Sunday, 26 July 2026
THE STATES TIMES TEAM

ชายแดนโขงเดือด!! กองทัพเรือ–ตำรวจ สกัดยาไอซ์เกือบ 200 กก. ริมโขงมุกดาหาร คาดลอบลำเลียงจากชายแดนเข้าไทย กองทัพเรือย้ำลำน้ำโขงยังเป็นเส้นทางลำเลียงยา เดินหน้าปราบเครือข่ายข้ามชาติ

กองทัพเรือบูรณาการสกัดยาไอซ์เกือบ 200 กิโลกรัม ริมแม่น้ำโขง จ.มุกดาหาร เดินหน้าปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 เวลา 02.00 น. หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เขตนครพนม โดยสถานีเรือมุกดาหาร บูรณาการร่วมกับสถานีตำรวจภูธรหว้านใหญ่ ดำเนินการปฏิบัติภารกิจบังคับใช้กฎหมายตามพระราชบัญญัติยาเสพติด ในพื้นที่บริเวณริมถนนหมายเลข 3010 ตำบลหว้านใหญ่ อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร

จากการปฏิบัติ เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดยาไอซ์ได้จำนวน 5 ลัง น้ำหนักรวมประมาณ 196 กิโลกรัม พร้อมรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า จำนวน 1 คัน ซึ่งเชื่อว่าเป็นของกลางที่ใช้ในการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ โดยไม่พบผู้ต้องหาในที่เกิดเหตุ ภายหลังการตรวจยึด เจ้าหน้าที่ได้นำของกลางทั้งหมดกลับไปยังสถานีเรือมุกดาหาร เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย และขยายผลติดตามเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป

กองทัพเรือยังคงบูรณาการกำลังร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อสกัดกั้นและปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ ซึ่งยังคงพยายามใช้พื้นที่ชายแดนและลำน้ำโขงเป็นเส้นทางลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่ประเทศไทย อันเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชน

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

BASE เปิดโปรแกรมซ้อม HYROX โปรแกรม "12 Weeks to HYROX" เสริมความพร้อมสู้ HYROX Bangkok เริ่ม 22 พ.ค. ถึง 13 ส.ค. 69 พร้อมสัมมนาโดยโค้ชผู้เชี่ยวชาญ

BASE เปิดตัวโปรแกรม “12 Weeks to HYROX” เตรียมความพร้อมก่อนการแข่งขัน HYROX Bangkok เดือนสิงหาคม 2569

HYROX ผสมผสานระหว่างการออกกำลังกายยอดนิยมอย่างการวิ่งและ Functional Training เข้าไว้ด้วยกันในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย เปิดกว้างสำหรับทุกคน และขับเคลื่อนด้วยพลังของชุมชน

กรุงเทพฯ 19 พฤษภาคม 2569 – BASE สตูดิโอออกกำลังกายด้าน HIIT และการฝึกความแข็งแรงที่ได้รับรางวัลระดับเอเชีย เปิดตัวโปรแกรมฝึกซ้อมเข้มข้น “12 Weeks to HYROX” เพื่อต้อนรับการแข่งขัน HYROX Bangkok ที่จะจัดขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้ โดยโปรแกรมดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 พฤษภาคม – 13 สิงหาคม 2569 ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมทุกระดับความฟิตได้เตรียมความพร้อม พัฒนาศักยภาพ และสร้างความมั่นใจก่อนลงสนามจริงในหนึ่งในการแข่งขันฟิตเนสที่เติบโตเร็วที่สุดรายการหนึ่งของโลก

ในฐานะผู้นำด้านการฝึกซ้อมเพื่อการแข่งขัน HYROX BASE นำเสนอโปรแกรมเตรียมความพร้อมแบบครบวงจรที่ผสานคลาสออกกำลังกายแบบกลุ่มเพื่อพัฒนาสมรรถภาพอย่างเข้มข้น เข้ากับการฝึกแบบตัวต่อตัวที่ออกแบบให้เหมาะกับเป้าหมายของแต่ละบุคคล โดยผู้เข้าร่วมโปรแกรมสามารถเข้าใช้คลาสทั้งหมดของ BASE ได้อย่างไม่จำกัด เพื่อให้ฝึกซ้อมได้อย่างยืดหยุ่นและต่อเนื่อง พร้อมเสริมสร้างความแข็งแรง ความอึด และความมั่นใจก่อนลงแข่งขันจริง

นอกเหนือจากการฝึกซ้อม โปรแกรมยังรวมถึง HYROX Preparation Seminar โดยโค้ชทอมมี่ ผู้ที่เคยคว้าอันดับ 3 จากการแข่งขัน HYROX หลายรายการในเอเชีย ซึ่งจะมาแบ่งปันประสบการณ์และเทคนิคการเตรียมตัวเพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมพร้อมสำหรับการแข่งขันอย่างเต็มที่

นอกจากการฟังบรรยายกลยุทธิ์ เทคนิคการวางเพซ และวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน เพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมพร้อมสำหรับวันแข่งขันอย่างเต็มที่แล้ว ผู้เข้าร่วมยังได้รับส่วนลด 15% สำหรับ HYROX Simulation Sessions ซึ่งเป็นการจำลองรูปแบบการแข่งขันจริง เพื่อให้ผู้เข้าแข่งขันได้สัมผัสประสบการณ์เสมือนลงสนามจริงและเตรียมความพร้อมก่อนวันแข่งขัน

