Sunday, 26 July 2026
THE STATES TIMES TEAM

‘ปูติน–โตคาเยฟ’ ย้ำสัมพันธ์พิเศษ!! ชูสัมพันธ์รัสเซีย–คาซัคสถานแน่นแฟ้น การค้าไตรมาสแรกปี 2026 โตเกิน 9% ดันการค้าทะลุระดับสูงสุดใหม่ใกล้ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ‘โตคาเยฟ’ ลั่นเดินหน้าพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ต่อ

บนพื้นฐานของหลักการแห่งความเสมอภาค ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและคาซัคสถานกำลังเติบโตและพัฒนาอย่างมีพลวัต ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียกล่าวย้ำ

ปูตินระบุว่า ทั้งสองประเทศประสานความร่วมมือกันในทุกด้านของความสัมพันธ์ทวิภาคี
“เราทำงานร่วมกันในทุกมิติ” ปูตินกล่าวระหว่างการหารือ โดยเน้นย้ำถึงขอบเขตความร่วมมือที่ครอบคลุมอย่างกว้างขวาง

ประธานาธิบดีปูตินกล่าวว่า ขณะนี้มีชุดข้อตกลงความร่วมมือทวิภาคีจำนวนมากที่พร้อมสำหรับการลงนามแล้ว

การค้ารัสเซีย-คาซัคสถาน เพิ่มขึ้นกว่า 9% ในไตรมาสแรกของปี 2026

การค้าระหว่างรัสเซียกับคาซัคสถานเพิ่มขึ้นมากกว่า 9% ในไตรมาสแรกของปี 2026 ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน กล่าว
“เมื่อปีที่แล้ว มูลค่าการค้าอยู่ที่มากกว่า 28,000 ล้านดอลลาร์ และในปีนี้เพิ่มขึ้นมากกว่า 9% ในไตรมาสแรก” ปูตินกล่าว

หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างรัสเซียกับคาซัคสถานตั้งอยู่บนพื้นฐานของมิตรภาพ

นอกจากนี้ ปูตินยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของแถลงการณ์ร่วมที่กำหนดหลักการ 7 ประการแห่งมิตรภาพและความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี ซึ่งทั้งสองประเทศมีกำหนดจะรับรองร่วมกันในวันพฤหัสบดี

ในการหารือกับประธานาธิบดีคาสซิม-โจมาร์ต โตคาเยฟ ปูตินได้เน้นย้ำ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
ประการแรก มอสโกและอัสตานาได้เตรียมชุดข้อตกลงความร่วมมือจำนวนมากไว้สำหรับลงนาม
ประการที่สอง คาซัคสถานยังคงเป็นหนึ่งในคู่ค้ารายสำคัญที่สุดของรัสเซียและประการที่สาม ความร่วมมือของทั้งสองประเทศภายใต้สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (EAEU) ถือเป็นแบบอย่างของความร่วมมือระหว่างประเทศที่สร้างสรรค์

ยูริ อูชาคอฟ ผู้ช่วยประธานาธิบดีรัสเซีย กล่าวก่อนหน้านี้ว่า หลักการทั้ง 7 ประการครอบคลุมมิติสำคัญของความร่วมมือระหว่างรัสเซียกับคาซัคสถาน ไม่เพียงในระดับรัฐต่อรัฐ แต่ยังรวมถึงในระดับความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนด้วย

หลักการข้อแรกคือ ประวัติศาสตร์ร่วมกันและการมองทำความเข้าใจประวัติศาสตร์นั้นอย่างมีความรับผิดชอบ บนจิตวิญญาณแห่งมิตรภาพและความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี” อูชาคอฟกล่าว พร้อมเสริมว่า หลักการ

ข้อที่สองคือ ความพยายามร่วมกันในการส่งเสริมการบูรณาการยูเรเชีย และการสร้างพื้นที่ระดับภูมิภาคเพื่อความร่วมมือ ความมั่นคง และการเจรจา”

หลักการข้อที่สาม กำหนดให้พรมแดนที่ทั้งสองประเทศมีร่วมกันเป็น “พื้นที่แห่งความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีและความร่วมมือ
หลักการข้อที่สี่ มุ่งเน้นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ
และหลักการข้อที่ห้า ครอบคลุม “ความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรมในฐานะมรดกร่วม คุณค่าดั้งเดิม และความใกล้ชิดทางอารยธรรม”

“หลักการข้อที่หกคือ เยาวชน การแลกเปลี่ยนทางการศึกษา และความร่วมมือด้านกีฬา” อูชาคอฟกล่าวเสริม
“และสุดท้าย หลักการข้อที่เจ็ดคือ วิสัยทัศน์ร่วมกันต่ออนาคต” เขากล่าวสรุป

รัสเซียครองอันดับ 1 ด้านการลงทุนโดยตรงในเศรษฐกิจคาซัคสถาน

ประธานาธิบดีคาสซิม-โจมาร์ต โตคาเยฟ ของคาซัคสถานกล่าวว่า ขณะนี้รัสเซียเป็นผู้นำด้านการลงทุนโดยตรงในเศรษฐกิจคาซัคสถาน และอัสตานาจะเดินหน้าความร่วมมือในทิศทางนี้ต่อไป
“ปัจจุบัน รัสเซียเป็นผู้นำด้านการลงทุนโดยตรงในเศรษฐกิจของเรา คิดเป็น 29,000 ล้านดอลลาร์ และเราจะยังคงทำงานในทิศทางนี้ต่อไป” โตคาเยฟกล่าว

ประธานาธิบดีคาซัคสถานยังกล่าวว่า การค้าระหว่างคาซัคสถานกับรัสเซียกำลังเติบโต และจะไปแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 30,000 ล้านดอลลาร์ในไม่ช้า
“แม้สถานการณ์โลกจะท้าทาย ความร่วมมือของเรา โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ ยังคงพัฒนาอย่างประสบความสำเร็จ และมูลค่าการค้าก็กำลังเติบโต... มูลค่าการค้าระหว่างคาซัคสถานและรัสเซียกำลังแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ราว 30,000 ล้านดอลลาร์” โตคาเยฟกล่าวระหว่างการหารือกับประธานาธิบดีปูติน

ผู้นำคาซัคสถานยังกล่าวด้วยว่า ขณะนี้รัสเซียและคาซัคสถานมีโครงการร่วมกัน 177 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมราว 53,000 ล้านดอลลาร์

โตคาเยฟกล่าวเสริมว่า คาซัคสถานจะเดินหน้ากระชับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับรัสเซียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ประธานาธิบดีโตคาเยฟยังเน้นย้ำถึงความร่วมมือระหว่างอัสตานาและมอสโกว่า ทั้งสองเมืองหลวงประสานงานกันแทบทุกประเด็นระดับโลก
“เราปฏิสัมพันธ์และร่วมมือกันในเกือบทุกประเด็นระหว่างประเทศ” เขากล่าวระหว่างพบกับปูติน

ผู้นำคาซัคสถานยังกล่าวชื่นชมการเยือนอัสตานาของปูตินว่าเป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์พิเศษที่เชื่อมโยงทั้งสองประเทศเข้าด้วยกัน
“ผมถือว่าการเยือนครั้งนี้เป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์พิเศษระหว่างรัฐของเรา ในจิตวิญญาณของหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์และพันธมิตรอย่างรอบด้าน สำหรับคาซัคสถาน ความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรและใกล้ชิดกับรัสเซียมีความสำคัญสูงสุด” โตคาเยฟกล่าว

