Sunday, 7 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

ม.ธนบุรี จัดจิตอาสา ร่วมกลุ่ม UNITE Thailand พัฒนานักศึกษา ผสานกิจกรรมจิตอาสาเข้าหลักสูตร ส่งเสริมความรับผิดชอบสู่ชุมชน มุ่งสร้างประโยชน์แก่สังคมโดยรอ

ม.ธนบุรี ร่วมกับกลุ่ม UNITE Thailand นำกิจกรรม “จิตอาสา” ส่งเสริมเยาวชนไทยรับใช้สังคม

มหาวิทยาลัยธนบุรี ผนึกความร่วมมือกับกลุ่ม UNITE Thailand นำนักศึกษาร่วมงานจิตอาสา ภายใต้ปรัชญา University For All หรือมหาวิทยาลัยเพื่อปวงชน ที่จะให้บริการประชาชนและชุมชน ส่งเสริมการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ พัฒนาทางด้านจิตใจสู่ความเป็นมนุษย์ ไม่เห็นแก่ตัว พร้อมนำความรู้ไปพัฒนาประเทศ ล่าสุดมีแนวคิดพัฒนาความร่วมมือทางด้านจิตอาสา เข้าสู่การดำเนินงานของทางกิจการนักศึกษา ควบคู่กับหลักสูตรการเรียนการสอน โดยที่ผ่านมาได้มีการนำนักศึกษาไปร่วมโครงการฯ กับกลุ่ม UNITE Thailand ที่ จ.กาญจนบุรี และที่โรงเรียนวัดไผ่เงินโชตนาราม เขตบางคอแหลม กทม. ในกิจกรรมสอนภาษาอังกฤษและศิลปะ ภายใต้โครงการ เยาวชนคนกล้าฝัน

ดร.บัญชา เกิดมณี อธิการบดี มหาวิทยาลัยธนบุรี กล่าวว่า “การร่วมทำกิจกรรมจิตอาสากับกลุ่ม UNITE Thailand ทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้นอกสถานที่ เป็นของจริงจากสังคมภายนอกที่เป็นรูปธรรม สร้างการจดจำที่ดีให้เกิดขึ้นตลอดชีวิต ซึ่งไม่สามารถศึกษาได้จากในห้องเรียน โดยในอนาคตทางมหาวิทยาลัยฯ มีโครงการจะพัฒนาความร่วมมือกับกลุ่ม UNITE Thailand ในเข้าสู่การดำเนินงานของทางกิจการนักศึกษา ควบคู่กับหลักสูตรการเรียนการสอน นอกจากนี้ทางมหาวิทยาลัยฯ ยังได้มีการทำประโยชน์ให้สังคมอีกหลายอย่าง อาทิ การมอบที่ดิน 1 แปลง ในซอยเพชรเกษม 110 ให้กับทางสำนักงานอนามัย กรุงเทพมหานคร เพื่อให้ประชาชนโดยรอบที่เป็นกลุ่มรากหญ้าได้ใช้ประโยชน์ ในการสร้างสำนักงานอนามัยเพื่อใช้ปฐมพยาบาลเบื้องต้น อาทิ เมื่อเกิดโรคไข้หวัดใหญ่ ก็จะสามารถเป็นจุดคัดกรองก่อนส่งตัวผู้ป่วย สู่โรงพยาบาลภาครัฐที่มีขนาดใหญ่ต่อไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์มาก คาดว่าจะสร้างแล้วเสร็จในปี 2570 อีกสิ่งหนึ่งที่ได้ทำก็คือการไม่มีคอนวีเนียนสโตร์ หรือร้านสะดวกซื้อต่างๆ ของบริษัทฯ ภายนอก มาตั้งภายในมหาวิทยาลัย รวมทั้งศูนย์อาหารต่างๆ ทั้งนี้เพราะไม่ต้องการให้นักศึกษามีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น รวมถึงต้องการใช้มี SMEs เกิดขึ้นในชุมชนโดยรอบ สามารถค้าขายและเลี้ยงตัวเองได้”

ด้าน น.ส.เมษาวดี สุขกรี อาจารย์ประจำสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจดิจิทัล มหาวิทยาลัยธนบุรี ได้กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลาที่ได้เข้าร่วมงานกับกลุ่ม UNITE Thailand มานานกว่า 2 ปี ทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้เรื่องการมีพื้นที่ เพื่อเปิดโอกาสให้กับตัวเอง ในการดึงทักษะการเป็นผู้นำ, การจัดการงานเฉพาะหน้า, ความคิดสร้างสรรค์ ฯลฯ ได้ออกมาใช้ในพื้นที่จริง ทำให้รู้ถึงศักยภาพตัวเอง และสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ เนื่องจากจะมีแนวทางในการจัดกิจกรรมหรือนำเสนอ เกิดเป็นแบบแผนที่จะนำไปใช้ในโครงการอื่นๆ ได้ในอนาคต ปัจจุบันทางมหาวิทยาลัยฯ มีนโยบายที่เกี่ยวข้องและเป็นส่วนหนึ่งกับชุมชน คอยช่วยเหลือและสนับสนุนในด้านต่างๆ อาทิ โครงการหอยแมลงภู่ เข้าไปช่วยจัดทำแพ็คเกจ ยืดอายุผลิตภัณฑ์ให้อยู่ได้นานตลอดการขนส่ง เพื่อส่งเสริมต่อยอดสร้างรายได้ รวมถึงเข้าไปให้ความรู้เรื่องโซเชียลมีเดีย เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้า”

มาที่ ดร.รัตนา แซ่เล้า ผู้ได้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดล แผนกธรรมศาสตร์ ด้านการศึกษา ประจำปี 2549 และผู้ริเริ่มกลุ่ม UNITE Thailand กล่าวว่า “มหาวิทยาลัยธนบุรีเป็นกำลังสำคัญของกลุ่ม UNITE Thailand ทางท่านผู้บริหาร ดร. บัญชา เกิดมณี อธิการบดี และ ดร. นภวรรณ แย้มชุติ รองอธิการบดี ให้ความสำคัญกับกิจกรรมเพื่อสังคม และสนับสนุนกิจกรรมของเราเป็นอย่างดีเรื่อยมา ส่วนคณาจารย์ และนักศึกษาก็เป็นแกนหลักในการลงพื้นมี เป็นคนมีความรู้ ความสามารถ เข้ากับเยาวชนในพื้นที่ได้ดี สามารถในการเข้าถึงแต่ละชุมชนที่เราไปทำกิจกรรมด้วย ทางกลุ่ม UNITE Thailand รู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่งที่ได้ทำงานกับทีมงานมหาวิทยาลัยธนบุรีที่มีคุณภาพ และมีน้ำใจ เสียสละเพื่อส่วนรวม”

'ดร.เจษฎ์' จี้เก็บเงินคนไทย!! ชี้ นโยบายเก็บเงินคนไทยเดินทางไปต่างประเทศ กระทบคนชั้นกลาง กลุ่มรวยไม่สะเทือน แนะกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศแทน เรียกร้องใช้วิธีสร้างเม็ดเงินเชิงบวก

‘ดร.เจษฎ์’ เผย รัฐบาล เก็บภาษีท่องเที่ยว "ถังแตก-สิ้นคิด" ซ้ำเติมคนชั้นกลาง แนะเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศแทน

[กรุงเทพฯ] 8 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น. -รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนโยบายรัฐบาล ซึ่งเตรียมเก็บเงินคนไทยเดินทางไปต่างประเทศและนักท่องเที่ยว เป็นภาพสะท้อนของรัฐบาลที่อยู่ในภาวะ "ถังแตก" และ "สิ้นคิด" พร้อมเตือนนโยบายดังกล่าวสร้างภาระให้ชนชั้นกลาง ขณะที่กลุ่มคนรวยไม่สะเทือน แนะควรหันไปโฟกัสการดึงดูดเม็ดเงินและกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศแทน

โดย รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุว่า สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบัน นอกจากเศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะที่ไม่สู้ดีแล้ว การกระทำของผู้ที่เข้ามาบริหารประเทศยังสะท้อนให้เห็นถึงภาวะถังแตกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกระแสข่าวเรื่องการเตรียมเก็บเงินคนไทยที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งในอดีตเคยมีความพยายามจัดเก็บเงินในลักษณะนี้มาแล้ว แต่ท้ายที่สุดก็ต้องยกเลิกไปเนื่องจากพิจารณาแล้วว่าไม่มีประโยชน์ในทางปฏิบัติ

"รู้สึกเหมือนเราถังแตกมากเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินด้วยการอาสามาเนี่ย กำลังทำให้เราเห็นว่าเราถังแตกมาก ตอนนี้ คนไทยเรา ถ้าเกิดจะไปเที่ยวต่างประเทศ จะต้องถูกเก็บเงินละ แต่เดิมเคยมีการเก็บเงินแบบนี้นะครับ แล้วก็ได้มีการพิจารณากันว่าท้ายที่สุด มันไม่ได้มีประโยชน์ในทางปฏิบัติ ใช้วิธีการอื่นดีกว่า" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

ทั้งนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ได้เสนอไปยังรัฐบาล ด้วยว่า หากรัฐบาลต้องการรักษาสภาพคล่องและดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ ควรใช้วิธีการเชิงบวกในการจูงใจมากกว่าการบังคับเก็บเงิน ได้แก่ การส่งเสริมให้คนไทยท่องเที่ยวและใช้สินค้าภายในประเทศให้มากขึ้น ไปจนถึงการสร้างแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอยากเดินทางเข้ามาในประเทศไทย และหาแนวทางกระตุ้นให้พวกเขาเกิดการจับจ่ายใช้สอย เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนและตกอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง

"ทำยังไงให้คนต่างชาติอยากมาประเทศไทยเพิ่มขึ้น พอเขาเข้ามาประเทศไทย เขาก็จะมาใช้จ่ายเงิน เราก็ต้องพาให้เขาใช้เงินนั้นใช้เงินนี้ และทำให้เม็ดเงินมันตกอยู่ในประเทศ ส่วนการเก็บเงินแบบนี้ มันแสดงชัดเจนเลยว่าท่านถังแตก แล้วก็สิ้นคิดด้วย คิดอะไรอย่างอื่นไม่ได้" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

นอกจากนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังได้เปรียบเทียบนโยบายดังกล่าวกับการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันได ที่มองว่าเป็นการดึงเงินจากกระเป๋าคนชั้นกลางไปชดเชยให้คนรายได้น้อย ในขณะที่กลุ่มผู้มีรายได้สูงกลับไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ พร้อมระบุว่า "ไปเที่ยวแบบนี้ คนมีรายได้มากก็จ่ายได้สบายมาก ไม่ได้เดือดร้อนอะไร คนมีรายได้กลาง ๆ สิครับ จ่ายกันตายเลยนะ แม้จะเพิ่มแค่เป็นพันก็ตาม"

​และในช่วงท้าย รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ได้เรียกร้องให้ผู้มีอำนาจทบทวนและยุติแนวคิดดังกล่าว โดยระบุว่า "ท่านเปลี่ยนวิธีเถอะครับ เลิก แล้วหาวิธีอื่นในการที่จะสร้างเม็ดเงิน อย่าใช้วิธีคนถังแตก"

นักวิชาการ มธ. แนะเพิ่มมาตรการ!! ลดไฟถนนช่วยประหยัดพลังงาน ชี้ใช้ข้อมูลอุบัติเหตุชี้จุดเสี่ยง เสนอเพิ่มเครื่องหมายจราจรสะท้อนแสง ดึงเอกชนร่วมแลกลดหย่อนภาษี

เมื่อวันที่ 1 พ.ค. นักวิชาการ มธ. แนะเพิ่มมาตรการ ควบคู่ ‘ลดแสงสว่างถนน’
ชี้ดึง ‘เอกชน’ ประหยัดไฟแลกภาษีดีกว่า
 
นักวิชาการธรรมศาสตร์ เผยลดใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนถนน 1 พ.ค. 69 ที่ผ่านมา เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ “กรมทางหลวง” ควรมีมาตรการความปลอดภัยอื่น เช่น ใช้เครื่องหมายจราจรบนพื้น – สติกเกอร์สะท้อนแสงร่วมด้วย เพื่อชะลอความเร็วในจุดเสี่ยง ระบุมาตรการนี้ประหยัดพลังงานได้ไม่มาก แนะรัฐบาลคุยเอกชนขอลดใช้ไฟบางส่วน แลกลดหย่อนภาษี ช่วยได้มากกว่า
 
ดร.เกียรติบดินทร์ หวังเลิศพาณิชย์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า มาตรการลดใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนถนนในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำเพื่อประหยัดพลังงานตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งกรมทางหลวงชนบทจะเริ่มใช้ในวันที่ 1 พ.ค. 2569 นี้ ถือเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในสถานการณ์ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานจากการสู้รบในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาปิดไฟแสงสว่างบนถนนจำเป็นต้องใช้ข้อมูลอุบัติเหตุทางถนนร่วมด้วย ส่วนตัวคิดว่ากรมทางหลวงชนบทเองอาจไม่ได้เก็บข้อมูลในส่วนนี้ไว้ทั้งหมดทุกพื้นที่ มีเฉพาะจุดที่มีความเสี่ยง หรือเกิดอุบัติเหตุซ้ำกันบ่อยครั้ง ซึ่งการขาดข้อมูลดังกล่าวก็จะส่งผลต่อการประเมิน และการวางแผนในการปิดไฟแสงสว่างในแต่ละพื้นที่ ดังนั้น กรมทางหลวงชนบท จึงควรพิจารณาใช้องค์ประกอบอื่นๆ เพื่อเป็นสัญญาณเตือนให้ผู้ขับขี่เกิดความปลอดภัยมากขึ้นด้วย เช่น เครื่องหมายจราจรบนพื้นทาง สำหรับทำให้ผู้ขับขี่ต้องชะลอความเร็วลงร่วมด้วยในบางพื้นที่ หรือสติกเกอร์สะท้อนแสง

ทั้งนี้ หากวางแผนดำเนินมาตรการดังกล่าวได้ดี รวมถึงคำนวณปริมาณไฟฟ้าแสงสว่างที่สมดุลกันระหว่างช่วงที่ปิดและช่วงที่เปิด ก็ไม่น่าจะเพิ่มความเสี่ยงในเรื่องความปลอดภัยทางถนน เนื่องจากหากไปดูรายละเอียดมาตรการดังกล่าวจะพบว่าไม่ใช่การปิดไฟของถนนทางหลวงสนิททั้งหมด แต่เป็นการปิดไฟแสงสว่างบางดวงในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำ ซึ่งยังทำให้ผู้ใช้รถยนต์บนท้องถนนทางหลวง และใกล้เคียงมองเห็นเส้นทาง หรือมีทัศนวิสัยที่เพียงพอในการเตรียมตัวเพื่อความปลอดภัยได้ และจริงๆ นอกจากแสงสว่างบนท้องถนนแล้วก็ยังมีแสงสว่างจากรถยนต์ของผู้ขับขี่เองด้วย

ดร.เกียรติบดินทร์ กล่าวต่อไปว่า แม้จะเป็นมาตรการที่เข้าใจได้ และมีความเหมาะสมกับสถานการณ์ แต่หากพิจารณาสัดส่วนของพลังงานที่ประหยัดได้จากการลดใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนท้องถนน หากมองเป็นภาพรวมระดับประเทศอาจจะได้เพียงเล็กน้อย ฉะนั้น ถ้าต้องการจะลดใช้ไฟฟ้าแสงสว่าง เพื่อให้การประหยัดพลังงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทางรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเดินหน้าเจรจาขอความร่วมมือกับภาคเอกชนที่ประกอบธุรกิจศูนย์การค้า หรือร้านสะดวกซื้อที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ให้มีการพิจารณาลดใช้ไฟฟ้าในบางส่วน เพราะศูนย์การค้า หรือร้านสะดวกซื้อเหล่านี้มีสาขาค่อนข้างเยอะ และกระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งหากทุกร้านทำได้ก็ช่วยได้ค่อนข้างเยอะ

นอกจากนี้ รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาขอความร่วมมือไปถึงภาคอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้าจำนวนมากๆ ที่สามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้ เช่น ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ ฯลฯ ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก แต่หากมีการออกมาตรการเสริมที่สร้างแรงจูงใจได้ก็น่าจะทำให้ภาคเอกชนเองหันมาพิจารณาและช่วยดำเนินการได้ อย่างถ้าง่ายสุดก็คือ มาตรการการลดหย่อนภาษี ที่ก็ถือเป็นทางเลือกที่น่าจะช่วยได้อย่างดี

“ธรรมชาติของทุกคนหากให้ความร่วมมือในการดำเนินการอะไรก็คาดหวังว่าจะได้อะไรตอบแทนมาบางอย่าง ฉะนั้น ถ้ารัฐบาลจะขอความร่วมมืออย่างเดียวอาจไม่ทำให้นโยบายสำเร็จได้ จำเป็นต้องให้คนที่มาร่วมมือได้รับอะไรบางอย่างด้วย ซึ่งจะช่วยให้นโยบาย หรือมาตรการต่างๆ เดินหน้าไปได้ง่ายกว่า” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า การออกมาตรการสร้างแรงจูงใจดังกล่าวถ้าลงไปถึงขั้นภาคครัวเรือนได้ก็จะยิ่งดี เช่น การจัดประกวดถนนปลอดภัย โดยกำหนดเงื่อนไขว่าถ้าชุมชนไหนสามารถช่วยจัดระเบียบถนนได้อย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ ภายใต้การลดการใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนถนนได้ดี ชุมชนนั้นๆ ก็จะได้รับงบประมาณสนับสนุนสำหรับการพัฒนาพื้นที่

ดีพร้อมลุยยกระดับ SME จัดงานทดสอบตลาดที่นครสวรรค์ รวบรวมสินค้าไฮเทค 3 กลุ่มหลัก ผลักดันอาหารอนาคตและเกษตรแปรรูป สร้างโอกาสตลาดสากลให้ผู้ประกอบการไทย

ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 (DIPROM) ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในการจัดกิจกรรม “ทดสอบตลาดผลิตภัณฑ์” ณ ศูนย์การค้าวี-สแควร์ จังหวัดนครสวรรค์ ขนทัพผู้ประกอบการ Future Food อาหารแห่งอนาคต-Bio-based personal Care and Beauty Product ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม – Agricul Tural Product and Herbs   ผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป/พืชเศรษฐกิจและสมุนไพร   คว้าใจผู้บริโภคและ Buyer รายใหญ่ สร้างแรงกระเพื่อมให้เศรษฐกิจฐานรากและอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง

ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม) รุกเดินหน้ายกระดับผู้ประกอบการไทย จัดกิจกรรม “ทดสอบตลาด (Market Testing)” รวบรวมสุดยอดผลิตภัณฑ์นวัตกรรม จาก 3 โครงการใหญ่ภายใต้การบ่มเพาะของศูนย์ฯ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการพบปะผู้บริโภคจริง และรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อนำไปพัฒนาสินค้าสู่ระดับสากล ณ ศูนย์การค้าวี-สแควร์ จังหวัดนครสวรรค์

