Saturday, 24 October 2026
THE STATES TIMES TEAM

ลดดอกเบี้ยอย่างเดียวไม่พอ!! ผู้ว่าฯ ธปท. เปิดคำตอบ ทำไมแบงก์ปล่อยกู้รายใหญ่ง่ายกว่า SME ชี้ Credit Cost ต่างกัน 9.7% ต่อ 2% ย้ำต้องทำให้เงินไปถึง SME ที่มีศักยภาพจริง

ทำไมแบงก์ชอบปล่อยกู้ธุรกิจใหญ่?

ผู้ว่าฯ ธปท. เปิดตัวเลข SME เสี่ยง 9.7% เทียบรายใหญ่แค่ 2% พร้อมชี้ “ลดดอกเบี้ย” อย่างเดียวไม่พอ ต้องแก้ให้เงินไปถึงคนตัวเล็ก

หนึ่งในปัญหาที่เจ้าของธุรกิจ SME ไทยพูดกันมานาน คือ “ทำไมบริษัทใหญ่กู้เงินง่าย ดอกเบี้ยถูก แต่พอเป็น SME กลับกู้ยากขึ้นเรื่อย ๆ?”

ล่าสุด วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาพูดถึงปัญหานี้อย่างตรงไปตรงมา บนเวทีสัมมนา Beyond ESG : Thailand Transition #เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย จัดโดยประชาชาติธุรกิจ เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 และมีตัวเลขหนึ่งที่อธิบายเรื่องนี้ได้แทบทั้งหมด ต้นทุนความเสี่ยง หรือ Credit Cost ของ SME อยู่ที่ประมาณ 9.7% ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่ อยู่ที่เพียงประมาณ 2% ความแตกต่างตรงนี้เองที่ทำให้ธนาคารมีแรงจูงใจที่จะปล่อยสินเชื่อให้กับบริษัทใหญ่มากกว่า SME

Credit Cost 9.7% หมายความว่าอะไร?

อธิบายแบบง่ายที่สุดเวลาธนาคารปล่อยเงินกู้ 100 บาท ธนาคารไม่ได้ดูแค่ว่าจะได้ดอกเบี้ยเท่าไร แต่ต้องคิดด้วยว่า “เงิน 100 บาทนี้ มีโอกาสไม่ได้คืนมากแค่ไหน?” 

ถ้าลูกค้ากลุ่มหนึ่งมีโอกาสกลายเป็นหนี้เสียสูง ธนาคารก็ต้องกันเงินสำรองไว้มากขึ้น และนั่นกลายเป็น “ต้นทุน” ของการปล่อยสินเชื่อ

ดังนั้น เมื่อ SME มี Credit Cost สูงถึงประมาณ 9.7% แต่ลูกค้ารายใหญ่มีเพียง 2%

ถ้าเป็นธนาคารและต้องเลือกว่าจะปล่อยเงิน 100 ล้านบาทให้ใคร คำตอบก็ไม่ยาก ปล่อยให้บริษัทใหญ่ ความเสี่ยงน้อยกว่า ใช้เงินกองทุนน้อยกว่า และบริหารง่ายกว่า นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องว่า “ธนาคารไม่อยากช่วย SME” แต่เป็นปัญหาของ โครงสร้างแรงจูงใจในระบบสินเชื่อ ยิ่งเศรษฐกิจไม่ดี SME ยิ่งเสี่ยง

ยิ่งเสี่ยง ธนาคารยิ่งไม่อยากปล่อย ยิ่งไม่ได้สินเชื่อ SME ก็ยิ่งไม่มีเงินลงทุนหรือปรับตัว สุดท้ายธุรกิจยิ่งอ่อนแอ กลายเป็นวงจรที่แก้ยากขึ้นเรื่อย ๆ

เงินไม่ได้หายไป แต่กำลังไหลไปหาคนที่แข็งแรงกว่า

ผู้ว่าฯ ธปท. ระบุว่า สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เริ่มกลับมาฟื้นตัว ขณะที่สินเชื่อ SME ยังคงติดลบต่อเนื่องหลายไตรมาสและถึงขั้นตั้งข้อสังเกตว่า ธนาคารอาจปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจรายใหญ่ “มากเกินไป” พร้อมกับให้ดอกเบี้ยต่ำเกินไป เพราะต้นทุนความเสี่ยงของลูกค้ากลุ่มนี้ต่ำกว่ามากภาพที่เกิดขึ้นจึงคล้ายกับว่าคนที่แข็งแรงอยู่แล้ว เข้าถึงเงินได้ง่ายขึ้น แต่คนที่กำลังต้องการเงินเพื่อปรับตัว กลับเข้าถึงเงินยากกว่าเดิมและนี่เป็นเรื่องใหญ่กว่าปัญหาของ SME แต่ละราย เพราะ SME คือฐานของการจ้างงานและระบบเศรษฐกิจไทย ถ้าธุรกิจเล็กทยอยหายไปเรื่อย ๆ สุดท้ายระบบเศรษฐกิจจะเหลือผู้เล่นรายใหญ่จำนวนไม่มาก ผู้ว่าฯ ธปท. เองก็เตือนว่า หากเศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่ำ รายได้ของประชาชนและธุรกิจลดลงต่อเนื่อง สุดท้ายบริษัทขนาดเล็กจะทยอยปิด และเหลือบริษัทใหญ่ที่สามารถอยู่รอดได้ แล้วทำไมไม่ลดดอกเบี้ยไปเลย?

