใครเหมือนกับเขา ผมคิดว่าเขาคู่ควรกับมัน”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10394247

บอร์ด EV เปิดเกมใหม่!! 'เอกนิติ' นำประชุมบอร์ดยานยนต์ไฟฟ้า 'วราวุธ' ร่วม หนุนไทยฐานผลิตยานยนต์ ปรับ EV3/EV3.5 รับเทคโนโลยีและตลาด เร่งลงทุน ส่งออก เพิ่ม Local Content ภายในประเทศ

“เอกนิติ” เรียกประชุมบอร์ด EV นัดแรก “วราวุธ” ร่วม เร่งเครื่องยานยนต์ไทยสู่ฐานผลิตแห่งอนาคต ดัน Local Content–ลงทุน–ส่งออก พร้อมปรับมาตรการ EV3/EV3.5 รับการเปลี่ยนผ่าน

วันที่ 10 กันยายน 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (EV Board) โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน พร้อมด้วย นายภาสกร ชัยรัตน์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม นายเกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ ตลอดจนผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ กระทรวงการคลัง

การประชุมครั้งนี้มุ่งกำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้สอดรับกับเทคโนโลยีและแนวโน้มยานยนต์แห่งอนาคต โดยให้ความสำคัญควบคู่กันทั้ง การต่อยอดความแข็งแกร่งของฐานการผลิตเดิม และการสร้างขีดความสามารถรองรับเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันและก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์แห่งอนาคตที่ครบวงจร

ที่ประชุมได้ติดตามความก้าวหน้าของมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าและการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง ทั้งรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถโดยสาร รถเพื่อการพาณิชย์ แบตเตอรี่ และชิ้นส่วนสำคัญ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านสถานีอัดประจุและสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ พร้อมพิจารณาแนวทางสนับสนุนเทคโนโลยี HEV/MHEV ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ตลอดจนการเพิ่มสัดส่วน Local Content และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์สมัยใหม่ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและการจ้างงานภายในประเทศ

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมให้ความสำคัญกับการพัฒนา ระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) อย่างครบวงจร ทั้งการขยายโครงสร้างพื้นฐานและระบบข้อมูลด้านการอัดประจุ การยกระดับมาตรฐานแบตเตอรี่ เครื่องอัดประจุ และความปลอดภัย รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้วและซากยานยนต์ ตั้งแต่การรวบรวม การถอดแยก การนำกลับมาใช้ประโยชน์ และการรีไซเคิล ตลอดจนการพัฒนากลไกความรับผิดชอบของผู้ผลิตตามหลัก Extended Producer Responsibility (EPR) เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนและยกระดับขีดความสามารถด้านการรีไซเคิลภายในประเทศ

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้นำข้อเสนอจากภาคเอกชนมาประกอบการกำหนดทิศทางนโยบาย โดยครอบคลุมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน มาตรฐานและการทดสอบ มาตรการภาษีและสิทธิประโยชน์ การส่งเสริม Local Content และ Common Parts การสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ การยกระดับผู้ประกอบการไทย การรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ตลอดจนการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์เกิดขึ้นอย่างสมดุล ทั้งในกลุ่มผู้ผลิตเดิม นักลงทุนรายใหม่ และผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ

ในด้านมาตรการภาครัฐ ที่ประชุมได้หารือแนวทาง ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตให้สอดคล้องกับการลงทุน การผลิต การส่งออก และการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ รวมถึงการเตรียมมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าในช่วงเปลี่ยนผ่าน และการปรับแนวทางการดำเนินมาตรการ EV3 และ EV3.5 ให้เหมาะสมกับสถานการณ์และทิศทางอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนและการผลิตในประเทศอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการขับเคลื่อนในระยะต่อไป จะดำเนินการผ่านคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ คณะอนุกรรมการด้านการผลิตยานยนต์สมัยใหม่และชิ้นส่วน ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน และ คณะอนุกรรมการด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน เพื่อบูรณาการการดำเนินงานด้านการผลิต การลงทุน ตลาด มาตรฐาน กฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน และระบบข้อมูล ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

11 กันยายน 2544 เกิดเหตุการณ์ช็อกโลก ‘วินาศกรรม 11 กันยายน’ หรือ ‘9/11’ ผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบินพุ่งชน ‘เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์-ตึกเพนตากอน’

