Saturday, 25 July 2026
THE STATES TIMES TEAM

ยุโรปอยากใช้ Plaza Accord กดจีน!! ข้อเสนอเมิตซ์สะท้อนยุโรปเสียเปรียบดุลการค้าจีน ECB เตือนโลกไม่เหมือนปี 1985 จีนไม่ใช่ญี่ปุ่นที่ถูกบีบได้ง่าย ลาการ์ดย้ำต้องเจรจา ไม่ใช่บังคับฝ่ายเดียว

นายกฯ เยอรมันเสนอใช้ข้อตกลง "Plaza Accord" กับจีน เดือดร้อนประธานธนาคารกลางยุโรปต้องเร่งชี้แจง

เกิดประเด็นถกเถียงอย่างกว้างขวางในแวดวงนโยบายการเงินและการค้าระหว่างประเทศ หลังจากที่ นายฟรีดริช เมิตซ์ (Friedrich Merz) นายกรัฐมนตรีของ #เยอรมนี ได้กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสุดยอดผู้นำสหภาพยุโรป (EU Summit) เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน โดยระบุว่า ค่าเงินหยวนของจีนถูกประเมินค่าต่ำกว่าความเป็นจริงถึง 30% และเสนอให้กลุ่มประเทศสมาชิก #EU ทั้ง 27 ประเทศ ร่วมมือกันกดดันให้รัฐบาลปักกิ่งลงนามในข้อตกลงรูปแบบใหม่ที่คล้ายคลึงกับ "#ข้อตกลงพลาซา" (#PlazaAccord) เพื่อบังคับให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้น หวังลดดุลการค้าที่ยุโรปเสียเปรียบจีน

ทว่าเพียง 3 วันให้หลัง (22 มิถุนายน) นางคริสติน ลาการ์ด (#ChristineLagarde) ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้กล่าวชี้แจงต่อรัฐสภายุโรปเพื่อลดอุณหภูมิทางการเมือง โดยระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า "ยุคสมัยของข้อตกลงพลาซาได้ผ่านพ้นไปแล้ว และปัจจุบันเรากำลังอยู่ในบริบทที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง"

1. ย้อนรอยประวัติศาสตร์: กลไกของข้อตกลงพลาซา 1985
เพื่อความเข้าใจในเชิงโครงสร้าง ข้อตกลงพลาซา (Plaza Accord) คือข้อตกลงด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นในปี 1985 ณ โรงแรมพลาซา นครนิวยอร์ก โดยมี #สหรัฐอเมริกา เป็นแกนนำร่วมกับกลุ่มประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในขณะนั้น ได้แก่ ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนีตะวันตก
ในยุคดังกล่าว #สหรัฐฯ เผชิญภาวะขาดดุลการค้าอย่างรุนแรงต่อ #ญี่ปุ่น เนื่องจากการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ญี่ปุ่น สหรัฐฯ จึงใช้แรงกดดันทางการเมืองและยุทธศาสตร์ความมั่นคงบีบให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นกว่าเท่าตัวภายในเวลา 2 ปี ส่งผลให้อุตสาหกรรมการส่งออกของญี่ปุ่นลดขีดความสามารถในการแข่งขันลงอย่างรุนแรง และนำไปสู่ภาวะฟองสบู่ในสินทรัพย์ในประเทศจนเกิดทศวรรษแห่งการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอันยาวนาน

2. มูลเหตุจูงใจและปัจจัยขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของยุโรป
ข้อเสนอของนายกรัฐมนตรีเยอรมนีเกิดขึ้นจากความกังวลต่อตัวเลขดุลการค้าที่ประกาศโดยสำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (Eurostat):
-ภาวะขาดดุลการค้า: ในปี 2025 สหภาพยุโรปขาดดุลการค้าสินค้าต่อจีนเกือบ 3.6 แสนล้านยูโร โดยในเดือนเมษายน 2026 เพียงเดือนเดียว ยุโรปขาดดุลดึงไปถึง 3.19 หมื่นล้านยูโร (ประมาณ 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ)
-ความกดดันในภาคยานยนต์: อุตสาหกรรมยานยนต์ของเยอรมนี ซึ่งเคยพึ่งพาผลกำไรมหาศาลจากตลาดจีนในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา กำลังเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากการรุกคืบของ #ยานยนต์พลังงานใหม่ (#EV) เทคโนโลยี #โซลาร์เซลล์ และ #เครื่องจักรกลขั้นสูง ของจีนในตลาดยุโรป

3. 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้แนวคิดการบังคับค่าเงินหยวนเป็นไปได้ยาก
นักวิเคราะห์และการเงินมองว่า คำชี้แจงของนางลาการ์ดสะท้อนถึงความเข้าใจในหลักความจริงทางยุทธศาสตร์ 3 ประการ ที่ทำให้โมเดลปี 1985 ไม่สามารถนำมาปรับใช้กับจีนในปัจจุบันได้:
-มิติด้านอธิปไตยและความมั่นคง: ญี่ปุ่นในปี 1985 มีข้อผูกพันด้านความมั่นคงและพึ่งพากองทัพสหรัฐฯ ในการคุ้มครองประเทศ ทำให้สหรัฐฯ มีอำนาจต่อรองสูงในฐานะรัฐผู้อุปถัมภ์ ในขณะที่สาธารณรัฐประชาชนจีนในปัจจุบันเป็นประเทศที่มีอธิปไตยสมบูรณ์ มีระบบยุติธรรม ทหาร และนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระ ทำให้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของเงินหยวนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของธนาคารกลางจีน (PBOC) เท่านั้น
-ความเป็นปึกแผ่นของพันธมิตร: ในปี 1985 ข้อตกลงเกิดขึ้นจากความร่วมมือที่เหนียวแน่นของ 5 มหาอำนาจภายใต้การนำของสหรัฐฯ แต่ในปัจจุบัน สมาชิกภาพ 27 ประเทศของ EU มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่แตกแยกและหลากหลาย ทำให้อำนาจในการต่อรองร่วม (Collective Bargaining Power) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
-ความเสี่ยงต่อการถูกมาตรการโต้กลับ: หากสหภาพยุโรปผลักดันประเด็นอัตราแลกเปลี่ยนให้กลายเป็นประเด็นการเมือง จีนมีขีดความสามารถในการดำเนินมาตรการตอบโต้ต่ออุตสาหกรรมหลักของยุโรป เช่น ยานยนต์ เครื่องจักรกลขั้นสูง และสินค้าฟุ่มเฟือย นอกจากนี้ ความผันผวนของค่าเงินยูโรอาจเปิดโอกาสให้ทุนสหรัฐฯ เข้าแทรกแซงหรือช้อนซื้อสินทรัพย์คุณภาพในยุโรป ซึ่งส่งผลเสียต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอง

ความเป็นจริงของนโยบายและการประสานรอยร้าว
แม้ว่าในคำแถลงเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน นางลาการ์ดจะอ้างอิงรายงานของ #กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (#IMF) ที่ประเมินว่าค่าเงินหยวนอาจต่ำกว่าความเป็นจริงประมาณ 15%-16% (ซึ่งต่ำกว่าตัวเลข 30% ของนายเมิตซ์กึ่งหนึ่ง) และย้ำว่าปัญหาความไม่สมดุลทางการค้ายังคงต้องได้รับการแก้ไข แต่เธอก็เน้นย้ำว่า "กระบวนการเจรจาใด ๆ จะต้องตั้งอยู่บนกรอบความร่วมมือที่มีจีนเข้าร่วมด้วย"

ข้อเสนอของนายกฯ เยอรมันสะท้อนถึงแรงกดดันและการมองหาทางออกของนักการเมืองยุโรปต่อขีดความสามารถการแข่งขันที่ลดลงของอุตสาหกรรมในภูมิภาค ซึ่งก่อนหน้านี้ นางเออร์ซูลา ฟอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ก็เคยหยิบยกประเด็น "ความยุ่งยากจากกำลังการผลิตส่วนเกินของจีน" ขึ้นมาหารือ

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า แม้เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของฝ่ายบริหารและธนาคารกลางยุโรปในการลดการเสียเปรียบดุลการค้าจะสอดคล้องกัน แต่แนวทางการดำเนินนโยบายมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ระหว่างการกดดันฝ่ายเดียวในเวทีการเมือง กับการรักษาเสถียรภาพผ่านการเจรจาพหุภาคี ซึ่งทั้งสำนักข่าวรอยเตอร์และบลูมเบิร์กต่างวิเคราะห์ตรงกันว่า ยุโรปตระหนักดีว่ายุคสมัยของการกำหนดกติกาฝ่ายเดียวโดยไม่ผ่านการเจรจากับประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอื่นได้สิ้นสุดลงแล้วในปัจจุบัน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1026804266523779&id=100075826461941&post_id=100075826461941_1026804266523779&rdid=dxSScNyf4WnfrEZT#

Shopee พร้อมหนุน OTOP ไทย!! นายกฯ ชู SMEs เป็นกำลังสำคัญเศรษฐกิจไทย ฝาก Shopee ช่วยขยายโอกาสบน e-commerce ย้ำคุ้มครองผู้ประกอบการไทย จากการแข่งขันไม่เป็นธรรมบนแพลตฟอร์มดิจิทัล

นายกฯ ฝาก Shopee ดัน OTOP ไทย สู่ตลาดออนไลน์และต่างประเทศ เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล หนุน SMEs

นายคริส เฟิง ประธานบริษัท Sea Limited และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Shopee พร้อมคณะ เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อหารือแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล การยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย และการขยายความร่วมมือด้านการลงทุนในประเทศไทย

นายคริส เฟิง กล่าวแสดงความอาลัยต่อการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พร้อมยืนยันความพร้อมเดินหน้าความร่วมมือกับรัฐบาลไทยในการพัฒนาทักษะดิจิทัลและ e-commerce ให้กับผู้ประกอบการไทย รวมทั้งการผลักดันสินค้าไทยสู่ตลาดโลกผ่านโครงการ Shopee International Platform (SIP) และ Shopee Global Sales นอกจากนี้ ยังแสดงความสนใจขยายการลงทุนและความร่วมมือทางธุรกิจด้านอื่นๆในประเทศไทย เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและการสร้างงานในระยะยาว

นายกฯ กล่าวว่า SMEs และผู้ประกอบการรุ่นใหม่คือกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย รัฐบาลจึงเดินหน้าสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุน การลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ การยกระดับทักษะดิจิทัล และการสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าที่เป็นธรรม โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการไทยจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมบนแพลตฟอร์มดิจิทัล

นอกจากนี้ นายกฯ ยังได้หารือแนวทางการพัฒนาระบบ Virtual Banking ซึ่งเป็นอีกกลไกสำคัญในการยกระดับระบบการเงินดิจิทัลของประเทศ พร้อมแสดงความสนับสนุนให้ผู้มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านธุรกิจการเงินเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนและพัฒนาธุรกิจธนาคารดิจิทัลในประเทศไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันและนวัตกรรมทางการเงิน ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนรายย่อยที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินในระบบ สามารถเข้าถึงได้สะดวกมากขึ้น เพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพและขยายธุรกิจ

ในตอนท้าย นายกฯได้เชิญชวน นายคริส เฟิง ให้ไปร่วมงาน OTOP Midyear 2026 พร้อมขอให้ช่วยโปรโมทสินค้า OTOP ของไทย โดยเน้นย้ำถึงคุณภาพที่ดีของสินค้า และเชื่อมั่นว่าสินค้าไทย จะเป็นที่ชื่นชอบในตลาดต่างประเทศ ซึ่งนายคริส เฟิง ยินดีและพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยมองเห็นช่องทางการตลาดสำหรับสินค้าไทยเช่นกัน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1493253569503642&id=100064570394286&rdid=RrU8LF452fmsccDi#

“รัสเซีย” ชี้อาวุธนิวเคลียร์คือหลักประกันสุดท้าย!! เครมลินเตือนความขัดแย้งโลกแรงขึ้น นิวเคลียร์ยังเป็นเกราะป้องปรามสงครามโลก ป้องกันโลกถลำสู่สงครามโลก ปูตินย้ำรัสเซียเคารพอธิปไตยรัฐ

รัสเซียชี้ 'อาวุธนิวเคลียร์' เป็นหลักประกันเดียวที่ป้องกันเกิดสงครามโลก

เมื่อวันพุธ (24 มิ.ย.) ดมิทรี เพสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลินของรัสเซีย ซึ่งเข้าร่วมการประชุมนานาชาติพรีมาคอฟ รีดดิงส์ (Primakov Readings) ครั้งที่ 12 เผยว่าความขัดแย้งระดับภูมิภาคและระดับโลกยังคงปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และมีเพียงการป้องปรามด้วยอาวุธนิวเคลียร์ที่จะป้องกันไม่ให้โลกตกอยู่ในสงครามโลก แม้ไม่อาจรับรองว่าจะสามารถป้องกันความขัดแย้งระดับภูมิภาคได้