นี่เป็นอีกประเด็นที่ผู้ว่าฯ ธปท. อธิบายไว้น่าสนใจหลายคนอาจคิดว่า SME กู้ยาก → ก็ลดดอกเบี้ยสิ แต่ปัญหาคือ การลดดอกเบี้ยนโยบายเป็นการลดดอกเบี้ย ทั้งระบบคนที่ได้ประโยชน์ไม่ได้มีเฉพาะ SME

บริษัทใหญ่ที่มีเงินกู้อยู่แล้วก็ได้ประโยชน์

คนซื้อบ้านก็ได้ประโยชน์ธุรกิจทุกประเภทก็ได้ประโยชน์ ในขณะที่ SME ที่ธนาคารไม่กล้าปล่อยเงินให้อยู่ดี ต่อให้ดอกเบี้ยลดลง ก็อาจจะยัง “ไม่ได้กู้” เหมือนเดิม

นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ ระบุว่า การส่งผ่านนโยบายดอกเบี้ยต้องใช้เวลาประมาณ 8-12 เดือน และไม่สามารถเลือกช่วยเฉพาะกลุ่มได้เพราะฉะนั้น โจทย์ของ SME วันนี้จึงไม่ใช่แค่ “ดอกเบี้ยแพงเกินไป” แต่คือ “ทำอย่างไรให้ธนาคารกล้าปล่อยเงินให้ SME มากขึ้น”

ทางแก้ที่ 1 : SMEs Credit Boost — ช่วยแบงก์รับความเสี่ยง

นี่คือหนึ่งในมาตรการสำคัญที่ ธปท. กระทรวงการคลัง และธนาคารพาณิชย์กำลังใช้แนวคิดง่ายมาก ในเมื่อเหตุผลที่ธนาคารไม่อยากปล่อย SME เพราะ ความเสี่ยงสูงก็ต้องหาวิธี แบ่งความเสี่ยงกับธนาคาร

โครงการ SMEs Credit Boost จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นกลไกค้ำประกันหรือแชร์ความเสี่ยงของ “สินเชื่อใหม่” เพื่อให้ธนาคารมั่นใจและกล้าปล่อยสินเชื่อให้ธุรกิจที่มีศักยภาพมากขึ้น

เงินสำหรับกลไกนี้มาจากการลดเงินนำส่งเข้ากองทุน FIDF ของธนาคารพาณิชย์ประมาณ 20,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้าว่าจะช่วยให้เกิดสินเชื่อใหม่ประมาณ 100,000 ล้านบาท ภายใน 1-2 ปี และล่าสุด ธปท. ระบุว่า ยอดอนุมัติสินเชื่อภายใต้ SMEs Credit Boost อยู่ที่ประมาณ 50,000 ล้านบาทแล้ว กลุ่มที่ต้องการสนับสนุน ไม่ได้มีเฉพาะธุรกิจใหญ่หรืออุตสาหกรรมไฮเทค แต่รวมถึง SME ในหลายสาขา เช่น

-ท่องเที่ยว

-การแพทย์และสุขภาพ

-เกษตรและเกษตรแปรรูป

-ยานยนต์และชิ้นส่วน

-อิเล็กทรอนิกส์

-การค้า

-โลจิสติกส์

รวมถึง SME ที่ต้องการลงทุนเพื่อ Digital Transformation, Green, Innovation หรือเพิ่ม Productivity ของธุรกิจตัวเอง

พูดง่าย ๆ คือ ถ้าคุณเป็น SME ที่ยังมีอนาคต แต่ติดตรงที่ธนาคารมองว่าคุณเสี่ยงเกินไป รัฐกำลังพยายามช่วยลดความเสี่ยงตรงนั้น

ทางแก้ที่ 2 : SMEs Secure+ — มีทรัพย์ ก็ใช้ทรัพย์ช่วยเปิดทางสินเชื่อ

อีกปัญหาหนึ่งของ SME ไทยคือ บางบริษัทมีโรงงาน มีอาคาร มีที่ดิน มีทรัพย์สิน แต่ช่วงเศรษฐกิจไม่ดี Cash Flow ลดลงเมื่อธนาคารดูความสามารถในการชำระหนี้จากกระแสเงินสดเป็นหลัก SME ก็อาจกู้ไม่ผ่าน แม้จะมีทรัพย์สินอยู่ จึงเกิดมาตรการ SMEs Secure+ หรือ “มีทรัพย์เพิ่ม เติมสภาพคล่อง”

หลักการคือ เปิดทางให้ธนาคารสามารถพิจารณา มูลค่าหลักประกันควบคู่กับกระแสเงินสด ของลูกหนี้ได้มากขึ้นเป็นการชั่วคราว

ภาษาชาวบ้านคืออย่าดูแค่วันนี้บริษัทกำไรเท่าไร แต่ดูด้วยว่าธุรกิจยังมีทรัพย์ มีฐาน และมีโอกาสฟื้นหรือไม่เพื่อให้ SME สามารถนำสินทรัพย์ที่มีอยู่ มาเปลี่ยนเป็นสภาพคล่องสำหรับประคองหรือปรับธุรกิจได้

ทางแก้ที่ 3 : SMEs Credit Portal — เพิ่มประตูให้ SME เข้าถึงเงิน

ธปท. ยังเดินหน้า SMEs Credit Portal ควบคู่กับ Credit Boost และ Secure+ เป้าหมายคือเพิ่มช่องทางให้ SME ที่มีศักยภาพสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อใช้ลงทุน ปรับธุรกิจ และรักษาการจ้างงานทั้งหมดสะท้อนแนวคิดใหม่ที่สำคัญมาก จากเดิมที่เรามักคิดว่า เศรษฐกิจไม่ดี = ลดดอกเบี้ย วันนี้โจทย์กำลังเปลี่ยนเป็น เงินอยู่ตรงไหน และทำอย่างไรให้เงินไปถึงธุรกิจที่ต้องการมันจริง ๆ SME ต้องเปลี่ยนวิธีคิดด้วย

อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า SME ทุกบริษัทจะเดินเข้าแบงก์แล้วได้เงินทันที

คำสำคัญที่ปรากฏอยู่หลายครั้งในนโยบายของ ธปท. คือ “SME ที่มีศักยภาพ” นั่นหมายความว่า ในโลกสินเชื่อยุคใหม่ เจ้าของกิจการต้องตอบธนาคารให้ได้ว่า ถ้าได้เงินไปแล้ว ธุรกิจจะดีขึ้นอย่างไร?

ไม่ใช่เพียง “ยอดขายตก ขอเงินมาหมุน” แต่ควรตอบให้ได้ว่า ได้เงินไปแล้วจะลดต้นทุนอย่างไร เพิ่ม Productivity อย่างไร ใช้ Digital หรือ AI อย่างไร เพิ่มรายได้ใหม่จากไหน ปรับเครื่องจักรหรือกระบวนการอย่างไร ลดค่าไฟหรือเปลี่ยนผ่านสู่ Green อย่างไร หรือทำอย่างไรให้ความสามารถในการชำระหนี้ดีขึ้น

.

