Sunday, 26 July 2026
THE STATES TIMES TEAM

แอฟฟิโนมหนุนทีมวิจัย มช. จับมือทีม “อ.ดร.ธัญมาส” เร่งพัฒนาชุดตรวจ EEHV ดันชุดตรวจโรคเลือดออกช้างสู่การใช้งานจริง หวังช่วยชีวิตช้างไทยทันท่วงที เน้นเทคโนโลยีคนไทยเข้าถึงง่าย

ชูผลงานวิจัยเด่น! หนุนทีมวิจัยนําโดย “อ.ดร.ธัญมาส” เร่งพัฒนา “ชุดตรวจโรคเลือดออกช้าง” หวังช่วยชีวิตสัตว์คู่บ้านคู่เมืองไทยให้ทันท่วงที วันที 25 พฤษภาคม พ.ศ.2569

บริษัท แอฟฟิโนม จํากัด ตอกยําวิสัยทัศน์ด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ ระดับประเทศเปิดตัวโครงการ “Affinome Innovation Acceleration Program” โดยชูประเด็นหลักในการสนับสนุนงานวิจัยทีนําทัพโดย อาจารย์ ดร. ธัญมาส กันธวัง จากคณะสัตวแพทยศาสตร์และศูนย์สุขภาพช้างและสัตว์ป่า 

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่พร้อมด้วย ดร.วที สีสวย ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและพัฒนา และหัวหน้าโครงการ เพือเร่งพัฒนาชุด ตรวจวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว (Rapid Diagnostic Test: RDT) สําหรับโรคเลือดออกในช้าง จากเชือไวรัสเฮอร์ปีส์ (EEHV: Elephant endotheliotropic herpesvirus) หวังยกระดับงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู ่การผลิตเชิงอุตสาหกรรมและ ช่วยเหลือชีวิตช้างไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม แม้ บริษัท แอฟฟิโนม จํากัด จะมีความเชียวชาญและเป็นผู้นําด้านเทคโนโลยีเครืองมือและชุดตรวจโรค สําหรับมนุษย์ แต่ทางบริษัทได้ตระหนักถึงสถานการณ์ความสูญเสียอันน่าเศร้าทีเกิดขึนกับ "ช้าง" ซึงเป็นสัตว์ทีมี ความสําคัญและเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ

ทางบริษัทจึงมีปณิธานอย่างแรงกล้าทีจะนําองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่มีมาช่วยสนับสนุนงานวิจัยชุดตรวจโรคเลือดออกในช้างเพื่อให้ในอนาคตเครือข่ายนักอนุรักษ์ช้างศูนย์อนุรักษ์ช้างและปางช้างทีดูแลช้างบ้าน จะมีเครืองมือทีเข้าถึงง่าย สามารถตรวจพบเชือได้ตังแต่ระยะเริมต้น ซึงจะช่วยเพิมโอกาสรอด ชีวิตและทําให้สัตวแพทย์ให้ความช่วยเหลือได้ทันท่วงที ในพิธีส่งมอบการสนับสนุน คุณเจษฎา ณ ปลอด ประธานกรรมการบริหาร ได้มอบหมายให้ คุณเพชรมงคล วัสสุวรรณ ผู ้บริหารโรงพยาบาลศุขเวช และเลขาผู ้บริหารกลุ่มบริษัทนวศรีการแพทย์ เป็นตัวแทนส่งมอบความร่วมมือ อย่างเป็นทางการแก่ทีมวิจัย คุณเจษฎา ณ ปลอด ประธานกรรมการบริหาร เสริมว่า “บริษัทมีเป้าหมายผลักดันงานวิจัยทีทรงคุณค่าอย่างโครงการของ อ.ดร.ธัญมาส และ ดร.วที ให้สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริง

โดยสร้างระบบสนับสนุนทีช่วยลดข้อจํากัดด้านการพัฒนาต้นแบบและการผลิต เพื่อให้เทคโนโลยีชุดตรวจนีถูกกระจายไปถึงมือผู ้ปฏิบัติงานได้อย่าง รวดเร็วทีสุด” นายเพชรมงคล กล่าวว่า “การสูญเสียช้างไปแต่ละเชือกคือความสูญเสียทีประเมินค่าไม่ได้ เพราะชุดตรวจวินิจฉัยทีรู้ผลเร็ว หมายถึงโอกาสในการรอดชีวิตให้พวกเขา การสนับสนุนครังนีจึงไม่ใช่แค่มิติทางวิชาการ แต่เป็นการ ใช้ศักยภาพของภาคเอกชนมาเป็นแรงผลักดันให้นักวิจัยไทยรุ่นใหม่ พัฒนานวัตกรรมโดยคนไทยทีเข้าถึงง่าย ลดการ นําเข้าจากต่างประเทศทังนี้บริษัทมีแผนเดินหน้าส่งเสริมนักวิจัยรุ ่นใหม่อย่างต่อเนืองในปีต่อไป เพื่อร่วมปกป้องและอนุรักษ์สัตว์คู่บ้านคู่เมืองของเราให้อยู่คู่สังคมไทยตลอดไปด้าน ดร.วที สีสวย ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและพัฒนาและหัวหน้าโครงการเผยถึงแผนการดําเนินงานว่า โครงการนี้ถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด “Collaborative Platform for Diagnostic Innovation”

โดยการสนับสนุนจากแอฟฟิโนมจะครอบคลุมทังวัสดุวิจัยการให้คําปรึกษาทางเทคนิคและสิทธิในการใช้ OmniFlex™ Universal Platform ซึ้งเป็นระบบมาตรฐานทีออกแบบให้นักวิจัยสามารถพัฒนาต้นแบบบนระบบเดียวกับกระบวนการผลิตจริงช่วยลดช่องว่างระหว่างห้องปฏิบัติการกับภาคอุตสาหกรรมทําให้ทีมวิจัยสามารถผลิตชุดตรวจโรคเลือดออกช้างทีได้มาตรฐานพร้อมต่อยอดสู่การผลิตจริงในอนาคต ตลอดจนเตรียมขยายความร่วมมือกับหน่วยงานทีเกียวข้องกับช้างทังภาครัฐและภาคเอกชนต่อไป 

NVIDIA ปักหลักไต้หวันเต็มตัว!! ไต้หวันขึ้นแท่นหัวใจ AI โลก NVIDIA ใช้จ่ายซัพพลายเชนพุ่ง จาก 1.5 หมื่นล้านสู่ 1.5 แสนล้านดอลลาร์ ‘เจนเซน หวง’ ชี้ตำแหน่งงานจะเพิ่มขึ้นตามประสิทธิภาพ

Nikkei Asia รายงาน เจนเซน หวง ซีอีโอของ NVIDIA เปิดเผยว่า บริษัทกำลังใช้จ่ายกับซัพพลายเชนในไต้หวันสูงถึงปีละ 100,000-150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมเตรียมเพิ่มจำนวนพนักงานในไต้หวันจาก 1,000 คนเป็น 4,000 คน ภายใต้แผนขยายธุรกิจในศูนย์กลางอุตสาหกรรม AI ของโลก

หวงกล่าวระหว่างการประชุมบริษัทที่กรุงไทเปว่า ไต้หวันถือเป็น “ศูนย์กลางของการปฏิวัติ AI” เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตชิป การแพ็กเกจชิป ระบบคอมพิวเตอร์ และซูเปอร์คอมพิวเตอร์ AI รวมถึงมีเครือข่ายพันธมิตรด้านซัพพลายเชนจำนวนมากที่ทำงานร่วมกับ Nvidia