ผู้นำคาซัคสถานย้ำว่า ไม่ว่าสถานการณ์โลกจะผันผวนเพียงใด ทั้งสองประเทศยังคงเดินหน้าความร่วมมืออย่างเต็มกำลัง โดยเฉพาะความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่กำลังได้รับแรงส่งใหม่
“แม้สถานการณ์โลกจะยากลำบาก แต่ความร่วมมือของเรา โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ กำลังพัฒนาไปอย่างประสบความสำเร็จ และปริมาณการค้าก็กำลังเพิ่มขึ้น” โตคาเยฟกล่าว

ที่มา : Sputnik

29 พฤษภาคม ของทุกปี “วันสากลแห่งเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของสหประชาชาติ” วันแห่งการขอบคุณผู้เสียสละและกล้าหาญเพื่อสันติภาพของโลก รำลึกผู้ที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ สู่อนาคตที่ต้องปรับตัวและเข้มแข็งขึ้น

29 พฤษภาคม “วันสากลแห่งเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของสหประชาชาติ” วันแห่งการขอบคุณผู้เสียสละและกล้าหาญเพื่อสันติภาพของโลก

วันที่ 29 พฤษภาคมของทุกปี เป็น วันสากลแห่งเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของสหประชาชาติ หรือ International Day of United Nations Peacekeepers วันที่องค์การสหประชาชาติกำหนดขึ้นเพื่อยกย่องและขอบคุณเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน ผู้ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ขัดแย้งทั่วโลกด้วยความเสียสละ ความกล้าหาญ และความเป็นมืออาชีพ พร้อมทั้งรำลึกถึงผู้ที่สละชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ธงสหประชาชาติ

ที่มาของวันสำคัญนี้เริ่มจากการที่ สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ มีมติ 57/129 กำหนดให้วันที่ 29 พฤษภาคม เป็นวันสากลแห่งเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของสหประชาชาติ โดยเลือกวันนี้เพื่อระลึกถึงวันที่ในปี 1948 ซึ่งเป็นวันที่ภารกิจรักษาสันติภาพแรกของสหประชาชาติ คือ United Nations Truce Supervision Organization (UNTSO) เริ่มปฏิบัติการในปาเลสไตน์

ความสำคัญของวันดังกล่าวไม่ได้อยู่เพียงการจัดพิธีรำลึก แต่คือการย้ำให้โลกเห็นว่า เจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของสหประชาชาติทำงานอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก พวกเขาต้องเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่สงคราม พื้นที่เปราะบางหลังความขัดแย้ง หรือพื้นที่ที่สังคมกำลังบอบช้ำจากความรุนแรง เพื่อช่วยประคับประคองสถานการณ์ ปกป้องพลเรือน ลดความสูญเสีย และเปิดทางให้สังคมเหล่านั้นกลับไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

สหประชาชาติอธิบายว่า เจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพไม่ได้มีแค่ทหารติดอาวุธเท่านั้น แต่ยังรวมถึง ตำรวจและบุคลากรพลเรือน ที่ทำหน้าที่หลากหลาย ตั้งแต่การดูแลความมั่นคง สนับสนุนการหยุดยิง ช่วยจัดการเลือกตั้ง คุ้มครองสิทธิมนุษยชน ฟื้นฟูสถาบันของรัฐ ไปจนถึงช่วยเหลือชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากสงครามให้กลับมาตั้งหลักได้อีกครั้ง

เมื่อมองในภาพใหญ่ ภารกิจของเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพคือการทำงานในจุดที่โลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน พวกเขาต้องเผชิญทั้งอันตรายจากอาวุธ ความเสี่ยงทางการเมือง ความตึงเครียดทางชาติพันธุ์ และความเปราะบางของสังคมในพื้นที่จริง จึงไม่เกินเลยที่จะกล่าวว่า การปฏิบัติงานของคนกลุ่มนี้คือหนึ่งในรูปธรรมของการอุทิศตนเพื่อมนุษยชาติอย่างแท้จริง

อีกด้านหนึ่ง วันที่ 29 พฤษภาคมยังเป็นวันแห่งการรำลึกถึงเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ สหประชาชาติระบุว่า นับตั้งแต่ปี 1948 มีเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพเสียชีวิตในภารกิจแล้วมากกว่า 3,500 คน และในสารของเลขาธิการสหประชาชาติยังระบุว่า ตั้งแต่ปี 1948 เป็นต้นมา มีผู้ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ธงสหประชาชาติมาแล้วมากกว่า 2 ล้านคน ใน 71 ภารกิจ ทั่วโลก

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า การรักษาสันติภาพไม่ใช่แนวคิดเชิงอุดมคติที่สวยงามอย่างเดียว แต่เป็นงานจริงที่ต้องแลกด้วยความเสี่ยงและบางครั้งต้องแลกด้วยชีวิต เจ้าหน้าที่จำนวนมากต้องจากครอบครัวไปปฏิบัติงานในดินแดนห่างไกล เพื่อคุ้มครองชีวิตของผู้คนที่พวกเขาไม่เคยรู้จักมาก่อน นี่จึงเป็นเหตุผลที่วันสากลแห่งเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพถูกใช้ทั้งเพื่อ “ขอบคุณ” และเพื่อ “ระลึกถึง”

ในแต่ละปี สหประชาชาติยังใช้วันดังกล่าวเพื่อสื่อสารประเด็นร่วมสมัยของภารกิจรักษาสันติภาพด้วย สำหรับปี 2025 สหประชาชาติระบุธีมว่า “The Future of Peacekeeping” และ “Fit for the Future, Building Better Together” ซึ่งสะท้อนว่าภารกิจรักษาสันติภาพในอนาคตจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับความท้าทายรูปแบบใหม่ ทั้งสงครามที่ซับซ้อนขึ้น ภัยคุกคามข้ามชาติ เทคโนโลยี และความคาดหวังของประชาคมโลกที่เปลี่ยนไป

สำหรับสังคมโลก วันที่ 29 พฤษภาคมจึงไม่ใช่เพียงวันพิธีการขององค์การระหว่างประเทศ แต่เป็นวันที่เตือนให้มนุษย์ตระหนักว่า “สันติภาพ” ไม่ได้เกิดขึ้นเอง และไม่ได้คงอยู่ได้ด้วยถ้อยคำเพียงอย่างเดียว หากต้องอาศัยผู้คนจำนวนมากที่พร้อมทำงานอยู่ในแนวหน้า ท่ามกลางความเสี่ยง ความเหน็ดเหนื่อย และความไม่แน่นอน เพื่อปกป้องชีวิตของผู้อื่นและช่วยประคองโลกให้ไม่ถลำสู่ความรุนแรงมากไปกว่านี้.

