Sunday, 26 July 2026
THE STATES TIMES TEAM

มจธ. ลุยนวัตกรรม!! พัฒนาเพอรอฟสไกท์โซลาร์เซลล์ บุกเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ลดพึ่งพานำเข้าเทคโนโลยี ตั้งเป้าสร้างความมั่นคงพลังงาน

“ไทยต้องไม่เป็นแค่ผู้ซื้อเทคโนโลยี” มจธ. พัฒนานวัตกรรมเซลล์แสงอาทิตย์แบบยืดหยุ่น ปูทางความมั่นคงด้านพลังงานสะอาดของประเทศ

ในวันที่โลกเผชิญวิกฤตพลังงาน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติมีความผันผวนสูง “โซลาร์เซลล์” กลายเป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญของครัวเรือนและภาคธุรกิจไทยในการลดต้นทุนพลังงาน แต่คำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือ ประเทศไทยจะมีความมั่นคงทางพลังงานได้จริงหรือไม่ ในเมื่อโซลาร์เซลล์เกือบทั้งหมดยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ หากโลกเกิดภาวะวิกฤต ห่วงโซ่อุปทานสะดุด หรือประเทศผู้ผลิตเก็บเทคโนโลยีไว้ใช้เองไม่ส่งออก ประเทศไทยที่เป็นแค่ “ผู้ซื้อเทคโนโลยี” จะเหลือทางเลือกจำกัด

นี่คือโจทย์สำคัญที่ทำให้งานวิจัย “นวัตกรรมเซลล์แสงอาทิตย์แบบยืดหยุ่น: การปรับสภาพผิวแบบสองมิติเพื่อประสิทธิภาพและความคงทนในเทคโนโลยีเพอรอฟสไกท์” โดย ผศ. ดร.นพพร รุจิสัมพันธ์ หัวหน้าห้องปฏิบัติการ Interface & Surface Characterization หรือ ISC คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เป็นจุดเริ่มต้นในความพยายามให้ประเทศไทยขยับจาก “ผู้ใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาด” ไปสู่ “ผู้สร้างเทคโนโลยี” ด้วยองค์ความรู้ของตนเอง

ผลงานดังกล่าวได้รับรางวัลการวิจัยแห่งชาติ และรางวัลผลงานคุณภาพ NRCT Quality Achievement Award ประจำปีงบประมาณ 2569 สะท้อนศักยภาพของนักวิจัยไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ขั้นสูง โดยเฉพาะ “เพอรอฟสไกท์โซลาร์เซลล์” ซึ่งเป็นเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดใหม่ที่ทั่วโลกให้ความสนใจ เนื่องจากมีจุดเด่นด้านน้ำหนักเบา ยืดหยุ่น และสามารถผลิตได้ผ่านกระบวนการทางเคมีที่ไม่ซับซ้อน เช่น การพิมพ์หรือการฉีดพ่น ทำให้มีโอกาสนำไปใช้ได้กว้างกว่าโซลาร์เซลล์ซิลิคอนแบบเดิม

“เพอรอฟสไกท์โซลาร์เซลล์มีข้อดีคือ น้ำหนักเบา มีความยืดหยุ่น และสามารถผลิตได้ด้วยกระบวนการทางเคมีที่ไม่ซับซ้อน (เช่น การพิมพ์หรือการฉีดพ่น) จึงไม่มีข้อจำกัดการใช้งานอยู่แค่บนหลังคาหรือพื้นที่ราบเหมือนโซลาร์เซลล์แบบเดิม แต่สามารถนำไปติดตั้งบนพื้นผิวได้หลากหลายมากขึ้น จัดทรงที่ต้องการได้ เช่น กระจกอาคาร ผนัง พื้นผิวโค้งของยานพาหนะ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เซนเซอร์ IoT หรือแม้แต่อุปกรณ์สวมใส่ในอนาคต อีกจุดสำคัญคือ เทคโนโลยีนี้ไม่ได้ผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะจากแสงแดดกลางแจ้งเท่านั้น แต่ยังมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากการรับแสงภายในอาคาร หรือแสงจากหลอดไฟ LED ได้ด้วย ทำให้เหมาะกับอุปกรณ์ขนาดเล็กที่ต้องใช้พลังงานต่อเนื่อง เช่น เซนเซอร์อัจฉริยะและอุปกรณ์ IoT ต่าง ๆ เป้าหมายของเราคือพัฒนาให้เทคโนโลยีนี้ใช้งานได้จริง มีประสิทธิภาพ และมีความเสถียรมากพอสำหรับต่อยอดในอนาคต” ผศ. ดร.นพพร เพิ่มเติมถึงจุดเด่นของเพอรอฟสไกท์โซลาร์เซลล์

หลักการทำงานของเพอรอฟสไกท์โซลาร์เซลล์ คือการเปลี่ยน “พลังงานแสง” ให้เป็น “พลังงานไฟฟ้า” ผ่านวัสดุพิเศษที่เรียกว่า เพอรอฟสไกท์ เมื่อแสงตกกระทบบนชั้นวัสดุชนิดนี้ วัสดุจะดูดซับพลังงานและสร้างประจุไฟฟ้าขึ้น จากนั้นโครงสร้างภายในเซลล์ที่ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ คล้าย “ขนมชั้น” จะช่วยแยกและลำเลียงประจุไฟฟ้าไปยังขั้วไฟฟ้า ก่อนส่งออกมาเป็นกระแสไฟฟ้าที่นำไปใช้งานได้ โดยชั้นเพอรอฟสไกท์ทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการดูดซับแสง ส่วนชั้นวัสดุอื่น ๆ ทำหน้าที่พาประจุไฟฟ้าให้เดินทางอย่างมีประสิทธิภาพ

“หัวใจสำคัญของงานวิจัยนี้อยู่ที่เทคนิค “การปรับสภาพผิวแบบสองมิติ” หรือ Surface Passivation ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาตำหนิเล็ก ๆ บนพื้นผิววัสดุระดับจุลภาค เพราะตำหนิเหล่านี้อาจทำให้ประจุไฟฟ้าสูญเสียไประหว่างทาง ส่งผลให้ประสิทธิภาพและความทนทานของเซลล์ลดลง เทคนิคนี้เปรียบเสมือนการ “ซ่อมถนนระดับนาโน” เพื่อให้ประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่ได้ราบรื่นขึ้น ลดการสูญเสียพลังงาน และทำให้เซลล์แสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้าได้ดีขึ้น เสถียรขึ้น และมีโอกาสต่อยอดจากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้งานจริงในอนาคต” ผศ. ดร.นพพร เล่าถึงเทคนิคสำคัญของงานวิจัย

ปัจจุบันทีมวิจัย มจธ. สามารถพัฒนาประสิทธิภาพของโซลาร์เซลล์เพอรอฟสไกท์ขึ้นมาแตะระดับ 21% ซึ่งถือว่าเข้าใกล้เทคโนโลยีระดับแนวหน้าของโลกที่อยู่ราว 26–27% จากการต่อยอดองค์ความรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ยังไม่ได้อยู่ในขั้นผลิตเชิงพาณิชย์ทันที แต่ยังอยู่ในระดับความพร้อมทางเทคโนโลยี TRL 4 หรือขั้นการวัดและทดสอบในห้องปฏิบัติการ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญก่อนพัฒนาไปสู่การทดสอบในสภาพใช้งานจริงและการขยายผลเชิงอุตสาหกรรมต่อไป