นางสาวิตรี ทาจ๋อย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน โดยมีนายศิริเทพ พิริยอุตสาหกร ผู้อำนวยการกลุ่มบริการธุรกิจอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการ และ นางสาวณัฐชานันท์ บวบทอง รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาการส่งเสริมธุรกิจอุตสาหกรรม พร้อมด้วยคุณจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ประธานกรรมการ บริหารบริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ ผู้บริหารในการเจรจาธุรกิจ (Buyer) ว่าที่ร้อยตรี กิตติพันธ์ มูลศรีชัย นายกสมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทย ,นายชนาธิป โอสถวาณิชย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญรุ่งเรือง ฟาร์มา 168 จำกัด ,นางสาวดวงหทัย เอมอ่อง ผู้จัดการ บริษัท สวอน แอร์ ซีเฟรท จำกัด  ,นายกิติศักดิ์ วิจิตรเวชการ Marketing Manager THE BUBBLES Co.,Ltd. ,นายกันตวีร์ แสงสาย ผู้ก่อตั้งบริษัท คอนซัลติ้งไทย จำกัด (Buyer ผู้เข้าร่วมเจรจาธุรกิจ) และคณะผู้บริหารร่วมในพิธี

นางสาวิตรี ทาจ๋อย เปิดเผยว่า “การจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างพื้นที่แห่งโอกาสให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างได้นำผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการพัฒนาด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาทดสอบความต้องการของตลาด (Market Validation) ก่อนที่จะวางจำหน่ายจริงอย่างเต็มรูปแบบ โดยเราเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงตามเทรนด์โลก ได้แก่ อาหารแห่งอนาคต ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม และสินค้าเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง  สำหรับการจัดงานครั้งนี้ ได้รวบรวมผลิตภัณฑ์ไฮไลต์จาก 3 กิจกรรมหลักประกอบด้วย:

1.   กิจกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารแห่งอนาคต (Future Food): สัมผัสเมนูทางเลือกใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพและสิ่งแวดล้อม 
-     บริษัท อเนกฟาร์มนกกระทา จำกัด (จังหวัดอ่างทอง)
 เจลลี่ไข่ขาวพร้อมรับประทาน
-     บริษัท เปี่ยมสุขฟาร์ม จำกัด (จังหวัดชัยนาท)
 วิต้า กริก นวัตกรรมอาหารอนาคตจากจิ้งหรีด
-     บริษัท วังบุญชู จำกัด (จังหวัดกำแพงเพชร)
 ชูชูช็อคโกแลตและกราโนล่าบาร์

2.   กิจกรรมการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามจากพืช สัตว์ และจุลินทรีย์ : นวัตกรรมความงามจากธรรมชาติที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาอย่างเข้มข้น 
-     หจก.หัตถชา 1982 (จังหวัดนครสวรรค์)
 โทนเนอร์ผิวใส 3 ระดับ นวัตกรรมข้าวหอมใบเตย
-     วสช.คนเอาถ่านบ้านหัวดาน (จังหวัดพิจิตร)
 แฮร์ เซรั่ม นวัตกรรมฟื้นฟูเส้นผมระดับพรีเมียมจากถ่านชาร์โคล

3.  กิจกรรมการสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป (พืชเศรษฐกิจหรือสมุนไพร): การแปลงโฉมสินค้าเกษตรและสมุนไพรไทยให้เป็นผลิตภัณฑ์พรีเมียมที่มีดีไซน์และฟังก์ชันการใช้งานที่ทันสมัย  
-     บริษัท วรรณาวีย์ จำกัด (จังหวัดพิจิตร)
 ใบเตยผงชงดื่มเข้มข้น
-     บริษัท พุทธาพร19 จำกัด (จังหวัดลพบุรี)
 สเปรย์สารสกัดต้นอ่อนทานตะวัน
-     วสช.การเรียนรู้ศาสพระราชาคืนป่าสัก (จังหวัดลพบุรี)
 ผงกล้วยดิบชนิดเม็ด
-     Good Farm Café (จังหวัดกำแพงเพชร)
 ไซรัปกล้วยน้ำว้า
-     พีพีคอมมูนิตี้เอนเตอร์ไพร (จังหวัดชัยนาท)
 สเปรย์ป้องกันยุงตะไคร้ส้มโอ

งานทดสอบตลาดในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวัดนครสวรรค์ แต่ยังเป็นฐานข้อมูลสำคัญให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมนำไปวิเคราะห์เพื่อกำหนดทิศทางการส่งเสริม SME ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

“ดีพร้อม พร้อมที่จะเป็นพี่เลี้ยงและสะพานเชื่อมโยงให้ SME ไทยไม่เพียงแต่ผลิตสินค้าได้ แต่ต้องขายเป็นและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในตลาดสากล โดยเราจะนำผลการทดสอบตลาดในครั้งนี้ไปต่อยอดพัฒนาหลักสูตรและการสนับสนุนในครั้งต่อไป” นางสาวิตรี กล่าวทิ้งท้าย

กสม. เปิดเวทีแก้วิกฤตฝุ่น!! ผนึกกำลังวางแนวทางแก้ PM 2.5 ชูสิทธิชุมชน-กระจายอำนาจลงท้องถิ่น เสนอกฎหมายอากาศสะอาด รื้อโครงสร้างงบฯ ดันแก้ปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรม

กสม. เปิดเวทีถกทางออกวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ชู “สิทธิชุมชน-กระจายอำนาจ” ดัน กม.อากาศสะอาด หวังรื้อโครงสร้างงบประมาณ-แก้ปัญหาข้ามพรมแดน

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จัดเวทีเสวนา “ผนึกกำลังผ่าทางออกวิกฤตฝุ่น PM 2.5: การคุ้มครองสิทธิและก้าวต่อไปของกฎหมายอากาศสะอาด” ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ เพื่อเป็นเวทีกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูล มุมมอง ประสบการณ์ และข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 และไฟป่าในประเทศไทย รวมถึงพิจารณาทิศทางของกฎหมายอากาศสะอาดในอนาคต โดยมีตัวแทนจากหลากหลายกลุ่มเข้าร่วม ทั้งภาคการเมือง หน่วยงานรัฐ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์จากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พรประไพ กาญจนรินทร์ กล่าวเปิดการเสวนาโดยเน้นย้ำว่า วิกฤตฝุ่น PM 2.5 ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นปัญหาที่กระทบต่อสิทธิมนุษยชน สุขภาพ และสิทธิทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง การที่รัฐบาลส่งร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด กลับเข้าสู่สภาฯ ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญ แต่การผลักดันยังต้องดำเนินต่อไป พร้อมย้ำว่าการแก้ปัญหาต้องมองให้ครอบคลุม ไม่ใช่เพียงการพุ่งเป้าโทษชาวบ้านเพียงอย่างเดียว

"เมื่อวานนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ส่งร่างกฎหมายอากาศสะอาดกลับไปที่สภาแล้ว ในเบื้องต้นงานเราก็คงน้อยลงนิดหนึ่ง เพราะอย่างน้อยก็ไม่ต้องไปผลักดันให้รัฐบาลส่งเรื่องไปที่รัฐสภาอีก ถือเป็นก้าวแรก แต่คงไม่ใช่ก้าวเดียว เพราะเส้นทางยังอีกยาวไกลในการที่เราจะผลักดันเรื่องนี้ อย่างที่ทราบกันว่า วิกฤตฝุ่น PM 2.5 มีมาโดยตลอดและทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เท่าที่รับฟังมา ฝุ่น PM 2.5 มาจากไฟป่าเพียงส่วนหนึ่ง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากโรงงานอุตสาหกรรมและภาคส่วนอื่น ๆ ด้วย ซึ่งคงต้องมาหารือกัน และแน่นอนว่าฝุ่น PM 2.5 ไม่ได้กระทบแค่สิ่งแวดล้อม แต่กระทบถึงชีวิต สุขภาพ ตลอดจนเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม เพราะเมื่ออากาศไม่ดี ก็ไม่มีใครอยากมาท่องเที่ยวหรือจัดกิจกรรม นำไปสู่การซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่แล้วให้แย่ลงไปอีก และเหตุที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เพราะเรื่องของสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิมนุษยชน ซึ่งสหประชาชาติได้รับรองแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของ กสม. ที่ต้องขับเคลื่อนและผลักดันเรื่องนี้ร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ โดย กสม. ทำเรื่องนี้มาต่อเนื่องหลายปี ตั้งแต่ปี 2566 2567 2568 จนถึง 2569 เมื่อตอนต้นปีเราก็ส่งหนังสือย้ำไปอีกครั้ง”

เสียงสะท้อนจากพื้นที่: กระจายอำนาจ-เคารพวิถีชุมชน

ในเวทีช่วงเช้า เป็นการเสวนาหัวข้อความก้าวหน้าและความท้าทายในการแก้ไขปัญหาฝุ่นและไฟป่าในประเทศไทย