เขาระบุว่า เมื่อ 3-4 ปีก่อน Nvidia ใช้จ่ายในไต้หวันเพียงปีละ 10,000-15,000 ล้านดอลลาร์ แต่ปัจจุบันตัวเลขเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด พร้อมย้ำว่าเศรษฐกิจไต้หวันกำลังเติบโตอย่างมากจากกระแสการลงทุนด้าน AI โดยเฉพาะตลาดหุ้นที่ได้รับแรงหนุนจนไต้หวันแซงอินเดียขึ้นเป็นตลาดหุ้นใหญ่อันดับ 5 ของโลก

หวงกล่าวว่า เงินลงทุนระดับ 150,000 ล้านดอลลาร์จากบริษัทเดียว จะช่วยสร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในไต้หวัน และสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทคู่ค้าต่างเติบโตอย่างแข็งแกร่งจากกระแส AI

ด้าน Advanced Micro Devices หรือ AMD คู่แข่งสำคัญของ Nvidia ก็เร่งลงทุนในไต้หวันเช่นกัน โดย ลิซ่า ซู ซีอีโอของบริษัท ประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนว่าจะลงทุน 10,000 ล้านดอลลาร์กับพันธมิตรหลายกลุ่ม ทั้งบริษัทแพ็กเกจชิปและผู้ผลิตวัสดุรองรับชิป

ระหว่างการประชุมพนักงาน หวงยังกล่าวถึงความกังวลว่า AI จะเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ โดยยืนยันว่า AI ไม่ใช่สาเหตุของการปลดพนักงาน แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้บริษัทเติบโตและหลีกเลี่ยงการลดคน

เขาระบุว่า พนักงานจะไม่ได้ตกงานเพราะ AI แต่จะเสียเปรียบคนที่ใช้ AI เป็น พร้อมมองว่าจำนวนตำแหน่งงานจะเพิ่มขึ้นตามการใช้งาน AI ที่มากขึ้น เพราะยิ่งองค์กรมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็ยิ่งต้องจ้างคนเพิ่ม

หวงยังกล่าวว่า ไต้หวันเปิดโอกาสให้พนักงาน Nvidia ทำงานได้หลากหลายด้าน ตั้งแต่การออกแบบชิป วิศวกรรมซอฟต์แวร์ วิศวกรรมหุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ งานวิจัย ระบบคอมพิวเตอร์ ไปจนถึงการทำงานร่วมกับเครือข่ายซัพพลายเชนและสตาร์ตอัป AI จำนวนมากในประเทศ

นอกจากนี้ Nvidia ยังมีแผนสร้างสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ขนาดใหญ่ในย่านใจกลางกรุงไทเป ภายใต้ชื่อ “Constellation” โดยหวงระบุว่า บริษัทจะนำรูปแบบเดียวกันไปใช้กับสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ในรัฐแคลิฟอร์เนียด้วย โครงการดังกล่าวจะเริ่มก่อสร้างปลายปี 2026 และคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2030

อย่างไรก็ตาม หวงเตือนว่า ปัญหาพลังงานเป็นเรื่องสำคัญที่ไต้หวันต้องเร่งแก้ไข เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม AI จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาล โดยเขากล่าวต่อหน้า เจียง ว่านอัน นายกเทศมนตรีกรุงไทเป ว่า “เราต้องการพลังงาน เราต้องการไฟฟ้า”

ประเด็นพลังงานยังถือเป็นความท้าทายสำคัญของหลายประเทศในเอเชีย ที่ต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI ควบคู่กับการลดการปล่อยคาร์บอน

การเดินทางเยือนไต้หวันครั้งนี้ของหวง มีขึ้นก่อนงาน GTC Taipei และงาน Computex ซึ่งเป็นงานแสดงเทคโนโลยีประจำปี โดยเขามีกำหนดพบกับพันธมิตรสำคัญของ Nvidia หลายราย ตั้งแต่ Taiwan Semiconductor Manufacturing Company, Quanta Computer ไปจนถึง Foxconn

ขณะเดียวกัน ผู้บริหารจากบริษัทชิปชั้นนำระดับโลกอย่าง Intel, Arm Holdings, Marvell Technology, NXP Semiconductors และ Qualcomm ก็เตรียมขึ้นเวทีบรรยายและพบปะพันธมิตรซัพพลายเชนในไทเปสัปดาห์หน้าเช่นกัน

“สวนนงนุชพัทยา” กระตุ้นท่องเที่ยวไทย!! ชวนชมสวนโลก ไดโนเสาร์ และเมืองอียิปต์ จัดโปร Green Season “ซื้อ 1 แถม 1” ชวนเที่ยวสวนสวยกลางฝน ตลอดมิถุนายน กระตุ้นท่องเที่ยวชลบุรี

“สวนนงนุชพัทยา” กระตุ้นท่องเที่ยวไทยช่วง Green Season (เขียวกลางฝน)ส่งโปรโมชั่นใหญ่กลางปี “ซื้อ 1 แถมฟรีอีก 1” ตลอดเดือนมิถุนายน

สวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยนายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทยช่วง Green Season เปิดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย “ซื้อ 1 แถมฟรีอีก 1” ตลอดเดือนมิถุนายน 2569 เพื่อเชิญชวนนักท่องเที่ยวออกมาสัมผัสธรรมชาติ สวนสวยระดับโลก และเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมไทย ท่ามกลางบรรยากาศเขียวสดชื่นของฤดูฝน

สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ Walk-in ซื้อบัตรผ่านประตูพร้อมชมการแสดง (Package 3) จำนวน 1 ใบ รับฟรีทันทีอีก 1 ใบ 

นอกจากนี้ ยังมีสิทธิประโยชน์เพื่อสังคมที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ ได้แก่

เด็กส่วนสูงไม่เกิน 140 เซนติเมตร เข้าฟรีทุกวัน (เมื่อมากับครอบครัว)

ผู้พิการ เข้าฟรีทุกวัน

ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทุกวันศุกร์

ผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทุกวันตลอดปี

นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาเที่ยวตรงกับวันเกิด รับสิทธิ์ผ่านประตูเข้าชมสวนฟรี สิ้นสุดถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569

ภายในสวนนักท่องเที่ยวได้กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์และพระพุทธรูปสำคัญจากนานาชาติ อาทิ พระสังกัจจายน์ พระพิฆเนศ พระพรหม รวมถึงพระพุทธรูปองค์แทนพระพุทธศาสนาจากนานาชาติ ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จ 7 องค์ จากทั้งหมด 11 องค์ พร้อมเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณ  นอกจากนี้ ยังตื่นตาตื่นใจกับอาณาจักรไดโนเสาร์กว่า 1,800 ตัว และแลนด์มาร์กใหม่ “เมืองอียิปต์” จุดเช็กอินแห่งใหม่ของพัทยา ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

ผู้ที่สนใจยังสามารถรับชม “นงนุชโชว์” ณ โรงละครสกาลา ซึ่งเปิดการแสดงวันละ 4 รอบ โดยสวนนงนุชพัทยาเปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00 – 18.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nongnoochpattaya.com

