Saturday, 25 July 2026
THE STATES TIMES TEAM

ม.รังสิต ลุยเปิดหลักสูตรอินเตอร์!! ครอบคลุมทุกระดับการศึกษา เล็งตอบโจทย์ตลาดแรงงานโลก ผสานเทคโนโลยี-ความคิดสร้างสรรค์ พัฒนานักศึกษาสู่เวทีสากล

CHOOSE YOUR FUTURE หลักสูตรอินเตอร์ ม.รังสิต (English & Chinese Programs) ครบทุกระดับชั้น ตรี-โท-เอก!

หากพูดถึงสถาบันการศึกษาที่มีความพร้อม ในการขับเคลื่อนหลักสูตรนานาชาติที่มีความหลากหลายและตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานโลกอย่างแท้จริง มหาวิทยาลัยรังสิต (RSU) คือหนึ่งในหมุดหมายสำคัญ มาร่วมเปิดมุมมอง ทิศทาง ผลลัพธ์ และความครบถ้วนของสิ่งที่จะเปลี่ยนอนาคตของผู้เรียนภายใต้แนวคิด “CHOOSE YOUR FUTURE” และมาทำความรู้จักหลักสูตรอินเตอร์ทั้ง English Program International Program และ Chinese Program หลักสูตรที่ถูกดีไซน์การเรียนการสอนเพื่อผลักดันให้ผู้เรียนก้าวสู่เวทีระดับสากลได้อย่างมั่นใจ ครอบคลุมตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท จนถึงปริญญาเอก

ผศ.ดร.สุพัฒนา นิรัคฆนาภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า จุดยืนของ ม.รังสิต ชัดเจนมากค่ะ เราไม่ได้มองว่าหลักสูตรอินเตอร์คือการเอาตำราต่างประเทศมาแปลแล้วสอนเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาจีนเท่านั้น แต่ ม.รังสิต เรามองว่ามันคือ ‘พื้นที่แห่งโอกาสและเครื่องมือในการสร้างอนาคต’ ปัจจุบันเราเปิดสอนหลักสูตรนานาชาติครอบคลุมตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท จนถึงปริญญาเอก จุดเด่นของเราคือการผสมผสานระหว่างองค์ความรู้เชิงลึก เทคโนโลยีสมัยใหม่ และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่และการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างยั่งยืน

“ในระดับปริญญาตรีเอง ตัวหลักสูตรจะมีความหลากหลายเพื่อให้ตอบโจทย์ความสนใจของนักศึกษา ของคนรุ่นใหม่ สายบริหารและภาษาเพื่อธุรกิจ เรามีทั้ง International Business และหลักสูตรภาคภาษาจีนอย่าง Business Administration (Chinese program) สายเทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นอีกหนึ่งหมวดที่ต้องปรับหลักสูตรให้ตามเทรนด์อย่างต่อเนื่องค่ะ เพื่อตอบรับยุค AI เรามีหลักสูตร Information and Communication Technology, Computer Science, Computer Game and Esport และ Digital Innovation and Artificial Intelligence ซึ่งเป็นสายงานที่ตลาดโลกขาดแคลน สายอาร์ต ศิลปะ การออกแบบ และนิเทศศาสตร์ เป็นอีกหนึ่งหมวดที่นักศึกษาเมื่อเรียนแล้วสามารถเติบโตไปเป็นบุคลากรที่มีศักยภาพในด้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็น หลักสูตร Communication Arts, Tourism, Hospitality and Sports, Creative Product Design, Communication Design, Fashion Design, Interior Design และ Photography and Media Arts อีกหนึ่งหมวดที่สำคัญด้านวิศวกรรมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์สุขภาพ ม.รังสิตให้ความสำคัญในการปูรากฐานนวัตกรรมการแพทย์ และการก่อสร้าง ผ่านหลักสูตร Biomedical Sciences, Biomedical Engineering, Civil Engineering และ Electrical Engineering นอกจากนี้ ม.รังสิต ยังได้ขยายหมวดการเรียนรู้จากระดับบัณฑิตศึกษาลงมาสู่ระดับปริญญาตรี ด้วยการเปิดหลักสูตรใหม่ด้านการทูต อย่าง International Relations and Development เพื่อรองรับการสร้างนักคิดและนักนโยบายรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกลในระดับสากลค่ะ จะสังเกตว่าในระดับบัณฑิตศึกษา (โท-เอก) มีหลักสูตรที่เฉพาะทางหลากหลายค่ะ มหาวิทยาลัยต้องการสร้างผู้เชี่ยวชาญจึงเน้นหลักสูตรที่สอดรับกับเทรนด์การทำงานยุคดิจิทัลและงานสร้างสรรค์ขั้นสูง เช่น International Digital Business, Diplomacy and International Studies, Bilingual Education, Curriculum and Instruction, Digital Communication Arts and New Media รวมถึงหลักสูตรใหม่อย่าง Film and Series Writing and Directing, Design, Electrical and Computer Engineering, Cyber Security Management and Technology และ Business Administration (Chinese program) ส่วนในระดับ ปริญญาเอก (Doctoral Degrees) เรามุ่งเน้นการสร้างงานวิจัยและการขับเคลื่อนนโยบายระดับสูง ผ่าน 4 หลักสูตรหลัก ได้แก่ Business Administration, Digital Communication Arts and New Media, Educational Studies และ Information Technology เพื่อสร้างบุคลากรคุณภาพไปพัฒนาสังคมในระยะยาวค่ะ"