ดังนั้น 29 พฤษภาคม วันสากลแห่งเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของสหประชาชาติ จึงเป็นวันที่ควรค่าแก่การรำลึกอย่างยิ่ง เพราะเป็นวันแห่งการขอบคุณผู้ที่อุทิศตนด้วยความกล้าหาญในภารกิจเพื่อสันติภาพ และเป็นวันที่โลกต้องไม่ลืมว่า เบื้องหลังคำว่า “สันติภาพ” ยังมีเจ้าหน้าที่อีกจำนวนมากที่กำลังทำงานอย่างเสียสละอยู่ในพื้นที่อันตรายทั่วโลกทุกวัน

ที่มา : https://www.un.org/en/observances/peacekeepers-day?

“MOSH” ดันเครื่องเขียน!! เปิดตัว 'ปอนด์-ภูวินทร์' เสริมพลังบวกผ่านแบรนด์ ขยายฐานลูกค้าใหม่ทั่วเอเชีย หนุนผลประกอบการไตรมาส 2 โตต่อเนื่อง


“MOSHI” เปิดตัว ‘ปอนด์-ภูวินทร์’ กับบทบาท Friend of Moshi Moshi

ชูคอนเซปต์ ‘Moshi Moshi School of Friendship’ ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์

หนุนผลประกอบการไตรมาส 2 ให้โตต่อเนื่อง

‘บมจ. โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น’ หรือ MOSHI เดินเกมรุกตลาดค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์ในปี 2569 เปิดตัว Friend of Moshi Moshi ในกลุ่มสินค้าเครื่องเขียน (Stationery) เป็นครั้งแรก คว้าตัวคู่ศิลปินนักแสดงชายชื่อดัง ‘คุณปอนด์-ณราวิชญ์ เลิศรัตน์โกสุมภ์’ และ ‘คุณภูวินทร์ ตั้งศักดิ์ยืน’ หรือ ‘ปอนด์-ภูวินทร์’ จากสังกัดจีเอ็มเอ็มทีวี (GMMTV) ที่มีความสามารถรอบด้าน มาร่วมส่งต่อพลังบวกและสร้างแรงบันดาลใจ ผ่านภาพลักษณ์ที่สดใส เป็นธรรมชาติ และฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นทั้งในไทยและต่างประเทศ จากผลงานซีรีส์ล่าสุดที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามเรื่อง ‘มีสติหน่อยคุณธีร์ Me and Thee’

นางสาวบุณยวีร์ บุญสงเคราะห์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์ธุรกิจและปฏิบัติการ บริษัท โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (บริษัทฯ) หรือ MOSHI ผู้นำในธุรกิจร้านค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์รายใหญ่ของประเทศไทย เปิดเผยว่า กลยุทธ์สำคัญในปี 2569 บริษัทฯ ต้องการตอกย้ำและปลุกกระแสความนิยมในกลุ่มสินค้าเครื่องเขียน ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าหัวใจหลักของ MOSHI ให้คึกคักและมีสีสันมากยิ่งขึ้น โดยแนวคิดหลักในครั้งนี้บริษัทฯ ตั้งใจชู ‘พลังคู่ (Partner)’ ของ ‘ปอนด์-ภูวินทร์’ เนื่องจากทั้งสองคนมีเคมีที่เข้ากันได้อย่างลงตัว และความน่ารักของทั้งคู่เวลาอยู่ด้วยกัน สิ่งนี้เป็นประกายความสุขที่จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจและดึงดูดใจผู้บริโภค เรียกว่ามีความแตกต่างแต่เข้าถึงง่าย ซึ่งตรงกับ DNA ของแบรนด์ การจับคู่ในแคมเปญนี้จึงเป็นคำตอบที่สมบูรณ์แบบที่สุดในการบอกเล่าเรื่องราวความน่ารักของเครื่องเขียน Moshi Moshi เพื่อเป็นประกายความสุขที่ดึงดูดใจผู้บริโภค

การร่วมงานครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การตลาดในการขยายฐานลูกค้าได้อย่างตรงจุด จากเดิมที่ MOSHI มีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งในกลุ่มนักเรียนและนักศึกษาอยู่แล้ว แต่ด้วยคาแรกเตอร์และพลังขับเคลื่อนของศิลปินทั้งสองจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์แบรนด์ให้มีความสากลมากยิ่งขึ้น ผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ 1.) การขยายฐานลูกค้าใหม่ มุ่งเน้นไปที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ (Younger Generation) 2.) การสร้าง Brand Awareness ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มแฟนคลับที่มีฐานผู้ติดตามในระดับเอเชียค่อนข้างสูง อาทิ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย เป็นต้น 3.) การสร้าง Engagement ร่วมกับผู้บริโภค ผ่านผลิตภัณฑ์ กิจกรรมตลาด และการสื่อสารบนโซเชียลมีเดีย (Social Media Communication) ทั้งหมดนี้ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับผลประกอบการในไตรมาส 2/2569 มากยิ่งขึ้น

สำหรับสินค้ากลุ่มเครื่องเขียนของ MOSHI ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของทุกกลุ่มเป้าหมายได้อย่างลงตัว ด้วยดีไซน์ที่สวยงามและฟังก์ชันที่ครบครัน มีตั้งแต่ไอเทมพื้นฐาน เช่น สมุด ปากกา ดินสอ ไปจนถึงไอเทมไลฟ์สไตล์สุดฮิตอย่าง เฟรมการ์ด ซึ่งคาดว่าจะสามารถสร้างกระแสตอบรับที่ดีในกลุ่มเป้าหมายใหม่ได้อย่างแน่นอน นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ถ่ายทอดความพิเศษผ่าน Brand Film ภายใต้คอนเซปต์ ‘Moshi Moshi School of Friendship’ ที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความสดใส ผ่านการเล่าเรื่อง (Storytelling) ที่จะย้อนเวลากลับไปสู่วัยเรียนที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของความสนุกสนาน ความฟิน และความทรงจำดีๆ ผ่านไอเทมเครื่องเขียนสุดน่ารัก โดยดึงเคมีที่เป็นธรรมชาติของปอนด์และภูวินทร์ มาถ่ายทอดผ่านเนื้อหาและกิจกรรมต่างๆ ที่มีการร้อยเรียงเรื่องราวและกิมมิกที่ล้อไปกับซีรีส์ที่แฟนๆ ประทับใจ เพื่อเปลี่ยนการซื้อเครื่องเขียนธรรมดาให้กลายเป็นโมเมนต์ที่เต็มไปด้วยความสุข ความคิดถึง และความอบอุ่นหัวใจ โดยจัดเต็มเป็นเรื่องราวให้แฟนๆ ได้ติดตามกัน ซึ่งแต่ละตอนจะมีกิมมิกและความฟินที่แตกต่างกันออกไป ชวนให้อมยิ้มและคิดถึงรักแรกในวัยเรียน

“เราตั้งใจทำให้ Moshi Moshi เป็นแบรนด์เครื่องเขียนอันดับหนึ่งที่ครองใจลูกค้าและแฟนๆ อย่างยั่งยืนด้วยการสร้าง ‘Brand Love’ ผ่านเรื่องราวและความผูกพันในแคมเปญนี้ จะช่วยให้แบรนด์เข้าไปนั่งในใจของผู้บริโภค ทั้งกลุ่มลูกค้าเดิมที่เป็นนักเรียน-นักศึกษา รวมถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่อย่าง First Jobber และแฟนคลับต่างประเทศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะสะท้อนกลับมาเป็นความสำเร็จในเชิงธุรกิจ ช่วยผลักดันให้ยอดขายเติบโตอย่างแข็งแกร่ง พร้อมตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดสินค้าไลฟ์สไตล์อย่างแท้จริง” นางสาวบุณยวีร์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ เตรียมกิจกรรมสุดฟินที่จะมาแจกความสดใส และสร้างความสนุกสนานให้แฟนๆ และลูกค้าของ Moshi Moshi จึงอยากเชิญชวนให้ผู้ที่สนใจปักหมุดรอติดตามแคมเปญใหญ่ในครั้งนี้ โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Fanpage Moshi Moshi: https://www.facebook.com/moshimoshi.jp

