Saturday, 24 October 2026
THE STATES TIMES TEAM

คำพิพากษาจุดกระแสโซเชียล!! ศาลชี้หน้าบ้านนอกรั้วคือพื้นที่ส่วนกลาง หมู่บ้านจัดสรรห้ามจอดรถกีดขวางสิทธิผู้อื่น จอดรถกีดขวาง ผิดกฎหมาย นิติบุคคลหมู่บ้านต้องบังคับกฎจอดรถจริงจัง

หน้าบ้านตัวเองก็จอดไม่ได้ ทนายความ เผย ศาลชี้ชัด พื้นที่นอกรั้วบ้านในหมู่บ้านจัดสรร ถือเป็นพื้นที่ส่วนกลาง ห้ามจอดรถกีดขวาง จุดกระแสถกเถียงสนั่นโซเชียล

วันนี้ (6 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊ก “ทนายความ สกุลเพชรวงศ์” เผยแพร่คำพิพากษาคดี จอดรถยนต์ บนถนนหมู่บ้าน ใจความว่า

ศาลมีคำพิพากษา ว่า จำเลยนำรถยนต์มาจอดบริเวณหน้าบ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนกลาง และพื้นที่นอกรั้วบ้านถือเป็นพื้นที่ส่วนกลาง มีไว้เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกัน จำเลยจะใช้พื้นที่ส่วนกลางโดยไม่คำนึงสิทธิของผู้อื่นไม่ได้ อันเป็นการใช้สิทธิให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น ห้ามจำเลยนำรถยนต์มาจอดกั้นขวางพื้นที่ส่วนกลาง และชำระค่าเสียหาย 1,500 บาท

ภายหลังเรื่องดังกล่าวถูกเผยแพร่ มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่สะท้อนปัญหาการจอดรถหน้าบ้านในหมู่บ้านจัดสรร พร้อมตั้งคำถามถึงการบังคับใช้กฎระเบียบของนิติบุคคลหมู่บ้าน

บางรายระบุว่า กำลังประสบปัญหากับนิติบุคคลหมู่บ้าน เนื่องจากมีกฎระเบียบเป็นลายลักษณ์อักษรห้ามลูกบ้านจอดรถหน้าบ้าน แต่เพื่อนบ้านยังคงนำรถมาจอดเป็นประจำ จนทำให้เข้า-ออกบ้านลำบาก และเคยเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนมาแล้ว พร้อมสอบถามว่าสามารถดำเนินคดีกับนิติบุคคลและลูกบ้านที่ฝ่าฝืนได้หรือไม่

ขณะที่อีกหลายรายเห็นด้วยกับคำพิพากษา โดยระบุว่า ก่อนซื้อบ้านฝ่ายขายมักแจ้งว่าพื้นที่หน้าบ้านไม่สามารถใช้เป็นที่จอดรถได้ แต่กลับไม่สามารถบังคับใช้กฎกับลูกบ้านบางรายที่นำรถมาจอดหน้าบ้านหรือบริเวณสวนสาธารณะได้

นอกจากนี้ ยังมีผู้แสดงความคิดเห็นว่า “กฎระเบียบของหมู่บ้านจัดสรรสร้างวินัยให้สังคมดีขึ้น” และมองว่า คำพิพากษาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบ ขณะที่บางรายตั้งข้อสังเกตถึงลูกบ้านที่อ้างว่า “จ่ายค่าส่วนกลางแล้ว ทำไมจะจอดหน้าบ้านตัวเองไม่ได้” พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพสิทธิในการใช้พื้นที่ส่วนกลางร่วมกัน

ที่มา : https://mgronline.com/crime/detail/9690000087388

ปคม.รวบอินฟลูเอนเซอร์ดัง ‘บูม แอกซิโอ’ ลวงสาว 17 ถ่ายคลิปลง OnlyFans จับได้บ้านพักย่านพระยาสุเรนทร์ ผู้ต้องหาเผยแพร่คลิปลามกเด็ก3 ปี รายได้เดือนละกว่าแสนบาทจากช่องนี้

รวบหนุ่มอินฟลู คนดัง ลวงสาว 17 ถ่ายสื่อลามก ลง OnlyFans

ตำรวจ ปคม.ร่วมกันจับกุมนายณาญภัทร หรือ “บูม แอกซิโอ” อายุ 32 ปี อินฟลูเอ็นเซอร์ชื่อดัง ข้อหาค้ามนุษย์ด้วยการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการผลิตหรือเผยแพร่วัตถุหรือสื่อลามกเด็กอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปี ,ครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็กเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางเพศสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ส่งต่อซึ่งสื่อลามกอนาจารเด็กแก่ผู้อื่น,เพื่อความประสงค์แห่งการค้า,พรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเสียจากบิดา มารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย

พาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม,กระทำการชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร,นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้

จับได้ที่บ้านพักย่านถนนพระยาสุเรนทร์ 26 แขวงบางชัน เขตคลองสามวา พร้อมยึดของกลางโทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง ,เสื้อผ้าที่ปรากฏในคลิปลามกอนาจาร,สมุดบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ 1 เล่ม
สืบเนื่องจากชุดสืบสวน กก.1 บก.ปคม. ตรวจพบบัญชีชื่อ “บูม แอกซิโอ” หรือ “บูม58″ในแพลตฟอร์มเอ็กซ์(X หรือ Twitter เดิม)มีผู้ติดตามสูงถึง 316,900 ราย โพสต์คลิปวิดีโอการมีเพศสัมพันธ์แบบสั้น ๆเร้าอารมณ์ดึงดูดความสนใจกลุ่มเป้าหมาย ก่อนเชิญชวนให้ผู้ที่สนใจเข้าถึงฉบับเต็มในแพลตฟอร์ม OnlyFans ที่ปิดการควบคุมการเข้าถึง