ไม่ว่าคุณจะมีความฝันในสายงานไหน หรือตั้งเป้าหมายในอนาคตไว้อย่างไร ที่มหาวิทยาลัยรังสิตเรามีโครงสร้างพื้นฐาน เครือข่ายนานาชาติ และคณาจารย์ที่พร้อมจะสนับสนุนคุณในทุกระดับชั้น เพราะการเรียนรู้ที่นี่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน แต่คือการสร้างโอกาสเพื่อก้าวสู่การทำงานได้อย่างมั่นใจ อนาคตเป็นสิ่งที่คุณเลือกเองได้ มาร่วมเปิดประสบการณ์การเรียนรู้และก้าวไปสู่ความสำเร็จในแบบที่เป็นคุณด้วยกัน

28 มิถุนายน 2475 วันแรกของรัฐสภาไทย จุดเริ่มต้นเสียงผู้แทนราษฎร เปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก วันกำเนิด “รัฐสภาไทย” หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอ

วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เป็นวันสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะเป็นวันที่มีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกของประเทศ ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 และภายหลังการประกาศใช้พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. 2475 เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475

การประชุมครั้งแรกนี้จัดขึ้นเวลา 14.00 น. ณ ห้องโถงชั้นบนของพระที่นั่งอนันตสมาคม โดยมีการจัดห้องประชุมในลักษณะครึ่งวงกลมตามระนาบพื้นห้อง สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรระบุว่า การประชุมในวันดังกล่าวถือเป็น “วันก่อกำเนิดรัฐสภาไทย” มาจนถึงปัจจุบัน

เหตุการณ์วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เกิดขึ้นเพียง 4 วันหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎร จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เข้าสู่ระบอบรัฐธรรมนูญ การเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกจึงเป็นการเริ่มต้นให้โครงสร้างการเมืองแบบใหม่มีสถาบันฝ่ายนิติบัญญัติทำหน้าที่อย่างเป็นรูปธรรม
ภายใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. 2475 ได้บัญญัติให้มี “สภาผู้แทนราษฎร” เป็นองค์กรสำคัญในการใช้อำนาจแทนราษฎร การประชุมสภาครั้งแรกจึงมีความหมายมากกว่าการประชุมตามพิธีการ เพราะเป็นการประกาศให้เห็นว่า ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ระบบการเมืองที่มีสภาเป็นกลไกสำคัญในการออกกฎหมายและบริหารบ้านเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ

ในการประชุมครั้งนั้น หลวงประดิษฐมนูธรรม หรือ ปรีดี พนมยงค์ ได้อ่านรายนามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชั่วคราว ซึ่งมาจากการแต่งตั้งจำนวน 70 คน และเป็นผู้นำสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปฏิญาณตนในที่ประชุม จากนั้น เจ้าพระยามหิธร เสนาบดีกระทรวงมุรธาธร ได้อัญเชิญพระราชกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมาอ่านเปิดประชุม

ที่ประชุมในวันนั้นยังมีมติสำคัญหลายประการ ได้แก่ การเลือกเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรคนแรก เห็นชอบให้หลวงประดิษฐมนูธรรมเป็นเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรคนแรก และมีมติเลือกพระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็นประธานกรรมการราษฎร ซึ่งถือเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของไทย
ด้วยเหตุนี้ วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงเป็นวันที่สถาบันสำคัญหลายส่วนของการเมืองไทยยุคใหม่เริ่มก่อรูปขึ้นพร้อมกัน ทั้งสภาผู้แทนราษฎร ประธานสภาผู้แทนราษฎร เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และฝ่ายบริหารในรูปคณะกรรมการราษฎร

พระที่นั่งอนันตสมาคมจึงมีสถานะสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะเป็นสถานที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก และถือเป็นอาคารรัฐสภาแห่งแรกของประเทศไทย สถานที่แห่งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงสถาปัตยกรรมสำคัญของกรุงเทพฯ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นระบอบรัฐสภาไทย
การเปิดประชุมสภาครั้งแรกยังสะท้อนแนวคิดสำคัญของระบอบใหม่ว่า อำนาจรัฐไม่ควรถูกใช้โดยบุคคลใดบุคคลหนึ่งอย่างเบ็ดเสร็จ แต่ควรมีสถาบันที่ทำหน้าที่แทนประชาชน ตรวจสอบ ถ่วงดุล และกำหนดกฎหมายเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง แม้สมาชิกสภาชุดแรกยังมาจากการแต่งตั้ง ไม่ใช่การเลือกตั้งโดยตรง แต่ก็ถือเป็นก้าวแรกของการสร้างระบบผู้แทนในประเทศไทย

