Saturday, 24 October 2026
THE STATES TIMES TEAM

เด็กเอเชียค่ะแนน PISA พุ่ง ผลจากขยัน-เรียนหนัก เด็กไทยปีนี้คะแนนพุ่ง วิทย์-เลข-การอ่าน จีนนำโด่ง โดยเฉพาะเขตปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เจียงซูและเจ้อเจียง ตามด้วยสิงคโปร์ มาเก๊า ไทเป ญี่ปุ่น วิทย์-เลข อาเซียน สิงคโปร์นำลิ่ว ตามด้วย เวียดนาม บรูไนและไทย

สสวท. เผยผล PISA 2025 นักเรียนไทยพัฒนาขึ้นทั้ง 3 ด้าน “วิทยาศาสตร์–คณิตศาสตร์–การอ่าน” เดินหน้าสร้างสมรรถนะสู่โลกอนาคต

นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงานแถลงข่าวผลการประเมิน PISA 2025 พร้อมมอบนโยบายการยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กล่าวรายงานและแถลงผลการประเมิน PISA 2025 พร้อมด้วย ดร.ธงชัย ชิวปรีชา ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนเพื่อยกระดับผลการประเมิน PISA รวมถึงคณะผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมในงาน เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ณ ห้องประชุมปรินซ์ บอลรูม 3 โรงแรมปรินซ์พาเลซ กรุงเทพมหานคร

PISA เป็นโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากลที่ริเริ่มโดย OECD มุ่งวัดความสามารถของนักเรียนอายุ 15 ปีในการนำความรู้และทักษะไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริง โดยการประเมิน PISA 2025 เน้นด้านวิทยาศาสตร์เป็นด้านหลัก ควบคู่กับคณิตศาสตร์และการอ่าน รวมถึงการประเมินด้านการเรียนรู้ในโลกดิจิทัล (Learning in the Digital World) โดยประเทศไทยมีนักเรียนกลุ่มตัวอย่างเข้าร่วมการประเมิน 8,547 คน จากสถานศึกษา 273 แห่ง ครอบคลุมทุกสังกัดการศึกษา

ผลการประเมิน PISA 2025 สะท้อนสัญญาณเชิงบวกของการศึกษาไทย โดยคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนไทยเพิ่มขึ้นทั้ง 3 ด้านเมื่อเทียบกับ PISA 2022 ได้แก่ วิทยาศาสตร์ 432 คะแนน เพิ่มขึ้น 23 คะแนน คณิตศาสตร์ 407 คะแนน เพิ่มขึ้น 13 คะแนน และการอ่าน 392 คะแนน เพิ่มขึ้น 13 คะแนน ส่งผลให้ประเทศไทยขยับจากอันดับ 58 ในปี 2022 สู่อันดับ 53 ในปี 2025 และเป็นหนึ่งใน 8 ประเทศหรือเขตเศรษฐกิจที่มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้ง 3 ด้าน สะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการเร่งฟื้นฟูและพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง

นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ กล่าวว่าผลการประเมินครั้งนี้เป็นความสำเร็จร่วมกันของนักเรียน ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้ปกครอง และบุคลากรทางการศึกษาทุกฝ่าย โดยผลคะแนนที่เพิ่มขึ้นเป็นเครื่องยืนยันว่าเด็กไทยมีศักยภาพและระบบการศึกษาไทยสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม คะแนนที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่เหตุผลให้หยุดพัฒนา แต่ต้องใช้เป็นแรงส่งในการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ให้เร็วขึ้น เข้มข้นขึ้น และเข้าถึงเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยกระทรวงศึกษาธิการจะนำข้อมูล PISA มาวิเคราะห์เชิงลึกทั้งในระดับประเทศ พื้นที่ สถานศึกษา และกลุ่มผู้เรียน เพื่อกำหนดแนวทางพัฒนาการอ่าน การคิดวิเคราะห์ การประยุกต์ใช้ความรู้

ด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ตลอดจนการพัฒนาครูและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการ สสวท. ในฐานะผู้แถลงผลการประเมิน PISA 2025 กล่าวรายงานและนำเสนอภาพรวมผลการประเมิน โดยชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการพัฒนาของนักเรียนไทยที่มีคะแนนเพิ่มขึ้นทั้ง 3 ด้าน พร้อมนำเสนอข้อมูลเชิงลึกด้านสมรรถนะวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นด้านหลักของ PISA 2025 รวมถึงผลการประเมินด้านการแก้ปัญหาเชิงคำนวณที่ประเทศไทยได้ 476 คะแนน เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย OECD ที่ 500 คะแนน สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการส่งเสริมทักษะการคิดเชิงระบบการแก้ปัญหา และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อเตรียมผู้เรียนให้พร้อมต่อการเรียนรู้และการทำงานในโลกดิจิทัลขณะเดียวกันผลการประเมินยังสะท้อนประเด็นที่ต้องเร่งพัฒนา โดยเฉพาะการอ่าน การทำความเข้าใจ วิเคราะห์และประเมินข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย รวมถึงการส่งเสริมทักษะการคิดและการใช้หลักฐานประกอบการตัดสินใจ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญ ต่อการเรียนรู้และการดำรงชีวิตในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

สำหรับผลการประเมินในภูมิภาคอาเซียน ประเทศไทยมีคะแนนวิทยาศาสตร์ 432 คะแนน สูงกว่ามาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา และฟิลิปปินส์ ส่วนคณิตศาสตร์ 407 คะแนน และการอ่าน 392 คะแนน ขณะที่ค่าเฉลี่ยประเทศสมาชิก OECD อยู่ที่ 482, 463 และ 461 คะแนน ตามลำดับ สะท้อนว่าประเทศไทยยังมีโจทย์สำคัญในการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีสมรรถนะสูงขึ้นและลดช่องว่างระหว่างกลุ่มผู้เรียน