เพราะหัวใจของนโยบายครั้งนี้ไม่ใช่การ “แจกเงินให้ SME” แต่คือการทำให้ “SME ที่ไปต่อได้ มีโอกาสได้เงินไปต่อ” จาก 9.7% ให้เข้าใกล้ 2% คือโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทย ตัวเลข 9.7% กับ 2% ที่ผู้ว่าฯ ธปท. เปิดเผยบนเวทีประชาชาติธุรกิจ จึงมีความหมายมากกว่าตัวเลขทางการเงินสองตัว มันกำลังบอกเราว่า วันนี้ระบบการเงินมองเห็นความเสี่ยงของ “คนตัวเล็ก” สูงกว่า “คนตัวใหญ่” หลายเท่า ถ้าไม่แก้ปัญหานี้ เงินก็จะไหลไปหาคนที่แข็งแรงอยู่แล้วมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ SME ซึ่งจำเป็นต้องลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่าน กลับไม่มีเงินสำหรับเปลี่ยนตัวเอง และเมื่อ SME ปรับตัวไม่ได้ประเทศก็เพิ่ม Productivity ไม่ได้การจ้างงานลดลง การแข่งขันลดลง สุดท้ายเศรษฐกิจไทยก็เติบโตต่ำต่อไป

ดังนั้น สิ่งที่ ธปท. กำลังพยายามทำ อาจสรุปได้ง่าย ๆ เพียงประโยคเดียวว่า “ไม่ใช่ทำให้เงินถูกลงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้เงินไปถึงคนที่ควรได้ใช้มันด้วย” และสำหรับเจ้าของ SME นี่อาจเป็นจังหวะสำคัญที่จะกลับไปดูธุรกิจตัวเองอีกครั้งว่าวันนี้เราแค่กำลัง “ขอสินเชื่อ” หรือเรามี “แผนธุรกิจที่ทำให้ธนาคารอยากปล่อยสินเชื่อให้เรา” เพราะสองอย่างนี้ ในสายตาธนาคาร แตกต่างกันมาก

THE STATES TIMES

แหล่งข้อมูล: การกล่าวของนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ในงาน Beyond ESG : Thailand Transition #เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย จัดโดยประชาชาติธุรกิจ วันที่ 3 กันยายน 2569 และข้อมูลมาตรการ SMEs Credit Boost / SMEs Secure+ จากธนาคารแห่งประเทศไทย

 

มาเลเซียเดินเกมสมดุลมหาอำนาจ!! มาเลเซียพิจารณาชิป AI Huawei ในโครงการ Sovereign AI ท้าทายแรงกดดันสหรัฐฯ ท่ามกลางศึกเทคโนโลยีจีน–อเมริกา

“มาเลเซีย” พิจารณาใช้ชิปประมวลผล AI จาก “หัวเว่ย” เดินหน้าโครงการ Sovereign AI มูลค่า 16.2 ล้านบาท ควบคุมข้อมูลภายในประเทศ ท้าทายคำเตือนสหรัฐ ส่อเป็นชาติแรกใช้ฮาร์ดแวร์จากจีน ท่ามกลางสงครามเทคโนโลยีสองชาติมหาอำนาจ

สำนักข่าวบลูกเบิร์กรายงานว่า มาเลเซียกำลังประเมินการใช้ฮาร์ดแวร์ และชิปประมวลผล AI ของ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยีส์ เป็นแกนหลักในโครงการ “ปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ” หรือ Sovereign AI วงเงิน 2,000 ล้านริงกิต หรือราว 16.28 ล้านบาท แหล่งข่าวเผยว่าโครงการนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้รัฐบาลควบคุมข้อมูลระดับชาติที่มีความอ่อนไหวได้ ทั้งนี้ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนเรื่องจำนวนชิปที่จะจัดซื้อ

ทั้งนี้ หากดีลนี้เกิดขึ้นจริง จะถือเป็น "รัฐบาลต่างชาติแห่งแรก" ที่เลือกใช้ฮาร์ดแวร์ในการประมวลผล AI จีนอย่างเป็นทางการ แทนผลิตภัณฑ์จากสหรัฐ นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงชัยชนะก้าวสำคัญของเทคโนโลยีจีน ท่ามกลางแรงกดดัน และการกีดกันทางการค้าจากรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ปัจจุบัน “ชิป Huawei” ยังมีประสิทธิภาพตามหลัง “Nvidia” อยู่พอสมควร เนื่องจากการกีดกันจากสหรัฐ แต่การผลิตก็เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นทำให้หัวเว่ยรุกขยายส่วนแบ่งในตลาด Data Center ทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตะวันออกกลาง โดยชิปที่มาเลเซียกำลังพิจารณาคือ รุ่น Ascend 910C ซึ่งเป็นรุ่นเรือธง ขณะที่รุ่น Ascend 950 ยังมีข้อจำกัดด้านกำลังการผลิต

ชี้ข้อจำกัด Cloud Act

อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย มีนโยบายชันเจนในการผลักดันให้ประเทศก้าวขึ้นเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยี แทนการพึ่งพาต่างชาติเพียงอย่างเดียว พร้อมทั้งกำหนดให้ข้อมูลด้านความมั่นคง โดยเฉพาะข้อมูลการทหาร และข่าวกรอง ต้องจัดเก็บอยู่ภายในประเทศเท่านั้น

นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ระบุว่า กฎหมาย Cloud Act ของสหรัฐ ซึ่งลงนามโดยทรัมป์ในสมัยแรก ให้อำนาจศาลสหรัฐบังคับให้บริษัทเทคโนโลยีสัญชาติอเมริกันส่งมอบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ได้ แม้ข้อมูลนั้นจะถูกจัดเก็บอยู่นอกดินแดนสหรัฐก็ตาม ซึ่งสร้างข้อจำกัดให้กับอธิปไตยทางข้อมูลของมาเลเซีย

"ผมไม่เห็นว่ากฎหมายนั้นสมเหตุสมผล แต่ใครจะไปโต้แย้งประธานาธิบดีทรัมป์ได้" อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กล่าวกับนักศึกษาเมื่อ เม.ย.