ตลอดเวลาหลังจากนั้น รัฐสภาไทยได้เปลี่ยนแปลงไปตามบริบททางการเมือง ผ่านทั้งช่วงเวลาที่ประชาธิปไตยเดินหน้า ช่วงเวลาที่เกิดรัฐประหาร การประกาศใช้รัฐธรรมนูญหลายฉบับ และการปรับเปลี่ยนรูปแบบสภาหลายยุคหลายสมัย แต่หลักการพื้นฐานของรัฐสภายังคงเป็นการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ออกกฎหมาย ตรวจสอบฝ่ายบริหาร และเป็นเวทีสะท้อนเสียงของประชาชน
วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันกำเนิดรัฐสภาไทย วันที่สภาผู้แทนราษฎรประชุมเป็นครั้งแรก และเป็นวันที่แนวคิดเรื่อง “ผู้แทนราษฎร” เริ่มมีสถานะในโครงสร้างการปกครองของประเทศอย่างเป็นทางการ

เหตุการณ์นี้ยังเป็นบทเรียนสำคัญว่า การเมืองในระบอบรัฐธรรมนูญไม่ได้เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงเพียงวันเดียว แต่ต้องอาศัยสถาบัน กติกา และบุคคลที่ทำหน้าที่ตามระบบอย่างต่อเนื่อง การประชุมสภาครั้งแรกจึงเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางยาวไกลของรัฐสภาไทย ซึ่งยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการเมืองไทยมาจนถึงปัจจุบัน

28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงไม่ใช่เพียงวันประชุมสภานัดแรก แต่เป็นวันที่สยามเริ่มมีรัฐสภาเป็นสถาบันหลักของระบอบการเมืองใหม่ เป็นวันที่พระที่นั่งอนันตสมาคมกลายเป็นจุดเริ่มต้นของรัฐสภาไทย และเป็นวันที่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยก้าวเข้าสู่ยุคของผู้แทนราษฎรอย่างเป็นทางการ

“มณฑลฝูเจี้ยน” ดันการเงินข้ามช่องแคบ!! ลงนามโครงการ 9.1 พันล้านหยวน เปิดพันธมิตรบริหารสินทรัพย์ข้ามช่องแคบ เน้นส่งเสริมวิสาหกิจไต้หวันในจีน ยกระดับบริการการเงินและนวัตกรรม

การประชุมการเงินข้ามช่องแคบและการประชุมพัฒนาวิสาหกิจที่ได้รับเงินทุนจากไต้หวัน ครั้งที่ 7 จัดขึ้นที่เมืองเซี่ยเหมิน

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา การประชุมการเงินข้ามช่องแคบและการประชุมพัฒนาวิสาหกิจที่ได้รับเงินทุนจากไต้หวัน ครั้งที่ 7 (7th Cross-Strait Financial Forum and Taiwan-Funded Enterprise Development Forum) ได้จัดขึ้น ณ เมืองเซี่ยเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน โดยได้รับความร่วมมือจากสำนักงานกำกับดูแลทางการเงินมณฑลฝูเจี้ยน สำนักงานกำกับดูแลทางการเงินเทศบาลเมืองเซี่ยเหมิน และสมาคมวิสาหกิจไต้หวันที่ลงทุนในจีนแผ่นดินใหญ่ โดยมีบริษัท เซี่ยเหมิน ไฟแนนเชียล อินเวสต์เมนต์ กรุ๊ป จำกัด (XIAMEN Financial Investment Group CO., LTD) รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ และบริษัท จินหยวน เพรสซิเดนท์ ซีเคียวริตีส์ จำกัด (Jinyuan President Securities Co., Ltd.) รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินงาน งานนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด "สามปีแห่งการบูรณาการ สู่การเริ่มต้นเส้นทางใหม่ ผนึกพลังเพื่อการพัฒนาร่วมกัน จารึกบทใหม่แห่งความสำเร็จ" โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมความร่วมมือทางการเงินข้ามช่องแคบไต้หวัน การขยายช่องทางการระดมทุนสำหรับวิสาหกิจที่ได้รับเงินทุนจากไต้หวัน การพลิกโฉมและยกระดับอุตสาหกรรม ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินระหว่างมณฑลฝูเจี้ยนกับไต้หวัน เพื่อผลักดันให้มณฑลฝูเจี้ยนก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางอันดับแรกสำหรับพี่น้องร่วมชาติชาวไต้หวันและวิสาหกิจไต้หวันที่เข้ามาลงทุนในจีนแผ่นดินใหญ่

การประชุมดังกล่าวนับเป็นกิจกรรมสำคัญภายใต้การประชุมข้ามช่องแคบ ครั้งที่ 18 (18th Cross-Strait Forum) โดยภายในงานมีการลงนามโครงการบูรณาการทางการเงินระหว่างฝูเจี้ยนกับไต้หวันจำนวน 9 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวม 9.1 พันล้านหยวน ครอบคลุมบริการทางการเงินในหลากหลายสาขา ได้แก่ ความร่วมมือทางอุตสาหกรรมข้ามช่องแคบ ความมั่นคงด้านการจัดหาน้ำเพื่อสาธารณประโยชน์ การยกระดับศักยภาพของวิสาหกิจที่ได้รับเงินทุนจากไต้หวันซึ่งดำเนินธุรกิจมานาน อุตสาหกรรมเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงเกษตรกรรมสมัยใหม่ โครงการเหล่านี้จะปลดล็อกประโยชน์ของนโยบายการเงินที่เอื้ออำนวย ส่งเสริมการเข้าถึงทรัพยากรทางการเงินอย่างทั่วถึงสำหรับชาวไต้หวันและวิสาหกิจที่ได้รับเงินทุนจากไต้หวัน ตลอดจนเพิ่มแรงขับเคลื่อนใหม่ให้กับการบูรณาการทางอุตสาหกรรมระหว่างฝูเจี้ยนกับไต้หวัน

