Sunday, 26 July 2026
THE STATES TIMES TEAM

อาหารขับเคลื่อนเศรษฐกิจ!! กำลังซื้อโต 6% ใน 4 เดือน Food Economy เชื่อมโยง SME เกษตร ร้านอาหาร-ท่องเที่ยวเติบโตต่อเนื่อง เน้นรายได้สูงในห่วงโซ่อาหารไทย

Food Economy: เมื่อ “อาหาร” เชื่อมกำลังซื้อ เอสเอ็มอี และท่องเที่ยว หนุนเศรษฐกิจไทย

ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน ต้นทุนพลังงานสูง และกำลังซื้อที่เปราะบาง “อาหาร” ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าเพื่อการบริโภคในชีวิตประจำวัน แต่กำลังเป็นห่วงโซ่เศรษฐกิจสำคัญที่เชื่อมโยงกำลังซื้อ เอสเอ็มอี ภาคเกษตร ร้านอาหาร และการท่องเที่ยว

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเวทีเสวนา KTC FIT TALK ครั้งที่ 25 “Food Economy: เมื่ออาหารกลายเป็นแรงขับเศรษฐกิจไทย” ระดมความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหาร ร้านอาหาร และการท่องเที่ยวเชิงอาหาร เพื่อวิเคราะห์บทบาทของ Food Economy ในการสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจจากผู้บริโภคสู่ผู้ประกอบการ เกษตรกร และชุมชน

นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” กล่าวว่า หมวดร้านอาหารยังคงเป็นหมวดการใช้จ่ายอันดับ 1 ของสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปี ยอดใช้จ่ายหมวดร้านอาหารเติบโต 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่จำนวนครั้งการใช้จ่ายต่อสมาชิกต่อเดือนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5% สะท้อนว่าอาหารยังเป็นส่วนสำคัญของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคไทย แม้ผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

“ในมุมของเคทีซี อาหารคือมากกว่าการบริโภคหนึ่งมื้อ แต่เป็นพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เชื่อมกับคุณภาพชีวิต การท่องเที่ยว สุขภาพ ความสัมพันธ์ และประสบการณ์ของผู้บริโภค ขณะเดียวกัน ทุกยอดใช้จ่ายในร้านอาหารยังเชื่อมกลับไปถึงผู้ประกอบการ วัตถุดิบ แรงงาน เอสเอ็มอี และเศรษฐกิจชุมชน Food Economy จึงเป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนทั้งกำลังซื้อและการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในประเทศ” นางสาววริษฐากล่าว

นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร หรือ NFI กล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารไทยยังมีจุดแข็งจาก Local Content ในระดับสูง และกำลังเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ผลิตเพื่อส่งออก” ไปสู่ “ผู้สร้างนวัตกรรม” ผ่านข้อมูล เทคโนโลยี และกลยุทธ์ด้าน Intelligence เพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

Food Economy เชื่อมโยงภาคเกษตร ผู้ผลิต SME ร้านอาหาร และการท่องเที่ยว พร้อมกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก โดยภาคเกษตรไทยมีการจ้างงานราว 11 ล้านคน หรือประมาณ 28% ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ ขณะที่ SME แปรรูปอาหาร ในปี 2568 มีประมาณ 128,000 ราย และมีการจ้างงานกว่า 5 ล้านคน ส่วนธุรกิจร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มของไทยในปี 2569 คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดราว 700,000 ล้านบาท เติบโต 2-3% และมีการจ้างงานราว 650,000 คน สะท้อนบทบาทของห่วงโซ่อาหารในฐานะ Shock Absorber ของเศรษฐกิจ

นางสาวไปยดากล่าวว่า ภายใต้แรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนในระดับสูง นโยบายเศรษฐกิจไม่ควรมุ่งเพียง “การทำให้อาหารมีราคาถูก” แต่ควรเปลี่ยนเป้าหมายไปสู่ “การทำให้คนในห่วงโซ่อาหารมีรายได้สูงขึ้น” เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่การเป็น High-Value & Integrated Brand Owners

นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า ธุรกิจร้านอาหารเป็น “ดัชนีเศรษฐกิจปลายทาง” ที่สะท้อนกำลังซื้อของประชาชน ปัจจุบันความถี่ในการรับประทานอาหารนอกบ้านลดลงจากเฉลี่ยสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง เหลือ 1-2 ครั้ง ขณะที่ผู้ประกอบการยังเผชิญต้นทุนสูงทั้งวัตถุดิบ ค่าแรง พลังงาน ค่าเช่า และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเดลิเวอรี ทำให้หลายร้านอยู่ในภาวะ “ยอดขายไม่โต แต่ต้นทุนโต”

ผู้ประกอบการร้านอาหารจึงต้องเร่งปรับตัวด้านการบริหารต้นทุน การใช้ดิจิทัลและข้อมูล และการสร้างจุดเด่นด้านคุณภาพ มาตรฐาน และประสบการณ์ เพราะอนาคตของร้านอาหารไม่ได้แข่งขันกันเพียง “ความอร่อย” แต่แข่งขันกันที่ “ความคุ้มค่า ความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์ของลูกค้า” พร้อมเสนอให้ภาครัฐและเอกชนสนับสนุน 5 ด้าน ได้แก่ ลดภาระต้นทุนและเพิ่มการเข้าถึงเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ พัฒนาทักษะดิจิทัล ยกระดับมาตรฐานสุขอนามัย คุณภาพ และความปลอดภัยอาหาร สนับสนุน Food Tourism และช่วยผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงความรู้ เงินทุน และช่องทางตลาด