ด้วยเหตุนี้ มาเลเซียจึงเลือก Telekom Malaysia Bhd. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจโทรคมนาคม เป็นผู้ดำเนินงานหลักของโครงการ Sovereign AI โดยบริษัทมีความร่วมมือด้านระบบคลาวด์กับ Huawei อยู่แล้ว แม้ว่าบริการประมวลผล AI ในปัจจุบันจะใช้ชิปของ  Nvidia ก็ตาม

สหรัฐเตือนความเสี่ยงข้อมูลรั่ว

รัฐบาลสหรัฐแสดงความกังวลว่าอุปกรณ์ของ Huawei อาจถูกนำไปใช้จัดการข้อมูลข่าวกรอง และข้อมูลลับที่ได้รับจากต่างประเทศ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐระบุว่า ซัปพลายเออร์ที่ไม่น่าไว้วางใจอาจตกอยู่ใต้การแทรกแซงหรือถูกควบคุมโดยระบอบอำนาจนิยม ซึ่งพร้อมใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย และสร้างความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐาน ความเป็นส่วนตัว ทรัพย์สินทางปัญญา และความมั่นคงของชาติ

"เทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยคือ รากฐานของเศรษฐกิจที่รุ่งเรือง มาเลเซียเป็นทั้งตลาดที่กำลังเติบโต และเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าเทคโนโลยี รวมถึงเป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐ" โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ระบุ

นอกจากนี้ ฝ่ายบริหารของทรัมป์กำลังเตรียมแพ็กเกจฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และโซลูชัน AI ของสหรัฐ พร้อมข้อเสนอทางการเงิน เพื่อสนับสนุนกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในซีกโลกใต้ (Global South) เพื่อป้องกันไม่ให้จีนครอบงำโครงสร้างพื้นฐาน AI เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในระบบโทรคมนาคม

เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจ และการลงทุน

ท่าทีของมาเลเซียถือเป็นบททดสอบความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศที่ต้องการคงดุลอำนาจ โดยไม่เลือกข้างระหว่างสหรัฐ และจีนอย่างเบ็ดเสร็จ การตัดสินใจครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อหลายภาคส่วน

ทั้งความเสี่ยงด้านมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งก่อนหน้านี้สหรัฐเคยออกคำเตือนว่าการใช้งานชิป Ascend 910C ของ Huawei อาจเข้าข่ายละเมิดกฎระเบียบควบคุมการส่งออกของสหรัฐ หากมาเลเซียเดินหน้า อาจเผชิญแรงกดดันทางการค้า และมาตรการภาษีตอบโต้

ปัจจุบันมาเลเซียเป็นศูนย์กลาง Data Center ที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จากเม็ดเงินลงทุนมหาศาลของ Microsoft Oracle และ Nvidia ดังนั้นหากมาเลเซียปรับสัดส่วนโครงสร้างพื้นฐานไปใช้เทคโนโลยีจีน ก็อาจกระทบต่อแผนการขยายธุรกิจของกลุ่มบริษัทเหล่านี้

เจ้าหน้าที่สภาความมั่นคงแห่งชาติมาเลเซีย มีกำหนดเดินทางเยือนกรุงวอชิงตันในเดือนนี้ เพื่อหารือแนวทางร่วมกัน ขณะที่รัฐบาลมาเลเซียเริ่มพิจารณาเปิดประมูลรอบใหม่ เพื่อเปิดทางให้ผู้ผลิตชิปฝั่งสหรัฐอย่าง Nvidia หรือ Advanced Micro Devices Inc. (AMD) สามารถเข้าร่วมแข่งขันในโครงการ Sovereign AI ได้โดยตรง เพื่อรักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจ

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1250828?anf=

8 กันยายน 2482 รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลย์สงคราม ออกประกาศ ให้คนเคารพธงชาติและเพลงสรรเสริญพระบารมี กำหนดให้ประชาชนเคารพธงชาติ เน้นความสำคัญของเพลงชาติและเพลงสรรเสริญ

รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลย์สงคราม ได้ออกประกาศให้คนเคารพธงชาติและเพลงสรรเสริญพระบารมี ชี้ สิ่งเป็นสิ่งสำคัญประจำชาติพึงได้รับการเชิดชูเคารพ

ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรัฐนิยมฉะบับที่ 4 เรื่องการเคารพ ธงชาติ, เพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมี ลงวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2482 มีเนื้อหาใจความว่า (หัวข้อประกาศและเนื้อหาในประกาศสะกดตามต้นฉบับ)

“ด้วยรัฐบาลได้พิจารณาเห็นว่า ธงชาติ เพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมี เป็นสิ่งสำคัญประจำชาติพึงได้รับการเชิดชูเคารพของชาวไทยทั้งมวล จึงประกาศเป็นรัฐนิยมไว้ดังต่อไปนี้

๑. เมื่อได้เห็นการชักธงชาติขึ้นรือลงจากเสาประจำสถานที่ราชการตามเวลาปกติ หรือได้ยินเสียงแตรเดี่ยวหรือนกหวีดเป่าคำนับหรือให้อาณัติสัญญาณการชักธงชาติขึ้นหรือลง ให้แสดงความเคารพโดยปฏิบัติตามระเบียบเครื่องแบบหรือตามประเพณีนิยม

๒. เมื่อได้เห็นธงไชยเฉลิมพล ธงเรือรบ ธงประจำกองยุวชนทหาร หรือธงประจำกองลูกเสือ ซึ่งทางการเชิญผ่านมาหรืออยู่กับที่ประจำแถวทหาร หรือหน่วยยุวชน หรือลูกเสือ ให้แสดงความเคารพโดยปฏิบัติตามระเบียบเครื่องแบบ หรือตามประเพณีนิยม

๓. เมื่อได้ยินเพลงชาติ ซึ่งทางราชการบรรเลงในราชการก็ดี ซึ่งบุคคลบรรเลงในงานพิธีอย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี ให้ผู้ที่ร่วมงานหรือที่อยู่ในวงงานนั้นแสดงความเคารพโดยปฏิบัติตามระเบียบเครื่องแบบหรือตามประเพณีนิยม

๔. เมื่อได้ยินเพลงสรรเสริญพระบารมี ซึ่งทางราชการบรรเลงในราชการก็ดี ซึ่งบุคคลบรรเลงในโรงมหรสพหรือในงานสโมสรใด ๆ ก็ดี ให้ผู้ที่ร่วมงาน หรือที่อยู่ในวงงาน หรือในโรงมหรสพนั้นแสดงความเคารพ โดยปฏิบัติตามระเบียบเครื่องแบบหรือตามประเพณีนิยม