ภายในงานยังมีการเปิดตัวพันธมิตรข้ามภาคส่วนด้านการบริหารความมั่งคั่งและสินทรัพย์ข้ามช่องแคบ (Cross-Strait Wealth and Asset Management Cross-Sector Alliance) อย่างเป็นทางการ โดยได้รับการสนับสนุนจากจินหยวน กรุ๊ป (Jinyuan Group) จากการร่วมนำเสนอโดยสถาบันการเงินในเครือ และได้รับการจัดตั้งร่วมกันโดย เซี่ยเหมิน อินเตอร์เนชั่นแนล ทรัสต์ (Xiamen International Trust), จินหยวน ยูนิ-เพรสซิเดนท์ ซีเคียวริตีส์ (Jinyuan Uni-President Securities), หยวนซิน หย่งเฟิง ฟันด์ (Yuanxin Yongfeng Fund), ธนาคารฟูบอน (ประเทศจีน) (Fubon Bank China), จวินหลง ไลฟ์ อินชัวรันซ์ (Junlong Life Insurance), โรงพยาบาลฉางกัง เมืองเซี่ยเหมิน (Xiamen Chang Gung Hospital) ฯลฯ โดยพันธมิตรดังกล่าวมีเป้าหมายในการยกระดับบริการบริหารความมั่งคั่งและสินทรัพย์สำหรับประชาชนทั้งสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน โดยมุ่งพัฒนาแพลตฟอร์มบริการแบบครบวงจร ครอบคลุมการจัดสรรสินทรัพย์สำหรับชาวไต้หวันและวิสาหกิจที่ได้รับเงินทุนจากไต้หวันในจีนแผ่นดินใหญ่ การวางแผนทรัสต์ครอบครัวและการสืบทอดความมั่งคั่ง บริการทางการเงินด้านบำนาญ รวมถึงโซลูชันการคุ้มครองสุขภาพอย่างรอบด้าน

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการประกาศผลสำเร็จด้านนวัตกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับไต้หวันหลายรายการ รวมถึงการเปิดตัวมาตรฐานกลุ่มแรกของอุตสาหกรรมการธนาคาร ในด้านบริการทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับไต้หวันในจีนแผ่นดินใหญ่ หรือ "ข้อกำหนดสำหรับบริการทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับไต้หวันของสถาบันการเงินและการธนาคาร" อย่างเป็นทางการ ขณะเดียวกัน ยังมีการเปิดตัวแพลตฟอร์ม "Bailufen" เพื่อยกระดับบริการทางการเงินสำหรับชาวไต้หวันที่พำนักอยู่ในมณฑลฝูเจี้ยน พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนาวิสาหกิจที่ได้รับเงินทุนจากไต้หวันอย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา: บริษัท เซี่ยเหมิน ไฟแนนเชียล อินเวสต์เมนต์ กรุ๊ป จำกัด

27 มิถุนายน 2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว สยามมีรัฐธรรมนูญฉบับแรกอย่างเป็นทางการ จุดเริ่มต้นระบอบรัฐธรรมนูญของสยาม

วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เป็นวันสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงลงพระปรมาภิไธยและพระราชทาน “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475” ซึ่งถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของสยาม ภายหลังเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475

รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังคณะราษฎรได้ยึดอำนาจและเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบที่มีรัฐธรรมนูญเป็นกติกาสูงสุดของประเทศ การพระราชทานรัฐธรรมนูญในวันที่ 27 มิถุนายน จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมีกรอบทางกฎหมายรองรับ และเป็นจุดเริ่มต้นของระบอบรัฐธรรมนูญในสยามอย่างเป็นทางการ

ชื่ออย่างเป็นทางการของรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือ “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475” ประกาศใช้เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 มีทั้งหมด 39 มาตรา และใช้บังคับจนถึงวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ก่อนมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ฉบับถาวรในเวลาต่อมา

สาระสำคัญที่สุดของธรรมนูญการปกครองฉบับนี้อยู่ที่มาตรา 1 ซึ่งบัญญัติว่า “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” ข้อความดังกล่าวถือเป็นถ้อยคำทางการเมืองที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเปลี่ยนหลักการพื้นฐานของรัฐ จากเดิมที่อำนาจสูงสุดอยู่ที่พระมหากษัตริย์ มาสู่หลักการที่ยืนยันว่าอำนาจสูงสุดเป็นของราษฎร์

นอกจากนี้ ธรรมนูญฉบับชั่วคราวยังวางโครงสร้างผู้ใช้อำนาจแทนราษฎรไว้ 4 ส่วน ได้แก่ กษัตริย์ สภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมการราษฎร และศาล ซึ่งเป็นการเริ่มกำหนดโครงสร้างอำนาจรัฐในระบบใหม่ โดยให้มีสภาผู้แทนราษฎรเป็นองค์กรสำคัญในการควบคุมกิจการของประเทศ และให้คณะกรรมการราษฎรทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน

ในเชิงประวัติศาสตร์ วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงเป็นช่วงต่อสำคัญระหว่าง “การยึดอำนาจ” กับ “การจัดระเบียบการปกครองใหม่” เพราะหลังเหตุการณ์ 24 มิถุนายน ประเทศจำเป็นต้องมีหลักกฎหมายรองรับสถานะของสถาบันการเมืองใหม่ ธรรมนูญฉบับชั่วคราวจึงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมจากระบอบเดิมไปสู่ระบอบรัฐธรรมนูญ

แม้ธรรมนูญฉบับนี้จะถูกเรียกว่า “ฉบับชั่วคราว” และมีระยะเวลาบังคับใช้เพียงไม่กี่เดือน แต่ความสำคัญของมันยิ่งใหญ่อย่างมาก เพราะเป็นเอกสารทางกฎหมายฉบับแรกที่ประกาศหลักอำนาจอธิปไตยของราษฎรในสยาม และเป็นจุดเริ่มต้นของสถาบันการเมืองสมัยใหม่ เช่น สภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี และการใช้อำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญ

ในอีกด้านหนึ่ง เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนความซับซ้อนของการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองไทย เพราะเป็นช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยอมรับการเปลี่ยนแปลงเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ขณะที่คณะราษฎรก็พยายามวางกติกาใหม่ให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ภายหลังการประกาศใช้ธรรมนูญฉบับชั่วคราว ได้มีการจัดตั้งสภาผู้แทนราษฎรและคณะกรรมการราษฎรขึ้นตามบทบัญญัติของธรรมนูญ เพื่อทำหน้าที่บริหารและวางรากฐานการเมืองรูปแบบใหม่ ก่อนที่ต่อมาจะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับถาวร และประกาศใช้ในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ซึ่งภายหลังกลายเป็นวันรัฐธรรมนูญของไทย

ธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2475 จึงเป็นเอกสารที่มีความหมายทั้งในเชิงกฎหมายและเชิงสัญลักษณ์ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามสำคัญในสังคมไทยว่า อำนาจสูงสุดของประเทศควรอยู่ที่ใคร รัฐควรถูกปกครองด้วยกติกาแบบใด และประชาชนควรมีบทบาทอย่างไรในระบอบการเมืองใหม่
แม้เส้นทางประชาธิปไตยไทยหลังจากนั้นจะไม่ได้ราบรื่น และต้องเผชิญทั้งรัฐประหาร ความขัดแย้งทางการเมือง และการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญหลายครั้ง แต่วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ยังเป็นหมุดหมายที่ไม่อาจมองข้าม เพราะเป็นวันที่หลักการรัฐธรรมนูญถูกประกาศใช้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย

27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เป็นวันที่สยามมีธรรมนูญการปกครองฉบับแรก และเป็นวันที่แนวคิดเรื่องอำนาจสูงสุดของราษฎรได้รับการบันทึกไว้ในกฎหมายสูงสุดของประเทศเป็นครั้งแรก

เหตุการณ์นี้จึงมิใช่เพียงหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมือง แต่เป็นจุดตั้งต้นของการเมืองไทยยุคใหม่ เป็นวันที่รัฐธรรมนูญเริ่มกลายเป็นหัวใจของการปกครอง และเป็นวันที่สยามก้าวเข้าสู่ระบอบรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ

บีโอไอ ลุย FastPass !! เปิดกลไกเร่งลงทุนไทย ผนึก 8 หน่วยงานลดขั้นตอน ดันเม็ดเงิน 7 แสนล้านบาท พร้อมสร้างงานอุตสาหกรรมเป้าหมาย

บีโอไอเปิดตัว “Thailand FastPass”

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) นำโดยนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน จัดพิธีเปิดตัวกลไก “Thailand FastPass” ผนึกกำลัง 8 หน่วยงานภาครัฐ ร่นระยะเวลาอนุมัติ-อนุญาตทุกขั้นตอน ปลดล็อกการลงทุนจริงกว่า 7 แสนล้านบาท พร้อมสร้างงานคุณค่าสูง ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ตอกย้ำไทยเป็นฐานการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่พร้อมที่สุดในภูมิภาค โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรี ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ เอกอัครราชทูต หอการค้าต่างประเทศ บริษัทที่ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่กลไก Thailand FastPass และผู้ประกอบการชั้นนำในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 250 คน ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเร็ว ๆ

EECO เปิดเวทีวางอนาคตยานยนต์ไทย!! ปักหมุดอีอีซีสู่ศูนย์กลาง EV แห่งภูมิภาค ดันไทยก้าวจากฐานผลิตรถยนต์สู่ยานยนต์อนาคต ส่งเสริมการลงทุนและระบบนิเวศ นำไทยสู่ยานยนต์สมัยใหม่ระดับโลก

EECO เปิดเวทีระดมสมองวางทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่
ปักหมุดพื้นที่อีอีซี สู่ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าแห่งภูมิภาค พร้อมพัฒนาระบบนิเวศครบวงจร