“ธุรกิจร้านอาหารไม่ใช่เพียงเรื่องของการขายอาหาร แต่คือระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงเกษตรกร ผู้ผลิต การจ้างงาน การท่องเที่ยว และวัฒนธรรมไทย หาก Food Economy แข็งแรง ก็จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศได้ทั้งระบบ” นางฐนิวรรณกล่าว

ผศ.ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่าย Thailand Gastronomy Network หรือ TGN กล่าวว่า จากข้อมูลของ Mordor Intelligence ตลาด Foodservice ของประเทศไทยในปี 2569 คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 38.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 1.3 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกอยู่ในมิชลินไกด์กว่า 482 ร้าน และค่าใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มยังเป็นค่าใช้จ่ายอันดับ 2 ของนักท่องเที่ยว สะท้อนว่า Gastronomy Tourism กำลังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ

“ปัจจุบันผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้เลือกอาหารจากความอิ่มหรือความอร่อยเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ คุณภาพ ความคุ้มค่า และประสบการณ์ที่สะท้อนตัวตนมากขึ้น ส่งผลให้อาหารกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Experience Economy ที่สร้างมูลค่าได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ วันนี้อาหารไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่กำลังกลายเป็นกลไกเศรษฐกิจสำคัญที่สะท้อนพฤติกรรมและวิถีชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่” ผศ.ดร.จุฑามาศกล่าว

“ล้งชุมชน” สร้างเศรษฐกิจ กลไกสำคัญในห่วงโซ่ทุเรียนไทย เพิ่มรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน พัฒนาคุณภาพและตลาดทั่วจังหวัด เสริมสร้างระบบเศรษฐกิจชุมชน

“ล้งชุมชน” กลไกสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืน

สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน)

ท่ามกลางการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมทุเรียนไทย “ล้งทุเรียน” ได้กลายเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมต่อผลผลิตจากสวนไปสู่ตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นผู้บริโภคหลักของทุเรียนไทยในปัจจุบัน การมีล้งที่ทำหน้าที่รวบรวม คัดคุณภาพ และส่งต่อผลผลิตสู่ผู้ส่งออก ทำให้มูลค่าการส่งออกทุเรียนของไทยเพิ่มขึ้นจาก 243.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี พ.ศ. 2556 เป็น 4,404.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี พ.ศ. 2567 หรือเติบโตถึง 18 เท่า ภายในระยะเวลาเพียง 11 ปี

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ตัวเลขความสำเร็จดังกล่าว ยังมีคำถามสำคัญว่า รายได้มหาศาลที่เกิดขึ้นนั้น ถูกกระจายกลับคืนสู่เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนอย่างเป็นธรรมเพียงใด เพราะล้งจำนวนมากที่ตั้งจุดรับซื้อในพื้นที่เพาะปลูก มักเป็นของพ่อค้าคนกลางหรือกลุ่มทุนจากประเทศผู้ซื้อ ซึ่งให้ความสำคัญกับ “กำไร” เป็นหลัก ขณะที่ “ล้งชุมชน” ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของเกษตรกรเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง กลับยังไม่สามารถแทรกตัวเข้าไปมีบทบาทในห่วงโซ่ธุรกิจนี้ได้มากนัก

ด้วยเหตุนี้ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ ภายใต้กำกับของสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. จึงได้สนับสนุนให้นายมะเสาวดี ไสสากา สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดยะลา ดำเนิน “โครงการวิจัยและพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการและกลยุทธ์การเพิ่มมูลค่าทางการตลาดทุเรียนสำหรับวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้” ในปี พ.ศ. 2563 และต่อยอดด้วย “โครงการวิจัยการพัฒนาและยกระดับล้งทุเรียนสู่เครือข่ายธุรกิจในจังหวัดยะลาและนราธิวาส เพื่อยกระดับรายได้” ในปี พ.ศ. 2566

 โครงการดังกล่าวมุ่งศึกษารูปแบบการดำเนินธุรกิจของ “วิสาหกิจชุมชนพัฒนาคุณภาพทุเรียนบ้านบาตูปูเต๊ะ (ธารโต)” ซึ่งสามารถพัฒนาล้งชุมชนให้ได้มาตรฐานการผลิตและระบบควบคุมคุณภาพ ทั้ง GMP และ Organic-like รวมถึงสร้างเครือข่ายธุรกิจกับเทรดเดอร์ทั้งในและต่างประเทศ จนกลายเป็นต้นแบบสำคัญที่กลุ่มเกษตรกรหรือวิสาหกิจชุมชนอื่นสามารถเรียนรู้และนำไปประยุกต์ใช้ได้

นายมะเสาวดี หัวหน้าโครงการวิจัย อธิบายว่า หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ล้งชุมชนไม่สามารถแข่งขันกับล้งของพ่อค้าคนกลางได้ คือปัญหาคุณภาพผลผลิตที่ไม่ตรงตามความต้องการของตลาด ทำให้มีปริมาณทุเรียนคุณภาพในสัดส่วนต่ำ ส่งผลต่อสภาพคล่องและเงินหมุนเวียนของกลุ่ม ซึ่งจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหา ไม่ใช่เพียงการให้ความรู้ แต่คือการ “เปลี่ยนทัศนคติ” ของเกษตรกร ให้เห็นความสำคัญของการพัฒนาตนเองสู่การเป็นผู้ผลิตทุเรียนมืออาชีพ จากนั้นจึงถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการผลิตทุเรียนคุณภาพ ผ่านกระบวนการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดการโรคและแมลง การปรับสูตรปุ๋ย และการดูแลสวนอย่างเหมาะสม