จากการสืบสวนพบว่า เจ้าของบัญชี คือ นายณาญภัท มักใช้ห้องพักภายในโรงแรม ย่านลาดพร้าว เป็น “สตูดิโอผลิตสื่อลามก” ถ่ายทำคลิปลามกอนาจาร สร้างคอนเทนต์ ก่อนจะโพสต์เผยแพร่ลงในแพลตฟอร์ม OnlyFans ทุกค่ำวันศุกร์ เดือนละ 4 คลิป ทำมานานกว่า 3 ปี ตั้งแต่ปลายปี 2566 จนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ยังพบว่าช่วงกลางปี 2568 มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอขณะกำลังมีเพศสัมพันธ์กับเด็กหญิงอายุ 17 ปี อันเป็นการแสวงหาผลประโยชน์จำหน่ายสื่อลามกเด็กผ่านช่องทางออนไลน์ มีการเรียกเก็บเงินสมาชิกในการรับชม เข้าข่ายความผิดฐานค้ามนุษย์และการผลิตสื่อลามกเด็ก

พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายจับและหมายค้น จับกุมและยึดของกลางดังกล่าว สอบสวนรับสารภาพ นำตัวพร้อมของกลางส่งกก.1.บก.ปคม.ดำเนินคดี

จากการตรวจสอบของกลาง มีข้อมูลไฟล์ภาพและคลิปวิดีโอและสื่อลามกอนาจาร ถูกเก็บไว้จำนวนมาก รวมทั้งหลักฐานเงินค่าสมาชิกบนแพลตฟอร์ม OnlyFans พบรายได้จากการผลิตสื่อลามกอนาจารผ่านแพลตฟอร์มดังกล่าวรวมมูลค่ามากกว่า 3,000,000 บาท เฉลี่ยเดือนละ 1.2.แสนบาท ที่ผ่านมายังคงลงคลิปวิดีโออย่างต่อเนื่องจนกระทั่งถูกจับกุม

‘โอปอล สุชาตา’ ส่งท้ายตำแหน่ง Miss World ในชุดไทยศิวาลัย สีขาวครีม ปักลายสวนแห่งการเติบโต โชว์เอกลักษณ์ไทยอย่างทรงคุณค่า สะกดสายตาเวทีโลก ส่งต่อมงให้สาวจากโดมินิกัน

ไม่เคยทำให้คนไทยผิดหวัง!
‘โอปอล’ สวมชุดไทยศิวาลัย โชว์ความงดงาม ทรงคุณค่า เอกลักษณ์ความเป็นไทยที่ไม่มีชาติใดเหมือน อำลาตำแหน่ง Miss World ส่งมอบ ‘มงฟ้า‘ ให้สาวงามจากโดมินิกัน

เรียกว่านำเสนอความเป็นไทยให้โลกรู้ได้แบบตะโกนสุดๆ สำหรับสาวงามระดับ ‘มงฟ้า’ อย่าง ‘โอปอล สุชาตา ช่วงศรี’ Miss Wolrd 2025 ซึ่งได้อำลาตำแหน่งอย่างเป็นทางการในเวทีการประกวด Miss Wolrd 2026

โดยโอปอลได้สวม ‘ชุดไทยศิวาลัย’ สีขาวครีม ในช่วงการส่งมอบมงกุฎ Miss World ให้กับ Joheirry Mola สาวงามจากสาธารณรัฐโดมินิกัน ซึ่งเรียกได้ว่างดงาม ทรงคุณค่า เป็นการแสดงออกถึงเอกลักษณ์ของความเป็นไทยที่ไม่มีชาติใดเหมือน
สำหรับชุดไทยศิวาลัยนี้ เป็นผลงานการออกแบบจาก ‘วนัช กูตูร์’ ห้องเสื้อชั้นนำของไทย ซึ่งได้ระบุรายละเอียดของชุดว่า

‘ชุดไทยศิวาลัย "The Garden of Purpose"
จากเมล็ดพันธุ์แห่งความหวัง...สู่วันที่สวนผลิบาน และการส่งต่อมงกุฎ“
สำหรับค่ำคืนแห่งการอำลาตำแหน่ง Miss World 2025 ชุดไทยศิวาลัยสีขาวครีมชุดนี้ได้รับการออกแบบให้เป็นเสมือนบทสรุปของการเดินทางตลอดหนึ่งปี ถ่ายทอดผ่านผ้าไหมยกลำพูนสีขาวครีม ยกดิ้นเงินและดิ้นทอง พร้อมงานปักลวดลายต้นไม้ กิ่งก้านใบไม้ และดอกไม้ที่กำลังผลิบาน

ลวดลายเหล่านี้มีความหมายเชื่อมโยงกลับไปยังช่วงหนึ่งของการประกวด Miss World 2025 เมื่อคุณโอปอลใช้ภาพของ "การดูแลสวน" เป็นอุปมาในการอธิบายถึงการดูแล หล่อเลี้ยง และสร้างการเติบโตอย่างยังยืน