ความสำเร็จดังกล่าวมีความหมายมากกว่าเรื่องประสิทธิภาพของเซลล์แสงอาทิตย์ เพราะสะท้อนว่า ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะขยับจากการเป็นเพียง “ผู้ซื้อเทคโนโลยี” ไปสู่การเป็น “ผู้สร้างเทคโนโลยีต้นน้ำ” ในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรอง ลดความเสี่ยงจากวิกฤตพลังงาน และลดความเปราะบางจากการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานพลังงานของโลกในระยะยาว

“เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่ทำให้งานวิจัยได้รับรางวัลหรือได้รับการตีพิมพ์ แต่คือการวางรากฐานให้ประเทศไทยมีเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่พัฒนาได้เอง เพราะประเทศที่สร้างเทคโนโลยีเองได้ ย่อมมีอำนาจต่อรองมากกว่าประเทศที่เป็นเพียงผู้ซื้อ เทคโนโลยีนี้ยังสามารถต่อยอดไปสู่การใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ IoT อุปกรณ์สวมใส่ หรือเทคโนโลยีพลังงานยุคใหม่ ซึ่งทั้งหมดนี้คือก้าวสำคัญของการสร้างความมั่นคงทางพลังงานที่ยั่งยืนด้วยฝีมือคนไทย” ผศ. ดร.นพพร กล่าวทิ้งท้าย

9 มิถุนายน 2489 วันสวรรคตในหลวงรัชกาลที่ 8 พระมหากษัตริย์ผู้ทรงสร้างคุณูปการต่อวงการแพทย์ไทย ย้ำความสำคัญแพทย์ไทย แสงสว่างของสาธารณสุข

วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 เป็นวันคล้ายวันเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร หรือพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ 8 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ พระองค์เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ภายในพระบรมมหาราชวัง นับเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของประวัติศาสตร์ชาติไทย

แม้พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลจะทรงครองสิริราชสมบัติในช่วงเวลาที่ประเทศไทยเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งด้านการเมือง สังคม และผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่พระราชกรณียกิจและพระราชปรารภของพระองค์ได้ฝากร่องรอยสำคัญไว้ต่อประเทศ โดยเฉพาะด้านการแพทย์ การศึกษา และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

วันที่ 9 มิถุนายนของทุกปี จึงได้รับการรำลึกในชื่อ “วันอานันทมหิดล” เพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ผู้ทรงสร้างคุณูปการต่อวงการแพทย์และการศึกษาไทยอย่างอเนกอนันต์ โดยเฉพาะพระราชปรารภสำคัญที่ทรงเห็นว่าประเทศไทยควรผลิตแพทย์ให้มากขึ้น เพื่อให้เพียงพอต่อการช่วยเหลือประชาชน

พระราชปรารภดังกล่าวกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เกิดการขยายการศึกษาด้านการแพทย์ของไทย โดยนำไปสู่การจัดตั้งโรงเรียนแพทย์แห่งที่ 2 ของประเทศ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปัจจุบัน ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ช่วยเพิ่มกำลังแพทย์ให้แก่ประเทศ และขยายโอกาสในการรักษาพยาบาลให้เข้าถึงประชาชนมากขึ้น

ในช่วงเวลานั้น ประเทศไทยยังมีแพทย์จำนวนจำกัดเมื่อเทียบกับความต้องการของประชาชน โดยเฉพาะประชาชนในต่างจังหวัดและพื้นที่ห่างไกล การมีแพทย์ไม่เพียงพอทำให้การรักษาพยาบาลยังเข้าไม่ถึงคนจำนวนมาก พระราชปรารภของในหลวงรัชกาลที่ 8 จึงสะท้อนสายพระเนตรอันกว้างไกล ที่ทรงเล็งเห็นว่าการแพทย์ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของโรงพยาบาลหรือสถาบันการศึกษาเท่านั้น แต่เป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงและความผาสุกของประชาชน

คุณูปการด้านการแพทย์ของพระองค์จึงมิได้จำกัดอยู่เพียงการพระราชทานแนวคิดให้ผลิตแพทย์เพิ่ม หากยังเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับระบบสาธารณสุขไทยในระยะยาว เพราะการสร้างแพทย์หมายถึงการสร้างกำลังคน สร้างองค์ความรู้ และสร้างระบบดูแลชีวิตประชาชนให้เข้มแข็งขึ้น เมื่อมีแพทย์เพิ่มขึ้น โอกาสที่ประชาชนจะได้รับการรักษาก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ด้วยเหตุนี้ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลจึงได้รับการรำลึกในฐานะพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อวงการแพทย์ไทย พระนามของพระองค์ผูกพันกับการแพทย์ การศึกษา และการช่วยเหลือประชาชนมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในหมู่แพทย์ นิสิตแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนที่ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบสาธารณสุขของชาติ

วันอานันทมหิดลจึงมิใช่เพียงวันแห่งการรำลึกถึงเหตุการณ์สวรรคตเท่านั้น แต่ยังเป็นวันที่สังคมไทยได้หวนระลึกถึงพระราชปณิธานในการสร้างแพทย์เพื่อประชาชน เป็นวันที่ย้ำเตือนถึงความสำคัญของการแพทย์ที่เข้าถึงทุกคน และเป็นวันที่ชวนให้เห็นว่าการลงทุนด้านการศึกษาและสาธารณสุขคือการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ

พระราชประวัติของในหลวงรัชกาลที่ 8 ยังสะท้อนบริบทของประเทศไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์ พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ขณะยังทรงพระเยาว์ และประทับอยู่ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นส่วนใหญ่ในช่วงแรกของรัชสมัย ก่อนเสด็จนิวัตพระนครในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่ามกลางความคาดหวังของประชาชนที่ต้องการเห็นความสงบมั่นคงและการฟื้นฟูประเทศ

แม้รัชสมัยของพระองค์จะไม่ยาวนาน แต่พระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประเทศยังคงปรากฏชัด โดยเฉพาะพระราชดำริและพระราชปรารภที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ไทย ซึ่งต่อมาได้สร้างผลลัพธ์เป็นรูปธรรม และยังคงส่งอิทธิพลต่อการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ของประเทศสืบมา

การรำลึกถึงวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 จึงควรเป็นทั้งการถวายความอาลัยและการน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 8 พร้อมทั้งตระหนักถึงคุณค่าของแพทย์ พยาบาล บุคลากรสาธารณสุข และสถาบันการแพทย์ที่ทำหน้าที่ดูแลชีวิตของประชาชน