๕. เมื่อได้เห็นผู้ใดไม่แสดงความเคารพดังกล่าวในข้อ ๑–๒–๓ และ ๔ นั้น พึงช่วยกันตักเตือนชี้แจงให้เห็นความสำคัญแห่งการเคารพธงชาติ เพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมี
ประกาศมา ณ วันที่ ๘ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๘๒

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_952

PEA ก้าวสู่อนาคต!! ครบรอบ 66 ปีแห่งความไว้วางใจ เน้นเทคโนโลยี AI และพลังงานสะอาด ขยายระบบไฟฟ้าครอบคลุมทั่วประเทศ เตรียมพร้อมตลาดไฟฟ้ายุคใหม่อย่างยั่งยืน

PEA ครบรอบ 66 ปี แห่งความไว้วางใจ ประกาศก้าวใหม่ “Powering Every Life” ขับเคลื่อนพลังงานไทยสู่อนาคต

วันที่ 7 กันยายน 2569 นายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เป็นประธานการแถลงข่าวเนื่องในโอกาสวันสถาปนาการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ครบรอบ 66 ปี ภายใต้แนวคิด “66 ปี แห่งความไว้วางใจ กฟภ. เติมพลังให้ทุกชีวิต” (66 Years of Trust PEA Powering Every Life) ณ สำนักงานใหญ่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยมีคณะผู้บริหาร พนักงาน และสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน

ตลอด 66 ปี PEA ทำหน้าที่จัดหาและให้บริการไฟฟ้าแก่ประชาชน พร้อมสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจและสังคม ปัจจุบันกำลังก้าวสู่บทบาท “ผู้ให้บริการพลังงานแห่งอนาคต” ด้วยการผสานเทคโนโลยีดิจิทัล AI นวัตกรรม และพลังงานสะอาด เพื่อยกระดับระบบไฟฟ้าและบริการให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของภาคพลังงาน

ยกระดับโครงข่าย รับ Energy Transition

PEA ยกระดับระบบจำหน่ายสู่ Smart Grid และ Grid Modernization เพื่อรองรับ Solar Rooftop รถยนต์ไฟฟ้า (EV) Data Center และพลังงานหมุนเวียน โดยนำ Smart Meter และระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) มาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารโครงข่าย รวมถึงเตรียมโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Direct PPA และการเชื่อมต่อพลังงานสะอาด

“AI GOES” ยกระดับการทำงานและบริการ

PEA นำ AI มาประยุกต์ใช้ภายใต้แนวคิด “AI GOES” ครอบคลุมการบริหารโครงข่าย การปฏิบัติงาน การวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาธุรกิจ และบริการประชาชน เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดขั้นตอน และยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการ

ไฟฟ้าต้องเข้าถึงทุกคน

PEA ขยายระบบไฟฟ้าให้ครอบคลุมครัวเรือนและพื้นที่ทำกิน สนับสนุนคุณภาพชีวิตและโอกาสทางเศรษฐกิจ สำหรับพื้นที่ห่างไกลใช้ Solar Energy ร่วมกับ BESS เป็นทางเลือกในการจัดหาไฟฟ้า เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงพลังงานอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

เตรียมระบบสำหรับตลาดไฟฟ้ายุคใหม่

PEA พัฒนา Energy Trading Platform (ETP) และ TPA Platform เพื่อรองรับการซื้อขายพลังงานสะอาดและการใช้โครงข่ายในรูปแบบใหม่ โดยคำนึงถึงความโปร่งใส เป็นธรรม และประสิทธิภาพของระบบไฟฟ้า

บริการดิจิทัล สะดวกในทุกขั้นตอน

PEA Smart Plus และ PEA e-Service ช่วยให้ผู้ใช้ไฟฟ้าจัดการบริการได้ง่ายผ่านช่องทางดิจิทัล ตั้งแต่ชำระค่าไฟ ยื่นคำร้อง ตรวจสอบการใช้ไฟฟ้า รับ e-Bill/e-Receipt การแจ้งเตือน ตลอดจนบริการด้าน Solar Rooftop และยานยนต์ไฟฟ้า

สู่ “Sustainable Energy Utility for ALL”

PEA วางเป้าหมายจาก Digital and Green Grid สู่ Smart Energy Solution และ “Sustainable Energy Utility for ALL” มุ่งสร้างระบบพลังงานที่มั่นคง สะอาด มีประสิทธิภาพ และเข้าถึงได้อย่างเป็นธรรม พร้อมสนับสนุนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

66 ปีแห่งความไว้วางใจ คือรากฐานของก้าวต่อไป

PEA จะต่อยอดความไว้วางใจที่ได้รับจากประชาชน ด้วยเทคโนโลยี Smart Grid, AI พลังงานสะอาด และนวัตกรรม เพื่อให้พลังงานไฟฟ้าเป็นมากกว่าความสว่าง แต่เป็นพลังที่สร้างโอกาส ยกระดับคุณภาพชีวิต และเสริมศักยภาพเศรษฐกิจไทย

66 Years of Trust.
PEA Powering Every Life.

ข่าว/ภาพ: กองสื่อสารภาพลักษณ์องค์กร

‘เมิร์ซ’ ยอมรับวิกฤตพลังงาน!! เยอรมนีประสบปัญหาก๊าซขาดแคลน ต้นทุนพลังงานภาคอุตสาหกรรมพุ่งสูง VE เลิกใช้ก๊าซรัสเซีย 100% ภายใน 2027 อุตสาหกรรมใหญ่ต้องปิดและเลิกจ้างงานจำนวนมาก

ล่าสุด นายกรัฐมนตรีฟรีดริช เมิร์ซ ได้ออกมา ยอมรับผ่านรายการของ ZDF ว่า วิกฤตพลังงานที่เยอรมนียืดเยื้อมานาน สาเหตุหลักมาจาก "การขาดแคลนก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย"

จากประเทศที่เป็นหัวหอกทางอุตสาหกรรมของยุโรป วันนี้กลับต้องเจอมรสุมค่าพลังงานพุ่งสูงจนน่าตกใจ

ปัจจุบันต้นทุนพลังงานภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีพุ่งสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากสหราชอาณาจักรและญี่ปุ่นเท่านั้น แถมล่าสุดราคาน้ำมันดีเซลยังพุ่งขึ้นอีก 6.7 ยูโรเซนต์ แตะ 2.30 ยูโรต่อลิตร (ประมาณ 85+ บาท) หลังเหตุการณ์สหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน ทำเอาคนเยอรมันปาดเหงื่อทุกครั้งที่เข้าปั๊ม