สสวท. ในฐานะศูนย์ดำเนินงาน PISA แห่งชาติ จะนำข้อมูลจากผลการประเมินมาใช้สนับสนุนการพัฒนาการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ การพัฒนาครู ตลอดจนการส่งเสริมสื่อและทรัพยากรการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ เพื่อให้ผลจาก PISA นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในห้องเรียน และร่วมกันยกระดับศักยภาพผู้เรียนไทยให้สามารถ “คิดเป็น ใช้ความรู้เป็น แก้ปัญหาเป็น และเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต” สอดรับกับความต้องการของโลกอนาคตอีกด้วย 

ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติม https://pisathailand.ipst.ac.th/news-23/

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid02kNisD69TUjjXFviJCyqh1zs2b6ydqnDECvQycoFYeNkJKbNTCP982rWj94ifCMsVl&id=100064706947347&_rdr

บางจากฯ คว้ารางวัลระดับ Diamond !! จากกรมธุรกิจพลังงาน การันตีมาตรฐานน้ำมันคุณภาพสูงทุกลิตร ผ่านระบบควบคุมเข้มข้นทุกขั้นตอน สร้างความยั่งยืนพร้อมรักษาสิ่งแวดล้อม

บางจากฯ คว้ารางวัลสูงสุดระดับ “Diamond” จากกรมธุรกิจพลังงาน การันตีมาตรฐานน้ำมันคุณภาพสูงทุกลิตร

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านพลังงาน คว้าโล่ประกาศเกียรติคุณระดับ “Diamond” รางวัลสูงสุดจากโครงการเชิดชูเกียรติผู้ประกอบการธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิง “DOEB Fuel Management Award” โดยกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน สะท้อนความเป็นเลิศในการบริหารจัดการคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเป็นระบบและครบวงจร ตั้งแต่การผลิต การจัดเก็บ การขนส่ง จนถึงการส่งมอบถึงผู้บริโภค สร้างความมั่นใจได้ว่าน้ำมันบางจากทุกลิตรคงคุณภาพสูงตามมาตรฐานอย่างสม่ำเสมอ

นายเสรี อนุพันธนันท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า "รางวัลระดับ Diamond ที่บางจากฯ ได้รับ ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดที่มอบให้แก่ผู้ค้าน้ำมันที่ผ่านเกณฑ์การประเมินอย่างเข้มข้นใน 3 มิติหลัก ได้แก่ ระบบการควบคุมคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง ความยั่งยืนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม และด้านเศรษฐศาสตร์ ความสำเร็จในครั้งนี้เป็นผลลัพธ์โดยตรงจากระบบควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดในทุกขั้นตอน (End-to-End Quality Control) ตั้งแต่การผลิตและจัดหาน้ำมันคุณภาพสูง การจัดเก็บที่คลังน้ำมัน และการขนส่ง ไปจนถึงการตรวจรับและควบคุมคุณภาพ ณ สถานีบริการน้ำมัน โดยบางจากฯ มีระบบการตรวจคุณภาพที่สถานีบริการด้วย Mobile Lab เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่ส่งมอบถึงผู้บริโภคทุกลิตรมีคุณภาพสูงตามมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง การได้รับรางวัล "Diamond" ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการยืนยันถึงคุณภาพน้ำมันทุกลิตรที่ส่งมอบให้แก่ผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด “Greenovative Destination” ที่มุ่งหวังให้สถานีบริการน้ำมันบางจากเป็นจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์และสร้างความสุขให้กับผู้ใช้บริการทุกท่านอย่างยั่งยืน”

'อรรถวิชช์' ซัด กกพ.!! ชี้โครงสร้างพลังงานผิดเพี้ยน จี้พลังงานดันเสรีโซลาร์–ปลดล็อก Data Center แนะเพิ่มงบปี 70 ดัน เสรีโซลาร์ ลดภาระค่าไฟช่วยประชาชน

“อรรถวิชช์” ซัด กกพ. ทำโครงสร้างพลังงานผิดเพี้ยน-ดอง Data Center แนะกระทรวงพลังงานใช้งบปี 70 เพิ่มรายได้รัฐ ดัน “เสรีโซลาร์” ลดภาระประชาชน

เมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ของกระทรวงพลังงานว่า แม้จะได้รับงบประมาณปกติน้อยที่สุดในบรรดาทุกกระทรวง เพียงราว 1,000 กว่าล้านบาท แต่ปีนี้ได้รับเงินมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ จาก พ.ร.ก.เงินกู้เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 200,000 ล้านบาท และงบกลางช่วยเหลือวิกฤตพลังงานอีกราว 12,000 ล้านบาท จึงเสนอให้ตัดงบประมาณส่วนปกติของกระทรวงลง 1% เพื่อความสมเหตุสมผล

ดร.อรรถวิชช์ กล่าวถึงรายได้ของกระทรวงพลังงาน ซึ่งหารายได้เป็นอันดับสองให้รัฐ ลดลงจาก 83,000 ล้านบาท เหลือประมาณ 70,000 ล้านบาท หรือลดลงกว่า 20% ส่วนหนึ่งเกิดจากแหล่งก๊าซหลักอย่างบงกชและเอราวัณกำลังจะหมดลง จึงเรียกร้องให้กระทรวงเร่งสำรวจแหล่งก๊าซใหม่ในทะเลน้ำลึกฝั่งอันดามัน และผลักดันพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA) เพื่อดึงรายได้กลับคืนมา

ส่วนโครงสร้างการกำกับดูแลพลังงาน ดร.อรรถวิชช์ มองว่า ผิดเพี้ยนมาตั้งแต่การแปรรูป ปตท. เพราะธุรกิจน้ำมันแปรรูปเป็นเอกชนไปแล้ว แต่ไม่มีองค์กรกำกับดูแลเฉพาะ ขณะที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งศาลสั่งห้ามแปรรูปและยังเป็นของรัฐ 100% ทั้งฝ่ายผลิตและฝ่ายสายส่ง (นครหลวงและภูมิภาค) แต่กลับถูกตั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ขึ้นมากำกับตั้งแต่ปี 2550 ส่งผลให้สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. ลดลงจาก 77% ในปี 2543 เหลือ 31% ในปัจจุบัน ขณะที่ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนเข้ามาครองส่วนแบ่งตลาดแทน