ดำเนินรายการโดย กิตติ สิงหาปัด ผู้ประกาศข่าวช่อง 3 การเสวนาเริ่มต้นจากการให้ตัวแทนจากพื้นที่ได้สะท้อนความท้าทายในการจัดการไฟป่า โดยก่อชิ  เพชรไพรพนาวัลย์ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ สะท้อนปัญหาว่า การบังคับใช้มาตรการห้ามเผาเด็ดขาดเป็นการฝืนธรรมชาติของป่าบางประเภท (เช่น ป่าเต็งรัง) ทำให้เกิดการสะสมของเชื้อเพลิง เมื่อเกิดไฟป่าจึงมีความรุนแรงและควบคุมยาก นอกจากนี้ การถ่ายโอนภารกิจการจัดการไฟป่าให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ยังขาดความเบ็ดเสร็จ ทั้งในด้านอำนาจการสั่งการและงบประมาณ จึงเสนอให้มีการกระจายอำนาจและงบประมาณลงสู่ท้องถิ่นโดยตรง เพื่อให้ อปท. สามารถร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนการบริหารจัดการไฟป่าและเชื้อเพลิงที่สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะที่ เดโช ไชยทัพ จากมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภาคเหนือ) ชี้ให้เห็นถึงพัฒนาการเชิงบวกในการจัดการไฟป่าที่มีหลายภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อท้าทายสำคัญบางประการ จึงมีข้อเสนอให้มีการกำหนดขอบเขตความรับผิดชอบเชิงพื้นที่ให้ชัดเจนระหว่างชุมชนและหน่วยงานรัฐ การปรับความเข้าใจที่แตกต่างกันในเรื่อง "การบริหารจัดการเชื้อเพลิง" เพื่อลดความขัดแย้ง โดยใช้กรณีศึกษาการใช้แอปพลิเคชัน "Fire-D" ในจังหวัดเชียงใหม่ที่ประสบความสำเร็จในการควบคุมพื้นที่เผาไหม้ การปรับปรุงระบบงบประมาณให้สอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ โดยให้ อปท. และองค์กรชุมชนเป็นหน่วยรับงบประมาณโดยตรง รวมถึงการเร่งรัดแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเรื่องสิทธิในที่ดินทำกินในเขตป่า เพื่อเปลี่ยนผ่านระบบเกษตรกรรมที่ต้องพึ่งพาไฟไปสู่ระบบที่ยั่งยืน

ด้านพฤ โอ่โดเชา แกนนำชาวปกากะญอ สะท้อนความเหลื่อมล้ำทางความรู้และอำนาจระหว่างรัฐ สังคมเมือง และกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในป่า การจัดการป่าต้องพิจารณาบริบทของ "คน" ที่อยู่ร่วมกับป่าด้วย วิถีชีวิตและระบบนิเวศน์บางประเภทมีความจำเป็นต้องใช้ไฟ เช่น การทำไร่หมุนเวียน ซึ่งมีระบบการทำแนวกันไฟเพื่อควบคุมไม่ให้ลุกลาม นโยบายลดการใช้ไฟแบบเหมารวมและการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด ทำให้ชาวบ้านกลายเป็นผู้กระทำผิดและต้องลักลอบจุดไฟ ซึ่งส่งผลให้ไฟป่ารุนแรงขึ้นเนื่องจากขาดการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ เสนอให้รัฐเปิดใจรับฟังและเรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชนเพื่อหาแนวทางร่วมกัน

ส่วนนฤพนธ์ ทิพย์มณฑา ผู้อำนวยการสำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ยอมรับว่าสถานการณ์ไฟป่าในปีนี้มีความรุนแรงมากเนื่องจากการสะสมของเชื้อเพลิงและสภาพอากาศที่แห้งแล้งยาวนาน กรมอุทยานฯ ได้ปรับแนวทางโดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนมากขึ้น มีการจ้างงานชาวบ้านเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังไฟป่ากว่า 1,690 เครือข่าย และทำความเข้าใจถึงความจำเป็นในการใช้ไฟตามวิถีชีวิต อย่างไรก็ตาม ยังคงประสบปัญหาพฤติกรรมการลักลอบเผาเพื่อการล่าสัตว์ หรือผู้ที่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ยาก

ด้านสมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา ระบุว่าความรุนแรงของไฟป่าในปีนี้เกิดจากภาวะฝนทิ้งช่วงยาวนาน ทำให้ไฟขยายตัวจนเกินขีดความสามารถของกลไกรัฐที่จะควบคุมได้ พร้อมเสนอแนะให้รัฐต้องเพิ่มขีดความสามารถและลงทุนในหน่วยดับไฟป่ามืออาชีพให้มีอุปกรณ์และกำลังพลที่เพียงพอ ส่วนการบริหารจัดการเชื้อเพลิงต้องระบุวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน เช่น เผาเพื่อเศรษฐกิจ หรือ เผาเพื่อลดเชื้อเพลิง และไม่อนุญาตให้เผาในป่าเต็งรังซึ่งก่อให้เกิดฝุ่นควันเกินมาตรฐาน และควรพัฒนาระบบทำแนวกันไฟที่มีประสิทธิภาพสูง มีจุดสำรองน้ำ และให้ชุมชนสร้างเส้นทางลาดตระเวนได้ ตลอดจนบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับกลุ่มที่ลักลอบเผาป่าเพื่อล่าสัตว์

ส่วนปริศนา  พรหมมา จากสภาลมหายใจเชียงใหม่ เสนอให้เลิกเหมารวมสาเหตุของไฟป่า ต้องแยกแยะการจัดการไฟระหว่างพื้นที่เกษตรที่สูง ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ และวิถีชีวิตชุมชน และเสนอให้แก้ปัญหาแอปพลิเคชัน "Fire-D" ที่มักไม่อนุมัติการบริหารจัดการเชื้อเพลิงในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ทำให้เกิดการลักลอบเผาจนควบคุมไม่ได้ พร้อมทั้งควรผลักดันให้ อปท. เป็นเจ้าภาพทำแผนระดับพื้นที่ร่วมกับกรมป่าไม้ แต่ปัจจุบันยังประสบปัญหาขาดแคลนงบประมาณในการดำเนินการ และควรยกระดับศักยภาพอาสาสมัครระดับหมู่บ้านกว่าพันทีมให้มีความเข้มแข็งและปลอดภัย ตลอดจนให้ความสำคัญกับแหล่งกำเนิดมลพิษลำดับที่สองของแต่ละจังหวัด เช่น ยานพาหนะ และภาคอุตสาหกรรม

ด้าน ดร.เจน  ชาญณรงค์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ เห็นด้วยว่าต้องจัดทำแผนที่จำแนกประเภทของไฟ โดยพุ่งเป้าไปที่การแก้ปัญหา "ไฟเพื่อการล่าสัตว์" ซึ่งสร้างความเสียหายรุนแรงที่สุด พร้อมเสนอแนวทางการแก้ไขที่ต้นเหตุด้วยการสร้างความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำ ดิน และสิทธิในที่ดินทำกินให้แก่ชุมชน เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานราก นอกจากนี้ยังเสนอให้ใช้กลไกการจ่ายค่าตอบแทนระบบนิเวศ (Payment for Ecosystem Services - PES) เพื่อสร้างแรงจูงใจในการรักษาป่า สำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ ได้เริ่มดำเนินการบูรณาการร่วมกับจังหวัดต้นลมเพื่อปรับช่วงเวลาการเผาภาคการเกษตร ไม่ให้ฝุ่นพัดเข้าสู่เมือง ซึ่งประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี

ทางด้าน ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม. ประกาศพร้อมเป็นเจ้าภาพบูรณาการแก้ปัญหาในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน โดยเน้นย้ำถึงการแก้ปัญหาเชิงระบบโดยอาศัยข้อมูลและเทคโนโลยีแบบ Real-time (ดาวเทียม โดรน เซนเซอร์) เพื่อระบุแหล่งกำเนิดฝุ่นอย่างแม่นยำ ปัญหาฝุ่นมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกับมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และปัญหาอื่น ๆ เช่น ยาเสพติด ทุนสีเทา พร้อมทั้งระบุว่ารัฐบาลมีแนวคิดผลักดันนโยบายเศรษฐกิจเกื้อกูลนิเวศ (Nature Positive Economy) และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) นำเศษวัสดุการเกษตรมาแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อลดการเผา โดยจะนำร่องในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน และเน้นย้ำถึงการแยกประเด็นการแก้ปัญหาออกจากความขัดแย้งทางการเมือง เพื่อให้เกิดความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ผ่าทางตันด้วยโครงสร้างและ กม.อากาศสะอาด

ช่วงบ่ายเป็นการเจาะลึกทางออกวิกฤตฝุ่นและทิศทางของร่างกฎหมายอากาศสะอาดในอนาคต ดำเนินรายการโดย ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ไพสิฐ พาณิชย์กุล ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษอากาศ (ศวอ.) ชี้ว่าการแก้ปัญหาด้วยการดับไฟเป็นเพียงการแก้ที่ปลายเหตุ โครงสร้างปัญหาฝุ่น PM 2.5 ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ ระบบราชการ ฐานข้อมูล เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ปัญหาที่พบในระดับพื้นที่คือ ขาดเจตจำนงทางการเมือง (Political Will) กลไกรัฐทำงานแบบเดิม ขาดความต่อเนื่องของผู้บริหาร และระบบงบประมาณไม่เอื้อต่อการป้องกัน เสนอให้ร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดเป็นเครื่องมือในการสร้างระบบนิเวศทางการเมืองที่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหา นำบทเรียนจากแต่ละพื้นที่มาปรับใช้ (Lesson Learned) กำหนดเป้าหมายจัดการพื้นที่ซ้ำซาก (Point Source) และปรับปรุงระบบงบประมาณให้เหมาะสมกับแหล่งกำเนิดมลพิษแต่ละประเภท