“อาร์เจนตินา” ลุ้นหนัก!! ‘เมสซี’ เจ็บก่อนบอลโลก2026 ‘สกาโลนี’ รับต้องรอผลตรวจ ชี้รายงานเบื้องต้นไม่น่าห่วง แต่ยังหวังพร้อมที่สุดก่อนป้องกันแชมป์โลก

ลิโอเนล สกาโลนี กุนซือทีมชาติอาร์เจนตินา ออกมายอมรับว่า ลิโอเนล เมสซี ดาวยิงกัปตันทีมฟ้าขาว อาจจะไม่ฟิตเต็มร้อยในตอนที่ต้องเข้าร่วมทีมในฟุตบอลโลก 2026

อาร์เจนตินา แชมป์เก่าจากฟุตบอลโลก 2022 จะมีคิวทำการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐอเมริกา, แคนาดา และ เม็กซิโก เป็นเจ้าภาพร่วมกัน ในกลุ่ม เจ ร่วมกับ แอลจีเรีย, ออสเตรีย และ จอร์แดน

โดยทีมฟ้าขาวยังไม่ได้ประกาศรายชื่อนักเตะ 26 คน ที่พวกเขาจะใช้สำหรับการป้องกันตำแหน่งแชมป์โลกออกมา แต่ประเด็นที่น่ากังวล คือ ดาวยิงที่เป็นหัวใจของทีม อย่าง ลิโอเนล เมสซี เพิ่งจะได้รับบาดเจ็บระหว่างเล่นให้อินเตอร์ ไมอามี และทำให้เกิดคำถามว่าเขาจะพร้อมสำหรับฟุตบอลโลกหรือไม่

และล่าสุดทาง สกาโลนี ออกมาอัปเดตอาการของเมสซี โดยยอมรับว่าดาวดังรายนี้อาจจะไม่เต็มร้อยสำหรับการป้องกันแชมป์โลก “รายงานเบื้องต้นนั้นไม่ได้แย่ไปทั้งหมด ตอนนี้ เราต้องรอและดูว่าเขาอาการของเขาจะดีขึ้นอย่างไร โดยรอจากผลการตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลตรวจทางการแพทย์”

“เราทุกคนต่างหวังว่าเมสซีจะมาร่วมทีมได้แบบฟิตเต็มที่ แต่นั่นไม่ใช่ความจริงเลย มันไม่ใช่แค่เขาด้วย มีนักเตะหลายคนที่ยังไม่สมบูรณ์เต็มที่จากอาการบาดเจ็บ, เป้าหมายหลักของเราตอนนี้ คือการฟื้นฟูร่างกายของพวกเขา เพื่อที่จะแน่ใจว่าพวกเขาจะไปฟุตบอลโลกในสภาพร่างกายที่ดีที่สุด”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10260919

28 พฤษภาคม 2543 จากปราสาทเทพนิยายสู่ความทรงจำ ‘แดนเนรมิต’ ปิดฉากอย่างเป็นทางการ อวสานสวนสนุกกลางกรุง กลายเป็นเพียงความทรงจำ

28 พฤษภาคม พ.ศ. 2543 “แดนเนรมิต” ปิดฉากอย่างเป็นทางการ อวสานสวนสนุกกลางกรุงในตำนาน

วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2543 คืออีกหนึ่งวันสำคัญในความทรงจำของคนไทยจำนวนมาก เพราะเป็นวันที่ “แดนเนรมิต” ปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ ปิดฉากสวนสนุกกลางแจ้งชื่อดังกลางกรุงเทพฯ ที่เคยมอบเสียงหัวเราะ ความตื่นเต้น และความสุขให้กับเด็กและครอบครัวไทยมายาวนานหลายทศวรรษ เหตุการณ์วันนั้นจึงไม่ได้เป็นเพียงการยุติกิจการของสถานที่แห่งหนึ่ง แต่คือการสิ้นสุดของยุคสมัยแห่งความทรงจำของคนรุ่นหนึ่งอย่างแท้จริง

สำหรับคนไทยในยุคหนึ่ง “แดนเนรมิต” ไม่ใช่แค่สวนสนุก แต่คือพื้นที่แห่งจินตนาการที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ ตั้งแต่ภาพปราสาทเทพนิยายด้านหน้า เครื่องเล่นนานาชนิด ขบวนพาเหรด ตัวการ์ตูน ไปจนถึงบรรยากาศของวันหยุดที่พ่อแม่พาลูกหลานมาเที่ยวด้วยความตื่นเต้น ทุกองค์ประกอบทำให้แดนเนรมิตกลายเป็นมากกว่าสถานที่พักผ่อน แต่เป็นส่วนหนึ่งของวัยเด็กและความทรงจำร่วมของผู้คนจำนวนมหาศาล

แดนเนรมิตถือเป็นหนึ่งในสวนสนุกกลางแจ้งแห่งแรก ๆ ของไทยที่มีชื่อเสียงในระดับประเทศ และเคยเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของกรุงเทพมหานครในยุคที่ตัวเลือกด้านความบันเทิงสำหรับครอบครัวยังไม่ได้มีมากเหมือนทุกวันนี้ การได้ไปแดนเนรมิตในวันเด็ก วันเกิด หรือวันหยุดพิเศษ ถือเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นอย่างยิ่งสำหรับเด็กหลายคนในเวลานั้น จึงไม่แปลกที่ชื่อของแดนเนรมิตยังคงถูกพูดถึงด้วยความคิดถึงแม้เวลาจะผ่านมานานแล้ว

เสน่ห์ของแดนเนรมิตอยู่ที่การเป็น “สวนสนุกกลางกรุง” ที่เข้าถึงผู้คนได้ง่าย ตั้งอยู่ในทำเลที่คนกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดรู้จักดี ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดหมายของทั้งนักท่องเที่ยว ครอบครัว โรงเรียน และเด็ก ๆ จากทั่วสารทิศ หลายคนมีความทรงจำครั้งแรกของการขึ้นรถไฟเหาะ นั่งม้าหมุน ล่องเรือ หรือถ่ายรูปกับปราสาทสวย ๆ อยู่ที่สถานที่แห่งนี้

แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป แดนเนรมิตก็ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงตามบริบทของเมืองและเศรษฐกิจ การแข่งขันในธุรกิจสวนสนุกเข้มข้นขึ้น พื้นที่ในเมืองมีมูลค่าสูงขึ้น และเงื่อนไขด้านการใช้ประโยชน์ที่ดินก็เปลี่ยนไป จนท้ายที่สุดสวนสนุกในตำนานแห่งนี้ต้องยุติการให้บริการลงในวันที่ 28 พฤษภาคม 2543 ปิดฉากตำนานที่อยู่คู่กรุงเทพฯ และหัวใจของคนไทยมานานกว่า 2 ทศวรรษ

การปิดตัวของแดนเนรมิตจึงเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งความเสียดาย ความอาลัย และความคิดถึง เพราะนี่ไม่ใช่แค่การหายไปของเครื่องเล่นหรือสถานที่ท่องเที่ยว แต่คือการจากไปของ “โลกแห่งความสุข” ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คน หลายคนจดจำแดนเนรมิตได้จากภาพปราสาทสีสดใส บัตรผ่านประตู เครื่องเล่นที่เคยนั่งกับพ่อแม่ หรือเสียงหัวเราะในวัยเด็กที่ดูเหมือนจะยังลอยอยู่ในความทรงจำเสมอ