เกิดเหตุวินาศกรรมช็อกโลก หลังผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบิน 4 ลำ พุ่งชนตึก เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ และตึกเพนตากอน

ย้อนกลับไปเมื่อ 11 กันยายน พ.ศ. 2544 เกิดเหตุการณ์ ‘วินาศกรรม 11 กันยายน’ หรือ ‘9/11’ โดยกลุ่มผู้ก่อการร้ายได้จี้เครื่องบินโดยสาร 4 ลำ ลำแรกเป็นเครื่องบินพาณิชย์ โบอิง 767-200 เที่ยวบินที่ 11 ของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์พุ่งเข้าชนตึก เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 1 (1 World Trade Center) ในเวลา 8.45 น. ตามเวลาในท้องถิ่น

จากนั้นอีกประมาณ 18 นาทีต่อมาลำที่ 2 คือเครื่องบินโบอิง 767-200 เที่ยวบินที่ 175 ของสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ก็พุ่งเข้าชนตึก เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 2 (2 World Trade Center) ตึกแฝดที่เป็นสัญลักษณ์ของทุนนิยมและนิวยอร์ก

จากนั้นเวลาประมาณ 9.40 น. เครื่องบินโบอิง 757-200 เที่ยวบินที่ 77 ของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ก็พุ่งเข้าชนตึกเพนตากอน (Pentagon) ที่ทำการของกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา ณ กรุงวอชิงตัน
และเวลา 10.37 น. เครื่องบินโบอิง 757-200 เที่ยวบินที่ 93 ของสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ ก็ตกที่เมืองซอมเมอร์เซ็ต รัฐเพนซิลวาเนีย

จากเหตุการณ์ครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมดเกือบ 3 พัน โดยเป็นผู้โดยสารลูกเรือรวมทั้งสลัดอากาศบนเครื่องบินทั้งหมด 246 คน ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ตึกถล่มอีก 2,602 คน รวมไปถึงนักผจญเพลิง 343 คนและตำรวจอีก 60 คน อีกทั้งยังมีผู้สูญหายอีก 24 คน

เหตุการณ์นี้ ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช (George W. Bush) ได้ออกมาแถลงการณ์ว่ามันเป็นการกระทำของอสูรร้าย พร้อมทั้งทุ่มกำลังเจ้าหน้าที่เอฟบีไอและเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเกือบ 5 พันคนออกแกะรอยผู้ต้องสงสัยทั่วประเทศ ได้ตัวผู้ต้องสงสัยชาวอาหรับจำนวน 19 คน โดยมีโอซามา บินลาเดน (Osama Binladen) ผู้นำกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะ (al-Qaeda) เป็นเบอร์หนึ่ง แม้บินลาเดนจะออกมาแถลงข่าวปฏิเสธว่าไม่ได้อยู่เบื้องหลังวินาศกรรมครั้งนี้ แต่ก็ดีใจที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับอเมริกา

‘อ.อุ๋ย’ เตือนรัฐบาลอย่าประมาท “มวลชนพระอาทิตย์” ชี้ยุคนี้ชุมนุมวัดที่ความชอบธรรม ไม่ใช่จำนวนคน มวลชนพระอาทิตย์มากกว่าเลขผู้ชุมนุม ยุคนี้วัดที่ความชอบธรรม ประวัติศาสตร์สอนรัฐบาลฟังเสียง

อาจารย์อุ๋ย เตือนรัฐบาลอย่าประมาทมวลชนพระอาทิตย์ ชี้ ยุคนี้การชุมนุมวัดกันที่ “ความชอบธรรม” ไม่ใช่ “จำนวน”

10 กันยายน 2569 -อาจารย์อุ๋ย – ประพฤติ ฉัตรประภาชัย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โพสข้อความผ่านเฟสบุ๊คว่า

“ผมอยากเตือนรัฐบาลว่า อย่าประมาทการเคลื่อนไหวของ “มวลชนพระอาทิตย์” ที่นำโดย สนธิ ลิ้มทองกุล และอย่าประเมินสถานการณ์ด้วยการนับเพียงว่า วันนี้มีคนมาชุมนุมหน้าเวทีกี่ร้อย กี่พัน หรือกี่หมื่นคน เพราะสมการของการเมืองและการเคลื่อนไหวของมวลชนในยุคโซเชียลมีเดียเปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง

ยุคนี้อย่าดูว่ามีคนมาชุมนุมกี่คน แต่ต้องดูว่าข้อเรียกร้องของเขากำลังตรงกับความรู้สึกของคนที่ไม่ได้มาชุมนุมอีกกี่ล้านคน

ในการเมืองยุคดิจิทัล จำนวนคนที่มารวมตัวกันทางกายภาพเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพลังทางการเมือง สิ่งที่ทรงพลังและอันตรายยิ่งกว่าสำหรับผู้ถืออำนาจ คือ “จุดยืน” และ “ความชอบธรรม” ที่สามารถแพร่กระจายออกไปในสังคม

คนหนึ่งคนบนถนนอาจมีโทรศัพท์มือถือหนึ่งเครื่อง แต่โทรศัพท์เครื่องนั้นสามารถถ่ายทอดภาพ ข้อมูล และข้อเรียกร้องออกไปถึงคนอีกนับแสนได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง การชุมนุมที่เริ่มจากคนกลุ่มเล็กจึงสามารถกลายเป็น “แนวร่วมทางสังคม” ซึ่งไม่ปรากฏตัวอยู่หน้าเวที แต่ติดตาม เห็นด้วย แสดงความคิดเห็น แชร์ข้อมูล และพร้อมเปลี่ยนความรู้สึกนั้นให้กลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองได้ตลอดเวลา

ประวัติศาสตร์ต่างประเทศมีบทเรียนให้เห็นมาแล้ว

กรณี Pots and Pans Revolution หรือการประท้วงหม้อและกระทะในไอซ์แลนด์ ช่วงปี 2008–2009 หลังประเทศเผชิญวิกฤตการเงินอย่างหนัก การเคลื่อนไหวของประชาชนค่อย ๆ ขยายตัวจากเวทีสาธารณะและการประท้วงต่อต้านการบริหารวิกฤตของรัฐบาล ก่อนพัฒนาเป็นการชุมนุมครั้งใหญ่ เสียงเคาะหม้อกระทะกลายเป็นสัญลักษณ์ของความไม่พอใจต่อผู้มีอำนาจ จนแรงกดดันทางการเมืองนำไปสู่การล่มของรัฐบาลในเดือนมกราคม 2009

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “วันแรกมีคนมากแค่ไหน” แต่คือข้อเรียกร้องนั้นสามารถขยายความชอบธรรมและดึงประชาชนที่เดิมยืนดูอยู่ข้างสนามเข้ามาร่วมได้หรือไม่

เช่นเดียวกับ Rose Revolution หรือการปฏิวัติกุหลาบในจอร์เจีย ปี 2003 ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางข้อครหาอย่างหนักเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสของการเลือกตั้ง การเคลื่อนไหวเริ่มจากเครือข่ายฝ่ายค้าน นักศึกษา และภาคประชาชน ก่อนขยายตัวอย่างรวดเร็วจนมีประชาชนหลายหมื่นคนออกมาร่วมต่อต้านรัฐบาล และนำไปสู่การลาออกของประธานาธิบดี Eduard Shevardnadze ในเวลาอันสั้น

บทเรียนของทั้งสองประเทศจึงเหมือนกันอยู่ประการหนึ่ง คือ รัฐบาลไม่ควรประเมินพลังทางการเมืองจากจำนวนคนในวันแรก แต่ต้องประเมินจากระดับ “ความชอบธรรม” ของประเด็นที่ประชาชนกำลังพูดถึง

กลับมาที่ประเทศไทย สิ่งที่รัฐบาลควรกังวลจึงไม่ใช่เพียงจำนวนคนที่จะมาร่วมกับมวลชนพระอาทิตย์ แต่คือการสะสมของ “ข้อครหา” ที่กำลังกัดกร่อนความเชื่อมั่นของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นกรณีเขากระโดง ข้อสงสัยเรื่องการฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) คำถามเรื่องความเป็นอิสระขององค์กรตรวจสอบ ตลอดจนกระบวนการยุติธรรมที่ประชาชนบางส่วนตั้งคำถามว่ามีมาตรฐานเดียวกับทุกฝ่ายจริงหรือไม่