สำหรับผู้ที่ต้องการการฝึกซ้อมที่ออกแบบเฉพาะบุคคล BASE มีทีมโค้ชผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สูง พร้อมโค้ชผู้เชี่ยวชาญด้าน HYROX อาทิ โค้ชทอมมี่ โค้ชกี้ โค้ชโอม โค้ชจัสติน โค้ชอารี และอีกมากมาย

ผู้เข้าร่วมแต่ละคนจะได้รับการจับคู่กับโค้ชที่เหมาะสม โดยพิจารณาจากเป้าหมายส่วนตัว ระดับความฟิต และความคาดหวังที่ต้องการทำให้สำเร็จในวันแข่งขัน

แจ็ค โธมัส ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BASE กล่าวว่า “HYROX ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะเป็นการผสานเทรนด์การออกกำลังกายที่กำลังมาแรง ได้แก่ การวิ่งและ Functional Training เข้าด้วยกันในรูปแบบที่เข้าถึงได้ง่าย เปิดกว้างสำหรับทุกคน และสร้างแรงขับเคลื่อนผ่านชุมชนของผู้ที่รักการออกกำลังกาย รูปแบบการแข่งขันมีความตรงไปตรงมา แต่ยังคงท้าทายความสามารถของผู้เข้าแข่งขัน ขณะเดียวกันก็มีตัวเลือกอย่างการแข่งขันแบบทีมผลัดที่ช่วยให้ผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นสามารถเข้าร่วมได้ไม่ยาก”

“เมื่อผสานกับบรรยากาศของงานที่เต็มไปด้วยพลัง และภาพลักษณ์ของการแข่งขันที่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ตนเองเข้าถึงได้ HYROX Bangkok จึงเป็นการแข่งขันที่หลายคนรู้สึกว่าทุกคนสามารถทำได้ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้การแข่งขันนี้ทรงพลังอย่างแท้จริง” แจ็ค กล่าวเสริม

ขณะที่ HYROX ยังคงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทั่วโลก BASE ยังคงเดินหน้าเป็นหนึ่งในผู้นำของกระแสการออกกำลังกายดังกล่าว ด้วยโปรแกรมฝึกซ้อมที่ออกแบบอย่างมีแบบแผนและดูแลโดยโค้ชผู้เชี่ยวชาญ เพื่อรองรับทั้งผู้ที่ลงแข่งขันเป็นครั้งแรกและนักกีฬาที่มีประสบการณ์

‘ทรัมป์’ ขึงเกมอิหร่าน!! ดัน “ดีลประวัติศาสตร์” ตะวันออกกลาง กดดันชาติอาหรับ–มุสลิมร่วม Abraham Accords เปิดทางอิหร่านในอนาคต หรือเสี่ยงกลับสู่สนามรบ

ทรัมป์โพสต์ยาวเหยียด ดัน “ดีลประวัติศาสตร์” กลางตะวันออกกลาง

กดดันชาติอาหรับ-มุสลิม ลงนาม “Abraham Accords” พร้อมเปิดทางให้อิหร่านเข้าร่วมในอนาคต

โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) โพสต์ข้อความระบุว่า การเจรจากับ “สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน” กำลังดำเนินไปได้ด้วยดี และข้อตกลงที่จะเกิดขึ้นจะต้องเป็น “ดีลที่ยอดเยี่ยมสำหรับทุกฝ่าย” มิฉะนั้นก็จะไม่มีข้อตกลงใดเลย และทุกอย่างจะย้อนกลับไปสู่สนามรบและการสู้รบที่ “ใหญ่กว่าและรุนแรงกว่าที่เคย” ซึ่งไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้น

ทรัมป์ระบุว่า ระหว่างการหารือเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เขาได้พูดคุยกับเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน อัล ซาอูด (Mohammed bin Salman Al Saud) มกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบีย, โมฮัมเหม็ด บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน (Mohammed bin Zayed Al Nahyan) แห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab Emirates), ชีคทามิม บิน ฮาหมัด อัล ธานี (Tamim bin Hamad Al Thani) เจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์, นายกรัฐมนตรีโมฮัมเหม็ด บิน อับดุลเราะห์มาน บิน จัสซิม อัล ธานี (Mohammed bin Abdulrahman bin Jassim Al Thani), อาลี อัล-ธาวาดี (Ali al-Thawadi) รัฐมนตรีของกาตาร์, จอมพลอาซิม มูนีร์ อาห์เหม็ด ชาห์ (Asim Munir Ahmed Shah) ผู้นำกองทัพปากีสถาน, ประธานาธิบดีเรเจป ทายยิป แอร์โดอัน (Recep Tayyip Erdoğan) ของตุรกี, ประธานาธิบดีอับเดล ฟัตตาห์ เอล-ซิซี (Abdel Fattah El-Sisi) ของอียิปต์, กษัตริย์อับดุลลาห์ที่ 2 (King Abdullah II) แห่งจอร์แดน และกษัตริย์ฮาหมัด บิน อิซา อัล คอลิฟา (King Hamad bin Isa Al Khalifa) แห่งบาห์เรน

ทรัมป์กล่าวว่า หลังจากสหรัฐฯ ทุ่มเทอย่างหนักเพื่อรวบรวม “จิ๊กซอว์ที่ซับซ้อนมากนี้” ประเทศเหล่านี้ควรจะลงนามเข้าร่วม “ข้อตกลงอับราฮัม” (Abraham Accords) อย่างน้อยพร้อมกันทั้งหมด โดยประเทศที่เขาต้องการให้เข้าร่วม ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย, กาตาร์, ปากีสถาน, ตุรกี, อียิปต์ และจอร์แดน ส่วนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และบาห์เรนเป็นสมาชิกอยู่แล้ว