ก่อนหน้านี้เยอรมนีพึ่งพาก๊าซจากรัสเซียสูงถึง 55% แต่หลังตัดขาดในปี 2022 และสั่งปิดโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เพื่อหันไปใช้น้ำมันและพลังงานหมุนเวียน ทำให้ต้องหันไปซื้อก๊าซราคาแพงจากนอร์เวย์ (44%), เนเธอร์แลนด์ (24%), เบลเยียม (21%) และ LNG จากสหรัฐฯ แทน

ผลกระทบสะท้อนผ่านเศรษฐกิจที่หดตัวติดต่อกันทั้งในปี 2023 และ 2024 ตัวเลขอัตราการล้มละลายของบริษัทพุ่งเกิน 22% สองปีติด แบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง BASF, Bosch และ Volkswagen ต้องปิดโรงงาน โดยเฉพาะ Volkswagen แบรนด์รถยนต์แห่งชาติที่ประกาศปิดโรงงานถึง 4 แห่ง และจ่อเลิกจ้างพนักงานสูงถึง 100,000 ตำแหน่ง!

แม้ทางฝั่งมอสโกจะเคยเปรยว่าพร้อมกลับมาส่งก๊าซผ่านท่อ Nord Stream ที่เหลืออยู่ แต่ อูร์ซูลา ฟอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ยืนยันชัดเจนว่าจะ ไม่มีวันหวนกลับไปใช้ก๊าซรัสเซียอีก โดยตั้งเป้าจะแบนการนำเข้าก๊าซรัสเซียแบบ 100% ภายในปี 2027

เมิร์ซ ถึงกับเปรยผ่านสื่ออย่าง Der Spiegel เลยว่า "ยุคสมัยแห่งความมั่งคั่งของเยอรมนีได้จบลงแล้ว" และคนในชาติอาจต้องเตรียมใจรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เจ็บปวดหลังจากนี้

ที่มา : https://www.facebook.com/100083240865663/posts/1058707693580583/?rdid=b6OEog03EbqLz9LR#

ตร.ภูเก็ต ชี้พื้นที่ส่วนตัว ไม่ต้องขออนุญาต!! เตรียมกำลัง 50 นาย ดูแลเทศกาลปีใหม่ชาวยิวป่าตอง ย้ำจัดในพื้นที่ส่วนตัวและต้องปฏิบัติตาม เบื้องต้นไม่มีนัดหมายต่อต้าน ตำรวจย้ำผู้ร่วมงานต้องปฏิบัติตามกฎหมาย

ผู้การภูเก็ต สุดยอด เตรียมกำลัง ตร. 50 นาย ดูแลงานใหญ่ยิวป่าตอง แจงจัดในพื้นที่ส่วนตัวไม่ต้องขออนุญาต

ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมดูแลความปลอดภัยงานเทศกาลปีใหม่ของชาวยิว หลังตัวแทน “ชาบัด ป่าตอง” ประสานขอกำลังเจ้าหน้าที่เข้าดูแลการจัดกิจกรรมจำนวน 2 จุด มีผู้เข้าร่วมรวมประมาณ 1,000 คน

เบื้องต้นตำรวจเตรียมกำลังประมาณ 50 นาย กระจายดูแลความปลอดภัยทั้งภายในบริเวณงานและพื้นที่โดยรอบ รวมถึงอำนวยความสะดวกด้านการจราจรและเฝ้าระวังเหตุที่อาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อย

ผู้การฯ ภูเก็ตชี้แจงว่า กิจกรรมจัดขึ้นภายในพื้นที่ส่วนบุคคล จึงไม่เข้าข่ายต้องยื่นขออนุญาตจัดงานในพื้นที่สาธารณะ อย่างไรก็ตาม ผู้จัดได้ประสานตำรวจเพื่อขอกำลังดูแลความปลอดภัยไว้แล้ว

ส่วนกระแสคัดค้านในพื้นที่ จากรายงานด้านการข่าวขณะนี้ยังไม่พบการนัดหมายรวมตัวต่อต้านอย่างเป็นทางการ แต่ตำรวจจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมย้ำว่าผู้จัดงานและผู้เข้าร่วมต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1598904058934219&id=100064439212441&rdid=de44huka6HLo4QQQ#

‘อนุทิน’ เซ็นเนรเทศชาวฝรั่งเศส รายที่ 2!! นายกฯ ลงนามคำสั่งเนรเทศ ผู้ต้องหา คดีข่มขู่-ทำร้ายร่างกาย ศาลเกาะสมุยพิพากษาผิดชัดเจน มีสิทธิอุทธรณ์ภายใน 7 วัน

อนุทิน เซ็นคำสั่งเนรเทศ รายที่ 2 ไล่ชาวฝรั่งเศส หลังศาลเกาะสมุยพิพากษาผิดจริง คดีข่มขู่ทำร้ายร่างกาย ชี้พฤติการณ์เป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อย มีสิทธิอุทธรณ์ภายใน 7 วัน

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามในคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 2354/2569 เรื่อง เนรเทศ นายเควิน ดิมิโน (MR. KEVIN DIMINO) ออกไปนอกราชอาณาจักร

ด้วยปรากฏว่า นายเควิน ดิมิโน สัญชาติฝรั่งเศส มีพฤติกรรมข่มขู่ คุกคาม ทำร้ายร่างกาย ก่อความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อื่น สร้างความแตกแยกทางเชื้อชาติและศาสนา รวมถึงในหมู่นักท่องเที่ยวอย่างรุนแรง ทั้งยังมีพฤติกรรมคึกคะนองอันอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้อื่นอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย

ประกอบกับศาลจังหวัดเกาะสมุยมีคำพิพากษาว่า นายเควิน ดิมิโน มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), ( และมาตรา 158/1 วรรคสอง พิพากษาปรับ 10,000 บาท

จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 5,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 พร้อมริบของกลาง

พฤติกรรมดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี และความผาสุกของประชาชน จึงมีความจำเป็นต้องเนรเทศออกนอกราชอาณาจักร ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการเนรเทศ พ.ศ. 2499
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการเนรเทศ พ.ศ. 2499 ประกอบกับข้อ 4 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจึงมีคำสั่งเนรเทศ นายเควิน ดิมิโน สัญชาติฝรั่งเศส ออกไปนอกราชอาณาจักร