แน่นอน รัฐบาลยืนยันว่ากรณีต่าง ๆ เหล่านี้กำลังดำเนินไปตามกระบวนการกฎหมาย และไม่ได้มีการประวิงเวลา แต่ในทางการเมือง การกล่าวว่า “เรื่องอยู่ในกระบวนการ” เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือทำให้ประชาชน มองเห็น ว่ากฎหมายกำลังทำงานอย่างตรงไปตรงมา รวดเร็ว และใช้มาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าผู้ถูกตรวจสอบจะเป็นฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน พรรคพวกของผู้มีอำนาจ หรือบุคคลที่มีทุนมหาศาลเพียงใด

เพราะตามหลักนิติรัฐและนิติธรรม หากรัฐบาลยังคงสร้างตราบาปทางการเมืองและละเลยการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม สุดท้ายระบบนิติธรรมนั่นเองที่จะกลับมาชำระล้างและทำให้รัฐบาลต้องล่มสลายลงด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มวลชนมาขับไล่ด้วยซ้ำ

ยิ่งไปกว่านั้น ข้อเรียกร้องของการเคลื่อนไหวครั้งนี้หลายเรื่องแตะไปถึงประเด็นระดับชาติ ทั้งเรื่องอธิปไตย ทรัพยากรของประเทศ และปัญหา “ทุนสีเทา” ข้ามชาติ

ไม่ว่าจะเป็นทุนสีเทาจากอิสราเอล จีน หรือเครือข่ายทุนมืดข้ามชาติจากประเทศใดก็ตาม หากเข้ามาประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ใช้นอมินี ครอบงำกิจการ หรือใช้อำนาจเงินสร้างอภิสิทธิ์เหนือนิติรัฐไทย รัฐบาลมีหน้าที่ต้องจัดการอย่างเด็ดขาด

ยิ่งเมื่อปรากฏข้อครหาและคำถามจากสังคมถึงความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มทุนต่างชาติบางกลุ่มกับผู้มีอำนาจทางการเมือง รัฐบาลยิ่งมีหน้าที่ต้องพิสูจน์ด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมาว่า ไม่มีบุคคลหรือกลุ่มทุนใดสามารถใช้อำนาจเงินซื้ออภิสิทธิ์เหนือกฎหมายไทยได้

ตามจุดยืนที่แกนนำประกาศ การเคลื่อนไหวของมวลชนพระอาทิตย์ในครั้งนี้ไม่ได้ตั้งเป้าขับไล่รัฐบาล แต่ต้องการกดดันและเตือนสติให้รัฐบาลกลับมาทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ คือปกป้องอธิปไตย รักษาทรัพยากรของชาติ บังคับใช้กฎหมาย และคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนไทย

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลไม่ควรทำที่สุด คือใช้วิธีการเมืองแบบเดิมด้วยการด้อยค่า เยาะเย้ยจำนวนผู้ชุมนุม หรือใช้ทีมปฏิบัติการข่าวสารโจมตีจนผลักประชาชนที่เห็นต่างให้กลายเป็น “ศัตรูของรัฐบาล”

รัฐบาลควรทำตรงกันข้าม คือเปิดใจรับฟังข้อเรียกร้อง อะไรมีหลักฐานก็ตรวจสอบ อะไรผิดกฎหมายก็จัดการ ไม่ว่าจะเป็นคนของใคร และโดยเฉพาะทุนสีเทาต่างชาติ ต้องแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีเจ้าของ และเงินไม่สามารถเจ้าหน้าที่ผู้บังคัาไช้กฎหมายของไทยได้

เพราะแม้รัฐบาลอาจควบคุมเสียงในสภาได้ อาจมีเสียงสนับสนุนเพียงพอที่จะประคองรัฐบาลให้อยู่ต่อได้ และอาจมองว่าคนบนถนนวันนี้ยังมีจำนวนไม่มาก แต่สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลไม่สามารถกําหนดด้วยเสียงในสภาได้ คือ “ความชอบธรรม” ในสายตาประชาชน

และเมื่อใดที่ความชอบธรรมหายไป ต่อให้หน้าเวทีมีคนเพียงไม่กี่ร้อยคน ก็อย่าลืมว่าอาจมีคนอีกหลายล้านคนกำลังยืนอยู่หน้าเวทีนั้น ผ่านหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเอง

ด้วยความปรารถนาดี“

https://www.facebook.com/share/p/19TePNYn6a/?mibextid=wwXIfr

“บ้านปู เน็กซ์” หนุนลดคาร์บอน ขยายบริการที่ปรึกษา Net Zero ช่วยผู้ผลิตไทยรับมือกฎระเบียบคาร์บอน เสริมขีดความสามารถแข่งขันในตลาดโลก พร้อมเพิ่มความยั่งยืนธุรกิจอุตสาหกรรมไทย

บ้านปู เน็กซ์ หนุนผู้ผลิตไทยลดคาร์บอน เสริมแกร่งสู่ตลาดโลก ด้วยบริการที่ปรึกษา Net Zero

บ้านปู เน็กซ์ ผู้ให้บริการ Net Zero Solutions ชั้นนำในเอเชียแปซิฟิก เดินหน้าขยายบริการที่ปรึกษาด้าน Net Zero (Net Zero Consultation) ส่งเสริมกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตและส่งออกของประเทศไทยให้สามารถจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรับมือกฎระเบียบด้านความยั่งยืนและข้อบังคับจากคู่ค้าระดับสากลที่เข้มข้นขึ้น พร้อมนำเสนอโซลูชันลดการปล่อยคาร์บอนครบวงจร เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเติบโตได้อย่างยั่งยืนในตลาดโลก

ปัจจุบันผู้ผลิตและส่งออกไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากกฎระเบียบหลายด้าน ทั้งมาตรการเก็บภาษีคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป* (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM)1 และภาษีคาร์บอน2 (Carbon Tax) ในหลายประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต นอกจากนี้ ยังมีกฎระเบียบการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืนของสหภาพยุโรป3 (ESPR) ที่กำหนดให้สินค้าใน EU ต้องจัดทำ Digital Product Passport (DPP) เพื่อเผยแพร่ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงนโยบายของคู่ค้าสากล ที่ให้ผู้ผลิตและส่งออกต้องเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยการลดคาร์บอนเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างโอกาสทางการค้าในตลาดส่งออก ขณะที่ในประเทศไทยก็มีนโยบายจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่ส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยข้อมูล ESG4 ตามมาตรฐานรายงานความยั่งยืนสากล และเข้ารับการประเมินหุ้นยั่งยืน (SET ESG Ratings) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนเลือกลงทุนในบริษัทที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม รับผิดชอบต่อสังคม และบริหารงานตามหลักบรรษัทภิบาล

เพื่อช่วยให้ทุกอุตสาหกรรม โดยเฉพาะภาคการผลิตเพื่อส่งออกพร้อมสำหรับความท้าทายดังกล่าว บ้านปู เน็กซ์ นำเสนอบริการที่ปรึกษาด้าน Net Zero แบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การประเมินและจัดทำรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) และคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint for Product: CFP) ครอบคลุม Scope 1-3 บริการขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิต การติดตามและบริหารจัดการคาร์บอนผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม การเสนอแนวทางลดการปล่อยคาร์บอน ไปจนถึงการจัดทำรายงานความยั่งยืนตามกรอบมาตรฐานสากล รวมถึงการวางแผนองค์กรสู่เป้าหมาย Net Zero ซึ่งแนวทางจัดการเหล่านี้ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนจากมาตรการภาษีคาร์บอนได้ในระยะยาว เสริมความน่าเชื่อถือกับคู่ค้าต่างประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

นายสมิทธิพร เศรษฐปราโมทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เน็กซ์ จำกัด กล่าวว่า “กฎระเบียบด้านคาร์บอนและมาตรฐานความยั่งยืนระดับสากลกำลังเปลี่ยนทิศทางการดำเนินธุรกิจของภาคการผลิตเพื่อส่งออกและอีกหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก สะท้อนผ่านการปรับตัวของภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษาที่มุ่งสู่การรับรอง UI Green Metric5 กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และอาคารพาณิชย์ที่ต้องการมาตรฐาน LEED6 หรือ TREES7 กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่พัฒนาสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ8 (Eco Industrial Town) ตามแนวทางของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยโซลูชันการจัดการคาร์บอนและความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ บ้านปู เน็กซ์ ในฐานะพันธมิตรระยะยาวด้าน Net Zero มุ่งสนับสนุนทุกธุรกิจและอุตสาหกรรมไทย ด้วยความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาด และการวางกลยุทธ์ Net Zero เราพร้อมส่งมอบโซลูชันครบวงจรที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในทุก Scope ลดต้นทุนระยะยาว และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเติบโตในตลาดโลกได้อย่างแข็งแกร่ง"