9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 จึงเป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย วันที่คนไทยน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระมหากษัตริย์ผู้ทรงฝากคุณูปการอันยิ่งใหญ่ไว้กับวงการแพทย์ไทย และพระราชปณิธานในการผลิตแพทย์เพื่อช่วยเหลือประชาชนยังคงเป็นแสงสว่างนำทางการพัฒนาสาธารณสุขไทยมาจนถึงทุกวันนี้

BenQ ปักธง Golf Simulator ยุคใหม่!! เปิดประสบการณ์ “Play Like You’re There” ส่ง LK936ST 4K เสมือนออกรอบจริง รับกระแส Immersive Sport ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์กีฬา–บันเทิงยุคให

BenQ จับกระแสดีมานด์ สปอร์ต เอ็นเตอร์เทนเมนต์ โต ส่ง Golf Simulator Projector BenQ LK936ST เสริมไลฟ์สไตล์ยุคใหม่

ชูประสบการณ์ “Play Like You’re There” ยกระดับความสมจริงเสมือนออกรอบจริงด้วยเทคโนโลยีภาพ 4K และระบบฉายภาพอินเทอร์แอ็กทีฟ

กรุงเทพฯ 21 พฤษภาคม 2569 – BenQ ผู้นำระดับโลกด้านอุปกรณ์ไลฟ์สไตล์ดิจิทัล เดินหน้ารุกเทรนด์ Immersive Experience และ Entertainment Tech ที่กำลังเติบโตทั่วโลก ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหาประสบการณ์เสมือนจริงและการมีส่วนร่วมมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มกีฬาและไลฟ์สไตล์ ล่าสุด BenQ ได้นำโปรเจคเตอร์รุ่น BenQ LK936ST จัดแสดงภายในงาน Architect Expo 2026 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านโซลูชันสำหรับ Golf Simulator ด้วยภาพระดับ 4K Ultra High Definition ความหน่วงต่ำ (Low Latency) และ Golf Mode โหมดเฉพาะจาก BenQ ที่ช่วยถ่ายทอดประสบการณ์เสมือนออกรอบจริง รองรับทั้งธุรกิจสนามกอล์ฟจำลองเชิงพาณิชย์และการติดตั้งภายในบ้านยุคใหม่

นายโรเจอร์ เฉิน ผู้อำนวยการ บริษัท เบ็นคิว (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียงฟังก์ชันการใช้งาน แต่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่สร้างความรู้สึกร่วมและความสมจริงมากขึ้น โดยเฉพาะผู้บริโภคยุค Gen Z ที่ให้คุณค่ากับ Emotional Engagement และการมีส่วนร่วม ซึ่งกำลังเปลี่ยนวิธีที่    แบรนด์สร้างความแตกต่างและเชื่อมต่อกับผู้บริโภค โดยเฉพาะในกลุ่มกีฬา ความบันเทิง และไลฟ์สไตล์ สอดรับกับแนวโน้มตลาด Family Entertainment Center และ Indoor Entertainment ทั่วโลกที่คาดว่าจะเติบโตแตะ 76.68 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.8 ล้านล้านบาท ภายในปี 2573 จากแรงขับเคลื่อนของเทคโนโลยีเกมและความบันเทิงแบบ Immersive การลงทุนในธุรกิจ Experience-Led Entertainment และการขยายตัวของสถานบันเทิงในเมืองเกิดใหม่ทั่วโลก

BenQ จึงเดินหน้าพัฒนาโซลูชัน Golf Simulation ที่ตอบโจทย์ทั้งผู้พัฒนา Golf Simulator และผู้บริโภคยุคใหม่ ผ่านการผสานเทคโนโลยี Interactive เข้ากับประสบการณ์การใช้งาน เพื่อยกระดับความสมจริงและการมีส่วนร่วมให้ใกล้เคียงการออกรอบจริงมากที่สุด สอดรับกับเทรนด์พื้นที่ความบันเทิงแบบ Multi-Activity และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับ Immersive Experience มากขึ้น โดย Golf Simulation ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างสำคัญของการบรรจบกันระหว่างกีฬา เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์ ภายใต้แนวคิด ‘Play Like You’re There’ ของ BenQ ที่ผสานเทคโนโลยีการฉายภาพขั้นสูงเข้ากับความเข้าใจเชิงลึกในสภาพแวดล้อมของ Golf Simulator

ความมุ่งมั่นดังกล่าวยังสะท้อนผ่านความแข็งแกร่งของ BenQ ในตลาด Golf Simulation ที่ได้รับการยอมรับจากทั้งผู้พัฒนา Golf Simulator และอินฟลูเอนเซอร์สายกอล์ฟอย่าง Lewandof_ski (คุณโอ่ง) ผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์กอล์ฟที่ครอบคลุมตั้งแต่ประสบการณ์ Golf Simulator การออกรอบจริง ไปจนถึงรีวิวอุปกรณ์กอล์ฟ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของเทคโนโลยี ความสมจริง และประสิทธิภาพ ที่กำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของประสบการณ์กอล์ฟยุคใหม่ ผ่านโปรเจคเตอร์ BenQ LK936ST ที่ถ่ายทอดภาพเสมือนจริงและการตอบสนองแบบเรียลไทม์ ช่วยยกระดับประสบการณ์การเล่นให้ใกล้เคียงการออกรอบในสนามจริงมากยิ่งขึ้นสำหรับงาน Architect Expo 2026 BenQ ได้นำโปรเจคเตอร์รุ่นBenQ LK936ST มาถ่ายทอดประสบการณ์ Golf Simulation แบบอินเทอร์แอ็กทีฟ ที่มอบภาพเสมือนจริงและการตอบสนองได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สะท้อนบทบาทของคุณภาพการฉายภาพในการยกระดับประสบการณ์เสมือนการออกรอบจริง ขณะเดียวกัน BenQ ยังได้นำเทคโนโลยีล่าสุดไปร่วมจัดแสดงในงาน Thailand Golf Expo เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน Golf Simulator Projector และความมุ่งมั่นในการพัฒนาประสบการณ์กอล์ฟเสมือนจริงให้สมจริงและ immersive มากยิ่งขึ้น

“BenQ มุ่งมั่นในการพัฒนาโซลูชันที่ช่วยยกระดับมาตรฐานของ Golf Simulation และ Entertainment Technology ให้ตอบโจทย์ทั้งผู้ประกอบการและผู้ใช้งานยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นด้านคุณภาพการฉายภาพ ความเสถียร หรือประสบการณ์การใช้งานที่ลื่นไหล โดยเรายังคงเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเติบโตของตลาด Immersive Entertainment ที่กำลังขยายตัวทั่วโลก” นายเฉิน กล่าวปิดท้าย

ร่วมสัมผัสประสบการณ์ “Play Like You’re There” กันได้ที่งาน THAILAND GOLF EXPO 2026 บูธ G14, G91 และ G130 Exhibition Hall 5,6 ชั้น LG ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตั้งแต่วันนี้ – 24 พฤษภามคม 2569

“อิสราเอล” ถล่มชานกรุงเบรุต!! ตอบโต้ฮิซบอลเลาะห์ แม้มีข้อตกลงหยุดยิงอย่างเป็นทางการ รายงานมีผู้เสียชีวิต–บาดเจ็บ ยังเกิดการปะทะรายวันต่อเนื่อง