ด้าน ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม และอดีตประธานคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนร่างกฎหมายว่าด้วยอากาศสะอาด สำนักงาน ป.ย.ป. ชี้ให้เห็นความล้มเหลวของการประกาศวาระแห่งชาติ 7 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากเน้นแก้ปัญหาเพียง 3 เดือนในช่วงวิกฤต และงบประมาณไม่สอดคล้องกับแผน เสนอสูตร "8-3-1" คือ ทำงานเชิงรุก 8 เดือน ตั้งรับอย่างมีประสิทธิภาพ 3 เดือน และขับเคลื่อน 1 Big Project ให้มีงบประมาณเบ็ดเสร็จครบวงจร นำเสนอแนวคิด "เศรษฐกิจเกื้อกูลนิเวศ (Nature Positive Economy)" เช่น การปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวโพดเป็นป่าเศรษฐกิจหรือเกษตรมูลค่าสูง โดยใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ เช่น มาตรการทางภาษี และ BOI เป็นแรงจูงใจ เพื่อแก้ปัญหาความยากจน ควบคู่กับการลดมลพิษ

สำหรับประเด็นร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด เชาว์ลิต แจ้งอักษร ผู้อำนวยการส่วนพัฒนากฎหมาย กรมควบคุมมลพิษ อธิบายสาระสำคัญของร่างกฎหมายอากาศสะอาด (273 มาตรา) ซึ่งมุ่งรับรองสิทธิการเข้าถึงอากาศสะอาดของประชาชน โดยมีกลไกสำคัญ ได้แก่ ระบบคณะกรรมการหลายระดับเพื่อบูรณาการนโยบายและการปฏิบัติ การกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศและควบคุมมลพิษจาก 7 แหล่งกำเนิด (อุตสาหกรรม คมนาคม เกษตร ป่าไม้ ภาคเมือง มลพิษข้ามแดน และอื่นๆ) การประกาศ "เขตเฝ้าระวัง" และ "เขตประสบมลพิษทางอากาศ" ให้อำนาจผู้บริหารท้องถิ่นสั่งระงับกิจกรรมก่อปัญหาได้ มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ เช่น ภาษีอากาศสะอาด ระบบฝากไว้ได้คืน และกองทุนอากาศสะอาด การกำหนดความรับผิดทางแพ่ง (ผู้ก่อผลกระทบต้องรับผิดชอบ รวมถึงสถาบันการเงินที่สนับสนุน) และบทลงโทษทางอาญาที่รุนแรง

ขณะที่ รศ.ดร.คนึงนิจ  ศรีบัวเอี่ยม นายกสมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ เตือนให้ระวังความเสี่ยงในกระบวนการนิติบัญญัติที่อาจทำให้ร่างกฎหมายบิดเบือนไปจากเจตนารมณ์เดิม เน้นย้ำว่า พ.ร.บ. อากาศสะอาด ต้องไม่เป็นเพียงเครื่องมือทางการเมือง หรือกฎหมายฟอกเขียว แต่ต้องเป็นเครื่องมือในการบูรณาการนโยบายและการเรียนรู้ทางสังคม กฎหมายนี้ใช้หลัก "สิทธิเป็นฐาน (Rights-based)" ซึ่งก่อให้เกิดหน้าที่ของรัฐที่ต้องปกป้องคุ้มครอง และความรับผิดชอบของผู้ก่อปัญหา พร้อมอ้างอิงถึงการยอมรับในระดับสากลต่อโครงสร้างของร่างกฎหมายฉบับภาคประชาชน

ด้านวีระศักดิ์  โควสุรัตน์ ที่ปรึกษาสภาลมหายใจ กรุงเทพมหานคร ระบุว่าร่างกฎหมายฉบับนี้มีนวัตกรรมที่น่าสนใจคือการบัญญัติแนวคิด "เขตภูมิศาสตร์อากาศ (Airshed)" และการให้ศาลรับฟังหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาบังคับใช้ในกระบวนการยุติธรรม รวมถึงการเขียนกฎหมายตีกรอบบังคับให้ทุกหน่วยงานต้องบูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่ออุดช่องโหว่การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนี้ ยังเสนอให้ขับเคลื่อนการทำงานด้วยหลัก 3T (Talent, Technology, Tolerance) และแนะแนวทางแก้ปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดนโดยไม่พึ่งพารัฐต่อรัฐเพียงอย่างเดียว แต่ให้ดึงภาคธุรกิจและภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วม

ด้านธนะสิทธิ์ เมธพันธ์เมือง กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษามาตรการและแนวทางการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาไฟป่า และติดตามปัญหาวิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5). สภาผู้แทนราษฎร ยืนยันความตั้งใจของคณะกรรมาธิการในการรวบรวมข้อมูลอย่างรอบด้านภายในกรอบเวลาที่จำกัด รับทราบถึงปัญหาความซ้ำซ้อนของอำนาจหน้าที่ ปัญหาการขาดแคลนงบประมาณ และปัญหาขาดกำลังคน เช่น เจ้าหน้าที่เหยี่ยวไฟมีเพียง 250 คนทั่วประเทศ กรรมาธิการฯ จะนำข้อเสนอเชิงโครงสร้าง การส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน และการจัดสรรงบประมาณเชิงป้องกัน ไปผลักดันในรัฐสภา เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการที่เป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ตัวแทนจากกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ ยังได้เสริมถึงกลไกการเจรจาระหว่างประเทศ โดยระบุว่ากำลังผลักดันยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky Strategy) และศูนย์ประสานงานเพื่อตรวจจับจุดความร้อนในภูมิภาค เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรม

ด้านวิพัฒนชัย  วิมหิน สภาองค์กรชุมชน จังหวัดขอนแก่น เสนอให้กระจายอำนาจการจัดการปัญหาฝุ่นควันสู่ระดับจังหวัดเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมอย่างเป็นรูปธรรม แทนการรวมศูนย์ที่ส่วนกลาง พร้อมทั้งเน้นย้ำความสำคัญของการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับร่างกฎหมายอากาศสะอาดให้แก่ประชาชนในพื้นที่ เพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหาร่วมกัน

ในช่วงท้าย ศยามล  ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สรุปการเสวนา พร้อมย้ำว่า กสม. จะรวบรวมข้อเสนอแนะเชิงมาตรการบริหาร ทั้งการบูรณาการงบประมาณเชิงป้องกัน (Finance Based Solution) การปรับเปลี่ยนโครงสร้างการเกษตร และการจัดการเชื้อเพลิงที่สอดคล้องกับวิถีชุมชน เพื่อส่งมอบต่อรองนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลต่อไป โดย กสม. จะยังคงยืนหยัดเป็นกระบอกเสียงให้แก่กลุ่มคนเปราะบางและชุมชนในพื้นที่ เพื่อให้การแก้ปัญหาวิกฤตฝุ่นละอองเกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1317258180594574&id=100069312125516&rdid=DJDauK7IPNpy8D2A#

พระกรุณาธิคุณต่อผู้ป่วยมะเร็ง สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒนฯ จัดสรรยาอิมครานิบ 690,000 เม็ด แก่ผู้ป่วยมะเร็งทั่วประเทศ หนุนบริการสาธารณสุขทั่วไทยพัฒนา

ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จไปพระราชทาน “รางวัล
ศรีสวางควัฒน” ประจำปี ๒๕๖๘ และพระราชทานยารักษาโรคมะเร็งมุ่งเป้า “อิมครานิบ ๑๐๐” จำนวน ๖๙๐,๐๐๐ เม็ด แก่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อจัดสรรให้แก่ผู้ป่วยมะเร็งทั่วประเทศ

วันพฤหัสบดีที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๖๙ เวลา ๐๙.๐๐ น. ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เสด็จไปในพิธีพระราชทาน “รางวัลศรีสวางควัฒน” ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ แก่หน่วยงานสาธารณสุขที่มีความเป็นเลิศด้านบริการทางการแพทย์ และพิธีพระราชทานยารักษาโรคมะเร็ง “โครงการยารักษาโรคมะเร็งเฉลิมพระเกียรติ ๖๙ พรรษา” เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ จำนวน ๖๙๐,๐๐๐ เม็ด แก่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น ๓ อาคารวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ โดยมีศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ , นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข , นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เฝ้ารับเสด็จฯ โอกาสนี้ พระราชทานพระวโรกาสให้ ดร.ฐากูร พานิช รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เข้าเฝ้าถวายสูจิบัตร และศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กราบทูลรายงานการจัดโครงการฯ และเบิกผู้แทนหน่วยงานสาธารณสุขเข้ารับพระราชทานรางวัลศรีสวางควัฒน ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ ตามลำดับ

โครงการ “รางวัลศรีสวางควัฒน” เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย  เพื่อน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณและเทิดพระเกียรติ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี  องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และสืบสานพระปณิธานในการส่งเสริมให้โรงพยาบาลทั่วประเทศ พัฒนาการบริการที่มีประสิทธิภาพแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยในทุกท้องถิ่นห่างไกลให้มีโอกาสเข้าถึงการบริบาลด้านสาธารณสุขด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยมีคุณภาพและได้มาตรฐาน จัดขึ้นครั้งแรกในปี ๒๕๖๔ และดำเนินโครงการมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยดำเนินการสรรหาและคัดเลือกหน่วยงานบริการด้านสาธารณสุขที่ให้บริการทางการแพทย์อย่างมีมาตรฐานทุกระดับ ซึ่งมีความทุ่มเทในการพัฒนาระบบบริการประชาชนที่เป็นเลิศ อุทิศตนในการปฏิบัติงานด้วยความเสียสละ อุตสาหะ และทุ่มเท เป็นรางวัลอันทรงคุณค่า เป็นเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีขององค์กรสาธารณสุข มอบให้แก่หน่วยงานที่สืบสานการดำเนินงานตามพระปณิธาน อันเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่องค์กรท่างการแพทย์และการสาธารณสุข ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจและเป็นต้นแบบให้แก่องค์กรสาธารณสุขอื่นที่ดำเรงการพัฒนาในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์สูงสุดอันจะเกิดแก่ประชาชนต่อไป