เขาระบุว่า อาจมี 1-2 ประเทศที่มีเหตุผลในการไม่เข้าร่วม ซึ่งสามารถยอมรับได้ แต่ส่วนใหญ่ควรพร้อมและเต็มใจที่จะทำให้ข้อตกลงกับอิหร่านครั้งนี้ กลายเป็น “เหตุการณ์ประวัติศาสตร์” ที่ยิ่งใหญ่กว่าที่จะเป็นได้หากไม่มีการเข้าร่วมดังกล่าว

ทรัมป์อ้างว่า “ข้อตกลงอับราฮัม” ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็น “ระเบิดทางเศรษฐกิจ การเงิน และสังคม” ให้แก่ประเทศสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, บาห์เรน, โมร็อกโก, ซูดาน และคาซัคสถาน แม้จะอยู่ท่ามกลางช่วงเวลาแห่งสงครามและความขัดแย้งก็ตาม พร้อมระบุว่า ไม่มีประเทศสมาชิกใดแม้แต่จะคิดถอนตัวหรือหยุดพักจากข้อตกลงนี้

ทรัมป์กล่าวอีกว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะนำ “พลัง ความเข้มแข็ง และสันติภาพที่แท้จริง” มาสู่ตะวันออกกลางเป็นครั้งแรกในรอบ 5,000 ปี และจะเป็นเอกสารทางการเมืองที่ “ไม่มีข้อตกลงใดในโลกเทียบได้”

เขายังระบุว่า การลงนามควรเริ่มต้นทันทีโดยซาอุดีอาระเบียและกาตาร์ แล้วประเทศอื่นจึงค่อยตามมา พร้อมเตือนว่า หากประเทศใดไม่เข้าร่วม ก็ไม่ควรเป็นส่วนหนึ่งของดีลนี้ เพราะจะสะท้อนถึง “เจตนาไม่บริสุทธิ์”

ทรัมป์กล่าวว่า ผู้นำหลายประเทศที่เขาพูดคุยด้วย ต่างรู้สึกเป็นเกียรติ หากในอนาคตอิหร่านได้เข้าร่วม “ข้อตกลงอับราฮัม” ด้วย พร้อมระบุว่า หากอิหร่านลงนามในข้อตกลงกับเขาในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็จะเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่อิหร่านจะได้เข้าร่วม “พันธมิตรโลก” ชุดนี้

เขาปิดท้ายว่า ตะวันออกกลางจะกลายเป็นภูมิภาคที่ “เป็นหนึ่งเดียว แข็งแกร่ง และมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ” อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และได้สั่งให้ผู้แทนของตนเริ่มกระบวนการผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ ลงนามเข้าร่วม “ข้อตกลงอับราฮัม” โดยทันทีแล้ว

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1304859965135694/?rdid=ww8V9A4Sij5JBF8q#

26 พฤษภาคม 2562 “พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์” ถึงแก่อสัญกรรม ปิดฉากบทบาทรัฐบุรุษคนสำคัญของการเมืองไทย ชีวิตผูกพันศูนย์กลางอำนาจ บทบาทยาวนานเกือบหนึ่งศตวรรษ

 

26 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 “พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์” ถึงแก่อสัญกรรม ปิดฉากบทบาทรัฐบุรุษคนสำคัญของการเมืองไทย

วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ถึงแก่อสัญกรรม ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กรุงเทพฯ โดยประกาศสำนักพระราชวังระบุว่า ท่านถึงแก่อสัญกรรมเมื่อเวลา 09.09 น. จากภาวะ หัวใจล้มเหลว สิริอายุ 99 ปี เหตุการณ์ครั้งนั้นนับเป็นการปิดฉากชีวิตของบุคคลผู้มีบทบาทยาวนานและลึกซึ้งที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย

พล.อ. เปรม ไม่ได้เป็นเพียงอดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง แต่เป็นบุคคลที่ดำรงบทบาทสำคัญในหลายสถานะตลอดหลายทศวรรษ ทั้งในฐานะนายทหารระดับสูง ผู้นำรัฐบาล องคมนตรี และประธานองคมนตรี ประกาศสำนักพระราชวังยังระบุด้วยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชหฤทัยโทมนัสยิ่ง เพราะพล.อ. เปรม ได้ปฏิบัติงานสนองพระเดชพระคุณด้วยความวิริยอุตสาหะและจงรักภักดีมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และยังดำรงตำแหน่งสำคัญต่อเนื่องมาถึงรัชกาลปัจจุบัน

หากมองย้อนกลับไปในเส้นทางการเมืองไทย พล.อ. เปรม เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางที่สุดจากการดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีระหว่างปี 2523 ถึง 2531 ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของประเทศ Britannica อธิบายว่า ในยุคของเขา ไทยพยายามจัดวางระเบียบการเมืองรูปแบบหนึ่งที่ทหาร รัฐสภา และสถาบันหลักของประเทศมีบทบาทประสานกันภายใต้บริบทสงครามเย็นและความเปลี่ยนแปลงภายในประเทศ เขายังมีบทบาทสำคัญในการรับมือกับภัยคุกคามจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยและการรักษาเสถียรภาพของรัฐไทยในช่วงเปราะบางของประวัติศาสตร์การเมือง