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ กลุ่มมีผลผลิตคุณภาพดีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีเกษตรกรจากหลายพื้นที่สมัครเข้าร่วมเครือข่าย โดยปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 30 เครือข่าย ครอบคลุม 5 อำเภอในจังหวัดยะลา ได้แก่ ธารโต เบตง บันนังสตา กรงปินัง และรามัน รวมถึงอำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส มีพื้นที่ปลูกทุเรียนรวมกว่า 3,500 ไร่ ในปี 2567

เมื่อคุณภาพผลผลิตดีขึ้น เกษตรกรก็สามารถต่อรองราคาได้มากขึ้น จากเดิมที่ขายได้เพียงกิโลกรัมละ 90–110 บาท ในปี 2567 สามารถขายได้ถึงกิโลกรัมละ 125 บาท หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 25 บาทต่อกิโลกรัม ส่งผลให้มีเม็ดเงินเข้าสู่วิสาหกิจชุมชนเพิ่มขึ้นกว่า 87 ล้านบาท แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ รายได้ที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่ได้ถูกนำมาแบ่งปันในระยะสั้น แต่ถูกนำกลับไปลงทุนเพื่อสร้าง “ความมั่นคง” ให้กับกลุ่ม ทั้งการยกระดับล้งจากพื้นที่เช่าเก็บแผ่นยางชั่วคราว ไปสู่โรงรวบรวมผลผลิตมาตรฐาน การสร้าง “ห้องเย็น” เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ทุเรียนตกเกรด ด้วยการแปรรูปเป็นทุเรียนแกะเนื้อ ทุเรียนแช่แข็ง และทุเรียนฟรีซดราย เพื่อส่งออกไปยังตลาดจีน ผ่านบริษัทที่ร่วมลงทุนระหว่างวิสาหกิจชุมชนกับภาคเอกชน

นอกจากนี้ กลุ่มยังขยายการดำเนินงานไปสู่หน่วยธุรกิจต่าง ๆ เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น “คลินิกทุเรียน” ที่ช่วยจัดหาปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย ยา และอุปกรณ์ทางการเกษตร ให้สมาชิกสามารถนำไปใช้ก่อน รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงานในพื้นที่ ตั้งแต่การตัดทุเรียน การคัดเกรด ไปจนถึงการแกะเนื้อเพื่อแปรรูป สร้างงานและรายได้ให้กับคนในชุมชนอย่างต่อเนื่อง

 และอีกหนึ่งแนวคิดสำคัญที่กำลังถูกผลักดันคือ “Zero Waste” หรือการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทุกส่วนอย่างคุ้มค่า นอกจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่จากเนื้อทุเรียนตกเกรด เช่น คุกกี้ ไส้ขนมเปี๊ยะ และไอศกรีมแล้ว ยังมีการศึกษาการนำเปลือกและเศษทุเรียนมาผลิตเป็นปุ๋ยและอาหารสัตว์ ซึ่งช่วยทั้งลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และสะท้อนจุดยืนด้านสิ่งแวดล้อมต่อคู่ค้าและผู้บริโภค

ปัจจุบัน นายมะเสาวดี ซึ่งย้ายไปปฏิบัติงานที่สภาเกษตรกรจังหวัดนราธิวาส มองว่า ความสำเร็จของล้งทุเรียนยะลาเกิดจาก “โครงสร้างการทำงานที่โปร่งใส” และการวางแผนอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านการเงิน การตลาด และการผลิต โดยเฉพาะการผสมผสานหลักศาสนาอิสลามเข้ากับแนวคิดการทำธุรกิจอย่างกลมกลืน ไม่ว่าจะเป็น “หลักอมานะฮ์” ที่เน้นความรับผิดชอบและการร่วมกันทำความดี “หลักมุฮาซาบะห์” ที่ส่งเสริมการทบทวนตนเอง และ “หลักมุฎอเราะบะฮ์” ที่ยึดแนวคิดหุ้นส่วนและความเป็นเจ้าของร่วมกัน หลักคิดเหล่านี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิก และทำให้ทุกคนพร้อมเติบโตไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อสร้างประโยชน์ให้พื้นที่อย่างยั่งยืน พร้อมเปิดโอกาสสู่ตลาดตะวันออกกลางในอนาคต

ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนผ่านตัวเลขที่ชัดเจน ทั้งการเพิ่มสัดส่วนทุเรียนคุณภาพจากร้อยละ 40 เป็นร้อยละ 70 การลดต้นทุนการขนส่งลงร้อยละ 20 และการเพิ่มรายได้เฉลี่ยของเกษตรกรสมาชิกขึ้นร้อยละ 30 รวมถึงการสร้างอาชีพใหม่ให้คนในพื้นที่จำนวนมาก

ด้าน ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ กล่าวว่า ล้งชุมชนไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นตัวกลางในห่วงโซ่การผลิตสินค้าเกษตรเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้าง “เครือข่ายธุรกิจชุมชนร่วม” หรือ Social Integrated Enterprises (SIE) ที่ช่วยให้เศรษฐกิจหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่ และนำไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่กระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน

เรื่องราวของล้งทุเรียนยะลา จึงไม่ใช่เพียงความสำเร็จของธุรกิจทุเรียน แต่คือภาพสะท้อนของพลังชุมชน ที่ลุกขึ้นมาสร้างระบบเศรษฐกิจของตนเอง ด้วยองค์ความรู้ ความร่วมมือ และความเชื่อมั่นร่วมกันว่า “ผลประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ควรกลับคืนสู่คนในพื้นที่อย่างแท้จริง”

๓ มิถุนายน ทรงพระเจริญ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาพัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินิ

3 มิถุนายน วันเฉลิมพระชนมพรรษา “สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี” วันมหามงคลของปวงชนชาวไทย

วันที่ 3 มิถุนายนของทุกปี คือ วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี นับเป็นวันมหามงคลที่พสกนิกรชาวไทยพร้อมใจกันถวายพระพรชัยมงคล และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ผู้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงคู่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชนอย่างต่อเนื่อง

สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2521 วันดังกล่าวจึงเป็นวันสำคัญที่คนไทยใช้แสดงความจงรักภักดีและร่วมเฉลิมพระเกียรติในฐานะพระราชินีผู้ทรงเป็นมิ่งขวัญของแผ่นดินไทย

ความสำคัญของวันที่ 3 มิถุนายน ยังเชื่อมโยงกับพระราชฐานะของพระองค์ในราชสำนักไทยอย่างเด่นชัด เพราะเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 ได้มีประกาศในราชกิจจานุเบกษาเรื่อง การถวายพระเกียรติยศ สถาปนาพระอิสริยยศขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี อันเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ราชสำนักร่วมสมัยของไทย

วันเฉลิมพระชนมพรรษาจึงไม่ใช่เพียงวันสำคัญตามปฏิทิน หากยังเป็นวันแห่งการรวมใจของคนไทยทั่วประเทศ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในทุกพื้นที่มักร่วมกันจัดกิจกรรมถวายพระพรชัยมงคล ประดับธงและเครื่องราชสักการะ รวมถึงบำเพ็ญสาธารณประโยชน์เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล สะท้อนถึงความจงรักภักดีและความผูกพันที่ประชาชนมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ในด้านพระราชกรณียกิจ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงคู่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาโดยตลอด ทั้งในพระราชพิธีสำคัญของบ้านเมือง การเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎร ตลอดจนพระราชภารกิจในด้านสาธารณสุข การศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม และการต่างประเทศ ซึ่งล้วนสะท้อนถึงพระวิริยอุตสาหะและน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงมุ่งบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่ประชาชน

แหล่งข้อมูลของสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยยังระบุว่า พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างของความเข้มแข็ง มีระเบียบวินัย และความเสียสละ โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ประเทศเผชิญวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านสาธารณสุข พระราชทานเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ตลอดจนทรงเป็นขวัญกำลังใจแก่ประชาชนและบุคลากรแนวหน้าอย่างต่อเนื่อง

เมื่อมองในภาพรวม วันที่ 3 มิถุนายน จึงเป็นวันมหามงคลที่มีความหมายทั้งในเชิงราชประเพณีและในความรู้สึกของประชาชนไทย เป็นวันที่คนไทยได้น้อมถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบรมราชินี ผู้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้วยความสง่างาม อ่อนน้อม และเปี่ยมด้วยพระเมตตา อันนำมาซึ่งความปลื้มปีติแก่พสกนิกรทั่วประเทศ

ดังนั้น 3 มิถุนายนของทุกปี จึงเป็นมากกว่าวันเฉลิมพระชนมพรรษา หากเป็นวันแห่งความจงรักภักดี วันแห่งการน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และวันแห่งความเป็นสิริมงคลของแผ่นดินไทย ที่พสกนิกรพร้อมใจกันถวายพระพรให้ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

จุลพันธ์ลุย MOC ไทย-ญี่ปุ่น!! รัฐบาลญี่ปุ่นเลือกไทยนำร่องระบบจ้างงานใหม่ เปิดโอกาสแรงงานไทยพัฒนาทักษะ ย้ำเพิ่มงานคุณภาพตอบความต้องการแรงงาน เชื่อสร้างทรัพยากรบุคคลคุณภาพสูง

“จุลพันธ์” เสนอ ครม. เห็นชอบ MOC ไทย–ญี่ปุ่น รองรับระบบจ้างงานใหม่ เปิดโอกาสแรงงานไทยสู่ตลาดงานคุณภาพ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยการยื่นเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อเห็นชอบร่างบันทึกความร่วมมือโครงการการจ้างงานเพื่อการพัฒนาทักษะ (Memorandum of Cooperation on the Employment for Skill Development Program : MOC) ระหว่างไทยและญี่ปุ่น เพื่อรองรับระบบการจ้างงานเพื่อการพัฒนาทักษะ (Employment for Skill Development : ESD) ของญี่ปุ่น ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2570 แทนระบบผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิค (TITP)

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ระบบ ESD มุ่งพัฒนาแรงงานต่างชาติให้มีทักษะสูงขึ้นและสามารถก้าวสู่สถานะแรงงานทักษะเฉพาะ (SSW) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับความต้องการแรงงานในภาคการผลิต ก่อสร้าง เกษตรกรรม และการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นสาขาที่ญี่ปุ่นยังคงมีความต้องการจ้างแรงงานจำนวนมาก ท่ามกลางการเข้าสู่สังคมสูงวัยและภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างต่อเนื่อง