สำหรับการใช้งบประมาณเปลี่ยนผ่านพลังงาน ดร.อรรถวิชช์ เสนอให้ กฟผ. เข้าซื้อโรงไฟฟ้าชีวมวลที่กำลังปิดตัวเพื่อดำเนินการเองเพื่อช่วยลดการเผาเศษวัสดุการเกษตรและปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Go Green หลังโรงไฟฟ้าหลายแห่งหมดสัญญารับซื้อไฟฟ้าแบบพิเศษ (Adder) และต้องขายไฟในราคาที่ไม่คุ้มทุนเสี่ยงปิดกิจการหรือถูกกลุ่มทุนใหญ่ซื้อไปทำกำไร

นอกจากนี้ เสนอให้จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม Data Center โดยให้ กฟผ. จับมือกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ใช้ที่ดินของ กฟผ. ในพื้นที่ที่มีกำลังไฟฟ้าเหลือ เพื่อดึงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และเศรษฐกิจดิจิทัลเข้าสู่ประเทศ หลังนักลงทุนบางส่วนเลือกไปลงทุนในเวียดนาม เพราะการขอใบอนุญาตตั้งโรงไฟฟ้ารองรับ Data Center ในต่างจังหวัดทำได้ยาก

ส่วนปัญหาค่าไฟสำหรับผู้เช่าหอพักและอพาร์ตเมนต์ เสนอให้ปรับระบบเรียกเก็บค่าไฟฟ้า (Billing) ให้ครอบคลุมผู้เช่าโดยตรง เนื่องจากมาตรการลดค่าไฟ 200 หน่วยแรกในราคา 3 บาท ไม่ช่วยผู้เช่ากลุ่มนี้ เพราะมิเตอร์ไฟฟ้าเป็นชื่อเจ้าของอาคาร จึงควรให้การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจัดทำระบบเรียกเก็บบิลในชื่อผู้เช่าโดยตรงตามแบบที่ใช้ในต่างประเทศ

พร้อมเรียกร้องให้สภาฯ เร่งผลักดันกฎหมายเปิดเสรีพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งได้เสนอรัฐบาลและประธานสภาฯ บรรจุระเบียบวาระแล้ว โดยจะยกเลิกการขออนุญาตจาก 5 หน่วยงาน 3 กระทรวง เหลือเพียงการจดแจ้งและตรวจสอบความปลอดภัย โดยชี้ว่าปัจจุบันการติดตั้งโซลาร์ขนาด 5 กิโลวัตต์ ใช้เวลาขออนุญาต 1 ปี และมีค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 30,000 บาท จากค่าติดตั้ง 180,000 บาท หากไม่ต้องขออนุญาตจะลดต้นทุนเหลือ 150,000 บาท และหากรัฐบาลช่วยอีก 50,000 บาท จะเหลือเพียง 100,000 บาท จึงจะทำให้โครงการของกระทรวงพลังงานเดินหน้าได้

นอกจากนี้ ดร.อรรถวิชช์ ยังเสนอตัดงบ 3% ของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ โดยทวงถามมาตรการรับมือปาล์มน้ำมัน หลัง พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ปี 2562 กำหนดให้ยุติการอุดหนุนน้ำมันที่มีส่วนผสมชีวภาพ โดยวันที่ 24 กันยายน 2569 กองทุนน้ำมันจะไม่สามารถชดเชยดีเซล B5 และ B7 ที่มีส่วนผสมปาล์มได้อีก ซึ่งจะกระทบปาล์มน้ำมัน 1 ใน 3 ของประเทศ จึงเรียกร้องให้กรรมาธิการเร่งพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อรับมือกับราคาน้ำมันปาล์มที่อาจต่ำลงได้

‘อนุทิน’ ถึงนอร์เวย์ เดินทางถึงกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ ร่วมพระราชพิธีพระศพ กษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 พบปะคนไทยในต่างแดนอย่างอบอุ่น แลกเปลี่ยนพรด้วยความปิติยินดี

นายกฯอนุทินเดินทางถึงนอร์เวย์แล้ว เตรียมร่วมพระราชพิธีพระศพ ‘กษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5’ เผยความประทับใจ เจอคนไทยในต่างแดนทักทายอย่างเป็นกันเอง ทั้งสองฝ่ายต่างตื่นเต้นดีใจ ผลัดกันให้พรซึ่งกันและกัน

วันนี้ (8 ก.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก ระบุว่า

เดินทางถึงกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์เพื่อเข้าร่วมงานพระราชพิธีพระศพของกษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ ในวันที่ 9 ก.ย. ในระหว่างที่เดินสำรวจเส้นทางของงานพระราชพิธี ได้มีคนไทยที่มาจากอเมริกา และคนไทยที่พำนักอยู่ในนอร์เวย์เข้ามาทักทายอย่างเป็นกันเอง ทั้งสองฝ่ายต่างตื่นเต้นดีใจ ผลัดกันให้พรซึ่งกันและกันด้วยความปิติยินดี ขอบพระคุณมากๆ ครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1561610199334645&id=100064570394286&rdid=2im4HCwRDbY4goUt#

พันธมิตรฝรั่ง ออกอาการรังเกียจอิสราเอล! แรง!! 12 ชาติรวมอังกฤษ ฝรั่งเศส แคนาดา เตรียมใช้มาตรการจำกัดสินค้า นิคมในเวสต์แบงก์ถูกตัดสิทธิ์ เตือนทำลายความหวังสองรัฐ

12 ชาติตะวันตก รวมอังกฤษ ฝรั่งเศส และแคนาดา เตรียมจำกัดการค้ากับนิคมอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ หลังสถานการณ์ความรุนแรงจากนโยบายการขยายพื้นที่นิคมชาวยิวทวีความรุนแรงขึ้น

รัฐมนตรีต่างประเทศจาก อังกฤษ ฝรั่งเศส แคนาดา เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ ไอร์แลนด์ นอร์เวย์ โปแลนด์ โปรตุเกส สเปน และสวีเดน ออกแถลงการณ์ร่วมในวันนี้ ประกาศเตรียมใช้หรือสนับสนุนมาตรการจำกัดการค้าสินค้ากับนิคมอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ดินแดนที่ถูกยึดครอง ซึ่งทั้ง 12 ประเทศระบุว่าเป็นนิคมที่ ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ โดยอังกฤษ ฝรั่งเศส และแคนาดาจะเดินหน้ามาตรการระดับชาติเพื่อ ห้ามการค้าสินค้าจากนิคมเหล่านี้

ทั้ง 12 ประเทศยังเตือนอีกว่า การดำเนินการดังกล่าวกำลังทำลายโอกาสของแนวทาง “สองรัฐ” (Two-State Solution) สำหรับอิสราเอลและปาเลสไตน์

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1395042532784103/?rdid=BOdh3qrw22sKRNyj#

เล่นต่างชาติที่มาเทาบ้านเราแล้ว

เล่นต่างชาติที่มาเทาบ้านเราแล้ว ต้องจัดหนักไทยเอื้อเทาให้เต็มที่ แก้กฎหมายด่วน !