จุดเด่นของยุค “เปรมาธิปไตย” ในสายตานักวิชาการและสื่อจำนวนมาก คือการเมืองไทยในเวลานั้นมิได้เป็นประชาธิปไตยเต็มใบแบบรัฐสภาตะวันตก แต่ก็ไม่ใช่เผด็จการทหารแข็งตัวเช่นในหลายช่วงก่อนหน้า พล.อ. เปรม จึงเป็นตัวแทนของระบอบการเมืองแบบประนีประนอมในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งสามารถรักษาเสถียรภาพของประเทศไว้ได้ระดับหนึ่ง แม้จะมีข้อถกเถียงตามมามากมายในภายหลังเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพ การเมืองเลือกตั้ง และอำนาจนอกระบบ

หลังพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พล.อ. เปรม ยังคงมีบทบาทสูงอย่างต่อเนื่องในฐานะ องคมนตรี และต่อมาเป็น ประธานองคมนตรี จนกลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโครงสร้างอำนาจไทยช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ถึงต้นศตวรรษที่ 21 การที่ประกาศสำนักพระราชวังย้ำถึงบทบาทของเขาทั้งในฐานะผู้บัญชาการทหารบก นายกรัฐมนตรี องคมนตรี รัฐบุรุษ ประธานองคมนตรี และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ สะท้อนชัดว่าชีวิตของเขาผูกพันกับศูนย์กลางอำนาจรัฐไทยในหลายมิติอย่างยาวนานและต่อเนื่องมาก

ด้วยเหตุนี้ การถึงแก่อสัญกรรมของพล.อ. เปรม เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2562 จึงไม่ได้เป็นเพียงข่าวการสูญเสียบุคคลสำคัญ แต่ยังถูกมองว่าเป็นการสิ้นสุดยุคของตัวละครหลักคนหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย Bangkok Post รายงานในวันนั้นว่าการจากไปของเขาทำให้เกิดกระแสไว้อาลัยอย่างกว้างขวางจากทั้งแวดวงการเมือง กองทัพ และประชาชนจำนวนมาก เพราะไม่ว่าผู้คนจะเห็นด้วยหรือวิพากษ์บทบาทของเขาอย่างไร ก็ปฏิเสธได้ยากว่าเขาคือหนึ่งในผู้กำหนดทิศทางการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน

ในเชิงประวัติศาสตร์ พล.อ. เปรม จึงเป็นบุคคลที่มีภาพลักษณ์ซับซ้อนและทรงอิทธิพลอย่างยิ่ง เขาเป็นทั้งผู้นำรัฐบาลในยุคเปลี่ยนผ่าน ผู้แทนของเสถียรภาพในสายตาผู้สนับสนุน และเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจนำทางการเมืองนอกระบบในสายตาผู้วิจารณ์ แต่ไม่ว่าจะมองจากมุมใด การดำรงอยู่ของเขาในเวทีสาธารณะตลอดหลายสิบปี ทำให้ชื่อของ “เปรม ติณสูลานนท์” แทบแยกไม่ออกจากพัฒนาการทางการเมืองไทยช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20

ดังนั้น วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 จึงเป็นมากกว่าวันถึงแก่อสัญกรรมของบุคคลผู้หนึ่ง หากคือวันที่ปิดฉากบทบาทของรัฐบุรุษคนสำคัญ ผู้เคยยืนอยู่ศูนย์กลางอำนาจและการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองไทยมายาวนาน การจากไปของพล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ จึงเป็นทั้งการสูญเสียเชิงบุคคล และเป็นจุดหมายหนึ่งของยุคสมัยทางการเมืองไทยที่ควรค่าแก่การจดจำและทบทวนในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย

ที่มา : https://shorturl.asia/eRiIp 

“ประชาธิปัตย์” ลุยรับฟังเยาวชน!! เปิดตัวโครงการเสริมสุขภาพจิต ผลักดันเสียงเยาวชนสู่เชิงนโยบาย ต่อยอดแนวคิด 5 สัปดาห์เต็ม พร้อมสร้างพื้นที่ปลอดภัยเพื่ออนาคต

สกลธี - การดี - รัดเกล้า รับจดหมายเปิดผนึกเยาวชน ขอรัฐใส่ใจปัญหาสุขภาพจิตคนรุ่นใหม่ พร้อมเปิดตัว “Youth Voice for Well-being Camp”

พรรคประชาธิปัตย์ เปิดพื้นที่รับฟังเสียงเยาวชนด้านสุขภาวะและสุขภาพจิต พร้อมเปิดตัวโครงการ “Youth Voice for Well-being Camp” หรือ “เสียงของเยาวชน เพื่อสุขภาวะและอนาคตสังคมไทย” เพื่อผลักดันการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ในการออกแบบนโยบายและอนาคตของสังคมไทย

การแถลงข่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ณ พรรคประชาธิปัตย์ โดยมีตัวแทนจากพรรคและเครือข่ายเยาวชนร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อปัญหาสุขภาพกาย สุขภาพจิต และแรงกดดันทางสังคมที่ส่งผลต่อคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน

ภายในงาน นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข กล่าวว่า พรรคพร้อมผลักดันข้อเสนอจากเยาวชนไปสู่การขับเคลื่อนเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม เพราะปัญหาสุขภาวะของคนรุ่นใหม่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

ด้าน ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค และ สส.บัญชีรายชื่อ ของพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า “Youth Voice for Well-being Camp” ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเยาวชนในการเรียนรู้ แลกเปลี่ยน และร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่กระทบคุณภาพชีวิตของคนรุ่นใหม่