“การที่รัฐบาลญี่ปุ่นเสนอให้ประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่ลงนามในบันทึกความร่วมมือฉบับนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพแรงงานไทยและระบบบริหารจัดการแรงงานของประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง นอกจากจะช่วยรักษาช่องทางการจ้างงานของแรงงานไทยในตลาดแรงงานญี่ปุ่นภายใต้ระบบใหม่แล้ว ยังเป็นการเพิ่มโอกาสเข้าถึงตำแหน่งงานคุณภาพ สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และขยายความร่วมมือด้านแรงงานไปสู่สาขาอาชีพใหม่ ๆ ในอนาคต” นายจุลพันธ์ กล่าว

สำหรับสาระสำคัญของบันทึกความร่วมมือดังกล่าว ครอบคลุมการคุ้มครองสิทธิแรงงาน การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การป้องกันการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ รวมถึงการติดตามและประเมินผลความร่วมมือ เพื่อให้การเคลื่อนย้ายแรงงานเป็นไปอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทั้งสองประเทศ 

ด้านนายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า กรมการจัดหางานให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและดูแลแรงงานไทยที่ไปทำงานในประเทศญี่ปุ่นมาอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2565–2569) มีแรงงานไทยได้รับอนุญาตเดินทางไปทำงานในประเทศญี่ปุ่นแล้วจำนวน 37,323 คน และยังคงทำงานอยู่ในประเทศญี่ปุ่นจำนวน 21,306 คน ปัจจุบัน การจ้างแรงงานต่างชาติในญี่ปุ่นแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ แรงงานทักษะฝีมือ ผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิค และแรงงานทักษะเฉพาะ โดย 5 สาขาอาชีพที่แรงงานไทยนิยมทำงานมากที่สุด ได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตอาหาร อุตสาหกรรมผลิตโลหะ คนงานทั่วไป ช่างเทคนิคช่างฝีมือ และภาคเกษตรกรรม ขณะนี้ยังมีตำแหน่งงานว่างรองรับแรงงานไทยอีกกว่า 4,750 อัตรา อาทิ งานอุตสาหกรรมทะเล งานประกอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ งานกดโลหะ งานผลิตอาหารสำเร็จรูป และงานเกษตรกรรม ซึ่งร่างบันทึกความร่วมมือดังกล่าวข้างต้น (MOC) ที่กระทรวงแรงงานผลักดันร่วมกับรัฐบาลญี่ปุ่น ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยเปิดประตูสู่ตลาดแรงงานคุณภาพ ให้แรงงานไทยได้พัฒนาทักษะและสั่งสมประสบการณ์การทำงานในประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลก

นอกจากจะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตแล้ว แรงงานไทยยังสามารถนำองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับกลับมาต่อยอดการประกอบอาชีพ รวมทั้งสามารถเลือกทำงานกับสถานประกอบการต่างๆได้หลากหลายมากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างทรัพยากรบุคคลของประเทศที่มีคุณภาพและศักยภาพในการทำงาน 

ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารและโอกาสการทำงานต่างประเทศได้ที่เว็บไซต์กรมการจัดหางาน หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ หรือสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1–10 และสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

สหรัฐฯ ปรับท่าทีจีน พีต เฮกเซทลดคำแข็งกร้าว หลังเยือนจีน 2-3 วัน ใช้วลีใหม่ของสีจิ้นผิง ย้ำพันธมิตรเพิ่มงบกลาโหม

รองศาสตราจารย์ ดร. อักษรศรี พานิชสาส์น ได้กล่าวในเฟสบุ๊คว่า

อ้าววว  คุณพี่ไม่ทำกร่างแล้วเหรอออออ

คลิปนี้ สื่อฝรั่งเปรียบเทียบให้เห็นชัดๆ เลยค่า  

=

ท่าทีที่ soft ลงของรมว. ตัวตึง ของสหรัฐฯ พีต เฮกเซท ในงาน Shangri La Dialogue 

ปีที่แล้ว ที่มีการใช้คำพูดแข็งกร้าวในเรื่องไต้หวันและใช้คำเรียกจีนว่า  “คอมมิวนิสต์จีน” ตลอด  แต่พอมาปีนี้  (หลังจากได้ติดตามทรัมป์ไปพบสีจิ้นผิงที่กรุงปักกิ่ง) ท่านรมว. ตัวจิ๊ด คนนี้ ปรับลดโทนการพูดโจมตีจีน  และไม่แตะเรื่องไต้หวัน !!  (แถมสหรัฐฯ ยอมชะลอไม่ขายอาวุธให้ไต้หวันด้วยนะ) 

ในคำกล่าวปีนี้  รมว.ตัวตึงคนนี้ยังใช้คำศัพท์ที่สีจิ้นผิงเพิ่งบัญญัติขึ้นใช้นิยามความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ว่า เป็นความสัมพันธ์แบบ “Constructive Strategic Stability” ด้วยค่า #เรียบร้อยโรงเรียนสีจิ้นผิง 