เพสคอฟชี้ว่าความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันทำให้คาดการณ์ได้ว่าในอนาคตอาจมีการพัฒนาระบบอาวุธรูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่อาวุธนิวเคลียร์ แต่อาจมีอานุภาพการทำลายล้างทัดเทียมกับอาวุธนิวเคลียร์

สำหรับประเด็นการสร้างสันติภาพ เพสคอฟระบุว่ารัสเซียให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อบันทึกความเข้าใจระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ตลอดจนความมุ่งมั่นของคณะผู้ไกล่เกลี่ยในการยุติการสู้รบ

ในแถลงการณ์เปิดการประชุมฯ เมื่อวันอังคาร (23 มิ.ย.) วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย กล่าวว่ารัสเซียยังคงยึดมั่นในการสนับสนุนบรรทัดฐานกฎหมายระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันในระดับสากล รวมถึงอำนาจหน้าที่ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) หลักการเคารพซึ่งกันและกัน ความเท่าเทียมระหว่างรัฐ และสิทธิของแต่ละประเทศในการเลือกเส้นทางการพัฒนาของตนเอง

ที่มา : Xinhua

มศว ย้ำสอบท้องถิ่นต้องโปร่งใสและเป็นธรรม!! สำนักทดสอบฯ มศว ยืนยันความเป็นกลาง ดำเนินการสอบด้วยความสุจริตและรอบคอบ พร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ ยืนหยัดไม่สนับสนุนความไม่เป็นธรรม

แถลงการณ์เรื่อง การดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น
สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ยืนยันว่าได้ดำเนินการตามบทบาทและหน้าที่ด้วยความสุจริต รอบคอบ และเป็นกลางทางวิชาการ โดยไม่สนับสนุนหรือยินยอมต่อการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม หรือส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการสอบแข่งขัน และพร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบเพื่อความถูกต้อง

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1484152357086737&id=100064759594309&rdid=nZdKXzT5Bd6kdWnp#

26 มิถุนายน 2329 วันเกิด พระสุนทรโวหาร หรือ “สุนทรภู่” กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จากพระอภัยมณีสู่นิราศภูเขาทอง ผู้สร้างวรรคทองให้คนไทยจดจำไม่รู้ลืม

26 มิถุนายน วันสุนทรภู่ กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น และบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลก

"แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์ มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด เหมือนเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน" โคลงบทนี้หลายๆ คนคงคุ้นหู หรือเคยได้ท่องกันตอนเด็กๆ มาจากเรื่อง "พระอภัยมณี" ตอน พระฤาษีสอนสุดสาคร เกี่ยวกับเรื่องการไว้ใจคน

วันนี้ (26 มิ.ย.) เป็นวันคล้ายวันเกิดของพระสุนทรโวหาร (สุนทรภู่) เจ้ากรมพระอาลักษณ์ฝ่ายพระราชวัง ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นกวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีผลงานประพันธ์มากมาย เฉพาะเรื่อง พระอภัยมณี วรรณกรรมชิ้นเอกของท่าน ก็มีความยาวถึง 12,706 บท ถือได้ว่าเป็นกวีนิพนธ์ที่ยาวที่สุดในโลก ในขณะที่บทประพันธ์เรื่องอีเลียต และโอเดดซี ของฝรั่งที่ว่ายาวที่สุด ยังมีเพียง 12,500 บทเท่านั้น เมื่อปี พ.ศ. 2529 ท่านได้รับยกย่องจากยูเนสโก ให้เป็นบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลก

ในวาระครบรอบ 200 ปีเกิด เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2529 และในปี พ.ศ. 2530 นายเสวตร เปี่ยมพงศ์สานต์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินการจัดตั้งสถาบันสุนทรภู่ขึ้น เพื่อสนับสนุนการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับชีวิตและงานของสุนทรภู่ ให้แพร่หลายในหมู่เยาวชนและประชาชนชาวไทยมากยิ่งขึ้น จึงได้กำหนดให้ วันที่ 26 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันสุนทรภู่

สุนทรภู่ กวีสำคัญสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เกิดเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2329 บิดาของท่านเป็นชาวกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ตามสันนิษฐานว่ามารดาเป็นข้าหลวง อยู่ในพระราชวังหลัง บิดามารดาเลิกร้างกันตั้งแต่สุนทรภู่เกิด บิดาออกไปบวชที่วัดป่า ตำบลบ้านกร่ำ อำเภอแกลง อันเป็นภูมิลำเนาเดิม ส่วนมารดากลับเข้าไปอยู่ในพระราชวังหลัง และได้ถวายตัวเป็นนางนม ของพระธิดาในกรมฯ นั้น

ในปฐมวัยสุนทรภู่ได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในพระราชวังหลัง และได้อาศัยอยู่กับมารดา สุนทรภู่ได้รับการศึกษาในพระราชวังหลัง และที่วัดชีปะขาว (วัดศรีสุดาราม) ตั้งแต่เยาว์วัยสุนทรภู่มีนิสัยรักการแต่งกลอน ยิ่งกว่างานอื่น ครั้นรุ่นหนุ่มก็ไปเป็นครูสอนหนังสืออยู่ที่วัดศรีสุดารามในคลองบางกอกน้อย ได้แต่งกลอนสุภาษิตและกลอนนิทานขึ้นไว้

เมื่ออายุราว 20 ปี ได้ลอบรักกับหญิงสาวชาววังชื่อ "จันทร์" จึงต้องเวรจำทั้งชายหญิง เมื่อกรมพระราชวังหลัง ทิวงคตจึงพ้นโทษ ต่อมาจึงได้แม่จันทร์เป็นภรรยา แต่อยู่ด้วยกันไม่นานก็เกิดระหองระแหงคงเป็นเพราะสุนทรภู่เมาสุราอยู่เป็นนิตย์