อนึ่ง หาก นายเควิน ดิมิโน ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งนี้ มีสิทธิอุทธรณ์ต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งเนรเทศ หรือขอมิให้ส่งตัวออกไปนอกราชอาณาจักร ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติการเนรเทศ พ.ศ. 2499 ภายใน 7 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งนี้

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2157360075159734&set=gm.1393840436237646&idorvanity=849053944049634

คำพิพากษาจุดกระแสโซเชียล!! ศาลชี้หน้าบ้านนอกรั้วคือพื้นที่ส่วนกลาง หมู่บ้านจัดสรรห้ามจอดรถกีดขวางสิทธิผู้อื่น จอดรถกีดขวาง ผิดกฎหมาย นิติบุคคลหมู่บ้านต้องบังคับกฎจอดรถจริงจัง

หน้าบ้านตัวเองก็จอดไม่ได้ ทนายความ เผย ศาลชี้ชัด พื้นที่นอกรั้วบ้านในหมู่บ้านจัดสรร ถือเป็นพื้นที่ส่วนกลาง ห้ามจอดรถกีดขวาง จุดกระแสถกเถียงสนั่นโซเชียล

วันนี้ (6 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊ก “ทนายความ สกุลเพชรวงศ์” เผยแพร่คำพิพากษาคดี จอดรถยนต์ บนถนนหมู่บ้าน ใจความว่า

ศาลมีคำพิพากษา ว่า จำเลยนำรถยนต์มาจอดบริเวณหน้าบ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนกลาง และพื้นที่นอกรั้วบ้านถือเป็นพื้นที่ส่วนกลาง มีไว้เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกัน จำเลยจะใช้พื้นที่ส่วนกลางโดยไม่คำนึงสิทธิของผู้อื่นไม่ได้ อันเป็นการใช้สิทธิให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น ห้ามจำเลยนำรถยนต์มาจอดกั้นขวางพื้นที่ส่วนกลาง และชำระค่าเสียหาย 1,500 บาท

ภายหลังเรื่องดังกล่าวถูกเผยแพร่ มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่สะท้อนปัญหาการจอดรถหน้าบ้านในหมู่บ้านจัดสรร พร้อมตั้งคำถามถึงการบังคับใช้กฎระเบียบของนิติบุคคลหมู่บ้าน

บางรายระบุว่า กำลังประสบปัญหากับนิติบุคคลหมู่บ้าน เนื่องจากมีกฎระเบียบเป็นลายลักษณ์อักษรห้ามลูกบ้านจอดรถหน้าบ้าน แต่เพื่อนบ้านยังคงนำรถมาจอดเป็นประจำ จนทำให้เข้า-ออกบ้านลำบาก และเคยเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนมาแล้ว พร้อมสอบถามว่าสามารถดำเนินคดีกับนิติบุคคลและลูกบ้านที่ฝ่าฝืนได้หรือไม่

ขณะที่อีกหลายรายเห็นด้วยกับคำพิพากษา โดยระบุว่า ก่อนซื้อบ้านฝ่ายขายมักแจ้งว่าพื้นที่หน้าบ้านไม่สามารถใช้เป็นที่จอดรถได้ แต่กลับไม่สามารถบังคับใช้กฎกับลูกบ้านบางรายที่นำรถมาจอดหน้าบ้านหรือบริเวณสวนสาธารณะได้

นอกจากนี้ ยังมีผู้แสดงความคิดเห็นว่า “กฎระเบียบของหมู่บ้านจัดสรรสร้างวินัยให้สังคมดีขึ้น” และมองว่า คำพิพากษาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบ ขณะที่บางรายตั้งข้อสังเกตถึงลูกบ้านที่อ้างว่า “จ่ายค่าส่วนกลางแล้ว ทำไมจะจอดหน้าบ้านตัวเองไม่ได้” พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพสิทธิในการใช้พื้นที่ส่วนกลางร่วมกัน

ที่มา : https://mgronline.com/crime/detail/9690000087388

ปคม.รวบอินฟลูเอนเซอร์ดัง ‘บูม แอกซิโอ’ ลวงสาว 17 ถ่ายคลิปลง OnlyFans จับได้บ้านพักย่านพระยาสุเรนทร์ ผู้ต้องหาเผยแพร่คลิปลามกเด็ก3 ปี รายได้เดือนละกว่าแสนบาทจากช่องนี้

รวบหนุ่มอินฟลู คนดัง ลวงสาว 17 ถ่ายสื่อลามก ลง OnlyFans

ตำรวจ ปคม.ร่วมกันจับกุมนายณาญภัทร หรือ “บูม แอกซิโอ” อายุ 32 ปี อินฟลูเอ็นเซอร์ชื่อดัง ข้อหาค้ามนุษย์ด้วยการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการผลิตหรือเผยแพร่วัตถุหรือสื่อลามกเด็กอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปี ,ครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็กเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางเพศสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ส่งต่อซึ่งสื่อลามกอนาจารเด็กแก่ผู้อื่น,เพื่อความประสงค์แห่งการค้า,พรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเสียจากบิดา มารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย

พาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม,กระทำการชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร,นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้

จับได้ที่บ้านพักย่านถนนพระยาสุเรนทร์ 26 แขวงบางชัน เขตคลองสามวา พร้อมยึดของกลางโทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง ,เสื้อผ้าที่ปรากฏในคลิปลามกอนาจาร,สมุดบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ 1 เล่ม
สืบเนื่องจากชุดสืบสวน กก.1 บก.ปคม. ตรวจพบบัญชีชื่อ “บูม แอกซิโอ” หรือ “บูม58″ในแพลตฟอร์มเอ็กซ์(X หรือ Twitter เดิม)มีผู้ติดตามสูงถึง 316,900 ราย โพสต์คลิปวิดีโอการมีเพศสัมพันธ์แบบสั้น ๆเร้าอารมณ์ดึงดูดความสนใจกลุ่มเป้าหมาย ก่อนเชิญชวนให้ผู้ที่สนใจเข้าถึงฉบับเต็มในแพลตฟอร์ม OnlyFans ที่ปิดการควบคุมการเข้าถึง