“จีน” ไฟเขียวส่งเมล็ดกาแฟ!! จีนอนุญาตส่งออกจาก 53 ประเทศ เริ่ม 20 ก.ค. 2569 เน้นแอฟริกาเป็นตลาดใหม่ เร่งเปิดทางการค้าเกษตร

จีนไฟเขียว 'เมล็ดกาแฟ' จาก 53 ประเทศในแอฟริกา ส่งออกสู่ตลาดจีน

สำนักบริหารศุลกากรทั่วไปของจีนประกาศว่าจีนจะอนุญาตให้เมล็ดกาแฟที่ผ่านเกณฑ์จาก 53 ประเทศในแอฟริกาที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน เข้าสู่ตลาดจีนได้ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค. 2026 เป็นต้นไป โดยเมล็ดกาแฟ ซึ่งเป็นผลผลิตการเกษตรที่มีเอกลักษณ์และเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจของหลายประเทศในแอฟริกา เป็นสินค้าเกษตรประเภทที่ 2 ของแอฟริกาที่ได้รับอนุญาตให้เข้าสู่ตลาดจีนอย่างเต็มรูปแบบภายใต้มาตรการกักกันโรค ต่อจากพริกแห้ง

สำนักบริหารฯ เผยว่าประเทศในแอฟริกาหลายแห่ง ซึ่งรวมถึงเอธิโอเปียและบุรุนดี ได้รับการอนุมัติให้ส่งออกเมล็ดกาแฟไปยังจีนแล้ว ขณะที่ประเทศอื่นๆ เช่น มอริเชียส แองโกลา โตโก กินี ไลบีเรีย และเซาตูเมและปรินซิปีได้ยื่นคำขอส่งออกแล้ว

หลังจากประเมินระบบการผลิตเมล็ดกาแฟและกรอบงานควบคุมความเสี่ยงจากศัตรูพืชในแอฟริกาอย่างรอบด้านแล้ว สำนักบริหารฯ ได้ออกข้อกำหนดด้านสุขอนามัยพืชที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยยกเลิกแนวปฏิบัติเดิมที่ต้องเจรจาข้อตกลงกักกันทวิภาคีแยกต่างหากกับแต่ละประเทศผู้ยื่นคำขอส่งออก และปรับปรุงขั้นตอนการเข้าถึงให้คล่องตัวยิ่งขึ้น

กลุ่มคนวงในอุตสาหกรรมระบุว่าการเข้าถึงตลาดอย่างเต็มรูปแบบภายใต้มาตรการกักกันโรค ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการยกเว้นจากการตรวจสอบที่ชายแดน เนื่องจากสินค้าทุกรายการต้องเป็นไปตามข้อกำหนดที่ระบุไว้ในประกาศของสำนักบริหารฯ ฉบับที่ 68 ปี 2026 อีกทั้งสำนักบริหารฯ จะยังคงดำเนินการตามมาตรการ "ช่องทางสีเขียว" เพื่อนำสินค้าเกษตรและอาหารที่มีคุณภาพสูงและปลอดภัยจากแอฟริกาเข้าสู่ตลาดจีนมากขึ้น

ที่มา : Xinhua

‘สีหศักดิ์’ พบ ‘หวัง อี้’ !! ไทย–จีน ชูพหุภาคีนิยมกลางเวทีนิวยอร์ก เดินหน้าเสริมบทบาทยูเอ็นและธรรมาภิบาลโลก ย้ำจีนพร้อมแสดงบทบาทสร้างสรรค์ หนุนไทย–กัมพูชาแก้ข้อพิพาทชายแดนด้วยสันติวิธี

นายหวัง อี้ พบปะกับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ตามเวลาท้องถิ่น นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้พบปะกับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ที่นครนิวยอร์ก นอกรอบการประชุมระดับสูงของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

นายหวัง อี้ กล่าวขอบคุณนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ที่เข้าร่วมการประชุมระดับสูงครั้งนี้เป็นการเฉพาะ โดยระบุว่า ทั้งจีนและไทยต่างเป็นผู้ปกป้องและผู้ปฏิบัติพหุภาคีนิยม และเป็นผู้มีส่วนร่วมและผู้ได้รับประโยชน์จากระบบธรรมาภิบาลโลก ฝ่ายไทยได้เสนอ “การทูตไทย 2.0” ที่มียุทธศาสตร์ มองการณ์ไกล และยั่งยืนยิ่งขึ้น และฝ่ายจีนยินดีที่ฝ่ายไทยมีบทบาทมากขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ ร่วมกันมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูและเสริมสร้างบทบาทของสหประชาชาติ ส่งเสริมการปฏิรูปและปรับปรุงระบบธรรมาภิบาลโลก และทำคุณูปการต่อสันติภาพและการพัฒนาของมนุษยชาติ ฝ่ายจีนชื่นชมฝ่ายไทยยึดมั่นในหลักการจีนเดียว และยินดีที่จะเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนระดับสูงกับฝ่ายไทย เพื่อกระชับความสัมพันธ์ “จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งสองฝ่ายควรเร่งจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์จีน-ไทยฉบับใหม่ วางแผนความร่วมมืออย่างครอบคลุมในด้านต่างๆ และผลักดันให้การสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันได้เกิดความสำเร็จใหม่ๆ ฝ่ายจีนสนับสนุนฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชายึดมั่นในการเจรจาและปรึกหารือ เสริมสร้างความมั่นคงของการหยุดยิง ฟื้นฟูความไว้วางใจซึ่งกันและกันอย่างเป็นขั้นตอน และแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ ฝ่ายจีนยินดีที่จะแสดงบทบาทเชิงสร้างสรรค์ต่อไป

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว กล่าวว่า ฝ่ายจีนริเริ่มจัดการประชุมระดับสูงครั้งนี้ เป็นสิ่งที่เหมาะสมกับสถานการณ์ สถานการณ์อิหร่านไม่เพียงส่งผลกระทบต่อตะวันออกกลางเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วย โลกต้องการกฎเกณฑ์ ไม่ใช่เอกภาคีนิยม และการร่วมกันปกป้องอำนาจของสหประชาชาติเป็นสิ่งที่เร่งด่วนอย่างยิ่งในขณะนี้ ฝ่ายไทยยึดมั่นในนโยบายจีนเดียวโดยตลอด และยินดีที่จะกระชับการแลกเปลี่ยนระดับสูงกับฝ่ายจีน เสริมสร้างความร่วมมือในด้านต่างๆ และส่งเสริมการสร้างประชาคมไทย-จีนที่มีอนาคตร่วมกันให้ลึกซึ้งและเป็นรูปธรรมยึ่งขึ้น ฝ่ายไทยชื่นชมความพยายามของจีนในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทไทย-กัมพูชา และจะยังคงรักษาการเจรจาและการสื่อสารกับฝ่ายกัมพูชาต่อไป เพื่อบรรลุสันติภาพและเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดน

ที่มา : https://www.facebook.com/100064440681953/posts/1409799971178012/?rdid=CsOIBSfkOP339eu1#

‘เอกนัฏ’ สั่งลุยสุดซอย!! กระทรวงพลังงานบุกคลังน้ำมันสมุทรปราการ อายัดไบโอดีเซลปลอมปน 5.2 ล้านลิตร ขยายผลเครือข่ายคลังน้ำมันข้ามจังหวัด จ่อคดีอาญา–ส่ง DSI หากเข้าข่าย

“เอกนัฏ” ส่ง “ทีมสุดซอย” อายัดน้ำมันไบโอดีเซล ปลอมปน 5.2 ล้านลิตร ส่ง CIB ดำเนินคดีคลังน้ำมันสมุทรปราการ เชื่อมโยงคลังน้ำมันอ่างทอง  ย้ำพบทำผิดกฎหมาย จัดการขั้นเด็ดขาดทุกราย

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มอบหมาย น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อการปฏิรูปพลังงาน (ทีมสุดซอย กระทรวงพลังงาน) พร้อมด้วย พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินทรขาว ที่ปรึกษาคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า พ.ต.อ.ธนาทัศน์ ศรีพิพฒน์ ผกก. 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พลังงานจังหวัดสมุทรปราการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ คลังน้ำมันของบริษัท ทริปเปิลเอสปิโตรเลียม จำกัด ตั้งอยู่ที่ ต.ท้ายบ้าน อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ  หลังจากผลทดสอบคุณภาพน้ำมันไบโอดีเซลมีลักษณะและคุณภาพไม่เป็นไปตามที่กรมธุรกิจพลังงานประกาศกำหนด  

น.ส.ฐิติภัสร์ กล่าวว่า  สืบเนื่องจากการลงพื้นที่ขยายผลตรวจสอบคลังน้ำมันทั่วประเทศของชุดปฏิบัติการสุดซอยเมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบการประกอบกิจการคลังน้ำมันและเก็บตัวอย่างไบโอดีเซล (B100) จำนวน 5 ตัวอย่าง จากถังเก็บน้ำมัน จำนวน 5 ถัง ของบริษัท ทริปเปิลเอสปิโตรเลียม จำกัด ซึ่งมีปริมาณน้ำมันที่อยู่ในถังขณะจัดเก็บทั้งหมด รวม 5,226,214 ลิตร เพื่อทำการตรวจสอบคุณภาพว่ามีลักษณะและคุณภาพตามที่กรมธุรกิจพลังงานประกาศกำหนดหรือไม่ 

.

โดย ผลทดสอบคุณภาพตัวอย่างไบโอดีเซล จำนวน 5 ตัวอย่าง ของบริษัทดังกล่าว พบมีลักษณะและคุณภาพไม่เป็นไปตามที่กรมธุรกิจพลังงานประกาศกำหนด เข้าข่าย ไม่ปฏิบัติตาม มาตรา 25 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 อีกทั้งมีปริมาณครอบครองตั้งแต่ 200 ลิตรขึ้นไป โดยมีบทกำหนดโทษตาม มาตรา 49 วรรคสอง ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

โดย น.ส.ฐิติภัสร์ กล่าวว่า ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นอกจากเจ้าหน้าที่มายึดอายัดน้ำมันไบโอดีเซลที่ไม่ได้มาตรฐานทั้งหมดแล้ว พลังงานจังหวัดสมุทรปราการยังได้แจ้งความดำเนินคดีอาญากับบริษัทและกรรมการบริษัท กับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) หรือ ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เพื่อตรวจสอบขยายผล หากเข้าข่ายเป็นคดีพิเศษ จะส่งให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ดำเนินคดีเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่า บริษัท ทริปเปิลเอสปิโตรเลียม จำกัด มีความเชื่อมโยงกับ บริษัท ทริลเลียนออยล์ จำกัด จ.อ่างทอง และในขณะนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนดำเนินคดีกับ บริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง

“ตามนโยบายของ นายเอกนัฏ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มอบทีมสุดซอยตรวจสอบทุกคลังน้ำมัน หากพบการกระทำผิดกฎหมายให้ดำเนินคดีอย่างเคร่งครัด เพื่อจัดการเครือข่ายและผู้อยู่เบื้องหลังการกักตุน เก็งกำไร ลักลอบปลอมปนน้ำมันอย่างเด็ดขาด”น.ส.ฐิติภัสร์ กล่าว

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

“นี่ไม่ใช่กีฬาหมู่บ้าน หรือกีฬาโรงเรียน ตะกร้อจะโตในระดับโลก ต้องมืออาชีพและเคารพกติกา”

“นี่ไม่ใช่กีฬาหมู่บ้าน หรือกีฬาโรงเรียน ตะกร้อจะโตในระดับโลก ต้องมืออาชีพและเคารพกติกา”

ดาโต๊ะ อับดุล ฮาลิบ สุไลมาน

รองประธานสมคมเซปักตะกร้อมาเลเซีย (PSM)

ที่มา : https://www.facebook.com/100044275247263/posts/1534252998060527/?rdid=0PmXSHVyshVyLt2B#

“แคนตันทาวเวอร์” จัดงสนท่องเที่ยว กว่างโจวเจ้าภาพหลัก เปิดไฟร่วมหอคอยโลก 18 แห่ง จัดแสดงวัฒนธรรมหลิงหนาน เสริมท่องเที่ยวครบวงจรคุณภาพสูง

"แคนตันทาวเวอร์" พลิกบทบาทจากแลนด์มาร์กของกว่างโจว สู่เวทีระดับชาติ จัดงานวันท่องเที่ยวจีน ปี 2569 อย่างยิ่งใหญ่

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 วันท่องเที่ยวจีน (China Tourism Day) ครั้งที่ 16 ได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในเขตท่องเที่ยวแคนตันทาวเวอร์ (Canton Tower Tourism Area) ภายใต้การบริหารของ Guangzhou City Construction Investment Group โดยนับตั้งแต่มีการจัดงานดังกล่าวในปี 2554 นับเป็นครั้งแรกที่นครกว่างโจวได้รับเกียรติให้เป็นเมืองเจ้าภาพหลักของงานนี้

ในโอกาสสำคัญนี้ Guangzhou City Construction Investment Group ได้เชิญหอคอยสมาชิก 18 แห่งของสหพันธ์หอคอยโลก (WFGT) รวมถึงหอวิทยุและโทรทัศน์กลาง กรุงปักกิ่ง, หอไข่มุกตะวันออก นครเซี่ยงไฮ้ และ Willis Tower/Skydeck Chicago สหรัฐอเมริกา มาร่วมเปิดไฟพร้อมกันในพิธีเปิดงาน นอกจากนี้ ยังจัดการแสดงโดรนสุดตระการตาจำนวน 5,190 ลำ ประดับท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือนครกว่างโจวอย่างสว่างไสวสวยงาม