สำหรับรางวัลศรีสวางควัฒน ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ ได้แบ่งการสรรหาสถานพยาบาลออกเป็น ๔ ประเภท โดยมีหน่วยงานที่ได้เข้ารับพระราชทานรางวัล จำนวน ๑๒ หน่วยงาน แบ่งตามประเภทรางวัล ดังนี้
๑. ประเภทโรงพยาบาลศูนย์ และ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช (ระดับ รพศ.) ได้แก่ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย
๒. ประเภทโรงพยาบาลทั่วไปและ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช (ระดับ รพท.) ได้แก่ โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส
๓. ประเภทโรงพยาบาลชุมชนและโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช (ระดับ รพช.) ได้แก่ โรงพยาบาลทรายทองวัฒนา อำเภอทรายทองวัฒนา จังหวัดกำแพงเพชร
๔ ประเภทโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ได้แก่ สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา นวมินทราชินี ตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

และรางวัลสำหรับโรงพยาบาล ๘ แห่ง ที่ผ่านการคัดเลือกเข้ารอบสุดท้าย แบ่งตามประเภทโรงพยาบาล ประกอบด้วย ประเภทโรงพยาบาลศูนย์ (ระดับ รพศ.) ได้แก่ โรงพยาบาลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และโรงพยาบาลชลบุรี อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ประเภทโรงพยาบาลทั่วไป (ระดับ รพท.) ได้แก่ โรงพยาบาลสุโขทัย อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย และโรงพยาบาลมะการักษ์ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรีประเภทโรงพยาบาลชุมชน (ระดับ รพช.) ได้แก่ โรงพยาบาลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี และโรงพยาบาลนิคมคำสร้อย อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร และประเภทโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ได้แก่ สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯ ตำบลไร่ใต้ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี และสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯ ตำบลบ้านคลองพลู อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี จากนั้นทรงมีพระดำรัส แก่บุคลากรด้านสาธารณสุขที่เข้าร่วมพิธีพระราชทานรางวัลศรีสวางควัฒนในครั้งนี้เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการมุ่งมั่นปฏิบัติงานด้วยความอุตสาหะและทุ่มเทเพื่อประโยชน์สูงสุดอันเกิดแก่ประชาชนสืบไป

โอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พระราชทานพระวโรกาสให้นายแพทย์จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เข้าเฝ้ารับพระราชทานยารักษาโรคมะเร็งมุ่งเป้าชนิดเม็ด อิมครานิบ ๑๐๐ ในพิธีพระราชทานยารักษาโรคมะเร็ง “โครงการยารักษาโรคมะเร็งเฉลิมพระเกียรติ ๖๙ พรรษา” เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ จำนวน ๖๙๐,๐๐๐ เม็ด เพื่อจัดสรรให้แก่ผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า นับเป็นการหยิบยื่นโอกาสในการเข้าถึงการรักษาที่ทันสมัยอย่างเท่าเทียม จากนั้น พระราชทานพระวโรกาสฉายพระรูปร่วมกับคณะกรรมการโครงการและผู้ที่ได้รับพระราชทาน“รางวัลศรีสวางควัฒน” ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ และคณะผู้บริหาร บุคลากรโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พร้อมด้วยเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รวม ๓ ชุด และทอดพระเนตรการจัดแสดงนิทรรศการผลงานของโรงพยาบาลที่ได้รับพระราชทานรางวัลศรีสวางควัฒน ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ตามลำดับ

อนึ่ง ด้วยพระปรีชาสามารถและพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ทรงประจักษ์แจ้งว่า “สุขภาวะของประชาชน” คือรากฐานสำคัญยิ่งในการพัฒนาประเทศ ทรงมีพระนโยบายมุ่งมั่นสถาปนาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ให้เป็นเสาหลักแห่งการสาธารณสุขของชาติ ผนวกกับพระอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และการเภสัชกรรม จึงได้ทรงสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาให้สามารถต่อยอดสู่การผลิตระดับอุตสาหกรรมและทรงก่อตั้งโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดําริ ที่พระตำหนักพิมานมาศ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๖๓ เพื่อเติมเต็มนิเวศวิจัยการแพทย์ การเภสัชกรรม และมะเร็งวิทยาให้สมบูรณ์อย่างยั่งยืน โรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดําริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นโรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็งแห่งแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานวิธีการที่ดีในการผลิตยาและการกระจายยาตามมาตรฐานสากล (PIC/s GMDP) มีศักยภาพด้านการวิจัยทางเภสัชกรรมสามารถนำองค์ความรู้จากการวิจัยมาต่อยอดเป็นการผลิตระดับอุตสาหกรรม เพื่อให้มียารักษาโรคมะเร็งเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศไทย ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการนำเข้ายาจากต่างประเทศ พระกรุณาธิคุณนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาองค์ความรู้ เสริมทักษะความชำนาญในการพัฒนาตำรับ การผลิต การควบคุมคุณภาพ การประกันคุณภาพ การทดสอบทางเภสัชวิทยา และการขึ้นทะเบียนยารักษาโรคมะเร็งให้แก่บุคลากรและองค์กรที่เกี่ยวข้อง สนองแนวพระดำริในการเพิ่มขีดความสามารถด้านเภสัชอุตสาหการ และเทคโนโลยีเภสัชกรรมแก่ประเทศไทยให้พร้อมรองรับการวิจัย และการผลิตยารักษาโรคมะเร็ง นับเป็นการสร้างความมั่นคงทางยาให้กับประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้า ฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงให้ความสำคัญต่อการดูแลผู้ป่วยในทุกมิติ ครอบคลุมการรักษาโรคมะเร็งทุกรูปแบบ โดยยารักษาโรคมะเร็งชนิดมุ่งเป้าที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซีนไคเนส เป็นหนึ่งในยาที่ทรงสนพระทัยเนื่องจากเป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูง มีอาการข้างเคียงต่ำ ใช้รักษาโรคมะเร็งได้หลากหลายชนิด เป็นที่ยอมรับจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยาอย่างกว้างขวาง สำหรับยารักษาโรคมะเร็งมุ่งเป้าชนิดเม็ด “อิมครานิบ ๑๐๐" ถือเป็นยามะเร็งมุ่งเป้าตำรับแรกที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย โดยได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและ เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ และได้รับการบรรจุไว้ในบัญชีนวัตกรรมไทย เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๙ ด้วยน้ำพระทัยที่ทรงห่วงใยในพสกนิกรเป็นอเนกประการ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ จึงทรงมีพระวินิจฉัยพระราชทานยารักษาโรคมะเร็งมุ่งเป้า อิมครานิบ ๑๐๐ (IMCRANIB 100) จำนวน ๖๙๐,๐๐๐ เม็ด แก่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อจัดสรรให้แก่ผู้ป่วยที่ทุกข์ทรมานจากโรคร้ายอย่างทั่วถึง ทรงหยิบยื่นโอกาสในการเข้าถึงการรักษาที่ทันสมัยแก่ประชาชนชาวไทยอย่างเท่าเทียม ขจัดซึ่งอุปสรรคด้านเศรษฐานะ เพื่อให้พสกนิกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นดังพระปณิธานอันแน่วแน่ นับเป็นพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ต่อปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ


ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1448179180677748&id=100064570394286&rdid=qmfSPTkaFVIKH5Un#

8 พฤษภาคม 2417 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ตั้ง “สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน” ก้าวสำคัญสู่การบริหารราชการแผ่นดินแบบสมัยใหม่ของไทย เป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทย

8 พฤษภาคม พ.ศ. 2417 รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ตั้ง “สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน” ก้าวสำคัญสู่การบริหารราชการแผ่นดินแบบสมัยใหม่ของไทย

วันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2417 เป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง “สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน” หรือ Council of State ขึ้นอย่างเป็นทางการ นักวิชาการด้านการเมืองการปกครองไทยมักยกให้สภานี้เป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญของการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดิน และเป็นต้นแบบของระบบคณะรัฐมนตรีกับสถาบันการเมืองสมัยใหม่ของไทยในเวลาต่อมา แม้ในทางเทคนิคจะยังไม่ใช่ “คณะรัฐมนตรี” ในความหมายแบบหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ก็ตาม

สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัดคือ ในปี พ.ศ. 2417 ไทยยังอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ดังนั้น การใช้คำว่า “คณะรัฐมนตรีชุดแรกของไทย” จึงอาจทำให้คลาดเคลื่อนทางประวัติศาสตร์ได้ หากจะใช้ถ้อยคำที่แม่นที่สุด ควรเรียกว่า “สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน” ซึ่งเป็นสภาที่ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาแด่พระมหากษัตริย์ในกิจการบ้านเมือง และเป็นก้าวแรกของการจัดวางโครงสร้างอำนาจฝ่ายบริหารแบบมีที่ปรึกษาและการแบ่งงานเป็นระบบมากขึ้น