ปัจจุบัน บ้านปู เน็กซ์ ได้ให้บริการที่ปรึกษาด้าน Net Zero แก่ลูกค้าหลากหลายอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง อาทิ กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตและส่งออก สถาบันการศึกษา และธุรกิจบริการภาคพื้นท่าอากาศยาน สะท้อนถึงศักยภาพของบริษัทในการออกแบบโซลูชันที่เหมาะสมและตอบโจทย์ทุกความต้องการของแต่ละธุรกิจ พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมไทยสู่คาร์บอนต่ำ

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจโซลูชัน Net Zero ครบวงจรของบ้านปู เน็กซ์ สามารถติดต่อฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 02-095-6599 หรือข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.banpunext.co.th

#BanpuNEXT #บ้านปูเน็กซ์ #NetZeroSolutions #NetZeroConsultation

หมายเหตุ
*มาตรการเก็บภาษีคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) คือการกำหนดให้ผู้นำเข้าสินค้าที่ปล่อยคาร์บอนสูงเข้าสู่สหภาพยุุโรป (EU) รับภาระต้นทุนคาร์บอนเทียบเท่าสินค้าที่ผลิตใน EU เพื่อป้องกันการรั่วไหลของคาร์บอน (Carbon Leakage) ซึ่งเกิดจากการย้ายฐานการผลิตสินค้าที่ปล่อยคาร์บอนสูงไปยังประเทศที่มีกฎหมายการปล่อยก๊าซฯ ไม่เข้มงวด แล้วจึงนำสินค้ากลับเข้ามาขายใน EU ขณะเดียวกันก็เป็นการกระตุ้นประเทศคู่ค้าให้ปรับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

CU-TU ยังคุ้มค่าส่งลูกเรียนหรือไม่

มิติสังคมไทย-การลงทุน-วิชาการ
ยังถือว่าคุ้มค่าเป้าหมายทำงาน
มิติในประเทศ-เอเชีย เด่น Connection-Alumni
มีทางเลือกหลักสูตรอินเตอร์ BBA-EBA-ISE-BIR และอื่นๆ
ที่มาตรฐานสูง มีอาจารย์ต่างชาติ- Exchange Program
กับมหาวิทยาลัยระดับโลก-คุ้มเงิน

แต่ถ้ามิติสากล -ต้องเลือกคณะ-วางแผนต่อยอด
เป้าหมายทำงานบริษัท Tech-มีข้อจำกัดด้าน
-Ranking-Global Brand -Investment Bank
แม้ CU-TU ท็อปของไทย แต่ยังห่างกับ NUS-NTU -HKU-HKUST
Ivy Leaguge-Russel Group ในสายตานายจ้าง

แต่ CU-TU ยังคุ้มค่ามากด้านEcon-BBA
บริษัทชั้นนำ McKinsey-BCG-Bain-InvesterBanK

ครูฮ้วง Little Thinker Land

ที่มา : https://www.facebook.com/619500571/posts/10166312155180572/?rdid=XjH6fjxkDvdcmMPm#

ผ่านไป 4 ปี จาก “ยูเครนจะชนะ” สู่ “ยูเครนกำลังแพ้”!! 'เดวิด เพเทรอุส' ทำนายผิด ปี 2022 ยูเครนจะชนะสงคราม ปี 2026 ยูเครนกำลังแพ้สงคราม สะท้อนสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ผ่านไปแค่ 4 ปี...
ปี 2022 เดวิด เพเทรอุส (David Petraeus) อดีตผู้อำนวยการ CIA และอดีตนายพล 4 ดาวของสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ The Spectator พร้อมพาดหัวตัวโตว่า

“Ukraine will win the war” - “ยูเครนจะชนะสงคราม”
พร้อมทิ้งประโยคเด็ดว่า “ผมไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องสงสัยอีกต่อไปแล้ว ยูเครนจะเป็นฝ่ายชนะ”