ขณะที่ ดิ้นเงินและดิ้นทองที่เป็นส่วนของผ้าไหมยกดอก ทำหน้าที่เชื่อมสองโลกเข้าด้วยกัน ประกายเงินรับกับความเย็นของคริสตัลและมงกุฎ ส่วนประกายทองนำความอบอุ่นและความวิจิตรแบบไทยเข้ามาประสาน ทำให้ชุดยังคงมีอัตลักษณ์ของชุดไทยศิวาลัย อย่างชัดเจน & เมื่อมงกุฎอยู่บนศีรษะ ประกายสีฟ้าและสีขาวจึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงด้านบน แต่ถูกนำลงมาสะท้อนซ้ำผ่านคริสตัลบนตัวชุดราวกับแสงจากมงกุฎค่อย ๆ ไหลลงสู่ผืนผ้า แตกแขนงเป็นกิ่ง ก้าน และผลิบานกลายเป็นดอกไม้ที่งดงามทั่วทั้งตัวชุด
และนี่คือความหมายสำคัญที่สุดของชุด

หากวันแห่งการประกวดคือวันที่เธอหว่านเมล็ดพันธุ์คืนอำลาตำแหน่ง ก็คือวันที่สวนแห่งนั้นผลิบานอย่างสมบูรณ์

Vanus Couture
Desiged by Dr.Sun Soodket‘

ขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก Vanus Couture

ที่มา : https://www.facebook.com/100093665827832/posts/964195076712678/?rdid=ZZF74POmn41ILDg3#

ยอดใช้น้ำมัน พ.ค.69 ลด 4.2% ดีเซล–เบนซิน–Jet A1 หดตัว น้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 โต 26.9% ดีเซลบี 20 ขยายสถานีบริการ นำเข้าน้ำมันพุ่ง 25.7% รับผลกระทบตะวันออกกลาง

สถานการณ์การจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงรอบเดือนพฤษภาคม ปี 2569

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า ภาพรวมการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศในเดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ 148.39 ล้านลิตร/วัน ลดลงร้อยละ 4.2 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.3 จากเดือนก่อนหน้า (MoM) โดยน้ำมันส่วนใหญ่ปรับตัวลดลงจากปีก่อน ทั้งกลุ่มเบนซิน กลุ่มดีเซล น้ำมันอากาศยาน น้ำมันเตา LPG และ NGV ขณะที่น้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 และน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 20 ยังคงเติบโตต่อเนื่องจากมาตรการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพของภาครัฐ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

น้ำมันกลุ่มเบนซิน มีปริมาณการจำหน่ายอยู่ที่ 30.58 ล้านลิตร/วัน ลดลงร้อยละ 3.2 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยเป็นการลดลงของน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 91 แก๊สโซฮอล์ 95 และแก๊สโซฮอล์อี 85 ขณะที่น้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 มีการจำหน่ายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีปริมาณการจำหน่าย 6.45 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.9 (YoY) จากมาตรการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพผ่านการกำหนดส่วนต่างราคาที่จูงใจเมื่อเทียบกับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ซึ่งมีส่วนต่างราคาอยู่ที่ 5 บาท/ลิตร ส่งผลให้ผู้ใช้รถยนต์ที่รองรับเชื้อเพลิงดังกล่าวหันมาใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 มากขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อน (MoM) พบว่าปริมาณการจำหน่ายน้ำมันทุกชนิดในกลุ่มเบนซินปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ โดยในเดือนพฤษภาคมมีการปรับราคาน้ำมันรวม 8 ครั้ง ส่งผลให้ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันในบางช่วงเวลาได้รับอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงของราคา

น้ำมันกลุ่มดีเซลหมุนเร็ว มีปริมาณการจำหน่ายอยู่ที่ 63.68 ล้านลิตร/วัน ลดลงร้อยละ 5.0 ซึ่งสอดคล้องกับดัชนีการส่งสินค้า (Shipment Index) เดือนพฤษภาคม ที่หดตัวลงร้อยละ 4.26 เมื่อเทียบกับปีก่อน1 ส่งผลให้การจำหน่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาลดลง ร้อยละ 10.5 ขณะที่การจำหน่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 20 ยังคงเพิ่มขึ้นจากนโยบายส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพและการขยายจำนวนสถานีบริการรองรับรถยนต์ที่สามารถใช้น้ำมันดังกล่าวได้ โดยมีสถานีบริการที่เปิดจำหน่ายดีเซลหมุนเร็วบี 20 ณ เดือนพฤษภาคม 2569 จำนวน 802 แห่ง ทำให้ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 20 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3.68 ล้านลิตร/วัน จากเดือนเมษายน 2569

น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) มีปริมาณการจำหน่ายอยู่ที่ 14.94 ล้านลิตร/วัน ลดลงร้อยละ 2.1 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) สอดคล้องกับจำนวนเที่ยวบินที่ลดลงร้อยละ 7.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน2 สาเหตุมาจากราคาเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนการดำเนินงานและราคาบัตรโดยสาร ประกอบกับในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกันยายนของทุกปี เป็นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (Low Season) ส่งผลให้สายการบินหลายแห่งเริ่มทยอยปรับแผนการดำเนินงาน อาทิ การปรับตารางบิน การลดความถี่
ในบางเส้นทาง หรือการบริหารจัดการเที่ยวบินให้เหมาะสมกับต้นทุนและปริมาณผู้โดยสารในแต่ละช่วงเวลา

น้ำมันเตา มีปริมาณการจำหน่ายอยู่ที่ 5.18 ล้านลิตร/วัน ลดลงร้อยละ 3.7 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY)โดยเป็นผลจากการดำเนินงานในภาคอุตสาหกรรมที่ชะลอตัว สอดคล้องกับดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index) เดือนพฤษภาคม 2569 ที่หดตัวร้อยละ 1.29 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน4 ทำให้การจำหน่ายน้ำมันเตาเพื่อเป็นเชื้อเพลิงในภาคอุตสาหกรรมลดลง

ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) มีปริมาณการจำหน่ายอยู่ที่ 17.76 ล้านกก./วัน ลดลงร้อยละ 1.2 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยมีสาเหตุหลักมาจากการจำหน่ายในภาคครัวเรือนที่ปรับตัวลดลงร้อยละ 3.2 รองลงมาเป็นภาคอุตสาหกรรมที่ลดลงร้อยละ 2 ขณะที่ภาคการขนส่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อนร้อยละ 0.3

ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) มีปริมาณการจำหน่ายอยู่ที่ 2.13 ล้านกก./วัน ลดลงร้อยละ 8.8 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยอุปสงค์ของ NGV ยังคงมีแนวโน้มหดตัวอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับจำนวนสถานีบริการ NGV ที่ทยอยลดลง ทั้งนี้ ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2569 มีสถานีบริการ NGV เปิดให้บริการทั่วประเทศ 257 แห่ง ลดลง 21 แห่ง เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน

ปริมาณการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 1,164,539 บาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.7 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยน้ำมันดิบมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 21.8 น้ำมันสำเร็จรูปมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.7 ขณะที่มูลค่าการนำเข้าเพิ่มสูงขึ้นจากปีก่อน เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีการนำเข้าน้ำมันดิบจากแหล่งตะวันออกไกลและแหล่งอื่น ๆ เพิ่มมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าจากแหล่งตะวันออกกลาง

ปริมาณการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 127,652 บาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยเป็นการเพิ่มขึ้นจากการส่งออกน้ำมันเตา ซึ่งเป็นชนิดน้ำมันเชื้อเพลิงที่ไม่ได้อยู่ในมาตรการระงับการส่งออกตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 2/2569 ปริมาณ 65,519 บาร์เรล/วัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 62.1 (YoY) รวมทั้งมีการส่งออกน้ำมันดีเซลที่มีลักษณะและคุณภาพซึ่งไม่สามารถจำหน่ายในราชอาณาจักรได้ ปริมาณ 17,682 บาร์เรล/วัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 85.2 (YoY) ขณะที่น้ำมันกลุ่มเบนซิน น้ำมันอากาศยาน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน (10 ppm) และก๊าซปิโตรเลียมเหลว มีการส่งออกไปยังประเทศที่ไม่ถูกมาตรการระงับการส่งออก คือ สปป.ลาว และเมียนมา ปริมาณรวม 44,451 บาร์เรล/วัน

“บีโอไอ” ยันญี่ปุ่นลงทุน!! ญี่ปุ่นยื่นขอส่งเสริม 302 โครงการ มูลค่ากว่า 1.13 แสนล้านบาท เน้นยกระดับเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ เศรษฐกิจไทยฐานบ้านหลังที่สอง

บีโอไอยันญี่ปุ่นปักหลักลงทุนไทยต่อเนื่อง เร่งอัปเกรดฐานผลิต รับเทคโนโลยีใหม่

บีโอไอเผยทิศทางการลงทุนญี่ปุ่นในไทยกำลังเข้าสู่รอบใหม่ จากฐานการผลิตที่สั่งสมมาหลายทศวรรษ ต่อยอดสู่การลงทุนเพื่อยกระดับเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ รองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม ชี้ปี 2568 ญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริม 302 โครงการ มูลค่ากว่า 1.13 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากปีก่อน และเป็นหนึ่งในปีที่มียอดลงทุนสูงสุดของญี่ปุ่น แสดงถึงความต่อเนื่องของการขยายฐานลงทุนญี่ปุ่นในไทย และตอกย้ำภาพ “ประเทศไทยคือบ้านหลังที่สอง” ของนักลงทุนญี่ปุ่น

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรด้านการลงทุนที่สำคัญของไทยมาอย่างยาวนาน และมีบทบาทสำคัญในการสร้างฐานอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานของประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องจักร ปัจจุบันการลงทุนของญี่ปุ่นกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยมาเน้นการลงทุนเพื่อยกระดับเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพ รวมถึงการต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ตอบโจทย์ทิศทางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมโลก

ตัวเลขการลงทุนของญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็นตัวสะท้อนได้อย่างชัดเจน โดยในปี 2568
นักลงทุนญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน จำนวน 302 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 113,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากปีก่อน และเป็นหนึ่งในปีที่มียอดลงทุนสูงสุดของญี่ปุ่น โดยอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมหลักของนักลงทุนญี่ปุ่น มีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริม 28,310 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 57 จากปีก่อน อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 19,378 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 76 อุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร 4,069 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 54 ขณะที่กลุ่มโลจิสติกส์และบริการมีมูลค่า 1,468 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากปีก่อนหน้า นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นการลงทุนที่หลากหลายขึ้นในกิจการดิจิทัล รวมถึงอุตสาหกรรมอากาศยานและชิ้นส่วน การลงทุนก็เพิ่มขึ้นมากอย่างชัดเจน สะท้อนการยกระดับฐานอุตสาหกรรมเดิม ควบคู่กับการต่อยอดสู่กิจการที่ใช้เทคโนโลยีและสร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ญี่ปุ่นปรับทัพลงทุน รับการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม
ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับผลสำรวจของหอการค้าญี่ปุ่น (JCC) ประจำครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งมีบริษัทตอบแบบสำรวจ 504 บริษัท พบว่า บริษัทญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับการรักษาและยกระดับฐานธุรกิจในประเทศไทย โดยบริษัทญี่ปุ่นร้อยละ 23 มีแผนเพิ่มการลงทุนในไทยในปี 2569 ขณะที่ร้อยละ 48 คาดว่าจะรักษาระดับการลงทุนเดิมไว้ โดยเมื่อพิจารณารูปแบบการลงทุน พบว่าบริษัทญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการปรับปรุงประสิทธิภาพของฐานการผลิตเดิม โดยเฉพาะการลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องจักรทดแทนเครื่องเดิม การใช้พลังงานสะอาด การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้มากขึ้น รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทญี่ปุ่นยังคงให้ความสำคัญกับการยกระดับประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของฐานการผลิตในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
ความเชื่อมั่นดังกล่าวสะท้อนชัดเจนผ่านโครงการลงทุนที่สำคัญ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ เช่น บริษัท อีซูซุ ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนกว่า 15,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับฐานการผลิตรถกระบะในไทยด้วยระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ การใช้พลังงานสะอาด และการพัฒนาผลิตภัณฑ์รองรับมาตรฐาน Euro 6 ขณะที่ บริษัท มาสด้า ภายใต้บริษัทร่วมทุนออโต้อัลลายแอนซ์ ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนกว่า 7,400 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงโรงงานให้รองรับการผลิตรถยนต์ Mazda รุ่นใหม่แบบ MHEV โดยมาสด้าเลือกไทยเป็นฐานการผลิตหลัก เพื่อจำหน่ายในไทยและส่งออกไปยังญี่ปุ่นและอาเซียน นอกจากนี้ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรีและประกาศแผนลงทุนในไทยเพิ่มเติมอีก 16,000 ล้านบาท ภายในปี 2573 เพื่อรองรับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า พร้อมใช้ไทยเป็นฐานผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ All New Pajero เพื่อจำหน่ายในไทยและส่งออกทั่วโลก ขณะที่บริษัท ฮอนด้า ได้ประกาศเตรียมลงทุนเพิ่ม 12,000 ล้านบาท ภายในปี 2572 เพื่อขึ้นไลน์ผลิตรถยนต์โมเดลใหม่ 2 รุ่น ส่งผลให้ไทยเป็นประเทศเดียวนอกญี่ปุ่นที่ฮอนด้าผลิตรถยนต์รวม 8 รุ่น แสดงให้เห็นว่าไทยยังเป็นฐานผลิตสำคัญและมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกในอนาคต

การลงทุนในซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมยานยนต์ ยังขยับไปสู่ชิ้นส่วนสำหรับเทคโนโลยียานยนต์ยุคใหม่ เช่น บริษัท แอสเตโม ที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน 3,500 ล้านบาท เพื่อผลิตอุปกรณ์สำคัญในระบบควบคุมและแปลงกำลังไฟฟ้าสำหรับระบบขับเคลื่อนของยานยนต์ไฟฟ้า (PCU Inverter) และบริษัท ไอซิน พาวเวอร์เทรน ลงทุนผลิตระบบส่งกำลังสำหรับรถยนต์ไฮบริด (Hybrid Transmission) สะท้อนการเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้นตั้งแต่ระดับโรงงาน รถยนต์รุ่นใหม่ ไปจนถึงชิ้นส่วนสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์

อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เป็นอีกอุตสาหกรรมหนึ่งที่ญี่ปุ่นขยายการลงทุนอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เทคโนโลยีสูง เช่น บริษัท มูราตะ อิเล็กทรอนิกส์ ลงทุนผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เช่น Multilayer Ceramic Capacitor (MLCC) ซึ่งใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและยานยนต์ ขณะที่ บริษัท พานาโซนิค แมนูแฟคเจอริ่ง อยุธยา ลงทุนผลิตวัสดุต้นน้ำสำหรับแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เช่น Prepreg และ Copper Clad Laminate (CCL) โดยโรงงานแห่งใหม่จะเป็นฐานผลิตวัสดุ “MEGTRON” แห่งแรกในอาเซียน รองรับการเติบโตของดิจิทัลและ AI
ขยายลงทุนสู่กิจการมูลค่าเพิ่มสูง

นอกจากอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์แล้ว บริษัทญี่ปุ่นยังขยายการลงทุนในกิจการที่ใช้เทคโนโลยีและมีมูลค่าเพิ่มสูงอีกหลายอุตสาหกรรม เช่น บริษัท เอ็นเอ็มบี-มินีแบ ไทย ในเครือ MinebeaMitsumi ลงทุนเพิ่มกว่า 2,600 ล้านบาท เปิดโรงงานแห่งใหม่ที่จังหวัดลพบุรี ผลิตชิ้นส่วนอากาศยานความแม่นยำสูงสำหรับ Airbus และ Boeing โดยยกระดับไทยเป็น ฐานการผลิตหลักระดับโลก (Global Core Factory) สำหรับธุรกิจการบินของกลุ่ม พร้อมจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ในกลุ่มเกษตรและอาหาร บริษัท โตโย ไซกัน ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน 2,470 ล้านบาท
ผลิตเครื่องดื่มจากพืชผักผลไม้ รวมถึงชาและกาแฟ ขณะที่ บริษัท อิวาตานิ คอร์ปอเรชั่น ลงทุน 840 ล้านบาท ผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ชีวภาพเหลว โดยใช้เทคโนโลยี Carbon Capture and Utilization (CCU) ดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการหมักวัตถุดิบทางการเกษตรเพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม สะท้อนการต่อยอดฐานเกษตรและอาหารของไทยไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