การที่เทศกาลท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับชาติครั้งนี้จัดขึ้น ณ นครกว่างโจว สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับในศักยภาพและสถานะของเมือง ขณะเดียวกันยังเป็นการยกย่องความมุ่งมั่นและความทุ่มเทอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าทศวรรษของ Guangzhou City Construction Investment Group ในการพัฒนาและยกระดับนครกว่างโจวอย่างไม่หยุดยั้ง

กิจกรรมตื่นตาตื่นใจสามรูปแบบ เติมชีวิตชีวาให้กับเมือง

ในระหว่างวันที่ 19-31 พฤษภาคม Guangzhou City Construction Investment Group ได้รังสรรค์ประสบการณ์หลากหลายรูปแบบทั้งสำหรับประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือน โดยครอบคลุมทั้งความงดงามทางทัศนียภาพ กิจกรรมที่เปิดให้มีส่วนร่วม และอาหารอันหลากหลาย ภายใต้แนวคิด "เพลิดเพลินกับการท่องเที่ยวคุณภาพสูง สำรวจภูมิทัศน์อันงดงาม"

นิทรรศการสมบัติทางวัฒนธรรมหลิงหนาน สะท้อนมรดกภูมิปัญญาอันทรงคุณค่า

มีการจัดแสดงมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมจำนวน 37 รายการ พร้อมผลงานชิ้นเอก 102 ชิ้น อาทิ เครื่องเคลือบกวางตุ้ง งานปักผ้ากวางตุ้ง ผ้าไหมกวางตุ้ง และงานแกะสลักงาช้าง อีกทั้งยังมีผู้สืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติจำนวน 13 ท่านมาร่วมสาธิตงานหัตถศิลป์อย่างใกล้ชิด เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาดั้งเดิมให้คงอยู่สืบไป

เทศกาลอาหาร Greater Bay Area

ภายในงานมีการจัดบูธอาหารจำนวน 59 บูธ กระจายอยู่ตลอดถนนสามสายหลัก พร้อมด้วยการแสดงสดดนตรีป๊อปฮ่องกงและคอนเสิร์ตต่อเนื่องตลอด 6 คืน รวมถึงโซนกิจกรรมอินเทอร์แอคทีฟ "One Thought of Dunhuang" และตลาดสินค้าสร้างสรรค์เชิงวัฒนธรรม ซึ่งเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมกิจกรรมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ถ่ายทอดเสน่ห์ของนครแห่งอาหารที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ณ บริเวณเขตท่องเที่ยวแคนตันทาวเวอร์

มอบสิทธิพิเศษทั่วเมือง เพลิดเพลินกับการท่องเที่ยวคุณภาพสูง

เขตท่องเที่ยวแคนตันทาวเวอร์ เรือสำราญล่องแม่น้ำเพิร์ล โรงละครแคนตันทาวเวอร์ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำกว่างโจวโอเชียนเวิลด์ อุทยานวัฒนธรรมหลิงหนานอิมเพรสชัน ตลอดจนโรงแรม Mountain Villa, Hotel Indigo และ China Mayors Plaza รวมถึงศูนย์การประชุม Yuexiu International Convention Center และสถานที่สำคัญอีกหลายแห่ง ได้ผนึกกำลังร่วมกันนำเสนอแพ็กเกจการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อมอบสิทธิประโยชน์และประสบการณ์อันคุ้มค่าแก่ผู้มาเยือนนับหมื่นคน

เสริมสร้างความเข้มแข็งและความเชื่อมั่น ยกระดับจาก "การบริหารหอคอย" สู่ "การบริหารเมือง"

การที่แคนตันทาวเวอร์ก้าวขึ้นมาเป็นเวทีระดับชาติได้อย่างสง่างามในวันนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เป็นผลลัพธ์จากวิสัยทัศน์อันแน่วแน่และการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าทศวรรษของ Guangzhou City Construction Investment Group ในการพัฒนาและยกระดับเมืองอย่างต่อเนื่อง

Guangzhou City Construction Investment Group บูรณาการพื้นที่ทั้งหมดให้เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยไม่ได้มองแคนตันทาวเวอร์เป็นเพียงแหล่งท่องเที่ยวแบบแยกส่วน แต่กำหนดให้เป็นแกนกลางสำคัญของเมือง เพื่อทำหน้าที่เชื่อมโยงพื้นที่สาธารณะและพื้นที่เชิงพาณิชย์ทั่วเมืองเข้าด้วยกัน ก่อเกิดเป็นเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับภูมิภาคที่ครอบคลุมทั้ง "หอคอย แม่น้ำ สะพาน เมือง เกาะ และสวนสาธารณะ" อันประกอบด้วยจัตุรัสหัวเฉิง เกาะไห่ซินซา อุทยานวัฒนธรรมหลิงหนานอิมเพรสชัน พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำกว่างโจวโอเชียนเวิลด์ และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอื่น ๆ โดยแลนด์มาร์กเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางที่กระจัดกระจาย แต่ถูกร้อยเรียงกันเสมือน "สร้อยคอไข่มุก" อันงดงาม

ตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา ตัวชี้วัดการดำเนินงานที่สำคัญของแคนตันทาวเวอร์มีการเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจ โดยมีจำนวนผู้เยี่ยมชมต่อปีสม่ำเสมอที่ระดับ 2.5 ล้านคน อย่างไรก็ดี Guangzhou City Construction Investment Group มิได้มุ่งเน้นการแสวงหาผลประโยชน์ในระยะสั้น แต่ได้นำกำไรกลับมาลงทุนพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากจุดเริ่มต้นของหอชมวิวเพียงแห่งเดียว ได้ยกระดับสู่การเป็นระบบนิเวศด้านวัฒนธรรม การค้า และการท่องเที่ยวแบบครบวงจรในปัจจุบัน โดยทุกก้าวของการพัฒนาล้วนสะท้อนถึงการสั่งสมเชิงยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบและต่อเนื่องในระยะยาว

นอกจากนี้ Guangzhou City Construction Investment Group ยังได้ขยายศักยภาพครอบคลุมระบบนิเวศการท่องเที่ยวแบบครบวงจร โดยเรือสำราญล่องแม่น้ำเพิร์ลของแคนตันทาวเวอร์ได้ขยายการดำเนินงานไปยังเมืองชิงหยวนและจ้านเจียง ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์เชิงวัฒนธรรม กิจกรรม และการแสดงสดต่าง ๆ ก็กำลังได้รับการพัฒนาให้เป็นสินทรัพย์ที่สามารถส่งออกได้ในเชิงพาณิชย์ สิ่งที่ Guangzhou City Construction Investment Group กำลังสร้างขึ้นคือ ฉากทัศน์การใช้ชีวิตในเมืองแบบ "4 in 1" ที่ผสานศิลปวัฒนธรรม การใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว การเที่ยวชมเมือง และการพบปะทางสังคมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน จากจุดเริ่มต้นของหอคอยเพียงแห่งเดียว สู่การยกระดับเป็นระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงทั้งเมืองอย่างสมบูรณ์

แนวคิดและการดำเนินงานดังกล่าวได้ผลักดันให้แคนตันทาวเวอร์ก้าวกระโดดจากการเป็น "แลนด์มาร์กสำคัญ" ไปสู่ "ตัวชี้วัดด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม" และยกระดับสู่การเป็น "เวทีระดับชาติ" อย่างแท้จริงในปัจจุบัน