แม้แดนเนรมิตจะปิดตัวลงอย่างเป็นทางการในปี 2543 แต่ชื่อของมันไม่เคยหายไปจากสังคมไทย ตรงกันข้าม ยิ่งเวลาผ่านไป แดนเนรมิตกลับยิ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของ “ความทรงจำวัยเยาว์” สำหรับคนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนยุค 80 และ 90 ที่เติบโตมาพร้อมสวนสนุกแห่งนี้ ชื่อของแดนเนรมิตจึงไม่ได้หมายถึงเพียงสถานที่ แต่หมายถึงช่วงเวลาแห่งความสุขที่ไม่มีวันย้อนกลับมาได้เหมือนเดิม

ในอีกมิติหนึ่ง การปิดตัวของแดนเนรมิตยังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของกรุงเทพฯ จากเมืองที่ยังมีพื้นที่แห่งความฝันและความบันเทิงแบบดั้งเดิม ไปสู่เมืองสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจ การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และรูปแบบไลฟ์สไตล์ใหม่ ๆ มากขึ้น นั่นทำให้แดนเนรมิตไม่ใช่เพียงเรื่องของสวนสนุก แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของกรุงเทพฯ ในยุคหนึ่งที่ค่อย ๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา

ดังนั้น วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2543 จึงเป็นมากกว่าวันปิดกิจการของสวนสนุกแห่งหนึ่ง หากเป็นวันแห่งการปิดฉาก “ตำนานสวนสนุกกลางกรุง” ที่เคยมอบความสุขให้ผู้คนทั้งประเทศ และแม้แดนเนรมิตจะหายไปจากแผนที่กรุงเทพฯ แล้ว แต่ในความทรงจำของคนไทยจำนวนมาก สถานที่แห่งนี้ยังคงมีชีวิตอยู่เสมอในฐานะโลกมหัศจรรย์ของวัยเด็กที่ไม่มีวันลืม

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95

BCPG จ่อลงทุนคลังน้ำมัน!! ลงทุน 9,000 ลบ.ในคลังน้ำมันเพชรบุรี เพิ่มถังจัดเก็บเป็น 20 ถัง รองรับธุรกิจขยายตัว ประเมินมูลค่ายุติธรรม ผ่านการพิจารณาครบถ้วน เน้นเสริมแกร่งพลังงานและโลจิสติกส์กลุ่มบางจาก

การลงทุนโครงการคลังน้ำมันเพชรบุรีของ BCPG โดยกลุ่มบริษัทบางจาก

ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลและข้อสังเกตผ่านสื่อต่าง ๆ เกี่ยวกับการเข้าลงทุนของบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) (“BCPG”) ในโครงการคลังน้ำมันเพชรบุรีเมื่อปี 2565 รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับราคาซื้อขาย โครงสร้างธุรกรรม และกระบวนการอนุมัติของธุรกรรมดังกล่าวนั้น

เนื่องจากมีการกล่าวถึงกลุ่มบริษัทบางจาก บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) ผู้บริหาร และกระบวนการดำเนินธุรกิจขององค์กร ขณะที่ข้อมูลบางส่วนอาจเกิดจากความเข้าใจที่แตกต่างเกี่ยวกับโครงสร้างธุรกรรม การประเมินมูลค่า และหลักการทางบัญชีสำหรับธุรกรรมซื้อกิจการ กลุ่มบริษัทบางจากจึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสาธารณะ

จากการที่โรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนง (“โรงกลั่นฯ”) มีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน และไม่มีระบบคลังน้ำมันขนาดใหญ่ของตนเอง ทำให้ต้องอาศัยคลังน้ำมัน ท่อส่งน้ำมัน และระบบโลจิสติกส์จากภายนอกมาโดยตลอด ขณะที่การจัดเก็บน้ำมันและการบริหาร Supply Chain ถือเป็นโจทย์สำคัญของโรงกลั่นฯ บริษัทฯ จึงได้ศึกษาทางเลือกในการบริหารจัดการคลังน้ำมันดิบมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน ลดข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ และรองรับการเติบโตของธุรกิจ

ในช่วงปี 2537–2542 บริษัทฯ ใช้ FSU WYOMING เป็นคลังลอยน้ำรองรับการดำเนินงานของโรงกลั่นฯ ในระยะเริ่มต้น ซึ่งมีกำลังการกลั่นประมาณ 70,000 บาร์เรลต่อวัน และมีความจุประมาณ 400 ล้านลิตร ต่อมาในปี 2543 บริษัทฯ ได้ปรับมาใช้คลังน้ำมัน 2 แห่งที่อำเภอศรีราชา เพื่อรองรับการเพิ่มกำลังการกลั่นเป็นประมาณ 80,000 บาร์เรลต่อวัน และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำมันดิบ โดยใช้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาประมาณ 16 ปี

ภายหลังเมื่อปริมาณธุรกิจและความซับซ้อนของ Supply Chain เพิ่มขึ้น รวมถึงมีการขยายกำลังการกลั่นเป็นประมาณ 120,000 บาร์เรลต่อวัน บริษัทฯ ได้ศึกษาทางเลือกด้านคลังน้ำมันและโลจิสติกส์เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้คลังลอยน้ำ การเช่าคลัง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม โดยในช่วงปี 2560–2565 บริษัทฯ ได้ใช้ FSU BONGKOT เป็นคลังลอยน้ำชั่วคราว ความจุประมาณ 300 ล้านลิตร เพื่อทดแทนคลังศรีราชาบางส่วน ระหว่างการศึกษาแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคลังและโลจิสติกส์เพิ่มเติม

ตั้งแต่ปี 2553 – 2562 บริษัทฯ ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาอิสระหลายรายเพื่อศึกษาทางเลือกในการบริหารคลังน้ำมันหลายรูปแบบและในหลายพื้นที่ ทั้งการศึกษาคลังเดิมในจังหวัดเพชรบุรี การพัฒนาคลังใหม่ที่จุกเสม็ด จังหวัดชลบุรี การขยายคลังในจังหวัดระยอง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมในพื้นที่ฝั่งตะวันตก รวมถึงการใช้คลังลอยน้ำและการเช่าคลัง โดยเปรียบเทียบทั้งด้านต้นทุน ความจุรองรับ ระบบท่อส่ง ความสามารถในการรองรับเรือขนาดใหญ่ และศักยภาพด้านโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการเพิ่มกำลังการกลั่นและความต้องการด้าน Supply Chain ของกลุ่มบริษัทบางจากที่เพิ่มขึ้น

จากการศึกษาทางเลือกต่าง ๆ โครงการคลังน้ำมันในจังหวัดเพชรบุรีมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมจากในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจำนวนถังจัดเก็บที่เพิ่มจาก 16 ถังเป็น 20 ถัง ความจุจัดเก็บที่เพิ่มจากประมาณ 500 ล้านลิตรเป็นประมาณ 720 ล้านลิตร ระบบท่อส่งน้ำมันที่เพิ่มจาก 3 ท่อเป็น 5 ท่อ ท่าเทียบเรือที่เพิ่มจาก 2 จุดเป็น 6 จุด ขณะเดียวกัน ยังสามารถรองรับปริมาณธุรกิจและความต้องการด้าน Supply Chain ของกลุ่มบริษัทบางจากที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ดียิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน BCPG อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุน (Portfolio Transformation) เพื่อขยายจากธุรกิจพลังงานหมุนเวียนไปสู่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และมองหาธุรกิจที่สามารถสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอเพื่อเสริมความมั่นคงของธุรกิจ โครงการคลังน้ำมันเพชรบุรีจึงเป็นหนึ่งในโอกาสการลงทุนที่สอดคล้องกับทิศทางดังกล่าว รวมถึงความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ของกลุ่มบริษัทบางจาก