บีโอไอหนุนญี่ปุ่นลงทุนไทยต่อเนื่อง
ล่าสุดในช่วงครึ่งแรกปี 2569 นักลงทุนญี่ปุ่นยังคงยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนอย่างต่อเนื่อง จำนวน 123 โครงการ มูลค่า 32,790 ล้านบาท ตอกย้ำว่าญี่ปุ่นยังเลือกไทยเป็นฐานลงทุนหลัก โดยบีโอไอจะเดินหน้าสนับสนุนทั้งการยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพฐานการผลิตเดิม รวมทั้งการลงทุนในสาขาใหม่ ๆ โดยเฉพาะกิจการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง กิจการในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคในประเทศไทย (Regional Headquarters) ซึ่งปัจจุบันกิจการสำนักงานภูมิภาคที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอ กว่าร้อยละ 40 มาจากประเทศญี่ปุ่น
“ญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรด้านการลงทุนที่สำคัญของไทยมายาวนาน และมีศักยภาพที่จะเติบโตต่อเนื่อง
ในอนาคต ฐานการลงทุนของญี่ปุ่นในไทยไม่ได้หยุดนิ่ง แต่กำลังปรับตัวและยกระดับไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจโลก บีโอไอให้ความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลไทยพร้อมสนับสนุนทั้งการยกระดับกิจการเดิมและการลงทุนในสาขาใหม่ ๆ เพื่อให้บริษัทญี่ปุ่นใช้ไทยเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาธุรกิจ เทคโนโลยี และซัพพลายเชนสำหรับภูมิภาคและตลาดโลก และเติบโตไปพร้อมกับประเทศไทยอย่างยั่งยืน” นายนฤตม์ กล่าว

โคลนถล่มเนปาลยังวิกฤต!! กู้ภัยพบปาฏิหาริย์ในเขตนูวาโก หญิงวัย 64 รอดชีวิต 10 วันหลังโคลนถล่ม เสียชีวิตกว่า 1,300 รายสูญหายเกือบ 5,000 หน่วยกู้ภัยส่งรักษาที่กาฐมาณฑุ

ปาฏิหาริย์! เนปาลช่วยชีวิตหญิงวัย 64 ปี หลังเหตุโคลนถล่มครบ 10 วัน

สื่อท้องถิ่นเนปาลรายงานว่าเมื่อวันเสาร์ (5 ก.ย.) ทีมเจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถช่วยเหลือหญิงชาวเนปาล อายุ 64 ปี ซึ่งยังคงมีชีวิตในเขตนูวาโก หลังจากเกิดเหตุโคลนถล่มรุนแรงเมื่อวันที่ 26 ส.ค. และส่งตัวเข้ารับการดูแลรักษาในกรุงกาฐมาณฑุ

ทั้งนี้ รายละเอียดล่าสุดจากหน่วยงานตำรวจเนปาลระบุจำนวนผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 1,344 ราย เมื่อนับถึง 05.00 น. ของวันเสาร์ (5 ก.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น ส่วนจำนวนผู้สูญหายอยู่ที่ 4,898 ราย เมื่อนับถึงช่วงเช้าวันเดียวกัน ขณะจำนวนผู้รอดชีวิตอยู่ที่ 8,631 ราย

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์คะแนนนิยมทรุดหนัก!! คะแนนนิยมเหลือ 33% ต่ำสุดนับตั้งแต่เริ่มสำรวจ ประชาชนกังวลเศรษฐกิจและค่าครองชีพ 57% ชี้สถานะการเงินแย่ลงภายใต้รัฐบาล แม้รีพับลิกันก็ติดลบหนักในเดือนเดียว

คะแนนนิยมทรัมป์ร่วงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ของโพล Financial Times เหลือเพียง 33% ขณะที่ชาวอเมริกันเกือบ 60% ระบุว่า สถานะทางการเงินของตัวเองแย่ลงภายใต้รัฐบาลทรัมป์

ผลสำรวจทั่วประเทศล่าสุดของ Financial Times ร่วมกับ Focaldata พบว่า มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพียง 33% ที่พอใจกับการทำงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลดลงอีก 3 จุดจากเดือนก่อน และถือเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ FT เริ่มสำรวจคำถามนี้เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ปัญหาหลักมาจาก เศรษฐกิจและค่าครองชีพ โดยเกือบสองในสามมองว่าเศรษฐกิจกำลังเดินไปผิดทิศทาง ขณะที่ 57% ระบุว่าสถานะทางการเงินของตัวเองแย่ลงภายใต้รัฐบาลทรัมป์ เพิ่มจาก 53% ในเดือนก่อน แม้แต่ในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งพรรครีพับลิกัน คะแนนเห็นชอบต่อการบริหารเรื่องงานและเศรษฐกิจของทรัมป์ก็เหลือเพียง 53% ลดลงเกือบ 8 จุดในเดือนเดียว

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1393347396286950/?rdid=RmnCA0ezl8esjiZ5#

สหรัฐฯ-กัมพูชา วางแผนซ้อมรบร่วม!! รื้อฟื้นซ้อมรบ Angkor Sentinel ปี 2027 หลังพักยาวถึง 10 ปี เตรียมฝึกด้านแพทย์และวิศวกรรม หนุนความร่วมมือรับมือภัยพิบัติระหว่างสองชาติ แสดงความมุ่งมั่นกระชับสัมพันธ์ทหารอย่างต่อเนื่อง

ไม่ใช่มีแค่จีน กัมพูชาและสหรัฐฯ เตรียมรื้อฟื้นการซ้อมรบร่วม “Angkor Sentinel” อีกครั้งในปี 2027 หลังระงับไปนานถึง 10 ปี