ศาสตราจารย์ ดร.ไชยันต์ ไชยพร
อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ที่มา : https://www.facebook.com/100001287626532/posts/28588894677403405/?rdid=1kA9eJbBzd3jUDns#

บัญชี บพิตรพิมุข จักรวรรดิ จัดอบรม CPD เสริมทักษะวิชาชีพบัญชี–ภาษี–ตรวจสอบ สู่โลกธุรกิจยุคใหม่ เน้นพัฒนาความรู้ด้านบัญชีและภาษี อบรม 5-6 ก.ย. 69 ที่ราชมงคลรัตนฯ เตรียมพร้อมนักบัญชียุคใหม่อย่างครบถ้วน

สาขาวิชาการบัญชี บพิตรพิมุข จักรวรรดิ จัดอบรม CPD เสริมความรู้วิชาชีพ พร้อมเดินหน้าบริการวิชาการสู่สังคม

สาขาวิชาการบัญชี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ บพิตรพิมุข จักรวรรดิ จัด โครงการอบรมการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพบัญชีสำหรับผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชี (CPD) ระหว่างวันที่ 5–6 กันยายน 2569 ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ บพิตรพิมุข จักรวรรดิ

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและพัฒนาความรู้ของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของมาตรฐานวิชาชีพ กฎหมาย ภาษีอากร และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในปัจจุบัน ตลอดจนสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีจรรยาบรรณ

ภายในงานได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ถ่ายทอดความรู้ในหัวข้อที่สำคัญ อาทิ การบัญชีนิติวิทยา จรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี และหลักสูตร “Tax Audit Masterclass : เตรียมความพร้อมให้ธุรกิจปลอดภัยจากหมายเรียกสรรพากร” พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางการปฏิบัติงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด

การจัดโครงการครั้งนี้สะท้อนบทบาทของสาขาวิชาการบัญชีในการเป็นแหล่งเรียนรู้และให้บริการทางวิชาการแก่ผู้ประกอบวิชาชีพ ศิษย์เก่า นักศึกษา และประชาชนทั่วไป โดยในอนาคต สาขาวิชาการบัญชี บพิตรพิมุข จักรวรรดิ จะยังคงจัดโครงการอบรมและกิจกรรมบริการวิชาการอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งด้านบัญชี ภาษีอากร การตรวจสอบบัญชี เทคโนโลยีทางการบัญชี และประเด็นร่วมสมัยที่จำเป็นต่อการทำงานในโลกธุรกิจยุคใหม่

สำหรับน้อง ๆ Dek70 ที่สนใจเรียนบัญชี

สาขาวิชาการบัญชี บพิตรพิมุข จักรวรรดิ พร้อมพัฒนาผู้เรียนตั้งแต่พื้นฐานการบัญชี สู่การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ระบบสารสนเทศ และประสบการณ์จากกิจกรรมร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การทำงานจริงในอนาคต

เปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่ Dek70

ทั้งหลักสูตรปริญญาตรี ภาคปกติ / เทียบโอน / ภาคสมทบ

ติดตามข่าวสาร กิจกรรมบริการวิชาการ และรายละเอียดการรับสมัครได้ทางเพจ

สาขาวิชาการบัญชี บพิตรพิมุข จักรวรรดิ

เรียนบัญชี ไม่ได้เรียนแค่ในตำรา แต่ได้เรียนรู้จากวิชาชีพจริง พร้อมเติบโตไปกับโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลง

ทูตรัสเซีย ชูไทย–รัสเซีย สู่ยุคใหม่ความร่วมมือเศรษฐกิจ!! ความสัมพันธ์ครบรอบ 130 ปี ปีหน้า มูลค่าการค้าเพิ่ม 26% ไตรมาสแรก เน้นลงทุน-เทคโนโลยี-พลังงาน จัดประชุมใหญ่ ต.ค. 2569 กรุงเทพฯ

บทความโดยเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย นายเยฟกินี โทมิคิน (Evgeny Tomikhin) เรื่อง รัสเซียและไทย: สู่ยุคใหม่ในความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

ประเทศรัสเซียและไทยนั้นมีรากฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน เราจะมีการเฉลิมฉลองสำหรับการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 130 ปี ในปีหน้านี้ เราได้เห็นชัดในมิติเศรษฐกิจที่มีความชัดเจนมากขึ้นในปัจจุบัน แม้ว่าเราจะมีความท้าทายมากยิ่งขึ้น แต่การค้าระหว่างรัสเซียและไทยต่างกำลังเติบโตมากยิ่งขึ้นในทางที่ดี ในปี 2568 มูลค่าการค้าระหว่างรัสเซียและไทยเพิ่มขึ้น 2.3% แตะระดับ 1.72 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ในไตรมาสแรกของปี 2569 มูลค่าการค้าเพิ่มขึ้นอีก 26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ดังนั้น สถานการณ์ในปีนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตในทิศทางที่ดี
ความร่วมมือระหว่างรัสเซียและไทยแสดงให้เห็นว่าทั้งสองประเทศมีศักยภาพในเชิงการค้า แม้ว่าจะเจอความผันผวนอย่างมากในโลก ทั้งในระบบการเงิน และโลจิสติกส์ เรามีภารกิจร่วมกันในการเพิ่มความหลากหลายทางการค้า เพิ่มปริมาณสินค้า และพัฒนาความร่วมมือกันระหว่างบริษัทเอกชนของทั้งสองประเทศ