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO จัดงานสัมมนา EEC Sectoral Deep Dive Forum 2026 ครั้งที่ 2 : เวทีเสวนายานยนต์แห่งอนาคต โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ดำเนินงานในประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานฯ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายและแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบนิเวศอุตสาหกรรมในพื้นที่อีอีซี

ดร. จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EECO กล่าวเปิดงาน โดยย้ำว่าอุตสาหกรรมยานยนต์โลกอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า ยานยนต์อัจฉริยะ และเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อโครงสร้างอุตสาหกรรม ห่วงโซ่อุปทาน รูปแบบการลงทุน และความต้องการกำลังคนทั่วโลก พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทยและพื้นที่อีอีซี ในฐานะฐานการผลิตยานยนต์สมัยใหม่ชั้นนำของภูมิภาค ผ่านการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร ทั้งด้านการส่งเสริมการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน การวิจัยและพัฒนา การพัฒนากำลังคน และการยกระดับผู้ประกอบการไทยให้เชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลกได้อย่างเข้มแข็ง

ดร.ชลจิต วรวังโส วีรกุล ผู้ช่วยเลขาธิการ EECO กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "อีอีซีกับการขับเคลื่อนไปสู่ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลก" ซึ่งได้นำเสนอทิศทางเชิงนโยบายและโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ของประเทศไทย ท่ามกลางการปรับเปลี่ยนของห่วงโซ่อุปทานโลกและแนวโน้มการกระจายฐานการผลิตภายใต้บริบท China+1 พร้อมเน้นย้ำว่า อีอีซีมีศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์ในการก้าวสู่ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค โดยอาศัยความแข็งแกร่งของฐานอุตสาหกรรมเดิม โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับการลงทุนระดับโลก และการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ภายในงานได้มีการเสวนาในหัวข้อ "บทเรียนความสำเร็จจากการลงทุน : การยกระดับอุตสาหกรรม

ยานยนต์ไฟฟ้าไทยผ่านการพัฒนาชิ้นส่วนในประเทศ" โดยผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ คุณประวิทย์ วิจิตรธนกูล ผู้จัดการฝ่ายพาณิชย์ บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด คุณสุโรจน์ แสงสนิท รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสเอไอซี

มอเตอร์-ซีพี จำกัด คุณวราจิต ยมเสถียรกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด และคุณกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย จำกัด ทั้งนี้ ผู้ร่วมเสวนาได้สะท้อนมุมมองและประสบการณ์การลงทุนในประเทศไทย โดยเน้นถึงความสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรม EV ควบคู่กับการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ดั้งเดิม การเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศ การพัฒนากำลังคน และบทบาทของภาครัฐในการสนับสนุนการลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ
ในระยะยาว

รวมไปถึงการเสวนาในหัวข้อ "การสร้างระบบนิเวศสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ในพื้นที่อีอีซี" ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคอุตสาหกรรม ภาคการศึกษา และภาคการเงิน ได้นำเสนอแนวทางสำคัญในการพัฒนาระบบนิเวศเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างครบวงจร ครอบคลุมประเด็นหลัก ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานด้านการทดสอบยานยนต์เพื่อสนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ไทย โดย คุณตรีพล บุณยะมาน รองผู้อำนวยการสถาบัน

ยานยนต์ การพัฒนากำลังคนสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่และการขับเคลื่อนอัจฉริยะ โดย ดร. โฆษิต ศรีภูธร อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน และการเงินสีเขียวเพื่ออุตสาหกรรมยานยนต์ที่ยั่งยืน

โดย Mr. Zheng Gang รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศจีน (ไทย) จำกัด (มหาชน)
ซึ่งนำเสนอกลไกสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ผ่านแนวทางการเงินที่สอดคล้องกับหลัก ESG

สำหรับการสัมมนาฯ ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่อีอีซี ในการรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต ผ่านความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ระดับโลกอย่างยั่งยืน

ก.อุตฯ ดันมาตรการช่วยชาวไร่อ้อย!! เดินหน้าจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกร มาตรการ 2 ระลอกผ่านบอร์ด กอน. เตรียมเพิ่มแรงจูงใจตัดอ้อยสด เน้นลดฝุ่น PM2.5 พร้อมสร้างรายได้

ก.อุตฯ ย้ำ พร้อมดูแลชาวไร่อ้อยตามที่บอร์ด กอน. แจ้งไว้ก่อยเปิดหีบฤดูการผลิตนี้ เผยได้ทะยอยจ่ายเงินช่วยเหลือแล้ว พร้อมเตรียมพิจารณามาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม

กรุงเทพฯ 26 มิถุนายน 2569 – กระทรวงอุตสาหกรรมเผย ได้เดินหน้ามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยอย่างต่อเนื่อง ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้แถลงเมื่อเดือนกันยายน 68 ก่อนเปิดหีบ ล่าสุดได้ทะยอยจ่ายเงินช่วยเหลือแล้ว 2 มาตรการ ผ่านบอร์ด กอน. แล้ว 2 มาตรการ และเตรียมพิจารณาเพิ่มเติมอีก 1 มาตรการ ย้ำต้องไม่เหลื่อมล้ำกับมาตรการช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกลุ่มอื่นที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเช่นเดียวกัน

กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 บอร์ด กอน. ได้มีมติเห็นชอบมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 จากการเผาอ้อยในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ฤดูการผลิตปี 68/69 ควบคู่ไปกับการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับพี่น้องชาวไร่อ้อย โดยได้ประกาศหลักเกณฑ์ให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลได้
รับทราบก่อนเริ่มฤดูการผลิต เพื่อใช้เป็นแนวทางดำเนินงานตลอดฤดูการผลิตที่ผ่านมา โดยล่าสุดได้ทะยอยจ่ายเงินช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรช่วยไร่อ้อยไปแล้ว 2 มาตรการ ได้แก่

• มาตรการสนับสนุนการปรับปรุงอุปกรณ์และเครื่องจักรกลการเกษตร อัตรา 31 บาทต่อตันอ้อยสด (จ่ายเงินแล้วจากกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย)
• มาตรการสนับสนุนเกษตรกรที่ไม่ลักลอบเผาอ้อยก่อนเก็บเกี่ยวสำหรับการผลิตอ้อยและน้ำตาลที่มีประสิทธิภาพที่ดีในทุกเขตปลูกอ้อย อัตรา 40 บาทต่อตันอ้อย (จ่ายเงินแล้วจากโรงงานน้ำตาลที่รับซื้อ)

ขณะเดียวกันสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เตรียมเสนอ ครม. พิจารณามาตรการช่วยเหลือชาวไร่อีก 2 มาตรการตามมติ กอน. ที่แถลงไว้ตั้งแต่ก่อนเปิดหีบ ได้แก่

• มาตรการสร้างแรงจูงใจการเก็บเกี่ยวอ้อยสด 100% อัตรา 69 บาท/ตันอ้อย
• มาตรการสร้างรายได้เพิ่มจากใบและยอดอ้อย อัตรา 300 บาท/ตันใบอ้อย

นอกจากนี้ ยังเตรียมพิจารณามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ไม่เผาแปลงปลูกอ้อยหลังการเก็บเกี่ยว อัตรา 300-500 บาท/ไร่ เพิ่มเติมอีกด้วย

ทั้งนี้ กอน. ตระหนักถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนรวมถึงเกษตรกรกลุ่มอื่น ๆ ที่ล้วนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน แล้วเข้าใจถึงความจำเป็นต้องบริหารจัดการงบประมาณช่วยเหลือซึ่งเป็นเงินจากภาษีของประชาชนทั้งประเทศที่มีอยู่อย่างจำกัดด้วยความรอบคอบ เพื่อบรรเทาผลกระทบและให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนอย่างเป็นธรรม ซึ่งเป็นหลักในการพิจารณาเสนอมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมนี้ด้วย เพื่อความเท่าเทียมและผลประโยชน์ของประเทศโดยรวมเป็นสำคัญ โดยยืนยันว่า พร้อมจะดูแลพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยทุกคู่สัญญาราว 140,000 ราย เพื่อส่งเสริมให้อ้อยตัดอ้อยสดคุณภาพดี ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 และพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

อาจารย์อักษรศรี ไขข้อข้องใจ ฮุนเซน ไปจีน ในฐานะอะไร? ‘ฮุนเซน’ เยือนจีนฐานะผู้นำพรรค CPP ไม่ใช่ผู้นำประเทศ ปักกิ่งทริปนี้ไม่ใช่โชว์อำนาจรัฐ แต่เป็นการเดินสายสัมพันธ์พรรคการเมือง จับตาความสัมพันธ์พรรคต่อพรรค

ข้อเท็จจริง #ฮุนเซน เยือนปักกิ่งในฐานะอะไร ? ใครเชิญ ? 

1)  ไม่ใช่การเยือนในฐานะผู้นำประเทศ แต่เยือนในฐานะผู้นำพรรคการเมือง ฮุนเซนเป็นประธานพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) และประธานวุฒิสภากัมพูชา (จึงไม่มีพิธีสวนสนามต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่กลางกรุงปักกิ่งใดๆ ให้อังเคิลเอามาโพสต์ออกสื่อ show off อวดชาวโลกหรือใช้อวดบรัฟ bluff ข่มชาวไทย )

2) ไม่ใช่การเยือนตามคำเชิญรัฐบาลจีน แต่เป็นคำเชิญของฝ่ายวิเทศฯ  พรรคคอมมิวนิสต์จีน (Communist Party of China - CPC) นั่นคือ ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์แห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (IL團CPC) เป็นหน่วยงานหลักในการออกประกาศเชิญและประสานงานต้อนรับ

การเยือนครั้งนี้ จึงเป็นความสัมพันธ์แบบพรรคต่อพรรค (party to party) ไม่ใช่ระดับรัฐ

3)  ฝ่ายจีนที่มารอต้อนรับฮุนเซนที่สนามบินไม่ใช่ผู้ใหญ่ระดับสูงในรัฐบาลจีน แต่ส่งหลิว ไห่ซิง (Liu Haixing): รัฐมนตรีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์แห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) มารอรับ