จากการสืบสวนพบว่า เจ้าของบัญชี คือ นายณาญภัท มักใช้ห้องพักภายในโรงแรม ย่านลาดพร้าว เป็น “สตูดิโอผลิตสื่อลามก” ถ่ายทำคลิปลามกอนาจาร สร้างคอนเทนต์ ก่อนจะโพสต์เผยแพร่ลงในแพลตฟอร์ม OnlyFans ทุกค่ำวันศุกร์ เดือนละ 4 คลิป ทำมานานกว่า 3 ปี ตั้งแต่ปลายปี 2566 จนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ยังพบว่าช่วงกลางปี 2568 มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอขณะกำลังมีเพศสัมพันธ์กับเด็กหญิงอายุ 17 ปี อันเป็นการแสวงหาผลประโยชน์จำหน่ายสื่อลามกเด็กผ่านช่องทางออนไลน์ มีการเรียกเก็บเงินสมาชิกในการรับชม เข้าข่ายความผิดฐานค้ามนุษย์และการผลิตสื่อลามกเด็ก

พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายจับและหมายค้น จับกุมและยึดของกลางดังกล่าว สอบสวนรับสารภาพ นำตัวพร้อมของกลางส่งกก.1.บก.ปคม.ดำเนินคดี

จากการตรวจสอบของกลาง มีข้อมูลไฟล์ภาพและคลิปวิดีโอและสื่อลามกอนาจาร ถูกเก็บไว้จำนวนมาก รวมทั้งหลักฐานเงินค่าสมาชิกบนแพลตฟอร์ม OnlyFans พบรายได้จากการผลิตสื่อลามกอนาจารผ่านแพลตฟอร์มดังกล่าวรวมมูลค่ามากกว่า 3,000,000 บาท เฉลี่ยเดือนละ 1.2.แสนบาท ที่ผ่านมายังคงลงคลิปวิดีโออย่างต่อเนื่องจนกระทั่งถูกจับกุม

‘โอปอล สุชาตา’ ส่งท้ายตำแหน่ง Miss World ในชุดไทยศิวาลัย สีขาวครีม ปักลายสวนแห่งการเติบโต โชว์เอกลักษณ์ไทยอย่างทรงคุณค่า สะกดสายตาเวทีโลก ส่งต่อมงให้สาวจากโดมินิกัน

ไม่เคยทำให้คนไทยผิดหวัง!
‘โอปอล’ สวมชุดไทยศิวาลัย โชว์ความงดงาม ทรงคุณค่า เอกลักษณ์ความเป็นไทยที่ไม่มีชาติใดเหมือน อำลาตำแหน่ง Miss World ส่งมอบ ‘มงฟ้า‘ ให้สาวงามจากโดมินิกัน

เรียกว่านำเสนอความเป็นไทยให้โลกรู้ได้แบบตะโกนสุดๆ สำหรับสาวงามระดับ ‘มงฟ้า’ อย่าง ‘โอปอล สุชาตา ช่วงศรี’ Miss Wolrd 2025 ซึ่งได้อำลาตำแหน่งอย่างเป็นทางการในเวทีการประกวด Miss Wolrd 2026

โดยโอปอลได้สวม ‘ชุดไทยศิวาลัย’ สีขาวครีม ในช่วงการส่งมอบมงกุฎ Miss World ให้กับ Joheirry Mola สาวงามจากสาธารณรัฐโดมินิกัน ซึ่งเรียกได้ว่างดงาม ทรงคุณค่า เป็นการแสดงออกถึงเอกลักษณ์ของความเป็นไทยที่ไม่มีชาติใดเหมือน
สำหรับชุดไทยศิวาลัยนี้ เป็นผลงานการออกแบบจาก ‘วนัช กูตูร์’ ห้องเสื้อชั้นนำของไทย ซึ่งได้ระบุรายละเอียดของชุดว่า

‘ชุดไทยศิวาลัย "The Garden of Purpose"
จากเมล็ดพันธุ์แห่งความหวัง...สู่วันที่สวนผลิบาน และการส่งต่อมงกุฎ“
สำหรับค่ำคืนแห่งการอำลาตำแหน่ง Miss World 2025 ชุดไทยศิวาลัยสีขาวครีมชุดนี้ได้รับการออกแบบให้เป็นเสมือนบทสรุปของการเดินทางตลอดหนึ่งปี ถ่ายทอดผ่านผ้าไหมยกลำพูนสีขาวครีม ยกดิ้นเงินและดิ้นทอง พร้อมงานปักลวดลายต้นไม้ กิ่งก้านใบไม้ และดอกไม้ที่กำลังผลิบาน

ลวดลายเหล่านี้มีความหมายเชื่อมโยงกลับไปยังช่วงหนึ่งของการประกวด Miss World 2025 เมื่อคุณโอปอลใช้ภาพของ "การดูแลสวน" เป็นอุปมาในการอธิบายถึงการดูแล หล่อเลี้ยง และสร้างการเติบโตอย่างยังยืน

ขณะที่ ดิ้นเงินและดิ้นทองที่เป็นส่วนของผ้าไหมยกดอก ทำหน้าที่เชื่อมสองโลกเข้าด้วยกัน ประกายเงินรับกับความเย็นของคริสตัลและมงกุฎ ส่วนประกายทองนำความอบอุ่นและความวิจิตรแบบไทยเข้ามาประสาน ทำให้ชุดยังคงมีอัตลักษณ์ของชุดไทยศิวาลัย อย่างชัดเจน & เมื่อมงกุฎอยู่บนศีรษะ ประกายสีฟ้าและสีขาวจึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงด้านบน แต่ถูกนำลงมาสะท้อนซ้ำผ่านคริสตัลบนตัวชุดราวกับแสงจากมงกุฎค่อย ๆ ไหลลงสู่ผืนผ้า แตกแขนงเป็นกิ่ง ก้าน และผลิบานกลายเป็นดอกไม้ที่งดงามทั่วทั้งตัวชุด
และนี่คือความหมายสำคัญที่สุดของชุด

หากวันแห่งการประกวดคือวันที่เธอหว่านเมล็ดพันธุ์คืนอำลาตำแหน่ง ก็คือวันที่สวนแห่งนั้นผลิบานอย่างสมบูรณ์

Vanus Couture
Desiged by Dr.Sun Soodket‘

ขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก Vanus Couture

ที่มา : https://www.facebook.com/100093665827832/posts/964195076712678/?rdid=ZZF74POmn41ILDg3#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top