ในการพิจารณาการลงทุน BCPG ได้ประเมินมูลค่ากิจการด้วยวิธี Discounted Cash Flow (DCF) โดยอ้างอิงกระแสเงินสดในอนาคตภายใต้สัญญาการให้บริการและศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้สมมติฐานทางการเงินอย่างระมัด- ระวัง รวมถึงการใช้อัตราค่าบริการที่ต่ำกว่าระดับตลาดประมาณร้อยละ 50 และอ้างอิงการประเมินของผู้เชี่ยวชาญอิสระ ซึ่งมูลค่าการลงทุนจำนวน 9,000 ล้านบาทอยู่ภายในกรอบการประเมินดังกล่าว 

ทั้งนี้ ธุรกรรมได้ผ่านกระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตั้งแต่ฝ่ายบริหาร คณะกรรมการชุดย่อยที่เกี่ยวข้อง และคณะกรรมการ BCPG ซึ่งได้พิจารณารายละเอียด โครงสร้างธุรกรรม ความเหมาะสมทางธุรกิจ และการประเมินมูลค่าอย่างรอบคอบ ก่อนที่คณะกรรมการ BCPG ตัดสินใจลงทุนในขั้นสุดท้าย 

ราคาซื้อขายในปี 2565 ที่แตกต่างจากราคาที่เคยมีการกล่าวถึงในปี 2553 สะท้อนถึงมูลค่าคลังน้ำมันที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา ทั้งจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่อส่ง ท่าเรือ และถังเก็บน้ำมัน ตลอดจนศักยภาพในการสร้างรายได้ในอนาคต  

ธุรกรรมนี้เป็นการซื้อกิจการบางส่วนของผู้ขาย จึงจำเป็นต้องแยกทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องและกำหนดโครงสร้างการรับโอนผ่านบริษัทย่อยของคู่สัญญา เพื่อถือครองทรัพย์สินก่อนส่งมอบ และฝ่าย BCPG ดำเนินการผ่านบริษัทย่อยในกลุ่มเพื่อรับโอนกิจการ ทั้งนี้ การจัดตั้งบริษัทย่อยดังกล่าวเป็นขั้นตอนปกติทางธุรกิจและกฎหมายสำหรับการแยกและโอนทรัพย์สินเฉพาะส่วน และสอดคล้องกับโครงสร้างทางการเงินที่เหมาะสมของ BCPG

เนื่องจากตามหลักบัญชี เมื่อมีการรับโอนกิจการต้องดำเนินการปันส่วนราคาซื้อ (Purchase Price Allocation: PPA) โดยจำแนกทั้งทรัพย์สินที่มีตัวตนและสิทธิหรือประโยชน์ทางเศรษฐกิจอื่นที่ต้องรับรู้ตามมาตรฐานบัญชี ซึ่งผลการวิเคราะห์แสดงว่าจากมูลค่าซื้อขายประมาณ 9,000 ล้านบาท ประกอบด้วย ส่วนสินทรัพย์ที่มีตัวตนมีมูลค่าประมาณ 6,490 ล้านบาท สินทรัพย์ไม่มีตัวตน ได้แก่มูลค่าสัญญาการใช้บริการคลังน้ำมันที่มีอยู่ปัจจุบันประมาณ 1,900 ล้านบาท สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีสุทธิและสินทรัพย์อื่นประมาณ 170 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นค่าความนิยมที่คาดว่าจะได้รับจากกระแสเงินสดในอนาคต เพื่อสะท้อนมูลค่าของสินทรัพย์แต่ละประเภทให้ชัดเจนขึ้น แต่ผลรวมของสินทรัพย์ทั้งหมดเท่ากับมูลค่าการลงทุน 

กลุ่มบริษัทบางจากขอยืนยันว่า การลงทุนของ BCPG ในโครงการนี้ได้ดำเนินการตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์ของบริษัทจดทะเบียนอย่างครบถ้วน โปร่งใส และผ่านการพิจารณาจากผู้มีอำนาจตามลำดับ โดยข้อสังเกตบางประเด็นในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากข้อมูลที่ยังไม่ครบถ้วน และความไม่เข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างธุรกรรมและหลักการทางบัญชีสำหรับธุรกรรมการซื้อกิจการ ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทฯ ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการกำกับดูแลกิจการที่ดีในการดำเนินธุรกิจมาโดยตลอด และพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้กระบวนการที่เหมาะสม

'สีหศักดิ์' รับมือเขมร!! เจรจาทางการทูตที่สหประชาชาติ เน้นคุยกันจริงจังก่อนใช้กลไกภาคบังคับ ยืนยันยังไม่มีข้อยุติปัญหาเขตแดนทางทะเล หวังเปิดโอกาสสร้างบรรยากาศความเชื่อใจ

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค Wassana Nanuam ได้กล่าวว่า

“ สีหศักดิ์” เจอ“หวังอี้” ก่อน ปิดห้องคุย “ปรัก สุคน”

เผย  เขมร จะให้ เข้า Compulsary Conciliation ของ UNCLOS

แต่ไทย ขอให้คุยกันเอง ก่อน

เขมร บ่น ไม่เข้าใจไทยยกเลิก MOU 44

ส่วนทางบก ใช้ MOU 2543 -แถลงการณ์ร่วม หยุดยิง

สีหศักดิ์ ยัน ยังไม่มีข้อยุติ

ชี้  ไม่ควรเล่นเกม

อย่าพยายามดูว่าใครจะมีไพ่เหนือกว่าใคร แต่ต้องมาคุยกันอย่างจริงจัง

หลังพบกับ  นายหวังอี้ รมว.ต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนแล้ว นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ประเทศ พบหารือทวิภาคีกับนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การต่างประเทศกัมพูชา ที่สำนักงานใหญ่สหประชาติ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นับ เป็นการพบกันครั้งแรกหลังจากนายอนุทิน  ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้หารือกับนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 48 ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ 

นายสีหศักดิ์  เผยว่า  การหารือกันวันนี้ ยังไม่ได้มีข้อยุติ เราพยายามที่จะคุยต่อจากที่นายกรัฐมนตรีของทั้ง 2 ประเทศได้คุยกันที่เมืองเซบู

หลักการก็คือ เราก็จะต้องพยายามเดินหน้าแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ สร้างบรรยากาศที่ดีขึ้น สร้างความเชื่อใจ แบบค่อยเป็นค่อยไป

แต่สำหรับวันนี้ ความไม่เข้าใจก็ยังมีอยู่คือ เรื่องเขตแดนทางทะเลซึ่งกัมพูชาบอกว่า เราไปยกเลิกแล้วไม่ได้คุยกับเขา ซึ่งเขาไม่ได้เข้าใจเจตนารมณ์ของเรา ไปพยายามตีความว่าเราตั้งใจยกเลิก เพื่อจะไม่เจรจา แต่ที่จริงแล้ว การยกเลิกของเรา เพราะเราเห็นแล้วว่า MOU 2544 ไม่คืบหน้าไปไหน เราอยากจะเปิดโอกาสให้มันมีการเจรจา และสร้างบรรยากาศใหม่ของการเจรจา แล้วเราก็เป็นสมาชิกอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (United Nations Convention on the Law of the Sea: UNCLOS) ตอนที่เราทำ MOU 2544 กัมพูชายังไม่ได้เป็น ดังนั้น ต้องมีกรอบร่วมกัน