สรุปว่า ไปทริปปักกิ่งแค่ 2-3 วัน  แต่โดนฝ่ายจีน สีจิ้นผิงกล่อมและปรนเปรอเต็มที่ (โดนปรับทัศนคติแบบเนียนๆ ) ทำให้ปีนี้ คำกล่าวของรมว.ตัวตึงคนนี้เปลี่ยนไปคนละโทนเลยค่าาา

ในงานปีนี้  พีต เฮกเซทพูดย้ำคำว่า” Strong, Quite, Clear” ในสปีช  แปลง่ายๆ คือ ผมจะ #Quite พูดกร่างน้อยลง เงียบขึ้น และลดคำพูดดราม่า แต่จะ #Strong คือ แข็งแกร่งขึ้นในเรื่องการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ และดุขึ้น  แล้วก็ make it #Clear ชัดเจนว่า บรรดาชาติพันธมิตรทั้งหลายต้อง #เพิ่มงบกลาโหม (มาซื้ออาวุธสหรัฐ) เพื่อ #ดูแลตัวเอง แล้วด้วยนะ   แกคงคิดแบบพ่อค้าแนวเดียวกับทรัมป์  คือ พวกผมจะไม่ไปช่วยรบด้วยนะ แต่จะเน้นทำมาหากิน #ขายอาวุธ เป็นหลักนะคร้าบบบบ

https://www.facebook.com/share/1BVjUFktfi/

เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในญี่ปุ่นเกี่ยวกับพฤติกรรมของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำทางการทูตกับประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ขณะที่ประธานาธิบดีกำลังฟังเธอพูด, เธอก็เริ่มเต้นรำอย่างกระทันหันราวกับกำลังยกแก้วแชมเปญขึ้นเหนือศีรษะ

“เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในญี่ปุ่นเกี่ยวกับพฤติกรรมของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำทางการทูตกับประธานาธิบดีฟิลิปปินส์

ขณะที่ประธานาธิบดีกำลังฟังเธอพูด, เธอก็เริ่มเต้นรำอย่างกระทันหันราวกับกำลังยกแก้วแชมเปญขึ้นเหนือศีรษะ”

ที่มา :https://www.facebook.com/reel/1303795515272905 

'พรรคส้ม' เปิดตัวยุทธศาสตร์ ศ.ดร.สุรพล นายกสภามธ. นั่งประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ ทีมผู้ว่าฯกทม.ประชาชนครบ ชูประสบการณ์ราชการ-กทม.ลุยงานใหญ่ หวังพัฒนา กทม.อย่างมีประสิทธิภาพ

พรรคส้ม' เปิดตัว 'สุรพล นิติไกรพจน์' นั่งประธานยุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯกทม.

2 มิถุนายน 2569 เวลา 10:17 น.

2 มิ.ย. 2569-ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคประชาชน ได้มีการเปิดเผยรายชื่อทีมบริหารผู้ว่าประชาชนแบบครบทีม โดยมี ศ.ดร. สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำรงตำแหน่งเป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ หลังจากเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา ได้มีการเปิดตัวทีมบริหารไปแล้ว 7 คน ซึ่งมีทั้งบุคลากรในพรรค รวมถึงบุคลากรนอกพรรค เช่นศ.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และนพ.ไพโรจน์ บุญสิริคำไชย อดีตรองเลขาธิการสภาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ

นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน เปิดเผยว่า การเชิญ ศ.สุรพล มาเป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ของทีมผู้ว่าประชาชน เกิดจากพรรคเล็งเห็นว่า ศ.สุรพล นอกจากจะเป็นนักกฎหมายมหาชนระดับครู มีส่วนให้คำปรึกษากฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจและการจัดระเบียบบริหารราชการ กทม. ศ.สุรพล ยังเป็นผู้มีประสบการณ์ในส่วนราชการ กทม. เคยได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ (ประธานบอร์ด) บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ซึ่งเป็นวิสาหกิจของกรุงเทพมหานคร ที่ กทม. ถือหุ้น 99.98% เป็นหน่วยงานที่กทม. ใช้ในการดำเนินโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยระบบราชการปกติได้คล่องตัวนัก เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว, การจัดการขยะมูลฝอยและสิ่งแวดล้อม, โครงการนำสายสื่อสารลงใต้ดิน และการบริหารจัดการเดินเรือสาธารณะ 

นายพิจารณ์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น หากนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 10 ได้รับโอกาสให้เข้าไปบริหารกรุงเทพ ก็จะได้มีผู้เชี่ยวชาญที่คร่ำหวอดกับงานบริหารกลไกราชการ กทม. คอยให้คำปรึกษา เพื่อการบริหารที่มีประสิทธิภาพ และมีข้อมูลช่องโหว่ข้อผิดพลาดของการบริหารในอดีต เพื่อจะนำมาพัฒนาต่อไปได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้ใหม่

กลุ่ม ปตท. จับมือรัฐวิสาหกิจเชื้อไฟลาว ลงนามซื้อขายน้ำมัน เสริมความมั่นคงพลังงานไทย–ลาว เดินหน้าหนุนเสถียรภาพพลังงานภูมิภาค ตอบสนองความต้องการต่อเนื่อง

กลุ่ม ปตท. จับมือ รัฐวิสาหกิจเชื้อไฟลาว ลงนามสัญญาซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิง เสริมความมั่นคงทางพลังงานไทย – ลาว