โครงการจะดำเนินต่อเนื่องตลอด 5 สัปดาห์ ผ่านกิจกรรมและวงพูดคุยเกี่ยวกับสุขภาพกาย สุขภาพจิต และ Well-being ก่อนปิดท้ายด้วยการแข่งขันระดมแนวคิดเชิงนโยบายโดยเยาวชน (Youth Policy Hackathon) เพื่อพัฒนาแนวคิดและข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถนำไปต่อยอดได้จริง

ขณะที่ นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคเชื่อมั่นว่าคนรุ่นใหม่ควรมีพื้นที่ในการส่งเสียงและร่วมกำหนดอนาคตของประเทศ พร้อมยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์พร้อมเป็นพื้นที่เปิดกว้างสำหรับการขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมร่วมกับเยาวชน พร้อมเชิญชวนเยาวชนที่มีความสนใจผลักดันโครงการเพื่อร่วมแก้ปัญหาสังคม เข้ามาหารือกับพี่ ๆ ในพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง (Mentor) คอยเป็นเพื่อนคู่คิด และช่วยผลักดันความคิดของน้อง ๆ ให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ภายในงานยังมีตัวแทนเยาวชน ผู้ขับเคลื่อนโครงการแต้มใจ (Tamjai) และโครงการ Social Media Addiction ร่วมสะท้อนประสบการณ์และแลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างสุขภาวะที่ดีให้กับคนรุ่นใหม่ในสังคมไทย

ทูตจีนประจำไทยย้ำ “จีนต้องรวมชาติ” ชี้หลักการจีนเดียวคือรากฐานมิตรภาพจีน–ไทย จาง เจี้ยนเว่ย เขียนบทความย้ำไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน ชี้ปัญหาไต้หวันคือกิจการภายใน ย้ำ “เอกราชไต้หวัน” อยู่ร่วมกับสันติภาพไม่ได้

ฯพณฯ จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้ตีพิมพ์บทความ “จีนต้องรวมชาติ และไม่มีสิ่งใดขัดขวางได้” ในสื่อไทย

วันที่ 21 พฤษภาคม ฯพณฯ จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้ตีพิมพ์บทความ “จีนต้องรวมชาติ และไม่มีสิ่งใดขัดขวางได้” ในสื่อไทย ซึ่งมีข้อความดังนี้

ในช่วงที่ผ่านมา สายตาของโลกต่างจับจ้องมายังตะวันออก วันที่ 10 เมษายน 2026 ฯพณฯ สี จิ้นผิง เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้พบปะอย่างเป็นกันเองที่กรุงปักกิ่งกับคณะผู้แทนพรรคก๊กมินตั๋งของจีนที่นำโดยนางเจิ้ง ลี่เหวิน หัวหน้าพรรค และระหว่างวันที่ 13–15 พฤษภาคม ตามคำเชิญของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐอเมริกาก็ได้เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ เหตุการณ์สำคัญทั้งสองนี้ทำให้สายตาของโลกหันกลับมาให้ความสนใจกับ “ปัญหาไต้หวัน” อีกครั้ง

1.กระแสของประวัติศาสตร์แห่งความเป็นเอกภาพและการรวมชาติของประชาชาติจีนไม่มีสิ่งใดขัดขวางได้

เดือนเมษายนของกรุงปักกิ่ง เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งฤดูใบไม้ผลิ การพบกันครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างเลขาธิการใหญ่สี จิ้นผิง กับนางเจิ้ง ลี่เหวิน หัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋ง ได้ส่งเสียงอันทรงพลังถึงความมุ่งมั่นของประชาชาติจีนในการธำรงความสามัคคีและความเป็นเอกภาพของชาติ เลขาธิการใหญ่สี จิ้นผิง ชี้ให้เห็นอย่างลุ่มลึกว่า พี่น้องสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของประชาชาติจีน  ประชาชาติจีนซึ่งรวมถึงชาวไต้หวันได้ร่วมกันสร้างรัฐพหุชนชาติที่เป็นเอกภาพ ร่วมกัน จารึกประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ของจีน ร่วมกันสร้างอารยธรรมจีนอันงดงาม และร่วมกันหล่อหลอมความเชื่อร่วมกันว่า “แผ่นดินจีนไม่อาจแบ่งแยก ประเทศจีนต้องไม่วุ่นวาย ประชาชาติจีนจะไม่แตกแยก และอารยธรรมจีนต้องได้รับการสืบทอด”

ในการพบหารือครั้งดังกล่าว เลขาธิการใหญ่สี จิ้นผิง ได้เสนอแนวทาง 4 ประการต่อการพัฒนาความสัมพันธ์สองฝั่งช่องแคบ ได้แก่

(1) ยืนหยัดใช้การยอมรับอัตลักษณ์ที่ถูกต้องเพื่อสร้างความใกล้ชิดทางจิตใจ

(2) ยืนหยัดใช้การพัฒนาอย่างสันติเพื่อพิทักษ์บ้านหลังเดียวกัน

(3) ยืนหยัดใช้การแลกเปลี่ยนและหลอมรวมเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน

(4) ยืนหยัดใช้ความสามัคคีและการต่อสู้อย่างมุมานะเพื่อบรรลุการฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของประชาชาติจีน ท่านยังเน้นย้ำว่า ไม่ว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศและสถานการณ์ของช่องแคบไต้หวันจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร กระแสแห่งการฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของประชาชาติจีนจะไม่เปลี่ยนแปลง และกระแสแห่งการเดินเข้าหากันและเดินไปด้วยกันของพี่น้องทั้งสองฝั่งช่องแคบจะไม่เปลี่ยนแปลง ภายใต้กรอบของการยึดมั่นใน “ฉันทามติปี 1992” และการคัดค้าน “เอกราชไต้หวัน” ฝ่ายจีนยินดีที่จะทำงานร่วมกับพรรคการเมือง องค์กร และบุคคลทุกภาคส่วนของไต้หวัน เพื่อเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนและการหารือ ร่วมสร้างสันติภาพให้สองฝั่งช่องแคบ สร้างความผาสุกแก่พี่น้องร่วมชาติ และสร้างการฟื้นฟูแก่ประชาชาติจีน โดยกุมอนาคตของความสัมพันธ์สองฝั่งช่องแคบไว้ในกำมือของประชาชาติจีนอย่างมั่นคง

2. “ปัญหาไต้หวันคือรากฐานสำคัญที่สุดของพื้นฐานทางการเมืองในความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ”

ในการพบหารือระหว่างผู้นำจีนและสหรัฐฯ ที่กรุงปักกิ่ง ปัญหาไต้หวันถือเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญ นายหวัง อี้ กรรมการกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้แถลงต่อสื่อมวลชนภายหลังการพบหารือ โดยย้ำจุดยืนพื้นฐาน 3 ประการของจีน ได้แก่ ประการแรก ปัญหาไต้หวันเป็นกิจการภายในของจีน และการบรรลุการรวมชาติอย่างสมบูรณ์คือความปรารถนาร่วมกันของชาวจีนทุกคน ประการที่สอง ปัญหาไต้หวันเป็นประเด็นสำคัญที่สุดในความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ หากจัดการไม่เหมาะสม อาจนำไปสู่การเผชิญหน้าหรือการปะทะระหว่างสองประเทศ และผลักให้ความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ ตกสู่สถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่ง ประการที่สาม การรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวันคือจุดร่วมสูงสุดของทั้งสองฝ่าย และเงื่อนไขสำคัญในการทำเช่นนั้นคือ “ต้องไม่สนับสนุนและไม่ละเลยต่อพฤติกรรมแยกเอกราชของไต้หวัน” สหรัฐฯ มีจุดยืนเช่นเดียวกับประชาคมโลก นั่นก็คือไม่เห็นด้วยและไม่ยอมรับการก้าวสู่เอกราชของไต้หวัน  ประธานาธิบดีทรัมป์เองก็ได้กล่าวหลังจากเดินทางกลับประเทศแล้วว่า สหรัฐฯ ไม่ต้องการเข้าสู่สงครามเพื่อไต้หวัน สิ่งนี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า “หลักการจีนเดียว” เป็นฉันทามติของประชาคมโลก และความพยายามใด ๆ ที่จะแบ่งแยกดินแดนจีน ไม่เพียงไร้ผู้สนับสนุน แต่ยังขัดกับความคาดหวังหลักของประชาคมระหว่างประเทศ

3. หลักการจีนเดียวคือหลักการอันเด็ดขาดที่ไม่อาจท้าทาย และเป็นรากฐานอันมั่นคงของมิตรภาพจีน–ไทย

ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนจีนอันศักดิ์สิทธิ์มาแต่โบราณและไม่อาจแบ่งแยกได้ ตั้งแต่ “ปฏิญญาไคโร” จนถึง “ปฏิญญาพ็อทซ์ดัม” เอกสารระหว่างประเทศที่มีผลทางกฎหมายหลายฉบับต่างระบุอย่างชัดเจนว่า ไต้หวันซึ่งถูกญี่ปุ่นยึดครองนั้นจะต้องส่งคืนแก่จีน ขณะที่มติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่ 2758 เมื่อปี 1971 ก็ได้รับการรับรองด้วยเสียงข้างมากอย่างท่วมท้น เพื่อยืนยันหลักการจีนเดียว โดยในเอกสารทางการของสหประชาชาติเรียกไต้หวันว่า “มณฑลไต้หวันของจีน” มาโดยตลอด

“จีน-ไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ทั้งสองประเทศได้ร่วมฟันฝ่าอุปสรรคเคียงข้างกันมากว่าครึ่งศตวรรษ นับตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต รัฐบาลไทยทุกรัฐบาลต่างยืนหยัดดำเนินนโยบายจีนเดียวอย่างแน่วแน่ ในแถลงการณ์ร่วมระหว่างรัฐบาลจีนและรัฐบาลไทยเมื่อปี ค.ศ. 2025 ฝ่ายไทยได้ย้ำอีกครั้งว่า ไทยยึดมั่นในนโยบายจีนเดียวอย่างแน่วแน่ และยอมรับว่ารัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนคือรัฐบาลตามกฎหมายเพียงรัฐบาลเดียวที่เป็นตัวแทนของจีนทั้งหมด ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ รวมทั้งจะไม่สนับสนุนการเรียกร้องใดๆ เรื่อง “เอกราชไต้หวัน” ฝ่ายจีนชื่นชมอย่างสูงต่อจุดยืนอันถูกต้องและยุติธรรมของไทยในการยึดมั่นหลักการจีนเดียว ข้อเท็จจริงได้พิสูจน์แล้วว่า การยึดมั่นหลักการจีนเดียวไม่เพียงปกป้องความยุติธรรมระหว่างประเทศ แต่ยังวางรากฐานอันมั่นคงให้แก่การพัฒนาความสัมพันธ์จีน–ไทยให้ก้าวหน้าอีกด้วย

4. ขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนของไทยยึดมั่นในหลักการจีนเดียว และสนับสนุนภารกิจรวมชาติเป็นเอกภาพของจีน