กองทัพบกกัมพูชา ร่วมกับ ศูนย์แห่งชาติเพื่อกองกำลังรักษาสันติภาพ การเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตกค้าง กองทัพบกสหรัฐฯ ภาคพื้นแปซิฟิก (U.S. Army Pacific) และกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิรัฐไอดาโฮ (Idaho National Guard) จัดการประชุมวางแผนขั้นต้นสำหรับการฝึก Angkor Sentinel 2027 ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม–4 กันยายนที่ผ่านมา ถือเป็นก้าวสำคัญในการรื้อฟื้นการฝึกร่วมระหว่างสองประเทศ หลังหยุดไปนานประมาณหนึ่งทศวรรษ

การฝึกครั้งนี้มีกำหนดจัดขึ้นใน เดือนกุมภาพันธ์ 2027 โดยทั้งสองฝ่ายหารือแผนการฝึกหลายด้าน ทั้ง การฝึกที่บังคับการ การแพทย์ทหาร งานวิศวกรรม และการเก็บกู้วัตถุระเบิดและวัตถุระเบิดที่ยังไม่ระเบิด (EOD/UXO) โดยมีเป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วมกันและการรับมือภัยพิบัติ สะท้อนการกลับมากระชับความร่วมมือทางทหารระหว่าง กัมพูชา–สหรัฐฯ อีกครั้ง

ที่มา : สำนักข่าวแห่งชาติกัมพูชา / PM's Office of Cambodia

https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1393379589617064/?rdid=qLzT8oF9RBw7lqnI#

 

กองทุนนอร์เวย์ ลดถือพันธบัตร!! เสนอปรับพอร์ตพันธบัตรลดลง ลดถือพันธบัตรสหรัฐ 8 หมื่นล้าน มุ่งกระจายความเสี่ยงเพิ่มผลตอบแทน สะเทือนตลาดตราสารหนี้โลกกว้าง

กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาตินอร์เวย์ ซึ่งเป็นกองทุนประเภท Sovereign Wealth Fund ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เสนอแผนลดการถือครอง “พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ” ครั้งใหญ่ คาดว่าจะทำให้พอร์ตพันธบัตรสหรัฐฯ ลดลงเกือบ 80,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.63 ล้านล้านบาท)

Norges Bank Investment Management (NBIM) ผู้บริหารกองทุน Government Pension Fund Global ซึ่งมีสินทรัพย์รวมประมาณ 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 75.7 ล้านล้านบาท) เสนอให้รัฐบาลนอร์เวย์ปรับโครงสร้างพอร์ตตราสารหนี้ครั้งใหญ่ โดยลดสัดส่วนพันธบัตรรัฐบาลในดัชนีอ้างอิงของพอร์ตตราสารหนี้จาก 70% เหลือ 50% และหันไปเพิ่มการลงทุนในตราสารหนี้ประเภทอื่น เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน

ผลจากการปรับพอร์ตดังกล่าวจะกระทบพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (U.S. Treasuries) มากที่สุด เนื่องจากเป็นพันธบัตรรัฐบาลที่กองทุนถือครองมากที่สุด ปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 215,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 7.08 ล้านล้านบาท) โดย Reuters ประเมินว่า หากข้อเสนอถูกนำไปใช้จริง การถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จะลดลงเกือบ 80,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.63 ล้านล้านบาท) และสัดส่วนในดัชนีพอร์ตตราสารหนี้จะลดจาก 34.1% เหลือ 21.9%

ที่มา : Norges Bank Investment Management / Reuters / The Wall Street Journal
https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1393403592947997/?rdid=fPsFo2UdbLZgRXcX#

DPU เปิดประสบการณ์เรียน จัดกิจกรรมให้เด็กรุ่นใหม่ลองเรียนก่อนเลือกคณะ เสนอโอกาสพัฒนาทักษะสู่อาชีพจริง ร่วมพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญและรุ่นพี่ พร้อมขยายกิจกรรมสู่ต่างจังหวัด

DPU Experience Day เปิดประสบการณ์ Dek70 “ลองก่อนเลือก กับคณะที่ใช่” พร้อมต่อยอดทักษะสู่โลกการทำงานในอนาคต

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดงาน DPU Experience Day ภายใต้แนวคิด “ลองก่อนเลือก รู้ก่อนใคร กับคณะที่ใช่ที่ DPU” เปิดพื้นที่ให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ปวช. และ ปวส. ได้ค้นหาความสนใจและพัฒนาศักยภาพของตนเอง ผ่านการทดลองเรียน และลงมือทำกิจกรรมจริงจากหลากหลายคณะและสาขาวิชา ก่อนตัดสินใจเลือกเส้นทางการศึกษาต่อเพื่อก้าวเข้าสู่อาชีพในอนาคต

นายธีรพงษ์ สิขเรศตระกูล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด DPU กล่าวว่า แนวคิดสำคัญของการจัดงานครั้งนี้คือการให้นักเรียน “เข้าใจตัวเองก่อนเลือกคณะ” เพราะต้นทุนที่แพงที่สุดของการเรียนคือเวลา หากเลือกเรียนในสิ่งที่ไม่ตรงกับความสนใจ อาจทำให้เสียโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนเอง ดังนั้นการได้ทดลองสัมผัสประสบการณ์จริง พูดคุยกับอาจารย์ รุ่นพี่ และผู้ที่ทำงานในสายอาชีพนั้น ๆ จะช่วยให้นักเรียนตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ภายในงาน DPU Experience Day