เบรุต (Sputnik) — สำนักข่าวแห่งชาติเลบานอน หรือ NNA รายงานเมื่อวันอาทิตย์ว่า การโจมตีทางทหารของอิสราเอลต่อชานกรุงเบรุตทางตอนใต้ มุ่งเป้าไปที่อพาร์ตเมนต์ 2 แห่ง ในอาคาร 2 หลัง ในพื้นที่เตห์วีตัต อัล-กาดีร์ ใกล้เขตมไรเจห์ ใกล้กับปั๊มน้ำมันฮาเชม โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน สำนักนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ระบุว่า กองทัพอิสราเอลได้โจมตีชานกรุงเบรุตทางตอนใต้ เพื่อตอบโต้การยิงถล่มจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ของเลบานอน

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม กลุ่มฮิซบอลเลาะห์เริ่มโจมตีอิสราเอลด้วยจรวดและโดรน ท่ามกลางสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน

เพื่อตอบโต้ อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ต่อเป้าหมายของฮิซบอลเลาะห์ในชานกรุงเบรุตทางตอนใต้ รวมถึงพื้นที่ทางตอนใต้และตะวันออกของเลบานอน อีกทั้งยังเปิดปฏิบัติการภาคพื้นดินทางตอนใต้ของประเทศ โดยประกาศเริ่มปฏิบัติการทางทหารครั้งใหม่ต่อขบวนการต่อต้านชีอะห์

หลังการเจรจาที่กรุงวอชิงตันเมื่อวันที่ 16 เมษายน ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิง

อย่างไรก็ตาม แม้มีข้อตกลงอย่างเป็นทางการ แต่อิสราเอลยังคงโจมตีหมู่บ้านหลายสิบแห่งทางตอนใต้ของเลบานอนเป็นประจำทุกวัน และยังคงควบคุมการยิงเหนือหมู่บ้านชายแดนหลายแห่ง

ขณะที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ดำเนินปฏิบัติการตอบโต้กองกำลังอิสราเอลเช่นกัน

ที่มา : Sputnik

ถนนใหม่ “สงขลา–สตูล” เสียงเชียร์แรง!! เปิดแนวคิดถนนคลองแงะ–ทุ่งตำเสา เชื่อม “สงขลา–สตูล” เจาะอุโมงค์ลดกระทบผืนป่าสิริกิติ์ จุดเปลี่ยนโลจิสติกส์ใต้ หรือโจทย์ใหญ่สิ่งแวดล้อม แต่ต้องฟังเสียงค้าน ปมผืนป่าสิริกิติ์และสัตว์ป่า

เปิดแนวคิดกรมทางหลวง สร้างถนนสายคลองแงะ สงขลา-ทุ่งตำเสา สตูล เจาะอุโมงค์ 1.3 กม.ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม

เมื่อวานนี้ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม สรรเพชญ บุญญามณี พร้อม สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย และเจ้าหน้าที่จากกระทรวงคมนาคม เดินทางไปสำรวจเส้นทางการก่อสร้างถนนเส้นใหม่ ”คลองแงะ-ทุ่งตำเสา“ อันจะเป็นถนนเส้นใหม่เชื่อมระหว่างฝั่งอ่าวไทยกับฝั่งอันดามัน ระหว่างสงขลากับสตูล อันจะเป็นเส้นทางลัดสงขลา-สตูล ซึ่งจะต้องตัดผ่านเขา และผืนป่าสิริกิติ์ ที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ มีสัตว์ป่านานาชนิด ของแนวเทือกเขาบรรทัด โดยกรมทางหลวงมีแนวคิดเจาะอุโมงค์ช่วงตัดผ่านแนวเทือกเขาระยะทางประมาณ 1.3 กิโลเมตร-2 กิโลเมตร

ถนนตัดใหม่สาย คลองแงะ (อ.สะเดา จ.สงขลา) - ทุ่งตำเสา (จ.สตูล) หรือที่หลายฝ่ายเรียกว่าโครงการ Missing Link สงขลา-สตูล ยังอยู่ในขั้นตอนผลักดันและศึกษารายละเอียด แต่ข้อมูลล่าสุดระบุรูปแบบเบื้องต้นไว้ดังนี้

เป็นถนนเชื่อมระหว่างทางหลวงหมายเลข 4145 บริเวณคลองแงะ จ.สงขลา กับทางหลวงหมายเลข 4137 บริเวณทุ่งตำเสา จ.สตูล ระยะทางประมาณ 19.8 กิโลเมตร

มีการก่อสร้าง ขุดเจาะอุโมงค์ลอดภูเขา เป็นจุดสำคัญของโครงการ ความยาวประมาณ 1.3-2.1 กิโลเมตร ตามแนวทางเลือกที่กำลังศึกษาอยู่ 

มีสะพานและงานโครงสร้างข้ามพื้นที่ลุ่มน้ำบางช่วง เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

แนวคิดการพัฒนา (Conceptual Design) ของถนนสายคลองแงะ-ทุ่งตำเสา เป็นถนนขนาด 4 ช่องจราจร (ไป-กลับฝั่งละ 2 ช่อง) มีเกาะกลางถนน

เริ่มต้นจากทางแยกขนาดใหญ่ในพื้นที่ราบ แนวถนนพุ่งตรงเข้าสู่แนวเทือกเขา แนวถนนช่วงก่อนถึงอุโมงค์ค่อนข้างตรง เพื่อลดระยะทางและเวลาเดินทาง

หากสร้างเสร็จ จะเป็นเส้นทางลัดเชื่อมอำเภอสะเดา จ.สงขลา กับ อำเภอควนโดน และตัวเมืองสตูล

โดยไม่ต้องอ้อมผ่านเส้นทางเดิมที่คดเคี้ยวตามแนวภูเขา ทำให้การขนส่งสินค้า การท่องเที่ยว และการเชื่อมต่อกับด่านการค้าชายแดนสะเดาสะดวกขึ้น

แน่นอนว่าโครงการใหญ่ขนาดนี้มีงบการลงทุนสูง ยอมมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะผืนป่าสิริกิติ์ ที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ มีพันธุ์สัตว์ป่านานาชนิด เดิมเคยเป็นค่ายพักพิงของกลุ่มมวลสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์   ย่อมจะได้รับแรงต้านจากกลุ่มอนุรักษ์ ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วพื้นที่

การมีคนค้านน่าจะเป็นผลดี เพราะจะทำให้รัฐบาลรอบคอบมากขึ้นในการทำโครงการขนาดใหญ่ งบลงทุนสูง ที่มีผลกระทบแรง ถ้าไม่มีใครค้านเลยโครงการก็ผ่านฉลุย แต่ขาดความรอบคอบรอบด้าน

นี้คือรูปแบบคร่าวๆของถนนเชื่อมอันดามัน-อ่าวไทย เส้นใหม่ ที่มีเสียงชูมือเชียร์อยู่ไม่น้อย แต่ต้องตั้งใจฟังเสียงค้านด้วย