รัสเซียไม่ได้เห็นความสำคัญจากการเพิ่มปริมาณการส่งออกไปสู่ตลาดไทยเท่านั้น แต่ยังต้องการขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญ และรัสเซียเองก็มีกำลังการผลิตสำหรับตลาดในประเทศไทยเพียงพอ โดยเฉพาะด้านพลังงาน อุตสาหกรรม เกษตรกรรมและความมั่นคงทางอาหารโดยรวม การขนส่ง เทคโนโลยีดิจิทัล วิทยาศาสตร์ และการศึกษา

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยเองก็เป็นศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจและการคมนาคมที่สำคัญมากของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในภาคธุรกิจที่มีศักยภาพหลายสาขา เช่น เกษตรกรรม โลจิสติกส์ อุตสาหกรรมเคมี และอุตสาหกรรมอาหาร

เราได้เห็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและไทยเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปีนี้ โดยในเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ในงานได้มีการจัดเสวนาทางธุรกิจในหัวข้อ รัสเซีย–ไทย: มิติใหม่สำหรับการค้าและการลงทุน โดยมีหน่วยงานภาครัฐ องค์กรธุรกิจ และบริษัทของรัสเซีย และไทยเข้าหารือร่วมกันถึงสถานการณ์ในปัจจุบันและแนวโน้มของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและไทย การพูดคุยกันนั้นไม่ได้จำกัดแต่เพียงรูปแบบการค้าแบบสมัยก่อน แต่หากให้ความสำคัญกับการลงทุน การเสริมสร้างแนวทางและความร่วมมือเพื่อให้เอื้อแก่ผู้ประกอบการ

ปลายเดือนกรกฎาคม 2569 ทางหอการค้าและอุตสาหกรรมของกรุงมอสโกได้จัดเวทีในชื่อ การเจรจาธุรกิจ มอสโก–กรุงเทพฯ: ทิศทางความร่วมมือทางธุรกิจร่วมกัน งานนี้ได้รับความร่วมมือจากภาคธุรกิจในประเทศรัสเซียและไทย เพื่อช่วยกันผลักดันนโยบายเพื่อการพาณิชย์ให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ผลักดันธุรกิจที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสนใจร่วมกัน และเพิ่มช่องทางใหม่ ๆ ในการติดต่อระหว่างกันของบริษัทรัสเซียและไทย

เรามีอีกหนึ่งกลไกสำคัญในความร่วมมือทางเศรษฐกิจ นั่นคือ คณะกรรมาธิการร่วมรัสเซีย-ไทยว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี ซึ่งมีบทบาทในการพิจารณาประเด็นต่าง ๆ ที่ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศเผชิญอย่างเป็นระบบ คณะกรรมาธิการมีส่วนช่วยในการพัฒนาความร่วมมือในอนาคต และได้มีการจัดประชุมร่วมกันไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2569 ในการจัดการประชุมคณะกรรมาธิการฯ ครั้งที่ 9 สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการติดต่อสื่อสารกันและขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

กลไกความร่วมมือแบบนี้กำลังมีบทบาทมากยิ่งขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากมีส่วนช่วยในการเชื่อมต่อหน่วยงานรัฐบาลและภาคธุรกิจ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมสำหรับโครงการต่าง ๆ ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ทั้งรัสเซียและไทยต่างมีความร่วมมือทวิภาคีที่สูงกว่าระดับการค้าในปัจจุบันมาก รัสเซียหวังถึงการพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่มีความลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น เพิ่มการลงทุน ขยายความร่วมมือกันทางด้านการผลิต เพื่อเป้าหมายในระยะยาว เรามีความจำเป็นในการสร้างมูลค่าเพิ่มใหม่ ๆ เพื่อให้ตลาดของทั้งสองประเทศเชื่อมโยงกัน และใช้กลไกการชำระเงินที่มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น

นอกจากนั้น ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและไทยควรขยายสู่ระดับภูมิภาคมากยิ่งขึ้น โดยรัสเซียได้ให้การสนับสนุนความสัมพันธ์กับประเทศสมาชิกอาเซียนอย่างต่อเนื่องและมีการขยายความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย

ความร่วมมือในระดับภูมิภาคดังกล่าวจะช่วยเปิดโอกาสสำหรับประเทศไทย ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้กล่าวไว้ว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการกระจายความหลากหลายของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ การขยายโอกาสในการเข้าถึงตลาดใหม่ ตลอดจนการดึงดูดการลงทุนและเทคโนโลยี

เราจะมีการจัดงานครั้งสำคัญในปีนี้ นั่นคือ การประชุมการลงทุนรัสเซีย–ไทย ครั้งที่ 2 ณ กรุงเทพมหานคร ปลายเดือนตุลาคม 2569 โดยมีหัวข้อหลักในการประชุม คือ รัสเซียและไทย: สู่ยุคใหม่ในความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

ขอเชิญชวนทุกท่านเข้าร่วมงานดังกล่าว ขณะนี้ได้เปิดให้ลงทะเบียนแล้วผ่านทางลิงก์: https://forum.rusthaibusiness.com/en/rtif-main.html

เป้าหมายสำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือ การส่งเสริมให้เกิดการติดต่อกันทางธุรกิจ การลงทุน และโครงการใหม่ ๆ เพื่อความเป็นหุ้นส่วนในระยะยาว ทั้งทางด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี อีกทั้งการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางด้านวัฒนธรรม และมนุษยธรรม
ทั้งรัสเซียและไทยต่างมีศักยภาพในการพัฒนาความร่วมมือกันไปสู่ความสำเร็จ เรามีการเจรจาทางการเมืองที่เข้มแข็ง ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ภาคธุรกิจที่มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น และสำคัญที่สุดคือ ทั้งรัสเซีย และไทยต่างมีความสนใจร่วมกันในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
การประชุมการลงทุนรัสเซีย–ไทย ครั้งที่ 2 ณ กรุงเทพมหานคร มีเป้าหมายสำคัญเพื่อเพิ่มแรงผลักดันในกระบวนการดังกล่าว และเปิดบริบทใหม่ในความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและไทย

https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1250833

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1369142582056042&id=100068809406387&post_id=100068809406387_1369142582056042&rdid=FXnyTROAN3Ow2Cv3#