สมัยรัชกาลที่ 2 สุนทรภู่ได้เข้ารับราชการในกรมพระอาลักษณ์ และเป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จนได้รับแต่งตั้งเป็นขุนสุนทรโวหาร เป็นกวีที่ปรึกษาและคอยรับใช้ ใกล้ชิด ระยะนี้สุนทรภู่ได้หญิงชาวบางกอกน้อย ชื่อ นิ่ม เป็นภริยาอีกหนึ่งคน ต่อมาในราว พ.ศ. 2364 สุนทรภู่ต้องติดคุกเพราะเมาสุรา อาละวาดและทำร้ายท่านผู้ใหญ่ แต่ติดอยู่ไม่นานก็พ้นโทษ เพราะความสามารถในทางกลอนเป็นที่พอพระราชหฤทัยของ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

สมัยรัชกาลที่ 3 สุนทรภู่ถูกกล่าวหาด้วยเรื่องเสพสุรา และเรื่อง อื่นๆ จึงถูกถอดออกจากตำแหน่งขุนสุนทรโวหาร ต่อมาสุนทรภู่ออกบวชที่วัดราชบูรณะ (วัดเลียบ) และเดินทางไปจำพรรษาตามวัดต่างๆ และได้รับการอุปการะจากพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ จนพระองค์ประชวร สิ้นพระชนม์ สุนทรภู่จึงลาสิกขาบท รวมอายุพรรษาที่บวชได้ 10 พรรษา สุนทรภู่ออกมาตกระกำลำบากอยู่พักหนึ่งจึงกลับเข้าไปบวชอีกครั้ง แต่อยู่ได้เพียง 2 พรรษาก็ลาสิกขาบท และถวายตัวอยู่กับเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ณ พระราชวังเดิม รวมทั้งได้อุปการะ จากกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพอีกด้วย

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ครองราชย์ ทรงสถาปนาเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ เป็นพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับอยู่วังหน้า (พระบวรราชวัง) สุนทรภู่จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระสุนทรโวหาร ตำแหน่งเจ้ากรม พระอาลักษณ์ฝ่ายบวรราชวัง ในปี พ.ศ. 2394 และรับราชการต่อมาได้ 4 ปี ก็ถึงแก่มรณกรรม ใน พ.ศ. 2398 รวมอายุได้ 69 ปี

ข้อมูล สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

ที่มา : https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/192535?

ตะโกน "Free Palestine" ขณะชก!! หมัดเดียวสะเทือนการเมืองโลก ชนะนักสู้ทหารอิสราเอล ชูธงปาเลสไตน์กลางเวที โลกถกปมขัดแย้งการเมืองในกีฬา

นักสู้ไอริชคว้าชัยเหนือทหารอิสราเอล พร้อมชูธงปาเลสไตน์ตะโกน “Free Palestine”

ศึกการแข่งขัน MMA รายการ Cage Warriors 189 ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี เมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ปี 2025 โดยเป็นการชกกันระหว่าง Paddy McCorry นักสู้ชาวไอริช กับ Shuki Farage คู่ต่อสู้ชาวอิสราเอล

ในระหว่างการแข่งขัน McCorry ได้แสดงออกถึงจุดยืนทางการเมืองของเขาอย่างชัดเจน โดยเขาได้ตะโกนคำว่า “Free Palestine” ขณะที่กำลังประเคนอาวุธใส่คู่ต่อสู้

หลังจากที่เขาชนะการแข่งขันด้วยคะแนนอย่างเป็นเอกฉันท์ เขาก็ได้ชูธงชาติปาเลสไตน์เพื่อแสดงความสนับสนุนต่อชาวปาเลสไตน์ท่ามกลางเสียงเชียร์จากผู้ชมในเวทีด้วย

สำหรับกรณีของ Shuki Farage นั้น สื่อหลายแห่งระบุว่าเขาเป็นอดีตทหารของกองทัพอิสราเอล (IDF) ซึ่งเคยมีการเผยแพร่ภาพของเขาในเครื่องแบบทหารพร้อมถืออาวุธในพื้นที่ฉนวนกาซาผ่านทางโซเชียลมีเดียมาก่อน ซึ่งประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์และกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการนำเรื่องการเมืองและสถานการณ์ความขัดแย้งมาไว้ในการแข่งขันกีฬา

และชาวโลกประนามว่า ​"นั่นมันไม่ใช่การแข่งขันที่ยุติธรรมเลย!

เพราะทหาร IDF ถูกฝึกมาให้สู้กับแค่ผู้หญิงและเด็กเท่านั้น ไม่ใช่ผู้ชายตัวโตๆ อย่างเขา!"

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1330943112527379/?rdid=fGA8fXkGS8MvtSdH#

กลุ่มโรงกลั่นฯ แจง “ค่าการกลั่น”!! ราคาพลังงานโลกผันผวน โรงกลั่นไทยย้ำต้องรักษากำลังผลิตในประเทศ ลดเสี่ยงนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป ย้ำร่วมภาครัฐดูแลประชาชน

กลุ่มโรงกลั่นฯ ย้ำบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงทางพลังงาน ร่วมภาครัฐ ดูแลผลกระทบจากความผันผวนราคาพลังงาน

จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกผันผวนอย่างมาก กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้เดินเครื่องโรงกลั่นอย่างต่อเนื่องและเต็มกำลังความสามารถ เพื่อให้มีน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงพอต่อความต้องการของประเทศ และสนับสนุนภาครัฐในการรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานและลดผลกระทบต่อประชาชน

อุตสาหกรรมโรงกลั่นเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ มีบทบาทในการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม และการดำรงชีวิตของประชาชน หากประเทศไทยไม่สามารถรักษาศักยภาพการผลิตภายในประเทศไว้ได้ จะต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการขาดแคลนพลังงานและความผันผวนของราคาในช่วงวิกฤต

ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของตลาดโลก ราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปจึงอ้างอิงราคาตลาดโลกตามกลไกการค้าเสรีเช่นเดียวกับประเทศส่วนใหญ่ ราคาพลังงานจึงเปลี่ยนแปลงตามภาวะอุปสงค์และอุปทาน สถานการณ์เศรษฐกิจโลก ตลอดจนเหตุการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา

การกำหนดราคาน้ำมันที่แตกต่างจากตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ อาจก่อให้เกิดการบิดเบือนกลไกตลาด การลักลอบนำเข้าหรือส่งออกน้ำมัน และส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว

สำหรับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น เป็นกลไกสำคัญของภาครัฐในการดูแลเสถียรภาพด้านราคาพลังงานและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนในช่วงที่ราคาพลังงานผันผวน โดยไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่ออุดหนุนต้นทุนการดำเนินงานหรือรับประกันผลกำไรของผู้ประกอบการโรงกลั่นแต่อย่างใด