“เขาอยากจะไปสู่กระบวนการประนีประนอมโดยบังคับ ท่าทีของเราก็คือว่า ก่อนที่เราจะไปสู่ตรงนั้น เราอาจจะสามารถพูดคุยกัน 2 ฝ่าย ภายใต้ UNCLOS รู้เรื่องก็ได้ เราอาจจะสามารถหาข้อยุติได้ โดยที่ไม่ต้องไปกลไก ที่จะมีคณะประนีประนอมเข้ามาเกี่ยวข้อง ผมก็คิดว่าเราลองตรงนี้ก่อน เขาก็เหมือนว่า เขาอยากจะไปตรงนั้นเลย

ในการประชุมระหว่างผู้นำทั้งสอง เราต้องพูดคุยกันมากขึ้น สร้างบรรยากาศ เพราะฉะนั้น การประนีประนอมภาคบังคับ ผมบอกเราคุยกันก่อนดีกว่า เพื่อนบ้าน เราก็พยายามสร้างบรรยากาศ ทำไมเราไม่พูดคุยกันก่อน เพราะถ้าเราคุยกันดีเราก็สามารถคืบหน้าในด้านอื่นๆ ได้ ซึ่งเขาก็อยากจะดูในเรื่องเขตแดนทางบก

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า สิ่งที่เขาอยากดู เราก็อาจจะคุยทางเทคนิคก่อนว่าเขตแดนทางบก เราจะมีกรอบในการเจรจาอย่างไร เพราะสถานการณ์ก็เปลี่ยนแปลงไปแล้ว นอกเหนือจาก MOU 2543 เราก็มีแถลงการณ์ร่วม ครั้งที่แล้ว ทำการหยุดยิง แล้วเขตแดนทางบก จะไม่ใช่แก้ไขด้วยการปักปันอย่างเดียว มันมีประเด็นอื่น ๆ ที่มันจะเกี่ยวกับความมั่นคงชายแดน ความร่วมมือชายแดน มันก็ต้องเดินไปหลายด้านด้วยกัน ตรงนี้เขาไม่ฟังเราเลย เขาจะไปตรงนี้ เราก็บอกเราอาจจะไปตรงนี้ก็ได้ แต่คุยกันก่อนได้หรือไม่ ไม่ใช่ว่าเขาจะบังคับเราให้ไปตรงนี้

เรื่องเขตแดนทางทะเล ท่าทีของเราก็ไม่ได้ขัดกัน เพียงแต่เราจะไปแนวไหน ของไทยคือ  เราคุยกันก่อน  แล้วดูว่าคุยกันไม่ได้ก็ไปดูกลไกอื่น ๆ ที่อยู่ภายใต้อนุสัญญา ก็มีทั้งกลไกที่เรียกว่าการประนีประนอมโดยภาคบังคับ หรือการประนีประนอมโดยสมัครใจก็มี พอถึงที่สุดแล้วก็อาจจะไปตรงนั้นก็ได้ เพราะทั้งสองฝ่ายเห็นว่าการเจรจาไม่มีความคืบหน้าได้ แต่ผมมองว่า  หากดูจากสิ่งที่ผู้นำคุยกันที่เซบู ฟิลิปปินส์ คือการพูดคุยกันมีความจริงใจดูว่าเรามีทางเลือกอะไรต่าง ๆ ไม่ใช่ว่าบังคับฝ่ายหนึ่งให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้

เพราะฉะนั้น สิ่งที่ตนเองเสนอไปมีความสำคัญเพราะมันมีผลต่อประเด็นด้านอื่น ๆ ที่เขาอยากจะเห็นความคืบหน้า เราก็อยากเห็นความคืบหน้าด้วย อย่างกัมพูลาอยากให้มีการประชุมคณะกรรมการปักปันเขตแดน JBC เราก็บอกว่าถ้าจะมีก็ต้องมีคุยทางเทคนิคก่อน มาตกลงในกรอบการเจรจา เพราะสถานการณ์ก็เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องเขตแดนอย่างเดียวเป็นเรื่องของความมั่นคงชายแดนความร่วมมือชายแดนเราต้องยอมรับความเป็นจริงว่าปัญหาเหล่านี้ไม่ได้แก้ไขโดยเทคนิค ต้องสร้างบรรยากาศที่ดีคุยกันในเชิงนโยบาย

ตอนนี้ เราอย่ามาพยายามดูว่าใครจะมีไพ่เหนือกว่าใคร ไม่ควรจะมาเล่นเกมนี้ ต้องมาคุยกันอย่างจริงจังว่า เราจะเผชิญหน้ากันอย่างไร โดยใช้การเจรจาการพูดคุยก่อนและ ยอมรับว่ามาครั้งนี้  ยังไม่มีข้อยุติ แล้วเราก็ไม่ควรว่า ทุกอย่างจะมีข้อยุติโดยเร็ว เพราะปัญหามีหลายปัญหา เราต้องคำนึงถึงอธิปไตยของเรา ผลประโยชน์ของเราแน่นอน บางครั้งคนเข้าใจว่าจับมือกันแล้ว ทุกอย่างยุติไม่ใช่

การจับมือ เป็นของธรรมดาเป็นการเจอกันระหว่างกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าถึงขั้นเจรจา เราจะยอมทุกอย่าง ไม่ใช่แบบนั้น รับรองได้ เจรจาบนพื้นฐานผลประโยชน์ของประเทศ เราอาจจะมีเป้าหมายเดียวกัน  แต่วิธีการไม่เหมือนกัน ก็ไม่เป็นไร ของพวกนี้ไม่ได้คุยกันง่าย ๆ เรา เข้าใจท่าทีของอีกฝ่ายเขาเข้าใจท่าทีของตนเอง เราก็ได้คิดกันต่อ

‘ดร.อักษรศรี’ ชี้จากทรัมป์ถึงสีจิ้นผิง 'โตเลิม' บินพบ 'ทรัมป์' ร่วม Board of Peace เลือกจีนก่อนหลังขึ้นผู้นำพรรค สร้างสมดุลระหว่างจีน-สหรัฐ ดันสัมพันธ์ญี่ปุ่น-อินเดีย-อาเซียนแน่น

ผู้นำข้างบ้าน การทูตไผ่ลู่ลมล้ำลึก version เวียดนาม เดินเกมการต่างประเทศ active เชิงรุกแบบสุดๆ ภายในปีนี้  2026 โตเลิม ผู้นำสูงสุดเวียดนาม (อดีตตำรวจ)  บินไปพบกับ ผู้นำโลก คนไหนแล้วบ้าง ส่องในตารางสรุปนี้ได้เลยค่า 

- โตเลิม บินไปพบ ทรัมป์ สหรัฐ เข้าร่วม Board of Peace  (เอาใจทรัมป์ จะได้ไม่หาเรื่องขึ้นภาษีกับเวียดนามอีก) 

- โตเลิม บินไปพบ สีจิ้นผิง เลือกไปจีนประเทศแรก หลังจากที่โตเลิมขึ้นควบตำแหน่งผู้นำพรรค+ ปธน เวียดนาม (เอาใจ สหายสีจิ้นผิง รักกันไว้ก่อน รอเวลาให้เวียดนามแข็งแรงกว่านี้ ค่อยเคลียร์ปัญหาพิพาททะเลจีนใต้)  

เวียดนามพยายามสร้างสมดุล เพื่อไม่ให้ภาพเอียงจีน หรือคบสหรัฐฯ ชาติใดชาติหนึ่งมากเกินไป   ในเวลาไล่เลี่ยกัน เวียดนามจึง..