ก.อุตฯ ลุยมาตรการเหล็ก!! ยกระดับตรวจเข้มโรงงานสกัดของด้อย แถลงมั่นใจเหล็กทุกเส้นต้องผ่าน มอก. 100% ลงดาบ SKY ปรับปรุงหลังเหตุระเบิดปี 2567 ขยายผลถึงร้านค้าและไซต์งานก่อสร้างทั่วประเทศ

ก.อุตฯ แจงมาตรการเชิงรุก ยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทย 

เข้มโรงงานเหล็กและร้านจำหน่ายทั่วประเทศ ย้ำ!! เหล็กทุกเส้นต้องผ่าน มอก. 100% 

จากกรณีที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) มีคำสั่งให้บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด หรือ SKY กลับมาเปิดประกอบกิจการโรงงานต่อไปได้ ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2569 ภายหลังจากมีคำสั่งให้บริษัทฯ หยุดประกอบกิจการโรงงานเพื่อทำการปรับปรุงแก้ไข รวมระยะเวลากว่า 1 ปี 6 เดือน 

ภายหลังจากเกิดเหตุระเบิดและเพลิงไหม้ถังแก๊สแอลพีจีในโรงงานของ SKY เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2567 กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) ได้เข้าตรวจสอบโรงงานของ SKY ในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง โดยพบการกระทำความผิดหลายประการ อาทิ 

1) SKY ผลิตเหล็กไม่เป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ มอก. โดยเฉพาะคุณสมบัติทางเคมีในส่วนของค่าโบรอนที่เกินเกณฑ์มาตรฐาน (โบรอนยิ่งสูง เหล็กยิ่งเปราะ) ซึ่งสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้ยึดอายัดเหล็กในส่วนนี้ไว้ และดำเนินคดีกับบริษัทฯ 

2) จัดการกากอุตสาหกรรมไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะฝุ่นแดง ที่มีส่วนประกอบของสารอันตราย เช่น แคดเมียม ตะกั่ว เป็นองค์ประกอบ มีการส่งออกไปกำจัดอย่างไม่ถูกต้อง อีกทั้ง มีการกองเก็บฝุ่นแดงไว้ภายในโรงงานเป็นจำนวนมากซึ่งไม่สอดคล้องกับการรายงานข้อมูลการจัดเก็บตามที่กฎหมายกำหนด 

3) ระบบบำบัดมลพลิษอากาศของ SKY ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการบำบัดกำจัดมลพิษอากาศให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดด้วยเหตุผลดังกล่าว กรอ. จึงมีคำสั่งเด็ดขาดสั่งการให้ SKY หยุดประกอบกิจการโรงงานทั้งหมดและทำการปรับปรุงแก้ไขตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2567 จนกระทั่งบริษัทฯ ได้ปรับปรุงแก้ไขโรงงานแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 กรอ. จึงได้อนุญาตให้บริษัทฯ กลับมาประกอบกิจการโรงงานต่อไป

อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อก. โดย กรอ. ร่วมกับ สมอ. และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.) ได้ดำเนินมาตรการเชิงรุก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและอุตสาหกรรมเหล็กของประเทศไทยว่าเหล็กทุกเส้นที่ผลิตจำหน่ายออกสู่ท้องตลาดต้องผ่านมาตรฐาน 100% โดยได้ปูพรมตรวจเข้มโรงงานผลิตเหล็กทุกโรงงานทั่วประเทศ ซึ่งได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องควบคู่กับการตรวจติดตาม SKY ซึ่งได้มีคำสั่งให้โรงงานที่ปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกฎหมายหยุดประกอบกิจการโรงงานพร้อมสั่งให้เร่งปรับปรุงแก้ไขโรงงานอีก 3 โรงงาน ในจังหวัดชลบุรีและปราจีนบุรี 

นอกจากนี้ อก. ยังได้ปรับกลไกเชิงรุกในการควบคุมคุณภาพสินค้าเหล็กให้เป็นไปตามมาตรฐานทั้งระบบ เพื่อปกป้องความปลอดภัยให้กับประชาชน ได้แก่ 

1) ยกระดับการกำกับควบคุมคุณภาพเหล็ก เป็นการกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยง (Risk-based Surveillance) อย่างเข้มข้นตามหลักสากล โดยเพิ่มความถี่ในการตรวจโรงงานกลุ่มความเสี่ยงสูงให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีการผลิต เช่น การผลิตเหล็กจากเตา Induction Furnace (IF) ที่ไม่มีการติดตั้งเตาปรุงน้ำเหล็ก (LF) จะต้องควบคุมคุณภาพของเศษเหล็กที่จะนำไปหลอมให้มีคุณภาพตาม มอก. และจะมีการเก็บตัวอย่างไปทำการทดสอบที่ถี่และเข้มข้นกว่าการผลิตด้วยเทคโนโลยีอื่น ๆ ซึ่งเป็นไปตามประกาศของ สมอ. เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์เฉพาะในการตรวจสอบ สำหรับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต : เหล็กข้ออ้อย มาตรฐานเลขที่ มอก. 24-2559 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นมา อีกทั้ง สมอ. จะขยายผลการตรวจสอบไปยังร้านจำหน่ายและไซต์งานก่อสร้างอีกด้วย  

นอกจากนี้ สมอ. แนะนำให้โครงการภาครัฐหรือโครงสร้างอาคารสูงควรเลือกใช้เหล็กที่ผลิตจากเทคโนโลยีที่สามารถควบคุมคุณภาพเนื้อเหล็กให้ได้มาตรฐานที่สม่ำเสมอ เช่น การผลิตเหล็กจากเตาหลอมประเภท Electric Arc Furnace (EAF) ซึ่งเป็นระบบปิดที่สามารถควบคุมคุณภาพน้ำเหล็กได้ดีกว่า ทำให้การผลิตสินค้าเหล็กมีคุณภาพที่สม่ำเสมอ เป็นต้น 

2) เพิ่มความเข้มงวดในกรณีของโรงงานที่ถูกสั่งให้หยุดประกอบกิจการโรงงานทุกโรงงาน โดยภายหลังจากมีการปรับปรุงก้ไขโรงงานตามคำสั่งเสร็จแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จะเข้าทำการตรวจสอบโรงงานอย่างเข้มข้นและทำการเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์เหล็กในทุก heat และทุกรุ่น (Lot) ของการผลิต พร้อมขยายผลการตรวจสอบไปยังร้านจำหน่ายและไซต์งานก่อสร้างที่มีการรับซื้อและใช้เหล็กจากโรงงานดังกล่าว เพื่อสร้างความมั่นใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชนผู้บริโภค ในขณะเดียวกัน หากร้านจำหน่ายหรือไซต์งานก่อสร้างใดมีการใช้เหล็กที่ไม่มั่นใจในคุณภาพว่าเป็นไปตาม มอก. หรือไม่ ขอให้แจ้งกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อเข้าทำการตรวจสอบ 