Gross Refinery Margin (GRM)
นางรุ่งนภา จันทร์ชูเกียรติ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เห็นความสำคัญของการสื่อสารต่อสาธารณะอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานโลกมีความผันผวนสูง และส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ต้นทุนภาคธุรกิจ และการดำเนินนโยบายด้านพลังงานของประเทศ

หนึ่งในประเด็นที่ควรทำความเข้าใจให้ตรงกัน คือความหมายของคำว่า GRM หรือ Gross Refinery Margin ซึ่งแปลตรงตัวได้ว่า “ส่วนต่างขั้นต้นของโรงกลั่น”

ที่ผ่านมา ในภาษาไทยมักเรียก GRM ว่า “ค่าการกลั่น” อย่างไรก็ดี คำดังกล่าวอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ เพราะคำว่า “ค่า” อาจถูกตีความว่าเป็นค่าบริการ หรือเป็นรายได้ที่โรงกลั่นได้รับโดยตรง

เพื่อให้การสื่อสารมีความชัดเจนมากขึ้น จึงควรใช้คำว่า GRM หรือ “ส่วนต่างขั้นต้นของโรงกลั่น” เป็นคำหลัก แทนการใช้คำว่า “ค่าการกลั่น” เพียงลำพัง

GRM คือ ส่วนต่างเบื้องต้นระหว่างมูลค่าผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปกับราคาน้ำมันดิบที่ใช้เป็นวัตถุดิบ ยังไม่ใช่ตัวเลขสุดท้ายของผลประกอบการ เพราะยังมีต้นทุนอื่นที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม

ตัวอย่างสำคัญในช่วงสถานการณ์ตะวันออกกลางคือ War Risk Premium หรือพรีเมียมความเสี่ยงจากสงคราม ซึ่งเป็นต้นทุนจริงที่เกิดขึ้นในการจัดหาน้ำมันดิบ ทั้งจากความเสี่ยงด้านแหล่งผลิต เส้นทางขนส่ง ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย และความไม่แน่นอนของอุปทาน

ดังนั้น การดูเฉพาะ GRM ดิบ อาจทำให้เห็นตัวเลขส่วนต่างสูงกว่าภาพต้นทุนจริงที่โรงกลั่นต้องรับ

จากตัวเลขล่าสุด ช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2569 หากหัก War Risk Premium แล้ว ตัวเลข Adjusted GRM จะปรับลดลง ดังตารางที่ 1
ตารางที่ 1: ค่าการกลั่นที่ประกาศโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)
หน่วย: บาทต่อลิตร ม.ค. 69 ก.พ. 69 มี.ค. 69 เม.ย. 69 พ.ค. 69
ค่าการกลั่น (GRM) 2.18 2.08 7.23 11.81 6.13
Adjusted GRM
(ค่าการกลั่นหลังหัก - - 4.11 4.27 1.41
War Risk Premium)

ที่มา: สนพ.
กล่าวได้ว่า War Risk Premium ที่สะท้อนผ่านการปรับตัวเลขมีขนาดประมาณ 3.12 บาทต่อลิตรในเดือนมีนาคม 7.54 บาทต่อลิตรในเดือนเมษายน และ 4.72 บาทต่อลิตรในเดือนพฤษภาคม 2569

ตัวเลขนี้ช่วยให้เห็นว่า ในภาวะวิกฤติพลังงาน GRM ที่ดูสูงขึ้นไม่ได้สะท้อนเฉพาะส่วนต่างของโรงกลั่นเท่านั้น แต่ยังมีต้นทุนความเสี่ยงจากสงครามที่เกิดขึ้นจริงและต้องนำมาพิจารณาร่วมด้วย

ดังนั้น Adjusted GRM หรือ “GRM ที่ปรับหักต้นทุนความเสี่ยงแล้ว” จึงช่วยให้การอ่านสถานการณ์ใกล้เคียงต้นทุนจริงมากกว่า GRM ดิบ แม้ยังไม่ใช่ผลประกอบการสุทธิของโรงกลั่นก็ตาม

โรงกลั่นต้องรับความเสี่ยงเต็มรูปแบบจากความผันผวนด้านราคา
ภายใต้ระบบการค้าเสรี โรงกลั่นต้องรับความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ ราคาผลิตภัณฑ์ อัตราแลกเปลี่ยน ต้นทุนทางการเงิน และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ด้วยตนเอง

เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น โรงกลั่นอาจได้รับผลเชิงบวกในบางช่วงเวลา แต่เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวลดลง โรงกลั่นก็อาจเผชิญผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันจำนวนมากเช่นเดียวกัน

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือช่วงความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนในปี 2565–2566 ซึ่งแม้โรงกลั่นจะได้รับผลเชิงบวกในช่วงแรกจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลายและราคาน้ำมันปรับลดลง หลายโรงกลั่นกลับเผชิญผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันและผลประกอบการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อเท็จจริงดังกล่าวสะท้อนว่า ธุรกิจโรงกลั่นเป็นธุรกิจที่มีความผันผวนสูงและต้องเผชิญความเสี่ยงจากตลาดโลกตลอดเวลา มิใช่ธุรกิจที่ได้รับการรับประกันผลตอบแทนจากภาครัฐ

ความมั่นคงทางพลังงานต้องอาศัยการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
อุตสาหกรรมโรงกลั่นต้องลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือของระบบการผลิต การปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรองรับความต้องการพลังงานในอนาคต

หากการลงทุนในธุรกิจโรงกลั่นลดลง หรือผู้ประกอบการไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ประเทศอาจต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปมากขึ้น มีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนพลังงานในช่วงวิกฤต และมีต้นทุนพลังงานที่ผันผวนมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประชาชน ภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

ดังนั้น การพิจารณานโยบายหรือมาตรการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมโรงกลั่น ควรพิจารณาจากผลประกอบการสุทธิ ต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง และภาระการลงทุนที่จำเป็นต่อการรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว ไม่ใช่พิจารณาจากค่าการกลั่นเพียงตัวเลขเดียว

พร้อมร่วมมือภาครัฐดูแลประชาชนและรักษาเสถียรภาพพลังงาน
นางรุ่งนภา กล่าวว่า "กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ยืนยันความพร้อมในการทำงานร่วมกับภาครัฐและทุกภาคส่วน เพื่อพิจารณาแนวทางหรือมาตรการที่เหมาะสมในการบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานในช่วงสถานการณ์ผิดปกติ โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการดูแลประชาชน การรักษาเสถียรภาพด้านพลังงาน และการส่งเสริมการลงทุนที่จำเป็นต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว"

"กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม เชื่อมั่นว่า การดำเนินนโยบายบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง กลไกตลาดที่เป็นธรรม และการรักษาสมดุลระหว่างผู้บริโภคกับภาคการลงทุน จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถรักษาความมั่นคงทางพลังงานและความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างยั่งยืน" นางรุ่งนภา กล่าวทิ้งท้าย

ส.อ.ท. จับมือ มศว ลงนาม MOU!! ปั้นกำลังคน–นวัตกรรม ดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยสู่อนาคต ผนึกกำลังภาคอุตสาหกรรมและการศึกษา ยกระดับคนไทยด้วย Upskill–Reskill พัฒนาหลักสูตร วิจัย นวัตกรรม ตอบโจทย์อุตสาหกรรมจริง

ส.อ.ท. จับมือ มศว ลงนาม MOU ยกระดับกำลังคน นวัตกรรม และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยสู่อนาคต

วันที่ 25 มิถุนายน 2569 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ(มศว) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (Memorandum of Understanding: MOU) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนากำลังคน การศึกษา การวิจัย และนวัตกรรม ตลอดจนการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ณ หอดนตรีและการแสดงอโศกมนตรี 2 ชั้น 4 อาคารนวัตกรรม : ศาสตราจารย์ ดร.สาโรช บัวศรี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 

พิธีดังกล่าวได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โดยมีคณะผู้บริหาร คณาจารย์ ผู้ประกอบการ และผู้แทนจากภาคอุตสาหกรรมเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาคการศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ 5I ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยเฉพาะ I2 ด้าน Innovation & Creative Industry ที่มุ่งส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อยกระดับผู้ประกอบการไทยและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ให้กับประเทศ

ขณะที่ ศาสตราจารย์ ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคน องค์ความรู้ และนวัตกรรมที่ตอบสนองต่อความต้องการของประเทศ โดยเชื่อว่าการพัฒนาการศึกษาในยุคปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันพัฒนาหลักสูตร การวิจัย และการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับสาระสำคัญของความร่วมมือ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จะทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงเครือข่ายภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการ สนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้ ความต้องการด้านกำลังคน และแนวโน้มการพัฒนาอุตสาหกรรม รวมถึงส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจในการพัฒนาหลักสูตร การฝึกงาน สหกิจศึกษา และโครงการพัฒนานวัตกรรมร่วมกับสถานศึกษา

ขณะที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) จะนำศักยภาพด้านการศึกษา การวิจัย และการบริการวิชาการ มาร่วมพัฒนาหลักสูตร งานวิจัย และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม เปิดโอกาสให้นิสิตได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะการรเรียนรู้เชิงประสบการณ์  ผ่านการฝึกงาน สหกิจศึกษา อันจะนำไปสู่การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยในระดับสากล 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ขจีพร วงศ์ปรีดี คณบดีวิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เกิดจากเจตนารมณ์ร่วมกันในการ พัฒนาศักยภาพกำลังคนผ่านกระบวนการ Upskill และ Reskill สร้างองค์ความรู้ ฐานข้อมูล และผลงานวิจัย โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ อัญมณีและเครื่องประดับ รวมถึงการส่งเสริมการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม

ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.) ได้กล่าวถึงการดำเนินโครงการแรกภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว คือ “โครงการยกระดับทักษะฝีมือแรงงานในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล” ภายใต้กรอบแนวคิด “Jewelry BLAST” ซึ่งมุ่งพัฒนาศักยภาพกำลังคนตลอดห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรม ตั้งแต่การพัฒนาวัสดุอัญมณีขั้นสูง กระบวนการผลิตอย่างยั่งยืน การออกแบบเชิงสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปจนถึงการพัฒนาแบรนด์และการตลาดเชิงกลยุทธ์ เพื่อยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่การแข่งขันในระดับสากล

ภายใต้โครงการดังกล่าว สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยจะทำหน้าที่เชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการและภาคอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกำหนดความต้องการด้านทักษะและสมรรถนะกำลังคน ตลอดจนสนับสนุนการนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้จริงในสถานประกอบการ ขณะที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยวิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ จะรับผิดชอบการพัฒนาหลักสูตร การถ่ายทอดองค์ความรู้ การวิจัย และการสร้างนวัตกรรมร่วมกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับผลิตภาพแรงงาน ความสามารถในการสร้างนวัตกรรม และคุณภาพผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการไทย

ความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากภาคการศึกษากับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันสร้างบุคลากรคุณภาพ พัฒนานวัตกรรม และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมอย่างยั่งยืน

ส.อ.ท. ดันอุตสาหกรรม!! เดินหน้ายุทธศาสตร์อุตสาหกรรมไทย ผสานวิทย์-นวัตกรรม-ทุนคน เสนอกองทุนและเทคโนโลยีลึก ร่วมมือ อว.ขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรม

ส.อ.ท. หารือ อว. เดินหน้ายุทธศาสตร์ “The New Chapter of Thai Industry” ยกระดับอุตสาหกรรมไทย ด้วย Deep Tech-นวัตกรรม-ทุนมนุษย์สมรรถนะสูง

กรุงเทพฯ — นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมคณะผู้บริหาร เข้าหารือกับ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด อว. เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในการยกระดับอุตสาหกรรมไทยด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนากำลังคน ณ ห้องประชุมชั้น 1 สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน)

การหารือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ “The New Chapter of Thai Industry” ของ ส.อ.ท. เข้ากับกลไกสนับสนุนของกระทรวง อว. ในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านจากฐานการผลิตแบบรับจ้างผลิต หรือ OEM ไปสู่การเป็นเจ้าของเทคโนโลยี ทรัพย์สินทางปัญญา และแบรนด์นวัตกรรมของไทย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลก การแข่งขันด้านเทคโนโลยี และการขยายตัวของ AI ในภาคอุตสาหกรรม