นักเรียนจะได้ออกแบบเส้นทางการค้นหาตัวเองผ่าน 3 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ 1. Conversation of a Lifetime การพูดคุยเพื่อค้นหาความสนใจและศักยภาพของตนเอง 2. Answer of a Lifetime การทำความเข้าใจเส้นทางการเรียนและอาชีพที่ตอบโจทย์ชีวิต และ 3. Journey of a Lifetime การวางแผนอนาคตและต่อยอดไปสู่เป้าหมาย พร้อมเลือกสำรวจเส้นทางการศึกษา 5 กลุ่ม ได้แก่ Innovation-เทคโนโลยีและนวัตกรรม, Social-การพัฒนาสังคม, Global-ภาษา ธุรกิจ และการเชื่อมโยงกับโลกสากล, Creative-ความคิดสร้างสรรค์และการสร้างผลงานจริง และ Wellness-สุขภาพและคุณภาพชีวิต โดยแต่ละกลุ่มเชื่อมโยงไปสู่คณะ สาขาวิชา และตัวอย่างอาชีพในอนาคต เพื่อให้นักเรียนเห็นภาพตั้งแต่ “รู้จักตัวเอง” ไปจนถึง “เลือกเส้นทางอนาคต” ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

โดยในงานมี ดร.อธิษฐ์กร นิยมเดชาธีรฉัตร หรือ ดร.แบท นักจิตวิทยาองค์กร (Positive Psychologist) และ Professional Action Learning Coach คนแรกของประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาภาวะผู้นำ มาช่วยให้นักเรียนสำรวจความสนใจและความชอบของตนเอง ก่อนเข้าสู่กิจกรรมของแต่ละคณะ จากนั้นนักเรียนจะได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ทั้งการทดลองปฏิบัติงานจริง เวิร์กช็อป พูดคุยกับอาจารย์ รุ่นพี่ และศิษย์เก่าที่ทำงานอยู่ในสายอาชีพต่าง ๆ เพื่อให้นักเรียนเห็นภาพเส้นทางการเรียนและการทำงานอย่างรอบด้าน

ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด DPU กล่าวอีกว่า DPU ให้ความสำคัญกับการเตรียมนักศึกษาให้พร้อมสำหรับตลาดแรงงานในอนาคต โดยบูรณาการ AI เข้ากับการเรียนการสอนในทุกหลักสูตร พร้อมส่งเสริมการทำโครงงานร่วมกันระหว่างนักศึกษาต่างคณะ การฝึกงานกับสถานประกอบการ และการพัฒนาทักษะสำคัญ เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) การทำงานร่วมกับผู้อื่น (Collaboration) และความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น (Empathy) ผ่านศูนย์พัฒนาศักยภาพและอาชีพ(Potentialigence Center) เพื่อให้นักศึกษารู้จักตนเองและเตรียมพร้อมเข้าสู่โลกการทำงาน

นอกจากนี้ DPU ยังมีความร่วมมือกับบริษัทและองค์กรต่าง ๆ มากกว่า 3,000 แห่ง และจากการเก็บข้อมูลของมหาวิทยาลัย พบว่านักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาประมาณ 95% มีงานทำทันทีหลังจบการศึกษา สะท้อนแนวทางการพัฒนานักศึกษาที่เชื่อมโยงการเรียนกับโลกการทำงานจริง

นายธีรพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับ DPU Experience Day จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมาก มีนักเรียนและอาจารย์แนะแนวจากโรงเรียนต่าง ๆ เข้าร่วมงานมากกว่า 1,000 คน ซึ่งในปีนี้ DPU เตรียมขยายรูปแบบ DPU Experience Day ไปยังต่างจังหวัดเป็นครั้งแรก โดยมีแผนจัดกิจกรรมที่ จ.อุบลราชธานี ในช่วงปลายปี 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนในต่างจังหวัดได้เข้าถึงประสบการณ์การเรียนรู้และทดลองลงมือทำจริง ก่อนขยายไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ต่อไป สำหรับนักเรียนที่ยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกคณะหรือมหาวิทยาลัยใด DPU ขอเชิญชวนให้มาร่วมค้นหาตัวเองและทดลองสัมผัสประสบการณ์จริงก่อนตัดสินใจ โดยสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรม DPU Experience Day และ Open House ที่จะมีขึ้นในโอกาสต่อไปได้ทาง www.dpu.ac.th และช่องทางโซเชียลมีเดียของ DPU ทุกช่องทาง

ด้าน น.ส.ธนวรรณ ปรียานนท์ นักเรียนจากวิทยาลัยนาฏศิลป์ ผู้ร่วมงาน DPU Experience Day กล่าวว่า สนใจเข้าศึกษาที่ DPU เนื่องจากมีหลักสูตรด้านการบิน สอดคล้องกับความฝันที่อยากเป็นแอร์โฮสเตส และมีคุณพ่อเป็นวิศวกรการบิน จึงได้ศึกษาข้อมูลและเลือกเข้าร่วมกิจกรรม DPU Experience Day เพื่อได้มาทดลองสัมผัสบรรยากาศและประสบการณ์จริง ภายในงานได้เรียนรู้เกี่ยวกับการอพยพและการปฏิบัติตัวบนเครื่องบิน ทำให้เห็นภาพการเรียนและเส้นทางสู่อาชีพชัดเจนยิ่งขึ้น อีกทั้งยังประทับใจบรรยากาศภายในมหาวิทยาลัยที่อบอุ่นและเป็นกันเอง การดูแลของอาจารย์และรุ่นพี่ที่ให้ข้อมูลอย่างครบถ้วน ทั้งด้านหลักสูตร สภาพแวดล้อม และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ทำให้มั่นใจว่า DPU เป็นสถานที่ที่เหมาะกับการเรียนและการพัฒนาตนเองเพื่อไปสู่เป้าหมายในอนาคต และตัดสินใจสมัครเข้าเรียนที่ DPU แน่นอนแล้ว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top