3) ในส่วนของการจัดการกากอุตสาหกรรมโดยเฉพาะฝุ่นแดง กรอ. จะเข้าทำการตรวจสอบโรงงานที่จะรับกำจัดฝุ่นแดงจากโรงงานดังกล่าวทุกโรงงานอย่างเข้มงวด พร้อมควบคุมการขนส่งฝุ่นแดงอย่างใกล้ชิดในทุกรอบการขนส่ง เพื่อให้มั่นใจว่าฝุ่นแดงดังกล่าวจะถูกนำไปกำจัดได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการและกฎหมาย  

4) ยกระดับผลิตภัณฑ์เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต โดยเพิ่มข้อกำหนดที่เข้มงวดเกี่ยวกับการคัดเลือก 

เศษเหล็ก บังคับให้กระบวนการผลิตต้องผ่านเตาปรุงน้ำเหล็ก มีการตรวจโครงสร้างทางโลหะวิทยา  

และจำกัดกรรมวิธีเพิ่มความแข็งแรงแบบ Temp Core  

กระทรวงอุตสาหกรรมยืนยันว่า การพิจารณาให้โรงงานกลับมาดำเนินการได้ในปัจจุบัน มิได้เป็นการยกเลิกความผิดที่เกิดขึ้นในอดีต หรือยุติการดำเนินคดีที่อยู่ในกระบวนการกฎหมาย แต่เป็นการพิจารณาจากผลการแก้ไขข้อบกพร่องตามเงื่อนไขและกฎหมายที่หน่วยงานกำหนด และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลและตรวจติดตามอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง 

อีกทั้ง กระทรวงอุตสาหกรรมยังมุ่งยกระดับและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหล็กด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและใช้พลังงานต่ำในการผลิตเหล็กให้มีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานควบคู่กับการควบคุมความสม่ำเสมอของคุณภาพเหล็กอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง สมอ. อยู่ระหว่างเสนอ “แผนปฏิบัติการระดับชาติเพื่อการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีการผลิตเหล็ก (National Transition Plan)” ต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเด็ดขาดและยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทย ตลอดจนผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีการผลิตที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งจะเป็นการตัดวงจรการผลิตสินค้าด้อยคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำ เกิดประโยชน์กับผู้บริโภคและความปลอดภัยสาธารณะ ควบคู่กับการพลิกโฉมโรงงานเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตทั่วประเทศ และสร้างรากฐานความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมเหล็กไทยต่อไป

ลมกรดไทยสะเทือนเอเชีย!! “บิว ภูริพล” กด 20.03 วิฯ คว้าทอง 200 เมตรชาย ทุบสถิติประเทศไทย ลุ้นก้าวต่อไปสู่มนุษย์ไทย Sub-20

วันที่ 7 มิถุนายน 2569 "เทพบิว" ภูริพล บุญสอน ในวัย 20 ปี เพิ่งทำให้คนไทยทั้งประเทศต้องหยุดหายใจ เมื่อเขาสับฝีเท้าเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 20.03 วินาที ทำลายสถิติประเทศไทยเดิม (20.07 วินาที) ของตัวเองลงอย่างราบคาบ 

ไฮไลต์สำคัญคือ ประเภทวิ่ง 200 เมตร ชาย รอบชิงชนะเลิศ "บิว" ภูริพล บุญสอน ลมกรดหนุ่มทีมชาติไทยวัย 20 ปี เจ้าของสถิติประเทศไทย

ผลการแข่งขันปรากฎว่า นักวิ่งชาวไทย ยังคงเหนือชั้นโชว์สปีดนำม้วนเดียวจบเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก ด้วยเวลา 20.03 วินาที คว้าเหรียญทองมาครองได้สำเร็จ

ตัวเลข 0.03 วินาทีที่เหลืออยู่ ดูเหมือนจะน้อยนิดเพียงแค่การกะพริบตา แต่มันคือช่องว่างที่กว้างใหญ่ที่สุดในเชิงสรีรศาสตร์และวิทยาศาสตร์การกีฬา

หาก เทพบิว ต้องการจะเป็นมนุษย์ไทยคนแรกที่วิ่งต่ำกว่า 20 วินาที (Sub-20) เขาอาจต้องใช้ "พิมพ์เขียว" จาก เซียะ เจิ้นเย่ (Xie Zhenye) เจ้าของสถิติเอเชียชาวจีนผู้เคยปิดดีลที่ 19.88 วินาทีมาแล้ว

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1636839/
        https://www.siamsport.co.th/other-sports/104833/

ฟิลิปปินส์ ผวาสึนามิ!! หลังแผ่นดินไหว 7.8 เขย่ามินดาเนา “ฟิลิปปินส์” ออกเตือนสึนามิหลายจังหวัด หลังแผ่นดินไหวใต้ทะเลลึก 33 กม. บ้านเรือนเสียหาย ไฟดับหลายพื้นที่

มะนิลา, 8 มิ.ย. (ซินหัว) -- สื่อท้องถิ่นฟิลิปปินส์รายงานว่าเหตุแผ่นดินไหวนอกชายฝั่ง ขนาด 7.8 ตามมาตราแมกนิจูด บริเวณน่านน้ำทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์เมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ (8 มิ.ย.) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย และผู้บาดเจ็บ 4 ราย พร้อมคำเตือนความเสี่ยงเกิดสึนามิในหลายจังหวัดริมชายฝั่ง

สถาบันภูเขาไฟวิทยาและแผ่นดินไหวแห่งฟิลิปปินส์ระบุว่าแผ่นดินไหวตามรอยเลื่อนเปลือกโลกครั้งนี้

เกิดขึ้นตอน 07.37 น. ตามเวลาท้องถิ่น ที่ความลึก 33 กิโลเมตร จุดศูนย์กลางอยู่ห่างจากชายฝั่งเมืองมาซิมของจังหวัดซารังกานีบนเกาะมินดาเนาไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 32 กิโลเมตร

ทั้งนี้ สถาบันฯ ออกคำเตือนสึนามิใน 9 จังหวัดริมชายฝั่ง ชี้แนะประชาชนผู้อยู่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงอพยพขึ้นที่สูงกว่าทันทีหรือโยกย้ายเข้าสู่พื้นที่ที่อยู่ห่างจากชายฝั่ง โดยมีการคาดการณ์ว่าสึนามิระลอกแรกจะเคลื่อนตัวมาถึงช่วงเช้าวันจันทร์ (8 มิ.ย.) และเกิดขึ้นนานหลายชั่วโมง

สื่อท้องถิ่นเสริมว่าแผ่นดินไหวครั้งนี้สร้างความเสียหายแก่อาคารบ้านเรือนบางส่วน รวมถึงกระแสไฟฟ้าดับ ขณะเดียวกันหลายจังหวัดใกล้เคียงสามารถรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้

ที่มา : Xinhua

จีนแสวงหาชิป AI มหาวิทยาลัยเชื่อมกองทัพจีน พยายามได้ชิปสูงสุด Nvidia สหรัฐฯวิตก เสี่ยงเทคโนโลยีรั่วไหล สภาคองเกรสจ่อควบคุมเข้มข้น

ฮือฮา! ส.สอเมริกันวิตกหลัง “ 7 มหาวิทยาลัยจีน” เชื่อมโยงกองทัพปักกิ่งต้องการชิปAI ของ Nvidia รุ่น H200 เชื่อเพื่อวิจัยอาวุธ