นางพิมพ์ใจ ได้นำเสนอกรอบยุทธศาสตร์ 5I เพื่อเป็นทิศทางในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย ประกอบด้วย 1. Intelligent Industry การยกระดับสู่อุตสาหกรรมอัจฉริยะด้วย AI และ Automation 2. Innovation and Creative Industry การสร้างนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาของไทย 3. International Alliance and Network การเชื่อมโยงไทยสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก 4. Industrial Infrastructure Reform การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ และพลังงาน รวมถึง 5. Inclusive Sustainability การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำและเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ ภายใต้แนวทางดังกล่าว ส.อ.ท. ได้เสนอความร่วมมือสำคัญกับกระทรวง อว. ใน 4 เรื่องหลัก ได้แก่
1. New Chapter of Thai Industry Fund
กองทุนเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยเป็นการร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อสนับสนุนการลงทุนและยกระดับภาคอุตสาหกรรมผ่าน 5 กลไกหลัก ได้แก่ Tech Startup Investment, SMEs Transformation Investment, Industry Sector Development, Innovation and Industry Enablement และ Fund and Portfolio Management โดยมุ่งให้เกิดการลงทุนที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมจริง เพิ่มผลิตภาพ สร้างมูลค่าเพิ่ม และเชื่อมโยงผลงานวิจัยไทยสู่การใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม

2. In-Licensing Strategic Technology
การเร่งรัดการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยผ่านการรับถ่ายทอดเทคโนโลยีสำคัญจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ ยานยนต์และระบบราง เทคโนโลยีชีวภาพ เซมิคอนดักเตอร์ เครื่องจักร และวัสดุขั้นสูง เป็นต้น เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการสร้าง New Growth Engines และลดข้อจำกัดด้านองค์ความรู้หรือสิทธิบัตรในระยะยาว

3. Improving Productivity with Industry 4.0
การเพิ่มผลิตภาพอุตสาหกรรมไทยด้วย Smart Manufacturing และ Industry 4.0 โดยต่อยอดจากแพลตฟอร์ม Thailand i4.0 Index เพื่อประเมินและยกระดับโรงงานไทยสู่ความเป็นอุตสาหกรรมอัจฉริยะ ผ่านกระบวนการ Assessment, Solutioning และ Implementation ร่วมกับ System Integrator และพันธมิตรด้านเทคโนโลยี เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และพัฒนาโครงการที่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้จริง

4. Human Capital Development
การพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงเพื่ออุตสาหกรรม โดยมุ่งสร้างแรงงานที่สามารถทำงานร่วมกับ AI และเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านรูปแบบ Non-degree และ Micro-credentials รองรับทั้งการ Upskill แรงงานในสถานประกอบการ และการ Reskill และ New skill สำหรับบุคคลที่ต้องการเข้าสู่อุตสาหกรรมเป้าหมาย

โดยให้ความสำคัญกับสาขาเกษตรและอาหารแห่งอนาคต ความมั่นคงและไซเบอร์ พลังงานสะอาด สุขภาพและการท่องเที่ยว รวมถึง Smart Manufacturing

ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน ได้แสดงความพร้อมในการเป็นพันธมิตรกับ ส.อ.ท. เพื่อผลักดันการขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรม โดยเฉพาะการใช้กลไกกองทุนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ ววน. เป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิจัย พร้อมเสนอแนวทาง Strategic Leverage หรือการใช้การลงทุนและการจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่เป็นเครื่องมือเจรจาให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะ และการสร้างองค์ความรู้ให้กับประเทศไทย

ทั้งนี้ ส.อ.ท. และกระทรวง อว. จะร่วมกันจัดทำรายละเอียดแผนงานและโครงการให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เพื่อปรับแนวทางการสนับสนุนให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ และยกระดับประเด็นการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยสู่การขับเคลื่อนในระดับประเทศต่อไป

ส.อ.ท. เชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมใหม่ของไทย ที่เชื่อมโยงความต้องการของภาคเอกชนกับศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศ เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก สร้างเทคโนโลยีของตนเอง และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ทฤษฎีจุดสิ้นสุดประวัติศาสตร์ถูกเขย่า!! ‘ฟูกุยาม่า’ ยอมรับคาดการณ์ “จีน” ผิด หลังเห็นพลังพัฒนาเทคโนโลยี–เศรษฐกิจ ผลสำรวจชี้ภาพผู้นำโลกของปักกิ่งพุ่ง ท้าทายวาทกรรมตะวันตก

ฟูกุยาม่ายอมรับคาดการณ์จีนผิด

นายฟรานซิส ฟูกุยาม่า (Francis Fukuyama) นักวิชาการด้านการเมืองชาวอเมริกัน สัญชาติญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนประชาธิปไตยแบบตะวันตกที่แน่วแน่ที่สุด เป็นผู้นำเสนอ “ทฤษฎีจุดสิ้นสุดของประวัติศาสตร์ ”(The End of History) เขาเชื่อว่าประชาธิปไตยและเศรษฐกิจทุนนิยมเป็นรูปแบบที่ตอบโจทย์ความต้องการของมนุษย์ได้ดีที่สุด ทั้งในเง่เศรษฐกิจและอุดมการณ์ และไม่มีระบบการเมืองหรือเศรษฐกิจอื่นใดที่จะเข้ามาแทนที่ได้ ประชาธิปไตยแบบตะวันตกจะเป็นรูปแบบสุดท้ายของรัฐบาลมนุษย์
แต่เมื่อเร็วๆ นี้ ในการให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Frankfurter Allgemeine Zeitungของเยอรมัน เขากลับกล่าวว่า "หากจีนยังคงพัฒนาด้วยรูปแบบที่มีอยู่ในปัจจุบันต่อไป ผมก็ต้องยอมรับว่าสมมติฐานของผมผิดพลาด'"

สื่อเยอรมันพาดหัวข่าวว่า ฟูกุยาม่ายอมรับว่าคาดการณ์จีนผิด
นี่นับเป็นครั้งที่สองที่ฟุกุยามะรับรอง "รูปแบบจีน" อย่างเปิดเผยในช่วงกว่าสองเดือนที่ผ่านมา
เดือนเมษายนปีนี้ เขาได้กล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่า จีนได้สร้าง "ระบบที่น่าทึ่งมาก" ที่สามารถระดมเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ อีกมากมายที่แต่ก่อนเราคิดว่าไม่สามารถทําได้

เขากล่าวว่าหากจีนยังคงรักษาแนวโน้มการพัฒนาต่อไป "มันอาจกลายเป็นทางเลือกที่สามารถทดแทนระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตกได้อย่างแท้จริง"