- เชิญนายกฯ หญิงญี่ปุ่น มาเยือนเวียดนาม (หวังจะให้ ญี่ปุ่นมาช่วย หากเกิดเหตุในทะเลจีนใต้) 

- โตเลิม บินไปเยือน อินเดียและศรีลังกา ด้วย (หวังจะกระจายตลาด  diversify ลดพึ่งพาตลาดหลักเดิมๆ  ต้องคบประเทศเอเชียใต้และโลกขั้วใต้) 

การทูตใกล้ชิดเพื่อนอาเซียนก็ต้องให้ความสำคัญ ผู้นำเวียดนาม จึงเดินสายเยือนแต่ละประเทศอาเซียนที่สำคัญแล้วด้วย ( ไม่ใช่แค่เดินทางมาเยือนไทย)  โตเลิม ไปไหนมาแล้วบ้าง ส่องในตารางนะคะ

ที่มา : https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid0wgafCKMEgAKhNdmDNVCXjHbVsLcQ2E3bU5TK4dJAYEk7hww4h46gxQQH3RxAdHN3l&id=1037140385

NASA เปิดแผน Moon Base แผนสร้างฐานยั่งยืนขั้วใต้ดวงจันทร์ แบ่ง 3 ระยะสำรวจ-สร้าง-พัฒนา เน้นพลังงาน-วิทยาศาสตร์-พาณิชย์ รองรับภารกิจอวกาศระยะยาว

เมื่อวันอังคาร (26 พ.ค.) องค์การนาซา (NASA) ของสหรัฐฯ เปิดเผยแผนการ "มูน เบส" (Moon Base) 

ซึ่งเป็นแผนการสร้างฐานของมนุษย์ที่ยั่งยืนบริเวณใกล้ขั้วใต้ของดวงจันทร์ภายใต้โครงการสำรวจอาร์ทิมิส (Artemis) โดยมีการนำเสนอยุทธศาสตร์และแผนงานสำหรับพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานบนดวงจันทร์ เพื่อสนับสนุนการสำรวจระยะยาวของมนุษย์ การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และกิจกรรมเชิงพาณิชย์บนดวงจันทร์

นาซาระบุว่าแผนการมูน เบส จะแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะหนึ่งมุ่งสำรวจด้วยหุ่นยนต์และเทคโนโลยีจนถึงปี 2029 ระยะสองมุ่งสร้างระบบอยู่อาศัยเบื้องต้น รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานและการสื่อสารในช่วงปี 2029-2032 และระยะสามมุ่งสร้างฐานของมนุษย์ที่ยั่งยืนบนดวงจันทร์และพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรบนดวงจันทร์ตั้งแต่ปี 2032

ขั้วใต้ของดวงจันทร์เป็นภูมิภาคเป้าหมายเพราะมีช่วงเวลาที่ได้รับแสงอาทิตย์ยาวนาน ซึ่งเอื้อต่อการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์และมีสภาพความร้อนที่เสถียรมากขึ้นสำหรับปฏิบัติการบนพื้นผิวดวงจันทร์ รวมถึงมีความน่าสนใจทางวิทยาศาสตร์สูงเพราะอยู่ใกล้หนึ่งในพื้นที่ที่เก่าแก่ที่สุดของดวงจันทร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแอ่งอุกกาบาตขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ค้นพบในระบบสุริยะ

นาซาระบุว่าตัวอย่างจากพื้นที่นี้อาจมอบข้อมูลเชิงลึกใหม่ๆ สำหรับการศึกษาประวัติศาสตร์ยุคแรกเริ่มของดวงจันทร์และระบบโลก-ดวงจันทร์ รวมถึงวิวัฒนาการของระบบสุริยะ

มูน เบส จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านวิทยาศาสตร์ การสาธิตเทคโนโลยี และการสำรวจ ช่วยพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับภารกิจสำรวจอวกาศห้วงลึกในอนาคต และส่งเสริม "เศรษฐกิจดวงจันทร์" ที่กำลังเกิดขึ้นใหม่ โดยหุ้นส่วนเชิงพาณิชย์และผู้ประสานงานนานาชาติจะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนามูน เบส และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง

ที่มา : Xinhua

มจธ.ลุยนวัตกรรมแพทย์ เปิด Osscentric Medical Sandbox ดันแพทย์เฉพาะบุคคลสู่ตลาดโลก เชื่อมวิจัย-แพทย์-เอกชน ลดนำเข้า สร้างความมั่นคงเทคโนโลยี

มจธ.–รามาธิบดี เปิด “Osscentric Medical Sandbox” ดันนวัตกรรมแพทย์เฉพาะบุคคลสู่ตลาดโลก

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

แม้ประเทศไทยจะมีแพทย์ นักวิจัย วิศวกร และระบบสาธารณสุขที่มีศักยภาพ แต่การพัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้ใช้กับผู้ป่วยได้จริงยังเป็นเส้นทางที่ซับซ้อน ต้องผ่านทั้งการออกแบบ การทดสอบ มาตรฐานความปลอดภัย กฎระเบียบ และการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้นวัตกรรมจำนวนมากยังไปไม่ถึงการใช้งานจริงในโรงพยาบาล ขณะเดียวกัน ความต้องการเทคโนโลยีทางการแพทย์เฉพาะบุคคลกำลังเพิ่มสูงขึ้น ไทยจึงจำเป็นต้องมีกลไกกลางที่เชื่อม “งานวิจัย” “แพทย์” และ “ภาคอุตสาหกรรม” ให้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า และสร้างความมั่นคงด้านเทคโนโลยีการแพทย์ในระยะยาว

จึงเป็นที่มาของ “Osscentric: Medical Technology Innovation Sandbox” ภายใต้ความร่วมมือระหว่างบริษัท ออสซีโอแล็บส์ จำกัด (OsseoLabs) บริษัท Spin-off ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และพันธมิตร โดยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) (สทนว.) หรือ TILSNA จึงมุ่งเป็นพื้นที่กลางเชื่อม “งานวิจัยในห้องแล็บ” กับ “การใช้งานจริงในโรงพยาบาล” ให้นักวิจัย วิศวกร และแพทย์ทำงานร่วมกัน เพื่อพัฒนาอุปกรณ์และเทคโนโลยีทางการแพทย์เฉพาะบุคคล (Personalized Medical Devices) ที่ตอบโจทย์ผู้ป่วยแต่ละราย ตั้งแต่การทำต้นแบบ การทดสอบทางคลินิก ไปจนถึงการใช้งานจริง ช่วยให้นวัตกรรมการแพทย์ไทยพัฒนาได้รวดเร็ว เป็นระบบ และลดการทำงานแยกส่วนเหมือนที่ผ่านมา