อนาคตที่สดใสยิ่งขึ้น ภายใต้กลยุทธ์ "New Life" เมืองแห่งความสุข

"เวทีระดับชาติ" ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของการพัฒนา ในอนาคต Guangzhou City Construction Investment Group จะเดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ "New Life" อย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น เพื่อปลดล็อกมูลค่าเพิ่มจากสินทรัพย์ที่มีอยู่ พร้อมสร้างสรรค์รูปแบบการบริโภคและผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีศักยภาพในการแข่งขัน ตลอดจนยกระดับพอร์ตการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมให้แข็งแกร่งและครบวงจรมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการยกระดับระบบนิเวศ "Culture & Tourism+" ให้เป็นกลไกใหม่ในการขับเคลื่อนการบริโภคระดับภูมิภาค โดยขยายจากโครงการเดี่ยวไปสู่การบูรณาการทรัพยากรและการสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างครอบคลุม พร้อมทั้งเปลี่ยนกระแสนักท่องเที่ยวจากแลนด์มาร์กให้ต่อยอดไปสู่การบริโภคในหลากหลายรูปแบบ ครอบคลุมทั้งการค้าปลีก เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ (Low-altitude economy) อสังหาริมทรัพย์ และสุขภาพ ตลอดจนผลักดันรูปแบบใหม่ของการผสานวัฒนธรรม การค้า การท่องเที่ยว กีฬา และนิทรรศการเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ

ขณะเดียวกัน ยังมีการดำเนินการเพื่อเปลี่ยนพื้นที่ริมแม่น้ำเพิร์ลให้กลายเป็นแกนกลางที่เชื่อมโยงวิถีชีวิตของเมือง โดยมีแคนตันทาวเวอร์เป็นศูนย์กลางในการบูรณาการทรัพยากรด้านวัฒนธรรม การค้า การท่องเที่ยว และนิทรรศการทั้งสองฝั่งแม่น้ำ เติมเต็มด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น นิทรรศการศิลปะ พื้นที่สาธารณะสำหรับพบปะพูดคุย กิจกรรมนันทนาการสำหรับครอบครัว และเศรษฐกิจยามค่ำคืน เพื่อยกระดับพื้นที่ริมน้ำให้กลายเป็น "เส้นเลือดใหญ่" ที่หล่อเลี้ยงทั่วเมือง เปิดโอกาสให้ผู้คนเข้ามาเยี่ยมชม พักผ่อน และจับจ่ายใช้สอย อันนำไปสู่การพัฒนาระบบนิเวศการบริโภครูปแบบใหม่อย่างยั่งยืน

เพื่อเปลี่ยนจาก "การตามกระแส" ไปสู่ "การสร้างกระแส" City Salon ระดับโลก ได้มีการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างประเทศ การประชุมสุดยอดระดับนานาชาติ และเวทีเสวนาระดับโลกด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม เพื่อรวบรวมทรัพยากรระดับโลกและผลงานชั้นนำจากนานาประเทศ โดยใช้สถานที่สำคัญ อาทิ แคนตันทาวเวอร์ เกาะไห่ซินซา และศูนย์การประชุม Yuexiu International Conference Center เป็นเวทีในการถ่ายทอดเรื่องราวของนครกว่างโจวและประเทศจีนอย่างทรงพลัง

จากหอคอยเพียงแห่งเดียวสู่ทั่วทั้งเมือง จากแลนด์มาร์กของเมืองสู่เวทีระดับชาติ จากนี้ไป Guangzhou City Construction Investment Group จะยังคงจับมือกับนักท่องเที่ยวนับล้านคน เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ภูมิทัศน์อันงดงาม และขับเคลื่อนอนาคตอันรุ่งโรจน์ไปด้วยกัน

ที่มา: เขตท่องเที่ยวแคนตันทาวเวอร์

“จีน” เมินสาร ‘ทากาอิจิ’!! สะท้อนรอยร้าว ปักกิ่ง–โตเกียว ปมไต้หวันและญี่ปุ่นหวนเสริมกำลังทหาร ปักกิ่งเลี่ยงรับสารทากาอิจิ ขณะรายงานสีจิ้นผิงฉุนหนักถึงทรัมป์

Nikkei Asia ออกบทวิเคราะห์ “จีนเมินสารแสดงความเสียใจของทากาอิจิ เหตุเหมืองถ่านหินระเบิด

สี จิ้นผิง ฉุนทรัมป์ ปมญี่ปุ่น “หวนติดอาวุธ” ภายใต้รัฐบาลทากาอิจิ ถูกปิดเงียบ

ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีนกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังเกิดความเคลื่อนไหวทางการทูตหลายด้านภายหลังการพบกันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่งเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โดยจุดที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือท่าทีของจีนต่อคำแสดงความเสียใจจากนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซานาเอะ ทากาอิจิ ต่อเหตุระเบิดเหมืองถ่านหินในมณฑลซานซี ซึ่งคร่าชีวิตคนงานจำนวนมากและถูกมองว่าเป็นอุบัติเหตุเหมืองร้ายแรงที่สุดของจีนในรอบ 17 ปี

ทากาอิจิส่งสารแสดงความเสียใจถึงสี จิ้นผิง และนายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม โดยระบุว่าขอแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิตและครอบครัว พร้อมอวยพรให้ผู้บาดเจ็บฟื้นตัวโดยเร็ว และหวังว่าจะสามารถช่วยเหลือผู้ประสบเหตุได้มากที่สุด ข้อความดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์สถานทูตญี่ปุ่นในกรุงปักกิ่ง รวมถึงสถานกงสุลญี่ปุ่นทั่วจีน และทากาอิจิยังโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X เป็นภาษาญี่ปุ่น อังกฤษ และจีนเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนไม่ได้ประกาศรับสารแสดงความเสียใจดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ขณะที่สื่อหลักของจีนก็ไม่ได้รายงานเรื่องนี้ ทำให้ถูกมองว่าปักกิ่งจงใจเพิกเฉยต่อท่าทีจากผู้นำญี่ปุ่น

รายงานระบุว่า หน่วยงานควบคุมข้อมูลข่าวสารของจีนได้จำกัดการเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับทากาอิจิ ทั้งในเสิร์ชเอนจินและแพลตฟอร์ม AI ของจีน เพื่อควบคุมกระแสความคิดเห็นภายในประเทศ โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หากค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสารแสดงความเสียใจดังกล่าว ระบบจะขึ้นข้อความปฏิเสธว่าไม่สามารถให้ข้อมูลได้

ต่อมาในวันอังคาร ระบบค้นหาและ AI ของจีนเริ่มแสดงสัญญาณว่าจะเปิดเผยข้อมูลบางส่วน แต่กลับเปลี่ยนไปเป็นข้อความปฏิเสธอีกครั้งในเวลาไม่กี่วินาที สะท้อนความลังเลของฝ่ายจีนในการจัดการประเด็นนี้

แม้จีนจะไม่รายงานสารแสดงความเสียใจอย่างเป็นทางการ แต่กลับอนุญาตให้ปรากฏข่าวเกี่ยวกับโพสต์ X ของทากาอิจิที่อ้างอิงจากสื่อญี่ปุ่นและฮ่องกง เพียงแต่ข้อมูลเหล่านี้ถูกกดไม่ให้ขึ้นมาอยู่ในอันดับต้นของผลการค้นหา นอกจากนี้ยังมีบทความวิจารณ์ทากาอิจิเกี่ยวกับประเด็นไต้หวัน ซึ่งอ้างอิงความเห็นจากสื่อรัฐบาลจีนปรากฏอยู่ด้วย