เมื่อเร็ว ๆ นี้ - กลุ่ม ปตท. และ รัฐวิสาหกิจเชื้อไฟลาว จัดพิธีลงนามสัญญาซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางธุรกิจและความมั่นคงทางพลังงานใน สปป.ลาว โดยมี ดร.มะโนทอง วงไซ รองรัฐมนตรี กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า สปป.ลาว (ที่ 3 จากขวา) และ นายพิรุณ กริ่มวงษ์รัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารกลยุทธ์กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) (ที่ 3 จากซ้าย) พร้อมด้วย นายเวียงทอง วงศ์ทาวิเลย์ ผู้อำนวยการ รัฐวิสาหกิจเชื้อไฟลาว (ที่ 2 จากขวา) นายทรงพล เทพนำโสมนัสส์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายธุรกิจต่างประเทศ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) (ที่ 2 จากซ้าย) และนายขวัญชัย เหลืองชัยชาญ ผู้จัดการฝ่ายอาวุโสธุรกิจปิโตรเลียม บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) (ซ้ายสุด) ร่วมในพิธี ณ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและเสถียรภาพของระบบจัดหาน้ำมันในภูมิภาค ตามนโยบายของกระทรวงพลังงานไทย ด้วยการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานให้แก่ สปป.ลาว ตอบสนองต่อความต้องการใช้งานได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ผ่านกลไกการค้าที่โปร่งใสและยั่งยืน สะท้อนถึงพันธกิจของกลุ่ม ปตท. ในการเป็นองค์กรพลังงานไทยที่มีบทบาทเชิงรุกในการสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานของภูมิภาค โดยมีการดำเนินงานภายใต้กรอบความร่วมมือทางการค้า (Commercial Arrangement) และการสนับสนุนเชิงนโยบายจากหน่วยงานภาครัฐของทั้งสองประเทศอย่างใกล้ชิด

‘อนุชา’ ลุยแก้ขยะ!! ตรวจเยี่ยมโรงกำจัดขยะกรุงเทพ วางแผนระบบปิดแก้กลิ่นรบกวน มองระยะยาวไม่แค่หาเสียง ตั้งเป้าชุมชนอยู่ร่วมอย่างยั่งยืน

”อนุชา“ ลั่น กำจัดขยะต้องทำเป็นระบบ หลัง ลุยโรงกำจัดขยะ ยัน ไม่ได้มาแค่หาเสียง มาเพื่อแก้ไขปัญหา

(1 มิ.ย. 69) เวลา 09.30 น. ที่สำนักงานศูนย์กำจัดขยะ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดูแลกรุงเทพมหานคร และสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และ นายธนวัฒน์ เชิดชูกิจสกุล ผู้สมัคร ส.ก. เขตสวนหลวง เบอร์ 5 เดินตรวจเยี่ยมโรงกำจัดขยะ พร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องการบริหารจัดการขยะกทม. 

โดยนายอนุชา ให้สัมภาณ์ภายหลังว่า วันนี้มาดูสภาพความเป็นจริงของการกำจัดขยะ ซึ่งเรามีอยู่ 2 จุด คือ หนองแขมและอ่อนนุช ปัญหาคือ เรื่องของกลิ่น และวันนี้ได้พูดคุยกับเอกชนและราชการ หารือเรื่องการทำระบบปิด ซึ่งเราต้องดูตั้งแต่ต้นทาง ส่วนเรื่องรถขยะเป็นอีกส่วนซึ่งเป็นของบริษัท เพราะไปรับตามหมู่บ้าน รถยังไม่ใช่ระบบปิดทั้งหมด พอมาถึงโรงงานก็ปิดยังไม่สมบูรณ์ สิ่งที่ต้องทำจากนี้คือ ต้องเอาระบบการตรวจที่ชัดเจน เช่น เรื่องของกลิ่น ต้องมีเครื่องตรวจวัดทางวิทยาศาสตร์ในอนาคต ส่วนเรื่องงบประมาณต้องมีการพูดคุยอีกครั้ง เราคงหาที่ถูกที่สุด แต่จะให้คนชอบที่สุดคงเป็นไปได้ยาก 

ทั้งนี้การวางแผนเรื่องอนาคตไม่ใช่เพียงคิดแค่ในวาระ 4 ปีของผู้ว่าฯกทม. จากนี้ไปการกำจัดขยะ ต้องทำให้เป็นระบบ ไม่ใช่เรื่องของวาระ แต่มองมากกว่านั้น คือ 5 ปี 10 ปี ซึ่งในความรู้สึกของตน เรื่องใหญ่เป็นเรื่องของโครงสร้าง ต้องมองภาพของสิ่งที่ควรจะเป็นมากกว่าที่จะเห็นผล หรือระยะสั้น อาจต้องตัดสินใจในเรื่องการก่อสร้าง ซึ่งต้องใช้มากกว่า 4 ปี ไม่ว่าจะเป็น 8 ปี 12 ปี ต้องตัดสินใจ

“แนวคิดของผม อะไรที่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อให้พี่น้องประชาชนอยู่ร่วมกับโรงงานกำจัดขยะในอนาคต ขยะมีหมื่นตันต่อวัน เราต้องมองว่าอะไรที่ดีที่สุดสำหรับกรุงเทพฯ อะไรที่ดีที่สุดสำหรับคนกรุงเทพฯ ตนในนามของพรรคประชาธิปัตย์และสก.อาสาเข้ามา เราไม่ได้มองแค่หาเสียง เรามาเพื่อแก้ไขปัญหาของจริง เรามองในระยะยาวเพื่อจะแก้ไขให้เกิดความยั่งยืนเรื่องของเมืองฟ้าอมร and more” นายอนุชา กล่าว 