จีนแผ่นดินใหญ่และไต้หวันต่างเป็นจีนเดียวกัน นี่คือข้อเท็จจริงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และเป็นสถานะที่แท้จริงของช่องแคบไต้หวัน “เอกราชไต้หวัน” ไม่อาจอยู่ร่วมกับสันติภาพของช่องแคบไต้หวันได้ ดังนั้น การรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน จำเป็นต้องคัดค้าน “เอกราชไต้หวัน” อย่างชัดเจน ฝ่ายจีนเชื่อมั่นว่า ชาวจีนทั้งสองฝั่งช่องแคบมีทั้งสติปัญญาและความสามารถเพียงพอในการจัดการเรื่องของตนเอง ในโอกาสนี้ ข้าพเจ้าขอเรียกร้องอย่างจริงจังต่อบุคคลผู้มีวิสัยทัศน์จากทุกภาคส่วนของไทย รวมถึงชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทย ให้ร่วมส่งเสียงและยืนหยัดไปในทิศทางเดียวกัน ดังนี้

ประการแรก ขอให้ทุกท่านร่วมกันส่งเสียงสนับสนุนหลักการจีนเดียว ยึดมั่นในจุดยืนที่เป็นกลางและยุติธรรม เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าปัญหาไต้หวันเป็นกิจการภายในของจีนโดยสมบูรณ์ ไม่อาจยอมให้มีการแทรกแซงจากภายนอกได้ พร้อมสนับสนุนจุดยืนของรัฐบาลจีนในปัญหาไต้หวันอย่างมั่นคง และคัดค้านการกระทำใด ๆ ที่ส่งเสริมหรือสนับสนุน “เอกราชไต้หวัน”

ประการที่สอง ขอให้ทุกท่านร่วมกันสร้างแนวป้องกันต่อต้านการแบ่งแยก การยึดมั่นในหลักการจีนเดียวคือการปกป้องเส้นแดงแห่งความยุติธรรมของประชาคมระหว่างประเทศและหลักการพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คือการพิทักษ์สันติภาพ ความรุ่งเรือง และเสถียรภาพของช่องแคบไต้หวัน คือการสนับสนุนอนาคตเอเชียแปซิฟิกที่มั่นคงและรุ่งเรืองยิ่งขึ้น

ประการที่สาม ขอให้ทุกท่านร่วมเป็นสักขีพยานและสนับสนุนการบรรลุการรวมชาติอย่างสมบูรณ์ของจีน ขอให้เป็นผู้ส่งเสริมที่มั่นคงและผู้มีส่วนร่วมเชิงบวกต่อภารกิจการรวมชาติเป็นเอกภาพของจีนต่อไป ไม่ว่าสถานการณ์จะผันผวนหรือเผชิญคลื่นลมเพียงใด จีนจะต้องรวมชาติ และจะสามารถรวมชาติเป็นเอกภาพได้อย่างแน่นอน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1404895451668464&id=100064440681953&rdid=Oq8zO7pwVXUfE7IO#

สื่อญี่ปุ่นเปิดปมคลิปดำ!! “ชูกัน บุนชุน” เปิดหลักฐานใหม่ ปมทีมทาคาอิจิถูกกล่าวหาปั่นวิดีโอ AI โจมตีคู่แข่งเลือกหัวหน้า LDP พร้อมหลักฐานแชต 67 ชิ้น

เมื่อวันอาทิตย์ (24 พ.ค.) นิตยสารรายสัปดาห์ชูกัน บุนชุน ของญี่ปุ่น

รายงานว่ามีหลักฐานที่แสดงรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อกล่าวหาที่ว่าทีมงานของซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น จ้างบุคคลให้ผลิตคลิปวิดีโอใส่ร้ายคู่แข่งทางการเมืองอย่างชินจิโร โคอิซูมิ ระหว่างการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ในปี 2025 โดยช่วงดังกล่าวมีคลิปวิดีโอหลายชิ้นนำเสนอภาพลักษณ์โคอิซูมิเป็น "หุ่นเชิดไร้ความสามารถ" ขณะเดียวกันมีคลิปวิดีโอจำนวนมากที่ยกย่องทาคาอิจิ

รายงานระบุว่าทาเคชิ คิโนชิตะ ผู้ช่วยและหนึ่งในคนสนิทที่สุดของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ เป็นบุคคลสำคัญในเรื่องอื้อฉาวนี้ โดยคิโนชิตะติดต่อกับเคน มัตสึอิ ผู้ผลิตคลิปวิดีโอหลายครั้งเพื่อสั่งผลิตและเผยแพร่คลิปวิดีโอโจมตีคู่แข่งของทาคาอิจิภายในพรรคฯ รวมถึงกลุ่มผู้สมัครฝ่ายค้าน ทว่าทีมงานของทาคาอิจิปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

มัตสึอิให้สัมภาษณ์กับนิตยสารฯ ว่าเขาผลิตคลิปวิดีโอวันละ 100-200 ชิ้น ด้วยซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตามคำสั่งของคิโนชิตะในช่วงการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตยเมื่อปีก่อน ซึ่งราวร้อยละ 70 ของคลิปวิดีโอมุ่งโจมตีโคอิซูมิ ขณะอีกราวร้อยละ 10 โจมตีโยชิมาสะ ฮายาชิ คู่แข่งอีกราย และอีกร้อยละ 20 โปรโมตทาคาอิจิ