"ทฤษฎีการสิ้นสุดของประวัติศาสตร์"ของนายฟูกุยาม่า ถูกตะวันตกใช้เป็นอาวุธปลุกจิตสำนึก เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเหนือกว่าของระบอบตะวันตก โจมตีทฤษฎีสังคมนิยม และใส่ร้ายเส้นทางความทันสมัยที่ไม่ใช่ตะวันตก

แต่ปัจจุบัน กลุ่มคนดีเด่นของตะวันตกถูกสภาพความเป็นจริงบังคับให้ต้องเปิดตามองโลกที่แท้จริงว่าเป็นอย่างไร

นายฟรีดแมน ผู้เขียนหนังสือ “ใครว่าโลกกลม” (The world is flat)กล่าวว่า "ได้เห็นอนาคตในจีน" และแนะนําวุฒิสมาชิกของสหรัฐอเมริกาบางคนว่า "ควรออกไปดูข้างนอกให้มากขึ้น"

สำนักข่าวบลูมเบิร์กระบุว่า ชาวอเมริกันดูเหมือนกำลังประเมินสถานะของจีนในโลกอีกครั้ง นี่เป็นสิ่งที่ควรทํามานานแล้ว เพราะการหวังให้จีนเสื่อมถอยนั้นจะไม่ได้ผล

ในฐานะที่เป็นฝ่ายชนะสงครามเย็น ตะวันตกเป็นส่วนที่มีอคติที่ดื้อรั้นที่สุดต่อจีนมานานแล้ว เรื่องการใส่ร้ายรูปแบบจีนและผลสำเร็จการพัฒนาของจีนนั้น เกือบทั้งหมดมาจากสังคมตะวันตก
เมื่อแม้แต่ตะวันตกก็ต้องยอมรับความสําเร็จของจีน แล้วที่อื่นๆ ของโลกเป็นอย่างไร
ผลการสํารวจความคิดเห็นที่จัดขึ้นโดย Gallup สถาบันสํารวจความคิดเห็นของสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาก็สะดุดตาเช่นกัน

การสํารวจครั้งนี้ครอบคลุมกว่า 130 ประเทศมีผู้ตอบแบบสอบถามประมาณ 130,000 คน อาจกล่าวได้ว่ามีขอบเขตกว้างขวาง ผลสำรวจปรากฏว่า อัตราการสนับสนุนให้จีนเป็นผู้นําของโลกแซงหน้าสหรัฐอเมริกา ด้วยผลร้อยละ 36 ต่อร้อยละ 31 ซึ่งเป็นความเหนือกว่าที่ใหญ่ที่สุดของจีนต่อสหรัฐอเมริกา ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

ในเดือนเดียวกัน การสํารวจความคิดเห็นที่จัดโดยศูนย์วิจัย PEW ปรากฏว่าความประทับใจของประชาคมโลกที่มีต่อจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ผลสำรวจจากหลายสถาบันสำรวจความคิดเห็นประชาชน เช่นISEAS-Yusof Ishak Institute ของสิงคโปร์ Ipsos และ Morning Consult ก็มีแนวโน้มเดียวกัน
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า "ทฤษฎีการจบสิ้นของประวัติศาสตร์" กำลังก้าวไปสู่จุดจบด้วยความกังขาของชาวโลก

สิ่งที่สั่นคลอนรากฐานของ "ทฤษฎีการสิ้นสุดของประวัติศาสตร์"ที่แท้จริงคือ ความสําเร็จอย่างเป็นระบบเชิงประวัติศาสตร์ของความทันสมัยแบบจีน

ปัจจุบัน จีนเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก มีส่วนช่วยการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอยู่ที่ประมาณร้อยละ 30 ขนาดอุตสาหกรรมการผลิตติดอันดับ 1 ของโลกเป็นเวลา 15 ปีติดต่อกัน ปริมาณการผลิตและการจำหน่ายรถยนต์พลังงานใหม่เป็นอันดับ 1 ของโลกเป็นเวลา 11 ปีติดต่อกัน ระยะทางรถไฟความเร็วสูงของจีนมากกว่ายอดรวมของประเทศอื่น ๆ ในโลก จีนยังได้เสนออุปกรณ์พลังงานลมให้กับทั่วโลกร้อยละ 70 สร้างระบบประกันสังคมและระบบการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในโลก เสร็จสิ้นภารกิจที่ยากลำบากในการขจัดความยากจนอย่างสมบูรณ์

ตลอดปี 2025 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าจีนจำนวนกว่า 35.17 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 30.6 เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีที่แล้ว มีชาวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศผ่านช่องทางการยกเว้นวีซ่าจำนวน 30.8 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 73.1 ของจำนวนชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศจีนทั้งหมด เพิ่มขึ้นร้อยละ 49.5 เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีที่แล้ว บนแพลตฟอร์มโซเชียลในต่างประเทศ "พกกระเป๋าเดินทางว่างเปล่าไปประเทศจีนเพื่อซื้อของ" "เลิกงานวันศุกร์แล้วไปเที่ยวประเทศจีน" กลายเป็นประเด็นร้อน "ความรู้สึกปลอดภัยแบบจีน" ทําให้ชาวเน็ตตะวันตกจํานวนมากอิจฉา

“ทฤษฎีจุดสิ้นสุดของประวัติศาสตร์”นับเป็นการผูกขาดทางทฤษฎีและการผูกขาดวาทกรรม ได้ล่ามโซ่ตรวนทางความคิดอย่างมากให้กับประเทศใต้ทั่วโลก ความสําเร็จของจีนไม่เพียงแต่สร้างปาฏิหาริย์ในประวัติศาสตร์การพัฒนาของมนุษย์ แต่ยังเป็นผู้นำการปลดปล่อยทางความคิดที่ลึกซึ้งแก่ทั่วโลกและทําลายตํานาน "ความทันสมัย = ตะวันตก"

ประเทศใต้ทั่วโลกเริ่มสํารวจเส้นทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับสภาพของประเทศตนอย่างมั่นใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่สงสัยและดูถูกตัวเองที่แตกต่างกับรูปแบบตะวันตกอีกแล้ว

ประวัติศาสตร์ไม่สิ้นสุดวิวัฒนาการของอารยธรรมมนุษย์ยังคงพัฒนายังคงเปลี่ยนแปลงต่อไป

ที่มา : https://www.facebook.com/100059463224161/posts/1362576049067823/?rdid=gqFMK4LNSYU6hbmS#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top