นายอนุชา กล่าวว่า ระบบปิดอาจจะทำได้เลย ส่วนการเปลี่ยนเป็นพลังงานต้องใช้เวลา แต่ต้องเร่งดำเนินการ อีกเรื่องคือมวลชนสัมพันธ์ การทำความเข้าใจ จะได้ไม่ต้องชี้ว่าใครถูกใครผิด เอาเรื่องของค่าวัดเข้ามาดู หากใครค่าเกินเป็นมาตรฐานเท่าไหร่ จะต้องทำอย่างไรบ้าง ขยะไม่หายไปไหนต้องไปบริหารจัดการเพื่อเกิดความยั่งยืนและเบ็ดเสร็จ

‘ทรัมป์’ จวก ‘เนทันยาฮู’ !! ปมโจมตีเลบานอนขวางเกมเจรจาอิหร่าน เตือนระวังยกระดับความรุนแรง อ้างช่วยชีวิตแต่ถูกเกลียดทั้งคู่ ข้อตกลงหยุดยิงในเลบานอนสดใส

สำนักข่าว Axios รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้แสดงอาการโกรธจัดและตำหนินายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลอย่างรุนแรงผ่านทางโทรศัพท์ หลังจากอิสราเอลยกระดับการโจมตีในเลบานอน ซึ่งทรัมป์มองว่ากำลังเป็นอุปสรรคต่อการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

รายงานระบุว่า ทรัมป์ตะโกนใส่เนทันยาฮูด้วยถ้อยคำหยาบคายว่า "แกมันบ้าไปแล้ว! ถ้าไม่ใช่เพราะฉัน นายคงติดคุกไปแล้ว ฉันเป็นคนช่วยชีวิตแกไว้แท้ๆ แต่ตอนนี้ทุกคนเกลียดแกกันหมดแล้ว และทุกคนก็พลอยเกลียดอิสราเอลไปด้วยเพราะเรื่องนี้" (“You’re f***ing crazy. You’d be in prison if it weren’t for me. I’m saving your ass. Everybody hates you now. Everybody hates Israel because of this,” )

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังตั้งคำถามด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวว่า "แกกำลังทำบ้าอะไรอยู่?" (“What the f*** are you doing?”) โดยแสดงความกังวลว่าอิสราเอลใช้กำลังเกินกว่าเหตุ จนทำให้มีพลเรือนเสียชีวิตจำนวนมากและอาคารบ้านเรือนถูกทำลายราบคาบเพียงเพื่อสังหารผู้บัญชาการฮิซบอลเลาะห์เพียงไม่กี่คน

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ได้โพสต์ Truth Social ระบุว่า ว่าเขาได้ขอให้ เนทันยาฮู ยุติแผนการบุกถล่มกรุงเบรุตครั้งใหญ่ ซึ่งผู้นำอิสราเอลยอมถอยทัพกลับไป นอกจากนี้ทรัมป์ยังอ้างว่าเขาได้พูดคุยกับตัวแทนของฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งฝ่ายนั้นก็ตกลงที่จะหยุดยิงใส่กองกำลังอิสราเอลแล้ว

ด้านเลบานอนเปิดเผยว่ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้ยอมรับข้อเสนอของสหรัฐฯ ในการยุติการโจมตีอิสราเอล เพื่อแลกกับการที่อิสราเอลจะไม่โจมตีพื้นที่ชานเมืองตอนใต้ของกรุงเบรุต  เมืองหลวงของเลบานอน โดยสถานเอกอัครราชทูตเลบานอนประจำสหรัฐฯ ระบุว่าได้รับคำยืนยันอย่างเป็นทางการว่ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยอมรับข้อเสนอ "ยุติการโจมตีซึ่งกันและกัน" ของสหรัฐฯ แล้ว ขณะที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล ได้ยืนยันถึงข้อตกลงดังกล่าวเช่นกัน แต่ยังคงส่งคำเตือนอย่างแข็งกร้าวว่า การโจมตีในเบรุตจะดำเนินต่อไปหากฮิซบอลเลาะห์ยังไม่หยุดโจมตีเมืองและพลเรือนของอิสราเอล

ด้าน นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กอลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ในฐานะหัวหน้าทีมเจรจา ได้ส่งคำเตือนผ่านไปยังประธานรัฐสภาเลบานอนว่า หากอิสราเอลยังคงรุกรานเลบานอนต่อไป อิหร่านจะไม่เพียงแต่ยุติการเจรจากับสหรัฐฯ แต่จะเข้าสู่การเผชิญหน้ากับศัตรูโดยตรง

คำเตือนนี้เกิดขึ้นเนื่องจากร่างข้อตกลงที่อิหร่านกำลังเจรจากับสหรัฐฯ ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าต้องมีการยุติการสู้รบในเลบานอน

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังคงยืนยันว่าการเจรจากับอิหร่านยังคง "ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว  และว่าตนกำลังจะมีข้อตกลงขยายเวลาหยุดยิงกับอิหร่านออกไป และเปิดช่องแคบฮอร์มุซในสัปดาห์หน้า

ที่มา : Aljazeera/RT/BBC

      :https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1311279271160430/?rdid=fjyLFwtQWe1x7vY4#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top