การก่อตั้งสภานี้เกิดขึ้นในบริบทที่สยามกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งแรงกดดันจากชาติตะวันตก การขยายตัวของระบบราชการ และความจำเป็นในการปรับปรุงการบริหารประเทศให้ทันสมัยขึ้น รัชกาลที่ 5 จึงทรงริเริ่มการปฏิรูปหลายด้านอย่างต่อเนื่อง และการมี “สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน” ก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการปฏิรูปนั้น เพราะช่วยให้การตัดสินใจด้านนโยบายและราชการแผ่นดินไม่ยึดโยงกับระบบเดิมเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มขยับไปสู่รูปแบบที่มีการพิจารณาและอภิปรายอย่างเป็นระบบมากขึ้น
.
ฐานข้อมูลของสถาบันพระปกเกล้าระบุว่า สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินในระยะแรกมีสมาชิก 12 คน ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาเกี่ยวกับราชการแผ่นดินและกฎหมาย โดยเป็นกลไกใหม่ที่เกิดขึ้นควบคู่กับการตั้ง องคมนตรีสภา ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน การจัดตั้งสองสภานี้จึงสะท้อนว่ารัชกาลที่ 5 มิได้มองการปฏิรูปเป็นเพียงเรื่องรายกระทรวงหรือรายหน่วยงาน แต่ทรงมองถึงระดับ “โครงสร้างการใช้อำนาจ” ของรัฐสยามโดยรวมแล้ว

หากมองในเชิงแนวคิด สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินมีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นครั้งแรก ๆ ที่สยามพยายามวางระบบให้การบริหารบ้านเมืองดำเนินไปบนหลักของ การปรึกษาหารืออย่างเป็นทางการ ไม่ใช่เพียงการมีขุนนางถวายคำแนะนำตามธรรมเนียมเดิม แต่เป็นการตั้ง “องค์กร” ขึ้นมารองรับการให้คำปรึกษาอย่างชัดเจน มีชื่อ มีหน้าที่ และมีสถานะในทางราชการ สิ่งนี้เองที่ทำให้นักวิชาการจำนวนมากมองว่าสภาดังกล่าวเป็นรากฐานของระบบคณะรัฐมนตรีและสถาบันแบบรัฐธรรมนูญไทยในเวลาต่อมา
ความสำคัญอีกด้านหนึ่งคือ สภานี้สะท้อนพระราชวิสัยทัศน์ของรัชกาลที่ 5 ที่ทรงตระหนักว่า การรักษาเอกราชของสยามในโลกศตวรรษที่ 19 ไม่อาจอาศัยแต่กำลังทหารหรือการทูตเท่านั้น แต่ต้องสร้าง “ความทันสมัยของรัฐ” ให้เกิดขึ้นจริงด้วย รัฐที่มีระบบบริหารชัดเจน มีกระบวนการพิจารณาราชการเป็นขั้นตอน และมีการจัดองค์กรทางการเมืองอย่างเป็นสัดส่วน ย่อมช่วยเสริมภาพลักษณ์ของสยามในสายตาชาติตะวันตกว่าเป็นรัฐที่ปกครองตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น วันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2417 จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงวันตั้งหน่วยงานใหม่ในราชสำนัก แต่คือวันสำคัญที่แสดงให้เห็นการเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านระบบการเมืองการปกครองไทย จากโครงสร้างแบบดั้งเดิมไปสู่การบริหารราชการแผ่นดินแบบสมัยใหม่มากขึ้น แม้จะยังไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบรัฐสภาในเวลานั้น แต่ก็เป็นก้าวสำคัญที่ปูพื้นให้ประเทศไทยค่อย ๆ พัฒนาองค์กรทางการเมืองและระบบบริหารแบบใหม่ในศตวรรษต่อมา

ในแง่นี้ “สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน” จึงมีความหมายเกินกว่าตำแหน่งหรือโครงสร้างในเอกสารราชการ เพราะมันคือสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นคิดใหม่เรื่องรัฐ การบริหาร และการใช้อำนาจในสยามยุครัชกาลที่ 5 เป็นจุดที่ชี้ให้เห็นว่าการปฏิรูปประเทศไทยไม่ได้เกิดขึ้นฉับพลันในยุคหลังเท่านั้น แต่มีรากที่ลึกและยาวนานมาตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 แล้วอย่างชัดเจน

ที่มา : https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99&utm

เผยไทยสำรองน้ำมันเพิ่มเป็น 109 วัน กระทรวงพลังงานรายงาน สถานการณ์พลังงานโลกมีสัญญาณผ่อนคลาย ราคาน้ำมันขายปลีกยังทรงตัวเทียบอาเซียน กองทุนน้ำมันติดลบ 63,439 ล้านบาท

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ประจำวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 

1.สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา

-  สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางล่าสุดส่งสัญญาณในทิศทางที่ผ่อนคลายลงอย่างมาก หลังจากมีรายงานว่าสหรัฐอเมริกาและอิหร่านกำลังเข้าใกล้การบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงคราม โดยทางการอิหร่านกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อเสนอและคาดว่าจะให้คำตอบในเร็วๆ นี้ ซึ่งอาจเปิดทางให้การเดินเรือขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาปลอดภัยอีกครั้ง รวมถึงความเป็นไปได้ในการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังคงมีความเปราะบางเนื่องจากผู้นำสหรัฐฯ ได้เตือนถึงการโจมตีที่รุนแรงขึ้นหากการเจรจาล้มเหลว พัฒนาการเชิงบวกทางการทูตนี้ได้ช่วยลดทอนความกังวลของตลาดเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านการชะงักงันของอุปทานน้ำมันในภูมิภาคได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าในฝั่งของอุปสงค์จะยังคงสะท้อนความแข็งแกร่งผ่านตัวเลขสต็อกน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปเชิงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลดลงก็ตาม จากความหวังที่สงครามอาจใกล้สิ้นสุดลง ส่งผลให้ทิศทางราคาน้ำมันดิบทั้งสองฝั่งในตลาดโลกเมื่อวันก่อนหน้าปรับตัวร่วงลงอย่างหนัก ก่อนที่จะเริ่มเห็นการปรับขึ้นมาได้เล็กน้อยและแกว่งตัวอยู่ในระดับที่มีความผันผวน เนื่องจากนักลงทุนยังคงรอดูความชัดเจนของข้อตกลงอย่างใกล้ชิด

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ  การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล

- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 7 พฤษภาคม 2569
 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 109 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 28 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 37 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 19 วัน  

- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ข้อมูลเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1- 5 พฤษภาคม 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 68.60 ล้านลิตร และจำหน่าย 56.48 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 

-  ราคาน้ำมันขายปลีกยังคงที่​ โดยดีเซล B7 อยู่ที่ 40.80 บาท และดีเซล B20 ที่ 33.80 บาทต่อลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล 95 อยู่ที่ 43.30 บาท แก๊สโซฮอล 91 ที่ 42.93 บาท และแก๊สโซฮอล E20 ที่ 36.30 บาท 

- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 43.30 บาท ขณะที่ ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว กัมพูชา  เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 44.97 - 88.15 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 40.80 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย  กัมพูชา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 44.​12 – 116.69 บาทต่อลิตร 

- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ติดลบ 63,439.65 ล้านบาท โดยมีรายรับประมาณวันละ 29.89 ล้านบาท
 

EGCO รับรางวัลอนุรักษ์ศิลป์ ศูนย์เรียนรู้ขนอมได้รางวัลดีมาก จากสมาคมสถาปนิกสยามฯ สะท้อนการรักษามรดกสถาปัตย์ ส่งเสริมการเรียนรู้ชุมชนและเยาวชน

นายธวัช หิรัณจารุกร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานปฏิบัติการ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในพิธีพระราชทานรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม ประจำปี 2566 - 2567 ซึ่งจัดโดย สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เนื่องในโอกาสที่ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอมได้รับพระราชทานรางวัล “อนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม ประจำปี 2567 ประเภท ก. งานอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมและชุมชน ระดับดีมาก” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช พัฒนาขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง EGCO Group โรงไฟฟ้าขนอม และ ESCO ในกลุ่มเอ็กโก ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจไฟฟ้า วิศวกรรม การก่อสร้าง การบำรุงรักษาและเดินเครื่องโรงไฟฟ้า และ บริษัท ซีเอ็มโอ จำกัด (มหาชน) ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและการพัฒนาเนื้อหานิทรรศการและพิพิธภัณฑ์ ได้รับการพิจารณาให้ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม ประจำปี 2567 ประเภท ก. งานอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมและชุมชน ระดับดีมาก จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ สะท้อนความสำเร็จของการปรับเปลี่ยนประโยชน์ใช้สอยจากโรงไฟฟ้าเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ในฐานะแหล่งผลิตไฟฟ้าสำคัญของภาคใต้ ตลอดจนการออกแบบและพัฒนาพื้นที่อย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านพลังงาน กระบวนการผลิตไฟฟ้า ตลอดจนการอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลระหว่างโรงไฟฟ้า ชุมชน และสิ่งแวดล้อม สำหรับเยาวชน ชุมชน และผู้สนใจทั่วไป

สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวถึงเหตุผลที่พิจารณาให้ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอมได้รับรางวัลครั้งนี้ว่า “ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอมเป็นงานสถาปัตยกรรมในยุคอุตสาหกรรมด้านการผลิตไฟฟ้าที่หาได้ยากยิ่งในประเทศไทย เป็นอาคารที่มีคุณค่าทั้งทางประวัติศาสตร์และทางวิชาการ ที่ยังคงมีความแท้ในเรื่องของรูปทรง องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม จึงมีศักยภาพอย่างสูงที่จะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ การอนุรักษ์เพื่อนำมาใช้เป็นศูนย์เรียนรู้ในครั้งนี้แสดงออกให้เห็นถึงความตั้งใจ ความตระหนักในคุณค่าและความสำคัญของอาคาร มีกระบวนการในการออกแบบอย่างครบถ้วนและเลือกเทคนิควิธีการอนุรักษ์ที่เหมาะสม การจัดแสดงภายในอาคารยังสามารถรักษาความแท้ไว้เพื่อสื่อความหมายได้อย่างน่าสนใจ มีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ภายในอย่างสร้างสรรค์ รวมทั้งมีแผนบริหารจัดการโครงการอย่างชัดเจน เป็นการอนุรักษ์ที่ส่งผลดีต่อสังคมชุมชนโดยรอบ และเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเยาวชนและประชาชนต่อไป”

ภายในศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม จัดแสดงนิทรรศการถาวร จำนวน 7 โซน ครอบคลุมความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไฟฟ้า กระบวนการผลิตไฟฟ้า การรักษาสิ่งแวดล้อม และการอยู่ร่วมกันของโรงไฟฟ้าและชุมชนโดยมุ่งเน้นให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม ผ่านเทคนิคการนำเสนอที่น่าสนใจและทันสมัย นอกจากนี้ ศูนย์เรียนรู้ฯ ได้พัฒนาระบบการเยี่ยมชมเสมือนจริง (Virtual Exhibition) เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ในวงกว้างมากยิ่งขึ้น และ จัดกิจกรรมสัปดาห์วิทยาศาสตร์เป็นประจำทุกปี เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในกลุ่มเด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดใกล้เคียง

ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม เปิดให้เยี่ยมชมทุกวันอังคาร-วันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. (หยุดวันอาทิตย์ วันจันทร์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์) เยาวชนและนักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าชมล่วงหน้าได้ที่เว็บไซต์ https://varpevent.com/museum/khanom/ โทร. 098 014 2249 หรือติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก www.facebook.com/KhanomLearningCenter

‘ดร.ธีรชัย’ อดีต รมว.คลัง ชี้เสี่ยงไม่คุ้ม? เปิดโจทย์ยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ไทย ใครคุ้มกว่า ใครเสี่ยงกว่า ชำแหละแลนด์บริดจ์ เสี่ยงต้นทุนสูง–ดีเลย์–เวนคืนใหญ่ โครงการแลนด์บริดจ์ไม่คุ้มค่า ค่าใช้จ่ายสูงและดีเลย์เรือบ่อย ก่อนชูระนองเป็นฮับโลจิสติกส์แทน

LOGISTIC HUB ชนะขาด Land bridge *โครงการแลนด์บริดจ์ เชื่อมอ่าวไทยกับทะเลอันดามันด้วยราง

1 ไม่คุ้มค่าทางธุรกิจ ค่าใช้จ่ายสูงในการยกคอนเทนเนอร์ลงจากเรือที่ชุมพร ยกขึ้นขนส่งทางรางหรือรถบรรทุก ยกลงที่ระนอง ยกขึ้นเรือที่ระนอง เทียบกับประหยัดเวลาเดินทางเพียงไม่กี่วัน

2 ปัญหาดีเลย์เรือที่มารับจะทำให้มีคอนเทนเนอร์ค้างบนฝั่ง และแทนที่จะใช้เรือลำเดียววิ่งผ่านช่องแคบมะละกา กลับต้องใช้เรือสองลำ แต่ละลำต้องเข้าคิวจอดเทียบท่า

3 ไม่สร้างงานแก่คนท้องถิ่น เพราะจะไม่มีใครเอาคอนเทนเนอร์มาแกะเพื่อเอาสิ่งของสินค้านำออกมาเพื่อทำงานเพิ่มอีกเพียงเล็กๆน้อยๆ

4 เสียธรรมชาติสองด้าน โดยเฉพาะด้านชุมพรที่อาจกระทบไปถึงธุรกิจท่องเที่ยว

5 ต้องเวนคืนที่ดินมหาศาลเพื่อสร้างถนนขนาดใหญ่ ประชาชนกังวลว่ามีนักธุรกิจและนักการเมืองดักซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไรเตรียมไว้แล้ว และแนวคิดให้เอกชนต่างชาติเช่า 99 ปีเป็นเป้าหมายการครองที่ดินเพื่อการพาณิชย์เสียมากกว่า

(ประชาชนเป็นห่วง แค่เกาะพงันและอำเภอปาย รัฐบาลยังป้องกันไม่ได้เลย)

6 รัฐบาลเปิดประมูลให้เอกชนเหมา ไม่มีขบวนการรับฟังข้อกังวลของคนท้องถิ่น และควรรับฟังคำเตือนของคุณสิริกัญญา รองหัวหน้าพรรคประชาชน เตือนให้ระวังการประมูลไปก่อนแล้วขอปรับเงื่อนไขทีหลังเพื่อลดประโยชน์ที่ให้แก่รัฐบาลหรือเพื่อบีบคั้นให้รัฐบาลต้องลงทุนแทนมากขึ้นๆ

*แนวคิดเรื่องทำเป็นคลองลอยฟ้ายกระดับสูงกว่าทะเลเหมือนคลองปานามา

เป็นไปไม่ได้ ลงทุนหนักไม่คุ้มค่า และการยกเรือขึ้นลงในประตูน้ำหลายชั้นจะต้องใช้น้ำจืดมหาศาล ที่ปานามามีทะเลสาปน้ำจืดใหญ่ แต่ชุมพรถึงระนองไม่มีทะเลสาปน้ำจืด

*แนวคิดเรื่องทำเป็นคลองขุดจะเจอปัญหาระดับน้ำทะเลสองด้านไม่เท่ากัน ต้องทำประตูน้ำอย่างน้อยหนึ่งชั้นซึ่งต้องการน้ำจืดเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ เนื่องจากคลองไทยจะเปลี่ยนดุลอำนาจทางทะเล การเมืองโลกจึงยังไม่เอื้ออำนวย แต่ภายหลังจากโครงการ RANONG LOGISTIC HUB เดินหน้าไประยะหนึ่ง ก็อาจหยิบยกเรื่องคลองขุดพิจารณาได้อีก

*โครงการ RANONG LOGISTIC HUB

เชื่อมโลกกับตอนกลางของจีนด้วยเรือ-ต่อ-ราง จากระนองผ่านลาวส่งถึงคุนหมิง

1 แค่เน้นเฉพาะสินค้าที่ใช้ในตอนกลางของจีน ก็มีปริมาณนำเข้าส่งออกพอเพียง จะคุ้มค่าทางธุรกิจทันที ในแผนที่จะเห็นได้ว่าเส้นทางรางระนอง-คุนหมิงนั้น สั้นกว่าผ่านช่องแคบมะละกาไปที่เซี่ยงไฮ้และต่อด้วยรางไปคุนหมิง

2 จีนจะมีทางออกมหาสมุทรอินเดียเป็นครั้งแรก แทนที่จะออกทางมหาสมุทรแปซิฟิกทางเดียว ดังนั้น ไทยสามารถเจรจาให้จีนลงทุนได้

3 สินค้าผลิตในไทยจะมีทางส่งออกเพิ่ม โดยส่งทางรางไปเชื่อมกับรถไฟจีนไปยุโรป รวมไปถึงการนำเข้า

4 สามารถชักชวนโรงงานจีนมาจัดตั้งอุตสาหกรรมแร่ในภาคใต้ของไทย เพื่อแปรรูปแร่ธาตุจากอเมริกาใต้ แอฟริกา อินเดียและปากีสถาน ให้เป็นวัตถุดิบพร้อมใช้งานทั้งในไทย อาเซียน และส่งไปจีน

5 นักธุรกิจในไทยสามารถเป็นคนกลางเชื่อมโยงการค้าอินเดีย-จีน ซึ่งประชาชนทั้งสองประเทศจะมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นอีกมาก จำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกันอีกมาก

6 โครงการนี้รัฐบาลไทยจะไม่ใช้วิธีกู้เงิน แต่จะต้องทำเป็นโครงการสองรัฐบาลร่วมกัน โดยใช้รัฐวิสาหกิจสองประเทศ และเจรจาให้จีนออกทุนเกือบทั้งหมด ส่วนไทยลงทุนเพียงเล็กน้อย แต่หุ้นของไทยเป็น Golden share มีสิทธิวีโต้ ส่วนการบริหารท่าเรือน้ำลึกที่ระนองจะต้องอยู่ในควบคุมของไทยและใช้เพื่อการพาณิชย์เท่านั้น เพื่อมิให้กระเทือนการเมืองโลก ระหว่างสหรัฐ จีน และอินเดีย

7 ไม่เสียธรรมชาติด้านชุมพร  ส่วนด้านระนองขณะนี้มีท่าเรืออยู่แล้ว ทั้งนี้ จะต้องมีการหารือกับคนในท้องที่ทุกขั้นตอนเพื่อดูแลป้องกันสิ่งแวดล้อม และทำให้ประโยชน์เกิดแก่ท้องที่อย่างแท้จริง

8 รัฐบาลไทยสามารถเชิญชวนให้ต่างชาติมาลงทุน oil tank farm เพื่อเก็บน้ำมันฉุกเฉิน ไม่ว่าน้ำมันดิบหรือน้ำมันสำเร็จรูป โดยไทยอาจเก็บค่าเช่าในรูปน้ำมันแทนเป็นตัวเงิน รวมไปถึงการสร้างโรงกลั่นเพื่อส่งออก

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล

Facebook Thirachai Phuvanatnaranubala

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

(เครดิตภาพตามแหล่งที่แสดงชื่อ)

หมายเหตุ: การกล่าวถึงชื่อบุคคลใดมิใช่เป็นการกล่าวหากระทำความผิด แต่เป็นเพื่อประกอบการบรรยายทางวิชาการเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการในการรักษาประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

และเผยแพร่ในฐานะเป็นความเห็นส่วนตัว มิใช่เกี่ยวกับพรรคการเมืองใด

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1550685879762003&id=100044618165480&rdid=a7s8cWr6mCVtlBCi#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top