เอเจนซีส์ – พบมหาวิทยาลัยชั้นนำจีนไม่ต่ำกว่า 7 แห่งที่เชื่อมโยงกับกองทัพจีนและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจีนแสวงหาชิป AI ของ Nvidia รุ่น H200 ที่มีความสามารถมากที่สุดในโลกในปัจจุบันเพื่อทำการวิจัยพัฒนาความก้าวหน้าทางยุโธปกรณ์การป้องกันประเทศสร้างความวิตกให้สภาคองเกรสสหรัฐฯ

บลูมเบิร์กรายงานวันอังคาร(2 มิ.ย)ว่า มหาวิทยาลัย 2 แห่งชื่อดังของจีนมีความสนใจในชิป H200 ของ Nvidia ได้แก่มหาวิทยาลัยเป่ยหัง (Beihang University) และมหาวิทยาลัยโพลีเทคนิกนอร์ทเวสต์เทิร์นจีน NWPU (Northwestern Polytechnical University) อ้างอิงจากบันทึกการจัดซื้อที่บลูมเบิร์กได้มา

ทั้ง 2 แห่งถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “7 ลูกชายแห่งการป้องกันประเทศจีน” (Seven Sons of National Defense) ที่เกี่ยวข้องกับกองทัพจีน

มหาวิทยาลัย Beihang University และมหาวิทยาลัยโพลีเทคนิกนอร์ทเวสต์เทิร์นจีน NWPU ถูกกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯขึ้นแบล็กลิสต์จากการที่การวิจัยเพื่อความก้าวหน้าให้กองทัพจีน

คณะความมั่นคงทางไซเบอร์ของ NWPU ต้องการเข้าถึงการเช่าชิป AI รุ่นนี้ของ Nvidia ของสหรัฐฯ ซึ่งมหาวิทยาลัยเปิดเผยว่าทำงานด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ให้รัฐบาลจีนและมีทีมวิจัยความก้าวหน้าการป้องกันประเทศจีนและอีกทั้งมีผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากสถาบันเป็นจำนวนมากเข้ารับใช้ในกองทัพปลดแอกประชาชนจีน

หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์สของสหรัฐฯรายงานในเรื่องนี้วันที่ 1 มิ.ย โดยชี้ว่า ถึงแม้ว่าซีอีโอ Nvidia เจนเซน หวง ถึงแม้จะออกมาประกาศอย่างเปิดเผยอ้างว่า กองทัพจีนไม่ขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าทางวิทยาการในชิป Nvidia ของบริษัทของเขาที่ตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย แต่ทว่าการวิเคราะห์บันทึกการจัดซื้อจีนนาน 6 ปีแสดงเห็นว่า กองทัพจีนแสวงหาอย่างเปิดเผยสำหรับชิป AI ของ Nvidia มาตั้งแต่ปี 2019

ส.ส รัฐมิชิแกน จอห์น มูเลนาร์(John Moolenaar) ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญด้านพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เปิดเผยว่า รายงานการวิเคราะห์บันทึกจีนนาน 6 ปีนี้แสดงให้เห็นว่า “ปักกิ่ง” พยายามที่จะลักลอบและขโมยเทคโนโลยีอเมริกันเป้าจุดประสงค์ทางการทหาร”

นิวยอร์กไทม์สชี้ว่า บันทึกจีนที่ทำการประมวลโดย Wirescreen แพลตฟอร์มซอฟท์แวร์ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทจีนที่พบว่า กองทัพจีนได้เพิ่มความพยายามในการให้ได้มาซึ่งชิป AI เทคโนโลยีของสหรัฐฯถึงแม้ว่ารัฐบาลอเมริกันจะทำการจำกัดการขายให้ประเทศที่เป็นอริรวม “จีน”

Wirescreen ได้ตรวจสอบบันทึกการจัดซื้อ 3,800 บันทึกเที่ยวเกี่ยวข้องกับชิปชั้นสูงและคอมพิวเตอร์

ในการตรวจสอบพบว่ามีไม่ต่ำกว่า 500 ตัวอย่างที่มีหลายหน่วยงานจากกองทัพจีนต้องการชิป Nvidia โดยระบุถึงชื่อหรือคุณสมบัติทางเทคนิก

นิวยอร์กไทม์สกล่าวว่า เป็นเทคโนโลยีที่ถูกแสวงหาเกือบทุกกองกำลังของกองทัพปลดแอกประชาชนจีนที่น่าตกใจเพราะพบว่า รวมไปถึงหน่วยงานด้านวิจัยการจำลองการระเบิดนิวเคลียร์ ปฎิบัติการโจมตีทางไซเบอร์ และการวางแผนการรบ

ทั้งนี้รายงานถูกส่งไปยังรัฐบาลประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ และสภาคองเกรสสหรัฐฯ ที่ซึ่งมีการหารือถึงอนาคตการขายชิป Nvidia ให้จีน หนังสือพิมพ์สหรัฐฯชี้

บลูมเบิร์กรายงานต่อว่า อ้างอิงจากบันทึกที่ย้อนไปไกลในปี 2011 มีมหาวิทยาลัยจีนไม่ต่ำกว่า 25 แห่งและแล็บที่มีความร่วมมือกับกองทัพจีนและอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศจีนถูกพบว่าหากไม่ได้กำลังใช้อยู่หรือกำลังแสวงหารชิป Nvidia รุ่นที่เก่ากว่า

และพบว่ามี 6 แห่งจากทั้งหมดถูกขึ้นบัญชีดำของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯจากการที่มีความร่วมมือทางการวิจัยกับกองทัพจีนรวมถึง การพัฒนาเทคโนโลยีมิสไซล์และนิวเคลียร์ เป็นภัยคุกคามความมั่นคงต่อสหรัฐฯ

มาจนถึงปัจจุบันรัฐบาลจีนสั่งห้ามบริษัทด้าน AI ของจีนซื้อชิป AI ของ Nvidia รุ่น H200

โฆษก Nvidia กล่าวโต้ว่าเป็นเรื่องที่โง่เง่ามากที่คิดว่า การทหารจีนต้องพึ่งพาชิปของบริษัท

“จีนมีชิปผลิตภายในประเทศมากพอสำหรับอุปกรณ์ทางการทหารของตัวเองและอีกหลายล้านสำหรับเป็นอะไหล่เก็บ”

ด้านสถานทูตจีนประจำกรุงวอชิงตัน ดีซี เปิดเผยว่า “ขอต่อต้านการใช้ในทางการเมืองเพื่อเป็นเครื่องมือ และการใช้ประเด็นทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีเป็นอาวุธ”

เทคโนโลยี และเศรษฐกิจ

ส.ส ไบรอัน มาสต์ (Brian Mast) ประธานคณะกรรมาธิการด้านกิจการต่างประเทศประจำสภาล่างสหรัฐฯกล่าวเมื่อเดือนที่ผ่านมาในกรุงวอชิงตัน ดีซีว่า พวกเรารู้อย่างแน่นอนว่า พวกเราไม่ต้องการให้ผู้ซื้อปลายทางเป็นกองทัพจีน โดยชี้ว่า เมื่อใดก็ตามที่มีการเกี่ยวข้องกับอาวุธจริง กองทัพจริง หรือมีความสูญเสียจริงสภาคองเกรสสหรัฐฯต้องให้ความสนใจอย่างแน่นอน