‘รัดเกล้า’ จี้ ทส.เลิกเกียร์ว่างแก้สารพิษข้ามแดน!! วิกฤตสารพิษข้ามแดนลุกลาม จี้เปลี่ยนเกมสกัดมลพิษตั้งแต่ต้นทาง เรียกร้องลดงบ 5% รื้อระบบใหม่ พุ่งเป้าใช้วิทยาศาสตร์ทูติมาตรฐานควบคุม

“รัดเกล้า” วอน ทส. เลิก “เกียร์ว่าง” แก้ปัญหาสารพิษข้ามแดน ชี้งบ 83.9 ล้านเน้นตรวจ แต่ไม่หยุดที่ต้นเหตุ จี้หั่นงบ 5% รื้อระบบ ดัน “การทูตวิทยาศาสตร์”
ย้ำ “อย่าตำน้ำพริก ละลายแม่น้ำกก” เปลี่ยนจากตามล้างตามเช็ด สู่การป้องกันมลพิษตั้งแต่ต้นทาง

วันที่ 8 กันยายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการจัดสรรงบประมาณของ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในการรับมือวิกฤตสารพิษปนเปื้อนข้ามแดนจากกิจการเหมืองแร่หายาก (Rare Earth) ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อลุ่มน้ำทางภาคเหนือของไทย พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ มาเป็นการ ป้องกันและควบคุมมลพิษตั้งแต่ต้นทาง
.
นางรัดเกล้ากล่าวว่า วิกฤตการปนเปื้อนสารเคมีและโลหะหนักไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแม่น้ำกกอีกต่อไป แต่มีการตรวจพบและขยายวงลงสู่ แม่น้ำโขง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะแม่น้ำโขงมีมวลน้ำและความลึกมากกว่าแม่น้ำกก ดังนั้น การตรวจพบสารปนเปื้อนในแม่น้ำโขงจึงสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเร่งหาต้นทางของมลพิษและจัดการอย่างเป็นระบบ

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณารายละเอียดงบประมาณของกระทรวง ทส. กลับพบว่า ยังไม่มีการจัดสรรงบประมาณที่สะท้อนยุทธศาสตร์เชิงรุกในการ หยุดปัญหาที่ต้นทาง อย่างเพียงพอ โดยมีโครงการสำคัญ เช่น โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม วงเงิน 83.9276 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยงบลงทุนสำหรับสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำอัตโนมัติหลายพื้นที่ รวมถึงอากาศยานไร้คนขับ (Drone) และงบสำหรับการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย

นางรัดเกล้ากล่าวว่า ระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำเป็นสิ่งจำเป็น แต่การตรวจอย่างเดียวไม่สามารถหยุดสารพิษจากต้นทางได้

“เรามีงบ 83.9 ล้านบาทเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจวัดคุณภาพน้ำ แต่คำถามคือ เมื่อเราตรวจพบแล้ว เราจะทำอย่างไรกับต้นเหตุ ถ้าต้นเหตุยังปล่อยสารพิษลงมา เราก็ต้องใช้งบประมาณตรวจ ซับ บำบัด และฟื้นฟูซ้ำแล้วซ้ำอีกทุกปี”

นางรัดเกล้าระบุว่า การจัดสรรงบในลักษณะดังกล่าวจึงเสี่ยงที่จะกลายเป็นการแก้ปัญหาแบบ “เบี้ยหัวแตก” และเป็นวงจร End-of-Pipe Treatment หรือการแก้ไขเมื่อมลพิษเกิดขึ้นแล้ว ขณะที่งบประมาณจำนวนมากของภาครัฐกลับถูกนำไปใช้เพื่อรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้ว

ตัวอย่างเช่น การประปาส่วนภูมิภาคซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย มีการตั้งงบประมาณประมาณ 2,200 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาโดยการย้ายแหล่งน้ำดิบ ขณะที่มีการใช้งบกลางประมาณ 188 ล้านบาท เพื่อการฟื้นฟูและเยียวยาผลกระทบ

“งบเหล่านี้อาจมีความจำเป็นสำหรับการช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ต้องถามต่อว่า เราจะต้องใช้งบประมาณเพื่อแก้ผลกระทบแบบนี้ไปอีกกี่ปี หากยังไม่สามารถหยุดมลพิษที่ต้นทางได้” นางรัดเกล้ากล่าว

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มประชาชน โดยเฉพาะ เกษตรกรและประชาชนที่ไม่ได้ใช้น้ำประปา แต่ต้องพึ่งพาแหล่งน้ำธรรมชาติโดยตรง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลเรื่องความปลอดภัยและผลกระทบต่อสุขภาพอย่างเป็นระบบ ขณะที่การจัดสรรงบพัฒนาลุ่มน้ำกกจากหน่วยงานอื่นยังพบว่าเน้นโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การส่งเสริมการท่องเที่ยว เขื่อนป้องกันตลิ่ง หรือสะพานข้ามแม่น้ำ มากกว่าการลงทุนเพื่อป้องกันและเฝ้าระวังมลพิษทางน้ำ

“เราจะติดอยู่ในกับดักของการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุไปอีกนานเท่าไหร่คะ งบประมาณส่วนใหญ่ถูกใช้เพื่อมาตามล้างตามเช็ด แต่ถ้าเราปรับยุทธศาสตร์มาเน้นการป้องกันที่ต้นทาง หรือ Upstream Source Reduction เราจะใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่ากว่า และแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนกว่า”
.
เสนอ 3 ทางออก เปลี่ยนจาก “ตรวจหลังเกิดเหตุ” เป็น “ป้องกันก่อนเกิดปัญหา”

นางรัดเกล้าเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาสารพิษข้ามแดน 3 ประการ ได้แก่