ความขัดแย้งระหว่างจีนกับทากาอิจิเริ่มรุนแรงขึ้นหลังเธอกล่าวต่อรัฐสภาญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนว่า หากจีนโจมตีไต้หวัน อาจถือเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของญี่ปุ่น และอาจเปิดทางให้ญี่ปุ่นใช้สิทธิการป้องกันตนเองร่วมกับพันธมิตรได้ คำพูดดังกล่าวสร้างความไม่พอใจอย่างมากให้กับรัฐบาลสี จิ้นผิง จนความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว และจีนเริ่มโจมตีตัวทากาอิจิอย่างต่อเนื่อง

รายงานวิเคราะห์ว่า การตอบสนองของจีนต่อสารแสดงความเสียใจครั้งนี้สะท้อนยุทธศาสตร์ที่ซับซ้อนของปักกิ่ง ซึ่งพยายามรักษาท่าทีแข็งกร้าวต่อญี่ปุ่น ขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้ประชาชนจีนเห็นว่า ญี่ปุ่นอาจกำลังส่งสัญญาณปรับท่าทีบางอย่างต่อจีน และยังใช้โอกาสนี้ย้ำจุดยืนต่อต้านญี่ปุ่นในประเด็นไต้หวันอีกครั้ง โดยจีนถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนจีน

ในอดีต การส่งสารแสดงความเสียใจระหว่างผู้นำญี่ปุ่นและจีนเคยช่วยประคับประคองความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย แม้ในช่วงที่เกิดความขัดแย้งหนัก โดยในสมัยนายกรัฐมนตรีจุนอิจิโร โคอิซูมิ ซึ่งเดินทางไปศาลเจ้ายาสุกุนิทุกปีและสร้างความไม่พอใจให้จีนอย่างมาก อดีตนายกรัฐมนตรีเวิน เจียเป่า ของจีนก็ยังส่งโทรเลขแสดงความเสียใจถึงญี่ปุ่นถึงสองครั้งในปี 2004 จากเหตุไต้ฝุ่นและแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในจังหวัดนีงาตะ ซึ่งช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศผ่อนคลายลงชั่วคราว แม้จีนในเวลานั้นจะพยายามไม่ให้สื่อภายในประเทศรายงานเรื่องดังกล่าวมากนักก็ตาม

อีกพัฒนาการสำคัญเกิดขึ้นก่อนทากาอิจิส่งสารแสดงความเสียใจเพียงหนึ่งวัน เมื่อรัฐมนตรีเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น เรียวเซ อาคาซาวะ ได้พบพูดคุยสั้น ๆ กับรัฐมนตรีพาณิชย์จีน หวัง เหวินเทา ระหว่างการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปกที่เมืองซูโจว มณฑลเจียงซู ถือเป็นการติดต่อระดับรัฐมนตรีครั้งแรกนับตั้งแต่กรณีคำพูดเรื่องไต้หวันของทากาอิจิเมื่อเดือนพฤศจิกายน

ขณะเดียวกัน อิวาโอะ โฮริอิ รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศญี่ปุ่น ก็ได้พบกับหวัง เหวินเทา เช่นกัน และเรียกร้องให้จีนดูแลความปลอดภัยของชาวญี่ปุ่นในจีน หลังเกิดเหตุคนร้ายใช้มีดทำร้ายผู้คนในร้านอาหารญี่ปุ่นที่นครเซี่ยงไฮ้เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 3 คน รวมถึงชาวญี่ปุ่น 2 คน

อีกประเด็นที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่น คือรายงานของหนังสือพิมพ์ Financial Times ที่ระบุว่า สี จิ้นผิง แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อทากาอิจิระหว่างการหารือกับทรัมป์ที่ปักกิ่งเมื่อวันที่ 14-15 พฤษภาคม โดยกล่าวโจมตี “การกลับมาสร้างกองทัพ” ของญี่ปุ่นภายใต้รัฐบาลทากาอิจิ และทรัมป์ได้ออกมาปกป้องผู้นำญี่ปุ่น

รายงานระบุว่า สี จิ้นผิง มีท่าทีรุนแรงและใช้อารมณ์มากเป็นพิเศษเมื่อพูดถึงญี่ปุ่น จนเจ้าหน้าที่สหรัฐรู้สึกประหลาดใจ และถือเป็นช่วงที่ตึงเครียดที่สุดของการประชุมสุดยอดตลอดสองวัน

รัฐบาลญี่ปุ่นตอบโต้รายงานดังกล่าวทันที โดยโยชิมาสะ ฮายาชิ หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ยืนยันว่า ญี่ปุ่นยังคงยึดหลักนโยบายป้องกันประเทศเพื่อการป้องกันตนเองเท่านั้น และรักษาขีดความสามารถทางทหารไว้เพียงเท่าที่จำเป็น

ด้านเหมา หนิง โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน ถูกผู้สื่อข่าว Reuters ถามตรง ๆ ว่า ญี่ปุ่นเป็นประเด็นในการหารือระหว่างทรัมป์กับสี จิ้นผิง หรือไม่ และทรัมป์ได้ปกป้องทากาอิจิตามที่มีรายงานจริงหรือไม่ แต่เหมาตอบเพียงว่า รายงานดังกล่าว “ไม่สอดคล้องกับข้อมูลที่ฝ่ายจีนมี” พร้อมย้ำว่าจุดยืนของจีนต่อญี่ปุ่นมีความชัดเจน

บทวิเคราะห์มองว่า จีนหลีกเลี่ยงการยืนยันรายงานของ Financial Times เพราะไม่ต้องการยอมรับว่าทรัมป์เข้าข้างทากาอิจิ เนื่องจากจะกระทบต่อภาพลักษณ์ที่จีนพยายามสร้างว่า การประชุมสุดยอดที่ปักกิ่งประสบความสำเร็จ และสหรัฐเข้าใจจุดยืนของจีนต่อไต้หวัน

รายงานยังระบุว่า ทรัมป์ได้โทรศัพท์ถึงทากาอิจิจากเครื่องบิน Air Force One ระหว่างเดินทางกลับกรุงวอชิงตัน เพื่อสรุปผลการหารือกับสี จิ้นผิง ทำให้จีนกังวลว่าสหรัฐอาจแบ่งปันรายละเอียดสำคัญให้ญี่ปุ่นรับรู้

เหตุการณ์ทั้งหมด ตั้งแต่การควบคุมข้อมูลของ AI จีน การหลีกเลี่ยงตอบคำถามของกระทรวงต่างประเทศจีน ไปจนถึงรายงานว่าทรัมป์ปกป้องทากาอิจิ ล้วนสะท้อนความซับซ้อนของความสัมพันธ์สามเส้าระหว่างจีน ญี่ปุ่น และสหรัฐ ที่กำลังเผชิญแรงกดดันทางการทูตและความมั่นคงอย่างหนักในเวลานี้

ที่มา : https://www.facebook.com/100004281102701/posts/3667666416719359/?rdid=57JNypSETrHZM7ht#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top