FYI วันนี้ 26 มิย มีการเยือนระดับรัฐในกรุงปักกิ่ง คือ นายกรัฐมนตรีบังคลาเทศ ดังนั้น  ผู้นำระดับรัฐบาลตัวจริงที่เข้าพบหารือกับ ปธน. สีจิ้นผิง ในวันนี้ คือ นายกฯ บังคลาเทศ (ส่วนคนอื่น คือ คิวแทรกวิ่งเต้นขอมาเยือนจีน )

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10239017332825233&id=1037140385&rdid=tM7SEKPBzBZXv3gd#

จุฬาฯ เดินหน้าสร้างผู้นำอนาคต!! ประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ ผงาดอันดับ 19 ของโลกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ด้วยงานวิจัยและเครือข่ายนานาชาติ สะท้อนวิสัยทัศน์สู่เวทีสากล

จุฬาฯ ประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ ผงาดขึ้นอันดับ 19 ของโลก สะท้อนวิสัยทัศน์อธิการบดีนำไทยสู่เวทีสากล

กรุงเทพฯ — จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสร้างชื่อเสียงครั้งยิ่งใหญ่ให้แก่วงการการศึกษาไทยบนเวทีระดับโลก หลังผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกครั้งล่าสุดประกาศอย่างเป็นทางการ โดยจุฬาฯ สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ทะยานขึ้นสู่อันดับที่ 19 ของโลก ซึ่งถือเป็นอันดับที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัย และเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญที่สะท้อนถึงความสำเร็จในการบริหารงานภายใต้วิสัยทัศน์ของอธิการบดี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัขร

ความสำเร็จในครั้งนี้เป็นผลสัมฤทธิ์โดยตรงจากการขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกของอธิการบดี ที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพวิชาการ การสร้างสรรค์งานวิจัยและนวัตกรรมที่มีผลกระทบสูง (High Impact) ต่อสังคม ตลอดจนการขยายเครือข่ายความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและองค์กรชั้นนำระดับนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ จุฬาฯ ยังได้ปรับปรุงระบบนิเวศทางการศึกษาให้ทันสมัย รองรับการเรียนรู้แห่งอนาคต จนได้รับคะแนนประเมินที่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดในด้านชื่อเสียงทางวิชาการ (Academic Reputation) และการยอมรับจากผู้จ้างงานในระดับสากล (Employer Reputation)

ศาสตราจารย์ ดร. วิเลิศ ภูริวัขร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า “การที่จุฬาฯ ก้าวขึ้นมาสู่อันดับที่ 19 ของโลกในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นความภาคภูมิใจของชาวจุฬาฯ เท่านั้น แต่เป็นความสำเร็จของประเทศไทยที่พิสูจน์ให้เห็นว่าสถาบันอุดมศึกษาไทยมีศักยภาพแข่งขันในระดับสากลได้อย่างเต็มภาคภูมิ ขอขอบคุณคณาจารย์ บุคลากร นิสิต และศิษย์เก่าทุกท่าน ที่ร่วมแรงร่วมใจขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยด้วยความมุ่งมั่นมาโดยตลอด จากนี้ไป จุฬาฯ จะยังคงเดินหน้าพัฒนาการศึกษาและสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมไทยและสังคมโลกอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อรักษามาตรฐานความสำเร็จนี้และเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป”

การก้าวกระโดดสู่ท็อป 20 ของโลกในครั้งนี้ ยิ่งเป็นการตอกย้ำจุดยืนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการเป็น "มหาวิทยาลัยแห่งชาติในระดับโลก" (National World-Class University) ที่พร้อมสร้างผู้นำแห่งอนาคตและสร้างองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ

“กัมพูชา” เปิดทางลัดเกษตรสู่จีนผ่านลาว!! เส้นทางใหม่ กัมพูชา–ลาว–จีน เริ่มแล้ว ทุเรียนกัมพูชาล็อตแรกออกเดินทางสู่จีนผ่านลาว ลดเวลาขนส่งจาก 20 วันเหลือ 7 วัน ส่งทุเรียนสดนำร่อง หวังยกระดับตลาดเกษตรโดยตรง

กัมพูชาเปิดเส้นทางขนส่ง 'สินค้าเกษตร' ทางบกสู่จีน ผ่านทางลาว

คิมฟีนัน ปลัดและโฆษกกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงของกัมพูชาเผยว่ากัมพูชาได้เปิดเส้นทางส่งออกสินค้าเกษตรทางบกไปยังจีนผ่านลาวเป็นครั้งแรก โดยรถบรรทุกที่บรรทุกทุเรียนสดจำนวน 4 ตู้คอนเทนเนอร์ได้ออกเดินทางจากกัมพูชาไปยังจีนผ่านลาวแล้ว เมื่อวันจันทร์ (22 มิ.ย.)

เส้นทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดระยะเวลาขนส่งเหลือเพียง 1 สัปดาห์ จากเดิม 15-20 วัน แต่ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของสินค้าเกษตรกัมพูชา และเกื้อหนุนการส่งออกสินค้าเกษตรของกัมพูชา เช่น ข้าว ทุเรียน กล้วยหอมทอง มะม่วง มะพร้าว และลำไยไพลินไปยังตลาดจีนโดยตรง

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top