1. ใช้ “การทูตวิทยาศาสตร์” (Science Diplomacy) แก้ปัญหามลพิษข้ามแดน
รัฐบาลควรนำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาเป็นเครื่องมือในการเจรจาระหว่างประเทศ โดยจัดให้มีระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบ Real-time และใช้แบบจำลองการแพร่กระจายของสารพิษ เพื่อระบุแหล่งที่มา เส้นทางการแพร่กระจาย และผลกระทบของมลพิษ ก่อนนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้เป็นหลักฐานในการเจรจาและจัดทำกรอบความร่วมมือกับประเทศต้นน้ำ เพื่อผลักดันให้มีมาตรฐานการควบคุมการปล่อยสารเคมีที่เข้มงวดขึ้น

2. นำมาตรฐาน BAT และ BEP ควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ
ภาคอุตสาหกรรมและเหมืองแร่ควรถูกกำกับด้วยแนวคิด Best Available Techniques (BAT) หรือการใช้เทคนิคและเทคโนโลยีที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในการลดการเกิดน้ำเสียและกากของเสีย รวมถึง Best Environmental Practices (BEP) หรือแนวปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุด ตั้งแต่ระบบบ่อกักเก็บกากแร่ การป้องกันการรั่วซึม ไปจนถึงการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เหมือง เพื่อป้องกันไม่ให้สารพิษไหลลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ

3. บูรณาการข้ามกระทรวง ส่งผู้เชี่ยวชาญกำกับต้นทาง
กระทรวง ทส. ต้องทำงานร่วมกับ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม อย่างจริงจัง โดยส่งนักวิชาการ วิศวกร และผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ เพื่อให้คำปรึกษา กำกับมาตรฐาน และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการสารพิษแก่ผู้ประกอบการ ตั้งแต่กระบวนการสกัด การจัดเก็บกากแร่ การป้องกันการรั่วไหล ไปจนถึงการจัดการน้ำเสีย

จี้หั่นงบ ทส. 5% รื้อระบบใหม่

นางรัดเกล้ายังเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎร ปรับลดงบประมาณในภาพรวมของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลง 5% เพื่อนำงบประมาณกลับมา “รีสตรัคเจอร์” ใหม่ โดยไม่ได้หมายถึงการตัดความสำคัญของภารกิจด้านสิ่งแวดล้อม แต่ต้องการให้มีการจัดสรรงบประมาณใหม่จากการ “ตามแก้” ไปสู่ “การป้องกัน” และจากการกระจายงบเป็นโครงการย่อย ไปสู่ยุทธศาสตร์ที่สามารถจัดการต้นเหตุของมลพิษได้จริง

“กระทรวง ทส. ต้องรับบทบาทเป็นเจ้าภาพในการดูแลสิ่งแวดล้อมให้คนไทย ไม่ใช่รอให้แม่น้ำปนเปื้อนแล้วค่อยเข้ามาตรวจ เข้ามาฟื้นฟู หรือเข้ามาเยียวยา”

นางรัดเกล้ากล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยไม่ควรเดินหน้าสร้างระบบตรวจสอบที่มีราคาแพงขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ต้นเหตุของมลพิษยังไม่ได้รับการแก้ไข เพราะหากสามารถควบคุมมลพิษตั้งแต่ต้นทางได้จริง ก็จะช่วยลดทั้งความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของประชาชน และภาระงบประมาณของประเทศในระยะยาว

“อย่าตำน้ำพริก ละลายแม่น้ำกกอีกต่อไปค่ะ งบประมาณของประชาชนต้องไม่ถูกใช้เพื่อวิ่งตามปัญหา แต่ต้องใช้เพื่อหยุดปัญหาที่ต้นเหตุ”

รัฐบาลสิงคโปร์ไฟเขียวปรับเงินเดือนนักการเมือง!! รัฐมนตรีเพิ่มสูงสุด 9% ขณะที่ ส.ส.รับ 18,500 ดอลลาร์ โครงสร้างเงินเดือนใหม่ยืดหยุ่นตามผลงานและความรับผิดชอบ หวังดึงคนเก่งเข้าสู่ภาครัฐโดยไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง เริ่ม 15 ต.ค. หลังตรึงค่าตอบแทนนาน 15 ปี

สิงคโปร์ปรับค่าตอบแทนนักการเมือง หลังคงระดับเดิม 15 ปี รัฐมนตรีเพิ่มสูงสุด 9% ส.ส.รับ 18,500 ดอลลาร์ต่อเดือน

รัฐบาลสิงคโปร์ประกาศรับข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระที่ทบทวนค่าตอบแทนของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยค่าตอบแทนใหม่จะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2026 เป็นต้นไป หลังจากระดับค่าตอบแทนของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นเวลาประมาณ 15 ปี

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2026 นายลอว์เรนซ์ หว่อง (Lawrence Wong) นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสิงคโปร์ แถลงต่อรัฐสภาถึงผลการทบทวนดังกล่าว โดยระบุว่า รัฐบาลยอมรับข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระซึ่งได้รับการแต่งตั้งเมื่อเดือนธันวาคม 2025 แต่รัฐบาลจะไม่ปรับค่าตอบแทนของรัฐมนตรีขึ้นไปถึงระดับใหม่ทั้งหมดในครั้งเดียว

คณะกรรมการเสนอให้ปรับ เกณฑ์อ้างอิงค่าตอบแทนรัฐมนตรีระดับ MR4 ซึ่งเป็นระดับเริ่มต้นของรัฐมนตรี จากปัจจุบันปีละ 1.1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เป็น 1.8 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์

เกณฑ์ MR4 อ้างอิงจากค่ามัธยฐานรายได้ต่อปีของชาวสิงคโปร์ที่มีรายได้สูงสุด 1,000 คน และนำมาหักส่วนลด 40% เพื่อสะท้อนถึงลักษณะของการเข้ามารับใช้สาธารณะ รัฐบาลเห็นชอบให้คงหลักการดังกล่าวไว้

อย่างไรก็ตาม นายหว่องย้ำว่า รัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบันจะไม่ได้รับการปรับเงินเดือนจาก 1.1 ล้านดอลลาร์ไปเป็น 1.8 ล้านดอลลาร์ทันที