บลูมเบิร์กรายงานว่าผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ถึงแม้ว่าจีนปัจจุบันเช่น หัวเว่ย จะมีความก้าวหน้าเป็นอย่างมากด้านเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์แต่ทว่ายังคงล้าหลังห่างจากคู่แข่งบริษัทเซมิคอนดักเตอร์สหรัฐฯทั้งในด้านคุณภาพและจำนวนของชิป AI

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1445518377616819&id=100064760106289&rdid=DtDfQSAGyEv48XJf#

‘อนุชา’ เบอร์ 5 ลุยบางรัก!! ชูเมืองสะอาด ท่องเที่ยววัฒนธรรม พร้อมตรวจสอบคอร์รัปชัน ‘อนุชา’ ลั่นอย่าประเมินคนกรุงต่ำ ปมผู้ว่าฯ อิสระจริงหรือไม่ ประชาชนตัดสินใจได้

‘อนุชา’ ซัด ส่วยกทม. “ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก” ชี้ คนกทม. รู้กันหมด อิสระจริงไม่จริง ไม่อยากพูดมาก

(7 มิ.ย. 69) เวลา 07.00 น. ที่ตลาดวัดแขก เขตบางรัก นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะผู้บริหารพรรค อาทิ  นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค นายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด รองหัวหน้าพรรค และนายธนากร ลิ้มวาทะรส  ผู้สมัคร ส.ก. เบอร์ 1 เขตบางรัก ลงพื้นที่หาเสียง

โดยบรรยากาศก่อนเดินหาเสียงนายอนุชาพร้อมคณะผู้บริหารพรรคได้ไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอพร พระแม่ศรีมหาอุมาเทวี ที่วัดแขก จากนั้นเดินหาเสียงต่อที่บริเวณตลาดแขก ซอยสีลม 20 ทักทายพ่อค้าแม่ค้าถามสารทุกข์สุขดิบ พ่อค้าแม่ค้า ประชาชนที่ผ่านไปผ่านมา ซึ่งมีประชาชนบางคนบอกว่า แม้จะไม่ได้อยู่ในเขตหาเสียงนี้แต่ว่าเป็นคนกทม. เหมือนกัน ก็จะเลือกเบอร์ 5 เบอร์ 5 บ้านทั้งหมู่บ้าน และระหว่างหาเสียงได้เจอกับผู้สมัคร ส.ก. อีกกลุ่ม มีการจับไม้จับมือทักทายกัน

โดยนายอนุชา กล่าวว่า เรื่องของเศรษฐกิจก็ยังเป็นประเด็นหลัก ซึ่งลงพื้นที่เห็นการใช้สอยอาจจะยังไม่มากเหมือนปกติ เพราะฉะนั้นกทม.ถ้ามีโอกาสก็ต้องมาสนับสนุนในเรื่องของการทำให้ทุกอย่างให้สะดวกสบายมากขึ้น เรื่องความสะอาดการเก็บขยะบริเวณนี้ ต้องทำเพิ่มเติมมากขึ้น ทำเป็นให้สัดส่วนมากขึ้น และบริเวณสีลม มีในส่วนของสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเยอะมาก มีสถาปัตยกรรมต่างๆสวยงามคือ ความเป็นกรุงเทพฯ กทม.ควรเข้ามาดูในขอบเขตต่างๆที่มีแหล่งท่องเที่ยวมีตลาดและสถานที่อื่นอื่นที่น่าสนใจ

เมื่อถามว่าในเรื่องของทางเท้าเรามีนโยบายอย่างไรนายอนุชา กล่าวว่า ถ้าอยู่ในถนนหลัก เราเข้าใจเรื่องการสัญจรไปมา ต้องให้ประชาชนที่เดินทางก่อนเพื่อสะดวกสบาย แต่หากอยู่ในซอยแบบนี้การเดินทางควรเข้าใจผู้ที่ใช้ถนน สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะต่อให้ไม่มีพ่อค้าแม่ค้า การเดินทางก็ลำบากอยู่แล้วเพราะเป็นซอยแคบ ซึ่งหากเราจัดแบบนี้ ก็สามารถอยู่กันกับพ่อค้าแม่ค้า ความเป็นกรุงเทพฯ คือ เรื่องของสตรีทฟู๊ด คือ อาหารที่หาได้ตามทางเดิน ที่คนต่างชาติมาและเห็นในส่วนนี้ ซึ่งเขตต่างๆ ถ้ามีแบบนี้ทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าไปได้

เมื่อถามว่าหากมีโอกาสเข้าไปเป็นผู้ว่าฯ เรื่องคอรัปชัน จะจัดการอย่างไร นายอนุชา กล่าวว่า เป็นหนึ่งนโยบายของเรา คือ ตรวจสอบได้ แต่ตอนนี้ถ้าไม่พูดถึงก็ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่อง มีข้าราชการกทม.หลายคนมีการส่งสัญญาณมาถึงตน จะพูดว่า ไม่มีก็เป็นไปไม่ได้ ตามที่หลายคนพูดกันมา คำพูดที่เข้าใจง่าย คือ “ถ้าหัวไม่ส่ายหางก็ไม่กระดิก” เขาบอกเองว่ากทม.มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น แต่การหาใบเสร็จเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผู้ที่หาประโยชน์และผู้สมประโยชน์ เขามีวิธีการที่เลี่ยงอยู่แล้ว เรื่องใบเสร็จเป็นไปไม่ได้ที่จะหามา เพียงแต่ว่าผู้บริหาร ซึ่งตอนนี้หมดวาระไปแล้ว จะออกมาพูดความจริงเมื่อไหร่ เห็นกันอยู่ว่าเป็นอย่างไร

”จริงๆคนกทม.เขารู้กันหมดว่า ผู้ว่าฯ ที่เป็นอิสระจริงหรือเปล่า หรือเป็นทีมเดียวกัน ไม่อยากพูดอะไรมากไปกว่านี้ เพราะหลายคนรอไปเลือกตั้งอย่างเดียว ว่าสิ่งที่เขาได้รับทราบ เป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ อย่าประเมินประชาชนต่ำไป เขารู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด แต่ทั้งหมดตนคิดว่าประชาชนเข้าใจแล้วตัดสินใจได้” นายอนุชา กล่าว

จากนั้นเวลา 08.30 นายอนุชา พร้อมคณะผู้บริหารพรรค ได้เดินทางมาหาเสียงต่อ ที่ ตลาดริมคลอง ซอยเจริญกรุง 103 ช่วย ดร.สุดคนึง แก้วทอง ผู้สมัคร ส.ก. เบอร์ 2 เขตบางคอแหลม หาเสียง

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1575985333885315&id=100044215910231&rdid=GByiiF4YoS75ef96#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top