รายงานเสริมว่าคิโนชิตะยังสั่งมัตสึอิผลิตคลิปวิดีโอโจมตีกลุ่มผู้สมัครฝ่ายค้านระหว่างการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 โดยคลิปวิดีโอเหล่านั้นเรียกสุมิโอะ มาบุจิ ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปไตยรัฐธรรมนูญเป็น "มือสมัครเล่นที่เป็นอันตรายต่อชาติ" และกล่าวหาคัตสึยะ โอกาดะ ผู้สมัครอีกรายว่า "โกหกอย่างเป็นธรรมชาติเหมือนการหายใจ"

นิตยสารฯ เผยว่ารายงานล่าสุดนี้อ้างอิงหลักฐาน 67 ชิ้น ซึ่งบันทึกการติดต่อระหว่างคิโนชิตะกับมัตสึอิ ทั้งแบบข้อความสั้นและแชตออนไลน์

ก่อนหน้านี้ทาคาอิจิเคยปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวระหว่างการซักถามในรัฐสภา ยืนยันว่าทั้งตัวเธอและทีมงานไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมเช่นนั้น ขณะสำนักนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นและคิโนชิตะยังไม่ได้ออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหาล่าสุด เมื่อนับถึงคืนอาทิตย์ (24 พ.ค.) ที่ผ่านมา

ที่มา : Xinhua

สหรัฐฯ บอกพร้อมเจรจาอิหร่าน!! หากดีลอิหร่านล้มเหลว ชี้เตหะรานต้องรับผิด 100% พร้อมสหรัฐฯ ไม่ยอมให้นิวเคลียร์ ความตึงเครียดยังคงกดดันสูง

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ อ้างว่าสหรัฐฯ ต้องการให้ได้ข้อยุติกับอิหร่านผ่านการเจรจา แต่ขณะเดียวกันก็กล่าวโทษอิหร่านล่วงหน้า หากข้อตกลงใด ๆ ล้มเหลว

“มันจะไม่ใช่ความผิดของสหรัฐอเมริกา หรือพันธมิตรของเราในอ่าวเปอร์เซีย แต่มันจะเป็นความผิดของอิหร่าน 100 เปอร์เซ็นต์” รูบิโอกล่าวกับ India Today

เมื่อถูกถามว่า วอชิงตันอาจกลับมาดำเนินปฏิบัติการ Operation Fury อีกครั้งหรือไม่ รูบิโอกล่าวว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะ “ทำทุกอย่างที่จำเป็น” เพื่อให้มั่นใจว่าอิหร่านจะไม่มีวันได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังดำเนินต่อเนื่อง หลังเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลใช้กำลังรุกรานอิหร่าน รวมถึงการกดดันของวอชิงตันต่อประเด็นช่องแคบฮอร์มุซ

ที่มา : Sputnik

สมาคมภริยาทหารเรือสมทบทุน มอบเงิน 2 แสนบาทช่วยน้ำท่วม ให้มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่งฯ เพื่อบรรเทาทุกข์แก่ผู้เดือดร้อน ย้ำความร่วมมือช่วยเหลือสังคม

วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.00 น. 

สมาคมภริยาทหารเรือ นำโดยคุณอารียา เฟื่องจันทร์ นายกสมาคมฯ เข้ามอบเงินจำนวน 200,000 บาท สมทบทุนมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างครบวงจร โดยมี นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิฯ เป็นผู้รับมอบ ณ อาคารมหินทรเดชานุวัตน์ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

UAC จับมือ KMUTT ขับเคลื่อนนวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ ลงนามร่วมวิจัยและพัฒนา ต่อยอดสู่ภาคอุตสาหกรรม ส่งเสริมวัตถุดิบชีวภาพมูลค่าเพิ่ม

UAC จับมือ KMUTT ต่อยอดงานวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพ 

ขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่ภาคอุตสาหกรรม

บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) หรือ UAC ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (KMUTT) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษา วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีเกี่ยวกับวัตถุดิบชีวภาพ น้ำมันจากพืช และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงจากทรัพยากรทางการเกษตรและอุตสาหกรรมต่อยอดองค์ความรู้สู่การประยุกต์ใช้ในระดับเชิงพาณิชย์ ความร่วมมือครั้งนี้ครอบคลุมการพัฒนากระบวนการสกัด แปรรูป และเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบชีวภาพ รองรับการต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ได้จริงในอนาคต โดยได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.บุณยพัต สุภานิช ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ และ นางสาวอลิสา ชีวะเกตุ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการด้านกลยุทธ์การลงทุน บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนร่วมลงนาม พร้อมด้วย รศ.ดร.จักรกฤษณ์ เตชะอภัยคุณ รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนางานวิจัยเทคโนโลยีและธุรกิจ สรบ.และ นายปรวัฒน์ สิงหลักษณ์ ผู้จัดการศูนย์นวัตกรรม บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมในพิธีลงนาม เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางขุนเทียน)

ลำดับภาพจากซ้ายไปขวา 

1.รศ. ดร.จักรกฤษณ์ เตชะอภัยคุณ รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนางานวิจัยเทคโนโลยีและธุรกิจ สรบ.

2.ผศ.ดร.บุณยพัต สุภานิช ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ

3.นางสาวอลิสา ชีวะเกตุ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการด้านกลยุทธ์การลงทุน 

บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน)

4.นายปรวัฒน์ สิงหลักษณ์ ผู้จัดการศูนย์นวัตกรรม 

บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน)

เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์โดย : บริษัท มาร์ดี ดิจิทัล จำกัด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top