รัฐบาลจะปรับค่าตอบแทนให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแบบครั้งเดียว สูงสุดไม่เกิน 9% ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม โดยจำนวนที่แต่ละคนได้รับจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยของแต่ละบุคคล รวมถึงผลงานและช่วงเวลาที่ได้รับการปรับเงินเดือนครั้งล่าสุด

ตัวอย่างเช่น รัฐมนตรีระดับ MR4 ที่ได้รับค่าตอบแทนอ้างอิงปีละ 1.1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หากได้รับการปรับเต็ม 9% จะมีค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี

หลังจากการปรับครั้งนี้ จะไม่มีการปรับพิเศษเพิ่มเติมเพื่อผลักค่าตอบแทนของรัฐมนตรีให้ขึ้นไปถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านดอลลาร์โดยอัตโนมัติ การเปลี่ยนแปลงค่าตอบแทนหลังจากนี้จะขึ้นอยู่กับผลงานและความรับผิดชอบของแต่ละบุคคล

นายหว่องคาดว่า เมื่อถึงช่วงสิ้นสุดวาระของรัฐบาลชุดปัจจุบัน รัฐมนตรีส่วนใหญ่ที่ยังอยู่ในระดับ MR4 น่าจะมีค่าตอบแทนอยู่บริเวณช่วงล่างของโครงสร้างเงินเดือนใหม่ หรือประมาณ 1.35 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี

ดังนั้น เกณฑ์ MR4 ใหม่ที่ 1.8 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์จึง ไม่ใช่เป้าหมายเงินเดือนที่รัฐมนตรีทุกคนจะต้องได้รับในอนาคต แต่รัฐมนตรีสามารถได้รับค่าตอบแทนสูงหรือต่ำกว่าเกณฑ์ดังกล่าวภายในช่วงที่กำหนด ตามผลงานและความรับผิดชอบ

รัฐบาลสิงคโปร์ยังเห็นชอบให้ปรับโครงสร้างระดับรัฐมนตรี จากเดิมที่แบ่งออกเป็น MR4, MR3, MR2 และ MR1 โดยจะรวมระดับ MR2 และ MR3 เข้าด้วยกัน ทำให้เหลือระดับรัฐมนตรี 3 ระดับ พร้อมขยายช่วงค่าตอบแทนของแต่ละระดับให้อยู่ระหว่าง 75% ถึง 125% ของเงินเดือนอ้างอิงของระดับนั้น

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะทำให้นายกรัฐมนตรีมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการกำหนดค่าตอบแทนตามประสบการณ์ ผลงานและความรับผิดชอบ รวมทั้งสามารถรองรับผู้ที่มีประสบการณ์สูงจากภายนอกรัฐบาล โดยเฉพาะผู้ที่เดิมได้รับค่าตอบแทนสูงในภาคเอกชน

ขณะเดียวกัน ค่าตอบแทนรายเดือนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ MPs จะเพิ่มขึ้นจาก 13,750 ดอลลาร์สิงคโปร์ เป็น 18,500 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2026 เช่นเดียวกัน รวมถึงจะมีการปรับค่าตอบแทนของประธานาธิบดี ประธานรัฐสภา และรองประธานรัฐสภาตามโครงสร้างใหม่

นายหว่องกล่าวว่า รัฐบาลสิงคโปร์เลือกที่จะไม่กำหนดค่าตอบแทน ส.ส.ให้เป็นเพียงค่าตอบแทนเชิงสัญลักษณ์ เนื่องจากสมาชิกสภามีหน้าที่ความรับผิดชอบทั้งในรัฐสภาและในเขตเลือกตั้ง

สำหรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ค่าตอบแทนถูกกำหนดไว้ที่สองเท่าของเกณฑ์ MR4 โดยนายหว่องประกาศว่า หากยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เขาจะ บริจาคเงินเดือนส่วนที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดจากการปรับครั้งนี้ให้แก่องค์กรหรือกิจกรรมเพื่อสังคมเป็นเวลา 5 ปี

อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่านี่เป็นการตัดสินใจส่วนตัว และไม่ได้คาดหวังให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคนอื่นปฏิบัติตาม

นายหว่องอธิบายว่า ค่าตอบแทนของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในสิงคโปร์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมาเป็นเวลา 15 ปี แม้ในช่วงเวลาเดียวกันค่าตอบแทนในภาคเอกชน ข้าราชการ และฝ่ายตุลาการจะมีการปรับเพิ่มขึ้น โดยรัฐบาลเคยได้รับข้อเสนอให้ปรับค่าตอบแทนในปี 2017 แต่ตัดสินใจยังไม่ดำเนินการ และการทบทวนที่กำหนดไว้ในปี 2023 ก็ถูกเลื่อนออกไป

นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ระบุว่า ประเด็นค่าตอบแทนทางการเมืองเป็นเรื่องที่อ่อนไหว เนื่องจากจำนวนเงินสูงกว่ารายได้ของประชาชนส่วนใหญ่ แต่รัฐบาลเห็นว่าจำเป็นต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส และประเด็นดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับค่าตอบแทนเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับความสามารถของสิงคโปร์ในการดึงดูดบุคคลที่มีความสามารถให้เข้ามารับผิดชอบทางการเมืองและเป็นผู้นำประเทศในอนาคตด้วย

รัฐบาลสิงคโปร์ระบุว่า เป้าหมายของโครงสร้างค่าตอบแทนใหม่ คือการรักษาความสามารถในการดึงดูดบุคคลที่มีทั้งความสามารถและความมุ่งมั่นในการรับใช้ประเทศ โดยยังคงหลักการที่ให้ค่าตอบแทนแข่งขันกับตลาดได้ในระดับหนึ่ง แต่มีส่วนลดเพื่อสะท้อนถึงการเข้ามารับใช้สาธารณะ และไม่มีสิทธิประโยชน์หรือค่าตอบแทนแอบแฝงนอกเหนือจากโครงสร้างที่เปิดเผยต่อสาธารณะ

ที่มา: Prime Minister’s Office Singapore (PMO), 8 September 2026


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top