รศ. ดร.พชรพิชญ์ พรหมอุปถัมภ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. ในฐานะ CTO OsseoLabs กล่าวว่า เป้าหมายของ Osscentric Medical Sandbox คือการสร้าง “พื้นที่นวัตกรรมกลาง” ที่เชื่อมโยงแพทย์ นักวิจัย วิศวกร และนักพัฒนาให้ทำงานร่วมกัน ภายใต้เครื่องมือ ระบบควบคุมคุณภาพ และมาตรฐานความปลอดภัยที่ครบถ้วน เพื่อผลักดันงานวิจัยให้ไปสู่การใช้งานจริง โดยมุ่งพัฒนา 3 เทคโนโลยีหลัก ได้แก่ AI และ 3D Printing สำหรับออกแบบอุปกรณ์การแพทย์เฉพาะบุคคลให้พอดีกับสรีระผู้ป่วย Digital Surgical Simulation หรือระบบจำลองการผ่าตัดเสมือนจริง เพื่อช่วยแพทย์วางแผนและฝึกซ้อมเคสซับซ้อน และ Advanced Biomaterials หรือวัสดุชีวภาพขั้นสูงที่เข้ากับร่างกายมนุษย์ได้ดีและช่วยลดผลข้างเคียงหลังการผ่าตัด 

“เราต้องการเชื่อมงานวิจัยคุณภาพสูง ไม่ให้หยุดอยู่แค่ในมหาวิทยาลัย แต่สามารถทำงานร่วมกับแพทย์ โรงพยาบาล และภาคเอกชนได้จริง เพื่อสร้างความแข็งแรงให้เทคโนโลยีการแพทย์ไทย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล และช่วยให้ประเทศก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง” รศ. ดร.พชรพิชญ์ กล่าว

ทั้งนี้ในปัจจุบันไทยนำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์กลุ่มโลหะมูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาทต่อปี ทั้งที่มีศักยภาพผลิตเองได้ในประเทศ หากพัฒนาได้สำเร็จจะช่วยลดการนำเข้า ต่อยอดสู่การส่งออก และสร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุข โดยขณะนี้โครงการเริ่มใช้งานจริงแล้วในหลายโรงพยาบาล อาทิ รามาธิบดี พระมงกุฎเกล้า ราชวิถี และโรงพยาบาลอื่น ๆ ในกรณีโรคหลอดเลือด มะเร็งช่องปาก และความผิดปกติของขากรรไกร รวมถึงได้รับความสนใจจากโรงพยาบาลในสิงคโปร์ โดยเป้าหมายระยะยาวคือการสร้างโมเดลธุรกิจ MedTech ที่ยั่งยืน และผลักดันนวัตกรรมฝีมือคนไทยสู่ตลาดโลก

ด้าน ศ. นพ.ชาครีย์ กิติยากร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การเปิดตัว Osscentric Medical Sandbox ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทย เพราะเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโรงพยาบาล งานวิจัย และภาคอุตสาหกรรมในรูปแบบ Innovation Sandbox ได้อย่างครบวงจร ช่วยให้เกิดการทดสอบและต่อยอดเทคโนโลยีภายใต้บริบทการใช้งานจริงในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นหนึ่งในขั้นตอนที่ท้าทายที่สุดของการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ พร้อมทำหน้าที่เป็น Translational Facility ที่ช่วยลดช่องว่างระหว่าง “แนวคิดหรืองานวิจัย” กับ “การนำไปใช้จริงกับผู้ป่วย” อย่างปลอดภัย มีมาตรฐาน ต่อยอดเชิงพาณิชย์ และก้าวสู่ระดับสากล

“Osscentric Medical Sandbox มีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาการรักษาผู้ป่วย ในกรณีที่อุปกรณ์มาตรฐานทั่วไปไม่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างเหมาะสม จึงมุ่งพัฒนาเครื่องมือและการวางแผนผ่าตัดแบบเฉพาะบุคคล เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดระยะเวลาผ่าตัด และลดผลข้างเคียง โดยเฉพาะเคสที่มีความซับซ้อนสูง ซึ่งสะท้อนทิศทางใหม่ของไทย จาก ‘ผู้ใช้เทคโนโลยี’ ไปสู่ ‘ผู้สร้างนวัตกรรม’” ศ.นพ.ชาครีย์ กล่าว พร้อมระบุว่า Osscentric จะเป็นต้นแบบระบบนิเวศนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ขยายผลได้ ทั้งด้านการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้าง Supply Chain ของอุตสาหกรรม Medical Technology ไทย โดยเชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของนวัตกรรมทางการแพทย์ไทย

ดร. นพ.กรกช เกษประเสริฐ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายนวัตกรรมและคู่ความร่วมมือ และหัวหน้าศูนย์พัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า เดิมการพัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์ 1 ชิ้นต้องผ่านข้อบังคับและขั้นตอนจำนวนมาก ทำให้ใช้เวลานานกว่าจะไปถึงการใช้งานจริง แต่ Osscentric Medical Sandbox จะช่วยย่นกระบวนการวิจัยและพัฒนาให้นักวิจัย นักพัฒนา และบริษัทสามารถนำผลงานจากห้องแล็บเข้าสู่การทดสอบทางคลินิกได้เร็วขึ้น โดยมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ และภาคเอกชนร่วมกำกับให้เป็นไปตามมาตรฐานและความปลอดภัยระดับสูงสุด “ตัวอย่างเช่น อุปกรณ์ฝังในร่างกายผู้ป่วยที่เดิมอาจใช้เวลาพัฒนากว่า 10 ปี เมื่อมี Sandbox อาจลดเหลือประมาณ 6 ปี เพราะมีระบบมาตรฐานและผู้เชี่ยวชาญช่วยดูแลกระบวนการ อีกทั้งยังได้ข้อมูลจากการทดสอบที่นำไปใช้ยื่นขอ อย. หรือสิทธิบัตรได้เร็วขึ้น” อาจารย์ ดร.กรกช กล่าว

ด้าน ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือ “การนำไปใช้จริง” และ “การสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้นให้กับผู้ป่วย” โดยความร่วมมือแบบสหสาขาวิชาชีพจากหลายภาคส่วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันนวัตกรรมทางการแพทย์ให้เกิดขึ้นได้จริง ความร่วมมือครั้งนี้จึงสะท้อนพลังของการบูรณาการองค์ความรู้จากหลายสาขา และคาดว่าจะเป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับนวัตกรรมทางการแพทย์ของไทย สู่การเป็น Medical Innovation Hub ด้านการรักษาเฉพาะบุคคล ที่สร้างผลกระทบทั้งต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ Osscentric Medical Sandbox ตั้งอยู่ที่อาคาร SM One ในย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ที่มีผู้ป่วยเข้ารับบริการกว่า 5,000 รายต่อวัน และมีความพร้อมทั้งบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ เคสผู้ป่วยที่หลากหลาย รวมถึงการรวมตัวของโรงพยาบาล มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัยชั้นนำในพื้นที่เดียว จึงเอื้อต่อการพัฒนา ทดสอบ และผลักดันนวัตกรรมทางการแพทย์ไปสู่การใช้งานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ นับเป็นคลัสเตอร์ด้านสุขภาพทางการแพทย์ที่สำคัญและมีนัยสำคัญต่อการพัฒนาด้านสุขภาพและการแพทย์ของประเทศ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top