ปี 2026 The Spectator พาดหัวใหม่ว่า...
“Ukraine is losing the war” - “ยูเครนกำลังแพ้สงคราม”

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/194174770388504/permalink/839215275884447/?rdid=aRJQ5KqUDNq8EgKM#

‘กรณ์’ จี้รัฐจัดระเบียบอัลกอริทึมโซเชียล รัฐขานรับแก้ปัญหาผลกระทบเยาวชน Algorithm โซเชียลทำติดเสพติด Meta จ่ายค่าปรับ 500,000 ล้านบาท มาตรการต่างชาติยังไม่มีในไทย

กรณ์ จาติกวณิช โพสต์ลงเฟสบุ๊ค

จัดระเบียบ Social Media จัดระบบ Algorithm แก้ปัญหาผลกระทบต่อเยาวชน

เรื่องนี้ยังเป็นประเด็นใหม่ และนักการเมืองยังไม่มั่นใจว่าสังคมต้องการอะไร
เมื่อคืนในการอภิปรายงบประมาณของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผมได้นำเสนอว่ารัฐบาลควรใส่ใจเรื่องนี้

ในการสนทนากับเยาวชน พวกเราสัมผัสได้ถึงความกดดันของเยาวชนซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการใช้ social media แพลตฟอร์มต่างๆ การเสพนานๆ จะมีส่วนทำให้เกิดอารมณ์ที่มาจากการเปรียบเทียบ นำไปสู่อาการ FOMO ปัญหาเรื่องสมาธิ และในบางกรณีมีผลถึงสุขภาพจิต

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่โทรศัพท์ ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่ปัญหาอยู่ที่ algorithm ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้เราไถไม่หยุด เจตนาคือการให้ผู้ใช้ติดอยู่ในแพลทฟอร์มให้นานที่สุด ตรงนี้คือความเสี่ยงต่อผู้เยาว์เป็นพิเศษ
เราต้องเข้าใจก่อนว่า algorithm ที่ว่านี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อประโยชน์ของเรา แต่ออกแบบมาเพื่อประโยชน์ของแพลทฟอร์ม

จึงเป็นเหตุให้หลายประเทศได้ออกมาตรการระดับกฎหมายเพื่อป้องกันการเข้าถึงโดยผู้เยาว์
ได้ผลหรือไม่อย่างไรยังไม่ชัดเจน แต่เราอาจมีทางเลือกอื่น เพราะล่าสุดที่สหรัฐ ได้มีการรวมกลุ่มโดย 47 รัฐ ฟ้องร้อง Meta (เจ้าของ FB และ Instagram) กล่าวหาว่า Meta จงใจออกแบบ algorithm เพื่อให้ผู้ใช้เสพติด (โดยเฉพาะผู้เยาว์) โดยเรียกความเสียหาย 6 ล้านล้านบาท
สุดท้าย Meta ขอยอมจ่ายค่าเสียหาย 500,000 ล้านบาท และยอมแก้ algorithm เพื่อลดความเสี่ยงให้กับผู้เยาว์ต่อการเสพติด เช่นจำกัดเวลาการใช้วันละ 2 ชั่วโมง ปิดกั้นการใช้ช่วงดึก ปิดไม่ให้ส่ง notification ช่วงเวลาเรียน ฯลฯ

ดูเหมือนอาจจะมีผลบังคับกับ TikTok, X และ YouTube ด้วย
แต่ประเด็นสำคัญคือมาตรการเหล่านี้มีผลต่อการคุ้มครองเยาวชนในอเมริกาเท่านั้น
สรุปคือหากเราต้องการเงื่อนไขแบบนี้ เขาทำให้ได้ แต่คงไม่ทำหากเราไม่ร้องขอ
หากรัฐบาลคิดว่าจะเป็นประโยชน์กับเยาวชนคนไทย ให้มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น มีสมาธิในการเรียนการใช้ชีวิตมากขึ้น มีโอกาสที่จะถูกชักจูงโดย algorithm ต่างชาติน้อยลง รัฐบาลควรมีท่าทีที่ชัดเจน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1629643401857548&id=100044357112719&post_id=100044357112719_1629643401857548&rdid=FnN6SbjwkDkCG7b9#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top